ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : "มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค" ปรับโฉมเน้นโปร่งใส!ดันสินค้าเกษตรลุยฝัน 100 ล้าน







222 (Mobile)


"มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค" ใส่เกียร์เดินหน้า ประกาศชัด บริษัทเน้นความโปร่งใสในการทำธุรกิจ วางเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวสินค้ากลุ่มการเกษตร เตรียมปรับโฉมโลโก้หวังฉีกให้มีความทันสมัยมากขึ้น ด้านตลาด AEC ปักหมุดประเทศลาวเรียบร้อย ฟุ้งปูพรม อีกหลายประเทศอาเซียน


หลังจาก บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ เปลี่ยนการบริหารใหม่ ล่าสุดได้มีการจัดงานแถลงข่าวจาก บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ไปเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีทางคณะผู้บริหารและสมาชิก เข้ามาร่วมงานพร้อมให้กำลังใจอย่างคับคั่ง


นางฐิติพร จิรปัญจวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเพิ่งจะย้ายออฟฟิศ สำนักงานมาตั้งอยู่ที่ใหม่ โดยตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรพอสมควร ทั้งระบบบริหาร การจัดการ สมาชิก ซึ่งทุกอย่าง ต้องอยู่ในความโปร่งใส ชัดเจน และตอนนี้ระบบต่างๆ ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว สมาชิกสามารถศึกษาข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ของ บริษัท


"วันนี้บริษัทมีการปรับโฉมใหม่ เพื่อ ให้บริษัทเดินหน้าต่อไปได้ อยากให้สมาชิก ทุกคนมั่นใจว่า เราจะยืนหยัดไปด้วยกัน เพื่อ ให้เกิดความมั่นคง รวมพลังให้รู้ว่า บริษัท ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน และจะใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหาร เพื่อ ความโปร่งใสในการทำธุรกิจ"


สำหรับเป้าหมายในปี 2556 นั้น "ฐิติพร" ประธาน "มิลค์กี้ เวย์" ได้กล่าวว่า บริษัทมีความมั่นใจว่าจะต้องมียอดขาย ขึ้นไปแตะที่ 100 ล้านบาทแน่ เนื่องจากแต่ละเดือนมียอดสั่งซื้อสินค้าเข้ามาหลายสิบล้านบาท โดยตั้งใจว่า สิ้นปีนี้จะพาสมาชิกพิชิตโปรโมชั่นไปเที่ยวเกาหลีใต้ ให้ได้มากที่สุด ส่วนสมาชิกก็จะพยายามขยายเครือข่ายออกไปให้ถึง 5 หมื่นรหัสให้ได้


"การที่มีแม่ทีมมารวมตัวที่บริษัท เราวันนี้กว่า 300 คน และยังไม่นับสมาชิก คนอื่นๆ ที่มาไม่ได้อีก แสดงให้เห็นว่า บริษัทยังแข็งแกร่ง และมีสมาชิกที่เชื่อมั่น อยู่เป็นจำนวนมาก วิกฤติและอุปสรรคจะ ทำให้ธุรกิจของเราแน่นแฟ้นมากขึ้น ทุกคน จะต้องสามัคคีกัน เชื่อว่า บริษัทจะก้าวขึ้น ไปติดท็อปของประเทศได้ไม่ยาก"


ขณะที่สำนักงานใหญ่นั้น เวลานี้ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 5 ถ.ลาดพร้อม ซ.3 ส่วนสาขาต่างจังหวัด ก็จะมีครอบคลุมทั้ง 4 ภาค ไม่ว่าจะเป็น หาดใหญ่, สุราษฎร์ธานี, ร้อยเอ็ด, โคราช, เลย, อุดรธานี, ขอนแก่น, พิษณุโลก, สุพรรณบุรี, ปทุมธานี และนครปฐม ซึ่งในอีกไม่ช้านี้จะได้เห็น "มิ้ลค์กี้ เวย์" ขยายไปเปิดสาขาในจังหวัดอื่นๆ อีกแน่นอน


ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ คือ "4 in 1" หรือ "ไบโอโฟร" เป็นสินค้าเกี่ยวกับการกษตร เป็นสารชีวภาพซิลเวอร์นาโน ที่ตลาดภาคเกษตรกำลังนิยม ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็จะทยอยเปิด ตัวตามมา อาทิ คอลลาเจน, ครีมกันแดด และดีท็อกซ์ แต่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับโลโก้ให้ทันสมัย โดยกลุ่มสินค้าทาง บริษัทก็ยังจะมีเหมือนเดิม คือ อาหารเสริม, เกษตร และเครื่องสำอาง


นอกจากนี้ การวางแผนรับมือ "เออีซี" โดย "ฐิติพร จิรปัญจวัฒน์" กล่าวว่า "เราได้ไปปูพรมที่ลาวเรียบร้อยแล้ว เรามีเครือข่ายอยู่ลาวหลายคน และ เตรียมที่จะเปิดสำนักงานที่นั่นก่อนสิ้นปีนี้ และจะไล่ขยายไปเรื่อยๆ ในย่านเพื่อนบ้าน ของประเทศเรา โดยเพื่อนบ้านอย่าง พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม ถือว่าขยายตลาดเข้าไปได้ไม่ยาก"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค อหังการ์ ใช้ใบละพันฟาดหัวสื่อขายตรง







222 (Mobile)


สื่อขายตรงพล่าน หลังเปิดซองพบธนบัตรใบละพันปลิวว่อน ทึ่งผู้บริหาร มิ้ลค์กี้เวย์ เน็ตเวิรค์ ใจป้ำเอาใจสื่อจนออกหน้าออกตา หวังสยบข่าวลือ กิจการล้มหลังเกิดรายการ คู่รักหักเหลี่ยมโหด จนกลายเป็น 2 กิจการแยก ร่าง เปิดศึกแย่งแบรนด์ แย่งแม่ทีม รวมไปถึงแย่งชิงสื่อ จนเป็นที่มา หัวละ พัน สั่นสะเทือนไปทั้งวงการขายตรง


เหตุเกิดที่อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 5 บทเรียนที่ควรแก่การจดจำ


ถ้าพูดถึงบริษัทขายตรงน้องใหม่ที่ กำลังเป็นที่ ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ ใน วงการขายตรง ณ ชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้น บริษัทมิ้ลค์กี้เวย์ อย่างแน่นอน เนื่องจาก เวลานี้ได้มีการแยกร่าง ที่ขณะนี้ต้องบอก ว่าค่ายนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกันนั่นก็คือ บริษัท มิ้ลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ภาย ใต้การนำทัพของ ฐิติพร จิรปัญจวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้การคุมทีม ของ สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธาน กรรมการบริหาร ที่กำลังเป็น คู่รักหัก เหลี่ยมโหด กันอยู่ในเวลานี้


...เชื่อว่า ชั่วโมงนี้ใคร ๆ ก็ต่างจับ จ้อง มองดูถึงความเคลื่อนไหวของ 2 ค่าย นี้ ชนิดที่ว่าติดขอบจอกันเลย...โดยใน ช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ออกมาปล่อยยุทธ์ศาสตร์บุก ตลาดเครือข่ายได้ไม่นาน ล่าสุดทางด้าน บริษัท มิ้ลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ก็ได้ ออกมาจัดงานแถลงข่าวสยบข่าวฉาวที่ ว่า มิ้ลค์กี้เวย์ ตายแล้ว !! ต่อหน้าสื่อขายตรงทั้งสิ้นประมาณ 16 ชีวิตด้วยกัน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 ณ อาคาร พร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 5 ที่ผ่านมา ที่ถือเป็นฐาน บัญชาเกมรบแห่งใหม่ของ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค นั่นเอง!!


อย่างที่จั่วหัวมาตั้งแต่ต้นถึงความ เคลื่อนไหวของ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค ที่ ได้ออกมาเปิดเกมรบทางธุรกิจบ้าง...หลังจากที่อีกฝั่งได้มีความเคลื่อนไหวของ ธุรกิจชนิดที่ว่าไม่ยอมแพ้กันเลย...โดย การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้ของ มิ้ลค์ กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค หลายคนอาจจะมองว่า คงไม่ผิดแปลกไปจากงานแถลงข่าวทั่ว ๆ ไปอย่างแน่นอน!!...เนื่องจากอาจจะ ต้องการประกาศถึงความพร้อมของธุรกิจ นับจากนี้ พร้อมกับสยบข่าวฉาวใน หลาย ๆ เรื่อง รวมถึงต้องการให้คนเครือ ข่ายไดรับรู้ว่ามิ้ลค์กี้เวย์เน็ตเวิรค์ ยัง ไม่ตายในสนามรบขายตรง


แต่สุดท้ายงานแถลงข่าวครั้งนี้ ก็ ทำเอาบรรดานักข่าว ถึงกับ ช็อค เมื่อสินนํ้าใจที่นำ มามอบให้ นอกจาก ผลิตภัณฑ์สินค้าตัวอย่างที่นำมาแจก ข้าง ในกลับมีซองใส่ธนบัตรใบละ 1,000 บาท แจกจ่ายให้กับสื่อทุกค่ายถ้วนหน้า ใครจะรับหรือคืน สุดแท้แต่มโน สำนึก แต่สำหรับ ตลาดวิเคราะห์ คงไม่ อยากตีราคาตัวเองเพียงแค่เงิน 1,000 บาท เพราะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ มิ้ลค์กี้ เวย์ ยามนี้ หากจะไม่มีการบังคับ ขูเข็ญ หรือติดสินบาทคาดสินบน ทุกคน ก็เต็มใจมาทำใหอยู่แล้ว คุณค่าของข่าวมิ้ลค์กี้เวย์ มีราคา สูงกว่า มูลค่าเงินเพียง 1,000 บาท หาก จะซื้อสื่อ พื้นที่โฆษณาของสื่อแต่ละ ประเภทก็เปิดกว้างอยูแล้วการที่จะแสดง นํ้าใจ มีหลายวิธีที่บรรดานักสื่อสาร มวลชนเขาทำกัน หากจะสร้างวัฒนธรรมผิด ๆ กับสื่อ เพื่อเพียงหวังใช้เป็นกระบอกเสียงในการ สร้างความชอบธรรมของตัวเอง บอกได้ เลยว่า เป็นการคิดที่ผิด เพราะผลที่ออกมา ไม่เพียงแต่จะ ทำให้สื่อขาดความไว้วางใจ ขาดความ เชื่อถือ หากแต่ยังเป็นการสร้างความรู้สึก ว่า นี่คือเกมที่มิ้ลค์กี้ เวย์ กำลังใช้สื่อเป็นเครื่องมือ


ปมเหตุแห่งความขัดแย้ง สงครามแย่งชิงสื่อที่มา หัวละพัน


จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กอง บรรณาธิการตลาดวิเคราะห์ ได้รับการ รายงานจากผู้สื่อข่าวว่า ...เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา หลังจากที่ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้มี การร่อนหนังสือเชิญสื่อมวลชนสายขาย ตรงมาร่วมในงานแถลงข่าวถึงทิศทางของธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ ผลปรากฏว่า ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ เรียกได้ว่า สร้าง ความน่าอัปยศ หดหู่ใจ ต่อสายตาพี่น้อง สื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ใน ธุรกิจขาย ตรง ภายหลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด ลง...โดย ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ จะขอ ถ่ายทอดเล่าเรื่องราวในงานแถลงข่าว ครั้งนี้ แบบเป็นช็อต ๆ พอเป็นนํ้าจิ้ม ๆ ให้ ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันพอสังเขปดังนี้


...โดยในงานแถลงข่าวก่อนที่จะ เริ่มต้นขึ้นนั้น ทาง มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เอง ก็ได้มีการเชิญพี่น้องสื่อมวลชนสาย ขายตรง ได้ร่วมกันรับประทานอาหาร เบา ๆ ข้าวมันไก่ ก่อนเริ่มงาน พร้อมกับ ถั่วเขียวต้มนํ้าตาลร้อน ๆ ที่สำคัญ ก่อน เริ่มงาน ยังได้มีการนัดคิวกับสื่อมวลชน อีกด้วยว่า ในงานแถลงข่าวจะเป็นการ แถลงข่าวในลักษณะที่ว่าจะพูดถึงเรื่องราวของมิ้ลค์กี้เวย์ชนิดที่ว่าทุกท่านที่อยู่ ในวันนี้จะไดรู้ถึงภาพที่ชัดเจนของมิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค กันเลยทีเดียว ส่วนประเด็น อื่น ๆ จะเป็นการให้สอบถามนอกรอบใน ภายหลัง...


สำหรับงานแถลงข่าวในครั้งนี้นั้น มี ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบไปด้วย ฐิติพร จิรปัญจวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธาน กรรมการ ,นิติธร ณรงค์พัน ดำรงตำแหน่ง รองประธานฝ่ายบริหาร , อ.พงศ์กรณ์ เบญจนราสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา บริษัท และทรงธรรม คงอัครฐากูร ดำรง ตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาด พร้อมกันนี้ ยังมีเหล่าสมาชิกของบริษัทฯ ได้เข้าร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ของบริษัทใน ครั้งนี้ด้วย


โดยเนื้อหาของงานแถลงข่าว ทิศทางธุรกิจของ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค นับจาก นี้นั้น พบว่า ก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิด แปลกไปจากยุทธศาสตร์เดิม สักเท่าไหร่ ที่สำคัญ สินค้าของ ค่ายนี้ ก็ยังเดินเกมรบด้วย สินค้าคล้าย ๆ กันกับทางฝั่ง ของ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด อีกด้วย เพียงแค่ว่ามีแผนที่จะ ประกาศเสริมทัพสินค้าใหม่สู่ ตลาดเครือข่ายอีก 5-6 รายการ ด้วยกันในปีนี้ พร้อมกับมีการ ชูโรงสินค้าตัวเด่นทางด้าน การเกษตรที่ใช้แล้วเห็นผลใน การทำธุรกิจนับจากนี้อีกด้วย ที่สำคัญ ยังประกาศเป้าหมาย ในเรื่องของยอดขายที่ขอแตะ ยอดอยู่ที่ 80-100 ล้านบาทใน ช่วงสิ้นปีนี้


จนพอมาถึงช่วงถาม-ตอบ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี ในเรื่องของสินค้าที่ค่อนข้าง เหมือนกันกับทาง บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ตรงนี้ ทาง มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จะเดิน เกมทางธุรกิจอย่างไรเพื่อไม่ ให้สมาชิกเกิดความสับสน โดยทางด้านทีมผู้บริหารของ ค่ายนี้ได้เผยว่า ทางบริษัทฯ มี แนวทางที่จะปรับเปลี่ยน แพ็คเกจจิ้งใหม่ ตรงนี้เช่นกัน โดยคาดว่าอีกไม่นานทุกอย่าง น่าที่จะเรียบร้อย ส่วนเรื่องของ สินค้าและลิขสิทธิ์นั้น ขณะนี้ อยู่ในระหว่างขั้นตอนของ กฎหมายว่าใครที่จะได้ลิขสิทธิ์ ในส่วนของตรงนี้


และมาต่อคำถาม ตรงที่ว่า กรณีเรื่องของโปรโม ชั่นแจกรถยนต์ที่จังหวัด ขอนแก่น ในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่จะต้องได้ รับรถยนต์ตรงนี้ แต่กลับไม่ได้ รับรถยนต์ กรณีนี้จะมีใครเป็น ผู้รับผิดชอบ...โดยทางด้านผู้ บริหารค่าย มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค บอกว่า ขณะนี้อยู่ ระหว่างการเจรจาและพูดคุย กันกับผู้ที่ได้รับรถยนต์ ซึ่งอยู่ ในขั้นตอนต่าง ๆ โดยทางมิ้ลค์ กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เอง ก็เป็นหนึ่ง ในผู้เสียหายด้วยเช่นกัน และ กำลังดูว่าจะมีการดำเนินการ ร่วมกันในกรณีอย่างไร


นอกจากนี้ ทางด้านที่ ปรึกษา บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำ กัด ยังเสริม ต่อว่า วันนี้เหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันทั้ง ใน เรื่องของค่าคอมมิชชั่น ที่พบ ว่ามีสมาชิกบ้างกลุ่มฉวย โอกาสมาขอเบิกเงินกับทาง เรา ซึ่งล่าสุดทางบริษัทฯ มีการ จับได้ 1 คน โดยผลปรากฏว่า มีเอกสารที่ชัดเจนว่า ได้มีการ รับเงินค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว และก็มารับเงินกับเราอีก ซึ่ง ขณะนี้ ทางเราเองก็ไม่รู้ว่าทางฝั่งนั้นได้มีการรับผิดชอบ เป็นเงินสดแล้วหรือยัง ในส่วน ของค่าคอมมิชชั่นตรงนี้ ซึ่ง ต้องบอกว่า เมื่อสมาชิกมีการ รับค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว ไม่ สามารถที่จะมารับค่าคอม มิชชั่นนี้ได้อีก ซึ่งกรณีนี้ต้อง อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย เป็นผู้จัดการให้มีความชัดเจน พร้อมกับต้องมีเอกสารทาง กฎหมายที่ชัดเจนด้วย ซึ่งหาก พบว่า ใครผิดก็ต้องว่าไปตาม นั้น....


ทั้งนี้ หากใครที่ลอง เข้าไปในเว็บไซต์ของ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จะ พบว่าไดมีคำประกาศอยู่บน หน้าเว็บไซต์ดังกล่าวนี้ ด้วย ข้อความที่ว่า...เนื่องด้วยนาย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ อดีตผู้ บริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ในช่วงที่นาย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ บริหาร งานอยู่นั้น ได้มีการค้างชำระ โบนัส (ผลตอบแทนการ ตลาด) และโปรโมชั่นแจก รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวม ถึงผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่นาย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ได้ตกลง กับผู้นำและสมาชิก ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือน มีนาคม แต่ปัจจุบันนายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ได้แยกไปเปิด บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ณ สนง. อิมพีเรียลลาดพร้าว ชั้น 4 ฉะนั้นการค้างผล ตอบแทนและโปรโมชั่นต่าง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงตกเป็น ของนายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้รับ โบนัสหรือผลตอบแทน ในช่วง เวลาดังกล่าวให้ติดต่อกับ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด โดยนายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ ได้ โดยตรง ด้วยตัวเอง (พร้อมกับ มีเบอร์โทรติดต่อห้อยท้าย)...


...นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง เกมแห่งศักดิ์ศรีทางธุรกิจของ ทั้ง 2 ค่าย 2 ขั้ว นี้เลยก็ว่าได้ ที่ ต้องบอกว่า ค่อนข้างที่จะมี แนวคิดชนิดที่ว่า เป็นเส้นขนาน จนไม่สามารถที่จะมาบรรจบ พบเจอกันได้เลยนั่นเอง!!..


...แต่สุดท้ายเกมทาง ธุรกิจเพื่อช่วงชิงความเหนือ ชั้นของค่าย มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค ก็ดันมา ตกม้า ตาย เสียก่อน อาจจะเรียกได้ ว่าเป็นการ ฆ่าตัวตาย ตั้งแต่ เริ่มต้นธุรกิจพร้อม ๆ กับฐาน บัญชาการรบแห่งใหม่เลยก็ว่า ได้ ในกรณีของการ แอบยัด เงินสื่อ 1,000 บาท ติดมากับ สินค้าหลังงานแถลงข่าว


โดยในช่วงหลังจากที่ งานแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ก็พบ ว่ามีทางด้านทีมผู้บริหารท่าน หนึ่ง ได้มีการเชิญทางด้านสมาชิกทุกคนให้ออกจากห้อง แถลงข่าว พร้อมกับให้ล็อค ประตูห้องแถลงข่าวนั้นทันที โดยในช่วงเวลานั้น บรรดา สื่อมวลชนหลาย ๆ คน ต่างก็ ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นึกเพียง แค่ว่า น่าที่จะต้องการไม่อยาก ให้สมาชิกได้เข้ามาวุ่นวายใน ช่วงที่มีการสัมภาษณ์นอก รอบนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ นั้น ที่หน้าประตูห้องแถลงข่าว กลับมีเจ้าหน้าที่ของค่ายนี้ ยืน คุมเข้มหน้าประตูแถลงข่าวอีก ด้วย จนมีสื่อหลาย ๆ ท่าน ที่ ออกไปทำธุระส่วนตัว กว่าที่ จะได้เข้าห้อง ก็ต้องถูกไถ่ถาม กันตลอดเลยว่าใช่สื่อมวลชน หรือไม่ หรืออาจเป็นเพราะว่า ค่ายนี้ กำลังมีอะไรบ้างอย่าง ที่ต้องการปกปิดสมาชิกอยู่ก็ เป็นได้...


และพอหลังจากที่สิ้น เสร็จการสัมภาษณ์นอกรอบ เสร็จลง เหล่าทีมผู้บริหารค่าย นี้ ก็ได้มีการแจกจ่ายมอบของ ที่ระลึกที่เป็นถุงใส่สินค้าของ บริษัท พร้อมกับมีซองสีขาว ที่พับครึ่งคล้าย ๆ กับเป็นซอง แผ่นซีดี ให้กับบรรดาสื่อ มวลชนคนละถุง โดยในช่วง เวลานั้น ภายในห้องแถลงข่าว มีเพียงแค่ทีมผู้บริหารของ ค่าย มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เจ้าหน้าที่ของบริษัทบางส่วน และสื่อมวลชนสายขายตรง ประมาณ 16 ชีวิตด้วยกัน ที่ยัง อยู่ภายในห้อง เมื่อเสร็จสิ้น งานแถลงข่าวบรรดาสื่อมวลชน สายขายตรงต่างก็แยกย้าย เดินทางกลับ


โดยต้องบอกว่า ในช่วง ระยะเวลาเดินทางกลับนั่นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันนั่นก็คือ ซอง ขาวที่ดูคล้าย ๆ ซองซีดีที่อยู่ในถุงเขียว นี้ กลับกลายเป็น ซองเงินสด 1,000 บาท ที่ยัด ไส้มาพร้อมกับสินค้า...ไม่รู้ ว่าความคิดตื้น ๆ วิสัยทัศน์อัน น้อยนิดของผู้ที่คิดวางแผน ตรงนี้ใครคนไหน เป็นผู้ต้นคิด กันแน่!...เรียกว่า ฆ่าตัวตาย ชัด ๆ ที่ได้นำเอาเศษเงินเพียง แค่หยิบมือ 1,000 บาท มา ฟาดหัวสื่อ เพียงแค่หวังซื้อสื่อ กลบข่าวฉาว ด้วยความคิด สั้น ๆ เท่านั้นเอง...โดยไม่สม กับคำกล่าวที่ได้ประกาศไว้ใน ช่วงแถลงเลยว่า การดำเนิน ธุรกิจของบริษัทจะเน้นหลัก ธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง แต่นี้ เหตุไฉนยังไม่ทันชั่วข้ามคืน กลับพูดไม่ตรงกับการกระทำ แต่อย่างใด


ต้องบอกว่า วิชั่นของผู้ บริหารที่มองการณ์ไกล คงไม่ คิดที่จะคิดสั้นอย่างนี้แน่นอน เพราะทุกท่านที่เป็นผู้บริหาร มืออาชีพ คงพอที่จะทราบดีว่า หลักของการทำธุรกิจแบบยึด หลักธรรมาภิบาลแบบตรงไป ตรงมา ก็คล้าย ๆ กับแนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน เช่นกัน ที่ต้องยึดหลักในเรื่อง ของ จรรณยาบรรณ สื่อเป็น ที่ตั้งอย่างเคร่งครัด เพราะ ปัจจุบันนี้ต้องบอกว่า หาก ท่านใดที่มีเงินแล้วจะสามารถ ซื้อสื่อได้ด้วยเงินนั้นไม่ใช่ เสมอไป!! เพราะสื่อ คือ ผู้ที่ ต้องนำ เสนอความจริงสู่ ประชาชนนั่นเอง ผิดก็ต้องว่า ไปตามผิด ถูกก็ต้องว่าไปตาม ถูก!!


...ซึ่งภายหลังจากวัน งานแถลงข่าวถัดไป 1 วัน ทาง หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ เอง ก็ได้นำเงินจำนวนดังกล่าว มอบส่งคืนให้กับ บริษัท มิ้ลค์ กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ครบ ตามจำนวน...เรียกได้ว่า นี่ถือ เป็นอีกหนึ่ง บทเรียนราคา แพง สำหรับผู้ประกอบการที่ มีวิสัยทัศน์เพียงแค่นี้ นั่นเอง!...




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : "มิ้ลค์กี้ เวย์" ถึงคราวแตกหัก! "สุมิตร" หย่าภรรยาตั้งบริษัทใหม่







20550 (Mobile)


"มิ้ลค์กี้ เวย์" ถึงคราวแตกหัก "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" ประธานบริษัทถูกปลด จำใจต้องเปิดบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ "บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด" อ้างเหตุความคิดไม่ตรงกัน บวกปัญหาส่วนตัว ชี้ต้องหย่าร้างกับภรรยาเพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่ และธุรกิจ ส่วนนักธุรกิจย้ายเข้าบริษัทใหม่กว่า 95% แม่ทีมพร้อมหน้า พร้อมฟุ้ง! ไม่เกิน 3 ปี ดันบริษัทขึ้นหัวแถววงการขายตรง


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธาน กรรมการ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้จัดงานแถลงข่าวถึงสาเหตุกรณีการแยกบริษัท จาก "บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด" มาบริหารภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ "บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด" ที่สำนักงานใหญ่ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 14 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา


เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ นักธุรกิจส่งออกสิ่งทอ และเครื่องหนัง ประธานกรรมการ "มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล" เผยว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้บริหารงาน บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด มาตั้งแต่เดือน มิ.ย.2555 แต่พอเข้าสู่ในปี 2556 ช่วงสิ้นเดือน มี.ค. เรียกว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ตนโดนปลดออกจากตำแหน่งการบริหารงาน ซึ่งทำให้ตนต้องแยกบริษัทออกมาและตั้งชื่อบริษัทใหม่ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เนื่อง จากมีสมาชิกหลายท่านยังให้ความเชื่อถือและศรัทธา


โดยประเด็นหลักๆ จากการแยกบริษัท ครั้งนี้ คือ 1.มีความเข้าใจไม่ตรงกันในการทำธุรกิจ 2.เรื่องส่วนตัวบางอย่างในครอบครัว ซึ่งผมได้ทำการหย่ากับภรรยาเรียบร้อยแล้ว อยากให้ทุกคนมองว่า เพื่อความปลอดภัยของทั้งคู่และทางธุรกิจจะดีที่สุด


"บริษัทได้แยกตัวและเปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.2556 ซึ่งมีความ ตั้งใจที่จะประกอบธุรกิจอย่างเต็มที่เหมือนเดิม โดยประมาณ 95% มีกลุ่มสมาชิกตามมาจาก บ.มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เข้ามาร่วมธุรกิจที่นี่เยอะมาก ซึ่งผมไม่ได้บังคับให้ตาม เข้ามาทำธุรกิจกับผม แต่สมาชิกส่วนใหญ่ยังคงไว้ใจและชื่นชมการทำงานของผม พร้อมกับมั่นใจว่า บริษัทจะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงได้ ผมขอขอบคุณสมาชิกทุกคนจากใจจริง"


"ส่วนปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผมคงจะอธิบายลำบาก แต่อยากบอกว่า การเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง จะทำให้เกิดความแข็งแกร่งภายในองค์กรมากขึ้น เหมือนมีพลังบางอย่างทำให้สมาชิกในองค์กรรักกันมากขึ้น การได้แยกตัวจากบริษัทเดิมมา บริหารในชื่อบริษัทใหม่นั้น เรื่องของนโยบาย และโครงสร้างต่างๆ ส่วนดีๆ ผมคงจะนำมา ใช้บริหารงานแน่นอน และบางส่วนคงต้องมีการปรับให้ทันสมัยขึ้น"


"ในส่วนเรื่องลิขสิทธิ์ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตอนนี้ยังใช้สินค้าจากบริษัทเดียวกันอยู่ แต่อนาคตเชื่อว่า ไม่ส่งผลดีแน่ เพราะผู้เป็น เจ้าของผลิตภัณฑ์คงอยากให้มีเพียงบริษัทเดียวที่ได้ลิขสิทธิ์ในการจำหน่ายเท่านั้น เรื่อง นี้บริษัทของผมได้ลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว แต่คงยังขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการอีกนั่นแหละ ว่าจะเลือกบริษัท ในการให้จำหน่ายสินค้าเป็น การถาวร เรื่องนี้คงต้องรอดูกันอีกที"


"ส่วนเรื่องตราสัญลักษณ์ สคบ. กำลัง เร่งดำเนินการขอจดทะเบียน คาดว่าจะได้ เร็วๆ นี้อยากให้สมาชิกสบายใจได้ และอยาก บอกว่า การเกิดปัญหาในตอนนี้ถือเป็นเรื่อง ที่ดี เพราะเราจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสดี กว่าบริษัทโตแล้วเพิ่งเกิดปัญหาตามมาทีหลัง"


อย่างไรก็ตาม นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เผยต่อว่า "ผมยังมีความตั้งใจทำให้ มิลค์กี้ เวย์ เป็นธุรกิจสำหรับครอบครัว เชื่อว่า บริษัทจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนขายตรงไม่น้อย และจะเป็นขายตรงน้องใหม่ที่มาแรง อย่างแน่นอน โดยในปีนี้บริษัทจะเร่งวางรากฐานสมาชิก และขอตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท เหมือนเดิม โดยในอีก 3 ปีจะต้องเติบโตจนก้าวขึ้นไปเป็นบริษัทระดับหัวแถวให้ได้" นายสุมิตร กล่าว




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวมิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค(Milky Way Network) : 'มิลกี้เวย์' รีแบรนด์เตรียมบุกตลาดอาเซียน







Capture (Mobile)


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลกี้เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในปี 2556 มีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมในตลาดธุรกิจขายตรงในปัจจุบันมีอัตราขยายตัวและเติบโตเช่นกัน ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าภายใน 5 ปี จะมียอดขายมากกว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งปีนี้ตั้งเป้ายอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท


สำหรับปี 2556 บริษัทมีแผนขยายฐานลูกค้าไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งบริษัทเล็งเห็นว่าในปี 2558 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ทำให้มองด้านการขยายตลาดในกลุ่มอาเซียน โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเริ่มเข้าไปเปิดสาขาแล้วเป็นสาขาแรกที่ประเทศพม่า นอกจากนี้เตรียมขยายตลาดไปยังประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งเร็วๆ นี้บริษัทจะไปทำการสำรวจตลาดและศึกษาดูงานในประเทศจอร์แดน


ล่าสุดบริษัทได้ทำการรีแบรนด์จาก บริษัท มิลกี้เวย์ เน็ต เวิร์ค จำกัด เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น บริษัท มิลกี้เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทั้งนี้ เชื่อว่าจากการรีแบรนด์ในครั้งนี้จะทำให้บริษัทก้าวสู่ตลาดสากลได้มากยิ่งขึ้น




Credit By :หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค - Milkyway Network กับ สุมิตร วชโรดมทรัพย์
















ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิ๊ญ บังเอิญเหมือนกันหรือตั้งใจให้เเข่ง เอ้ย...ให้เหมือนกัน ก็เเหม ท่านประธาน สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานเเห่งขายตรงมาเเรงอย่าง มิลค์กี้ เวย์ ลั่นว่า จะเตรียมเผยโฉมหน้าตัวผู้นำเบอร์ใหญ่ ที่ทนกระเเสความเเรงเเละพลังดูดไม่ไหว หันมาจอยเสริมทัพให้ มิลค์กี้เวย์ อีกหลายท่าน ส่วนด้าน เอเชีย สุพรีม ที่ทำการอยู่ ณ ตึกเดียวกัน ก็ไม่มีน้อย ไม่ให้เสียหน้า บลัฟว่า เดือนนี้ก็จะเปิดตัวผู้นำดังๆ มีหลายท่านเช่นกัน หวังว่าที่จะเปิดตัวคงไม่ใช่ทีมเดียวกันนะเจ้าค่ะ ไม่ง้านล่ะม หงายเงิบ เอ้า...ผู้ชมอย่างเราๆ ก็เตรียมป๊อปคอร์นไว้ล่วงหน้าได้เลยเจ้าค่า คงสนุกเเน่



 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

คนขายตรงเปิดวิชั่นสู่ AEC วอนภาครัฐช่วยสนับสนุน









ผู้บริหารบริษัทเครือข่ายร่วมเปิดวิสัยทัศน์การเข้าสู่ AEC ผ่านเสวนาหัวข้อ ธุรกิจขายตรง กับแผนรุก และรับการเข้าสู่ AEC ยันแนวคิดตรงกันคือ ธุรกิจเครือข่ายไทยสามารถแข่งขันในอาเซียนได้ แต่ผู้ประกอบการต้องมีความพร้อม และต้องเร่งปรับตัวให้ทันก่อนเปิดตลาด อีกทั้งหน่วยงานรัฐต้องให้การช่วยเหลือสนับสนุนธุรกิจเครือข่ายอย่างจริงจัง


เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดสัมมนาเรื่อง ขายตรงไทย ก้าวไกลสู่ AEC ขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ โดยมี
วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเชิญ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ การคุ้มครองผู้บริโภคกับธุรกิจขายตรง และนพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ แผนรองรับ AEC กับธุรกิจขายตรง พร้อมกันนี้ภายในงานยังได้จัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ ธุรกิจขายตรง กับแผนรุก และรับการเข้าสู่ AEC โดยได้เชิญตัวแทนจากภาครัฐและผู้บริหารจากบริษัทเครือข่ายเข้าร่วมในการเสวนาครั้งนี้ด้วย


ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (J&C) กล่าวว่า การที่จะเข้าไปทำธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนนั้น แต่ละบริษัทควรจะเตรียมความพร้อมเชิงการตลาด การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่จะต้องครอบคลุมบริษัททั้ง 10 ประเทศในอาเซียน ซึ่งแต่ละประเทศนั้นจะมีข้อกฎหมายที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุน และแรงงานได้ แต่จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและความสามารถของการบริโภค ซึ่งจากฐานข้อมูลในปี 2554 ประเทศที่มีการบริโภคและมีกำลังซื้อมาที่สุดในอาเซียน ได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยหากย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ไทยถือว่ามีกำลังซื้อมากกว่า ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย


การตลาดตอนนี้ถือว่าแข่งขันกันมาก นี่ถือว่าไม่ได้วัดกันที่ปริมาณอย่างเดียว แต่วัดกันที่คุณค่าในสิ่งที่เป็นนวัตกรรม ขายความแตกต่าง สำหรับมาเลเซียแล้ว ถือว่ามีการพัฒนาเป็นอย่างมาก ทั้งกำลังซื้อและกฎหมายที่เข้มงวด และการรวมตัวกันเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั้นต้องพิจารณาและหาจุดแข็งของเราเอง สำหรับประเทศที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ก็จะดึงคนเข้ามาได้มากขึ้นและค่อนข้างอิสระมากขึ้น


นอกจากนี้ยังมองว่า หากมีความร่วมมือกันในอาเซียน ประเทศไทยจะได้เปรียบในเรื่องจุดยุทธศาสตร์ เพราะสามารถขนย้ายสะดวก ในแง่ของธุรกิจเครือข่ายก็จะได้เปรียบ เพราะคนธุรกิจเครือข่ายมีจำนวนมาก แต่การขายสินค้าในด้านกำลังซื้อก็จะแตกต่างกัน รายได้ของประชากรมาเลเซียมากกว่าประมาณเท่าตัวดังนั้น ประเทศไทยจะต้องรู้ว่าจะปรับตัวอย่างไรในการเข้าไปสู่ AEC


ด้าน นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน ในส่วนของเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประเมินได้ว่าการเปิดประชาคมอาเซียนหลายคนคงมองว่าจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้หรือไม่ ซึ่งตนมองว่าประเทศไทยอาจจะเป็นรองจากประเทศสิงคโปร์ และมาเลเซีย ทั้งนี้ การกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารและยา ของสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในประเทศไทยมีกฎระเบียบและเข้มงวดค่อนข้างสูง และกฎระเบียบบางอย่างยังเข้มกวดกว่าบางประเทศ ความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบทั้งสองประเทศอยู่เล็กน้อย


อย่างไรก็ตาม การเข้าไป AEC ทั้ง 10 ประเทศนั้น ต้องเป็นไปแบบขั้นบันไดไม่ได้ปรับทีเดียวแต่จะปรับไปทีละขั้นเรื่อยๆ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่มีต้นทุนทางด้านบุคลากรเป็นจุดเด่นในแง่ของการให้บริการ การต้อนรับที่มีรอยยิ้มที่แจ่มใส ในส่วนนี้จะเป็นข้อได้เปรียบ แต่ก็มีจุดเสียเปรียบในเรื่องของภาษา เช่นที่ประเทศมาเลเซีย ภาษาอังกฤษค่อนข้างดี เวลาเดินทางไปประเทศอื่นการสื่อสารจะง่ายกว่า ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่สุด โดยเฉพาะธุรกิจเครือข่ายไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือว่าผู้นำควรที่จะฝึกภาษาให้มาก เพราะการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยังหนีไม่พ้นการใช้ภาษา หากนักธุรกิจอิสระขายตรงพัฒนาภาษาได้มากขึ้น ก็จะสามารถผลักดันสินค้ากระจายสู่ตลาดอาเซียนได้มากขึ้นด้วย


ส่วน สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัจจัยบางส่วนที่เข้มแข็งและสามารถแข่งขันกับชาติอื่นๆ ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะสามารถช่วยเหลือได้มากน้อยเพียงใดแต่อย่างไรก็ตาม ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นั้นผู้ประกอบการจะต้องพยายามจัดการบริหารงานทุกอย่างให้เสร็จสรรพ และรวมไปถึงคนไทยทุกคนต้องเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเอง ไม่ใช่รอให้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 แล้วค่อยปรับตัว


คนไทยต้องคิดและวางแผนกันไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะวันนี้ประเทศไทยจะช้าไม่ได้ เพราะถ้าช้านิดเดียวโอกาสที่จะพลาดมีเยอะมาก เพราะตลอดเวลาที่ประเทศไทยทำการค้าระหว่างประเทศ มีแต่โตวันโตคืน นับวันคุณภาพสินค้าและบริการจะสูงขึ้น ตรงนี้ต้องนำไปคิดว่าเราจะสู้เขาได้หรือไม่ และต้องเตรียมพร้อมในเรื่องข้อมูลข่าวสาร อย่าลืมว่าเราไม่สามารถทำธุรกิจได้เพียงคนเดียว เราต้องช่วยเหลือกันด้วย นี่คือโอกาสของประเทศไทย และโอกาสของธุรกิจเครือข่ายไทย


ฐิตินันท์ สิงหา นิติกรชำนาญการ รักษาการแทนผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่าขณะที่รัฐบาลได้มีการปรับแผนงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องในปี 2528 ซึ่งภาครัฐมองว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นโอกาสทางธุรกิจ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีศักยภาพทางภูมิศาสตร์ หากผู้ประกอบการไทยสร้างมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ให้ดี สร้างแบรนด์ดีๆ นำไปสู่ตลาดอาเซียนได้จริงก็เป็นเรื่องที่ดี นอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในภูมิภาคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้มีการหารือพูดคุยในเรื่องนี้และให้ความสำคัญอย่างมาก รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุน สินค้าการบริการ และด้านแรงงาน อย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่มีกำแพงภาษีมาเกี่ยวข้อง การเคลื่อนย้ายทั้งหมดจะต้องรวดเร็ว


ขณะเดียวกัน ในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ก็ได้มีการประชุมร่วมกันและได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสินค้าในเชิงลึก เมื่อเดือนกันยายน 2555 ที่ผ่านมา โดยหน่วยงานภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาสนใจและพยายามที่จะติดต่อ สคบ. เข้ามาเพื่อขอเชื่อมโยงฐานข้อมูล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเงื่อนไขบางข้อ หลังจากที่ได้เซ็นสัญญาไปบ้างแล้วในเบื้องต้น




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขายตรง-หน่วยงานรัฐ ผนึกกำลังบุกอาเซียน ประกาศความพร้อมหนุนสินค้าไทยสู้ศึกปี58









ขายตรงไทยวางแผนรบบุกอาเซียน หลังภาครัฐประกาศ พร้อม สนับสนุนธุรกิจขายตรงแข่งขันตลาดอาเซียนอย่างเต็มที่...ด้าน จิรชัย เลขาฯ สคบ. เผยควรเร่งปรับปรุงด้านระบบมุมมองใหม่ ให้ราชการ มองให้นอกกรอบและกว้างขึ้น...ส่วน นาคาญ์ นายกส.อุตสาหกรรม ขายตรงไทย ชี้! เรื่องผลิตภัณฑ์-แผนการตลาด ควรศึกษาความ ต้องการในแต่ละประเทศด้วย...ด้าน สุมิตร ค่าย มิลค์กี้ เวย์ เชื่อ ตลาดเออีซี คือ โอกาสที่สำคัญของทุกธุรกิจในการสร้างการรับรู้


นับถอยหลังไม่เกิน 2 ปีนับจาก นี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็ จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เชื่อว่าในหลาย ๆ ธุรกิจ ต่างก็เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ในปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เช่นเดียว กับ ธุรกิจขายตรง เช่นกัน ก็ได้เริ่มขยับ แข้งขยับขา มีความเคลื่อนไหวของภาค ธุรกิจขายตรง ออกมาให้หลาย ๆ คนได้ เห็นพอสมควร
อย่างล่าสุด อีกหนึ่งความ เคลื่อนไหวใน ธุรกิจขายตรง กับการ รับมือการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนในครั้งนี้ เห็นได้จากงานสัมมนา ขายตรงไทย ก้าวไกลสู่ AEC ที่มีทั้งใน ส่วนของหน่วยงานภาครัฐและบริษัท เอกชนในธุรกิจขายตรง มาร่วมแชร์แนว ความคิด ในการเตรียมความพร้อมเพื่อ เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

โดยงานนี้ มีทางด้าน นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับยังได้ กล่าวในงานสัมมนา ขายตรงไทย ก้าว ไกลสู่ AEC ด้วยว่า นับจากนี้ไปอีก ประมาณ 2 ปีข้างหน้า ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็จะมีการเริ่มต้นแล้ว ซึ่งในส่วนของภาครัฐเอง ก็ได้มีการ เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ตาม นโยบายของภาครัฐด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุด หน่วยงานทางภาครัฐ ได้มีการจัดทำงบ ประมาณโครงสร้างพื้นฐานปี 2557 ไว้ แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มได้อย่าง เป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป ซึ่งงบประมาณดังกล่าวนี้ ภาครัฐต้องการผลักดันให้ทุกหน่วยงาน ราชการ ไดเตรียมความพรอ้มเข้าสู่เออีซี อย่างจริงจังและมั่นคงนั่นเอง
ในขณะเดียวกัน ยังเชื่อว่า การเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในครั้งนี้ จะ เป็นตัวจุดประกายให้บริษัทเอกชนใน สาขาวิชาชีพต่าง ๆ ได้มีการตื่นตัวไปสู่ โลกแห่งการแข่งขัน ในลักษณะที่เรียกว่า การเป็นประชาคม ซึ่งทุกธุรกิจในปัจจุบัน นี้ เป็นธุรกิจที่ไร้พรมแดน ซึ่งการที่ธุรกิจ ขายตรงนั้น ได้เตรียมการณ์ในเรื่องนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับตัว ธุรกิจเองและตัวสังคม โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งผู้บริโภคพี่น้องประชาชน
ผมมีความมั่นใจว่า ประเทศไทย เรามีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ทำเล ที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ใจกลาง โดย เรียกว่าในตลาดอาเซียนนั้น ประเทศไทย ถือว่ามีความได้เปรียบมากที่สุด ไม่ว่า จะเป็นความพร้อมในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐาน ซึ่งขณะนี้ เราถือว่าไม่ได้น้อย ไปกว่าใครในอาเซียน โดยจะเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เตรียมที่จะดำเนินการ แผนพัฒนาในโครงสร้างพื้น ฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ คมนาคมการขนส่ง โดยจะมี การออกพระราชบัญญัติ ด้วย การใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท ใน การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ไว้ สำหรับการคมนาคมขนส่ง ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต อันใกล้นี้นั่นเอง
นายวราเทพ กล่าวอีก ว่า เชื่อว่า ปัจจุบันนี้ หลาย ๆ บริษัท คงมีการเตรียมความ พร้อมในเรื่องนี้กันอย่าง แน่นอน โดยบางธุรกิจอาจจะ ก้าวไกลในบางเรื่อง แต่บาง ธุรกิจก็อาจจะรอดูถึงความ ชัดเจนของภาครัฐ ซึ่งภาครัฐ ในปัจจุบันถือว่าได้รับนโย บายที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งอยาก ที่จะให้ภาคเอกชนทุกท่าน มีความมั่นใจว่า ภาครัฐนั้น พร้อมที่จะสนับสนุนในเรื่อง ของการที่จะทำให้ภาคเอกชน นั้น ได้มีความพร้อมที่จะเข้า สู่การแข่งขันในประชาคม อาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะนี้ ผมเองได้มีการ เรียนรู้ในธุรกิจขายตรงบ้าง แล้ว จากการที่ได้เข้ามากำกับ ดูแล สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่ง หลังจากที่ได้สัมผัส ค่อนข้าง ที่จะมีความภาคภูมิใจว่า วัน นี้คนไทยเราไม่ว่าจะทำอาชีพ อะไรก็ตาม ค่อนข้างที่จะ ประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ ทำและได้เรียนรู้ พร้อมทั้ง สามารถที่จะแข่งขันกับต่าง ประเทศได้ พร้อมกับเชื่อว่า อนาคตของธุรกิจขายตรงจะ เติบโตอย่างสดใสและรวดเร็ว อย่างแน่นอน รวมถึงยังเป็น ธุรกิจที่มีความมั่นคง เพราะ เห็นได้จากมูลค่าการเติบโต ของธุรกิจนี้ แต่ละปีเติบโตขึ้น มาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง และ หากตลาดอาเซียนเริ่มต้นขึ้น เมื่อไหร่ ก็จะเป็นอีกหนึ่ง โอกาสทองของธุรกิจขายตรง ไทยด้วยเช่นกัน
...เช่นเดียวกับทาง ด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักคณะกรรม การคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ก็ได้กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ ธุรกิจขายตรง โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 ผลิตภัณฑ์จะเกี่ยว กับสุขภาพ ซึ่งในการส่งเสริม ธุรกิจขายตรงนั้น ถือว่าเป็นนโยบายที่ทาง สคบ. จำเป็นที่ จะต้องมีการส่งเสริมธุรกิจนี้ และหลังจากที่รัฐมนตรีได้มี การเรียนแล้วว่า ธุรกิจนี้ เป็น ธุรกิจที่ต้องส่งเสริมจริง ๆ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขในปี 2554 ธุรกิจนี้สามารถสร้าง รายได้อยู่ที่ 65,000 ล้านบาท ปี 2555 สร้างรายได้อยู่ที่ 8 หมื่นกว่าล้านบาท และปี 2556 คาดว่าน่าที่จะสร้างราย ได้ทะลุเป็น 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ เลขาธิการ สคบ. ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน นี้การคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ทาง สคบ. ได้ยึดถือหลัก 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ส่วน ของราชการ และภาครัฐ ที่จะ ต้องเป็นหน่วยงานกลาง ในการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมกันนี้ ควรที่จะต้องมี การบูรณาการมุมมองของ ข้าราชการใหม่ โดยจะต้อง มองให้นอกกรอบและกว้าง ขึ้น ส่วนที่ 2 คือ ภาคผู้ ประกอบการ ควรจะต้องตื่น ตัว เร่งดำ เนินธุรกิจให้มี จริยธรรมและมีคุณภาพอย่าง แท้จริง และ ส่วนที่ 3 คือ การ ส่งเสริมให้ธุรกิจของไทย สามารถแข่งขันกับในต่าง ประเทศได้ โดยทางสคบ. ได้มีการวางแผนมอบตรา สัญลักษณ์ เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับผู้บริโภค พร้อม กับมีมาตรการเยียวยาสร้าง ฐานความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค อย่างชัดเจนด้วย
วันนี้กฎเกณฑ์การทำ ธุรกิจขายตรงบางเรื่อง ออก มาใกล้จะเรียบร้อยแล้ว เพียง แค่ตอนนี้ผู้ประกอบการเอง ขอให้ทำธุรกิจจดทะเบียน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น ที่ สำคัญ แต่ละบริษัทฯ ต้องมี มาตรการที่จะช่วยเหลือ เยียวยา ผู้ที่ได้รับความ เสียหายด้วย เพราะตรา สัญลักษณ์ของ สคบ.นั้น ไม่ ได้รับประกันคุณภาพสินค้า แต่จะรับประกันความเชื่อมั่น ให้กับผู้บริโภค ว่าถ้าเกิด ความเสียหาย จากการใช้ สินค้า บริการแล้ว ผู้ประกอบ การต้องมีมาตรการเยียวยา ความเสียหายที่ชัดเจน
นายจิรชัย กล่าวอีกว่า ล่าสุดจากการประชุมของ สคบ. ในภูมิภาคอาเซียน ก็ได้ มีการวางกรอบมาตรฐาน เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1. การ เยียวยาข้ามพรมแดน ในกลุ่ม อาเซียนด้วยกัน 2. เรื่องสินค้า ที่มีการสั่งห้ามขาย มีการเรียก คืนสินค้า โดยจะมีแชร์ข้อมูล ร่วมกัน และ3. การให้ความรู้ ซึ่งกันและกัน
ในที่ประชุมที่ผ่านมา ที่ ประเทศบาหลี ตนเองได้มี การนำเสนอในที่ประชุมว่า อยากที่จะให้ในแต่ประเทศ มี การส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และ ในปีนี้เอง ทางประเทศ ไทย ก็ได้มีการรับอาสาเป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดงานในครั้งนี้ขึ้น โดยจะ เป็นการเชิญกลุ่มผู้นำเยาวชน ของกลุ่มใน 9 ประเทศ มาร่วม สัมมนาในเมืองไทย โดยคาด ว่า น่าที่จะจัดงานในช่วงเดือน ก.ค. ปี 2556 นี้
...ด้านนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ได้ กล่าวถึงแผนการรุกและรับ ของธุรกิจขายตรง ในการเข้า สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยที่สำคัญใน การเข้าสู่เออีซีนั้น มองว่า ปัจจัยหลักน่าจะเป็นในเรื่อง ของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ ถ้าเป็นในส่วนของ กฎหมายทาง อย. จะนำเข้า ประเทศ เข้าได้หรือไม่นั้น ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งความแตกต่าง ในการที่ จะนำเอาสินค้า ไปในตลาดเอ อีซีได้ ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญ ด้วยเช่นกัน
เรื่องของสินค้าถือเป็น เรื่องที่สำคัญ เพราะการที่นำ เอาสินค้าไปเปิดตลาดใน แต่ละประเทศได้นั้น ต้องรู้ถึง ความต้องการของประเทศนั้น ด้วย เช่นเดียวกับประเทศอื่น ที่จะเข้ามาทำตลาดในเมือง ไทย ต่างก็มองว่าประเทศไทย มีความสนใจในกลุ่มสินค้า อะไรบ้าง ซึ่งเมื่อทราบถึง ความต้องการแล้ว เขาก็จะ เอาสินค้าที่แต่ละประเทศ นั้น ๆ ต้องการมาเปิดตลาด ซึ่งเรียกว่าการศึกษาความ ต้องการในเรื่องของสินค้า แต่ละประเทศนั้นค่อนข้าง สำคัญอย่างมากทีเดียว
นายนาคาญ์ กล่าว เสริมอีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ สำคัญ ของธุรกิจขายตรง ที่ นอกเหนือจากเรื่องของสินค้า ที่ต้องศึกษาถึงความต้องการ แล้ว เรื่องของแผนการตลาดที่จะเข้าไปทำตลาด ก็ถือว่า สำคัญด้วยเช่นกัน เนื่องจาก แต่ละประเทศแผนการตลาด ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้น หากเข้าไปแล้ว แผนการตลาด ไม่ตรงตาม ความต้องการ ในประเทศ นั้น ๆ ก็อาจจะเป็นปัญหาได้ ด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับทางด้าน นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เผยว่า ตลาดเออีซีที่จะ เกิดขึ้นในปี 2558 นี้ มองว่า ถือ เป็นเรื่องของโอกาส สำหรับทุก ธุรกิจไม่ใช่เฉพาะในธุรกิจขาย ตรง แต่ว่าในส่วนของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ เอง มองว่า เป็นอีก หนึ่งการเตรียมความพร้อม ของธุรกิจ ในประเทศไทยที่จะ สามารถขยายตลาดการส่ง ออก ในกลุ่มประเทศทั้ง 9 ประเทศ ที่ถือว่าเป็นโอกาส ของธุรกิจ ดังนั้น ผู้ประกอบ การทุกคน ควรที่จะต้องรีบ วางแผนทั้งในเชิงรุกและใน เชิงรับ เพื่อให้สอดรับกับ นโยบายในการรวมกลุ่ม ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการรวม ตลาด การทำนโยบายต่าง ๆ ตามกฎของอาเซียน เป็นต้น

วันนี้ มิลค์กี้ เวย์ ได้มี การวางแผนเพื่อรับมือกับ ตลาดเออีซีไว้หมด ตั้งแต้ต้นปี ด้วยการจัดทำโรดโชว์ ทั้ง 9 ประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ ประเทศในอาเซียนเท่านั้น แต่มิลค์กี้ เวย์ ยังได้มีการ เดินทางโรดโชว์ ไปถึงใน ตะวันออกกลางด้วย ไม่ว่าจะ เป็นในประเทศโอมาน ยูเออี ที่ดูไบ เป็นต้น นายสุมิตร กล่าวต่ออีก ว่า การที่ผู้ประกอบการจะ เข้าสู่ตลาดเออีซีได้นั้นจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการวาง แผนอย่างรัดกุม ที่สำคัญ ต้อง มองทุกจุดที่อยู่ข้างหน้าให้เป็น โอกาสซึ่งผู้ประกอบการทุกคน สามารถสร้างโอกาสบนพื้น ฐานของความร่วมมือทางกลุ่ม ประเทศอาเซียนได้ ไม่ว่าจะ เป็นในส่วนของกำแพงภาษีที่ ถูกยกเลิกไป ที่สำคัญประเทศ ไทยถือว่า ได้เปรียบในเรื่อง ของโลจิสติกส์ ซึ่งหากเรา สามารถใช้สิ่งที่เป็นความได้ เปรียบได้อย่างคุ้มค่า เชื่อว่า ทุกคนสามารถเติบโตในตลาด อาเซียนได้อย่างแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : มิ้ลค์กี้ เวย์ เร่งตอกเข็มธุรกิจแดนอีสาน มุ่งสร้างจุดศูนย์กลางรับตลาดอาเซียน








 


มิ้ลค์กี้ เวย์ ปีมะเส็ง เดินเครื่องเต็ม แรง ประกาศบุกอีสาน ล่าสุดเล็งจังหวัด อุดรธานี เตรียมตั้งเป็นฐานบัญชาการรบ ใหม่ หวังเชื่อมโยงธุรกิจรับประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ด้ว ยการทุ่ม งบกว่า 100 ล้าน สร้างศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์ บนพื้นที่ 5 ไร่ เชื่อหากศูนย์ดังกล่าวเสร็จเมื่อไหร่ ธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ เติบโตทะยานฟ้าเทียบชั้นยักษ์ ใหญ่เบอร์ 1 แน่นอน พร้อมเผยภาพรวม ธุรกิจที่ผ่านมา โตดีเป็นที่น่าพอใจ
เปิดศึกรับศักราชใหม่สำหรับขายตรง มิ้ลค์กี้ เวย์ ที่ต้องบอกว่า นาทีนี้ ค่ายนี้กำลัง เร่งเครื่องธุรกิจแบบเต็มแรงกันเลยทีเดียว ด้วยเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่า ต้องการที่จะอยู่ในแถวหน้าของธุรกิจขายตรงเมืองไทย ทั้งนี้ หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ มิ้ลค์กี้ เวย์ แล้วจะทราบว่า การเดินเกมของ ค่ายนี้ เริ่มที่จะออกมาเป็นรูป เป็นร่างบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากดูถึง ความเคลื่อนไหวของธุรกิจ มิ้ลค์ กี้ เวย์ ในช่วงที่ผ่านมานั้น ทาง ด้าน นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิรค์ จำกัด ได้เปิด เผยว่า ตลอดระยะเวลาในการ ดำเนินธุรกิจของมิ้ลค์กี้ เวย์ ใน ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภาพโดย รวมของธุรกิจเรียกได้ว่าเป็นที่น่า พอใจ เห็นได้จาก ปัจจุบันนี้ บริษัทฯ มีสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 3 หมื่น รหัสด้วยกัน ถือว่าเป็นการ เติบโตที่รวดเร็วกว่าที่บริษัทฯ ตั้ง เป้าหมายไว้เสียอีก อย่างล่าสุด เมื่อไม่นาน บริษัทฯ ก็ได้มีการ เปิดสาขาใหม่ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งถือว่าเป็นอีกจุด ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของบริษัทฯ ในการที่จะขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้า หมายที่ตั้งไว้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ นายสุมิตร ยังกล่าว ต่ออีกว่า ในส่วนของแผนการ ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ นับ จากนี้ต่อไปนั้น ได้เตรียมที่จะ ผุดศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์ ที่ จังหวัดอุดรธานี เพื่อหวังที่จะ สร้างเป็นศูนย์รวมทางธุรกิจ ของอาเซียน โดยศูนย์ดังกล่าว นั้น จะมีทั้งศูนย์อบรมสัมมนา ห้องเทรนนิ่ง ที่ใช้งบประมาณ ในการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท การเปิดศูนย์คอนเวน ชั่นฮอลล์ดังกล่าว ถือเป็นแผน งานในระยะยาวที่บริษัทฯ ได้ วางไว้ เพื่อเป็นการเปิดรับกับ ตลาดอาเซียนที่จะมีขึ้นใน อนาคตอันใกล้นี้ โดยขณะนี้ได้ มีการสำรวจพื้นที่ก่อสร้างเพื่อ เรื่องดำเนินการไปแล้ว ซึ่งจะใช้ พื้นที่ในการก่อสร้างประมาณ 5 ไร่ พร้อมกับคาดว่าจะเปิดใช้ได้ ในช่วงปี 2556 นี้แน่นอน นายสุมิตร เผยต่ออีกว่า เป้าหมายของ มิ้ลค์กี้ เวย์ ไม่ ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะสิ่งที่ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้คือ ต้องการเป็นที่ 1 ในตลาดเครือ ข่ายเมืองไทย ซึ่งเป้าหมาย อันดับ 1 ในที่นี้นั้น คือ บริษัทฯ จะต้องสานนโยบายและแผน ปฏิบัติการให้สามารถแข่งขัน กับเบอร์ 1 อย่างค่ายแอมเวย์ให้ ได้ ที่สำคัญ บริษัทฯ มีความ เชื่อมั่นและมีความมั่นใจว่า มิ้ลค์กี้ เวย์ ในอนาคตจะต้องมา แทนแอมเวย์ให้ได้ หากนโยบาย เป็นไปตามแผนงานที่บริษัทฯ วางไว้ สิ่งที่ทำให้ มิ้ลค์กี้ เวย์ มี ความเชื่อมั่นว่าจะเป็นเบอร์ 1 ของเมืองไทยให้ได้นั้น เนื่องจากนโยบายของบริษัทฯ ที่มีความ ชัดเจน รวมถึงฐานลูกค้าของ บริษัทฯ ที่มีอยู่ในต่างประเทศ รวมถึงวอลุ่ม การส่งออกไปต่าง ประเทศ ซึ่งขณะนี้ ต้องบอกว่า มิ้ลค์กี้ เวย์ มีความชัดเจนอย่าง มาก ในเรื่องของตลาดส่งออก ทั้งหมด และยิ่งในอนาคตอัน ใกล้นี้ ที่บริษัทฯ เชื่อว่า จะมีอีก หนึ่งเครื่องมือที่ช่วยผลักดัน ธุรกิจของบริษัทฯ ให้เติบโต อย่างรวดเร็วนั่นก็คือ สินค้า นั่นเอง พร้อมกับระบบการฝึก อบรมที่เรียกว่า 4+1 ที่จะช่วย ให้สมาชิกทุกคนที่อยู่ที่มิ้ลค์กี้ เวย์ ได้ประสบความสำเร็จ ความพร้อมของมิ้ลค์กี้ เวย์ ในขณะนี้เรียกว่า มีความ พร้อมเกือบทุกด้าน และยิ่งใน เรื่องของการลงทุนต้องบอกว่า ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน พร้อม กันนี้ บริษัทฯ ยังได้มีแผนที่จะ ออกสินค้าใหม่ เพื่อมาตอบ สนองความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องอีก ด้วย นายสุมิตร กล่าวต่ออีกว่า หากเมื่อโมเดลของธุรกิจมิ้ลค์กี้ เวย์ เมืองไทยประสบความ สำเร็จ และมีระบบที่ชัดเจน โดย เฉพาะที่จังหวัดอุดรธานี ที่ถือ เป็นอีกหนึ่งยุทธ์ศาสตร์ที่สำคัญ ของการทำธุรกิจเมื่อไหร่ เชื่อว่า โอกาสที่มิ้ลค์กี้ เวย์ จะสามารถ ขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในประเทศไทยก็ ไม่ยากด้วยเช่นกัน แต่หากถาม ว่า จะใช้ระยะเท่าไหร่นั้น คงยัง ไม่สามารถที่จะตอบได้อย่าง ชัดเจน แต่สามารถที่จะบอกได้ ว่า หากเมื่อไรก็แล้วแต่ ที่โมเดล ที่อุดรธานีประสบความสำเร็จ และสร้างเสร็จ ซึ่งจะใช้เวลา ไม่เกิน 2 ปี น่าที่จะช่วยดัน ธุรกิจของมิ้ลค์กี้ เวย์ สู่ความ เป็นเบอร์ 1 ของเมืองไทยได้ด้วย เช่นกัน
ผมยังมีโมเดลที่จะต้อง ทำให้ได้อีกอย่างน้อย 85% ซึ่ง วันนี้เราประสบความสำเร็จแล้ว เพียงแค่ 15% จากเป้าหมายที่ เรานั้น จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 โดยยัง เหลืออีก 85% ที่จะต้องสานต่อ ดังนั้นถนนเส้นนี้ ยังคงต้องเดิน อีกไกลมาก ๆ แล้วถามว่า โอกาสที่เรานั้นจะพลาดพลั้ง ที่ จะล้มในวันข้างหน้าเป็นเช่นไร คิดว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก แต่หากจะมีในเรื่องของผลกระ ทบคงเกิดจาก 2 เรื่อง คือ สิ่ง ที่มากระทบทั้งภายใน และ ภายนอก โดยผลกระทบจาก ภายใน ถือว่าเราควบคุมได้ แต่ ผลกระทบภายนอกนั้น อาจจะ ตอบไม่ได้ แต่ทั้งนี้เราเองก็ต้อง ทำธุรกิจด้วยความระมัดระวัง อย่างแน่นอน


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 335

วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค(Milky Way Network) : มิลค์กี้ เวย์ จัดหนัก









บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ขายตรงสัญชาติไทย ไม่แพ้ใครในโลก แรงแล้ว แรงอีก คุณสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ใจดี จัดให้ และจัดหนักยิ่งกว่าเดิม ล่าสุดจัดงาน OPP เปิดโอกาสทางธุรกิจ จัดเต็มแจกรถจักรยานยนตร์ ฟีโน่ 4 คันรวด พร้อมประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมฟังบรรยายโอกาสทางธุรกิจทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00 18.00 น. สมาชิกผู้เข้าฟังบรรยายและแนะนำผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังบรรยาย ลุ้นรางวัลสร้อยคอทองคำ 1 สลึง 4 รางวัล ทุกสัปดาห์ ณ อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 4 ห้อง The Grand convention Milky Way Center




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์เเรก ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 155

วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าวมิ้ลค์กี้ เวย์ (Milky Way Network) : งาน Milky Way The Star Award สมาชิกล้นทะลักกว่า 3,000 คน !









เมื่อเร็วๆ นี้ น้องใหม่แห่งวงการธุรกิจเครือข่ายขายตรง บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้จัดในงาน S0lf Opening และพิธีประดับเข็มเกียรติยศ ครั้งที่ 1 (Milky Way The Star Award) เพื่อประกาศเกียรติคุณให้กับสมาชิกที่สามารถพิชิตตำแหน่งอันทรงเกียรติ โดยมีสมาชิกหลั่งไหลเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คน ร่วมแสดงความยินดีกับเพื่อนสมาชิกที่ได้รับตำแหน่ง บรรยากาศภายในงานมีการแสดงมินิคอนเสิร์ต แมงปอล้อคลื่น ทอร์คโชว์จากมือโมติเวเตอร์ระดับประเทศ พร้อมกันนี้สมาชิกที่เข้าร่วมงานยังได้ลุ้นรับของรางวัลกันอีกมากมาย อาทิ รถยนต์ ทองคำ ทีวี ตู้เย็น ฯลฯ งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุม ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2555

มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค(Milky Way Network):ท้ารบแชมป์ขายตรง ใส่เกียร์ห้าสร้างโมเดลเต็มรูปแบบ









"มิลค์กี้เวย์" น้องใหม่วงการธุรกิจเครือข่ายขายตรง ยังมาแรงไม่เลิก ใส่เกียร์ห้าเร่งสปีดสร้างโมเดล ลั่นอีก 7 ปี ขอขึ้นบัลลังก์เบอร์ 1 ธุรกิจขายตรง โชว์ศักยภาพหลังชิมลางตลาดเพียง 8 เดือน ยอดสมาชิกเข้ามาอื้อซ่าทะลุ 3 หมื่นรายแล้ว มั่นใจตัวเลขยอดขายปิดหีบได้แน่ 250 ล้านบาท พร้อมประกาศแผนงานปีงูเล็ก เตรียมโรดโชว์ตลาดต่างประเทศ หวังขยายฐานมูลค่ายอดขาย


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลค์กี้เวย์เน็ต เวิร์ค จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามเปิดเผยกระแสหลังจากบริษัทฯ ได้เปิดแบ็กออฟฟิศว่า ที่ผ่านมากระแสตอบรับดีมาก โดยเฉพาะสมาชิกของเราให้ความมั่นใจบริษัทฯ มากขึ้น เนื่องจากเราทำให้เห็นเป็นรูปธรรม แล้วทำออกมาให้เห็นภาพชัดเจน ทุกคนจึงมั่นใจว่า บริษัทฯ กล้าลงทุน ซึ่งต่อจากนี้ไป บริษัทฯ จะเร่งผลักดันในการสร้างโมเดลที่จังหวัดอุดรธานี และในปีหน้า บริษัทฯ จะเดินตลาดต่างประเทศ 100% อย่างเต็มรูปแบบ


ในส่วนของโครงสร้างโมเดลขณะนี้นั้น บริษัทฯ ได้วางระบบรองรับสมาชิกใหม่ โดยเฉพาะในการปั้นสมาชิกให้สามารถเดินธุรกิจได้อย่างเต็มตัว และบริษัทฯ เตรียมเดินตลาดต่างประเทศ โดยการวางแผนที่จะไปโรดโชว์ใน 10 ประเทศ โดยเฉพาะแถบตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลางจะไปเพียง 2 ประเทศ ก็คือ ดูไบกับเยเมน เนื่องจาก 2 ประเทศนี้ เรามีคู่ค้าอยู่แล้ว โดยการดำเนินธุรกิจจะให้คู่ค้าไปกระจายโมเดลสานต่อยอดอีกทางหนึ่ง


สำหรับสัดส่วนการทำตลาดของบริษัทฯ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศนั้น บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายปีหน้า 1 พันล้านบาท จาก 10 ประเทศ และตลาดในประเทศ ยอดขายอยู่ในระดับแตะ 1 พันล้านบาท เช่นกัน ทั้งนี้ จากการที่เราตั้งเป้าหมายยอดขายตลาดในประเทศและต่างประเทศออกมาเท่ากันนั้น เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทฯ วิเคราะห์และพิจารณาจากกระแสะการตอบรับ จำนวนวอลุ่มในการสั่งซื้อสินค้า จำนวนสมาชิกใหม่ที่เข้ามาเรามีอยู่เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงในเรื่องของระบบต่างๆ ในการสร้างโมเดลนั้น ได้ถูกเซตไว้ทั้งหมดแล้ว ตรงนี้ถือว่า เป็นข้อได้เปรียบของบริษัทฯ ของเรา


"ตรงนี้ถือว่าเราได้เปรียบ เรามีการวางแผนไว้ชัดเจนว่า ธุรกิจจะเดินทางไหน เราสามารถตอบโจทก์ตั้งแต่แรก เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน หากพิจารณาตลาดต่างประเทศแล้ว หากธุรกิจดังกล่าวไม่มีการวางแผนที่ดี กว่าจะออกไปต่างประเทศมันต้องใช้เวลา ซึ่งถือว่าการทำธุรกิจนั้นตลาดในประเทศจะต้องนิ่งเสียก่อน" นายสุมิตร กล่าว


นายสุมิตร ยังได้กล่าวถึงนโยบายของบริษัทฯ ว่า บริษัทฯ มีการกำหนดจุดมุ่งหมายไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายของเรานั้น ต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจนี้แทนบริษัทฯ ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเรามั่นใจ โดยเฉพาะการประกาศนโยบายช่วงเปิดบริษัทฯ ว่า ภายใน 7 ปี เราจะต้องขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ทั้งนี้ การที่เราแสดงจุดยืนออกมา เนื่องจากถ้าบริษัทฯ ไม่มีความชัดเจนในเรื่องของนโยบายแผนการตลาดที่วางเอาไว้ก็คือ ทางด้านยอดขาย ซึ่งปัจจุบันเรามีความได้เปรียบในความเป็นสัญชาติไทย โดยบริษัทฯ จะใช้ยอดขายรวม ของบริษัทฯ รวมถึงฐานยอดขายตลาดในต่างประเทศ รวมถึงวอลุ่มการสั่งซื้อสินค้า ซึ่งวันนี้บริษัทฯ มีโมเดลตลาดส่งออกชัดเจน


"ยอมรับว่าผู้นำตลาดในเวลานี้ เขาปลูกฝังให้สมาชิกรักองค์กร ดังนั้น จุดตรงนี้เราจะพยายามเร่งผลักดันให้มันเดินไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด ดังนั้น หากโมเดลในเมืองไทยประสบความสำเร็จได้เร็วเท่าไหร่ เราก็สามารถขึ้นมาครองที่ 1 ได้อย่างแน่นอน"


นายสุมิตร ยังกล่าวยอมรับว่า สำหรับผู้นำตลาดในเวลานี้ ซึ่งหากเราเปรียบเทียบกับยอดขาย จุดนี้เราสู้ได้ แต่หากเปรียบเทียบกับแบรนด์ดิ้ง เวลานี้ยังไม่สามารถเทียบกันได้ ซึ่งเราก็คงต้องใช้เวลาอีกสักพักเวลาหนึ่ง


นายสุมิตร ยังกล่าวถึงผลการดำเนินงานว่า บริษัทฯ คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายของเราจะอยู่ในระดับ 250 ล้านบาท ล่าสุด บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาภายใต้ชื่อ "ฟาเรนไฮท์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้สภาพร่างกายได้กลับคืนมาสู่ภาวะปกติ จากการวิจัยพบว่า กลุ่มลูกค้าที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป หรือประมาณ 30% ก็คือ คน 20 ล้านคน มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยสินค้าตัวนี้จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในตลาดอย่างมากในเวลานี้


ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งก็คือ "เบต้าคลูแคน" 30 แคปซูล นอกจากนี้ ในปีหน้าบริษัทฯ ยังมีสินค้าที่กำลังจดลิขสิทธิ์กับองค์กรอาหารและยา (อย.) อีกจำนวนหลายชนิด อาทิ แชมพูสระผม ถือว่าเป็นแชมพูสำหรับผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง ขณะเดียวกัน สินค้าของเรายังสามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้ทั้งหมด เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯ เป็นสินค้าที่ทำมาจากสมุนไพรเกือบ 100%


อย่างไรก็ตาม จากการที่เราได้รุกสื่อออนไลน์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การดูแลสุขภาพภายในสุภาพสตรี "Gassilana" ซึ่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ บริษัทฯ ได้ทุ่มงบประมาณ 100 ล้านบาท เพื่อวางผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ


"ต้องยอมรับว่า กระแสผู้บริโภคเขารับสื่อออนไลน์ ทำให้เขาเชื่อมั่นกับตัวผลิตภัณฑ์ของเรา มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพภายในสุภาพสตรี คาดว่าจะมียอดเกิน 100 ล้านบาท เนื่องจากเรามีสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสถานีวิทยุมากกว่า 1 พันช่องทั่วประเทศ ในการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ของผลิตภัณฑ์นี้อย่างต่อเนื่อง" นาย สุมิตร กล่าวว่า นายสุมิตร กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนการทำตลาดของบริษัทฯ โดยขณะนี้เราเตรียมหาพื้นที่ในจังหวัดอุดรธานี สร้างเป็นศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์รวมธุรกิจทางอาเซียน โดยตรงนี้จะมีแบ็กออฟฟิศ เพื่อที่จะรองรับระบบโลจิสติกส์ ซึ่งจะทำเป็นศูนย์สัมมนาคอร์สเทนนิ่งและห้องคอนเฟอเรนซ์ออนไลน์ โดยตั้งงบประมาณ 100 ล้านบาท ในการทำศูนย์คอนเวนชั่นฮอลล์"


ปัจจุบันนี้เรามีตัวเลขสมาชิกกว่า 3 หมื่นราย ในการที่จะสื่อสินค้าของเราไปสู่ผู้บริโภค และทั้งนี้ บริษัทฯ ยังมีสาขาที่พร้อมจะให้บริการแก่ ผู้บริโภค อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ พิษณุโลก ขอนแก่น หาดใหญ่ และที่สุราษฎร์ธานี เป็นต้น



Credit by :ryt9.com

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวมิ้ลค์กี้ เวย์ (Milky Way Network) : ประกาศดันทัพบุกอาเซียน(AEC) ทุ่มงบกว่า100ล. สร้างคอมมูนิตี้มอลล์เมืองอุดรฯ


มิ้ลค์กี้ เวย์ เดินเครื่องปรับทัพโค้งสุดท้าย พร้อมประกาศบุกตลาดต่างประเทศเต็มพิกัด หลังเตรียมทุ่มงบกว่า 100 ล้าน. สร้างคอมมูนิตี้มอลล์ ณ จ.อุดรธานี หวังเป็นจุดศูนย์รวมตลาดอาเซียนคนเครือข่าย...ล่าสุดเปิดตัวสาขาแห่งใหม่ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 4 อย่างเป็นทางการ เสริมความแกร่งธุรกิจ ปลื้มหลังเปิดเกมรุกธุรกิจแบบเต็มตัวในช่วง 4 เดือน กระแสตอบรับดีเยี่ยม...เกินความคาดหมาย

หากพูดถึงขายตรง มิ้ลค์กี้ เวย์ ในวันนี้ เชื่อว่าน่าจะมีคนเครือข่าย ๆ จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่รู้จักเครือข่ายขายตรงค่ายนี้ ที่สำคัญที่นี่มีความพร้อม 100% และไม่เป็นสองรองใครในวงการ

ที่จะลงมือภาพสนามรบ ส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุด มิ้ลค์กี้ เวย์ ขยับอีกก้าวและทิ้งช่วงโค้งสุดท้ายไว้อย่างสวยหรู เพื่อกวาดยอดไตรมาสสุดท้ายปลายปีนี้ ด้วยการเปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ณ ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว ชั้น 4 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์หลักสำคัญในการทำตลาดเครือข่ายเลยทีเดียว...
นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้เผยถึงการเปิดตัวสาขาใหม่ที่อิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว อย่างเป็นทางการว่า ถือเป็นอีกหนึ่งแผนงานของบริษัทฯ ที่ต้องการบุกตลาดขายตรงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเหตุที่เลือกเปิดสาขาที่ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เป็นเพราะมองว่าที่นี่ค่อนข้างจะมีคนเครือข่ายเดินเข้ามาเยอะและพลุกพล่าน ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ ได้ รวมถึงการเดินทางที่ค่อนข้างสะดวกสบายด้วย

เส้นทางการเดินในธุรกิจขายตรงของ มิ้ลค์กี้ เวย์ ถือว่าค่อนข้างที่จะรวดเร็วอย่างมาก โดยเริ่มต้นสตาร์ทธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ เรียกได้ว่า ก้าวเดินอย่างเต็มตัวจริง ๆ และพร้อมที่จะขับเคลื่อนธุรกิจทุกเมื่อ

ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา เรามีการปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดรับกับธุรกิจอยู่ตลอดเวลา และถือว่าเติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะในส่วนของการตลาด มิ้ลค์กี้ เวย์ ถือว่าอยู่ในจุดที่พวกเรานั้นค่อนข้างพอใจ เพราะเห็นได้จากกระแสของคนภายนอก ส่วนใหญ่จะพูดถึงธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ ในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการเติบโตทางด้านยอดขาย ที่เราเองสามารถมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ 7 หลักต่อวันเลยทีเดียว รวมถึงยังมีสมาชิกที่เข้ามาอย่างไม่ขาดสาย โดยวันนี้ตัวเลขสมาชิกอยู่ที่หลักหมื่น และกำลังที่จะขึ้นหลักถึง 3 หมื่นในเร็ว ๆ นี้ ในช่วงระยะเวลานับจากนี้ไป

โดยเป้าหมายของ มิ้ลค์กี้ เวย์ นับจากนี้คือ การบุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการเริ่มต้นที่ตลาดอาเซียนเป็นหลักก่อน ล่าสุดบริษัทฯ ได้มีการเตรียมลงทุนเปิดสาขาที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อต้องการรองรับกับตลาดอาเซียนในอนาคต ซึ่งจะเป็นการสร้างในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ คาดว่าจะเป็นศูนย์รวมกลุ่มตลาดอาเซียนทั้งหมด ที่จะเข้ามารวมตัวกันที่จังหวัดอุดรธานี โดยบริษัทฯ ได้เตรียมทุ่มงบไว้ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ในการสร้างศูนย์ตรงนี้ เพื่อมารองรับสมาชิกเข้ามาประชุม รวมถึงที่นี่ยังจะมีคอร์สอบรมในเรื่องของธุรกิจเครือข่ายที่เป็นแบบสากลหลายภาษา พร้อมกับการทำงานในระบบออนไลน์อีกด้วย

วันนี้เรากล้าพูดได้เลยว่า ธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ ไม่ธรรมดาจริง ๆ เนื่องจากค่อนข้างที่จะมีการทำงานอย่างมีระบบระเบียบ เพื่อที่จะรองรับกับอนาคตทั้งหมด ซึ่งความมั่นคงและความมั่นใจของธุรกิจ มิ้ลค์กี้ เวย์ ต้องบอกว่าเต็มร้อยและมีความสดใสอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของธุรกิจ เรื่องของโครงสร้างที่ชัดเจน ที่พร้อมจะเดินหน้าสู่ตลาดสากลอย่างเต็มรูปแบบ และเร็ว ๆ นี้ เตรียมที่จะบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่ประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการอีกด้วย

นายสุมิตร เสริมต่ออีกว่า บริษัทฯ ไม่ใช่ที่จะหยุดเดินหน้าบุกเพียงแค่ประเทศมาเลเซียประเทศเดียวเท่านั้น แต่หากประเทศไหนที่มีความพร้อม และเห็นว่าสมาชิกสามารถเข้าไปทำได้ บริษัทฯ ก็พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร โฆษณา - ประชาสัมพันธ์ งบการตลาดต่าง ๆ เป็นต้น รวมถึงความพร้อมในส่วนของผลิตภัณฑ์สินค้า มิ้ลค์กี้ เวย์ เรียกได้ว่า มีความพร้อมอย่างมาก เห็นได้จากตอบสนองต่อตลาดเกือบทุกตัว ไม่ใช่ว่าจะดีตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้าอยู่เกือบ 20 รายการ โดยสัดส่วนของกลุ่มสุขภาพอยู่ที่ 70 - 80% และกลุ่มสกินแคร์อยู่ 20 - 25% และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการขยายตลาดกลุ่มสกินแคร์อย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับ 332

วันอังคารที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มิลค์กี้ เวย์ Milky Way ดันแผนรับตลาดอาเซียน (AEC) ทุ่ม 100 ล้านบาท สร้างศูนย์ประชุมอุดรฯ


มิลค์กี้ เวย์ ชูภาพ 4 เดือน ฟันยอดขายแล้ว 100 ล้านบาท โว จนถึง สิ้นปีดันยอดได้ตามเป้า 400 ล้านบาท ขยับแผน 2 เปิดสาขาแห่งใหม่ บิ๊กซี ลาดพร้าว รองรับการขยายตัวของสมาชิกพร้อมลงทุนอีก 100 ล้านบาท สร้าง ศูนย์ประชุมอุดรธานี รองรับตลาด AEC และเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า ทั้งในและต่างประเทศ

สุมิตร วชโรดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า ภายหลังบริษัทเปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ต้นปี 2555 และได้เริ่ม ดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังเมื่อเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา นับว่ามีระยะเวลาการทำงาน ประมาณ 4 เดือน ในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อให้เข้ากับธุรกิจ จนปัจจุบัน บริษัทสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 7 หลักต่อวัน และมีสมาชิกเข้าร่วมธุรกิจ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้นประมาณ 10,000 รหัส

ทั้งนี้ การดำเนินงานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้ ถึง 100 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดว่าจะสามารถทำยอดขายโดยรวมได้ 300-400 ล้านบาท ในสิ้นปี และในส่วนของสินค้าปัจจุบันบริษัทมีสินค้าทั้งสิ้น 20 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มเพื่อสุขภาพ และสกินแคร์ โดยมีสัดส่วนยอดขายเป็น กลุ่มเพื่อสุขภาพ 75% และกลุ่มสกินแคร์ 25% และในอนาคตบริษัทมีแผนจะ ขยายสินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์อย่างเต็มตัว

ล่าสุด บริษัทได้เปิดสาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งที่ บิ๊กซี ลาดพร้าว เพื่อเป็นการ อำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า แผนงาน และ เพื่อเป็นการรองรับสมาชิกจำนวนมากที่จะเข้ามาในอนาคต โดยบริษัทมีความพร้อมที่จะทำการตลาดในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับตลาดต่างจังหวัด ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกอยู่ทั่วทุกภาค โดยภาคใต้ จะมีสาขาที่อำเภอหาดใหญ่ ภาคเหนือที่จังหวัดพิจิตร และภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น และอุดรธานี ซึ่งในจังหวัดอุดรธานี บริษัทได้ใช้ งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท สร้างศูนย์- ประชุม เพื่อ เป็นการรองรับการเปิด ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ศูนย์ประชุม ดังกล่าว จะเป็นสถานที่ที่เปิดสอน หลักสูตร เกี่ยวกับ ธุรกิจ ขายตรงในระบบหลายภาษา

นอกจากนี้สาขาที่ อุดรธานีจะเป็นศูนย์กลางการ ขนส่งสินค้าของบริษัทไปยังจังหวัดต่างๆ ใน ภาคอีสาน และจุดศูนย์กลางของขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย ของบริษัทที่ต้องการจะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศแถบเอเชียใต้ โดย เบื้องต้นบริษัทได้เล็งประเทศเพื่อนบ้าน หากสมาชิกต้องการที่จะ เข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศด้วยตัวเองบริษัทก็พร้อมที่จะให้การ สนับสนุน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 210 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง(MLM) ยึดหัวหาด ยุทธภูมิทองคำ (อุดรฯ-ขอนแก่น) รับ AEC ฝั่งตะวันออก


เป็นที่ทราบกันดีในวงกว้างว่า ในช่วงปลายปี 2558 จะเป็นเวลาที่กลุ่มประเทศอาเซียนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการค้าการลงทุน โดยจะมีการเปิดความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้น หรือที่รู้จักกันในนามของ AEC โดยความร่วมมือ ดังกล่าว กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการนำเข้าส่งออก สินค้า และทำธุรกิจมากมายหลายอย่างซึ่งกันและกัน โดยปลอดจากกำแพงภาษีที่เคยมี


สิ่งที่กล่าวมา สร้างการตื่นตัวให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ขายตรงในประเทศไทย โดยหลายบริษัทเริ่มที่จะวางแผนงานรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นไปที่การวางรากฐานในเรื่องของการเปิดศูนย์ธุรกิจเพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทำตลาดอนาคต โดยยกขอนแก่น และอุดรธานี เป็นยุทธ-ภูมิทองคำ รองรับการเปิด AEC ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกนี้ล้วนเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, ลาว และกัมพูชา ซึ่งหาก AEC เกิดขึ้น ขอนแก่น และอุดรธานี ก็ไม่ต่างอะไรจากเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของโลกเลยทีเดียว


- มิลค์กี้ เวย์ ทุ่ม 100 ล. ปั้นอุดรฯ เป็นฮับ


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เริ่มต้นก้าวสู่จุดสตาร์ตของธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว โดยก้าวต่อไปบริษัทเตรียมรุกตลาดเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการเปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 4 แหล่งศูนย์ รวมธุรกิจเครือข่าย เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในเมือง-หลวง ส่วนสาขาอื่นๆ ปัจจุบัน บริษัทมีสาขาหรือศูนย์เซ็นเตอร์อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ในจังหวัดสงขลา (หาดใหญ่) และกำลังจะเปิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ และพิษณุโลก, ภาคอีสาน ที่จ.ขอนแก่น และอุดรธานี


สุมิตร ได้เปิดเผยว่า ศูนย์จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ประเทศอาเซียน ได้ ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมทุ่มงบลงทุนเพื่อ สร้างฐานธุรกิจอย่างเต็มที่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อทำตลาดรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่จะมีขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าอาจ ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 100 ล้านบาท และเป็นเงินสดทั้งสิ้น


วันนี้ด้วยความพร้อมของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ ในประเทศไทย ตนจึงคิดว่าน่าจะ ถึงเวลาที่บริษัทจะเริ่มรุกเข้าสู่ตลาดต่าง-ประเทศ ซึ่งการเปิดศูนย์สาขาใหญ่ในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ จะสามารถช่วยย่นระยะเวลาการทำธุรกิจและเพิ่มความสะดวกในด้าน ลอจิสติกส์ นอกจากนั้น จะเน้นการทำธุรกิจ ขายตรงแบบหลายภาษาเตรียมความพร้อม ในการเข้าสู่ตลาดสากล


อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจเป็นต้นปีหน้า บริษัทจะมีการเปิดสาขา ต่างประเทศในมาเลเซียเป็นประเทศแรก โดยจากเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นประเทศอินเดีย เพราะบริษัทเป็นพันธมิตรทางการ ค้ากับอินเดีย เรียกได้ว่ามีสายป่านทางการ ค้าอยู่มาก แต่เมื่อประเทศมาเลเซียมีความ พร้อมก่อน จึงไม่ควรรอช้าที่จะเข้าไปขยาย ธุรกิจ โดยได้มีการวางงบลงทุนการเปิดศูนย์ธุรกิจที่มาเลเซียไว้เกือบพันล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นเจาะตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้อย่างเต็มกำลัง


- ดีไลฟ์ หวังขอนแก่นเป็นประตู AEC อีสาน


ด้านนายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท ดีไลฟ์ อิน-เตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ ดีไลฟ์ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตรา ศึก ทั้งในส่วนของการขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาค ต่างๆ โดยในปีนี้ ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นเป้าหมายหลัก ของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ในปีนี้นั้น ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และ ร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัด ขอนแก่นนั้น ตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้ น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ ให้ผู้-บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


โดยการเลือกเปิดสาขาแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น นายเทวัญ ดีใจงาม บอสใหญ่ค่าย ดีไลฟ์ ได้เล่าว่า สาเหตุที่เลือกเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น มองว่าในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมีขายตรง ที่เข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกัน การ เปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง รากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่า การที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัส นั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดได้ เนื่อง จากต้องผ่านหลายขั้นตอนพอสมควร และ การที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงที่ห้าง โลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน


นายเทวัญ บอกต่ออีกว่า ในปีนี้ที่ ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน ในขณะเดียว กันยังเห็นว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียนในปี 2558 นี้ได้ด้วย


นอกจากนี้ เครื่องมือในการสร้างความยิ่งใหญ่ของ ดีไลฟ์ ไม่ใช่มีเพียง แค่การรุกเปิดสาขาใหม่ตามภูมิภาคต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหนึ่งหัวหอกที่สำคัญในการสร้างผู้นำสู่ความเป็นมืออาชีพ ในธุรกิจขายตรงนี้ด้วยนั่นก็คือ โรงเรียนสอนธุรกิจ ที่ปัจจุบัน ดีไลฟ์ ได้เปิดให้มีโรงเรียนดังกล่าวไปบ้างแล้ว อาทิ พิษณุ-โลก, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, นครราชสีมา และชลบุรี เป็นต้น


- MLM เฮโลปักธงแดนที่ราบสูงคึก


นายจักรพันธ์ สุทธโทธน กรรมการ ผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่น-แนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เปิดเผยว่า ภายในปีนี้จนถึงต้นปี 2556 บริษัทมีแผน ที่จะเปิดศูนย์สาขา ที่มีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพ ความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่ แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้ งบประมาณในการเปิดศูนย์ แต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับ ถัดไป


ปีนี้สัดส่วนยอดขายของบริษัทเติบโต ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่บริษัทปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเข้าไปรุกในส่วนของ ตลาดภูมิภาคมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของภูมิภาคต่างๆ มีอัตราสูงขึ้น โดยภาคอีสาน มียอดขายโต 100%, ภาคใต้ 30% และภาคเหนือโต 5% ตามลำดับ โดยปัจจุบัน บริษัทมีสมาชิกแอ็กทีฟประมาณ 2.3 หมื่น รหัส จาก 50 จังหวัดทั่วประเทศ ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีก 5 พันรหัส


ด้านนายวิชัย ทองขุนคำ ประธานกรรมการ บริษัท ธนาธร ยูเนี่ยนไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัทในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะ เป็นของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่จังหวัด กระบี่, สุราษฎร์ธานี, แม่สอด, ตราด, เชียง-ใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, นคร-ราชสีมา, ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ โดยปีนี้ตั้งเป้า ที่จะมีศูนย์ให้ได้ประมาณ 40 จังหวัด และปี หน้าคาดว่า ธนาธรจะต้องมีศูนย์ครบทุกจังหวัดอีกด้วย


เป้าหมายของเราคือ 3 ปีแรกเป็น การตั้งรับ 3 ปีที่ 2 เป็นการทำตลาดเชิงรุก 3 ปีที่ 3 เป็นการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ เราขอที่ จะ เติบโตอย่างไม่หวือหวา ไม่อยากที่จะแข่งขัน กับใคร ต้องการที่จะแข่งขันกับตัวเองเสีย มากกว่า และต้องการโตแบบมีคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายที่อาจจะไม่เยอะแต่หาก ทำได้ตรง ตามเป้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ เราด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1348 ประจำวันที่ 31-10-2012 ถึง2-11-2012

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มิลค์กี้ เวย์ (Milky Way) : ติดปีกสั่งลุย ทุ่มงบพันล้านเปิดศูนย์มาเลเซีย (Malaysia)


มิลค์กี้ เวย์ ยิ้มร่า เปิดธุรกิจ 4 เดือน รับรายได้แตะ 100 ล้านบาท ยอดสมาชิกเกือบ 3 หมื่นรหัส คาดสิ้นปียอดขายเติบโต 400 ล้านบาท ปูพรมอาเซียน ดันสาขาอุดรธานีเป็นศูนย์กลางลอจิสติกส์ ส่วนสิ้นปีเตรียมเปิดสาขาต่างประเทศ รุกตลาดมาเลเซียเป็นแห่งแรก ด้วยงบลงทุนกว่าพันล้านบาท!

นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์กรรมการ ผู้จัดการบริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า มิลค์กี้ เวย์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ขณะนี้บริษัทมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเริ่มต้นจากจุดศูนย์ ปัจจุบันบริษัทมียอดขาย แตะ 100 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเกือบ 7 หลักต่อวัน สิ้นปีน่าจะปิดรายรับที่ 300-400 ล้านบาท ส่วนสมาชิกคาดว่าเร็วๆ นี้ อาจแตะหลัก 3 หมื่นรหัส

บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เริ่มต้นก้าวสู่จุด สตาร์ตของธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว ก้าว ต่อไปบริษัทเตรียมรุกตลาดเครือข่ายอย่าง ต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการเปิดสาขาใหม่อย่าง เป็นทางการ ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 4 แหล่งศูนย์รวมธุรกิจเครือข่าย เพื่อรองรับ การขยายตัวของธุรกิจในเมืองหลวง ส่วน สาขาอื่นๆ ปัจจุบัน บริษัทมีสาขาหรือศูนย์ เซ็นเตอร์อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ครอบคลุม ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ในจังหวัด สงขลา (หาดใหญ่) และกำลังจะเปิดที่ จังหวัดสุราษฎ์ธานี, ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ และพิษณุโลก, ภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น และอุดรธานี

โดยนายสุมิตร ได้เปิดเผยว่า ศูนย์จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ประเทศอาเซียนได้ ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมทุ่มงบลงทุนเพื่อสร้างฐานธุรกิจอย่างเต็มที่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อทำตลาดรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่จะมีขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าอาจใช้เงินลงทุนทั้งหมด 100 ล้านบาท และเป็นเงินสดทั้งสิ้น
วันนี้ด้วยความพร้อมของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ ในประเทศไทย ตนจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่บริษัทจะเริ่มรุกเข้าสู่ตลาด ต่างประเทศ ซึ่งการเปิดศูนย์สาขาใหญ่ใน พื้นที่ยุทธศาสตร์ จะสามารถช่วยย่นระยะ เวลาการทำธุรกิจและเพิ่มความสะดวกในด้านลอจิสติกส์ นอกจากนั้น จะเน้นการ ทำธุรกิจขายตรงแบบหลายภาษา เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดสากล

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจเป็นต้นปีหน้า บริษัทจะมีการเปิดสาขา ต่างประเทศ ในมาเลเซีย เป็นประเทศแรก โดยจากเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นประเทศอินเดีย เพราะบริษัทเป็นพันธมิตรทาง การค้ากับอินเดีย เรียกได้ว่ามีสายป่านทาง การค้าอยู่มาก แต่เมื่อประเทศมาเลเซียมีความพร้อมก่อน จึงไม่ควรรอช้าที่จะเข้า ไปขยายธุรกิจ โดยได้มีการวางงบลงทุนการเปิดศูนย์ธุรกิจที่มาเลเซียไว้เกือบ พันล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นเจาะตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้อย่างเต็มกำลัง

นอกจากนั้น นายสุมิตร ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของบริษัทว่า ปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆประมาณ 20 รายการ คือ กลุ่มสกินแคร์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากสินค้ากลุ่มนี้ประมาณ 20-25% และกลุ่มสุขภาพ มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70-80% โดยทุกรายการได้รับการตอบรับที่ดี ในอนาคตจะมีการขยายไลน์สินค้าในกลุ่มสกินแคร์ให้ครอบคลุมในทุกๆ ความต้องการ

ตนตั้งใจทำให้ มิลค์กี้ เวย์ เป็นธุรกิจสำหรับครอบครัว เป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงในชีวิตได้ จึงเชื่อว่า บริษัทจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนขายตรงไม่น้อย และจะเป็นบริษัทขายตรงที่เติบโตอย่างพุ่งทะยาน โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 300-400 ล้านบาท หลังจาก ทำธุรกิจเพียง 4 เดือน มีรายรับแล้วถึง 100 ล้านบาท ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝัน สุมิตร กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1347ประจำวันที่ 27-10-2012 ถึง30-10-2012

วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เปิดบ้านหลังใหม่อลังการ








 


วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดบ้านหลังใหม่หรูหราอลังการ บนย่านถนนลาดพร้าว ห้างอิมพีเรียล เวิร์ค ชั้น 4 ภายใต้การบริหารของ สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ภายหลังจากที่บริษัทฯ เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการมาประมาณ 4 เดือน บริษัทฯ มีจำนวนอัตราสมาชิกที่ขยายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปัจจุบันมีมากกว่าหมื่นราย บริษัทฯ จึงต้องขยายพื้นที่สำนักงานเพื่อรองรับอัตราการขยายตัวของเหล่าผู้นำและสมาชิกที่หลั่งไหลเขามาร่วมลงทุนกับบริษัทฯ มากขึ้นเรื่อยๆ ภายในงานได้รับเกียรติ์จากสื่อมวลชน พร้อมทั้งเหล่าบรรดาผู้นำ และสมาชิก เข้าร่วมแสดงความยินดีกับการเปิดบ้านหลังใหม่ในครั้งนี้อย่างล้นหลา


[gallery columns="4"]

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวประชาสัมพันธ์ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค : มอบทุน 10,000 บาท สนับสนุนโครงการผลิตหนังสั้นแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ


















มอบทุนสนับสนุนการผลิตหนังสั้น ม.กรุงเทพ:สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด มอบทุน 10,000 บาท สนับสนุนโครงการผลิตหนังสั้นแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในงานประชุมเปิดโอกาสธุรกิจ ณ สาขาอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เมื่อเร็วๆ นี้

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวมิ้ลค์กี้ เวย์(Milky Way) : สมาชิกผู้นำกว่า 200 ชีวิต ร่วมกิจกรรมคอสฝึกอบรมครั้งแรก ณ เขาใหญ่นิวซีแลนด์

[gallery]


ปักหลัก เขาใหญ่ นิวซีแลนด์


ปลุกพลังพลพรรคมิ้ลค์กี้ เวย์


บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ภายใต้การบริหารของ สุมิตร วชโรดมทรัพย์ นำพาสมาชิกผู้นำกว่า 200 ชีวิต ร่วมกิจกรรมคอสฝึกอบรมครั้งแรก ณ เขาใหญ่นิวซีแลนด์ สระบุรี ในหลักสูตร นับหนึ่ง สร้างสายสัมพันธ์ รวมพลังคน มิ้ลค์กี้ เวย์ มีวิทยากรร่วมสร้างความคลึกคลื้น ดลทรัพย์ ปรีชาสวรรค์ เจ้าของหลักสูตร คนไม่ธรรมดา เป็นวิทยากรหลักในงานครั้งนี้ ซึ่งในงานสัมมนาครั้งนี้สร้างความซาบซึ้งใจให้กับสมาชิกทุกท่าน ร่วมประกาศวามพร้อมรวมพลังสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับ มิ้ลค์กี้ เวย์ ได้ประกาศศักดาอย่างสง่าผ่าเผยในธุรกิจขายตรงเมืองไทย


credit: www.thaimlmnews.com

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวประชาสัมพันธ์ มิ้ลค์กี้ เวย์ (Milkyway Planet) OPP เปิดโอกาสธุรกิจ

[gallery link="file"]


มิ้ลค์กี้ เวย์ OPP เปิดโอกาสธุรกิจ


แจก ฟีโน่ พร้อมจัดโปรโมชั่นเสริมการขาย


บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด บริษัทขายตรงคลื่นลูกใหม่มาแรง จัดงานประชุม เปิดโอกาสทางธุรกิจ มีคณะผู้นำ และมวลสมาชิกหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานกว่า 200 คน โดยมี สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทฯ ขึ้นกล่าวตอกย้ำแนวนโยบายความมั่นคงของบริษัทฯ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักขายมืออาชีพที่เข้ามาร่วมเป็น สำหรับบรรยากาศภายในงานมีการจับฉลากของรางวัลผลิตภัณฑ์มากมาย และรางวัลใหญ่ รถจักรยานยนต์ ฟีโน่ 1 คัน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้ประกาศโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการขายให้กับสมาชิกอีกมากมาย ซึ่งการจัดงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ เช็นเตอร์ ชั้น 4 ห้างอิมพีเรียล เวิลด์ ลาดพร้าว เมื่อเร็วๆ นี้

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค(Milky Way Network): สัมภาษณ์เปิดวิสัยทัศน์และแนวคิดใหม่กับท่านประธาน สุมิตร วชโรดมทรัพย์


วันนี้เว็บไซต์ไทยเอ็มแอลเอ็มนิวส์ดอทคอม(www.thaimlmnews.com) ได้มีโอกาสเข้ามาสัมภาษณ์ประธานกรรมการบริษัท ขายตรงน้องใหม่มาแรง มิลย์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค(Milky Way Network)คุณสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ที่เพิ่งเปิดตัวก็ทำ Break Event ไปแล้ว ซึ่งทางทีมงาน ไทยเอ็มแอลเอ็มนิวส์ ยืนยันว่าแนวคิดท่านไม่เหมือนใครและมีมุมมองที่กว้างไกลมากๆ ท่าใครอยากรู้อ่านกันได้เลย


ความเป็นมาของทางมิลย์กี้เวย์เน็ทเวิร์คมีความเป็นอย่างไรบ้างครับ


มิลย์กี้เวย์ เน็ทเวิร์ค เพิ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2555 ที่ผ่านมาและตั้งเป้าที่จะทำเป็นบริษัทตัวอย่างที่ทำธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักของเราก็คือการสร้างแบรนด์ธุรกิจเครือข่ายของคนไทย ให้เป็นศูนย์รวมของสมาชิกคนไทยทั้งหมดเข้ามาใช้บริการเป็นหลักและมองว่าธุรกิจเครือข่ายของเราเป็นเพียงโปรดักส์หนึ่งที่จะส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เท่านั้น


ทำไมท่านประธานสุมิตรถึงคิดเข้ามาสู่วงการธุรกิจเครือข่ายได้


ทางประธานสุมิตรมีความเห็นว่า "คำถามคำถามนี้ ผมมองว่าท่ามองในมุมบริหารและนักการตลาด จะมองว่าเป็นคำถามที่คนยังไม่เข้าใจในระบบการทำธุรกิจ เพราะว่าจริงๆ แล้วคำว่าธุรกิจเครือข่ายมันก็คือโปรดักส์ ตัวหนึ่งเท่านั้น ท่าหากมองในมุมนักการตลาดจริงๆ แล้ว มันง่ายมากในการทำ แต่ที่สำคัญคุณบริหารธุรกิจเป็นหรือไม่ นี่คือโจทย์ที่จะต้องตอบให้แก่สมาชิกทุกคนที่เคยมีความคิดผิดๆ ว่าคนที่จะมาทำธุรกิจเครือข่ายต้องรู้เรื่องเครือข่ายมันไม่จำเป็นเสมอไป คนที่จะมาทำงานด้านธุรกิจเครือข่ายนั้นต้องนักบริหารที่เป็นและเป็นนักการตลาดที่ถูกต้องกับโปรดักส์ นั้น วันนี้ผมมาทำธุรกิจเครือข่ายผมมองว่าธุรกิจนี้เป็นเพียงโปรดักส์ โปรดักส์หนึ่งเท่านั้น ส่วนวิธีการทำให้โปรดักส์ส่วนนี้ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมนั้น ต้องทำอย่างไรนี่คือหน้าที่ของผู้บริหารอย่างผมที่จะต้องตีโจทย์ตรงนี้ให้แตก และในส่วนประวัติการทำธุรกิจของผมที่ผ่านมานั้น ล้วนประสบความสำเร็จมาตลอด เพราะฉะนั้นจะมองเห็นว่าคนทำธุรกิจเครือข่ายเข้าใจผิดมาเยอะว่าผู้บริหารต้องเคยผ่านงานเครือข่ายมาก่อน แต่ผมมองว่าไม่จำเป็นที่สำคัญคือต้องเข้าใจถึงธุรกิจเครือข่ายมากกว่าแต่ในความรู้ลึกซึ้งในธุรกิจตัวนี้คุณไม่สามารถเข้าใจได้จนหมด แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเรียนรู้กับมันได้มากน้อยขนาดไหนและนำไปปรับใช้ว่าคุณจะทำการตลาดกับโปรดักส์ตัวนี้อย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ท่าสำเร็จแสดงว่าคุณมีความใจในหลักของการบริหารธุรกิจ แต่ท่าไม่ประสบความสำเร็จนั้นมีหลายปัจจัยแต่ปัจจัยหลักๆ ที่คนส่วนใหญ่มักพลาดตกม้าตายกันนั้น คือมีความรู้ด้านธุรกิจเครือข่ายจริง แต่กับบริหารธุรกิจไม่เป็นมองกลยุทธ์การตลาดไม่ขาดก็เลยไม่พบความสำเร็จ แต่ในจุดนี้ของบริษัท มิลค์กี้เวย์ บอกได้เลยว่าเราเข้าใจมันทั้งหมด ตรงนี้เรากล้าพูดได้เลยว่า เพราะผมมองว่าธุรกิจตัวนี้เป็นเพรียงแค่โปรดักส์หนึ่งเท่านั้น"


เพราะเหตุใดจึงไม่นำตลาดแบบ Single และเป็น Mass Product มาใช้ในส่วนของบริษัทนี้


การทำตลาดแบบซิงเกิ้ล กับการทำตลาดแบบเครือข่ายนั้นสุดท้ายจุดหมายสำคัญก็อยู่ที่จุดเดียวกันนั่นก็คือตัวผู้บริโภคนั่นเอง เพียงแต่ว่าจะเข้าหาตัวผู้บริโภคด้วยกลยุทธ์ไหนเพียงเท่านั้นเอง สุดท้ายแบบตลาดซิงเกิ้ลกับตลาดแบบเครือข่ายนั้น ผู้ประบริหารหรือนักการของทั้งสองฝั่งจะทำอย่างไรให้สินค้าของเรานั้นเข้าถึงมือผู้บริโภคให้ได้เร็วที่สุดและมีคุณภาพที่สุดเพียงเท่านั้นเอง และมันคือการสร้างโอกาสทางรายได้ให้คนนั้นตลาดซิงเกิ้ลก็ทำได้น้อยกว่าแต่กลับกันธุรกิจเครือสามารถทำรายได้ให้คนธรรมดาที่มุ่งหวังในรายได้และมอบสิ่งที่ดีให้แก่ผู้อื่น สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำนั่นเอง


ท่านประธานสุมิตรมั่นไม่หวั่น AEC


ตรงนี้ต้องกล่าวก่อนตัวผมนั้นมีประสบการณ์ในการส่งออกสินค้าเป็นอย่างดี เพราะผมทำธุรกิจด้านนี้มาทั้งชีวิตตั้งแต่ทำงานมา แต่ในส่วนนี้จริงอยู่ที่มันยังไม่เกิดแต่ในตัวผมนั้นเคยผ่านประสบการณ์สนามพวกนี้มาเยอะมากแล้วไม่ว่าจะเป็น AFTA หรือ อื่นๆ อีกมากมายผมว่าทางมิลย์กี้ เวย์ คงไม่ต้องทำอะไรมากมายเพราะปัจจุบันทางผมก็ทำอยู่แล้วเป็นชีวิตประจำวันกับการค้าระหว่างประเทศผมมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก เพราะมีเพรียงเรื่องการขนส่ง เรื่องของภาษี เรื่องของการส่งเสริมเท่านั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถว่าคุณจะไปหาผลประโยชน์จากส่วนนี้ได้มากแค่ไหน ผมขอบอกว่าคนจะทำตลาดส่งออกทำไมจะต้องมานั่งรอเรื่องนี้ เรื่องพวกนี้คุณต้องช่วยตัวเองก่อนต่อให้เขาช่วยคุณจนสุดความสามารถแต่ท่าคุณไม่มีองค์ความรู้ในการทำให้องค์กรคุณพร้อมในการส่งออกไปต่างประเทศและไม่เข้าใจวัฒนธรรมของแต่ละประเทศคุณก็ไม่มีความสามารถในการทำให้มันประสบความสำเร็จได้


กังวัลไหมครับที่ผู้ลงทุนต่างประเทศจะมาตีตลาดเราได้


ผมอยากจะบอกว่าปัจจุบันนี้ก็มีอยู่แล้ว แล้วถามว่าเขาเข้ามาในรูปแบบไหน คนที่เข้ามาลงทุนจริงสร้างแบรนด์จริงมีเพียงไม่กี่บริษัทนอกนั้นก็มาแบบฉาบฉวยซึ่งเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตลาดต่างประเทศนั้นจะได้เปรียบอยู่ หนึ่ง คือแบรนด์ อิมเมจ แต่ว่าเขาจะมาหาผลประโยชน์ในเมืองไทยเรานั้นได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการบริหารของแต่ผมมองว่าอย่างไรก็ตามคนไทยก็จะได้สิทธิ์มากกว่า สรุปก็คือต้องต่อสู้ด้วยกำลังและปัจจัยในการต่อสู้กันเพื่อโหมกระแส


เครื่องมือทางการตลาดที่จะใช้เป็นอาวุธแก่ทางสมาชิกของมิลย์กี้ เวย์


เราใช้ปัจจัยทางราคาตามท้องตลาดมาเป็นเครื่องมือช่วยโดยให้สุขภาพที่ในราคาที่เหมาะ โดนไม่อัพราคาเยอะเกินจริงอย่างที่เจ้าอื่นๆ มักจะใช้กัน เรากำหนดราคาที่เหมาะสมและมอบสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้บริโภคโดยประโยชน์จากสินค้าเรานั้นก็ไม่แพ้แบรนด์ดังๆ ที่ขายราคาแพงเลยแม้แต่นิดเดียว ส่วนที่สองคือแผนการจ่ายผลตอบแทนคือของเราจะไม่ทำกลไกลไม่ให้ยากและเข้าใจง่ายทำจริงได้จริงไม่มีหมกเม็ดทั้งสิ้น และทางเราจะไม่ใช้โปรโมชั่นในการลดสินค้าแถมสินค้ามาเป็นตัวกระตุ้นอย่างที่ค่ายอื่นๆ นั้นใช้กันเป็นประจำ ทางเราจะทำทุกวิถีเพื่อให้ทางสมาชิกได้รับสิทธิ์ประโยชน์อย่างเต็มที่เพราะผมมองว่าหากทีมงานอยู่ไม่ได้แล้วบริษัทจะอยู่ได้อย่างไรเราเล็งเห็นถึงจุดนี้เป็นมากที่สุด แ ละเราใช้สื่อทุกสื่ออย่างแน่นอนแต่ขึ้นอยู่แต่โอกาส


ถามท่านประธานถึงความยากง่ายในการบริหารธุรกิจเครือข่ายกับธุรกิจทั่วตรงนี้อยากทราบว่ามีความยากง่ายต่างกันไหมครับ


ทุกธุรกิจที่เราเข้ามาทำเราต้องเข้าใจถึงสินค้าก่อนเป็นอันดับแรก สินค้าก็คือ P ที่ Product พอเราเข้าใจสินค้าของเรา เราก็จะสามารถต่อยอดไปถึงหลัก 5 P ได้คือ 1. Product 2. Potential market 3. Point in Time 4. Plan 5. Promotion ซึ่งวันนี้ผมเข้ามาเพื่อปรับใน P1 และต่อยอดไปถึงขั้นตอนอื่น ซึ่งก็ไม่ยากสำหรับตัวผมเลย และจริงๆ แล้วคอนเซ๊ป ของผมจะต่างจากบริษัทอื่นๆ ค่อนข้างเยอะ เป้าหมายของผมคือการทำให้คนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับผมรู้สึกมีความปลอดภัย ปลอดภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงพอมีพอใช้ แต่ในความหมายนี้คุณอาจรวยจนรู้สึกปลอดภัยก็ได้ และทางมิลย์กี้ เวย์ ก็จะให้ความปลอดภัยอีกอย่างคือพอคุณประสบความสำเร็จคุณสามารถมีความปลอดภัยอีกอย่างคือมั่นใจได้ว่ามิลย์กี้ เวย์ จะอยู่คู่กับคุณก้าวเดินไปกับคุณอย่างมั่นคง เพราะอย่างงี้ทางมิลย์กี้ เวย์ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนใจร่วมธุรกิจเข้ามาร่วมกับเราอย่างมากมาย ซึ่งคอนเซ๊ปของผมไม่ใช่คอนเซ๊ปที่ขายฝันเลย


ในมุมมองของท่านประธานคิดว่าขายตรงถึงขั้น Red Ocean แล้วหรือยังครับ


ตรงนี้ผมมองว่าบางคนอาจคิดวิตกกังวลว่าขายตรงบ้านเราเข้าไปสู่จุดนั้นแล้วแต่ในความคิดผมไม่เลยแม้แต่น้อย ซึ่งตอนนี้คนลงมาทำตลาดบ้านเราเยอะมาก แต่ผมกับมองกลับกันว่าผมอยู่อย่างโดดเดี่ยวใน White Ocean ซึ่งไม่ได้มีใครมาแข่งอะไรกับผมเลย คือผมแข่งกับตัวผมเองคนเดียวคู่แข่งอยากทำอะไรทำไปเพราะอะไรถึงผมคิดแบบนี้ ต่อให้คู่แข่งประสบความสำเร็จแบบสุดยอด หรือจะล้มเหลวไม่เป็นท่ามันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจของผมทั้งนั้น แต่เวลามิลย์กี้ เวย์ ก้าวเดินไปในตลาดเครือข่ายนั้นใช่ว่าจะเดินเพียงลำพังเพียงคนเดียวแต่มิลย์กี้ เวย์ พยายามร่วมเดินไปกับค่ายอื่นๆ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันมากกว่า และที่นี่ให้ความสำคัญกับวัตณธรรมองค์กรมากเหมือนกับการบริหารธุรกิจท่าหากคุณติดกระดุมเม็ดแรกผิดเม็ดต่อๆ ไปคุณก็จะผิดตลอดและจะต้องกับมาแก้ที่จุดเริ่มต้นใหม่ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่มุ่งนำผลประโยชน์มาเป็นที่ตั้งแต่เราจะมุ่งมั่นกับคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันก่อนเพราะท่านำคนเข้าต่างอุดมการณ์เข้ามาร่วมท่าเยอะๆ เข้าในไม่ช้าก็จะทำให้องค์กรไปไม่รอด และคำพูดผมไม่ใช่คำพูดที่ฟังดูสวยหรูแต่ทำจริง คุณเคยเห็นบริษัทขายตรงร่วมจับมือกันแล้วหรือยัง เชื่อไม่เชื่อเราทำ Opp ร่วมกับบริษัทอื่นๆ ซึ่งไม่มีใครเขาทำกันซึ่งทำมาได้ 3 เดือนแล้ว เราอย่ามองว่าขายตรงเจ้าอื่นๆ คือคู่แข่งของคุณแต่คุณต้องมองให้เป็นพันธมิตรที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน อย่างเช่นตอนผมทำงานส่งออกผ้าไหมผมไม่เคยมองว่าผู้ส่งออกรายอื่นคือคู่แข่งแม้แต่น้อยอย่างน้อยใหม่เข้ามาในตลาดเราก็จะร่วมจับมือช่วยเหลือเกื้อหนุน จับมือกันให้แน่นเข้าไว้ทุกสิ่งทุกอย่างจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนผมอยากขอเล่าย้อนกับไปถึงสมัยพึ่งมี พรบ. ขายตรงออกมาส่วนแบ่งทางการตลาดนั้นอยู่ราว 65,000 ล้าน 75,000 ล้านบาท และวันนี้ผมมั่นใจว่าสถิติขายตรงมากกว่า แสนล้านไปแล้ว อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 10-15% ต่อปีขนาดปีที่น้ำท่วมก็ยังโตแต่อาจไม่โตแรงเท่าปีอื่นๆ เพราะฉะนั้นจะเกี่ยวโยงถึงกรณี Red Ocean ก็ต่อเมื่อผ่านพ้นไปซัก 20 ปี เพราะว่าการเติบโตของตลาดได้หยุดลง จะยกตัวอย่างที่เป็น Red Ocean คือประเทศญี่ปุ่นที่คน คนหนึ่งถือกรมธรรม 1-3 ฉบับ อย่างงี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤษอย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยยังห่างไกลกับจุดนี้ค่อนข้างมากแต่ตรงนี้ขึ้นอยู่กับการให้องค์ความรู้คนด้วย


มิลย์กี้ เวย์ ในตลาดซิงเกิ้ล


สินค้าที่มีตลาดซิงเกิ้ลนั้น วันนี้เราขายสินที่ถูกมากๆ ถูกกว่าตามท้องตลาดทั่วไปค่อนข้างเยอะ ซึ่งโอกาสที่เราจะเจอการตัดราคานั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่เรายุทธวิธีในการใช้ตลาดเครือข่ายซ้อนซิงเกิ้ลซึ่งสามารถนำสินค้านี้ไปวางไว้ตามที่จำหน่ายได้โดยมีส่วนต่างที่จะได้รับเข้ามาอีกครั้งหนึ่งซึ่งเหมาะสำหรับคนขายมากๆ


แผนเรื่องการขยายฐานการตลาดเป็นเช่นไรบ้างครับ


เรามีแผนอีกสามปีข้างหน้าจะขยายไปต่างประเทศ ส่วนในประเทศท่าส่วนไหนพร้อมแล้วก็จะขยายตลาดไปทันทีเพื่อกระจายความสะดวกสบายให้ได้มากที่สุด และอีกจุดหนึ่งผ่านมาสามเดือนเราเซ๊ทไปหลายที่แล้วทางภาคเหนือก็จะมีเชียงใหม่กับพิษณุโลก ส่วนภาคใต้ก็จะมีทาง หาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี ปัตตานี ภูเก็ต และพังงา ตอนนี้กำลังเล็งที่จะกะจายไปยังภาคอีสาน ส่วนตลาดต่างประเทศตอนนี้ก็กำลังจะขยายเซ็นเตอร์ไปยังประเทศลาว เขมร และเวียดนามแล้ว


ถามถึงจุดเด่น มิลย์กี้ เวย์ ทำไมถึงตอบโจทย์สำหรับผู้นำ ทำไมถึงตอบโจทย์กับผู้หาโอกาส และทำไมถึงตอบโจทย์แก่ผู้บริโภคครับ


ทุกสิ่งทุกอย่าง ทางทีมผู้บริหารมีความเข้าใจอย่างแท้จริงและมองโปรดักส์ของเราอย่างชัดเจนว่ามันคือสินค้าชนิดหนึ่งที่จะจัดการตลาดอย่างไรให้เหมาะสมที่สุดแค่นั้นยังไม่พอองค์กรของเรายังแสดงถึงความจริงใจให้เห็นว่าเรามีเป้าหมายหลักอย่างไรจะทำเพื่ออะไรบ้าง ซึ่งผมเป็นคนพูดอย่างไรทำอย่างนั้นท่าหากคุณไม่เชื่อทุกสิ่งทุกอย่างสามารถชี้วัดกันได้ด้วยเวลาและเวลาจะเป็นตัวตอบโจทย์ทั้งหมดเอง


จัดทำและเรียบเรียงโดยทีมงาน www.Thaimlmnews.com