ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสคบ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวสคบ. แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"สคบ.ทำงานช้า เพราะกำลังคนน้อย"







5482_533064510078315_1631328902_n (Mobile)

 


ถือเป็นอีกหนึ่งความคิดเห็นที่เราต้องการมากที่สุด นั่นคือความคิดเห็นจาก "จิรชัย มูลทองโร่ย" อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่มองไม่ต่างจากคนขาย ตรง ที่เห็นว่าธุรกิจขายตรงยังต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของกฎกติกา ที่จะเข้ามากำกับควบคุม ซึ่งถึง แม้ว่าจะเป็นเพียงอดีตหัวเรือของ สคบ.ก็ตาม แต่จากเวลาที่ทำงาน คลุกคลีกับขายตรง ความคิดเห็นของท่านผู้นี้ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อวงการ


นายจิรชัย มูลทองโร่ย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ว่าจากที่ผ่านมาได้มีกลุ่มบริษัทขายตรงรวมตัวกันตั้งเป็นสมาคมขายตรง อยู่ 4 สมาคม ซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นในบางเรื่องที่ต่างกัน แต่ในวัตถุประสงค์หลักไม่ต่างกัน คือ การต้องการยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทาง สคบ. ก็ได้พยายามที่จะเชิญผู้นำของทั้ง 4 สมาคม ร่วมพูดคุย หารือในเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งจะมีการเชิญรัฐมนตรีที่ดูแลธุรกิจร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหาทางออกในการยกระดับอุตสาหกรรมขายตรงไทย


โดยการหารือแนวทางการแก้ไขกฎหมายขายตรง และตั้งหน่วยงานที่จะมีหน้าที่กำกับดูแล วงการธุรกิจขายตรงถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ใกล้เข้ามา ทุกที ซึ่งถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำให้เสร็จ ซึ่งทางภาครัฐก็ได้พยายาม ประสานเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และที่ผ่านมา สคบ. ได้เร่งทำงาน เรื่องของการจัดระเบียบบริษัทขายตรง ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อไปหาบริษัทขายตรงที่มีอยู่เกือบ 900 บริษัท


การจดทะเบียนบริษัทมาตั้งแต่ปี 2545 โดยปัจจุบันมีกลุ่มบริษัท ขายตรงที่ยังดำเนินการอยู่ถึงตอนนี้มีเกือบ 400 บริษัท แต่ก็ยังมีหลาย บริษัทที่ยังทยอยเข้ามารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งที่ผ่านมา มีการ ร้องเรียนถึงการทำงานของ สคบ. ถึงความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนเปิดบริษัท


โดยเหตุของความล่าช้าในการขึ้นทะเบียนบริษัทขายตรง แบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ 1.การขอจดบริษัทใหม่ 2.บริษัทขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการของบริษัท และ 3.การเข้าขอยื่นจดสินค้าใหม่ของแต่ละ บริษัท ซึ่งในทั้ง 3 เรื่องทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พยายามหาวิธีแก้ไข และเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ก็เพราะกำลังคนที่น้อยมาก ทำให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน


อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการทำงานของ สคบ. ในเวลานี้ ทางหน่วยงานได้แบ่งการทำงานเป็น 3 ส่วน คือ 1.การขึ้นทะเบียนบริษัท 2.หน่วยติดตามเฝ้าระวัง และ 3.ฝ่ายปราบปรามการกระทำผิดของบริษัทขายตรง โดยทั้งหมดนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาการแชร์ลูกโซ่ และป้องกันบริษัทที่เอาเปรียบผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจขายตรงเป็นสีขาว และยกระดับเข้าสู่ตลาดอาเซียนได้อย่างมีศักยภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ศึกใน สคบ. วุ่นไม่เลิก สั่งย้ายคนในรับนายใหม่







ijbif7b89iaa7kb9f5eef (Mobile)

 


“จิรชัย” ทิ้งทวน นายใหญ่ สคบ. สั่งโยก “สุวิทย์ วิจิตรโสภา” หวนคืนเก้าอี้ ผอ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พร้อมดันลูกหม้อ“ฐิตินันท์ สิงหา” กลับไปนั่งตำแหน่งเดิม วงในเผยหวังสกัดหากโดนตรวจสอบย้อนหลัง ส่วน “อำพล วงศ์ศิริ” ได้ฤกษ์ เข้ารับงานใหม่ 14 ต.ค. 56 เตรียมชูนโยบาย สคบ. เพื่อประชาชน ด้าน “นพปฎล เมฆเมฆา” แบไต๋พร้อมกลับมาที่เดิม หากผู้ใหญ่หนุน ขณะที่ บก.ปคบ. ไม่น้อยหน้าเปลี่ยนหัวเรือใหม่ ตั้ง พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ กุมบังเหียน หลังดัน พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ขึ้นรอง ผบช.น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปดำรง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. แทน จิรชัย โดยก่อนที่ จิรชัย เตรียมจะย้ายไป ดำรงตำแหน่ง ใหม่นั้น ได้มี คำสั่งลงวันที่ 3 ตุลาคม 2 5 5 6 ที่ ผ่านมาให้มี การโยกย้าย ตำแหน่งภายในสคบ. หลายตำแหน่ง เช่น ให้ สุวิทย์ วิจิตรโสภา มาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิม และ ให้ย้าย ฐิตินันท์ สิงหา จากตำแหน่งหัวหน้าส่วนขายตรงและตลาด แบบตรง กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม คือ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการ สำนักกฎหมายและคดี รวมถึงยังมีคำสั่งอนุมัติให้รับพนักงานประจำ ระดับปริญญาตรี เพิ่มอีก 5 ตำแหน่งด้วย


สำหรับเหตุผลที่มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ภายใน สคบ. ครั้งนี้ ก่อนที่ เลขาฯ สคบ. คนใหม่ จะเข้ามารับตำแหน่งนั้น แหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่า มาจากอดีต เลขาฯ สคบ. กลัวว่าหลังจากที่ไปรับตำแหน่ง ใหม่ อาจจะมีการตรวจสอบย้อนหลังจากกลุ่มคนภายในที่ไม่ชอบ ตนเอง เพราะหลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. เมื่อ ปี 2555 ได้มีคำสั่งให้ย้าย สุวิทย์ วิจิตรโสภา ออกจากผู้อำนวยการ ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งถือว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน แล้ว แต่งตั้งคนสนิทขึ้นมานั่งในตำแหน่งดังกล่าวแทน แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลงานของ อดีตเลขาฯ สคบ. คนเก่ากลับไม่ค่อยเข้าตามากนัก จึงเป็น เหตุให้มีคำสั่งย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี


ขณะที่งานขายตรงที่ไม่มีความคืบหน้า เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบและปราบ ปรามบริษัทแชร์ลูกโซ่ รวมถึงการอนุมัติบริษัท ขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนที่ต้องใช้เวลา ค่อนข้างนาน ที่สำคัญในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ภายในของ สคบ. ถือว่ามีความแตกแยกเป็น อย่างมาก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


“การที่ได้ ท่านอำพล วงศ์ศิริ เข้ามานั่ง เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะ เชื่อว่าจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น โดยท่าน จะเข้ามาทำงานในวันที่ 14 ต.ค.นี้ หลังจากเพิ่ง ได้รับโปรดเกล้าฯ ไป ซึ่งทุกคนภายใน สคบ. เอง ก็ให้การยอมรับค่อนข้างดี ส่วนจะมีนโยบาย อะไรใหม่ออกมานั้น ท่านบอกให้แต่ละหน่วยงาน ไปดูโครงสร้างมาก่อน อย่างนโยบายของท่าน อำพล ท่านต้องการจะให้ สคบ. เป็นที่พึ่งของ ผู้บริโภคอย่างแท้จริง” แหล่งข่าววงใน กล่าว


ด้าน นพปฎล เมฆเมฆา ผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่าหลังจากที่ถูกโยกให้มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ ราชการฯ ก็มีความสุขกับงานดี ส่วนที่มีกระแส- ข่าวที่ว่า มีคนใน สคบ. ต้องการให้ตนกลับไปนั้น ซึ่งส่วนตัวก็อยากกลับไป เพราะถือเป็นงานที่มี ความถนัดอยู่แล้ว ส่วนในอนาคตจะกลับไป ทำงานที่ สคบ. หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับโอกาส และ การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา


ขณะที่กองบังคับการปราบปรามการ- กระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้มีการเปลี่ยนแปลงนายใหญ่เช่นกัน โดยได้ แต่งตั้ง พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโยก พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาดำรง ตำแหน่งแทน


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครม. เด้งฟ้าผ่า “จิรชัย” “อำพล” ข้ามห้วยนั่ง เลขาฯ สคบ. แทน







news_img_368040_1 (Mobile)

 


เด้งฟ้าผ่า ครม. มีมติสั่งย้าย จิรชัย มูลทองโร่ย เลขา ฯสคบ. เข้ากรุไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ดัน “อำพล วงศ์ศิริ” บินข้ามห้วยจาก ก.ยุติธรรม นั่งเก้าอี้เลขาฯ สคบ. แทน ด้าน จิรชัย น้อมรับคำสั่ง พร้อมทำงานทุกที่ ชี้จับตาภาพใหม่ สคบ. หลังได้นายใหม่ ขณะที่วงในเผยอาจมาจากอดีตนายใหญ่ถูกเด้ง เหตุเกิดแบ่งฝ่ายใน สคบ. หลังกลุ่มอำนาจเก่าต้องการให้เปลี่ยนหัวเรือใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เห็นชอบให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปเป็นผู้ตรวจ ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงยุติธรรม เป็น เลขาฯ สคบ. แทน โดยคำสั่งแต่งตั้ง ดังกล่าวให้เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที สำหรับ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ที่บินข้ามห้วยมานั่งเก้าอี้นายใหญ่ สคบ. แทน จิรชัย ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสนิทกับอดีตนักการเมือง ท่านหนึ่งภายในรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากทางกลุ่มนักการเมือง ที่มีบทบาทอย่างมากในการแต่งตั้งและโยกย้ายทั้งข้าราชการการเมือง และ ข้าราชการประจำ อีกทั้งก่อนหน้านี้ชื่อของ อำพล ก็เคยถูกเสนอชื่อให้ เข้ามานั่งในตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. มาแล้ว แต่เนื่องจากมีคนในฝั่งรัฐบาล ได้เสนอชื่อ จิรชัย ก่อน จึงทำให้ต้องรอไปก่อน ก่อนที่ ครม. จะมีมติให้ เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว


ด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย ที่ปัจจุบันกลายเป็นอดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปแล้ว เปิดใจกับ ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนพอทราบข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนแล้วประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนตัวยินดีน้อมรับกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตนเป็นข้าราชการ ถ้าหากนายมีคำสั่งให้ไปก็ต้องไป และถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ เปลี่ยนงานใหม่ ส่วนโครงการต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ ต้องรอดู เลขาฯ สคบ. คนใหม่ว่า จะมีนโยบายออกมาอย่างไร


“ขณะนี้ผมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในตำแหน่งใหม่แล้ว คาดว่าจะเข้าไปเริ่มงานใหม่ภายในวันที่ 6-7 ตุลาคมนี้ ซึ่ง การเปลี่ยนงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้เปลี่ยนลุค ของ สคบ. ใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหนนั้น ก็คงต้องคอยติดตาม กันต่อไป ส่วนตัวอยากเห็น สคบ. มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่พึ่งของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง”


ส่วนในอนาคตอยากเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ หรือประธาน ที่ปรึกษาให้กับบริษัทขายตรงหรือไม่นั้น จิรชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบ ไม่ได้ เพราะยังเร็วเกินไป และยังไม่มีใครติดต่อเข้ามาแต่หากติดต่อเข้ามาก็คงต้องมาพิจารณาดูว่า ตนสามารถช่วยงานเขาได้มากน้อยแค่ไหน และ ต้องดูอีกว่าหน้าที่ใหม่ที่รับผิดชอบสามารถ ทำได้หรือไม่


แหล่งข่าววงในสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ปมการ สั่งย้าย เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ มาจากหลาย ปัจจัย อาทิ ปัญหาภายใน สคบ. เอง ซึ่ง ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่เป็นคนของ อดีตรอง เลขาฯ สคบ. ที่เคยเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนายคน ใหม่


รวมไปถึงในช่วงที่ จิรชัย เข้ามารับ ตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ผลงานก็ยังดูไม่ค่อย เข้าตาคนในรัฐบาลเท่าที่ควร ประกอบกับ ภาพลักษณ์ของ จิรชัย ที่ผ่านมา ยังถูกมองว่า มีความสนิทสนมกับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง มากเป็นพิเศษ ทำให้ถูกมองว่าไม่มีความเป็น กลาง รวมถึงพักหลังได้มีผู้ประกอบการขายตรง ไปร้องเรียนยังศาลปกครองเกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ไม่เป็นธรรมของ จิรชัย จึงทำให้มีคำสั่ง โยกไปเป็นผู้ตรวจราชการฯ แทน


สำหรับ จิรชัย มูลทองโร่ย เข้ามารับ ตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา หลังจาก นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาฯ สคบ. ได้ลาออก ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยโครงการที่สร้างชื่อในยุคของ เลขาฯ สคบ. จิรชัย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขับเคลื่อนโครงการไปข้างหน้า อาทิ โครงการ ตราสัญลักษณ์ สคบ. และโครงการจัดทำ ฐานข้อมูลสินค้าด้วยรหัสสากล หรือ GS1 เป็นต้น


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ผ่าแนวคิดตั้งสำนักงานเร่งสร้างขายตรงยุคใหม่ ผ่านสมอง พิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการ TDNA







555 (Mobile)


ในเชิงปริมาณสามารถสะท้อนคุณภาพได้ชัดเจน และแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความกับ ผลงาน ของสมาคมที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปีจากปริมาณคือ ธุรกิจขายตรงมีบริษัทประกอบกิจการมากถึง 450 บริษัท แต่มีบริษัทเพียง 50 แห่งเท่านั้น เข้าสังกัดเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงทั้ง 3 สมาคมเมื่อนำปริมาณเพียง 50 บริษัทไปเชื่อมต่อ คุณภาพ ย่อมเข้าใจได้ทะลุว่า สมาคมทั้ง 3 แห่งที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปี ไร้ผลงานในระดับ โดยรวม จึงขาดพลังดึงดูดให้บริษัทขายตรงจำนวนมากไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิก


สิ่งนี้จึงทำให้เกิดสมาคมที่ 4 ขึ้น ชื่อ สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งมี พิศิษฐ์ แทนทิว นั่งเป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก


พิศิษฐ์ บอกว่า เขาจะขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ด้วยเนื้องานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพของสังคมขายตรง นั่นเท่ากับจะทำให้มีสมาชิกมากขึ้น


งานที่เป็นจุดขายของสมาคมน้องใหม่ในระยะเริ่มต้นคือ การผลักดันให้เกิด สำนักงานขายตรง มาเป็นแกนกลางการทำงานแทนที่งานระดับธุรการที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) แบกรับมานานกว่า 10 ปี


พิศิษฐ์ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตมาจากนักธุรกิจขายตรง แต่เขาผ่านประสบการณ์จากงานข่าวขายตรง จนเป็นที่ยอมรับ แล้วได้เป็นบอร์ดขายตรงและมาเป็นมันสมองของสมาคม TDNA


เขาถ่ายทอดแนวคิดการผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง อย่างเป็นระบบ ลุ่มลึก ใน สัมภาษณ์พิเศษ ซึ่งมีรายละเอียดตามที่นำเสนอนี้


สร้างขายตรงยุคใหม่


ธุรกิจขายตรงนับตั้งแต่ปี 2545 ที่เริ่มมีกฎหมายนั้น ผู้ประกอบการขายตรงต้องไปยื่นขออนุญาตจาก สคบ.ก่อนจึงจะประกอบธุรกิจขายตรงได้ ถึงแม้จดทะเบียนตั้งบริษัท และมีสินค้าทุกอย่างแล้วก็ตาม ก็ยังประกอบธุรกิจขายตรงไม่ได้ แต่ต้องไปยื่นเอกสาร หลักฐาน แผนการตลาดที่ สคบ.ก่อน เพื่อให้ สคบ.ตรวจสอบว่า เป็นธุรกิจที่มีโครงสร้าง แผนงานถูกกฎหมายหรือไม่ แล้ว สคบ.จะออกใบอนุญาตมา จึงจะไปทำขายตรงได้ บริษัทที่ผ่านการพิจารณาแล้วจนถึงปัจจุบันเกือบ 900 บริษัท แต่ทำจริงๆ เชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 450 บริษัท เพราะล้มหาย เลิกกิจการไปก็มีมาก


บริษัทธุรกิจทั้งหมดนี้ มีสมาคมอยู่เพียง 3 สมาคม สมาคมแรกคือ สมาคมการขายตรงไทย มีสมาชิกเพียง 30 กว่าบริษัท ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมจึงมีสมาชิกแค่ 30 กว่า แล้วอีก 800 กว่าไปอยู่ไหนจึงไม่เข้าสมาคมด้วย


สมาคมที่สอง เปิดมา 10 ปีมีบทบาทน้อยมาก คือ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และสมาคมที่สามคือ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย


พอเป็นแบบนี้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเป็นนักข่าวและคอลัมนิสต์คนแรกที่ไปเจาะลึกข่าวขายตรงมาตั้งแต่ปี 2540 และปี 2541 มาเป็นบรรณาธิการข่าวสยามธุรกิจดูแลเซ็กชั่นขายตรง จึงนำเสนอข่าวสารที่ไม่มีใครทำมาก่อน เพราะผมเป็นคอลัมนิสต์ที่คนในวงการขายตรงรู้จักและเขียนในเชิงคนทำข่าวจริงๆ ไม่ใช่เขียนข่าวประชาสัมพันธ์


ผมได้เห็น ได้รู้จักธุรกิจขายตรงในทุกมิติ ทั้งผู้ประกอบการ ทั้งสมาชิก และพวกทำ มันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ มันจึงทำให้มีเนื้อหาเข้มข้นมากในการเขียนข่าว จากนั้นจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นบอร์ดขายตรง เพราะเป็นนักข่าวคนเดียวที่รู้เรื่องนี้ลึกทั้งวงการ


ผมเห็นธุรกิจขายตรงทุกมิติ ทั้งด้านดี ด้านบวก ด้านลบ ด้านพลิกแพลง ด้านเจ้าเล่ห์ ด้านตั้งเป็นแก๊งอิทธิพล กลุ่มอิทธิพลทางธุรกิจ และการทำของสมาคมแต่ละสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมา ผมเห็นการเคลื่อนไหวของเขาทั้งหมดว่า เขาเดิน เขาเล่นเกมอย่างไร สมาคมแต่ละกลุ่มพยายามจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ภาครัฐอย่างไร จึงทำให้เกิดคำถามในใจมาตลอดว่า ข้อมูลที่นำเสนอผ่านกลุ่มขายตรงต่างๆ นั้น มันไม่ใช่ข้อมูลที่ตรงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ข้อมูลมูลค่าตลาดขายตรง ข้อมูลผู้ประกอบการ หรือข้อมูลต่างๆ นั้น เพราะมันเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า กลุ่มใครกลุ่มมัน จึงกลายเป็นที่มาสำคัญทำให้ผมมา วางแนวทางสมาคม ในปัจจุบัน


สาเหตุใดจึงตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เป็นสมาคมที่ 4 ขึ้น ทั้งๆ ที่มี 3 สมาคมแล้ว ก่อนอื่นต้องตอบผมด้วยว่า 3 สมาคมที่ทำขึ้นมานั้น คุณเข้ามารับใช้ สังคมขายตรง แค่ไหน บริษัทขายตรงที่ประกอบการมีไม่ต่ำกว่า 450 ทำไมจึงเป็นสมาชิกทั้ง 3 สมาคมนั้นประมาณ 50 บริษัทแค่นั้น


คำถามมีว่า ทำไมสมาคมต่างๆ ทั้ง 3 แห่งที่เปิดมา 10-20 กว่าปี แต่มีสมาชิกรวมกันประมาณ 50 บริษัทเท่านั้น ส่วน TDNA เพิ่งตั้งมาเมื่อปลายปี 2555 และเริ่มต้นทำงานเป็นจริงเป็นจังช่วงต้นปี 2556 นั้น วันนี้มีสมาชิกแล้ว 25 แต่ถ้ารวมผู้สนใจกำลังเตรียมการสมัครสมาชิกอยู่รวมทั้งหมด 80 เงื่อนไขเป็นสมาชิก คือ หนึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และประกอบธุรกิจอยู่ สองไม่เคยมีประวัติทำธุรกิจที่เสียหายตามกฎหมาย รวมทั้งต้องได้ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้งครองผู้บริโภค (สคบ.) ในการทำธุรกิจขายตรง สรุปคือ หากเป็นบริษัทผ่านการตรวจสอบจาก สคบ. แล้วต้องเป็นบริษัทดำเนินกิจการที่ดีอยู่แล้ว


เป้าหมายตั้งสมาคมที่ 4 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดการพัฒนาในวงการธุรกิจขายตรง ให้เป็นธุรกิจที่สำคัญและสามารถพัฒนาประเทศได้ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ รวมทั้งทำให้ทุกคนเข้าใจธุรกิจขายตรงทั้งวงการว่า เป็นอาชีพสุจริต


การพัฒนายกระดับธุรกิจขายตรงนั้น สมาคมมีโครงการใหญ่ 2 โครงการที่จะขับเคลื่อน คือ แก้กฎหมายครั้งใหญ่ และทำวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สองสิ่งนี้เป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้สมาคมเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญของวงการขายตรงนี่คือ เป้าหมายเบื้องต้นของสมาคม


ก่อเกิดบนฐาน ความแตกต่าง


สมาคมที่ 4 จะแตกต่างจาก 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วคือ ทั้ง 3 สมาคมที่มีแล้วก่อตั้งและบริหารโดยคนขายตรงล้วนๆ แต่ผลงานที่ทำ มันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ทั้งวงการ ส่วนใหญ่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ตัวเองมีสมาคม และใช้สมาคมในการประสานงานกับภาครัฐและสังคมเป็นหลัก แต่ไม่ใช้สมาคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมสิ่งใหม่ๆ ที่สำคัญขึ้นมาในวงการขายตรง


สมาคมที่ 4 ที่ตั้งขึ้นมานี้ จะคำนึ่งถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงคุยกันอยู่แค่ไม่กี่สิบบริษัท แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแค่ไม่กี่สิบบริษัท แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น มันจะเป็นผลดีมหาศาลกับคนทุกคนในวงการขายตรงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


มีคนถามเหมือนกันว่า มีสมาคมอยู่ 3 สมาคมแล้วจะตั้งอีกทำไม ผมจึงขอถามกลับไปว่า มีอยู่ 3 สมาคมแล้วทำอะไรกันอยู่บ้าง (เน้นเสียงและมีสีหน้าจริงจัง) ทำไมอีกหลายๆ อย่างคุณและเขาจึงไม่ทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งสมาคมที่ 4 ขึ้นมา เพราะภารกิจที่จะมาช่วยกันพัฒนาวงการขายตรงยังมีอีกเยอะมากเลย


สิ่งที่สมาคม TDNA แตกต่างจาก 3 สมาคมนั้น มีอยู่มากมายเลย หนึ่งคนที่มาขับเคลื่อน มาก่อตั้ง มาวางแผนทำงานสมาคม โดยมีผมเป็นเลขาธิการสมาคม ทำหน้าที่เหมือน เสนาธิการ วางแผน วางยุทธศาสตร์ทั้งหมดว่า สมาคมจะเดินไปอย่างไร โดยมีพี่นิโรธ (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นนายกสมาคม ซึ่งมาจากข้าราชการที่เป็นนักกฎหมาย เคยกำกับดูแลกฎหมายขายตรงในฐานะเป็นเลขา สคบ. มาตั้งแต่แรกที่มีก.ม.ขายตรงใหม่ จนเกษียณ แล้วมาเป็นนายกสมาคม


ผมโดยอาชีพการทำงานมา ไม่ใช่คนขายตรง แต่เติบโตมาจากคนทำหนังสือพิมพ์ มาทำข่าว เป็นคอลัมนิสต์ และมาเป็นบรรณาธิการข่าวที่สยามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และเป็นคนแรกที่เจาะลึกข่าวในประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเขียนคอลัมน์ในเชิงตีแผ่ในสิ่งที่ดีและไม่ดีต่างๆ ในวงการขายตรง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างชัดเจน


ความแตกต่างของสมาคมที่ 4 มีความชัดเจนคือ บุคลากรที่มาผลักดันและขับเคลื่อนสมาคมนั้น มาจากคนที่เข้าใจธุรกิจขายตรงหลายมิติ ไม่ได้เป็นคนที่มาในฐานะทำธุรกิจอย่างเดียว หรือคำนึงเฉพาะผลประโยชน์ แม้ในปัจจุบันผมจะมีฐานะเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัท นีโอ ไลฟ์ และเหมือนเป็นคนทำธุรกิจขายตรง แต่แบ็กกราวด์ของผมก็มาจากมิติอื่น และเป็นมิติอื่นที่ผ่านความลุ่มลึกในเรื่องขายตรงมาทุกแง่มุม นี่คือสิ่งสำคัญ (เน้นเสียง)ผมขอย้ำว่า นี่คือจุดสำคัญที่สมาคมอื่นไม่มีบุคลากรแบบนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของสมาคมที่ออกมามันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสมาคมอื่น และทำให้เราไม่เหมือนกับสมาคมอื่น เพราะเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนในการทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจขายตรงและเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศขึ้น


ผลักดันตั้ง สำนักงานขายตรง


ทุกวันนี้การขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ไม่ได้เคลื่อนด้วยความโดดเดี่ยว เพราะผมมีวิธีสร้างสมาคมโดยไม่เน้นความโดดเดี่ยว ผมมีความคิด มีแนวทางมาก่อนที่ยังไม่ได้ทำสมาคมด้วยซ้ำ เรามีพันธมิตรที่มาร่วมคือ สคบ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ศูนย์อาเซียนซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมการค้ากวางตุ้งภายใต้การกำกับของรัฐบาลจีน


3 หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคม TDNA แล้วรวมกับ นสพ.สยามธุรกิจและสยามธุรกิจ แชนแนล (สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) ที่เป็นผู้สนับสนุน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านคือ แก้ ก.ม.และทำวิจัยธุรกิจขายตรง มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนให้สมาคมเป็นสมาคมหลัก เป็นสมาคมใหญ่สุดของธุรกิจขายตรง และเป็นสมาคมที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการขายตรงไทยภายใต้แนวคิด รวมพลังสร้างขายตรงยุคใหม่ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมที่ต้องการเดินไปข้างหน้า


ยุทธศาสตร์การสร้างขายตรงยุคใหม่คือ การเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจขายตรงคือ การเสนอแก้ ก.ม.ในหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การเสนอให้ตั้งสำนักงานกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นมาเฉพาะ ในปัจจุบันนี้การกำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นอยู่กับ สคบ.ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 6 คนที่มาดูแลขายตรง แต่ สคบ.ทั้งสำนักงานมีงบประมาณมาดูแลคนทั้งประเทศ 65 ล้านคน เพียง 200 ล้านบาทเศษๆ โดยในจำนวนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 6 คนมาดูแล กำกับธุรกิจขายตรง


ถามว่า ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดนับแสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศต้องใช้คนเพียงเท่านี้ดูแลพอหรือไม่ (เน้นเสียง) แน่นอนมันไม่พอ ดังนั้นเป้าหมายของเราคือ เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม. แล้วตั้ง สำนักงาน ให้ได้ การไปเสนอรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะให้เกิดได้รวดเร็ว ทันทีได้


สำนักงานขายตรงจะเกิดประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจได้ เพราะจะมีกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อคอยดูแล กำกับ ให้ความรู้กับธุรกิจขายตรงอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ต่อสังคมและผู้ประกอบการได้อยู่ภายใต้กรอบก.ม.อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มียอดขายมากๆ แต่บริษัทเล็กกลับไม่ได้รับการดูแล สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ


สิ่งสำคัญเหล่านี้ เมื่อตั้งสำนักงานขึ้นมาดูแลเฉพาะจะทำให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับงาน มีเพียง 6 คนแค่รับเรื่องการจดทะเบียน สคบ.ก็ล้นมือ ดังนั้นการตรวจสอบผู้ประกอบการด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อไม่มีสำนักงานเฉพาะจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดผู้ประกอบการมาแอบแฝงดำเนินธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ จนทำให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมเสื่อมเสีย นอกจากนี้ ถ้าเจ้าหน้าที่น้อยยังมีผลกระทบต่อการจัดมาตรฐานให้ผู้ประกอบการได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งสามารถสนองต่อประชาชนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของบริษัทต่างๆ ได้


แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทัน แค่ตรวจเอกสารอย่างเดียวก็ทำงานไม่ทันแล้ว ดังนั้นการจะไปกำกับ ดูแล ส่งเสริม เลิกพูดเลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี มันทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงว่า ปล่อยให้ทำธุรกิจกันไป ถ้ามีการร้องเรียนกันมา มีเวลาก็ไปดูอะไรประมาณนี้ มันเหมือนว่า ทำไปตามมีตามเกิดนะ


อย่าลืมนะครับ ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทนั้น เรากำลังให้ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้ ก.ม.ในอนาคต ในทุกวันนี้มูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรงยังไม่มีข้อมูลที่เกิดจากการรวบรวมให้ชัดเจน


ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงต้องลงมาจับเรื่องการวิจัย และใช้งบประมาณจ้างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.6 ล้านบาท มาทำวิจัยเรื่องขายตรงโดยเฉพาะและใช้งบประมาณมากที่สุด ใหญ่ที่สุดของวงการขายตรง ให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกมิติ และวันที่ 3 มิ.ย.จะลงนามในสัญญาจ้างกัน โดยใช้เวลาศึกษา 6 เดือน เสร็จภายในปลายปี 2556


คำถามคือ ทำไมต้องไปทำงานวิจัยเพราะว่า การผลักดันให้ตั้งสำนักงานนั้นต้องผ่านการแก้ ก.ม.ของคณะรัฐมนตรี ของสภา หากไม่เข้าใจจะทำให้ล้มเหลวได้ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสำนักงานที่จะตั้งที่จะมีประโยชน์ต่อการช่วยระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้เข้าใจระบบธุรกิจขายตรง มองเห็นความสำคัญชัดเจน นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของเราที่สมาคมกำลังทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจขายตรงและสังคมส่วนใหญ่ เนื่องขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาทมันช่วยให้หนุนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ สมมติว่า หยุดตลาดขายตรงไปเลย มูลค่าหายไปเป็นแสนล้าน คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีเงินเลย มันเกิดอะไรขึ้น คนตกงานมหาศาล รัฐบาลต้องเข้ามารับรองคนเหล่านนี้ นี่จึงต้องแก้ ก.ม.เพื่อตั้งสำนักงานขึ้น


การไปแก้ ก.ม.และเสนอตั้งสำนักงาน ถ้าไม่มีข้อมูลประกอบที่รอบด้านชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมาแล้ว การไปผลักดันให้เกิดการแก้ ก.ม.ของสภา หรือผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะไม่เป็นผล สิ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการทำวิจัย แล้วนำเสนองานวิจัยต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. วุฒิสมาชิก เพื่อผลักดันให้เกิด


การเสนอแก้ ก.ม.ไม่ใช่ทำตามขั้นตอนด้วย การจัดร่าง ก.ม. เสนอ สคบ. เสนอครม.ให้พิจารณา แล้วเข้าสภา มันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นการพูดแบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่เรากำลังทำทั้งกระบวนการ


ถามว่าสิ่งเหล่านี้ คือ การทำทั้งกระบวนการเพื่อผลักดันให้ตั้งสำนักงานอย่างจริงจังนั้น เคยมีใครทำหรือไม่ ไม่เคย ถามว่าเคยมีคนพูดหรือไม่ว่าอยากได้สำนักงาน เคยมี แต่ไม่มีใครทำ และยุทธศาสตร์ในการทำก็ไม่เคยมี แต่สิ่งที่สมาคม TDNA ที่ผมกำลังวางแผนทำอยู่นี้ มันจะไปเป็นกระบวนการ ดังนั้น การเกิดของสมาคมนี้ จะไม่มีเหมือนสมาคมอื่นๆ ที่มีมาแล้วแน่นอน


ด้วยวิธีการนี้ จะทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ไม่สามารถแอบแฝงในธุรกิจขายตรงนี้ ขายตรงจะมีศักดิ์ศรีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น มีมาตรฐานจริงๆ นี่เป็นการสร้างขายตรงยุคใหม่ แบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่และสำคัญ












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

สคบ.ดัน2นโยบายเร่งด่วนปลุกเครือข่าย! เสริมศักยภาพด้วยGS1/คุมเข้มโฆษณาผ่านสื่อ







Capture (Mobile)


สคบ. เตรียมยกเครื่องบริษัทขายตรงเมืองไทย...เข็น 2 นโยบายเร่งด่วน การใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 - คุมเข้มโฆษณาผ่านสื่อ หวังเพิ่มศักยภาพขายตรงสู่ตลาดสากลพร้อมประกาศขอความร่วมมือ 380 บริษัทที่ดำเนินการอยู่สนองรับนโยบาย ชี้!วันนี้โฆษณาสินค้าขายตรงผ่านสื่อต่างๆ ผู้บริโภคร้องเรียนมากที่สุด...ด้าน เหล่าผู้ประกอบการขายตรง บางรายขานรับนโยบายสคบ. พร้อมเชื่อจะส่งผลดีทั้งตัวผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างแน่นอน พร้อมแนะหากมีรหัสตัวแทนจำหน่ายด้วยถือเป็นเรื่องดี


หากพูดถึงรหัสมาตรฐานสากล GS1 ณ เวลานี้ เรียกได้ว่าเริ่มที่จะมีกระแสเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะใน ธุรกิจขายตรง ที่สำคัญ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วนที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กำลังเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั่นเอง!!


...ล่าสุดทางด้าน สคบ. ก็ได้มีการจัดประชุมสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการโฆษณาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าเพื่อรองรับ GS1 โดยงานนี้มีทั้งในส่วนของสถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) ที่มาให้ความรู้ในเรื่องการใช้รหัสสากล GS1 รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงมาร่วมรับฟังถึงเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย


สคบ.เร่งนโยบาย 2 เรื่อง


มุ่งสร้างมาตรฐานเครือข่าย


...ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญอย่างมากทีเดียวสำหรับ ธุรกิจขายตรง ที่จะต้องมีการเร่งสร้างมาตรฐานของธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจโดยเร็ว และด้วยเหตุนี้เอง ส่งผลให้ทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เอง ก็ได้มีการเร่งขับเคลื่อนนโยบายออกมาเพื่อหวังที่จะยกระดับขีดความสามารถของ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง สู่มาตรฐานสากล


โดยงานนี้ทางด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้เผยถึงนโยบายที่จะเร่งดำเนินการนับจากนี้ว่า เรื่องที่ 1 สคบ. จะจัดทำฐานข้อมูลในเรื่องของสินค้า นั่นก็คือ การใช้รหัสสากล GS1 โดยจะเป็นการเน้นในส่วนของภาคธุรกิจขายตรงก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณเกือบ 1,000 บริษัท ที่เปิดธุรกิจขายตรง โดยพบว่า มีที่แจ้งกับทางสคบ.ว่ายังคงดำเนินการอยู่เพียง 380 บริษัทเท่านั้น โดยในจำนวนบริษัทเหล่านี้ ทางสคบ. จะเร่งดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลก่อนเพื่อเป็นการนำร่อง พร้อมกับการขอความร่วมมือกับทาง 4 สมาคมขายตรงในการดำเนินการกับเรื่องนี้ด้วย


ส่วนเรื่องที่ 2 เกี่ยวกับการโฆษณาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทางผู้บริโภคเอง ได้มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบมากที่สุด โดยเฉพาะการโฆษณาของธุรกิจขายตรง ที่ใช้ข้อความไม่เหมาะสม พร้อมมีการโอ้อวดสรรพคุณในเรื่องของสินค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทางสคบ. จะเร่งดำเนินการจัดระเบียบตรงนี้ โดยส่วนใหญ่จะสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น


สำหรับรหัส GS1 นั้น มองว่าสิ่งที่ถือว่าเป็นประโยชน์ที่จะได้รับคือ 1. ภาครัฐสามารถติดตามได้สะดวก 2. การออกไปต่างประเทศบอกถึงความก้าวหน้า ความโปร่งใส รวมถึงป้องกันการลอกเลียนแบบ ส่วนประโยชน์ของ


ผู้บริโภคที่จะได้รับ คือ จะได้ทราบถึงความชัดเจน และสามารถร้องเรียนได้หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง


GS1 รหัสมาตรฐานสากล


ตัวเลขเชื่อมโยงพรมแดนธุรกิจ


เช่นเดียวกับทางด้าน นายประวิทย์ โชติปรายนกุล ผู้อำนวยการ สถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) ก็ได้เผยถึงการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 ว่า รหัสมาตรฐานดังกล่าวหากนำมาใช้ในธุรกิจขายตรงแล้ว จะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากทีเดียว โดยจะเป็นการลดความผิดพลาดในส่วนของสินค้า สามารถตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้


วันนี้ต้องบอกว่า การที่ ทางสคบ. ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าเพื่อรองรับตลาดอาเซียนกับการใช้รหัส GS1 นั้น ขณะนี้พบว่าในธุรกิจขายตรงยังมีจำนวนที่น้อยมากที่ใช้รหัสดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันนี้ บาร์โค้ดที่อยู่ในประเทศไทยนั้น มีอยู่หลาย 10 ล้านเลขหมายด้วยกัน โดยในประเทศไทยจะมีรหัสที่ขึ้นต้นด้วย 885 นั่นเอง


นายประวิทย์ กล่าวเสริมอีกว่า การเปิดเสรีทางการค้าหรือตลาดเออีซีนั้น ถือว่าค่อนข้างเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก ในการที่จะสื่อสาร สร้างมาตรฐานให้ประเทศที่เราจะไปร่วมลงทุนด้วยเกิดความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ ต้องบอกว่า รหัส GS1 นั้น มีมานานแล้ว โดยมีสำนักงานอยู่ถึง 150 ประเทศด้วยกัน ซึ่งหากวันนี้ประเทศไหนหรือผู้ประกอบการรายไหนต้องการสร้างมาตรฐานของธุรกิจ ก็สามารถทำได้ โดยขั้นตอนไม่ยุ่งยากมาก เพียงแค่ลิ้งค์เข้าไปในระบบ ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้จะมีค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน โดยจะเริ่มต้นอยู่ที่ 1,500-12,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละธุรกิจ


ด้านนายมนต์ชัย เดโชจรัสศรี ผู้แทนสมาคมการขายตรงไทย ยังได้กล่าวถึงการใช้รหัส GS 1 ด้วยว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ในการยกระดับมาตรฐานให้ดีขึ้น ซึ่งในเรื่องของ AEC นั้น ถือว่าเป็นกระแสในช่วงนี้ โดยปัจจุบันพบว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจขายตรงอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท พร้อมกับคาดว่าในปี 2556 นี้ มูลค่าตลาดรวมน่าที่จะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาทอีกด้วย


ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเตรียมการในเรื่องนี้นั้น มองว่ามีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสินค้า เป็นต้น โดยรหัส GS1 นั้น จะเป็นการสร้างความสะดวกสบาย รวมถึงยังจะเป็นการสร้างความ


น่าเชื่อถือต่อธุรกิจขายตรงให้มากขึ้นด้วย


สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับในการใช้รหัสดังกล่าวนั่นก็คือ


1. ช่วยคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายขายตรงและตลาดแบบตรง


2. สร้างความเชื่อมั่นถึงแหล่งที่มาของสินค้า


3. ระบุจำแนกตัวแทนจัดจำหน่ายได้


4. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน


ที่สำคัญ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 นั้น ประกอบด้วย


1.ความคุ้มค่าในการใช้บาร์โค้ดมาตรฐานสากล


2. การจัดการกับจำนวนบาร์โค้ดที่ต้องใช้งาน เพื่อเหมาะสมกับสินค้ากลุ่มไหน


3. ระบบการสร้างและจัดเก็บข้อมูลให้เหมาะสม และ


4. ความร่วมมือในการใช้บาร์โค้ดมาตรฐานสากลทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง


นายกฯ TSDAชี้รหัส GS1


เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้


นอกจากนี้ ทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้แสดงความคิดเห็นถึงการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS1 กับธุรกิจขายตรงว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากโดยปกติแล้ว การที่เรามีสินค้ามากมายขายในหลาย ๆ ที่ จากการตรวจสอบถือว่าทำได้ยาก ว่าสินค้านั้น ปลอมหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ฉะนั้นการรู้แหล่งกำเนิด รู้ต้นตอของผู้ผลิต รู้ต้นตอของผู้จำหน่าย สามารถให้ผู้บริโภครู้แหล่ง และมีความน่าเชื่อถือ โดยใช้รหัสสากล GS1 นั้น ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้น


ในขณะเดียวกัน เมื่อพูดในเรื่องของสินค้าแล้ว อยากที่จะพูดในเรื่องของคนด้วยเช่นกัน ซึ่งอยากที่จะให้มีรหัสตัวแทนจำหน่ายอิสระ เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่าเป็นนักธุรกิจที่ไหน ประเทศอะไร และเป็นนักธุรกิจจริงหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งหากตรงนี้สามารถทำได้ จะถือว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายเรื่องที่ดี


ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า ในการตลาดนั้น เขาไม่ได้พูดเพียงแค่เอาสินค้ามาขายอย่างเดียว ซึ่งหากผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่านเข้าใจในเรื่องนี้ เห็นด้วยและหันมาให้ความสนใจกับใช้เรื่องนี้ โดยการยกระดับมาตรฐานของนักธุรกิจอิสระเป็นรหัสสากลด้วย ในการกำหนดมาตรฐาน เพื่อให้บริษัทนั้น ๆ เป็นที่เชื่อถือ เพราะความน่าเชื่อถือ ถือเป็นการรับรู้ความมั่นใจ ในที่สุดหากทำบ่อย ๆ แล้วเกิดความเชื่อ ผลที่ตามมาก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทของท่านเอง


ดร.สมชาย เสริมต่ออีกว่า วันนี้หากผู้ประกอบการรายใดก็แล้วแต่ที่สร้างแบรนด์และมาตรฐาน และเอาในเรื่องของมาตรฐานไปใส่ในผลิตภัณฑ์ ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยหนึ่งในมาตรฐานนั้น สามารถนำไปใช้อ้างอิง และเป็นความน่าเชื่อถือของธุรกิจได้


ที่ผ่านมา จอย แอนด์ คอยน์ เอง ได้มีการกำหนดตัวเองว่าจะเป็นขายตรงสะดวกซื้อ ที่ปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 1 หมื่นรายการ และจากการมีสินค้าที่มากมายนี้เอง สิ่งที่บริษัทฯ คำนึงอยู่เสมอนั่นคือการควบคุม โดยเราเองมองว่าวันนี้ทำไมต้องเดินตามเออีซีด้วย ซึ่งแนวคิดของบริษัทฯ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการกำหนดนโยบายเสมอว่า หากอะไรที่เป็นมาตรฐานและส่งผลดีต่อธุรกิจที่ทำ บริษัทฯ จะทำก่อนเสมอ


นอกจากนี้ ดร.สมชาย ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่เมื่อมีการใช้รหัส GS1 แล้ว จะเกิดปัญหาและอุปสรรคต่อผู้ที่ผลิตหรือไม่นั้น...ดร.สมชาย มองว่า ตรงนี้มองว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากใครก็แล้วแต่ ที่เป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เนื่องจากในมาตรฐานตรงนี้ จะเป็นการถูกกำหนดใช้ในโลกนี้ไม่ว่าจะประเทศไหน ซึ่งถึงแม้ว่าท่านไม่ใช่ วันหนึ่งท่านเองก็ต้องเกี่ยวข้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องใช้ และไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งหากใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบก่อนเช่นกัน


...ด้านนายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด ได้ให้ความเห็นในเรื่องของการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 เช่นกันว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะทำให้สินค้ามีมาตรฐานเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้บาร์โค้ดในส่วนของโรงงานเราเองก็มีอยู่แล้วเช่นกัน ส่วนที่เป็นบาร์โค้ดของบริษัทยังไม่มี โดยวันนี้การที่จะมีการใช้รหัสดังกล่าวนี้นั้น ผู้ประกอบการทุกคนเองก็ต้องร่วมมือกันในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทางบริษัทเอง ก็ได้มีการร่วมพูดคุยกับทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยมาโดยตลอด ที่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจขายตรงนั้นมีความน่าเชื่อถือและผู้คนยอมรับ


วันนี้การที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยเติบโตแบบยั่งยืนได้ มองว่า หากมีการรวมตัวกันของแต่ละบริษัท จะถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ ซึ่งกันและกันได้ ในขณะเดียวกัน หากบริษัทไหนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกก็อยากที่จะแนะนำให้มาสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งจะสมัครเป็นสมาชิกในสมาคมไหนก็ได้ เพราะคิดว่าทุกสมาคมนั้นดีหมด และมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ต้องการส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง


โฆษณาแอบแฝงหน้าเว็บเพียบ


พบขายตรงถูกร้องเรียนมากสุด


...นับได้ว่าในเรื่องของการโฆษณาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงทางสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบอย่างมากทีเดียวสำหรับผู้บริโภค โดยเรื่องดังกล่าวนี้ ทางด้านนายฐิตินันท์ สิงหา รักษาการผู้อำนวยการส่วนงานขายตรงและตลาดแบบตรง (สคบ.) ได้เผยถึงกรณีนี้ว่า ฐานความผิดดังกล่าว จะอยู่ในมาตรา ๒๒ ที่ว่า การโฆษณาจะต้องไม่ใช่ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ


ข้อความดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม


(๑) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง


(๒) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม


(๓) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ


(๔) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมความสามัคคีในหมู่ประชาชน


(๕) ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


ข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณาตาม (๑)


นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ มาตรา ๒๗ ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าข้อความในการโฆษณาใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ (๑) หรือ มาตรา ๒๕ ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจออกคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้


(๑)ให้แก้ไขข้อความหรือวิธีการในการโฆษณา


(๒)ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างที่ปรากฏในการโฆษณา


(๓)ห้ามการโฆษณาหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการโฆษณา


(๔)ให้โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นแล้วตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนด


ในการออกคำสั่งตาม (๔) ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบกับความสุจริตใจในการกระทำของผู้กระทำการโฆษณา


ทั้งนี้ ทางด้านนายฐิตินันท์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า ปัจจุบันการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเรื่องของสินค้าค่อนข้างมีมากอยู่ตามสื่อต่าง ๆ ทั้งทีวี สื่อออนไลน์ ในขณะเดียวกัน ยังพบอีกว่ามีการโฆษณาแอบแฝงตามเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมถึงมีการส่งเข้ามาทางเมล์ค่อนข้างมากด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเองยังไม่มีการควบคุมในเรื่องนี้เหมือนในต่างประเทศอื่นที่มีการควบคุมเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน พบว่ามีรายการบางรายการที่มีความไม่เหมาะสมกับเยาวชนเกิดขึ้นมามากมายทางทีวีดาวเทียมอีกด้วย ตรงนี้จึงจำเป็นที่หลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรช่วยกันดูแลไม่ใช่เพียงแค่สคบ. เพียงอย่างเดียว


...นับได้ว่า ในเรื่องของการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS1 ถือว่าอาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ประกอบการขายตรง แต่เชื่อว่าหากทุกบริษัทหันมาให้ความสำคัญ ก็น่าที่จะเป็นเรื่องที่ดีด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน เรื่องของการโฆษณาสินค้าที่มีความไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่าง ๆ หลาย ๆ ฝ่ายก็ต้องหันหน้ามาร่วมมือช่วยเหลือกันด้วย




Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สคบ. ปูพรมแก้ ก.ม. ขายตรงไทย ผุดรหัส GS1 หวังจัดระเบียบสินค้า







934667_544129798971786_1677995795_n (Mobile)


สมาคม TDNA ฟิตจัด ตบเท้าพบเลขา สคบ. ยื่นหนังสือเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรง ไทย ที่ยืดเยื้อมานาน เลขา สคบ. รับเห็นด้วย กับการเสนอแยกหน่วยงานขายตรงเป็น เอกเทศ พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ไทยอย่างเป็นระบบ เล็งเชิญ 4 สมาคม ขายตรงไทยหาทางออกร่วมกัน ระบุ วาระ สำคัญของการพบ เพื่อถามสารทุกข์ แนวทาง การรับมือตลาดอาเซียน และการจัดตั้งรหัส สินค้า GS1 ที่ปัจจุบันมีการใช้กันทั่วโลก ส่วนการแก้ไขกฎหมายเตรียมเดินสาย เพื่อถกปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง


ภายหลังการจัดตั้งสมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA ที่ นำโดย นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งเป็น นายกสมาคมฯ ไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมดังกล่าวก็ได้ ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ปี 2545 ที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่ง ความคืบหน้าล่าสุด นายกสมาคม TDNA ได้เข้าพบ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการ เดินหน้าเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สำหรับประเด็นหลักที่สมาคม TDNA เสนอให้มีการ แก้ไขกฎหมาย คือ 1.การเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานโดยมีฐานะ เทียบเท่ากรม มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. 2.เสนอให้เพิ่มนิยามคำว่าขายตรงให้ครอบคลุมธุรกิจ เครือข่าย 3.การเสนอให้จัดตั้งกองทุนขายตรง โดยมี คณะกรรมการบริหารกองทุน หากเกิดปัญหากับผู้บริโภค จะได้นำเงินดังกล่าวมาเยียวยาความเสียหายได้ รวมถึง ประเด็นการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระ เป็นต้น


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวในที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับประเด็น การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยว่า สคบ. จะมีการพบปะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อหาทางออกสำหรับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สิ่งที่ สคบ. ต้องทำคือ การตรวจสอบอีกครั้งว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่จะแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีข้อใดบ้าง หลังจากนั้นจะมีต้องพิจารณาอีกว่าการแก้ไขกฎหมายนั้น ควรจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด เพราะการแก้ไขกฎหมายนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี อีกทั้งยังต้องทำประชาพิจารณ์ไปยัง วงกว้างกับประเด็นการจัดตั้งหน่วยงานขายตรงให้เป็น เหมือนหน่วยงาน คปภ. นั้น จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ สคบ. จะเข้าพบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกด้วย เพื่อเป็นการรับฟังความ ความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายในวงกว้าง


จิรชัย กล่าวต่อว่า เร็วๆ นี้ สคบ. จะเป็นเจ้าภาพ ในการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้าพบปะพูดคุยเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยสาระสำคัญของการพบปะ จะเป็นการซักถามปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการทำธุรกิจ รวมถึงการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการเตรียม แผนรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียนในปี 2558 และการ พูดคุยกับผู้ประกอบการเรื่องการทำรหัสสินค้า GS1 ซึ่งเป็น รหัสสากล ที่มีการใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน


นอกจากประเด็นการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยแล้ว สคบ. ยังเดินหน้าผลักดันการจัดระเบียบธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย หลังเข้ารับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อ ปีที่ผ่านมา ที่ต้องการจัดระเบียบข้อมูลสินค้า หรือที่เรียกว่า มาตรฐานรหัสสากล GS1 ซึ่งเป็นรหัสสินค้าสากล 13 หลัก และการจัดระเบียบผู้ประกอบการ ที่ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้มี การแยกประเภทบัญชีของผู้ประกอบการขายตรงจำนวน 353 บริษัท ให้เป็นบัญชี ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ยังดำเนิน ธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน และบัญชี ข. คือ ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนกับ สคบ. แต่ไม่มีการรายงายความเคลื่อนไหวใน การทำธุรกิจให้ สคบ. รับทราบแต่อย่างใด รวมถึงการจัด ระเบียบด้านการโฆษณาสินค้า หากเกิดความเสียหายจาก การโฆษณา จากนี้ไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน


เดิม สคบ. ตั้งเป้าจะจัดทำฐานข้อมูลสินค้าของ แต่ละบริษัท ต่อมาได้มีการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโด- นีเซีย เกี่ยวกับการเปิดตลาดอาเซียน และจากการประชุม ร่วมกัน ผู้นำบาหลีได้จุดประกายเรื่องการจัดทำรหัสสากล เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็ใช้กันอยู่แล้ว และจากนี้ไปก็มีจะมีการ ซักซ้อมความเข้าใจกับบริษัททั้งหมด ส่วนโลโก้ สคบ. ที่จะ มอบให้ผู้ประกอบการ ก็จะมีการทำต่อไปเพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 อันนี้ก็เพื่อเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เบื้องต้นการจัดทำรหัสสากล GS1 จะเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการ โดย สคบ. จะไม่บังคับ แต่จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อีกครั้ง และต่อจากนี้ไป สคบ. ก็จะมีการเตรียมแผนการจัด ทำฐานข้อมูลการจ่ายผลตอบแทนต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบปะพูดคุยระหว่าง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย กับ สคบ. เป็นไปด้วยดี ซึ่งการร่างเพื่อแก้กฎหมายขายตรงไทยฉบับปี 2545 นั้น จะมีความชัดเจนอีกครั้งประมาณปลายปี 2556 เนื่องจาก สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องรอผลงานวิจัยภาพ รวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย จาก อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เพื่อนำ มาประกอบเป็นข้อมูลในวงกว้างเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ไทย ก่อนที่จะมีการพูดคุยและเสนอให้รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ผงะ !! ขายตรงแห่แซ้งกิจการ 4 เดือน สคบ.เซ็น ปิด มากกว่า เปิด







bankruptcy (Mobile)


ตะลึง!! สคบ. เซ็นใบอนุญาตผู้ประกอบการขายตรงปิดกิจการ มากว่าจดทะเบียนใหม่ แค่ 4 เดือน (ต.ค.-ธ.ค.55) เซ็นคำสั่งยกเลิกไปแล้วมากกว่า 25 บริษัท ขณะที่เซ็นใบอนุญาตใหม่มีไม่ถึง 10 บริษัท ส่วนยอด 6 เดือนแรก ปี 56 มีบริษัทยื่นขอปิดตัวไปแล้วกว่า 10 บริษัท อ้างเหตุผล 3 ข้อ เบื่อพวกแม่ทีมแสบชอบย้ายค่ายบ่อย-หาสมาชิกไม่ได้-สินค้าติดตลาดแล้ว ด้าน ฐิตินันท์ ยอมรับเหตุ สคบ. เซ็นใบอนุญาตผู้ประกอบการรายใหม่น้อยกว่าเซ็นยกเลิกกิจการ เพราะต้องการคุมเข้มบริษัทขายตรง หวังปกป้องสิทธิผู้บริโภคให้มากที่สุด ล่าสุดจับมือพันธมิตรลงพื้นที่ตรวจสอบเอกชนรายใดดำเนินธุรกิจเข้าข่ายมันนี่เกมระดมทุนและแชร์ลูกโซ่ เตรียมเชือดทันที


รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2555 สคบ. ได้เซ็นคำสั่งยกเลิกผู้ประกอบการขายตรงที่ยื่นขอยกเลิกกิจการไปแล้ว 25 ราย ส่วนตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการยื่นเรื่องเข้ามายัง สคบ . เพื่อขอยกเลิกกิจการไปแล้วกว่า 10 ราย ขณะที่ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2555 สคบ. เซ็นอนุมัติบริษัทขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนใหม่มีไม่ถึง 10 บริษัท สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจาก สคบ. ภายใต้การบริหารงานใหม่ของ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ต้องการให้มีการเข้มงวด เพื่อตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนใหม่มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก สคบ. ไปแล้ว แต่ดำเนินธุรกิจผิดไปจากที่ยื่นไว้กับ สคบ. ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบให้มากขึ้นจนทำให้มีข่าวลือหนาหูว่า สคบ. ยุคได้มีการเรียกรับรับเงินจากผู้ประกอบการ


ฐิตินันท์ สิงหา ผู้อำนวยการส่วนงานขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการขายตรงยื่นเรื่องขอจดทะเบียนที่ สคบ. มีประมาณ 10-20 บริษัท ซึ่ง สคบ. ได้อนุมัติไปแล้วไม่ถึง 5 บริษัท สาเหตุที่ สคบ. อนุมัติล่าช้า เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เช่น กฎหมายเรื่องของอาหารสัตว์ ที่เกี่ยวข้องกับกรมปศุสัตว์ หรือกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดังนั้น หาก สคบ. อนุมัติไปโดยไม่มีการตรวจสอบเกรงว่าจะมีผลกระทบกับหน่วยงานอื่นๆได้


ทั้งนี้ นโยบายของท่าน จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาฯ สคบ. ต้องการให้มีการดำเนินการไปตามกฎหมายทั้งที่เกี่ยวกับ สคบ. และกฎหมายอื่นอย่างเคร่งครัด เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการร้องเรียนจากหน่วยงานอื่นว่า มีสินค้าของบริษัทขายตรงที่โฆษณาในเคเบิลทีวีเกินความเป็นจริงซึ่งโฆษณาบางส่วน สคบ. จะเข้าไปดูว่าสินค้าบางรายการที่ผู้ประกอบการยื่นมาต้นทุนค่อนข้างสู.เกินความเป็นจริง ทำให้การอนุมัติค่อนข้างล่าช้าเพราะเรามีหน้าที่ที่ต้องดูแลถึง 3 ส่วนกันได้แก่ ผู้ประกอบการ,ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


สาเหตุที่ทางผู้ประกอบการได้ใบอนุญาตล่าช้า เพราะทางท่านเลขาฯ ต้องการให้มีการเข้มงวดในการออกดใบอนุญาต โดยได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในการตรวจสอบแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกว่า จ่ายในอัตราที่มากเกินความเป็นจริงหรือไม่ จากนั้นทางท่านเลขาฯ จะเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งบางรายที่ยื่นสินค้าเข้ามา อาจจะไปเกี่ยวพันกับกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายของกรมการขนส่ง,กฎหมายที่เกี่ยวกับกรมวิชาการเกษตร หรือกฎหมายที่เกี่ยวกับทาง กสทช. เป็นต้น ซึ่งทางสคบ.จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดค่อนข้างมากจึงทำให้ต้องใช้เวลาในการพิจารณาออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการรายใหม่


ฐิตินันท์ กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ประกอบการขายตรงยื่นเรื่องขอยกเลิกกิจการว่า สาเหตุที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้มีปัจจัยหลัก 3 ข้อ ได้แก่ 1. ไม่ประสงค์จะทำธุรกิจต่อ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากกาย้ายค่ายบ่อยของแม่ทีม ทำให้เจ้าของรู้สึกเบื่อหน่าย 2.เจ้าของธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จในการหาสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่มได้ และ 3.สินค้าติดตลาดแล้วเปลี่ยนแผนมาทำตลาดแบบตรงแทน ซึ่งตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการยกเลิกกิจการไปแล้ว 25 รายและตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2556 มีผู้ประกอบการยื่นเรื่องเพื่อขอยกเลิกกิจการมานานแล้วกว่า 10 ราย ซึ่งการที่ สคบ. ในฐานะที่มีหน้าที่กำกับดูแลบริษัทขายตรงโดยตรงจะเข้าไปดูว่าในรายละเอียดว่าการยกเลิกกิจการดังกล่าวมีผลต่อผู้จำหน่ายอิสระหรือไม่ หรือหากยกเลิกกิจการไปแล้ว แต่ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบสมาชิก หากมีการร้องรียนเข้ามาเป็นต้น


ตั้งแต่ตุลาคม 2555 จนถึงปัจจุบัน มีเรื่อง ร้องเรียนจากผู้จำหน่ายอิสระเข้ามายัง สคบ. ประมาณไม่ถึง 10 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเรื่องไม่จ่ายค่าผลตอบแทน และโดนตัดรหัส ซึ่งทาง สคบ. ได้เรียกทั้ง 2 ฝ่าย เข้ามาไกล่เกลี่ย มีบางกรณีก็สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ ก็ต้องปล่อยให้ทั้ง 2 ฝ่าย ไปตกลงกันเอง


ส่วนกรณีที่มีผู้ประกอบการบางรายที่ได้รับใบอนุญาตจาก สคบ. ไป แล้วไปดำเนินธุรกิจที่เข้าข่ายเป็นธุรกิจมันนี่เกม ระดมทุน หรือ แชร์ลูกโซ่นั้น สคบ.ได้มีการตรวจสอบโดยการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเข้าไปแฝงตัวหาข้อมูลในเชิงลึก ซึ่งมีหลายคดีที่ สคบ. ได้ส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เป็นพันธมิตรให้เข้าไปดำเนินการต่อเช่น กรมสอบสวนคดีพอเศษ (ดีเอสไอ) และกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบ กระทรวงการคลังเป็นต้น ซึ่งหากพบว่าบริษัทใดเข้าข่ายเป็นธุรกิจมันนี่เกม ระดมทุน และแชร์ลูกโซ่ก็จะเข้าดำเนินการทันที






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!







mlm-online-school-120711-1 (Mobile)


จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA

สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"


"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เซ็งลี้ใบอนุญาตขายตรงกระหึ่ม สะพัดหน้าใหม่จ่ายใบละ3แสน







01 (Mobile)


แฉพฤติกรรมผู้ประกอบการหัวหมอ ยื่นขอใบอนุญาตขายตรงตุนเอาไว้เต็มกระเป๋า อาศัยช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจกำลังร้อนแรง เร่ขายใบอนุญาตเกลื่อนตลาด ด้วยสนนราคาย่อมเยาใบละ 300,000 บาท ยังไม่รวมค่าที่ปรึกษารายเดือนอีกเดือนละ 50,000 บ. แลกกับความ สะดวกสบาย ในการยื่นใบอนุญาตใหม่ ข่าววงในลือกันหึ่ง เกือบ 900 บริษัทฯ มีแสดงตัวตนทำธุรกิจจริงเพียง 353 บริษัทเท่านั้น คาดส่วนที่ เหลืออาจถูกนำมาเซ็งลี้หารายได้เข้ากระเป๋าเป็นลํ่าเป็นสัน สคบ.เดิมเกม ดักคอ สั่งขึ้น บัญชี 2 กรณีพฤติกรรมไม่โปร่งใส

ย้อนอดีตสคบ. ปมเงื่อนปลอ่ยผีใบอนุญาต 900 ใบ

นับตั้งแต่มีการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 จวบจนมาถึงวันนี้ก็ 34 ปีเต็ม ที่กฎหมายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.2519ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยมีดำริในการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น แต่ก็มีอันต้องสลายตัวไปพร้อมกับอายุขัยของรัฐบาลจวบจนกระทั่งมาถึงยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กฎหมายสคบ.ก็สามารถ ผ่านร่างในรัฐสภาเป็นผลสำเร็จโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2522 เป็นต้นมา เหตุผลประกอบการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็คือ ในยุคนั้นมีการเสนอขายสินค้าและ บริการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการ รวมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาได้นำวิชาการทางการตลาดและการโฆษณามาใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ จนทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เนื่องจากไม่อยู่ในฐานะที่รู้เท่าทันทางการตลาดประกอบกับคุณภาพและราคาสินค้า เมื่อมีการละเมิดสิทธิ ผู้บริโภคต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นจำนวน มาก อีกทั้งในบางกรณี เมื่อเกิดความไม่ชอบมาพากล ก็ไม่สามารถระงับยับยั้งการกระทำที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคได้ทันท่วงที

เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ คือ ที่มา ที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้ามากำกับ ดูแลผู้ประกอบการรวมทั้งให้ความคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม อย่างไรก็ดี ถ้าจะมาดูในเรื่องบทบาทในการเข้ามากำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. ถือเป็นหน่วยงาน หลักที่มารับผิดชอบโดยตรง ที่เดินคู่ขนานไปกับการคุ้มครอง สิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการทั่วประเทศโดยภายหลังจากที่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เริ่มบังคับใช้ในปีพ.ศ.2545 สคบ.ก็มีกฎหมายรองรับอีก 1 ฉบับ ในการเข้ามา กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง เกิดขึ้นหลังจากที่ มีผู้ประกอบการขายตรงเกือบ 20 ปี โดยในยุคนนั้นผู้ประกอบการยังมีไม่มาก การทำธุรกิจเครือข่าย ยังอยู่ในวงจำกัด

แต่เมื่อผ่านมาถึงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงกลับเจริญงอกงาม ผุดขึ้นเป็น ดอกเห็ด มีผู้มายื่นขอรับใบอนุญาตประกอบการมากเป็น ประวัติการณ์รายงานตัวเลขล่าสุดจากสคบ.แจ้งว่า ณ วันนี้ ใบอนุญาตที่ปล่อยออกไปทั้งในอดีตและ ปัจจุบัน รวม ๆ กันแล้วเกือบ 900 บริษัท ผ่านการพิจารณาจากผู้มี อำนาจ ซึ่งหมายถึง เลขาธิการ สคบ.มาหลายยุคหลายสมัย โดย ในขณะนี้ จากการเปิดเผยของ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.คนปัจจุบัน เปิดเผยกับ ว่ามีผู้มายื่นขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง ในปี 2556 นี้ประมาณ 25-30 บริษัท

จิรชัย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อนุมัติง่ายก็ว่าอนุมัติช้าก็บ่น

ในจำนวนกิจการที่มายื่น ขอใบอนุญาตเหล่านี้ เท่าที่ได้มี การตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ เสนอมาเพื่อเจตนาทำธุรกิจขาย ตรงแบบมืออาชีพ มีแผนการ ตลาดชัดเจน สินค้าได้มาตรฐาน แต่ก็มีบางกลุ่มที่เสนอ แผนการตลาดที่หวือหวา ให้ผล ตอบแทนสูงที่ผิดปรกติวิสัยของ ธุรกิจขายตรง ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้การ พิจารณาต้องล่าช้า จนเสมือน กับสคบ. เจตนา เตะถ่วง เพื่อ หวังเรียกร้องผลประโยชน์ แต่เมื่อมามองในมุมกลับ กัน หากมีการปล่อยให้กิจการที่ ดำเนินธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงเข้าไป ดำเนินธุรกิจ หากเกิดความเสีย หายเกิดขึ้น ผลเสียก็จะตกกับ ประชาชน แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ ยื่นขอใบอนุญาตธุรกิจขายตรง และการตลาดแบบตรง มีหลาย รูปแบบ เริ่มตั้งแต่การไปว่าจ้าง มืออาชีพขายตรง มาเป็นที่ ปรึกษาหรือว่าจ้างให้เป็นผู้ดำเนิน การยื่นเรื่องแทน เป็นกลุ่มที่เรียก ว่า มือปืนรับจ้าง

เท่าที่ติดตามข่าวมา ก็ได้ ยินมาบ้างเหมือนกันว่า ผู้ ประกอบการรายใหม่ที่ขาด ประสบการณ์ บางทีก็จำเป็นจะ ต้องหาคนที่มีความรู้ในเรื่องธุรกิจ ขายตรงมาเป็นที่ปรึกษาดำเนิน เรื่องให้ เนื่องจากเงื่อนไขในการ พิจารณามีหลายเรื่อง ไม่ใช่ว่าใคร อยากจะมาทำก็ทำได้ ต้องมี ประสบการณ์จริง ๆ ทางสคบ.ถึง จะพิจารณาอนุมัติให้ แหล่งข่าว ในวงการขายตรงเปิดเผยกับ ตลาดวิเคราะห์ ถึงการยื่นขอรับ ใบอนุญาตธุรกิจขายตรงในยุค ปัจจุบัน

เรื่องนี้นายจิรชัย มูลทองโรย่ เลขาธิการสคบ. เปิดเผยว่า เป็น สิทธิที่ผู้ประกอบการสามารถ ดำเนินการได้ เนื่องจากตัวผู้ประกอบการ ขอรับใบอนุญาต เพื่อไปดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง แต่ถ้าหาก เป็นไปใน ลักษณะที่มาขอยื่นใบอนุญาตไป เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก หรือไป เซ็งลี้ ต่อกันเป็นทอด ๆ เรื่องนี้ถ้า หากถึงทางสคบ.คงจะต้องมี มาตรการในกำกับดูแล โดยใน ขณะนี้ บรรดาผู้ประกอบการที่ เสนอเรื่องเข้ามาส่วนใหญ่จะ ประกอบด้วย 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก การขอใบอนุญาต ใหม่เพื่อไปประกอบการ เรื่องที่สอง การยื่นขอ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด เรื่องที่สาม การขอเพิ่มเติม สินค้าเพื่อนำไปสู่ธุรกิจขายตรง ทั้ง ๆ 3 กรณี ถือเป็นเรื่อง ปรกติของธุรกิจขายตรง จะต้องมี การเสนอเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ เหมาะสมกับแนวทางการดำเนิน ธุรกิจของตัวเอง และสถานการณ์ การแข่งขัน แต่สิ่งที่เกินอำนาจที่ สคบ.จะเข้าไปควบคุมก็คือ การ เปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ของผู้ถือหุ้น ด้วยเหตุที่การดำเนินการ ดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเดินมา หาสคบ. เนื่องจากผู้ประกอบการ สามารถไปจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงบริคณห์สนธิได้ที่กระทรวง พาณิชย์

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนกำลัง ตั้งคำถามกันก็คือว่า ในจำนวน 900 บริษัทขายตรง ที่ได้รับใบ อนุญาตไป จะมีการดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบธุรกิจขายตรงสักกี่ เปอร์เซนต์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สคบ. เคยทำ หนังสือไปยังผู้รับใบ อนุญาตทั้งหมด เพื่อขอคำยืนยัน ในการดำเนินธุรกิจ ปรากฏว่ามี เพียง 150 กิจการเท่านั้น ที่ตอบ รับ หลังจากนั้นเข้าสู่ปี 2556 มีการทำแบบสอบถามไปอีกครั้ง กลับมีตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเป็น 353 บริษัท นี่คือ สิ่งทีสมาคมธุรกิจ ขายตรงทั้ง 4 สมาคมฯ มีความ กังขา และไม่เข้าใจว่า ใบอนุญาต ที่ลอยอยู่ในอากาศ ถูกขอไปเพื่อ อะไร และถึงวันนี้ คำตอบมันก็ เริ่มปรากฏออกมาแล้วว่า ใบ อนุญาตเหล่านี้ ถูก HOLD เอา ไว้ ที่แท้ก็เพียงเพื่อรอผู้ประกอบ การรายใหม่มา เซ็งลี้เอาไป นั่นเอง...

ได้ฤกษ์สังคายนา ถึงเวลาต้องลงดาบฟัน

มีการตั้งข้อสังเกตจากนัก วิชาการ หลายค่าย ที่มองว่า ธุรกิจ ขายตรงและการตลาดแบบตรง แม้จะมีกฎระเบียบข้อบังคับ ชัดเจนพอสมควร แต่กระบวนการ ในการพิจารณาให้ใบอนุญาต ยัง ขาดความชัดเจน ขาดความชัดเจนทั้งใน ด้านการให้ใบอนุญาต และการ เพิกถอนใบอนุญาต แตกต่างกับ ภาคธุรกิจประกันภัย ที่ไม่ได้ให้ใบ อนุญาตกันพรํ่าเพรื่อ มีการขีดเอาไว้ในวงจำกัด ประการหนึ่ง เพื่อสะดวกในการ กำกับดูแล ประการที่สอง เป็นการ คัดกรองผู้ประกอบการที่จะเข้ามา สู่ธุรกิจว่าจะต้องเป็นมืออาชีพ จริง ๆ

ในยุคก่อนหน้าที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะเข้ารับตำแหน่ง สคบ. ถือเป็นยุคที่มีการปล่อยใบ อนุญาตขายตรงออกไปมากมาย เกลื่อนตลาด มีทั้งผู้ประกอบการ ที่ขอไปประกอบธุรกิจจริง และ เพื่อหวังจะนำเอาใบอนุญาตมา ปล่อยขายให้กับผู้ประกอบการ หน้าใหม่ หรือรวมไปถึงผู้ประกอบ การ ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน จาก ในระยะแรก ทำธุรกิจขายตรงตาม ระเบียบแบบแผน ไม่เน้นการ ระดมเงิน แต่ในระยะหลังก็เริ่มมี การทำธุรกิจทีเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ จนทางสคบ.รวมทั้งหน่วยงานที่ บังคับกฎหมาย ต้องออกมาปราบ ปรามกันขนานใหญ่

แหล่งข่าวระดับลึกเปิดเผย กับ ตลาดวิเคราะห์ว่า ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2556 มีการนำ ใบอนุญาตประกอบการธุรกิจขาย ตรงและการตลาดแบบตรง มา ขายกันด้วยสนนราคาใบละ 300,000 บาท พร้อมกับมีการ กำหนดเงื่อนไขในการเป็นที่ ปรึกษากิจการอีกเดือนละ 50,000 บาท เหตุผลที่มีการออกมา เสนอขายจนกลายเป็นข่าวหนาหู ในวงการธุรกิจขายตรงมากเป็น พิเศษในช่วงนี้ แหล่งข่าวเปิดเผย ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบาย ในการพิจารณาให้ใบอนุญาตของ สคบ.ในยุคนี้ เริ่มมีการเข้มงวด กวดขันมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะมีผู้ ประกอบการบางแห่ง เมื่อได้รับ ใบอนุญาตไปแล้ว ไม่ปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ในการทำ ธุรกิจ ขายตรง รวมไปถึงมีการฝ่าฝืน กฎหมาย จนทำให้เกิดความเสื่อม เสียกับระบบ

อีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะใน ปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับ ใบอนุญาตเป็นจำนวนมาแล้ว เกือบ 900 บริษัท แต่ก็มีจำนวน เกินกว่าครึ่ง ที่ไม่ได้มีการดำเนิน ธุรกิจอย่างจริงจัง ได้ใบอนุญาต ไปแล้วแต่ก็ไม่มีการดำเนินธุรกิจ ประการต่อมา ข้อจำกัดใน บทบาทของสคบ.ในการเข้ามา กำกับดูแล นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ.เปิดเผยว่า ใน องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับเวลานี้ มี บุคคลที่จะทำหน้าที่ดูแลธุรกิจ ขายตรงเพียง 11 คนเท่านั้น ซึ่ง เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ประกอบ การ ยังถือว่า มีความแตกต่างกันมาก ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึง

ดังนั้น เมื่อการขอใบ อนุญาตใหม่ เป็นไปโดยความ ยากลำบาก หรือถ้าหากจะรอรับ ใบอนุญาตเพื่อไปดำเนินธุรกิจก็ อาจจะต้องใช้เวลาที่ยาวนาน นับปีจึงเป็นเหตุที่ทำให้กลุ่มหรือ ขบวนการที่ถือใบอนุญาตเอาไว้ หลายใบ ก็เริ่มมองว่านี่คือโอกาส ที่น่าจะนำมาแสวงหาประโยชน์ ขณะที่ฝ่ายผู้ประกอบการ รายใหม่ ทั้งที่เป็นกลุ่มทุนจาก ต่างประเทศ หรือในประเทศ เมื่อ มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจ อย่างเร่งด่วน ก็สามารถเข้ามา ดำเนินการได้ทันที

แม้กระบวนการตรวจสอบ จากสคบ. จะมีการยืนยันว่า จะมี การพิจารณาอย่างเข้มงวด แต่ เนื่องจากผู้ประกอบการมีจำนวน มาก ซึ่งแม้ว่าทางสคบ. จะไม่ ยินยอมให้มีการดำเนินธุรกิจใน ลักษณะที่เรียกว่า แบล็คดอร์ แต่ด้วยเทคนิค และประสบการณ์ ของคนเหล่านี้ ก็สามารถผลักดัน ให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถ เปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทุน การ บริหาร รวมไปถึงแผนการตลาด และสินค้าได้สำเร็จ เรื่องนี้ ผมยืนยันว่า เรา ไม่มีการสนับสนุนในวิธีการดัง กล่าว เพราะทุกบริษัท หากจะ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด เพิ่ม เติมสินค้า ยังไงก็จะต้องมาให้ทาง สคบ.พิจารณาก่อน แต่การที่มี บางกิจการเสนอเปลี่ยนแปลง แผนหรือตัวสินค้า อาจเป็นไปได้ ที่เขามีการเสนอเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือ หุ้นหรือผู้บริหารใหม่ ซึ่งอันนี้เป็น สิ่งที่ควบคุมได้ยาก นายจิรชัย กล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ ถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีการ ตรวจสอบย้อนหลัง แล้วพบว่ามี การกระทำดังกล่าวจริง ทางสคบ. ก็จะมีมาตรการในการควบคุมที่ เข้มข้นขึ้น โดยในปัจจุบันนี้ กลุ่มผู้ ประกอบการธุรกิจขายตรง มีการ จัดแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 บัญชี

บัญชีแรก (First Tier) จะ เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ประพฤติ ปฏิบัติดี ไม่มีการดำเนินการที่ ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือสร้างความ เสียหายให้กับประชาชน มีการ ร้องเรียนค่อนข้างน้อย ส่วนบัญชี 2 (Second Tier) จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ที่อยู่ในข่ายเฝ้าจับตา ซึ่งหากผู้ ประกอบการที่ส่อว่าจะมีการ ดำเนินการในลักษณะ แบล็ค ดอร์ ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งคงไม่ถึง กับถอนใบอนุญาต แต่หากจะมี การเสนอเปลี่ยนแปลงอะไรก็ คงจะต้องมีความเข้มงวดกวดขัน มากเป็นพิเศษ แหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวการนำใบอนุญาต ขายตรงมาเสนอขายให้กับผู้ ประการรายใหม่ นายจิรชัย มูล ทองโร่ย เลขาธิการสคบ. เปิดเผย ว่า เรื่องนี้ตนได้รับทราบข่าวมา ประมาณช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โดยได้มีการสั่งให้ เจ้าหน้าที่จับตา หากมีลักษณะดังกล่าวจริง ก็จะไม่มีการอนุญาตให้มีการ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด หรือ จดทะเบียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัว สินค้า

ด้านนายธนวัฒน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจ หอการค้าไทย เปิดเผย ว่า ทางศูนย์ได้รับมอบหมายจาก สมาคมเครือข่ายขายตรง และได้ รับฉันทานุมัติจากสคบ.ให้เข้ามา ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลพื้น ฐานในการดำเนินธุรกิจขายตรง ทั้งระบบ ซึ่งเชื่อว่าภายในระยะ เวลา 6 เดือนนี้ จะทำให้ฐาน ข้อมูลของธุรกิจขายตรงมีความ ชัดเจนขึ้น โดยความชัดเจนดังกล่าวไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องของ มูลค่าการขายสินค้าขายตรงทั้ง ระบบเท่านั้น หากแต่หมายถึง กลุ่มผู้ประกอบการทุกกิจการที่อยู่ ในระบบ จะต้องมีการแสดง ข้อมูลออกมาชัดเจนขึ้นว่า ใคร ดำเนินธุรกิจหรือไม่ดำเนินธุรกิจ หรือถ้าดำเนินธุรกิจดำเนินใน ลักษณะใด มีความเหมาะสมหรือ ไม่

นี่คือภารกิจที่ทางศูนย์จะ เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องฐานข้อมูล ซึ่งหากทุกอย่างมีความชัดเจน การวางแผนเพื่อการพัฒนาก็จะ เป็นขั้นตอนต่อไป ที่จะเป็น ประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งในตัวผู้ ประกอบการด้วยกันเอง ผู้บริโภค รวมไปถึงหน่วยงานที่กำกับดูแล นายธนวัฒน์ กล่าว ปัญหาที่กลุ่มผู้ประกอบ การธุรกิจขายตรง มีการเรียกร้อง นอกเหนือไปจากให้ภาครัฐมีการ แก้ไขกฎหมายเพื่อจัดตั้งหน่วย งานหรือองค์กรเฉพาะเข้ามาดูแล พร้อม ๆ กับแก้ไขกฎหมายให้ ชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญ ที่ทุกคนอยาก เห็นก็คือ ทำ อย่างไรถึงจะมี มาตรการในการกำกับดูแล ผู้ ประกอบการให้เข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะใบอนุญาต 900 ใบ เป็นที่ยอมรับกันอย่างชัดเจน ว่า เกินกว่าครึ่งไม่มีการดำเนิน ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง แต่มุ่ง หวังเพื่อแสวงหาประโยชน์ในรูป แบบอื่น ตรงนี้ สคบ.จะจัดการกับ บรรดาผู้ประกอบการเหล่านี้ อย่างไร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แนวทางที่ทางสคบ.ได้ออกมาขับ เคลื่อนร่วมกับ 4 สมาคมขายตรง ก็คือ การใช้มาตรฐานตรา สัญลักษณ์สคบ. เป็นเครื่องมือ ใน การดึงเอาผู้ประกอบการที่ กระจัดกระจาย ไม่มีค่ายมีสังกัด เข้ามาสู่ระบบมากขึ้น โดยผลักดันให้มีการเข้ามา สังกัดในสมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสได้รับสิทธิ เครื่องหมายมาตรฐานจากสคบ. แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้น กลับได้ รับความร่วมมือจากผู้ประกอบ การขายตรงน้อยมาก โดยสมาชิก ใน 4 สมาคม ที่รวบรวมมา มีไม่ ถึง 100 กิจการด้วยซํ้า ปัญหาหรือข้ออ้างส่วน หนึ่ง อาจเป็นไปได้ที่กิจการขาย ตรงขนาดย่อม หรือขนาดกลาง อาจยังไม่เห็นความจำเป็นของ การยกระดับมาตรฐานในธุรกิจ เนื่องจากต้องใช้แบงก์การันตี ไม่ ตํ่ากว่า 500,000 บาท แต่ถ้าหาก มาวิเคราะห์ถึง สาเหตุ และที่มาของ การไม่เข้ามา สังกัดในสมาคมขายตรง ก็อาจตีความได้หลายประการด้วยกัน

ประการแรก อาจเป็น บรรดาผู้ที่ได้รับใบอนุญาตส่วน ใหญ่ ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินธุรกิจ อย่างเปิดเผย และส่อเจตนาที่ จะดำ เนินธุรกิจในลักษณะที่ ไม่อยากเป็นเป้าสายตาเกินไป ประการที่สอง ใบอนุญาต ที่มีการขอรับไป อาจจะยังไม่มี การดำเนินธุรกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น และประการที่สาม มี ความไม่พอใจกับการกำหนด กรอบหรือกฎเกณฑ์ภายใต้ สมาคมฯ ที่ดูจะเอนเอียงไปยังผู้ ประกอบการที่มีศักยภาพสูง มากกว่าที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ ประการขนาดกลางขนาดเล็ก นี่คือ มาตรการขอความ ร่วมมือ ที่แม้จะมีการสร้างแรง จูงใจต่าง ๆ นานา แต่มาถึงวันนี้ มันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แผนการแยกธุรกิจนํ้าดีกับธุรกิจ น้ำเสีย มันมีคำตอบอยู่ในตัวของ มันเองอยูแล้ว

ดังนั้น หากจะรื้อจะแก้หรือ สังคายนาพระราชบัญญัติขาย ตรงและการตลาดแบบตรงกันอีกครั้ง ก็คงถึงเวลาแล้ว จะต้อง ยื่นดาบอาญาสิทธิ์ให้สคบ.ได้ พิพากษา ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน กฎหมายได้เสียที เพราะขืนปล่อยให้ธุรกิจ ขายตรง มีการเติบโตแต่เพียง ปริมาณ แต่หาคุณภาพไม่ได้ ก็ สมควรที่จะต้องเพิกถอนใบ อนุญาตกลับคืนมา ให้กับผู้ ประกอบการที่เขามีเจตนาจะทำ ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะ ตีกรอบใบอนุญาตธุรกิจขายตรง เอาไว้แต่เพียงแค่นี้

เพราะอย่าลืมว่าใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง ฯ เป็น สมบัติของชาติ ไม่ใช่สมบัติ ผลัดกันชมที่จะให้ใครเอาเก็บไป ดองเอาไว้ เพื่อเซ็งลี้ค้ากำไรกัน ง่าย ๆ .....




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 347 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556


วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'โฟกัส' ขายตรง รวมพลแก้ กม.ขายตรง







Law (Mobile)


เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้เข้าร่วมงาน "เครือข่ายโต๊ะแชร์" ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายขายตรง จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาภายใต้ชื่อ "กลุ่มพลังเครือข่าย" ที่มีแนวความคิดในการจัดตั้งพรรคพลังเครือข่ายประชาชน ขึ้นมาในการกรุยทางเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฏร์


แนวคิดของกลุ่มพลังเครือข่าย เขาได้อธิบายใจความกว้างๆ ว่า หวังจะเอาคะแนนเสียงจากคนซื้อ-คนขาย-ผู้ประกอบธุรกิจ ที่สัมผัสธุรกิจขายตรงที่คิดประมาณการณ์เอาไว้ทั่วประเทศประมาณ 16 ล้านเสียง จะเป็นตัวผลักดันให้เข้าไปนั่งในสภาฯ นั่นเอง


เหตุผลที่กลุ่มนี้ได้อธิบายและให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ การเข้าไปแก้กฏหมายขายตรงให้มีความทันสมัยนั่นเอง!!


เนื่องจากต้องยอมรับกันว่า ในปัจจุบันการแก้ไขกฏหมายขายตรง ยังไม่ค่อยมีความทันสมัยมากนัก เนื่องจากถ้าพิจารณากันลงในรายละเอียดด้วยแล้ว ตัวกฏหมายที่ใช้อยู่นั้น ยังมีช่องว่าง ยังไม่คืบหน้าอะไรมากมายก่ายกองนัก แถมยังมีช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการหลอกลวงต้มตุ๋มกับผู้บริโภค (บางราย)


อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย การยกระดับให้ธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาควบคุมดูแล เพื่อให้เทียบเท่ากับธุรกิจประกัน ซึ่งธุรกิจประกัน มีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาควบคุมดูแล นั่นก็คือ กระทรวงการคลัง ในฐานะที่วางนโยบายหลักด้านธุรกิจนั่นเอง


เพราะแค่เพียงหน่วยงานรัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นั้น เป็นเพียงแค่งานหนึ่งเท่านั้น เนื่องจาก สคบ.ต้องดูแลและควบคุมอีกหลายธุรกิจ มีเรื่องที่ต้องเคลียร์ปัญหาให้กับผู้บริโภคเป็นกองพะเนิน ซึ่งอาจจะไม่ทั่วถึงในการเข้ามาจัดการกับพวกบริษัทขายตรงนอกคอกเท่าที่ควร


ถือเป็นมิติใหม่ของวงการธุรกิจขายตรง ที่เริ่มขยับตัว พร้อมเคลื่อนไหวให้ธุรกิจขายตรงมีความทันสมัยเป็นสากลมากขึ้น กลับกลายที่เป็นสมาชิกเครือข่ายขายตรงรายเล็ก ที่คิดจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อาสาเข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้กฎหมายขายตรง


มองย้อนกลับมาที่ภาพรวมของธุรกิจขายตรง ต้องยอมรับว่า หลายๆ สมาคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาก็พร้อมที่จะแก้กฏหมายขายตรง แต่แว่วๆ ว่า ความคิดเห็นอาจมีความแตกต่างกันออกไป ต่างนานา


ก็ต้องขอชื่นชมอีกสมาคมหนึ่งนั่นก็คือ สมาคมการขายตรงไทย ที่กำลังผลักดันเรื่อง การก่อตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนให้สำเร็จให้ได้ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจขายตรง


โดยสมาคมขายตรงไทยถือว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพที่สุดในประเทศไทยที่จะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ หากแล้วเสร็จจะเป็นประโยชน์สูงสุด ทำให้อุตสาหกรรรมขายตรง ที่ไม่เพียงเติบโตเฉพาะประเทศไทย แต่ทั้งธุรกิจจะเติบโตไปพร้อมๆกัน ดังนั้นจะเป็นแรงเหวี่ยงให้เกิดภาคีความร่วมมือทุกอย่างจะสอดคล้องและทุกอย่างจะขับเคลื่อนไป


จากการสอบถามข้อมูลของสมาคมขายตรงไทย นั้น เขามีกฎไว้ว่า สมาชิกต้องยอมรับโดยสมาพันธ์ ในการพิจารณาบริษัทขายตรงเมืองไทย โดยมีคุณสมบัติ 11 ข้อต้องมีครบ หนึ่งในนั้นที่สำคัญมาก คือจรรยาบรรณของบริษัท ต้องมีประกันรับคืนสินค้าตามกระบวนการกฎหมายขายตรง


ถือเป็นมิติใหม่ที่ดีในการแก้ไขกฎหมายขายตรง เพราะที่ผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ ทำให้การดำเนินธุรกิจขายตรง ยังดูเหมือนเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย จากแนวคิดของกลุ่มพลังเครือข่าย ที่รวมตัวขึ้นมานั้น แม้ว่าหนทางจะห่างไกล แต่แค่แนวคิดที่พวกเขาดำเนินการอยู่ ก็น่าภาคภูมิใจกันแล้วใช่ไหมครับ




Credit By :http://www.ryt9.com

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กก.ปฏิรูปกม.บีบ สคบ. แก้ม.54 ตะเพิดใครไม่รับควร ลาออก







388033_481971815153800_1118660345_n (Mobile)


มาตรา 54 กม.ขายตรงพ่นพิษ คณะกก.ปฏิรูปกฎหมาย ยํ้าชัด ต้องปฏิบัติตามกม.รัฐธรรมนูญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากไม่เร่ง ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้อง ต้องพิจารณาตัวเอง สคบ.เครียด หวั่น คดีเก่าที่สู่ศาล ไม่สามารถเรียกความเสียหายคืนประชาชนได้ ล่าสุด เตรียมแก้เกม ขออำนาจศาลคุ้มครองชั่วคราว หวั่น ไซฟ่อนทรัพย์สิน ออกนอกกระเป๋า ยิ่งลักษณ์ หนุนเร่งแก้กม. หวั่นธุรกิจสีเทาระบาด เต็มเมือง

สคบ.รับหนักใจทำคดีขายตรง เหตุกม.เปิดช่องทำลายหลักฐาน

ดร.สุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ รอง เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าผลจาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณี มาตรา 54 พรบ.ขายตรงและ การตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่ ขัดกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรค 2 ยอมรับว่าเป็น อุปสรรคต่อการบังคับใช้กฎหมาย คอ่นข้างมาก เนื่องจากผู้ต้องหาที่ ถูกดำเนินคดี สามารถใช้ช่องทาง ดังกล่าวมาเป็นแนวทางการต่อสู้ ทำให้การดำเนินคดีไม่สามารถไป สู่การสิ้นสุดของคดีได้

นอกจากนี้ ในการดำเนิน คดีกับผู้ต้องหา ก็จะต้องหาหลัก ฐานพยานให้เพียบพร้อมสมบูรณ์ เนื่องจากหากคดีไม่สามารถดำเนิน ถึงที่สุดได้ ก็จะถูกนำมาเป็น ประเด็นในการต่อสู้คดี ที่อาจจะ ต้องถูกยกฟ้อง ดังนั้น หากเอาข้อกฎหมาย มาพิจารณาเปรียบเทียบดู จะ เห็นว่า ในมาตรา 54 ของพรบ. ขายตรงฯ ระบุว่า ภาระในการ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ เป็นหน้าที่ของ ผู้ถูกกล่าวหา ในการที่จะนำเอา หลักฐานหรือพยานมาหักล้าง แต่ สำหรับกรณีคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ในมาตรา 39 วรรค 2 มีการระบุว่า ภาระในการพิสูจน์ ความผิดของจำเลยเป็นภาระที่ผู้ที่ ทำหน้าที่โจทก์จะต้องเป็นผู้พิสูจน์ เพราะฉะนั้น ความยากง่าย ในการดำเนินคดี จึงมีความแตก ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ ฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะ เป็นสคบ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือดี เอสไอ จะต้องหาหลักฐานพยาน ให้พร้อมมูล ก่อนดำเนินคดี เพื่อ พิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า จำเลยมีการ กระทำความผิดจริง

เรื่องนี้ ทางสคบ.ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก และ เป็นเรื่องที่น่าหนักใจพอสมควร โดยเฉพาะคดีหลายคดีที่ทางสคบ. ได้ดำเนินคดีไปนั้น ซึ่งล่าสุดก็มี ประมาณ 4-5 คดี ที่มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ผ่านกระบวนการไปสู่ชั้น ศาลแล้ว โดยหลายรายมีการ อายัดทรัพย์และอายัดตัวผู้ต้องหา เอาไว้ ไม่ให้มีการหลบหนีออกนอก ประเทศ รวมไปถึงการอายัดบัญชี ไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเทเงินออก ไป หากยึดหลักตามคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ บริสุทธิ์ ก็จะทำให้การดำเนินคดี เป็นไปอย่างล่าช้า โดยเฉพาะคดีที่ เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชน การหาหลักฐาน มามัดตัวผู้ต้องหา ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าหากมีการ ไหวตัวเสียก่อน เขาก็จะมีการ ทำลายหลักฐาน หรือ มีการนำเอา ทรัพย์สินเคลื่อนย้ายออกไปเสีย ก่อนหรือแม้กระทั่งตัวผู้ต้องหา เอง ก็อาจจะมีการหลบหนีออก นอกประเทศ ซึ่งกรณีเช่นนี้ ก็เคยมี มาแล้วในอดีต ที่แชร์ล้ม ก็หนีออก นอกประเทศ เมื่อคดีหมดอายุ ความก็กลับมา โดยไม่ต้องรับผิด แต่อย่างใด รองเลขาธิการสคบ.ฝ่าย กฎหมาย กล่าวกับตลาดวิเคราะห์ พร้อมกับกล่าวว่า หากแนวทาง การดำ เนินการทางกฎหมาย เปลี่ยนไป เพราะรูปแบบการ ดำเนินธุรกิจ แม้จะมีการพิสูจน์ ต่อศาลได้ว่า มีการกระทำที่ผิด กฎหมาย แต่ตัวบุคคลที่กระทำ ผิดกลับสามารถหนีเอาตัวรอดได้ เข้าทำนอง ล้มบนฟูก

สุดท้ายปัญหาก็จะตกอยู่ กับประชาชน ที่ได้รับความเสียหาย เพราะกฎหมายขายตรง มีความ เกี่ยวพันกับกฎหมายหลายฉบับ ไม่ ว่าจะเป็นกฎหมายอาญา หรือกฎ หมาย พ.ร.บ.การฉ้อโกงประชาชน ซึ่งถ้าหากผู้ที่ได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับการชดใช้ความเสียหาย การดำเนินคดีก็เท่ากับว่า ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย สิ่งที่สคบ.ทำได้ คงเพียงแค่การหยุดการกระ ทำความผิดของผู้ประกอบการที่ ปฏิบัติฝ่าฝืนกฎหมายเท่านั้น ความรับผิดชอบต่อความเสียหาย คงยากที่จะเข้าไปเยียวยาได้

ตั้งคณาจารย์ ม.เกษตรสังคายนา ยิ่งลักษณ์หนุนรื้อกม.ทั้งระบบ

จากการเปิดเผยของแหล่ง ข่าวในสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ว่า การเดินหน้าแก้กฎหมายขาย ตรงและการตลาดแบบตรง ปี 2545 กำลังอยู่ในระหว่างการ ศึกษาเพื่อหาข้อสรุปในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ ผ่านมา มีการเสนอจากทางสมาคม ผู้ประกอบการขายตรง ที่จะให้มี การแก้ไขกฎหมายบางหมวดบาง มาตรา ที่ยังไม่มีความชัดเจน เริ่ม ตั้งแต่ การทำธุรกิจขายตรงและการ ตลาดแบบตรง ที่สมควรจะต้องมี การแบ่งแยกกันให้ชัดว่า ธุรกิจ ประเภทใดควรอยู่ในกลุ่มใด

นอกจากนี้ ในด้านของ โครงสร้างธุรกิจขายตรง ก็ยังมี กฎหมายที่ไม่มีการระบุประเภท สินค้าหรือบริการต่าง ๆ ว่าสินค้า ประเภทใดควรเข้ามาทำธุรกิจขาย ตรงได้หรือไม่ รวมไปถึงมาตรฐานของนัก ธุรกิจเครือข่ายหรือ ตัวแทน ที่ยัง ไม่มีการออกใบอนุญาตจากหน่วย งานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้ธุรกิจมี ความน่าเชื่อถือ และเป็นการ ป้องกันตัวแทนนอกระบบเข้ามา หลอกลวงประชาชน

ประการต่อมา ก็คือ การ กำกับดูแลธุรกิจขายตรง ยังคงอยู่ ในความดูแลของ สคบ. ซึ่งเป็น หน่วยงานที่มีความรับผิดชอบสูง ต่อประชาชน ทำให้ธุรกิจขายตรง ขาดบุคลากร และหน่วยงานที่ทำ หน้าที่ดูแลเป็นการเฉพาะมากำกับ ดูแล ซึ่งจากกระแสข่าว ที่มีการ เสนอผ่านมายังฝ่ายการเมือง ระบุ ว่า ทาง สคบ.จะมีการเสนอให้มี การตั้งหน่วยงานเทียบเท่ากับกรม เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจ ขายตรง โดยจะต้องมีกฎหมาย เฉพาะมารองรับ เนื่องจากผู้ ประกอบการมีจำนวนมาก รวมไป ถึงธุรกิจขายตรง ก็เติบโตมากขึ้น โดยมียอดการซื้อขายสินค้าเกือบ 1 แสนล้านบาท แหล่งข่าวเปิดเผยว่า แนวทางในการแก้ไขกฎหมาย กำลังอยู่ในระหว่างการทำประชา พิจารณ์ระหว่างผู้ประกอบการด้วย กัน เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐาน ธุรกิจขายตรงให้ชัดเจน ประกอบกับทางสคบ.เอง ก็ได้มีการแต่งตั้งคณาจารย์ผู้ เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เข้ามาศึกษา กฎหมายขายตรงทั้งระบบ เพื่อ เสนอร่างเป็นพ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดย คาดว่าภายในปีนี้ จะแล้วเสร็จ

ทั้งนี้จากการเปิดเผยของ แหล่งข่าวใกล้ชิด เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก รัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาดัง กล่าว และจะให้การสนับสนุนการ แก้ไขกม.ขายตรงเพื่อให้ สอดคล้อง กับสถานการณ์ รวมทั้งเพื่อเป็น การรองรับการเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 นี้ สำหรับประเด็นเรื่อง การ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับ มติของตุลาการรัฐธรรมนูญ ใน ประเด็นเรื่องมาตรา 54 นั้น แหล่ง ข่าวจาก สคบ.เปิดเผยว่า ก็คง จะต้องมีการหารือเพื่อนำไปสู่ กระบวนการแก้ไขกฎหมาย พร้อม ๆ กันด้วย เนื่องจากเป็น ประเด็นที่มีความสำคัญต่อการ สร้างมาตรฐานที่ดีของธุรกิจ ขายตรง รวมทั้งจะต้องหามาตรการ ทางกฎหมายเข้ามารองรับ เพื่อ รักษาผลประโยชน์ของประชาชน กรณีที่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจ โดยมิชอบเอารัดเอาเปรียบฉ้อโกง

เตรียมแผนแก้เกมแชร์เถื่อน ขออำนาจศาลคุ้มครองชั่วคราว

เจตนารมณ์ ที่กฎหมาย ขายตรง เขียนเอาไว้ในลักษณะดัง กล่าว ประการแรก ก็เพื่อเป็นการ หยุดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับ ประชาชน ประการที่สอง ก็เพื่อที่ จะให้ผู้กระทำความผิดรับผิดชอบ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดย จำ เป็นจะต้องมีกระบวนการ ควบคุมการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน เพื่อนำ มาชดใช้แก่ผู้เสียหาย ประการที่สาม นิติบุคคล เป็นสิ่งที่ สมมุติก็จริงอยู่แต่หากไม่มีบุคคล เข้ามาดำเนินการก็ไม่สามารถที่จะ กระทำความผิดได้ ดังนั้น การ กำหนดให้ผู้ที่ถูกกล่าวหา มีภาระ ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ ตนเอง ก็เป็นสิงที่ไม่น่าจะขัดกับ นิติธรรม เนื่องจากในกระบวนการ ยุติธรรม ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา สามารถต่อสู้ได้ถึง 3 ศาล ซึ่งหาก ไม่มีความผิด ก็สามารถกลับไป ดำเนินธุรกิจได้เหมือนเดิม แหล่ง ข่าวในทำเนียบ เปิดเผย กับ ตลาด วิเคราะห์

พร้อมกับกล่าวเสริมอีกว่า ปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย ก็คงต้องกลับมาทบทวนในข้อ กฎหมายต่าง ว่าจะต้องดำเนินการ อย่างไรต่อไป โดยเฉพาะ สคบ. คงจะต้องไปดูในข้อกฎหมายอื่น ๆ เข้ามาสนับสนุน ซึ่งเท่าที่ศึกษาดูก็ มีความเป็นไปได้ ที่การดำเนินคดี แก่ผู้ต้องหา อาจจะต้องขออำนาจ ศาลคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งอันนี้คีอสิ่ง ที่ทางสคบ.กำลังศึกษาดูในข้อ กฎหมายดังกล่าวอยู่ว่าจะขัดกับ หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะถ้าหาก ไม่มีการอายัดตัว หรือทรัพย์สินเอาไว้ ก็เท่ากับว่า เป็นการสูญเปล่า

สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้ นอกเหนือจากการปัญหาที่เกิดขึ้น อยู่กับผู้บังคับใช้กฎหมายแล้วหาก แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ ความเชื่อมั่นในธุรกิจขายตรง และ การตลาดแบบตรง เนื่องจากกลุ่ม ผู้ประกอบการที่ยึดแนวทางการทำ ธุรกิจที่เรียกว่า ธุรกิจขายตรงสี ขาว ต่างวิตกกังวลว่า หากการทำ ธุรกิจในลักษณะที่เรียกว่า ธุรกิจ ขายตรงสีเทาทำผิดกฎหมาย แต่ กฎหมายไม่สามารถเอาผิดเอาโทษ ได้ ต่อไปก็คงไม่อยากจะมาทำ ธุรกิจในลักษณะ สีขาว เพราะ การทำธุรกิจขายตรง ถ้าทำตาม หลักที่ถูกต้อง ต้องใช้เงินลงทุน จำนวนมาก ต้องมีการศึกษา วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของตลาด ต้องมีการค้นคว้าวิจัย เพื่อตอบ สนองความต้องการของผู้บริโภค ต้องปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานขายตรง ที่เป็นไปตามหลักสากล

แต่หากถ้านำไปเปรียบ เทียบกับธุรกิจขายตรงสีเทา จะเห็น ได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงสีเทา ไม่ได้มุ่งเน้นการพัฒนาตัวสินค้า เพื่อตอบสนองผู้บริโภคเป็นหลัก หากแต่มุ่งเน้นการหยิบยื่นผล ประโยชน์ให้แก่สมาชิกที่เข้ามาทำ ธุรกิจเป็นหลักมากกว่า ซึ่งการให้ ผลประโยชน์เพื่อมุ่งเน้นการระดม ทุน จะทำให้คนทำเครือข่ายส่วน หนึ่งที่ไม่เข้าใจ และมีความโลภ จะหันไปไปสู่ธุรกิจขายตรงสีเทา มากขึ้น

ที่ผ่านมา การทำธุรกิจขาย ตรง จะต้องมีกระบวนการอบรม เทรนนิ่ง เพื่อพัฒนาตัวแทนให้มี ศักยภาพ รวมทั้งจะต้องมีการสร้าง เครือข่ายที่ต้องใช้เวลาในการสร้าง องค์กรขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้ คนที่ทำ ธุรกิจขายตรง ย่อมเข้าใจดีว่า กว่า จะสร้างกิจการให้เติบใหญ่ขึ้นมา ต้องใช้เวลามากพอสมควร แต่ทุก วันนี้ จะเห็นได้ชัดว่า มีกิจการธุรกิจ ขายตรงหลายแห่ง ฝ่าฝืนกฎหมาย ประกาศตนเองว่าทำธุรกิจขายตรง แต่ไม่ยอมรับที่จะเข้ามาสู่กติกา ของการทำธุรกิจขายตรง มีการ หลบเลี่ยงข้อกฎหมาย อาศัยการ โฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือ ซึ่ง ถ้าหากกฎหมายอ่อนแอ ก็เท่ากับว่าเป็นการสนับสนุนให้กิจการเหล่า นี้เติบใหญ่ขึ้นมา โดยเฉพาะในโซ เชี่ยลเน็ตเวิร์ค มีการทำตลาดที่ เรียกว่า ตลาดออนไลน์กันอย่าง มหาศาล และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ สินค้าไม่มีมาตรฐาน แต่ก็สมอ้าง ว่าได้รับมาตรฐานจากหน่วยงาน รัฐ แม้แต่กรณีใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบ ตรง ก็ยังมีการสมอ้างกันอย่างเปิด เผย แหล่งข่าวในวงการธุรกิจขาย ตรง กล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์

พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยอีกว่า ไม่เพียงแต่เฉพาะกฎหมายขายตรง ที่อาจจะมีผลกระทบในการบังคับ ใช้กฎหมาย กรณีของกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา ซึ่งทำงานเป็นคู่ขนานกับ สคบ. ก็ยังมีแนวโน้มว่าจะต้องได้ รับผลกระทบจากคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพียงแต่ ผู้ที่ถูกดำเนินคดียังไม่ได้มีการนำ เรื่องเข้าสู่การพิจารณาจากศาล รัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่าง กรณีผลิตภัณฑ์ สินค้าบางประเภทที่มีการห้ามนำ มาจำหน่าย หรือถ้าจะจำหน่ายก็ ต้องได้รับการอนุญาตจากอย.ก่อน ก็ยังมีการฝ่าฝืน ซึ่งถ้าหากยึดเอา มาตรฐานของศาลรัฐธรรมนูญมา เป็นบรรทัดฐาน ก็อาจจะทำให้ผู้ ประกอบการ ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สามารถที่จะจำ หน่ายสินค้า แสวงหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัว เองได้ เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหา จะ ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า คือผู้ บริสุทธิ์ หากกฎหมายที่บังคับใช้ขัด กับกม.รัฐธรรมนูญ ก็อาจจะทำให้ จำเลยหลุดพ้นคดีได้

กรรมการปฏิรูปกม.อัดซํ้า ใครไม่แก้กม.สมควรลาออก

ในการพิจารณาคดีอาญา มีการตั้งข้อสังเกตว่า การพิจารณา ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายขาย ตรง ปีพ.ศ.2545 เป็นการพิจารณา ในลักษณะที่ผู้ต้องหาเป็นอาชญา กรทางเศรษฐกิจ มิได้เป็นอาชญา กรที่ก่อความรุนแรงในเชิงประทุษ ร้ายในชีวิตและทรัพย์สิน เหมือน กับการปล้น จี้ ฆ่าชิงทรัพย์ ซึ่ง มาตรการในการบังคับใช้กฎหมาย จำเป็นจะต้องมีความรัดกุมเพื่อ เป็นการปกป้องผลประโยชน์แก่ ผู้เสียหาย หากมองอาชญากร เศรษฐกิจเหมือนกับอาชญากร ทั่วไป ก็จะทำให้กฎหมายยากที่จะ เอื้อมไปถึงแหล่งเงินของผู้ต้อง สงสัยได้

นายจรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้ความ เห็นว่า การเอาผิดต่ออาชญากรรม ทางเศรษฐกิจลักษณะนี้ทำได้ยาก เพราะกฎหมายยังไม่สามารถ เอาผิดหรือสาวไปยังตัวการที่อยู่ เบื้องหลังได้ เนื่องจากมีการตั้ง ตัวแทนหรือนอมินีเข้าไปเป็น กรรมการบริษัทแชร์ลูกโซ่หรือ ปล่อยเงินกู้ แต่เชื่อว่าหน่วยงาน ต่าง ๆ จะได้นำเอาประเด็นความ เห็นจากการหารือทางวิชาการนี้ ไป ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความผิดลักษณะนี้ไม่ ให้เกิดในอนาคต

ด้านนายอุดมศักดิ์ นิติ มนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ใน ฐานะเสียงข้างน้อย ให้ความถึง กรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญจะส่งผลกระทบต่อกฎหมาย ขายตรง และกฎหมายอื่นอีกกว่า 100 ฉบับว่า เรื่องนี้ตนเห็นด้วยใน หลักการที่กฎหมายนั้นมีการ สันนิษฐานความผิดนั้นไม่ขัดกับ รัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นเรื่องการนำ เอาข้อวินิจฉัยมาบัญญัติไว้ใน กฎหมายกว่า 100 ฉบับ เพื่อเป็นข้อ ผูกพันกับทุกกฎหมายด้วยหรือไม่ ตนเห็นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ ควรผูกพันทุกกฎหมาย แต่ต้อง วินิจฉัยเป็นรายฉบับไป ซึ่งการ สันนิษฐานดังกล่าวเป็นการวินิจฉัย ข้อเท็จจริง ไม่ใช่สันนิษฐานความ ผิด เพราะกฎหมายได้บัญญัติไว้แล้วว่า หากผู้กระทำความผิดนั้น พิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีความผิด คือ การพิสูจน์เจตนา การกระทำ หรือ ข้อเท็จจริง ซึ่งกฎหมายได้ให้ โอกาสพิสูจน์ความผิดได้ ผมเห็นว่าเมื่อพิสูจน์ความ ผิดได้ ก็จะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าไม่ได้เป็นการผลักภาระ การพิสูจน์ แต่กฎหมายได้บัญญัติ การพิสูจน์ไว้แล้ว จึงเป็นการ สันนิษฐานข้อเท็จจริง ไม่ได้ สันนิษฐานความเห็น กฎหมาย ฉบับนี้จึงเป็นกฎหมายของผุ้ที่มี ความรู้และอาศัยความไม่รู้เอา เปรียบประชาชน ซึ่งประชาชนคน ไทยรู้ไม่เท่าทันอาชญากรรมเหล่า นี้ รัฐบาลต้องปกป้องประชาชน และเอาผิดผู้กระทำความผิด แต่ถ้า หากรัฐปกป้องเอาผิดกับผู้กระทำ ผิด โดยไม่คำนึงถึงประชาชนส่วน ใหญ่จะเป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักนิติธรรม นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะเสียงข้างน้อย กล่าวยํ้าอีก ครั้ง

ขณะที่นายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีกท่าน หนึ่ง ให้ความเห็นว่า หลักนิติธรรม ของหลักกฎหมายเกี่ยวกับข้อ สันนิษฐานความผิดทางอาญาของ ผู้บริสุทธิ์เป็นหลักกฎหมายวิธีการ พิจารณาตามหลักสากลที่หลาย ประเทศล้วนยึดถือ โดยใน ประเทศไทยก็รับเอามาใช้เป็นระยะ เวลาช้านาน ซึ่งมีปรากฏอยู่ใน รัฐธรรมนูญหลายฉบับ รวมทั้ง รัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 39 วรรค 2 ที่ระบุว่า.....ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด ซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม ทั้งนี้สำ หรับประเทศที่ ยึดหลักนิติธรรมและนิติรัฐก็ จะมีองค์ประกอบข้อนี้อยู่ด้วยเพื่อ เป็นหลักว่าด้วยการพิจารณาคดี อาญาจะต้องมีการสันนิษฐานก่อน ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไมมี่ความผิด เมื่อมีการพิจารณาใช้กับ พระราชบัญญัติที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย คือ พ.ร.บ.ขายตรง และการ ตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 แต่ ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้อยคำที่บัญญัติ เอาไว้ในพ.ร.บ.ดังกล่าวนั้นเป็นการ ขัดกับหลักสันนิษฐานความเป็นผู้ บริสุทธิ์ของจำเลยหรือไม่

ในมาตรา 54 บัญญัติว่า กรณีที่ผู้กระทำผิดที่เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใด ที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของ นิติบุคคลนั้นต้องรับโทษตาม กฎหมายระบุไว้ด้วย เว้นเสียแต่จะ พิสูจน์ได้ว่า ไม่มีส่วนกระทำผิดของ นิติบุคคลนั้น ตรงนี้ที่บอกว่าให้กรรมการ ผู้จัดการหรือบุคคลใด รับผิดตามที่ กฎหมายระบุไว้ เสียงส่วนมากเห็น ว่า เป็นการขัดกับหลักนิติธรรม หากถามว่า กฎหมายที่บัญญัติเช่น นี้ ประเทศอื่นก็มีเช่นกัน ที่เห็น ชัดเจน ก็คือ ออสเตรเลีย ที่มี บทบัญญัติในลักษณะนี้ ฉะนั้นกรณีของไทย ถ้า เพียงแต่เพียงว่า กรณีที่ผู้กระทำ ผิดต้องรับโทษเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลใดที่ รับผิดในการดำ เนินงานของ นิติบุคคลมีส่วนร่วมในการกระทำ ผิดต้องรับผิดด้วย เหตุผลนี้คงพอ ไปได้ แต่การที่สันนิษฐานไปก่อน ล่วงหน้านั้น เป็นการผลักภาระให้ จำเลยหรือผู้บริสุทธิ์ จึงเห็นว่าขัด ต่อหลักดังกล่าวแน่นอน ด้านนายกำชัย จงจักรพันธ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่าในมาตรา 54 ของพ.ร.บ.ขายตรง และการตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะ นำมาเป็นบรรทัดฐาน โดยจะต้อง มีการประกาศให้ประชาชนรับ ทราบ

แต่ในฐานะที่ตนเป็น กรรมการปฏิรูปกฎหมาย เห็นว่า กฎหมายกว่า 100 ฉบับ ที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับ พ.ร.บ.ขายตรง ฯ นั้น เป็น หน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะ ต้องไปแก้ไขให้สอดคล้องตามคำ วินิจฉัย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แต่ถ้า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สนใจ ดำเนินการแก้ไข ก็ควรจะต้อง พิจารณาตัวเองว่าสมควรที่จะอยู่ ต่อไปหรือไม่ อย่างไรก็ดี ในคำเสนอแนะ ท้ายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรม นูญ ได้มีการระบุว่า กฎหมายที่ ควบคุมการประกอบอาชีพ-ธุรกิจ ภายใต้ระบบอนุมัติอนุญาตทุก ฉบับที่มีบทบัญญัติในลักษณะนี้ ....ในคดีที่ค้างคาอยู่และคดีที่ถึงที่ สุดไปแล้ว ซึ่งตัดสินความผิดตาม กฎหมายต่าง ๆ โดยอาศัยบท บัญญัติในลักษณะข้างต้น คงต้อง อาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรค 2 ยกเป็น ข้อต่อสู้ แต่ทั้งนี้ เนื่องจากศาล รัฐธรรมนูญยังมิได้มีคำวิจฉัยว่า มาตรา.....แห่งพ.ร.บ....ต่าง ๆ ที่ยก มาเป็นตัวอย่าง ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ณ วันนี้ คงต้องหาช่องทาง เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 211,245 (1),257 (2) หรือท้ายที่สุดมาตรา 212 เสียก่อน พร้อมเสนอให้ผู้ตรวจการ แผ่นดิน รวบรวมรายชื่อกฎหมาย และมาตราที่เกี่ยวข้อง มารวมเป็น คำร้องตามมาตรา 245 (1) เสนอ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างจะ ได้ชัดเจนเสร็จสิ้นในคราวเดียว

ที่น่าสนใจ ก็คือ เมื่อคำร้อง ไปยังศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง คำ วินิจฉัยจะมีมติออกมา 5 ต่อ 4 เหมือนกับ พ.ร.บ.ขายตรงและการ ตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 หรือไม่ นี่คือสิ่งที่หลายฝ่ายกังวลกัน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 345 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556




วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาโลกแตก แม่ทีมย้ายค่าย VS บริษัทตัดโค้ด







MLM-Leader

 


หลังจากที่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา In Network Special ได้นำเสนอความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับบริษัทธุรกิจขายตรงชื่อดัง พ ที่ถูกแม่ทีมระดับสูง หอบเอกสารเข้าร้องทุกข์กับ บก.ปคบ. วอนตรวจสอบความไม่โปร่งใสธุรกิจ หลังพบโยกย้ายสายงานโดยไมยุติธรรม ส่งผลเสียหายร่วมครึ่งล้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกมาชี้แจงในที่สุด หลังจากที่ข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหัวข้อการสนทนาใหม่ในแวดวงธุรกิจขายตรงไปในที่สุด


ย้อนปมขัดแย้งขายตรง พ


ต่อประเด็นดังกล่าว ย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจาก แม่ทีมผู้ร้องทุกข์ อักษรย่อ ได้หอบเอกสารเข้าไปหา บก.ปคบ. กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค


ร้องทุกข์ว่า ตนได้เข้าร่วมธุรกิจกับบริษัท ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2555 โดยบริษัทดังกล่าว เป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัท ขายตรงชื่อดังอีก 2 แห่ง แห่งแรกคือ และ ภายใต้การบริหารงานของ CEO รายเดียว


โดยเมื่อทำธุรกิจไปได้เพียงไม่นานก็สามารถ ขึ้นตำแหน่งในระดับสูงของบริษัทได้ กระทั่งยอดรายได้ล่าสุดที่เคยรับ สามารถสร้างสถิติรายได้สูงถึงสัปดาห์ละประมาณกว่า 1 แสนบาท หรือได้รับรายเดือนละไม่ต่ำกว่า 4 5 แสนบาท และหากมองตามแผนการตลาดที่บริษัทบอกไว้ อีกไม่กี่เดือนจะสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทอย่างแน่นอน


แต่เพียงไม่นานก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสายงานของตนขึ้น เมื่อตนพบว่า ยอดรายได้ของตนในส่วนนี้ขาดหายไปทั้งหมด และคาดว่ามีการโยกสายงานของตนทั้งหมดในฝั่งนี้ ขึ้นไปสร้างให้กับทีมอื่น ที่เป็นแม่ทีมใหญ่ ซึ่งสายงานนี้มีสมาชิกอยู่มากกว่า 4-5 พันคน สร้างความเสียหายทางธุรกิจเป็นอย่างมากให้กับตน


โดยตนได้พยายามสอบถามและขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยไม่ได้ยินยอมให้บริษัททำแบบนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล บริษัทอ้างว่าตนทำผิดเงื่อนไขต่างๆ ขิงทางบริษัท จึงได้ทำการตัดโค้ด และให้ผมยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ตนจึงต้องขอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและดูแลธุรกิจขายตรงให้ความช่วยเหลือด้วย


ส่วนอีกเรื่องสำคัญที่แม่ทีมคนดังกล่าววอนขอให้ตรวจสอบเช่นกัน คือเรื่องของใบอนุญาตจดทะเบียนขายตรง โดย ได้นำเอกสารใบเสร็จ ใบสมัคร และชุดทำธุรกิจมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ พร้อมกับให้ข้อมูลว่า ตนสังเกตจากการออกใบเสร็จและใบสมัครของบริษัท ได้ใช้คนละชื่อกับบริษัทที่ดำเนินการอยู่


ยังคงเป็นการนำเอาชื่อของบริษัทแม่ที่เปิดแห่งแรก และบริษัทที่ 2 ที่ปิดทำการไปแล้วมาออกเอกสาร จึงไม่แน่ใจว่าบริษัทนี้ มีการจดทะเบียนธุรกิจขายตรงถูกต้องแล้วหรือไม่ เพราะล่าสุดตนได้เข้าเว็บไซต์ของ สคบ. กลับไม่พบชื่อของบริษัทที่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด


หลังจากนั้น บก.ปคบ. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว และลงบันทึกประจำวันเป็นที่เรียบร้อย และได้มีการออกจดหมายเรียกเจ้าของบริษัทดังกล่าว เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ครั้งแรกคือ วันที่ 15 มีนาคม 2556 ณ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองปราบฯ


สรุปเหตุอยู่ระหว่างจดเดเจ้งเปลี่ยนชื่อ


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยกับ in Network Special ว่า สรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในขณะนี้โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าบริษัทจดทะเบียนทำธุรกิจถูกต้องหรือไม่นั้น ผลปรากฎว่าบริษัทมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อบริษัทที่ 2 คือ บริษัท ก กับกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 ให้เป็นชื่อใหม่ คือ บริษัท พ.ก. และอยู่ระหว่างการแจ้งเปลี่ยนชื่อกับทาง สคบ. ทำให้ไม่มีข้อมูลปรากฏ ดังนั้นในแง่ของกฎหมายขายตรง บริษัทตงไม่ถือว่ามีความผิด เพราะเปิดดำเนินธุรกิจจากใบอนุญาตของบริษัทเดิม คือ บริษัท พ.ก. ที่มีใบอนุญาตเดิมมอยู่แล้ว ประเด็นเรื่องมีใบอนุญาตหรือไม่นั้นจึงตกไป เพราะถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย


แหล่งข่าว กล่าวต่อว่าส่วนกรณีการ ตัดโค้ด นักธุรกิจคนดังกล่าว จึงกลายเป็นเรื่องราวส่วนตัว ที่ไม่อยู่ในกฎหมายที่จะเอาผิดอะไรได้ และไม่เกี่ยวข้องทางกฎหมายขายตรงกับเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. เป็นเรื่องที่ทางด้านของ นักธุรกิจ และ บริษัท ที่ต้องไปตกลงเคลียร์ปัญหาเอาเอง แต่หากเคลียร์ไม่ลงตัว ก็จะเป็นเรื่องของคดีแพ่ง ที่เจ้าทุกข์ต้องไปดำเนินการต่อเองในที่สุด


ซึ่งทราบมาว่า ล่าสุดเรื่องนี้นักธุรกิจรายดังกล่าว ก็ตัดสินใจไม่ดำเนินการอะไรต่อกับบริษัท พ.ก. เพราะเมื่อเทียบกับการที่ต้องเสียเวลาดำเนินการทางด้านคดี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นตามมา คงจะไม่คุ้มค่ากัน อีกทั้งขณะนี้ นักธุรกิจรายนี้ได้ตัดสินใจไปทำธุรกิจกับบริษัทอื่นและกำลังสร้างรายได้ที่ดีใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่อยากต้องมาเสียเวลากับเรื่องราวดังกล่าวอีก ความขัดแย้งในเรื่องนี้จึงดูเหมือนว่าจบลงไปแบบเงียบๆ ในที่สุด


อดีตแม่ทีม ค่ายดังย่านธุรกิจเข้าร้องทุกข์ด้วย


แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเด็นแม่ทีมถูกตัดโค้ดยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยล่าสุดที่ทราบมา คือแม่ทีมระดับสู.ของบริษัทดังย่านสุขุมวิท ที่ถูกตัดรหัสตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทำให้สูญเสียรายได้ไปจำนวนมาก เพราะเป็นนักธุรกิจเก่าแก่ที่ทำธุรกิจกับบริษัทมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 หรือยุครากเริ่มของบริษัทนั่นเอง


โดยมีสาเหตุหลักคล้ายกับหลายกรณีที่เคยผ่านมา คือ มีข้อมูลว่าแม่ทีมไปทำธุรกิจกับค่ายอื่น จึงนำมาสู่การ ถูกตัดโค้ด ในที่สุด ขณะที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นไปตามที่บริษัทกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและเช็คข้อมูลเพิ่มเติม ถึงความถูกต้องของการทำธุรกิจค่ายดังกล่าว


อันที่จริงเรื่องการตัดโค้ดนั้น เป็นความขัดแย้งที่เกิดมาทุกยุคสมัยของขายตรง หากมองในแง่กฎหมายขายตรง ก็ถือว่าไม่มีเข้าข่ายความผิดใด หากผู้เสียหายคิดว่าตนเองถูก ก็ต้องไปดำเนินการทางด้านของคดีแพ่ง ซึ่งก็ต้องไปเสียเวลาและค่าใช้จ่ายดำเนินการทางด้านคดีอีกหลายอย่าง


จึงอาจเป็นช่องว่างหนึ่งที่ทำดูเหมือนว่า นักธุรกิจอิสระกลายเป็นผู้เสียเปรียบได้ การแก้กฎหมายจึงเป็นทางออกเดียวที่จะแก้ปมขัดแย้งนี้ได้อย่างถาวร แต่ก็ดูเหมือนว่า ขนาดนักธุรกิจอิสระเองก็ไม่มีใครให้ออกมาเรียกร้องความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว จนกว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับตัวอง จึงจะเดินทางไป บก.ปคบ. เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเรื่องดังกล่าว ที่บางครั้งก็เพียงสามารถแก้ได้ที่ปลายเหตุเท่านั้น แหล่งข่าวกล่าวในที่สุด





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.อินมาร์เก็ตติ้ง ฉบับที่ 166 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556