ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ดีเอสไอตั้งโต๊ะสัญจรกลางศูนย์ดำรงธรรมเมืองสองแคว เปิดรับเหยื่อ บริษัทดิจิตอลคราวน์ ธุรกิจขายตรงน้ำมันหอมระเหย ตุ๋นร่วมลงทุนสูญเงินกันถ้วนหน้า รับแจ้งความจนถึงพรุ่งนี้ (3 พ.ค.)







mlm

 


วันนี้ (2 พ.ค.) นายนิรันดร ชัยศรี ผู้อำนวยการส่วนคดีอาญาพิเศษ 3 สำนักงานคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมทีมงานยังคงตั้งโต๊ะที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เปิดรับแจ้งความคดีน้ำมันหอมระเหย บริษัท ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง (DCHL) จำกัด ให้ผู้เสียหายที่ถูกบริษัทดังกล่าวหลอกลวงเดินทางมาเป็นพยานร่วมฟ้องร้องบริษัทฯ


นายนิรันดรกล่าวว่า บริษัทฯ มีพฤติการณ์หลอกลวงให้ผู้อื่นสมัครเป็นสมาชิก ในลักษณะการหาเครือข่ายโดยไม่เน้นการขายสินค้า ช่วงปี 2553-2555 ซึ่งผิดกฎหมาย ด้วยการใช้ธุรกิจน้ำหอมปรับอากาศขายตรง โดยโฆษณาชักชวนหาสมาชิกผ่านบุคคล จัดอบรมตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงแรมในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา หลอกลวงเผยแพร่แผนการตลาด อบรมสมาชิกโดยใช้ชื่อ การอบรมคอร์ส CEO นำแผนการตลาดที่เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงให้เข้าใจว่าการทำธุรกรรมของบริษัทฯ


แต่ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนสอบสวน พบว่า ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับแล้วได้กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน อ้างว่าประสบความสำเร็จในการลงทุนกับบริษัทฯ มีรายได้จำนวนมาก ให้ลงทุนร่วมเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่การขายสินค้า มีการจ่ายเงินลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่จะได้ผลตอบแทนสูงเป็นประจำทุกเดือน ล่อผู้เข้าอบรมเชื่อว่าธุรกิจของบริษัทฯสามารถให้ผลตอบแทนมากจริง


โดยใช้แผนการตลาดชักชวนให้ลงทุนประมาณ 12,300 บาท ได้รับสินค้าจำนวน 1 ชุด จากนั้นมีการลงทุนประมาณ 60,000-4,000,000 บาท บริษัทฯ กำหนดจ่ายผลตอบแทนด้วยการโอนเข้าบัญชีให้สมาชิกทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป และยังแนะนำให้ผู้เข้าอบรมนำทรัพย์สินที่มีค่า เช่น บ้าน รถยนต์ ที่ดินไปจำนอง หรือจำนำกับสถาบันการเงินทั้งในและนอกระบบนำมาลงทุนด้วย


นายนิรันดรเปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมามีประชาชนหลายจังหวัด ที่ถูกบริษัทดังกล่าวหลอกลวง โดยที่ จ.นครราชสีมามีผู้เสียหายมากที่สุด จังหวัดเดียวมากถึง 2,000 ราย ขณะที่ภาคอีสานทั้งภาค มีผู้เสียหาย 5,000 ราย เข้าแจ้งความแล้ว 2-3 พันราย ภาคเหนือตอนล่าง ผู้เสียหายประมาณ 1,000 ราย ภาคเหนือตอนบน ประมาณ 500 ราย ส่วนภาคใต้มีผู้เสียหายน้อยมาก เพียงประมาณ 500 ราย


นายนิรันดรบอกอีกว่า จนถึงขณะนี้ผู้เสียหายในภาคเหนือตอนล่าง เข้าแจ้งความค่อนข้างน้อย เพียงประมาณ 30 รายเท่านั้น ซึ่งทางดีเอสไอจะตั้งโต๊ะรับแจ้งความที่ศาลากลางจังหวัด เช่นเดียวกับจังหวัดภาคเหนือตอนบน ไปจนถึงพรุ่งนี้ (3 พ.ค.) จึงขอให้ผู้เสียหายแสดงตัวเข้าแจ้งความโดยเร็ว หากพ้นกำหนดจะต้องเดินทางไปแจ้งที่ดีเอสไอ ที่กรุงเทพฯ เอง


 


 


Credit By :http://www.manager.co.th

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทลายรัง แชร์ลูกโซ่ ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย โคราชเหยื่อ 200 รายแตกกระเจิง


วันนี้(13 ต.ค.) พ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชลาสินธุ์ ชลาลัย ผกก.สส.ภ.จว.นครราชสีมา นำกำลังบุกเข้าไปยังห้องประชุมภายในอาคารแพทตินั่ม ถนนสุระนารายณ์ ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา หลังจากที่มีสายข่าวรายงานว่าเป็นแหล่งที่ใช้ในการนัดพบกันของแม่ข่ายและลูกข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เครือข่ายบริษัท ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแชร์ลูกโซ่ขายตะเกียงน้ำมันหอมระเหยฉ้อโกงประชาชน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน บุกเข้าทำการจับกุมสำนักงานใหญ่เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา


โดยภายในห้องประชุมพบบรรดาแม่ข่าย ลูกข่าย รวมถึงผู้ที่ประสงค์ที่จะเข้าร่วมขบวนการรายใหม่รวมกว่า 200 คน กำลังจับกลุ่มพูดคุยสัมมนาเพื่อเรียนรู้วิธีการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับมีสินค้าตะเกียงน้ำมัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการประกาศแจ้งให้ทางผู้ที่อยู่ภายในห้องประชุมทราบว่า สำนักใหญ่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมและอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งถึงสิทธิผู้ที่อยู่ในห้องประชุมว่า เป็นผู้เสียหายถูกทางบริษัทล่อลวง และหากผู้เสียหายที่ต้องการเงินที่หลอกให้ซื้อสินค้าคืน ให้ไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าทีตำรวจที่ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้ในวันที่ 15 ต.ค.ก่อนที่จะทำการตรวจยึดสินค้าทั้งหมดมาไว้เป็นหลักฐาน


ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนจังหวัดนครราชสีมา ได้นำหมายค้นศาลแขวงนครราชสีมา เลขที่ ค 139 / 2555 ลงวันที่ 13 ต.ค. เข้าตรวจค้น สำนักงานย่อย บ.ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด อาคารราชสีมาเซ็นเตอร์ ชั้น 2 เลขที่ 154/1 ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ใช้เป็นสถานที่นัดพบของเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ และเป็นสถานที่เก็บและจำหน่ายสินค้า โดยมีสินค้าส่วนหนึ่งถูกเก็บในตู้กระจกอย่างสวยงาม โดยจากการสังเกตในห้องประชุมดังกล่าวยังพบว่ามีป้ายประกาศห้ามถ่ายภาพ ห้ามใช้โทรศัพท์อย่างเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจยึดสินค้าไว้ตรวจสอบที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



ด้านนางกรอาภา คุณาชนะ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ถูกบริษัทดังกล่าวหลอกให้ลงทุน เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวหลอกให้ลงทุนไปเกือบ 2 แสนบาท โดยสมัครเป็นค่าสมาชิก 1.2 หมื่นบาท แต่หากต้องการได้ผลตอบแทนสูงต้องลงทุนมาก จึงซื้อสินค้าไปเป็นเงินเกือบ 2 แสนบาท ซึ่งหลังจากที่ลงทุนไปประมาณ 3 เดือน ไม่พบว่าได้ผลตอบแทนตามที่คาดและรู้ว่าน่าจะเป็นขบวนการแชร์ลูกโซ่ จึงต้องการขอคืนสินค้าเพื่อให้ได้เงินคืนบางส่วนซึ่งได้ทำการติดต่อกับบริษัทเมื่อ เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยในตอนแรกทางตัวแทนบริษัทได้นัดผลัดมาเรื่อย และมีนัดอีกครั้งว่าจะให้คืนในเดือนหน้า จากนั้นจึงมาเกิดเรื่องขึ้น จึงได้เดินทางมาตามเรื่องและเตรียมเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสมีมา เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าวตามกฎหมาย โดยส่วนตนคิดว่าไม่น่าจะได้เงินคืนแล้ว แต่ก็อยากให้ผู้ที่กำลังทำธุรกิจร่วมกับบริษัทดังกล่าวได้รู้ตัวและเข้าแจ้งความเพิ่มเติมด้วย


อ้างอิง :dailynews.co.th