ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดมุมความสำเร็จนักขาย "ไทยเฮลท์" ... "ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ไม่ยากอย่างที่คิด"


ต้องบอกว่า ไทยเฮลท์ เป็นธุรกิจขายตรงของคนไทย ที่ตอบสนองทั้งความรวย ความมั่นคง บารมี และสุขภาพได้อย่างแท้จริง โดยเป็นธุรกิจ ที่สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของทุกคนให้ดีได้ รวมถึงมีรายได้ที่แน่นอน โดยเพียงแค่เข้ามาเรียนรู้ระบบ และสินค้าเท่านั้น เมื่อเกิดความเชื่อมั่น 100% แล้ว ต่อจากนั้นก็ลุยอย่างเต็มที่ ซึ่งหากทำได้อย่างนี้แล้ว เชื่อว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ กับทุกท่านแน่นอน
จะมีความสุขใดที่เทียบเท่ากับคำว่า...ชีวิตปราศจากความจน...ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน ในที่นี้ คงต้องการสิ่งนี้ แทบทั้งนั้น!...ในขณะเดียวกัน อาจจะตั้งคำถามในใจด้วยว่าแล้วจะทำอย่างไรล่ะ ชีวิตถึงจะมีดั่งที่ใจปรารถนา...ซึ่งต้องบอกว่า ณ ชั่วโมงนี้ ธุรกิจที่อาจจะช่วยท่านได้ คงหนีไม่พ้น!ธุรกิจขายตรงแน่นอน!!...
เช่นดั่งดีเจหนุ่มคนนี้ชาญ์ณรงค์ โพธิ์สุขเกษมอดีตทำงานสื่อวิทยุ ตั้งแต่จัดรายการวิทยุ บริหารคลื่นวิทยุ มากว่า 20 ปี ซึ่งผ่านการเป็นมนุษย์เงินเดือนมาหลากหลาย แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง ก็ได้ผันชีวิตที่ทำตรงนั้นมาเพราะว่า...ด้วยปัจจัยหลายๆ ด้าน ทำให้เขาได้เลือก ที่จะต้องการแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเข้ามาในชีวิต...จนกระทั่งเข็มทิศชีวิตได้พลิกผัน ให้เขาผู้นี้ได้มาสู่โลกของธุรกิจขายตรง
ชาญ์ณรงค์ผู้มีความใฝ่ฝัน ที่อยากจะรวยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ลังเลใจ ที่จะกระโดดเข้ามาบนเส้นทางธุรกิจขายตรง โดยชาญ์ณรงค์บอกว่า...เพราะในตอนนั้น ก็มีเรื่องของขายตรง กับสื่อวิทยุเข้ามา และทางผู้บริหาร ไทยเฮลท์ เอง ก็ได้ไปซื้อคลื่นเครือข่าย เรดิโอ โอเค ไป ต่อจากนั้นชาญ์ณรงค์ก็ได้เข้ามาบริหารคลื่นวิทยุตรงนี้ให้ เนื่องจากค่อนข้าง มีประสบการณ์ตรงนี้มาหลายปี
หลังจากที่ชาญ์ณรงค์ได้เข้ามาสู่ธุรกิจไทยเฮลท์เขาผู้นี้ ก็มีความเชื่อมั่นว่าไทยเฮลท์จะสามารถนำพาตัวเขาให้มีชีวิตที่ดีได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะที่นี่ มีระบบการบริหารงานที่แปลกใหม่ มีไอเดีย ที่สามารถนำวิทยุ กับขายตรงมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว
และจากจุดเริ่มต้นที่ชาญ์ณรงค์ได้เข้ามาบริหารสื่อคลื่นวิทยุของ ไทยเฮลท์ ครบ 1 ปีเต็ม เขาผู้นี้ บอกกับเราว่า อุปสรรคและปัญหาถือว่ามีบ้างเช่นกัน เห็นได้จากวิกฤติน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ที่ถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคในการทำงาน ซึ่งในช่วงเวลานั้น ก็ได้ทางท่านผู้บริหารของไทยเฮลท์ ได้ช่วยแนะวิธีการทำตลาดแบบใหม่ ด้วยการบริหารคลื่นวิทยุพร้อมกับการเป็นดีลเลอร์ควบคู่ไปด้วย
ผมเริ่มต้นเป็นดีลเลอร์ ที่จังหวัดลพบุรีก่อน ต่อมาก็ได้ขยายออกไปตามจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปอยู่ทางภาคเหนือ โดยฐานลูกค้าที่ซื้อสินค้า ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป รวมถึงยังมีในกลุ่มวัยรุ่นก็มีบ้างบางส่วนเช่นกัน
ชาญ์ณรงค์ยังบอกอีกว่า ในรูปแบบของธุรกิจขายตรงของไทยเฮลท์นั้น จะไม่ใช่เป็นในลักษณะของ MLM โดยตรง ที่ไม่ต้องมีแผนงานอะไรมากมาย ธุรกิจทำง่าย และความสำเร็จสามารถจับต้องได้จริง ซึ่งเห็นได้จาก ตลอดระยะเวลา 2 ปีเต็มที่ เขาผู้นี้ได้สัมผัสกับธุรกิจไทยเฮลท์ชาญ์ณรงค์บอกว่า ได้รับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่า จะเป็นบ้านราคาหลายล้านบาท รถยนต์คลาสสิค ของสะสม พวกรถเก่า เป็นต้น ซึ่งทุกอย่าง ล้วนแล้วเกิดจากการทำธุรกิจไทยเฮลท์ทั้งสิ้น...ที่สำคัญ ปัจจุบัน เขาผู้นี้มีรายได้รวมอยู่ที่ 7 หลักต่อปีอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งผู้ที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจนี้จริง ๆ
ชาญ์ณรงค์ยังบอกว่า...ในขณะที่เราเป็นดีลเลอร์ ผลประกอบการดี ก็มีมูลค่าการลงทุนที่เยอะ โดยสามารถขยายสาขาเพิ่ม สามารถกล้าลงทุนในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้นอีกด้วย! โดยถือว่ารายได้ที่เข้ามานั้น พอที่จะเลี้ยงดูศูนย์แต่ละศูนย์ สามารถเอาเงิน ผลกำไร ไปขยายธุรกิจเพิ่มได้...เรียกว่าที่มีวันนี้ได้เพราะธุรกิจไทยเฮลท์จริง ๆ และนี่คือน้ำพัก น้ำแรงที่เกิดจากความขยันและความอดทน มาจนถึงวันนี้...แน่นอนที่สุดเป้าหมายคือ สิ่งที่มีไว้ให้ทุกคนได้พุ่งชนนั่นเอง...
เช่นเดียวกับชาญ์ณรงค์ก็ได้ตั้งเป้าหมายนับจากนี้ว่า ต้องการที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมทุกภาค...เนื่องจากมองว่า ในปี 2556 นี้ คงเกิดการถูกจำกัดในเรื่องของสื่อเล็กลง จึงทำให้เกิดการแย่งสื่อมากขึ้น และอาจทำให้ส่งผลต่อการแข่งขันทางด้านสินค้าตามมา ในขณะเดียวกัน เชื่อว่า ผู้ประกอบการขายตรง จะหันมาเน้นในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด รวมถึงการจัดโปรโมชั่นกับผู้บริโภคมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ชาญ์ณรงค์ยังได้พูดถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้ว่า ในส่วนของไทยเฮลท์เอง ก็ได้มีแผนรองรับในเรื่องของกำลังส่ง กำลังเครือข่ายเช่นกัน คือ การสร้างผู้ผลิตที่มีช่องทางการขายทางวิทยุ ให้เปรียบเหมือนร้านค้า และการเปิดช่องทางการทำสื่อต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเป้าหมายให้เป็นคลื่นหลัก ในสื่อวิทยุ และพัฒนากลุ่มสินค้า เพื่อเตรียมพร้อมรับเรื่องราวของ กสทช. ด้วย
...เรียกได้ว่าไทยเฮลท์เป็นธุรกิจขายตรงของคนไทย ที่ตอบสนองทั้งความรวย ความมั่นคง บารมี และสุขภาพได้อย่างแท้จริง โดยเป็นธุรกิจที่สามารถเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของทุกคนให้ดีได้ รวมถึงมีรายได้ที่แน่นอน โดยเพียงแค่เข้ามาเรียนรู้ระบบ และสินค้าเท่านั้น เมื่อเกิดความเชื่อมั่น 100% แล้ว ต่อจากนั้นก็ลุยอย่างเต็มที่ ซึ่งหากทำได้อย่างนี้แล้ว เชื่อว่า ความสำเร็จเกิดขึ้นได้ กับทุกท่านแน่นอน!...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

ขายตรง "ไอยรา" เปิดยุทธศาสตร์3ด้านรับปีมะเส็ง เน้นสร้างผู้นำ-สร้างทีมงาน-สร้างระบบการทำงาน

ไอยรา เผยภาพรวมธุรกิจ 10 เดือนที่ผ่านมา กระแสตอบรับดีเกินเป้า ล่าสุดปิดยอดขายสิ้นปี55 อยู่ที่ 100 ล้าน พร้อมประกาศเดินหน้าลุยธุรกิจเครือข่ายปีมะเส็งเต็มอัตราศึกด้วย 3 ยุทธศาสตร์ เน้นสร้างผู้นำ-สร้างทีมงาน-สร้างระบบการทำงาน เผยเตรียมเปิดตัวธุรกิจไอยราอย่างเป็นทางการเดือนมีนาคมนี้ พร้อมเสิร์ฟผลิตภัณฑ์ใหม่ เอาใจผู้บริโภคและสมาชิก




...หลังจากที่ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้ถือกำเนิดเริ่มต้นธุรกิจมาเมื่อช่วงต้นปี 2555 ที่ผ่านมา พร้อมกับได้ใบอนุญาตจาก สคบ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงวันที่ 1 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมานั้น ปรากกฎว่า กระแสความเคลื่อนไหวของธุรกิจค่ายนี้ ก็เริ่มที่จะจุดประกายเจิดจรัสออกมาให้เป็นรูปธรรมบ้างแล้ว ซึ่งหากนับตั้งแต่วันนั้นจนถึง

วันนี้ ไอยรา ถือได้ว่า เริ่มดำเนินธุรกิจมาแล้วประมาณ 10 เดือน และ 10 เดือนที่ผ่านมานี่เอง เรียกได้ว่าชื่อของค่ายนี้เริ่มที่จะเป็นที่รู้จักของคนเครือข่ายบ้างแล้วเช่นกัน!...

อย่างไรก็ตาม หากดูถึงยุทธศาสตร์การบุกตลาด ที่ สร้างความแข็งแกร่ง และ สร้างความเกรียงไกร ของค่ายนี้ตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ไอยรา จะเน้นการบุกพื้นที่ตามเขตภูธรเสียเป็นส่วนใหญ่ เห็นได้จาก ที่ผ่านมา หากใครที่ติดตามค่ายนี้จะพบว่า เริ่มมีการที่จะเข้าไปยึดพื้นที่ขายตรงใน ภาคใต้บ้างแล้ว โดยเป็นการเข้าไปตีโอบล้อมในหัวเมืองใหญ่ ๆ อาทิ หาดใหญ่ ภูเก็ต ชุมพร ยะลา และพัทลุง เป็นต้น บวกด้วยการฝึกอบรมที่เข้มข้น พร้อมกับแม่ทีมลงเข้าไปต่อยอดธุรกิจอีกครั้ง...เรียกว่า เป็นอีกหนึ่งคัมภีร์รบของค่ายนี้ ที่ทางผู้บริหารของ ไอยรา ใช้มาตลอดระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมานั่นเอง

...มาดูกันว่า แผนการบุกตลาดของ ไอยรา ในปี 2556 นี้ จะมีทีเด็ดอะไรออกมาสู้ศึกบ้าง พร้อมกับในปี 2555 ที่ผ่านมา ธุรกิจไอยราประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ซึ่งทางด้าน ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้เผยผ่าน ตลาดวิเคราะห์ ว่า
ภาพรวมของธุรกิจไอยรา ในปีที่ผ่านมานั้น ถือได้ว่าเป็นปีแห่งการเริ่มต้น และเตรียมความพร้อม ที่จะมีการเปิดตัว อย่างเป็นทาง การในช่วงเดือนมีนาคม 2556 นี้ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ สามารถปิดยอดขายได้ที่ประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่สำคัญ ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ไอยรามีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 15,000 รหัส พร้อมกับยังมี สมาชิกที่เข้ามาในธุรกิจเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000 รหัสต่อเดือนอีกด้วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าพอใจอย่างมาก
ดร.กัมปนาท เผยอีกว่า ในช่วง 10 เดือนของการดำเนินธุรกิจไอยรา ถือว่าที่นี่ มีความพร้อมทุกด้าน ทั้งในเรื่องของระบบที่จะทำให้ผู้นำทุกคนประสบความสำเร็จ รวมถึงมีผู้นำที่มีความเหนี่ยวแน่น พร้อมกับระบบการฝึกอบรมที่มีความเข้มข้น และมีสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของสมาชิก โดยเราเชื่อว่า หลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ น่าที่จะทำให้ธุรกิจไอยราเติบโตและเกรียงไกรมากขึ้นอย่างแน่นอน

ส่วนอีกหนึ่งยุทธ ศาสตร์ที่สำคัญ ที่ทาง ดร.กัมปนาท กล่าวย้ำอยู่เสมอนั่นก็คือ การลงพื้นที่ต่างจังหวัด ที่ต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ให้ได้นั้น ต้องบอกว่า ณ เวลานี้ ไอยรา เริ่มที่จะขยายไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศบ้างแล้ว ตามแผนงานที่ได้วางไว้ ทั้งกรุงเทพ และภาคใต้ ส่วนในพื้นที่ทางภาคเหนือกับอีสานนั้น ทาง ไอยรา มีแผนที่จะบุกทำตลาดในอนาคตต่อไป
สำหรับยุทธศาสตร์การบุกตลาดของไอยราในปี 2556 นี้นั้น ดร.กัมปนาท เผยว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการประสานพลังของไอยรา เพื่อให้ธุรกิจก้าวต่อไปข้างหน้า ด้วยการเน้นให้ความสำคัญ 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1. ผู้นำ
2. ทีมงาน และ 3. ระบบการทำงาน
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ บริษัทฯ จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ประมาณ 4 รายการด้วยกัน อาทิ เครื่องดื่มสำหรับผู้ชาย ผลิตภัณฑ์อาหารผิว ผลิต ภัณฑ์ครีมกันแดด เป็นต้น จากปัจจุบันนี้ ที่บริษัทฯ มีสินค้าอยู่ทั้งหมด 4 หมวดด้วยกัน คือ 1. สินค้าหมวดสุขภาพ 2. หมวดความงาม 3. หมวดกระชับสัดส่วน และ 4. ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร โดยหมวดที่มียอดขายมากที่สุด อยู่ที่สินค้าหมวดสุขภาพ คือ สารสกัดเซซามีน จากงาดำ โดยมียอดขายอยู่ที่ 70%

สำหรับทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้นั้น ดร.กัมปนาท มองว่า จะมีการแข่งขันกันในเชิงของคุณภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคเริ่มที่จะฉลาดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน การเกิดขึ้นของบริษัทขายตรงรายใหม่ ก็มีผลที่ต้องทำให้หลาย ๆ บริษัท จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการปรับตัวตามด้วยเช่นกัน รวมถึงยังต้องหาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นสำหรับผู้บริโภคด้วย

นอกจากนี้ ดร.กัมปนาท ยังได้พูดถึงบริษัทขายตรงที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ในช่วงนี้ว่า คงอาจจะไม่ได้รับใบอนุญาตมากเหมือนเช่นดังที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากมองว่า ทาง สคบ.เอง น่าที่จะให้ใบอนุญาตนี้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ ก็ยังเชื่อว่า จะมีธุรกิจขายตรงที่เกิดขึ้นมาใหม่ในปี 2556 นี้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
วันนี้ต้องบอกว่า ธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะพิเศษ เพราะเห็นได้จาก เศรษฐกิจไม่ดี หรือเศรษฐกิจดี ธุรกิจนี้ ก็ยังสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่ว่า จะมีความหวือหวาหรือเปล่าในปีไหนนั้น ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าถ้าเศรษฐกิจดี หรือ จีดีพี ดี ธุรกิจก็จะขับเคลื่อนเติบโตดีนั่นเอง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

เจาะเกมรบ "ขายตรงไทย" เปิดศึกรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งของการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยทั้งขนาดกลางและเล็กเลยก็ว่าได้ ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ก็ได้มีการเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพขยายตลาดอย่างมากในธุรกิจขายตรง อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากพบว่า มีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน แต่ทั้งนี้ หากพูดถึงในเรื่องของตลาดขายตรง ที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คงต้องยกให้ประเทศไทยนั่นเอง!...

โดยก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ทางด้านนายกสมาคมการขายตรงไทยเอง ก็ได้ออกมากล่าวว่า สิ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น จะต้องวางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นอกจากนี้ ต้องเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อให้เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเปิดกว้าง สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ

ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


ขายตรงจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกอาเซียน
เมื่อการส่งสัญญาณของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวในตรงจุดนี้บ้างแล้วเช่นกัน ...เห็นได้จากค่ายกิฟฟารีนที่นำโดยพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ก็ได้มีการวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนมาขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทางกิฟฟารีนเองได้พุ่งเป้าที่จะเข้าไปเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากในประเทศดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนและตลาดน่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทางกิฟฟารีนยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยไปเจาะตลาดในประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซียมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเข้าไปเจาะตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้นั้นกิฟฟารีนเอง จะใช้รูปแบบในการทำตลาด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด พร้อมกับมีการตั้งเป้าหมายที่จะโกยยอดขายในต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 ล้านบาทอีกด้วย
...เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ บริษัท ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า เตรียมที่จะบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านมิสทินเอง ก็ได้ออกมาเผยว่า ได้มีการร่วมลงทุนกับเครือสหพัฒน์ ในการเปิดโรงงานมิสทินในพม่าเพิ่มอีก 1 แห่ง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งโรงงานใหม่นี้ จะอยู่ในโครงการสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก โดยทางด้านมิสทินเอง ได้มองว่า ในอนาคตที่จะมีการเปิดเออีซีขึ้นนั้น จะส่งผลทำให้ภาษีลดลง พร้อมกับเชื่อว่า โรงงานดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของบริษัท ในการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายทั้งตลาดในไทยและอาเซียน รวมถึงยังคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ที่สำคัญ ยังพบอีกว่ามิสทินเอง ยังมีแผนที่จะรุกเข้าไปขยายธุรกิจในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรในประเทศดังกล่าว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกวิธีการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือเปิดโรงงานผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายในระบบขายตรง หรืออาจมีการใช้แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และจะใช้เวลาอีก 2 ปี จึงจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้...เรียกว่าเป็นการอีกหนึ่งแผนงานที่เตรียมรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของมิสทินนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่ายน้องใหม่อย่างวิลเลนดรอฟก็ได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มสูบทั้งพม่า และอินโดนีเซียอีกด้วย รวมถึงยังมียักษ์ใหญ่ขายตรง อย่าง บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ลุยตลาดอาเซียนบ้างแล้ว ด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนาม


จับตากระแสฟีเวอร์ขายตรงรับAEC
...จะเห็นได้ว่า ในการขยายสาขาสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากมองในอีกแง่มุม กลับพบว่า ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมา มีหลาย ๆ บริษัท ก็ได้ทำการขยายสาขาออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ ส่งแม่ทีมออกไปขยาย แต่ที่ถูกจับตามองในช่วงนี้ ในส่วนของการขยายเขต ขยายสาขาก็เนื่องจากการโยงเรื่องการค้าเสรีเข้ามา ทำให้การเดินล่าปักธงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นจนกลายเป็น AEC ฟีเวอร์ของวงการขายตรงในช่วงนี้นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์ไปในเชิงลึกอีก จะพบว่า ในเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ของหลายบริษัท ที่ประกาศว่า จะรองรับการเปิดการค้าเสรี ในปี 2558 นี้ ก็ได้มีการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทุกบริษัทถึงต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริษัท มีการเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ประกาศแผนรองรับในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องของแผนรองรับ AEC ของธุรกิจขายตรงนั้น มีนักวิเคราะห์ วิจารณ์หลาย ๆ ท่าน ต่างมองกันว่า การประกาศเปิดแผนบุกตลาดอาเซียนที่หลายบริษัทพูดนั่น เปรียบเสมือนการสร้างภาพ เพื่อให้บริษัทถูกมองจากบรรดาสมาชิก และนักขายว่า มีความพร้อม อีกทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสาขาต่างประเทศเปิด AEC รายได้ของนักขาย ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ในขณะเดียวกัน ยังมองอีกว่า เรื่องของแผนรองรับการเปิดการค้าเสรี เป็นเรื่องที่หลายบริษัทสร้างภาพขึ้น เนื่องจากมีความต้องการกอบโกยรายได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ผ่านแผนการรองรับ AEC ของบริษัทที่หลายบริษัทสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของตัวบริษัท และให้เห็นถึงความมั่งคง และความมั่งคั่งของธุรกิจนั่นเอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจขายตรง ต่างพากัน พูดถึงเรื่องแผนการรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในช่วงนี้อย่างมากนั้น หากให้มองต่างมุม อาจจะพบว่า มีบางบริษัทก็ไม่ได้มุ่งเน้นแผนอย่างที่กล่าว แต่เป็นเพียงการสร้างกระแส เนื่องจากทางรัฐบาลมีการพูดถึงและจุดให้กลายเป็นประเด็น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้บริษัทขายตรงต่างหยิบขึ้นมาพูด ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็ไม่ได้ มีความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งบางบริษัท ก็เพิ่งมีการเปิดตัวบริษัท แต่ก็กลับมองไกลจนลืมเรื่องการสร้างตลาดในประเทศก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการขยายสาขาของบริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ใช้การขยายสาขาออกต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดแต่อย่างใด

...นับได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงใน 10 ชาติอาเซียน สามารถที่จะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าหากันง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ การที่หลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรง จะเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น ก็ต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมและการตลาดของแต่ละประเทศนั้นอย่างแตกฉานด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

ขายตรง "มาบุญครอง" เสริมทัพสินค้าเกษตร ย้ำปี56ขอสร้างเซอร์ไพร์สยอดแตะ2พันล.

มาบุญครอง ทุ่มงบกว่า 50 ล้าน เพื่อการพัฒนาเกษตรกรไทย พร้อมเปิดตัวโครงการ พัฒนาเกษตรกรไทย ก้าวไกลสู่สากล โดยสารปรับปรุงดินตราศิริชัย และ ศิริชัยไบโอพลัส เผยวัตถุประสงค์ เพื่อต้องการช่วยส่งเสริม สนับสนุน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของไทย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมช่วยเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจของไทย ให้สามารถแข่งขันในกลุ่ม AEC และตลาดโลกในอนาคตได้...แย้มสิ้นปีขอสร้างเซอร์ไพร์สยอดแตะ 2,000 ล้าน




หากพูดถึงธุรกิจขายตรงที่ชื่อ มาบุญครอง ต้องบอกว่า ค่ายนี้ เกิดขึ้นมาจากความพร้อมสูงสุด จากประสบการณ์ของแบรนด์สินค้ามาบุญครอง ที่หลายคนคุ้นหูชินตา ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมากว่า 30 ปีแล้ว โดยมี ศิริชัย บูลกุล นั่งแท่นเป็นประธานใหญ่ของธุรกิจในเครือมาบุญครองนั่นเอง ซึ่งทางมาบุญครองเอง ได้มีการนำชื่อ มาบุญครอง นี้ มาทำตลาดระบบเครือข่าย ด้วยประสบการณ์ของทีมงานมืออาชีพอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า วันนี้การทำตลาดระบบเครือข่าย ถ้าแบรนด์สินค้าหรือชื่อของบริษัท ที่เข้ามาทำธุรกิจนั้น พูดออกมาคนรู้จักเยอะ ก็เท่ากับว่า เป็นการทำให้การทำการตลาดค่อนข้างที่จะง่ายขึ้น ที่สำคัญ โอกาสที่จะสำเร็จก็มีเยอะขึ้นเช่นกัน

ซึ่งวันนี้ แม้ว่ามาบุญ ครอง จะเกิดขึ้นมาใหม่ ในตลาดของธุรกิจระบบเครือข่าย แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐาน ทางด้านการทำธุรกิจบวกกับผู้บริหารที่มีประสบการณ์นั้น ส่งผลทำให้ทีมผู้บริหารของค่ายนี้ มีความมั่นใจว่า ธุรกิจเครือข่ายของมาบุญครองไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อรอวันดับอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่ มาบุญครอง ได้นำมาทำการตลาดในระบบเครือข่ายนั้น พบว่าจะเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ และเครื่องอุปโภคและบริโภคเป็นหลัก เช่น น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว นอกจากนั้น ยังมีในกลุ่มของโสม ซึ่งได้นำเข้ามาจากประเทศเกาหลี และได้นำโสมมาผสมกับสมุนไพรไทย รวมถึงยังมีกลุ่มสินค้าอุปโภค เช่น ข้าวหอมมะลิ มาบุญครอง ก็ได้เข้ามาอยู่ในตลาดระบบเครือข่ายตรงนี้ด้วย

นอกจากนี้ นายสุรวุฒิ บูลกุล กรรมการบริหาร บริษัท มาบุญครอง จำกัด ยังได้ตั้งเป้าหมายด้วยว่า ภายใน 3 ปี บริษัทจะต้องแตะหลักพันล้านบาทให้ได้ เนื่องจากเชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ทางด้านการทำธุรกิจโอกาสที่จะเป็นไปได้ รวมถึงการวางเป้าหมายระยะยาว เพื่อต้องการให้มาบุญครองเป็นต้นแบบในการทำธุรกิจเครือข่าย และเป็นที่ยอมรับของนักการตลาดในระบบเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศนั่นเอง

...อย่างล่าสุดทาง มาบุญครอง ได้มีการทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท เพื่อการพัฒนาเกษตรกรไทย โดยการเปิดตัวโครงการ พัฒนาเกษตรกรไทย ก้าวไกลสู่สากล โดยสารปรับปรุงดินตราศิริชัย และ ศิริชัยไบโอพลัส ซึ่งที่ผ่านมานั้น โครงการดังกล่าวนี้ ทาง มาบุญครอง เอง ได้มีการจัดสัมมนาเชิงวิชาการให้ความรู้กับนักธุรกิจมาบุญครองอีกด้วย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการช่วยส่งเสริมสนับสนุน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของไทย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับช่วยเพิ่มมูลค่าพืชเศรษฐกิจของไทย ให้สามารถแข่งขันในกลุ่ม AEC และตลาดโลกในอนาคตได้

ซึ่งทางด้านนายธนกร กล้าหาญ ผอ.ฝ่ายผลิตภัณฑ์การเกษตร ได้เปิดเผยถึงตัวโครงการ พัฒนาเกษตรกรไทย ก้าวไกลสู่สากล โดยสารปรับปรุงดินตราศิริชัย และ ศิริชัยไบโอพลัส นี้ว่า โครงการนี้ จะมีการกระจายผลิตภัณฑ์ สู่กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ ด้วยการแจกตัวอย่างผลิต ภัณฑ์ สารปรับปรุงดิน ให้กับเกษตรกรไทย ทดลองใช้ให้ได้ผลจริง โดยโครงการที่ผ่านการอบรมสัมมนาในครั้งนี้ ได้นำความรู้ไปถ่ายทอดสู่เกษตรกรไทย ซึ่งผู้นำโครงการฯ ที่เข้าร่วมกิจกรรม จะต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกและผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านการเกษตร โดยโครงการนี้ จะรับสมัครจำนวน 400 คน ที่จะกระจายไปสู่เกษตรกรไทยทั่วประเทศ รวมถึงการส่งผลให้เกษตรกรไทยได้ใช้ผลิต ภัณฑ์คุณภาพสูง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งขณะนี้ โครงการดังกล่าวกระแสค่อนข้างดีทีเดียว

นายธนกร ยังเผยอีกว่า สำหรับสินค้าเกษตรของบริษัทฯ นั้น จะเริ่มจำหน่ายในช่วงเดือนมกราคม 2556 นี้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของท่านประธานที่ต้องการอยากที่จะให้เกษตรกรของไทย สามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ที่สำคัญ ทางมาบุญครองเองยังได้ตั้งเป้าหมายอยากที่จะให้พี่น้องเกษตรกรไทย ได้ใช้สินค้าเกษตรของมาบุญครองในส่วนของนาข้าวประมาณ 5 แสนไร่ ภายในปี 2556 นี้ ส่วนทางด้านการเกษตรพืชอื่น ๆ นั้น ทางมาบุญครองตั้งเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 3 แสนไร่

และนอกเหนือจากการเปิดตัวโครงการดังกล่าวนี้แล้ว ทางด้านนายธนกร ยังได้เผยถึงแผนงานของบริษัทฯ นับจากนี้อีกว่า เตรียมที่จะสร้างโรงงานผลิตปุ๋ย รวมถึงโกดังไว้สำหรับเก็บพืชผลทางการเกษตร โดยโรงงานดังกล่าว ตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งขณะนี้ กำลังดำเนินการอยู่ อีกทั้งในปี 2556 นี้ ทางบริษัทฯ ยังจะมีการจัดโปรโมชั่นแจกรถเบนซ์อีกด้วย มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท พร้อมกับ ตั้งเป้าหมาย ที่จะมีโมบายในปี 2556 นี้ทั่วประเทศประมาณ 1,000 โมบาย และมียอดขายแตะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้อีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

ผ่าจุดบอดขายตรงน้องใหม่Q1 เผยเส้นทางเกิดง่าย-ตายง่ายมีเท่ากัน

เปิดบทวิเคราะห์ เส้นทางขายตรงน้องใหม่Q1 หลังพบแรงเหวี่ยงทางธุรกิจเริ่มปะทุจุดเดือดเพียบ!...เผยทั้งค่ายเก่า-ค่ายใหม่ ออกมาเน้นสร้างธุรกิจบนความต่าง...ชี้!นาทีนี้ หากค่ายไหนมีความพร้อมไม่พอมีสิทธิ์สิ้นชีพได้ ...ระบุผู้ประกอบการจะอยู่รอดได้ต้องรอบรู้ธุรกิจแบบแตกฉานด้วย...พร้อมเตือนระวังภัยมืดเครือข่ายขายตรงจอมปลอมบนโลกออนไลน์ หลังพบเริ่มมีกลยุทธ์จูงใจคนโลภหลากหลายรูปแบบเพิ่มมากขึ้น



...เป็นที่ทราบกันดีว่า เกมการแข่งขัน ใน ธุรกิจขายตรง ช่วงต้นปี นับเป็นอีกหนึ่งช่วงที่เรียกว่า หลาย ๆ ค่าย ต่างพากัน เชือดเฉือน กันแบบ ถึงพริก ถึงขิง กันเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการปลุกยอดให้ตื่น เพื่อต้องการให้ยอดขายของตนเองนั้น ส่งสัญญาณดีตั้งแต่ต้นปี...ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ ค่าย คงวิตกกังวลใจกันไม่น้อยว่า สำหรับยอดขายของตนเองนั้น จะตรงตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่!... ซึ่ง จะลด หรือ จะเพิ่ม

และยิ่งในวันนี้ มีหลาย ๆ บริษัท กระโดดเข้ามาขอแบ่งแชร์การตลาดใน ธุรกิจขายตรง มากขึ้น ซ้ำร้าย! ยังเจอในเรื่องของกำลังซื้อ ที่อาจจะลดน้อยลงกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากพิษของ ค่าแรง 300 บาท-นโยบายรถคันแรก-อัตราเงินเฟ้อ ที่อาจจะเป็นปัจจัยลบ ทำให้ผู้บริโภคมีการตัดสินใจที่จะจับจ่ายใช้สอยยากขึ้น
นั่นเอง...นั่นก็หมายความว่า เกมช่วงชิง ความได้เปรียบเพื่อดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคให้มีมากขึ้น ก็น่าที่จะเริ่ม ปะทุ ออกมาให้เห็นในช่วงต้นปีนี้อย่างแน่นอน!!...
...เฉกเช่นดั่ง ธุรกิจขายตรง ที่ในช่วงต้นปีนี้ ก็เริ่มที่จะมีหลาย ๆ ค่าย พร้อมที่จะ สาดอาวุธลับ ออกมากระตุ้นยอดขายในช่วงต้นปี กันอย่างเมามันบ้างแล้ว...ที่สำคัญ ในวันนี้หลายคนอาจจะมองว่า ธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าลองกระโดดมาร่วมวงแข่งขันเพื่อหวังแย่งแบ่งแชร์ทางธุรกิจ ซึ่งหากมองไปในเชิงลึกแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ใครคิดเลย โดยต้องบอกว่า คนที่จะเข้ามาทำธุรกิจนี้ได้นั้น ต้องมีความพร้อมทุกด้านจริง ๆ ไม่ใช่ว่า ขี้หมู ขี้หมา ก็กระโดดเข้ามาทำธุรกิจนี้ได้แบบง่าย ๆ

ที่สำคัญ หากท่านที่อยู่ในแวดวงธุรกิจขายตรงนี้ แล้วจะพบว่า ที่ผ่านมา บริษัทขายตรงหลายต่อหลายค่าย ต่างกระอักเลือดกับธุรกิจนี้มาจนบอบซ้ำมานับไม่ถ้วนก็มี โดยเฉพาะขายตรงน้องใหม่ที่ยังไม่พร้อม!!...

...ซึ่งปัจจุบัน ก็พบว่า วันนี้มี ขายตรงน้องใหม่ ที่เคยประกาศว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันไหน ในวันนี้ แต่ผลสุดท้ายกลับไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการอย่างที่ได้ประกาศไว้ นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่ง บททดสอบ ข้อแรกที่ต้องบอกว่ายัง สอบไม่ผ่าน กับการมาสู่ธุรกิจขายตรงนั่นเอง!
เพราะขึ้นชื่อว่า ธุรกิจขายตรง แล้ว มัน ต้องพร้อม ทั้ง คำพูด และ แนวทาง ไม่ใช่ว่าป่าวประกาศว่าจะเปิดวันนั้นวันนี้ แต่กลับทำไม่ได้...และนี่คือ เพียงแค่บททดสอบข้อแรกเอง แล้วบททดสอบข้อต่อไป จะเป็นอย่างไร สอบผ่าน หรือ ไม่สอบผ่าน เรื่องนี้ก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน...
ยิ่ง ณ ชั่วโมงนี้ มีหลายค่ายขายตรงที่พร้อมที่จะเปิดใหม่ พร้อมที่จะสร้างจุดเด่นของตัวเองให้เกิด บริษัทที่ขึ้นชื่อว่าน้องใหม่ด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งต้องสร้างแรงศรัทธาของตัวเองให้เกิดในช่วงแรกอย่างเต็มที่

เพราะ ผู้บริโภค และคนที่อยู่ในธุรกิจนี้ ค่อนข้างที่จะหูตากว้างไกลกว่าที่ผ่านมา เขาสามารถรับรู้ได้หมดว่า ใครของจริง-ใครของปลอม ในขณะเดียวกัน หากท่านยังไม่รู้ถึง กลไก ของ ธุรกิจขายตรง มากพอ...ขอกล้าฟันธง! ได้เลยว่า สิ่งที่ท่านคิดผิดตั้งแต่แรกที่เริ่มทำธุรกิจแล้ว!!
วันนี้ การเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง ผู้ประกอบการเอง ควรต้องรอบรู้ในธุรกิจนี้อย่างแตกฉานด้วย ที่สำคัญ การปรับตัวเร็วให้เข้ากับเหตุบ้านการเมืองยิ่งต้องใส่ใจในรายละเอียดอย่างมากด้วยเช่นกัน คือ ต้องรบอย่างนักปราชญ์ ไม่ใช่รบแบบกองโจร หากรบแบบนักปราชญ์เชื่อว่าทุกก้าวที่ท่านเดินจะก้าวอย่างราบรื่นและสมหวังอย่างแน่นอน อาจจะสะดุดบ้างซึ่งถือเป็นบททดสอบที่ทุกคนจะต้องเจอ....


แฉพฤติกรรมขายตรงจอมปลอม
ระวังภัยมืดบนอินเตอร์เน็ตรับปีมะเส็ง
...ต้องบอกว่า อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามองสำหรับขายตรงน้องใหม่ (บางกลุ่ม) ที่ขณะนี้ ยังคงอาศัยธุรกิจขายตรงในการหลอกลวงชาวบ้านตาดำ ๆ อยู่นั่นก็คือ เครือข่ายขายตรงที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต ด้วยการใช้
วาทะศิลป์ เป็นตัวหลอกล่อให้เข้าสู่ธุรกิจ เห็นได้อย่างการ เอารถหรู-เงินล้านมาล่อตาล่อใจ ซึ่งหากใครเห็นใครย่อมสะดุดนั่นเอง
ซึ่งต้องบอกว่า การนำความโลภของคนมาเป็นตัวผลักดันธุรกิจ แถมยังเอาเงินหลักล้าน รถหรูราคาแพงมาหลอกล่อให้คนหลงเชื่อ คนหัวอ่อน จนตกเป็นเหยื่ออย่างง่าย ๆ นั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากการทำนาบนหลังคนเลย ในขณะเดียวกัน หากพูดกันตามจริงแล้ว ในเรื่องของ ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ก็เช่นกัน ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากลัวเช่นกัน

โดยอยากที่จะขอยกตัวอย่าง แหล่งข่าวท่านหนึ่งที่เคยหลงเชื่อ ทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเล่าให้เราฟังว่า ในช่วงนั้นมีการให้สมัครเป็นสมาชิก 200,000 บาท หรือ 500,000 บาท พร้อมกับ ยังมีการพูดให้เรานั้น หลงเชื่อ ภายใน 3 เดือน คุณได้เงินคืนแน่นอน ที่สำคัญ มีการโทรทั้งเช้า เที่ยง และเย็นเข้ามาหาอีกด้วย อีกทั้ง ยังบอกอีกว่า ถ้ามีตำแหน่ง สูง ๆ จะมีรายได้เข้ามาเป็นล้าน เหมือนต้นสายคนนั้นคนนี้ รวมถึง ยังมีเงินพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ มีรถราคาแพง ๆ ขับ มีบ้านหลังโต ๆ แต่สุดท้าย แหล่งข่าวท่านนี้ ก็บอกว่า ตนเองออกมาโดยที่ไม่มีคนมาสมัครด้วยสักคน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลัวเขาจะมาเสียเงินเหมือนเรา...เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่ต้องบอกว่า ถูกหลอกเพราะวาทะศิลป์ผ่านทางโลกอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า เหยื่อของธุรกิจเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะมีอายุค่อนข้างน้อย บางคนใส่ชุดนักเรียน นักศึกษามานั่งฟังอบรม ฟังไปฟังมา มีความรู้สึกว่า อยากจะมีเงิน มีรถ ขับ ทั้ง ๆ ที่ ต้องบอกว่า คนกลุ่มนี้ ยังไม่มีความเข้าใจถึงแก่นแท้ ในการดำเนินธุรกิจเหล่านี้เลย โดยเด็กรุ่นใหม่ อาจจะมองว่า การหาสมาชิกด้วยการส่งอีเมล์ชักชวนมันง่ายยิ่งกว่า เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก และธุรกิจเหล่านี้ มักจะสอนต่อกันมาว่า ให้เริ่มที่คนใกล้ตัวก่อน ลิสต์มาเลยว่า เพื่อนสนิทมีใครบ้าง แล้วค่อย ๆ พูดจาหว่านล้อมให้เข้ามาฟังอบรม

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า มีบริษัทบางแห่ง มีการยังแจกโปรแกรมแฮกอีเมลชาวบ้านให้ ซึ่งเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าที่จะเคยรับอีเมลขยะพวกนี้บ่อย ๆ ที่พูดทำนองว่า ทำงานที่บ้านผ่านอินเทอร์ เน็ต ทำงานวันละ 1-3 ชั่วโมง รายได้ 6,000-20,000 บาท/เดือน อาหารเสริมลดความอ้วนภายใน 3 เดือน และที่น่าเอือมระอามากที่สุด คือ การแท็กรูปในเฟซบุ๊กจนต้อง unfriends กันไป

ซึ่งสอดคล้องกับ ทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เคยกล่าวไว้ว่า ปัจจุบันนี้พบว่า มีผู้ที่ร้องเรียนมาที่ สคบ.อย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้จำหน่ายอิสระ ผู้ประกอบการ โดยส่วนใหญ่เรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาจะเป็นในเรื่องของแผนการจ่ายผลตอบแทน ส่วนที่แจ้งว่าเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่นั้น ค่อนข้างมีน้อย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธุรกิจพวกนี้จะหลบ ๆ ซ่อน ๆ จึงตรวจสอบค่อนข้างยากนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทขายตรงน้องใหม่ ที่กระโดดเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ เกิดง่าย-ตายเร็ว ก็มีเยอะ ส่วนบริษัทที่เกิดมาพร้อมกับความพร้อมขององค์กรที่แข็งแกร่ง มีทีมงานที่รู้จักกลไกของธุรกิจดี เรียกได้ว่าวันนี้ก็มีหลายบริษัทที่สร้างชื่อเสียงจนหลายคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดีก็มีเยอะเช่นกัน
...นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่ถือเป็นเกาะกำบังให้กับ ขายตรงน้องใหม่ ที่ต้องการแจ้งเกิดในแวดวงธุรกิจนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความพร้อม ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เสมือน การออกรบ หาก อาวุธ ไม่พร้อม กองกำลัง ก็ไม่พร้อม แล้วกำลังพลหรือธุรกิจจะขับเคลื่อนไปได้อย่างไร...
ลองมาจับตาดูกันว่า วินาที นี้ ที่เขาต่างกล่าวขานกันว่า เป็นอีกหนึ่ง ปีทอง ของ ธุรกิจขายตรง เหมือนเช่นดั่งปีที่ผ่านมานั้น มันจะจริงอย่างที่เขาว่ากันไหม...แล้วขายตรงที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดจะสิ้นชื่อเร็วหรือช้า คำตอบอยู่ที่ตัวผู้ประกอบการเอง เชื่อว่าผู้ประกอบการหลายท่านที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ คงอาจจะทราบคำตอบที่ท่านนั้นกำหนดเองได้อย่างแน่นอน!!...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

ข่าวเวิลด์โปร World Pro ตั้งเป้าเสริมทัพหน้าผู้นำหลักแสน ประกาศขอโตช้าแต่ชัวร์บนความมั่นคงถูกต้อง

ผ่ากึ๋นยุทธศาสตร์เวิลด์โปร ปี56 พร้อมเดินก้าวสู่ความสำเร็จด้วยระบบฝึกอบรม-สินค้า-แผนการตลาด ประกาศสิ้นปีขอตั้งเป้าสร้างนักขายเงินแสน 1,000 รหัส พร้อมขอยอดขายแตะ 500 ล้าน หลังปีที่ผ่านมาปิดยอดขายอยู่ที่ 300 ล้าน...ล่าสุดเสริมทัพหน้าด้วยสินค้าใหม่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคและสมาชิก พร้อมเตรียมเร่งเครื่องบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ย้ำ!วันนี้ เวิลด์โปร ขอเติบโตแบบช้าแต่ชัวร์ และไม่แข่งกับใคร



...หากพูดถึง บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศไทย) จำกัด ในสมรภูมิรบขายตรงแล้ว เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ คงจะมองข้ามว่าเป็นบริษัทฯ ที่ค่อนข้างไม่มีการสร้างกระแส ความหวือหวาของธุรกิจเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะด้วยสไตล์ของการบริหารงานของผู้นำทัพที่ชื่อ พิสิษฐ์ เดชวรรณพงศ์ ที่ค่อนข้างที่จะออกหมัดแบบช้าแต่ชัวร์นั่นเอง แต่หากมองดูถึงช่วงเวลาของการดำเนินธุรกิจของค่ายนี้แล้ว กับตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา ในสมรภูมิรบขายตรงที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดทุกปีด้วยแล้ว คงต้องบอกว่า ค่ายนี้ย่อมที่จะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน


มาลองส่องกล้องถึงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ เวิลด์โปร ในปี 2556 นี้กันว่า ค่ายนี้ จะมีทีเด็ดอะไร ออกมาเขย่าวงการเครือข่ายกันบ้าง...และความพร้อมของธุรกิจเวิลด์โปร ในปีนี้ มีมากน้อยขนาดไหน ที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ ให้กับธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเหล่าผู้นำ ซึ่ง ตลาดวิเคราะห์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ พิสิษฐ์ เดชวรรณพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศไทย) จำกัด ถึงภาพรวมธุรกิจเวิลด์โปรในปี 2555 ที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางในการรุกตลาดในปี 2556 นี้


ซึ่งทางด้าน พิสิษฐ์ เดชวรรณพงศ์ ได้เผยต่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจเวิลด์โปรในช่วงปีที่ผ่านมานั้น ถือได้ว่าบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตเป็นเพราะในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและสมาชิกได้ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังสามารถปิดยอดขายสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาทอีกด้วย โดยมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 20-30 ล้านบาท อีกทั้ง ในปีนี้ บริษัทฯ ยังได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาทต่อเดือนอีกด้วย แต่หากสิ้นปี 2556 นี้ สามารถทำยอดขายได้ที่ประมาณ 500 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็นเป้าหมายที่น่าพอใจเช่นกัน


สำหรับเป้าหมายแผนงานในปี 2556 นี้นั้น พิสิษฐ์ เผยต่ออีกว่า บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะสร้างผู้นำให้มีรายได้ 1 แสนบาทขึ้นไป จำนวน 1,000 คน พร้อมกับต้องการให้สมาชิกทุกคน ที่เข้ามาทำธุรกิจกับเวิลด์โปรแล้ว สามารถที่จะเกษียณได้ รวมถึงอยากที่จะให้สมาชิกเวิลด์โปร ประสบความสำเร็จทุกคน


ปัจจุบันนี้สมาชิกเวิลด์โปร ที่มีรายได้เป็นหลักแสนมีอยู่ที่ประมาณหลักร้อยคน ส่วนสมาชิกทั้งหมดมีอยู่ที่ประมาณหลักแสนรหัสด้วยกัน ซึ่งที่แอคทีฟจะอยู่ที่ประมาณหลักหมื่นคน โดยส่วนใหญ่สมาชิกของเวิลด์โปร จะเป็นกลุ่มที่มีการซื้อซ้ำมากกว่า ที่สำคัญ ขณะนี้ ต้องยอมรับว่า ในช่วงหลัง ๆ นั้น ธุรกิจเวิลด์โปร ค่อนข้างที่จะโต ในส่วนของภาคธุรกิจการเกษตร ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้เวิลด์โปรเติบโตในด้านนี้ เป็นเพราะผลิต ภัณฑ์ของบริษัทนั้นค่อนข้างที่จะดี ใช้แล้วเห็นผลนั่นเอง ซึ่งวันนี้การเติบโตของเวิลด์โปรจะเป็นการเติบโตแบบธรรมชาติ ไม่เน้นที่จะแข่งขันกับใคร และไม่ต้องการที่จะเด่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องการที่จะดับด้วยเช่นกัน
จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ของ เวิลด์โปร นั้น สิ่งที่ทำให้ค่ายนี้ เดินทางบนสมรภูมิรบนี้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเข้มข้นในเรื่องของการฝึกอบรมที่ค่ายนี้บอกว่า จะเป็นการเน้นหนักเป็นพิเศษ เพื่อต้องการที่จะให้สมาชิกของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง และมีความเป็นมืออาชีพ รวมถึงยังจะเป็นการสานฝันความสำเร็จของผู้ที่ต้องการโอกาส ได้ก้าวสู่ความสำเร็จไปพร้อมกัน ด้วยหลักสูตรของบริษัทฯ ที่วางไว้นั่นเอง


และจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี่เอง ที่ทำให้ เวิลด์โปร ได้เล็งเห็น อีกหนึ่งตลาดที่สำคัญ นั่นก็คือ ประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแผนเตรียมที่จะบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดียวกัน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านที่ เวิลด์โปร กำลังพุ่งเป้าไว้ คือ ประเทศพม่า และกัมพูชา ซึ่งล่าสุด เวิลด์โปร ได้มีการรุกเข้าไปทำตลาดในประเทศลาวแล้ว รวมถึงยังได้อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน แต่ขณะนี้ ยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง ซึ่งการทำตลาดในช่วงนี้นั้น ทางด้าน พิสิษฐ์ บอกว่า จะเป็นการให้สมาชิกนั้นเข้าไปเปิดตลาดก่อน โดยหากมีผู้นำเกิดขึ้นเมื่อไหร่ คาดว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการตามมาอย่างแน่นอน
ปัจจุบัน เวิลด์โปร มีสาขาอยู่ด้วยกัน 2 แห่ง คือ ที่หาดใหญ่ และอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยแต่ละสาขามียอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมกับมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นอีกด้วย หากพบว่า ในพื้นที่ไหนมีสมาชิกมากและมีแนวโน้มว่าตลาดน่าที่จะเติบโต


ส่วนอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ในการขับเคลื่อนทัพธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้านั่นก็คือ ในเรื่องของสินค้า ซึ่ง พิสิษฐ์ ได้บอกว่า ที่เวิลด์โปรเติบโตมาจนถึงวันนี้ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เรื่องของสินค้าที่ใช้ดีแล้วเห็นผลก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญเช่นกัน โดยบริษัทฯ จะค่อนข้างให้ความสำคัญในเรื่องนี้ อย่างล่าสุดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการนำสินค้าออกมาใหม่เป็นยาสีฟัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากสมาชิกและผู้บริโภคเป็นอย่างดี รวมถึงยังจะมีสินค้าออกมาใหม่ที่เป็นน้ำยาซักผ้า พร้อมกับยาฆ่าหญ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย


ความพร้อมของเวิลด์โปรในปี 2556 นี้ เรียกว่ามีความพร้อมเกือบทุกด้าน ทั้งในเรื่องของโรงงานการผลิตที่เป็นของบริษัทฯ เอง บนพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ ซึ่งได้มีการเปิดดำเนินการไปแล้วเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยโรงงานดังกล่าวจะเป็น การผลิตในส่วนของสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และในอนาคตคาดว่า พื้นที่ที่เหลือของโรงงาน จะมีการขยายทำเป็นในส่วนอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย


พิสิษฐ์ ยังได้เผยต่ออีกว่า หากจะให้พูดถึงการยอมรับในภาคธุรกิจขายตรงในวันนี้ ต้องบอกว่า คนค่อนข้างที่จะให้การยอมรับที่ลดลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนบางกลุ่มที่ทำให้ธุรกิจนี้มีภาพลักษณ์ที่เสียหาย แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ในอนาคตนับจากนี้ ธุรกิจขายตรง จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ผู้คนให้การยอมรับมากขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนต้องการอยากที่จะมีรายได้ และมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งอยากที่จะขอเชิญชวนทุกคน ที่อยากจะมีรายได้ ที่มั่นคง ได้แบบง่าย ๆ และไม่มีการสร้างภาพ ลองเข้ามาศึกษาธุรกิจที่นี่ดู โดยเรามีแผนที่ตอบโจทย์และมีรายได้ที่มั่นคง ไม่ผิดหวัง ที่สำคัญ ธุรกิจนี้ ไม่ทำให้ใครผิดหวังอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

จับประเด็นค่าแรง300 ทุกเสียงขายตรงย้ำ!ไม่ใช่ปัจจัยลบธุรกิจ

เ


ปิดประเด็นค่าแรง 300 บาท ต่อธุรกิจขายตรง...เผยหลายค่ายต่างชี้ ไม่ใช่ประเด็นหลักทำธุรกิจเป๋ พร้อมย้ำ! ทุกวิกฤติที่ขายตรงเผชิญต่างหลุดพ้นมาได้โดยตลอด ด้าน เหล่าผู้ประกอบการขายตรง เชื่อ ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอนล่าสุดพบ ค่ายขายตรงเริ่มเคลื่อนทัพบุกประเทศเพื่อนบ้านรับอาเซียน ตามแบรนด์ขายตรงระดับโลกแล้ว
...หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มที่จะออกมาอาการกุมขมับ พร้อมกับเริ่มที่จะแก้เกมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวบ้างแล้ว เฉกเช่นเดียวกับ ธุรกิจขายตรง ที่ เหล่าผู้ประกอบการ บางรายเริ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวรับการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทกันบ้างแล้ว แต่ทั้งนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่าแรง 300 บาท ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด
ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ขอเจาะลึกถึงประเด็น ค่าแรง 300บาท กันว่า ในมุมมองของค่ายขายตรงแต่ละค่ายต่างมีความคิดเห็นกับเรื่องตรงนี้อย่างไร และหลังจากที่มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่จะตามมาคืออะไร โดยมีรายละเอียดให้ทราบดังนี้


ค่าแรง300 บาทไม่ใช่ปัจจัยลบ
เชื่อทุกวิกฤติคือโอกาสขายตรง
หลังจากที่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ที่ได้มีการนำร่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดแล้ว เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ผู้ประกอบการ ต่างออกมาให้ความเห็น ในเรื่องนี้หลากหลายมุมมองด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวว่า น่าที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานจำนวนมาก พร้อมกับยังจะเป็นการส่งผลทำให้ต้นทุน ในการผลิตสินค้าสูงขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า น่าที่จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการ หันมาปรับราคาสินค้าตามมาด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า แม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรง จะทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น แต่เมื่อมีการปรับราคาสินค้าในท้องตลาด หรืออัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ทางเหล่าผู้ประกอบการขายตรงเอง ก็ยังเชื่อว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับทางด้านของ กิฟฟารีน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ครบ 77 จังหวัด ที่ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบต่อทุกธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เนื่องจากมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจน้อย ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาคนตกงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งที่จะตามมา คือ ในเรื่องของต้นทุนสินค้า ที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้าของ กิฟฟารีนจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ทาง กิฟฟารีน ได้กล่าวย้ำว่า บริษัทฯ จะยังคงไม่ปรับขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการ ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค ส่วนอนาคต คงต้องหารือกับผู้บริหารของบริษัท อีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนี้ ทางกิฟฟารีนเอง ยังเชื่อว่า อำนาจกำลังซื้อของผู้บริโภค ก็คงยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปี 2556 นี้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ทางด้านของ โมรินดา ก็มองว่า ในการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร หรือเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจขายตรง พร้อมกับยังเปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่ได้มีแผนใด ๆ ที่จะมารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่าง ๆ
ส่วนทางด้าน ค่าย มิสทิน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศว่า ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ที่จะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม จนทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระการตรึงราคาสินค้าไว้ได้ และอาจจะส่งผลมาถึงในเรื่องของการปรับราคาสินค้า ก็น่าที่จะเริ่มส่งสัญญาณ การปรับขึ้นของราคาสินค้า ตามมาด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับ ทางด้าน มิสทิน เอง ที่มีแผนจะปรับราคาสินค้าทุกกลุ่มขึ้นอีกประมาณ 3-5% ในปีนี้ ในรอบ 5 ปี เนื่องจาก ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อีก ทั้งจากวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโฆษณา และสิ่งที่กังวล คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นตามนั่นเอง
พร้อมกันนี้ ยังพบอีกว่า ทาง มิสทิน เอง ยังมีแผนรับมือนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท อีกด้วย โดยการใช้กลยุทธ์บริหารจุดคุ้มทุน คือ ลดการออกสินค้าใหม่ให้เหลือประมาณ 40-50 รายการเท่านั้น จากปีก่อนที่มีการออกสินค้าใหม่ 60 รายการ โดยจะเลือกออกเฉพาะสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งพัฒนาสินค้าไซส์ประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของมิสทินที่จะอุดช่องโหว่ของปัจจัยลบ
...ด้าน ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีของการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ในครั้งนี้ว่า สิ่งที่จะส่งผลกระทบตามมา จะเป็นในเรื่องของต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยตนเองบอกว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด เนื่องจากธุรกิจขายตรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นธุรกิจอิสระ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ คงหนี้ไม่พ้นในเรื่องของต้นทุน แต่ทั้งนี้ เชื่อว่า ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
...เช่นเดียวกับ ทางด้านค่าย เอเชีย สุพรีม ที่มีนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ เป็นประธานกรรมการบริษัท ก็ได้ออกมามองว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน น่าที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างแน่นอน และคนที่ได้รับผลกระทบและต้องตกงาน ย่อมหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการหางาน โดยอาชีพที่ไม่เคยถูกมองข้าม นั่นก็คือ ธุรกิจขายตรง เพราะถือเป็นธุรกิจอิสระ สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจอย่างงดงาม
นอกจากนี้ ยังได้ มีการคาดการณ์ ถึงแนวโน้มขายตรงใน 1-2 ปีข้างหน้าอีกด้วยว่า จะมีคนเข้ามาอยู่ในธุรกิจมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7-9 ล้านคน ซึ่งตรงนี้เอง ที่เรียกได้ว่า สอดคล้องกับนายกสมาคมขายตรงไทยอย่าง นายกิจธวัช ฤทธาวี ที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า หากคนตกงาน อาชีพที่คนจะให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือ ธุรกิจขายตรง


ขายตรงปีมะเส็งยังคึกคัก
หลายค่ายเตรียมพร้อมสู่AEC
...จะเห็นได้ว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้ หลาย ๆ ผู้ประกอบการเอง ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ทิศทางของธุรกิจโดยภาพรวม ยังคงคึกคัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เร่งที่จะเตรียมความพร้อม ในการรุกตลาดอาเซียนนั่นเอง เพราะตรงนี้ ต้องบอกว่า เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีขึ้นเมื่อไหร่ หลาย ๆ คน ต่างมีการคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท จากที่ปัจจุบันมูลค่าตลาดขายตรงไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท โดยทิศทางตลาด ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อถดถอยก็ตาม
ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 9 ประเทศในอาเซียน จึงกลายเป็นพื้นที่ ที่ขายตรงไทยจะตรงดิ่งเข้ายึดพื้นที่ เพื่อชิงเค้กก้อนโตก่อน ที่เออีซีจะเปิดจริง ๆ จัง โดยค่ายขายตรง ที่ก้าวออกไปอาเซียนบ้างแล้ว อาทิ กิฟฟารีน, นู สกิน, วิลเลนดรอฟ, นีโอ ไลฟ์ และมิสทิน เป็นต้น ที่ขณะนี้ ได้เดินตามรอยแบรนด์ขายตรงระดับโลก ที่เข้าไปยึดหัวหาดในประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอวอน, แอมเวย์ และออริเฟลม ฯลฯ
สำหรับสินค้าที่หลาย ๆ ผู้ประกอบการต่างฟันธงและเชื่อกันว่าจะเป็นดาวเด่นในปี 2556 นี้นั้น พบว่า ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ความงาม เนื่อง จากต่างมองว่า ไม่ว่าเศรษฐ กิจจะโตหรือติดลบ สำหรับพฤติกรรมของคนไทยแล้ว ก็ยังรักสวยรักงาม ยิ่งสาว ๆ ต้องดูดีไว้ก่อน ซึ่งตรงนี้ ถือว่าสอดคล้องกับการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคผู้หญิงชาวไทย ที่พบว่า มีความสนใจด้านความงามอย่างมาก และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีการแต่งหน้าสูงสุดในโลกสัดส่วนประมาณ 98-99% รวมทั้งตลาดผลิตภัณฑ์ด้านความงามระดับพรีเมียมก็มีมูลค่าสูงมากถึง 1.1 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมทุกเซกเมนต์มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทอีกด้วย
...นับได้ว่า ในเรื่องของปัจจัยลบที่หลาย ๆ ธุรกิจ ต่างกังวลใจ กันอย่างมากนั่นก็คือ การประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด ที่ได้มีการเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นมานั้น หลายฝ่ายมองว่าค่อนข้างที่จะกระทบต่อธุรกิจอย่างมากทั้งในเรื่องของต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของราคาสินค้านั่นเอง
แต่สำหรับใน ธุรกิจขายตรง แล้ว เหล่าผู้ประกอบการ ต่างออกเสียงเดียวกันว่า การปรับขึ้นของค่าจ้างตรงนี้ ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลดีด้วยซ้ำ ที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คน หันมาสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้นนั่นเอง แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เรื่องของต้นทุน ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าด้วยเช่นกัน และก็ต้องดูกันต่อไปว่า จะมีค่ายไหน ที่เริ่มแบกรับภาระในเรื่องของต้นทุนไม่ไหว จนต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้ากันบ้าง ซึ่งเชื่อว่า อีกไม่นาน หลาย ๆ ท่าน คงน่าที่จะพอทราบคำตอบนี้อย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"บี.พี.โปรเกรส" เปิดคัมภีร์ธุรกิจบทใหม่ ประกาศกลยุทธ์ปี56บุกเครือข่ายทุกพื้นที่


บอสหนุ่มสุเทพ ค่าย บี.พี.โปรเกรส เผยภาพรวมธุรกิจในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา เติบโตดีเกินเป้าหมาย หลังยอดขายทะลุเพดาน 500 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...ล่าสุดประกาศกลยุทธ์ติดปีกหวังดันธุรกิจเติบโตทุกพื้นที่ทั่วภูมิภาค พร้อมเสริมสินค้าใหม่โดนใจคนรากหญ้า แย้มเตรียมพบงานใหญ่รวมพลคน บี.พี.โปรเกรส 9 ก.พ. 2556 นี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คาดคนร่วมงานเรือนหมื่น ประกาศต้นปีพร้อมบุกตลาดเครือข่ายประเทศลาวเต็มสูบ


...ใครจะรู้บ้างว่า ในยุคที่ ธุรกิจขายตรง มีการห้ำหั่นกันอย่างรุนแรงเช่นนี้ และยังพบอีกว่ามีหลายต่อหลายค่ายต่างต้องการความเป็นหนึ่งในยุทธจักรแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งบริษัทที่เกิดใหม่ หรือแม้กระทั่งบริษัทที่อยู่มานาน ก็ตามทีเฉกเช่นเดียวกับเครือข่ายที่ชื่อว่า บริษัท บี.พี.โปรเกรส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การนำทัพหน้าของ สุเทพ บุญภักดี ประธานกรรมการบอสหนุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ออกมาเปิดเกมรบในธุรกิจเครือข่าย ได้อย่างน่าตื่นเต้นและน่าจับตามองอย่างมากทีเดียวในเวลานี้


...ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ได้มีโอกาสร่วมพูดคุยกับบอสหนุ่ม สุเทพ บุญภักดี ประธานกรรมการ บริษัท บี.พี.โปรเกรส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถึงภาพรวมธุรกิจในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา พร้อมกับกลยุทธ์ติดปีกกระชากยอดในช่วงปลายปีนี้ รวมถึงแผนงานและทิศทางของธุรกิจ บี.พี.โปรเกรส ในปีหน้า โดยได้รับการเปิดเผยว่า


ภาพรวมธุรกิจบี.พี.โปรเกรส ในช่วง 11 เดือนผ่านมานั้น เรียกได้ว่าธุรกิจค่อนข้างที่จะเติบโตอย่างมากทีเดียว พร้อมกับยังเป็นช่วงที่บริษัทฯ มีนโยบายที่จะรุกตลาดไม่ว่า จะเป็นการรุกตลาดในส่วนของภูมิภาคด้วย โดยขณะนี้ บริษัทฯ มีแผนงานที่จะรุกไปในแต่ละพื้นที่ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่วางไว้ คือ ต้องการเปิดคลังสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ไปพร้อมๆ กับนโยบายในเรื่องของการทำงานอย่างไร ให้สมาชิกทุกคนสามารถเขาถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด


สุเทพ เผยต่ออีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า กิจกรรมในการกระตุ้นตลาดของบริษัทฯ ค่อนข้างที่จะเยอะ รวมถึงกิจกรรมในเรื่องของการอบรม ที่ทางบริษัทฯ จะใช้บรรยากาศตรงนี้เป็นตัวนำ ไปพร้อมๆ กับระบบของบริษัทฯ ที่มี ซึ่งการรวมพลคนบี.พี.โปรเกรส ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของบริษัทฯ ที่ทำให้ธุรกิจของบี.พี.โปรเกรส เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้


การเติบโตในปีนี้ของบี.พี.โปรเกรส ต้องบอกว่าดีมาก เห็นได้จาก การที่บริษัทฯ เคยตั้งเป้าหมายยอดขายที่จะโตอยู่ที่ 500 ล้านบาท แต่ถึงขณะนี้ ยอดขายของบริษัทฯ กลับเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว ซึ่งบริษัทฯ หวังไว้ในปีหน้าว่า ยอดขายน่าที่จะถึงหลักพันล้านได้อย่างแน่นอน โดยเหตุผลที่ยอดขายของบริษัทฯ เติบโต มาได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทฯ ให้ความสำคัญในเรื่องของกิจกรรม ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคนให้ โดยฝึกให้เขาสามารถทำงานเป็น และเชื่อว่าในปีหน้า จะเป็นปีที่ บี.พี.โปรเกรส. พร้อมที่จะประกาศ ตัวครั้งยิ่งใหญ่ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยจะเป็นการรวมพลคนบี.พี.โปรเกรส ครั้งใหญ่ ไปพร้อมๆ กับการจัดงานเกียรติยศ ให้กับนักธุรกิจที่ทำธุรกิจกับบี.พี.โปรเกรส. มาตลอดระยะเวลา 11 ปี


สุเทพ เผยต่ออีกว่า สำหรับภายในงานในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 นี้นั้น ทางบริษัทฯ จะมีการแจกรถยนต์แคมรี่จำนวน 1 คัน รถยนต์วีออสจำนวน 1 คัน รถยนต์นิสสัน มาร์ทจำนวน 2 คัน รวมถึงมอเตอร์ไซต์อีกหลายคัน ทองคำ และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจบี.พี.โปรเกรส พร้อมกับเชื่อว่างานในวันนั้น จะมีคนมาร่วมงานไม่ต่ำกว่าหมายหมื่นชีวิตอย่างแน่นอน...เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งงานที่ทาง บี.พี.โปรเกรส เอง ต้องการที่จะตอกย้ำความมั่นคงของธุรกิจนั่นเอง!


นอกจากนี้ สุเทพ ยังได้เผยถึงแผนธุรกิจนับจากนี้ของบี.พี.โปรเกรสอีกว่า ขณะนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะไปเปิดบริษัทที่ประเทศลาว ซึ่งปัจจุบันทั้งทีมงานและสินค้าของบริษัทฯ ได้มีการเข้าไปทำตลาดในประเทศลาวแล้ว โดยคาดว่าในส่วนของการเปิดบริษัทฯ ที่ประเทศลาวนั้น น่าที่จะเปิดได้ประมาณช่วงต้นปีหน้าก่อนงานใหญ่ของบริษัทฯ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 นี้แน่นอน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการยื่นเอกสารเท่านั้น


ตลาดในประเทศลาวนั้น ต้องบอกว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการประกาศนโยบายออกไปว่า จะมีการเปิดสาขาที่นั้น ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับค่อนข้างที่จะดีมากทีเดียว เห็นได้จาก ขณะนี้มีนักธุรกิจลาว ติดต่อที่ยื่นเรื่องขอเปิดเป็นคลังสินค้าแล้วประมาณ 2-3 แห่งด้วยกัน ซึ่งจากการตอบรับที่ดีเกินคาดนี้เอง ส่งผลให้ทางบริษัทฯ จำเป็นที่จะต้องเร่งเปิดสาขาที่ประเทศลาวให้เร็วที่สุดนั่นเอง เนื่องจากขณะนี้บริษัทฯ ได้มีนักธุรกิจในประเทศลาวอยู่บ้างแล้ว เหลือเพียงแค่การเข้าไปทำให้ตลาดโตเท่านั้นเอง


สุเทพ เผยต่ออีกว่า สำหรับสาขาของบริษัทฯ ที่อยู่มีในประเทศไทยขณะนี้นั้นมีอยู่ที่ 20 กว่าสาขาด้วยกัน และจะเพิ่มอีก 5 สาขาภายในสิ้นปีนี้ พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่จะมีสาขาให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย ส่วนแผนงานในการเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ เข้ามาสู่ธุรกิจบี.พี.โปรเกรส นั้น ขณะนี้บริษัทฯ ได้มีการเข็นสินค้าใหม่ออกมาตอบสนองความต้อง การของสมาชิกและผู้บริโภคบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟันผสมโสมสกัด ผงซักฟอกบี.พี.พาวเวอร์ คลีน และผลิตภัณฑ์สำหรับสุภาพสตรี บี.พี.เลดี้ พลัส รวมถึงสินค้าที่กำลังอยู่ในระหว่างการทดลองนั่นก็คือ ปุ๋ย


...จะเห็นได้ว่า บี.พี.โปรเกรส ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรง ที่เดินเกมทางธุรกิจ ด้วยการใช้ทัพหน้าเป็นใบเบิกทางนั่นก็คือ สินค้า บวกกับ การฝึกอบรม นั่นเอง..ที่สำคัญ วันนี้ต้องบอกว่าธุรกิจของบี.พี.โปรเกรส ที่เติบโตขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งเป็น เพราะการเข้าใจสมาชิกและเข้าถึงความต้องการของคนรากหญ้านั่นเอง
วันนี้ต้องบอกว่า สัดส่วนของตลาดบี.พี.โปรเกรส ค่อนข้างที่จะมีอัตราการเติบโตที่เฉลี่ยกันไปทั้งภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ แต่ตลาดของบี.พี.โปรเกรส ที่เติบโตมากที่สุดจะอยู่ที่ภาคอีสาน เช่นเดียวกับกรุงเทพที่ตลาดของบี.พี.โปรเกรส ก็เติบโตเช่นกัน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้บี.พี.โปรเกรส เติบโต เป็นเพราะบริษัทค่อนข้างที่จะเน้นในเรื่องของกิจกรรมเชื่อมความสามัคคีกับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเน้นหนักในส่วนของการสร้างฐานสมาชิกให้มีความแข็งแกร่ง รวมถึงการฉายภาพความสำเร็จที่สามารถจับต้องได้ให้กับสมาชิกได้เห็น


นอกจากนี้ สุเทพ ยังกล่าวทิ้งท้ายต่อว่า ทิศทางการทำตลาดของบี.พี.โปรเกรสในปี 2556 จะเป็นปีที่บริษัทฯ เปิดเกมรุกทางธุรกิจ ที่หนักหน่วงกว่าปี 2555 แน่นอน โดยบริษัทฯ จะเข้าไปเจาะตลาดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด โดยสาเหตุที่บริษัทฯ กล้าที่จะเปิดเกมรุกในปีหน้านั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการส่งสัญญาณที่ดีของธุรกิจที่เริ่มออกมาอย่างชัดเจนในปีนี้ ทั้งในเรื่องของยอดขาย จำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง
...นับได้ว่า การออกมาประกาศที่จะรุกตลาดเครือข่ายอย่างเต็มอัตราศึกของ บี.พี.โปรเกรส ในปี 2556 น่าที่จะสร้างความฮึกเหิมให้กับหมู่มวลสมาชิกได้อย่างมากมายแน่นอน ที่สำคัญ การจัดงานใหญ่ของบริษัทฯ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2556 ที่มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องการันตีของความสำเร็จ และความเชื่อมั่นของธุรกิจด้วยเช่นกัน


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

กิฟฟารีน-Giffarine : ฉลองยอด16ปี50,000ล้าน เดินเครื่องอัดแคมเปญสร้างยอดสิ้นปี


กิฟฟารีน เผยความสำเร็จธุรกิจ พร้อมฉลองยอดขาย 16 ปี 50,000 ล้าน...ล่าสุดจัดแคมเปญสุดพิเศษ Big Gifts Big Celebration แทนคำขอบคุณสมาชิก พร้อมงัดกลยุทธ์ CRM ด้วยบัตร Gifts Club บัตรสะสมคะแนนแบบใหม่เอาใจนักช้อป รับเทศกาลของขวัญวันปีใหม่ สร้างความคึกคัก เผยต้นปีหน้าเตรียมเร่งเครื่องขยายสาขาอินโดนีเซีย พร้อมมั่นใจเป้า 6,000 ล้านสิ้นปีไม่ใช่เรื่องยาก

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดเวลา 16 ปี ที่กิฟฟารีน ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้น กิฟฟารีนได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพรวม 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์กว่า 2,000 รายการเพื่อผู้บริโภคชาวไทยตลอดมา พร้อมทั้งยังมอบโอกาสทางธุรกิจให้กับคนไทยอย่างแท้จริง ทำให้มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจกิฟฟารีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันกิฟฟารีนมีนักธุรกิจกว่า 50,000 รหัส และสมาชิกผู้บริโภครวมกว่า 6.3 ล้านรหัส ที่เป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดันให้วันนี้กิฟฟารีนมียอดขายรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ที่สำคัญ หากจะมองถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของ กิฟฟารีนนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ที่ในวันนี้มีผลิต ภัณฑ์ที่โดดเด่น และสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้น ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ของ กิฟฟารีนในปีนี้ มีทั้ง เครื่องดื่มอะบาโลน คอลลาเจน เครื่องดื่มกลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี และชุดผลิตภัณฑ์เอดดัลไวส์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใส โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่ม เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ขายดีที่สุด ของกิฟฟารีนขณะนี้
ส่วนกิจกรรมเฉลิมฉลองยอดขาย 50,000 ล้านบาท ทางกิฟฟารีนได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจ กิฟฟารีน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ด้วยการชนแก้วดื่มน้ำทับทิมเฉลิมฉลองทุกศูนย์ธุรกิจพร้อมกันทั่วประเทศ และบันทึกภาพ ถ่ายเหตุการณ์ครั้งนี้ลงในหนังสือ บ้านสีฟ้า 50,000 ล้าน เพื่อตอกย้ำถึงความสำเร็จร่วมกันในครั้งนี้

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายยอดขายของบริษัทฯ ในสิ้นปีนี้ คาดว่าน่าที่จะถึง 6,000 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากในปีนี้เป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้ 5,000 ล้านบาท ได้ทะลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผลพวงมาจาก ปีนี้ไม่มีปัญหาในเรื่องของวิกฤติน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมานั่นเอง ส่วนเป้าหมายยอดขาย 10,000 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ คงต้องรอดูก่อน เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัจจัยลบหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่นิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ความไม่นิ่งทางการเมือง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากถ้าไม่มี 2 ประเด็นนี้ ทาง บริษัทฯ เอง เชื่อว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ไม่น่าที่จะเกินเอื้อมแน่นอน

ส่วนแผนธุรกิจปีหน้านั้น กิฟฟารีน มีแผนที่จะลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิต ภัณฑ์ใหม่ด้วยการทุ่มงบ 30 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายเติบโต 10% นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีหน้าจะเข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซีย จากปัจจุบันเข้าไปทำตลาดในลาว พม่า กัมพูชา และมาเลเซียแล้ว และส่งผลทำให้มีรายได้จากต่างประเทศในปีนี้อยู่ที่ 150 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้กิฟฟารีน มียอดขายเติบโตในตลาดต่างประเทศถึง 150 ล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เติบโตอย่างมาก ในแต่ละประเทศที่กิฟฟารีนเข้าไปทำตลาด โดยประเทศ ที่เติบโตอย่างมากของกิฟฟารีนอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้ที่ซื้อไลเซ่นของบริษัทเข้าไปทำค่อนข้างมากนั่นเอง จึงทำให้ยอดขายในมาเลเซียของกิฟฟารีนค่อนข้างเยอะ

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า วันนี้ในเรื่องของคู่แข่งในต่างประเทศนั้น บริษัทฯ มองว่า คงไม่มีปัญหา และสินค้าไม่ไปชนกับค่ายอื่นแน่นอน เนื่องจากคู่แข่งของกิฟฟารีนจะเป็นในส่วนของเคาน์เตอร์แบรนด์มากกว่า พร้อมกับเชื่อว่า หากมีการเปิดตลาดอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ สัดส่วนยอดขายของบริษัทก็น่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนในเรื่องของกำลังการผลิต ขณะนี้นั้น กิฟฟารีน ก็มีการเตรียมความพร้อม สำหรับกำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า จุดแข็งของกิฟฟารีนในการสร้างแบรนด์นั้น จะมีความโดดเด่น ตรงที่เน้นแบรนด์ของซีอีโอ ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งในเรื่องของธุรกิจและผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย เข้าถึงกลุ่มนักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้กิฟารีน ยังมีการใช้สื่อ และช่องทางในการสื่อสารที่มีการพัฒนาตลอดเวลา เช่น กิฟฟารีนเดลิเวอร์รี่ กิฟฟารีน เฟสบุ๊คแฟนเพจ เว็บไซต์กิฟฟารีนไทยแลนด์ ตลอดจนสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมกิฟฟารีนแชนแนล เพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจและผู้บริโภค ให้สามารถขยายงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมพิเศษทางการตลาดช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองยอดขาย 50,000 ล้านบาทนั้น นายพงศ์พสุ เผยว่า ขณะนี้กิฟฟารีนได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ Big Gifts Big Celebration แทนคำขอบคุณสมาชิก ที่ซื้อสินค้าด้วยรางวัลสุดพิเศษมากมาย นอกจากนี้ ยังขนทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ ชุดผลิตภัณฑ์เอดดัลไวส์ ชุดกิฟฟารีนกลามอรัสบิวตี้ เป็นต้น พร้อมจัดแคมเปญเทศกาลของขวัญวันปีใหม่ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายในช่วงท้ายปี ให้ทะลุเป้า 6,000 ล้านบาทที่วางไว้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ CRM (การบริหารลูกค้าสัมพันธ์) ด้วยบัตร Gifts Club บัตรสะสมคะแนนแบบใหม่จากกิฟฟารีน ที่พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกได้คุ้มค่าทุกการจับจ่าย โดยเริ่มเปิดรับสมัครเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสมาชิกกิฟฟารีนให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมากกว่า 30,000 คน
พญ.นลินี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6 ล้านรหัส ซึ่งปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่าย ตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

"หน่วยรัฐ-เอกชน" จัดหนักปลายปี เร่งเครื่องดันธุรกิจเครือข่ายสู่มาตรฐาน


ขายตรงปลายปีเร่งเครื่องสร้างมาตรฐาน... หน่วยงานรัฐ-เอกชน พร้อมใจยกระดับนักธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นมืออาชีพ ล่าสุด สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) จัดงาน การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 หวังเติบเชื้อไฟนักธุรกิจ...ด้าน จิรชัย เลขาฯสคบ. เผยพร้อมช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดเรียก 30 บริษัท เข้าชี้แจงกรณีการโฆษณาสินค้า ชี้!หากเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง พร้อมระงับโฆษณาทันที...ส่วน ภญ.ศรีนวล รองเลขาฯ อย. ประกาศพร้อมดำเนินการตรวจสอบโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ ย้ำ!หากผิดจริงลงโทษอย่างเดียว
หากใครที่อยู่ในธุรกิจขายตรงมานานคงพอที่จะทราบว่า ธุรกิจขายตรงในอดีตกับปัจจุบัน เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของภาพลักษณ์และหลาย ๆ บริษัทเองต่างก็มีความเป็นมืออาชีพในการทำธุรกิจแทบทั้งนั้น ถึงแม้จะมีธุรกิจสีเทาบางจำพวก มาทำให้ธุรกิจขายตรงสีขาวหม่นหมองก็ตามที

ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรง จะเจิดจรัสได้นั้น ก็ต้องอาศัยหลาย ๆ องค์ประกอบเข้ามาช่วยหล่อหลอมและขัดเกลาธุรกิจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ สมาคมขายตรงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาครัฐที่ดูแลธุรกิจขายตรงนี้ โดยตรงด้วย

อย่างล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ (สคบ.) จัด การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน จาก 5 บริษัท ที่เป็นสมาชิกของ TSDA โดยในงานครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน รวมทั้งบรรยายเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ รวมถึงยังมี ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาบรรยายเรื่อง การขายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และยาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกด้วย

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณที่ดี สำหรับธุรกิจขายตรงที่พร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความเป็นมาตรฐานสู่สากลนั่นเอง และที่สำคัญ ในการอบรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่เป็นนักธุรกิจอิสระเป็นอย่างมาก เพราะนอกจาก จะได้ความรู้แล้ว ยังได้บัตรประจำตัวนักธุรกิจอิสระอีกด้วย ในการที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำธุรกิจขายตรงภายใต้กฎจรรยาบรรณ


สคบ.เร่งสร้างมาตรฐานขายตรง
เรียก30บริษัทคุมเข้มเรื่องโฆษณา
ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า หน่วยงานรัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวจักร ในการส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับบทบาทของ สคบ. ในช่วงเวลานี้นั้น ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะทาง สคบ.เอง ได้มีการเตรียมการที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่ตลาดอาเซียนในทุกรูปแบบ
โดยในเบื้องต้นที่ทาง สคบ. ได้มีการหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อที่จะช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ 1. กรอบของกฎหมายในธุรกิจขายตรง ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้างเรื่อง 2. อยากที่จะให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการ ได้ทำงานร่วมมือกัน เพื่อที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่อาเซียน

ส่วนความคืบหน้าของ ตราสัญญาลักษณ์ สคบ. นั้น นายจิรชัย เผยว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีวรเทพ เอง ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ที่จะส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคแบบชัดเจน พร้อมกับเสนอแนะให้มีการไปปรับในเรื่องของการการันตี การทำประกันว่าจะมีการทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ ทางผู้ประกอบการก็เห็นด้วย ที่จะดำเนินการตามแนวทาง 3 ทาง คือ 1. ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. การตั้งกองทุนขึ้นมา โดยอาจจะเป็นการลงขันของผู้ประกอบการในการตั้งกองทุนตรงนี้ และ 3. การทำประกัน

ขณะนี้ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์ สคบ.นั้น ได้มีการให้ทางผู้ประกอบการเข้ามาสมัครแล้ว โดยจะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยใน 11 บริษัทสมาชิกของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) นั้น ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดที่เข้ามาขอตราสัญญาลักษณ์เลย ซึ่งต้องบอกว่าตราสัญญาลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นโลกทัศน์ใหม่ ที่จะนำธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานของภาครัฐอย่างสคบ. เข้ามาการันตีและดูแลผู้บริโภค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความมั่นใจในสินค้ามากขึ้น ซึ่งวันนี้ หากบริษัทไหนที่พร้อม สามารถที่จะดำเนินการขอได้ทันที

นายจิรชัย เผยต่ออีกว่า ปัจจุบันนี้ทางสคบ. ได้มีการหารือกับทางคณะกรรมการสคบ.ในชาติอาเซียนบ้างแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างมีความยินดี ที่จะประสานความร่วมมือด้วยกัน ในการที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ หากทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในเศรษฐกิจของประเทศและชาติอาเซียนที่ทำงานร่วมมือกันด้วย

ส่วนแผนงานเร่งด่วนของสคบ. ในขณะนี้นั้นคือ การเตรียมที่จะเรียก 30 บริษัท มารับทราบในส่วนของการโฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม โดยทางสคบ.จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ที่บริษัทเรียกมา จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพประมาณ 80% โดยจะเป็นการโฆษณาในลักษณะการลด แลก แจก แถม ซึ่งจะมีทั้งบริษัทขายตรงและไม่ใช่บริษัทขายตรง และหากพบว่าบริษัทไหมมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ทางสคบ.เอง ก็จะมีการออกจดหมายแจ้งเตือนก่อน แต่หากยังมีการกระทำความผิดดังกล่าวนี้อีก ก็จะมีการระงับโฆษณาต่อไป

สิ่งที่ทางสคบ. อยากเห็นในตอนนี้คือ การร่วมมือกันในหลายๆ ฝ่ายของสมาคมขายตรง ที่จะต้องมีการประสาน เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพราะวันนี้การที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลนั้น การทำงานต้องไม่ทำเพียงคนเดียว แต่จะต้องรวมใจกันทำ ยิ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ด้วยแล้ว ธุรกิจขายตรงต้องผนึกกำลังเป็นแผ่นเดียวกันให้ได้


อย.เร่งตรวจโฆษณาผิดกฎ
ประกาศลงโทษจริงหากฝ่าฝืน
...ด้าน ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางอย. ก็ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ. ที่ดูแลในเรื่องของการโฆษณาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด เห็นได้จากทาง สคบ.ก็จะมีในส่วนของกรรมการหลาย ๆ ส่วน ดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงในเรื่องการโฆษณารวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับทาง อย.ก็จะมีการรับเรื่องร้องเรียนในทุก ๆ เรื่องด้วย

ในปีนี้ อย.ได้มีการเซ็นสัญญา MOU กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในเรื่องของการทำโฆษณา ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา อย.เอง ยังได้มีการนำเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องของยา อาหาร ที่โอ้อวดเกินจริง ในทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โดยภายในปลายปีนี้ จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. อีกครั้ง เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนที่อย.จะทำงานร่วมกันกับรัฐบาลคือ การหาข้อมูลของการโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ก็จะมีการส่งข้อมูลไปให้ทาง กสทช.ใช้ในการพิจารณาออกใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ อย.ยังได้รับความร่วมมือกับทางดาวเทียม ที่จะแจ้งข้อมูลของผู้ประกอบการในแต่ละช่องว่าใครเป็นเจ้าของช่อง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ง่ายขึ้นด้วย

ขณะนี้ อย.ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้น โดยมีการทำงานในเชิงของการเฝ้าระวัง ในสื่อของทีวีดาวเทียมและสื่อวิทยุ โดยในส่วนของสื่อวิทยุนั้น จะเฝ้าระวังในส่วนที่รับได้ในกรุงเทพฯ ก่อน รวมถึงสื่อนิตยสาร สื่ออินเตอร์เน็ตที่อย. กำลังมีการเฝ้าระวังอยู่

นอกจากนี้ ภญ.ศรีนวล ยังได้เผยถึงปัญหาของทีวีดาวเทียม ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการเข้าถึงตัวเจ้าของยาก การระงับสัญญาณก็ยาก ซึ่งส่งผลทำให้การทำงานในการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับทาง กสทช.เข้ามาช่วยด้วย โดย
เชื่อว่า หากทาง กสทช. มีการกำหนดใบอนุญาตแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้อย.ทำงานได้ง่ายขึ้นแน่นอน

ส่วนกรณีที่ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขายตรง มีความกังวลมากที่สุดในเรื่องของกฎหมายบางตัวนั้น ภญ.ศรีนวล ให้ความเห็นว่า ในส่วนของกฎหมายบางตัวที่ทำให้ผู้ประกอบการขายตรงเกิดความกังวลใจนั้น ถือว่าใช่ ซึ่งหากวันนี้ผู้ประกอบการทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ตรงนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ กลับพบว่า มีผู้ประกอบการบางราย มีการทำผิดกฎ ทั้งในเรื่องของการโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริง พร้อมกับการใส่สารบางอย่างที่เป็นสารต้องห้ามในสินค้า
ซึ่งความผิดตรงนี้ทำให้ทาง อย. จึงจำเป็นที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการนั้น


TSDAประกาศพร้อมดันขายตรงเกิด
ชี้งานอบรมมาตรฐานวิชาชีพได้ผลจริง
ด้าน อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้กล่าวถึง การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ว่า เป็นการกระตุ้นธุรกิจขายตรงรวมถึงนักธุรกิจอิสระให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของสมาคมที่ต้องการพัฒนาธุรกิจขายตรงไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน

วันนี้มีหลาย ๆ สมาคมและหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวในเรื่องของตลาดอาเซียน และทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยก็ให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ซึ่งการจัดอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ในการที่จะบุกตลาดอาเซียนได้นั้น ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนด้วยถึงจะเกิดผล

อนุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่าจะต้องเติบโตกว่าในปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหน้าเศรษฐกิจของอเมริกาน่าที่จะดีขึ้น ธุรกิจยุโรปก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตตามไปด้วย

...เช่นเดียวกับทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการ และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้เปิดเผยว่า การอบรมมาตร ฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนานักธุรกิจขายตรงไทย โดยงานนี้จะเป็นตัวแปร ที่จะทำให้ทั้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระตระหนักในอาชีพขายตรงมากขึ้น ที่สำคัญ วันนี้อาชีพขายตรงนั้นไม่ใช่อาชีพที่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของกรอบจรรณยาบรรณ เรื่องของกฎหมายที่ควบคุมด้วย

การอบรมครั้งนี้ เป็นเนื้อหาสาระที่ทุกคนควรรู้ ทั้งในเรื่องของแนวทางในการวางแผนงานในการทำธุรกิจ การทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความสำเร็จโดยง่าย พร้อมกับ ยังมีการบอกถึงวิธีการทางการตลาด พูดถึงรูปแบบทางการตลาดในยุคสมัยใหม่ เรื่องของแนวทางที่จะใช้ในการแข่งขัน เพื่อให้สอดรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 นี้

ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกคนหรือนักธุรกิจอิสระทุกท่านเองก็จะต้องมีการปรับตัวให้ได้ ต้องรู้ว่าควรที่จะมีการพัฒนาเตรียมความพร้อมอย่างไร ที่จะสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญ ต้องรู้เท่าทันภาวะการณ์เปลี่ยน แปลงของนโยบายของภาครัฐ รวมถึงรู้ถึงแนวทางของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการรวมตัวกัน

นั่นหมายความว่า เรื่องของการค้าเสรี เรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เรื่องของเงินทุนเสรี จะนำมาซึ่งกำลังซื้อ และการแข่งขันที่มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลทำให้ทุกคนจะต้องมีความรู้ ด้วยพื้นฐานของการตลาด กลยุทธ์การตลาด กรอบกฎหมาย วิธีการและรูปแบบที่จะใช้ในการแข่งขัน ซึ่งงานและกิจกรรมในครั้งนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามารับการอบรม ที่นอกจากจะได้ในเรื่องของประกาศนียบัตรแล้ว ยังได้ในส่วนขององค์ความรู้ และความภาคภูมิใจในอาชีพอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

SK999 กระหึ่มที่ "จีน" รับโล่เหรียญทองอันดับ1 นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์เคมีน้ำรายแรก


เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ดสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พิชิตรางวัลชนะเลิศเหรียญทองงานเกษตรแฟร์-เซี่ยงไฮ้ ประกาศศักดาปุ๋ยอินทรีย์-เคมีน้ำ นวัตกรรมใหม่แห่งแรกของไทย ผงาดเหนือแดนมังกร เกษตรกรจีนทึ่ง ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เหนือชั้นในทุกด้าน ผู้บริหารประกาศพร้อมรบทั่วโลก หลังตลาดจีนตีปากขานรับ เดินหน้านำสินค้าปูพรมเต็มพื้นที่


SK 999 มาถูกที่ถูกจังหวะ
เหตุจีนตื่นตัวเกษตรอินทรีย์
นับเป็นการปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการค้าปุ๋ยเมืองไทย ที่สามารถก้าวเข้าไปตีตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแผ่นดินจีน ที่ถือว่าเป็นแผ่นดินเกษตรกรรมที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก


กลุ่มบริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี สูตร 5-5-5 ถือเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายแรกของเมืองไทย ที่ประสบความสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์เข้าในงานแสดงสินค้าเกษตร หรืองานเกษตรแฟร์ ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1-4 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา
โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง อันดับ 1 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ที่นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตแก่พืชทุกชนิดแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถให้คุณประโยชน์ทั้งทางด้านการผลิตและการรักษาคุณภาพดิน


งานเกษตรแฟร์ ที่มหา นครเซี่ยงไฮ้ ถือเป็นมหกรรมทางด้านเกษตรที่ยิ่งใหญ่ ที่บรรดาผู้ประกอบการทั้งทางด้านอุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งผู้ผลิตปุ๋ย ทั่วแผ่นดินจีน จะนำเอาผลิตภัณฑ์ของตนเองมาแสดงสินค้า เพื่อแสดงถึงศักยภาพของตนเอง


โดยบริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด ถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยรายเดียวของไทย ที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าครั้งนี้ ซึ่งผลที่ออกมา ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจแก่ผู้ประกอบการ ที่จะสามารถเปิดตลาดปุ๋ยอินทรีย์-เคมีในประเทศจีนได้สำเร็จเท่านั้น หากแต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ที่สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมด้านการเกษตรของไทย ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศใดในโลก


ช่องทางและโอกาสในการผลักดันผลิตภัณฑ์ SK 999 เข้าสู่ภาคการเกษตรของจีน แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศจีนมีผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ถ้าหากจะดูพื้นที่เพื่อการเกษตรจริง ๆ จะมีอยู่เพียง 9% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น


ในพื้นที่ดังกล่าว มีการปลูกพืชนานาชนิด อาทิ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ฝ้าย ชา อ้อย มันเทศ ถั่วเหลือง รวมทั้งพืชผักผลไม้อีกนานาชนิด
ศักยภาพการผลิตของจีน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทั้งในด้านการคิดค้นสายพันธุ์ การตัดแต่งพันธุ์กรรม หรือรวมไปถึงการใช้ปุ๋ยใช้ยา


ถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่น่าเกรงขาม เนื่องจากสามารถเพิ่มผลผลิตได้ดี อีกทั้งยังมีการบริหารต้นทุนที่ต่ำ สามารถนำสินค้าเกษตรไปตีตลาดได้ทั่วโลก
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้าย ที่ทางการจีนต้องการ เนื่องจากกระแสโลก รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า เริ่มมีบทบาทในการกดดันผลิต ภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีการปรับตัว ที่ไม่ใช่เพียงแค่ราคาเท่านั้น หากแต่หมายถึงคุณภาพ ที่ครอบคุลมไปถึงการยกระดับผลิตผลทางการเกษตรเพื่อเป็นพืชเกษตรอินทรีย์ หรือ Oganic อย่างเต็มรูปแบบ


ปี 2550 จีนเริ่มตื่นตัวเป็นอย่างมากในเรื่องการบริโภคพืชผักที่ปลอดจากสารเคมี โดยผลจากการสำรวจผู้บริโภคในกรุงปักกิ่ง ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพและปลอดภัยของอาหารมากกว่าราคา ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมการเกษตร รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารของจีนต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักทั้งผู้บริโภคในประเทศและนอกประเทศ


หลังจากนั้นในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนได้มีการกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดและห้ามการผลิตอาหารที่ก่อเกิดมล ภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการใช้สารเคมีมากเกินไป


นอกจากนี้สินค้าเกษตรที่ส่งออกของจีน ยังถูกกดดันจากระบบการตรวจสอบรับรองคุณภาพเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด รวมไปถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตของจีน


ที่จะต้องสูงขึ้น ถือเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของภาคเกษตรในทศวรรษหน้า และเป็นรอยต่อระหว่างการตัดสินใจของทาง การจีนว่า จะส่งเสริมการผลิตพืชบางประเภท อาทิ ข้าวโพด และถั่วเหลืองภายในประเทศต่อไป หรือจะเปิดให้มีการนำเข้ามากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ


กระแสที่ถูกปลุกเร้าจากกรุงปักกิ่ง ได้ลุกลามมายังมหานครเซี่ยงไฮ้ และแผ่ขยายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางการจีน ได้จัดให้มีการจัดงานเกษตรแฟร์ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ภาคเกษตร กรรมของจีนตื่นตัว และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น


การที่กลุ่มบริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ตามกระแสความต้องการของเกษตรกรจีนอย่างถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากข้อมูลจากผู้ร่วมงาน


ที่ ตลาดวิเคราะห์ ได้ไปสัมภาษณ์มา เกษตกรจีนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยน แปลงทั้ง 4 ฤดูกาล ประกอบกับเปลี่ยนแนวนโยบายการดำเนินอุตสาหกรรมเกษตร ต้องหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เป็นมูลสัตว์


รวมไปถึงแร่ธาตุ ที่มาจากธรรมชาติ ส่งผลทำให้การหว่านปุ๋ยในแต่ละครั้ง เป็นไปโดยความยากลำบาก
เกษตรกรจีนรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปแบบเดิมที่เป็นอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดผง หรือเป็นชนิดเม็ด ทำให้ต้องแบกรับน้ำหนักในการหว่านปุ๋ยมาก ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว เกษตรกรจีนจะประสบปัญหาโรคข้อเสื่อมเป็นจำนวนมาก
เพราะฉะนั้น การที่ SK 999 เข้ามาเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งมีความสอดคล้องและเหมาะสมทั้งการตอบสนองนโยบายของทางการจีน รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้อง การของเกษตรกรจีนได้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่สำคัญ ที่นำไปสู่การคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองอันดับที่ 1 ทางด้านนวัตกรรม ปุ๋ยอินทรีย์เคมีน้ำรายแรก


ดูเหตุผลที่ชนะใจกรรมการ
ทำไมต้องSK 999
ในสังคมเกษตรยุคปัจจุบัน แม้ว่ามีกลุ่มเกษตรกรจำนวนมาก พยายามลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และสารเคมี เพื่อยกระดับผลิตผลเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่มากมาย เนื่องจากแร่ธาตุที่อยู่ในดิน เมื่อถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ธาตุอาหารหลัก จะลดน้อยลงไป ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพืชได้ดีเท่าที่ควร


ขณะเดียวกัน การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป หากมีมากเกินความจำเป็น ก็จะมีการจับตัวของธาตุโลหะหนักในดิน เป็นประจุลบที่ทำให้ดินแข็งตัว ไม่มีความโปร่งพรุน แม้จะมีการหว่านปุ๋ยซ้ำเป็นจำนวนมาก ก็ไม่สามารถนำเอาแร่ธาตุที่สะสมมาใช้ได้


การรักษาความสมบูรณ์ของดินของเกษตรกรจึงมีทางเลือกไม่มากนัก ซึ่งจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในบ้านเรา มีผู้ประกอบการพยายามคิดค้นหาทางออกในหลาย ๆ แนวทาง แต่สุดท้าย ก็ไม่อาจหลีกพ้นที่จะต้องอาศัยแนวทางแบบผสมผสาน นั่นก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กัน
โดยเฉพาะการปุ๋ยประเภท เม็ด นอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากแล้ว หากแต่ยังเป็นภาระในการขนย้ายและการหว่านเป็นอย่างมาก และที่สำคัญ การหว่านปุ๋ยเคมี เป็นที่ทราบดีว่า ในจำนวน 100 % ที่หว่านไป ส่วนหนึ่งจะละลายไปกับอากาศ อีกส่วนหนึ่งจะเหลือเก็บสะสมเอาไว้ในดิน ส่งผลทำให้คุณภาพดินเสื่อม อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ


แม้ในปัจจุบันนี้ จะมีผู้ผลิตหลายราย พยายามคิดค้นนวัตกรรมเข้ามาเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับพืช แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะ Growth Hormone ที่เร่งให้พืชกินอาหารเก่งเท่านั้น แต่เมื่อถึงยามที่พืชต้องการอาหาร ก็ต้องไปหาปุ๋ยเคมีมาหว่านเพิ่ม
เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ คือโจทย์ข้อใหญ่ ที่วงการผู้ผลิตปุ๋ย ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ จวบจนกระทั่ง บริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด ได้ปรากฏตัวในตลาดเมืองไทย วิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์เคมีน้ำ ก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น


ผลิตภัณฑ์ SK 999 เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดแห่งโลกเกษตรแนวใหม่ ที่มีส่วนผสมของสารฟลาโวนอยด์รายแรกของโลก
ลักษณะเด่นของ SK 999 เป็นธาตุอาหารพืช 100% ปราศจากสิ่งปลอมปนที่เป็นอันตรายต่อพืช เช่น คลอไรด์ และโลหะหนักอื่น ๆ ประกอบ ด้วยธาตุอาหารหลัก NPK ในอัตราส่วนเท่ากัน อย่างละ 5% ของน้ำหนักปุ๋ย หรือที่เรียกกันว่าสูตร 5-5-5


นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยธาตุอาหารรอง (Ca Mg S) และธาตุอาหารเสริม (Fe Zn Cu Mn B Mo Cl ) ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของพืช ถือเป็นธาตุอาหารที่ครบองค์ประกอบตามความต้องการของพืช ที่บรรจุอยู่ในขวดเดียวกัน ไม่ต้องมิกซ์หรือฉีดร่วมกับสารใดทั้งสิ้น
จุดเด่นอีกประการหนึ่ง เมื่อผ่านกระบวนการฉีดทางใบไปแล้ว พืชสามารถดูดซับอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น ซึ่งรวดเร็วกว่าการใช้ปุ๋ยเม็ดทางดินที่พืชต้องใช้เวลา 7-30 วันในการดูดอาหารไปใช้


ดังนั้น เพียงชั่วระยะเวลาเพียง 1-3 วัน การเจริญเติบโตของพืชจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที
SK 999 ได้ผ่านกระบวนการทดลองจากพืชนานาชนิด ทั้งนาข้าว พืชไร่ พืชสวน สามารถพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ แล้วว่า มีส่วนทำให้ผลผลิตสูงขึ้น 50-100% ทั้งปริมาณและคุณภาพ นอกจากนี้ยังช่วยร่นระยะเวลาการเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้นกว่าปกติ 2-3 สัปดาห์ สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ 100% ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมาก


คุณสมบัติพิเศษของ SK 999 ไม่เพียงแต่เร่งการเจริญเติบโตให้แก่พืชเท่านั้น หากแต่ยังสามารถนำไปฉีดพ่นลงดิน เพื่อปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เนื่องจาก SK 999 มีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการปรับสภาพดิน และสารฟลาโวนอยด์ที่สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินได้หลายชนิด อาทิ จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายฟอสเฟต จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายฟางข้าว และจุลินทรีย์ที่ตรึงไน
โตรเจนในอากาศ เป็นต้น


การนำเอาธาตุอาหารหลัก ที่เป็นเคมี มาผสมร่วมกับจุลินทรีย์ ควบคู่กับสารฟลาโวนอยด์ แม้จะดูเป็นสิ่งที่ฝืนกับความเป็นจริง แต่ด้วยเทคโนโลยีทีล้ำหน้า ทำให้การผสมผสานระหว่างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งเคมีและอินทรีย์ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว


โดยเฉพาะจุลินทรีย์ นอกจากจะมีคุณในการย่อยสลายธาตุโลหะหนักในดินแล้ว เมื่อมีสารฟลาโวนอยด์ มากระตุ้นจุลินทรีย์สายบวกให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก็จะทำให้จุลินทรีย์สายลบที่สร้างความเสียหายแก่พืชลดน้อยลง


เพราะฉะนั้น มองในเชิงหลักการแล้ว หากผลิตภัณฑ์ SK 999 จะใช้แนวทางอินทรีย์-เคมี เป็นสูตรเม็ด ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ใครก็สามารถผลิตได้ เพียงแต่ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี แบบชนิดเม็ด ต้องใช้วัตถุดิบมากมายมหาศาล อีกทั้งมีข้อจำกัดจากกรมวิชาการเกษตร ที่จะนำเอาเคมีมาผสมร่วมได้ไม่เกิน 12% ของปริมาณปุ๋ยทั้งหมด


ในท้องตลาดปุ๋ยอินทรีย์เคมีชนิดเม็ดทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็น สูตร 6-3-3 สูตร 5-4-3 เป็นต้น ซึ่งเมื่อนำไปหว่านในดิน ย่อมมีการสูญเสียต่อการชะล้าง และการระเหิดไปในอากาศ


การที่บริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง นำเอานวัตกรรมดังกล่าวมาใช้ นอกจากจะสามารถ เพิ่มแร่ธาตุได้สูงกว่า สามารถนำไปใช้ได้ 100 % จึงทำให้ลดปัญหาในการสูญเสีย รวมทั้งลดขั้นตอนในการเพาะปลูกพืชไปได้มาก


และสิ่งสำคัญ ยังเป็นการลดต้นทุนที่สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบต่อการใช้ได้อย่างชัดเจน โดยในบรรจุภัณฑ์ 1 ขวด ขนาด 1 ลิตร หรือ 1,000 ซีซี. สามารถนำไปฉีดพ่นในพื้นที่เพาะปลูกได้ถึง 15 ไร่ หากคิดเป็นมูลค่าการฉีดต่อไร่ จะมีต้นทุนเพียงแค่ 100 บาทเศษเท่านั้น ถือเป็นที่สุดแห่ง
นวัตกรรม ที่คิดโดยคนไทย ผลิตโดยคนไทย


ถึงเวลาลั่นกลองรบ
ตั้งเป้า1,000 ล้าน ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
จากผลของความสำเร็จของ SK 999 ได้รับการยืนยันจากนายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด ว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะเป้าหมายของการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ก็เพียงแค่ต้องการให้เกษตรกรจีน ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทย รวมทั้งต้องการเปิดทางให้แกนนำทางการตลาดได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีทางการเกษตรของประเทศจีน


แต่ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์ SK 999 สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรจีนได้ จึงถือเป็นโอกาสและช่องทางที่ เค มาร์เก็ตติ้ง จะใช้เป็นฐานทางการตลาดที่สำคัญ ในการที่จะก้าวไปสู่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกต่อไป


ในปี 2556 เค มาร์เก็ตติ้ง กำหนดเป้าจากยอดขายเอาไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับประเทศไทย โดยเชื่อว่า ศักยภาพของสินค้า รวมทั้งแผนทางการตลาด และผลสำเร็จในงานนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความยอมรับจากเกษตรกรไทยมากขึ้น รวมทั้งทางบริษัท มีแผนที่จะเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนอีกหลายประเทศ
สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาด ที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่จะโฟกัสไปที่ขายส่งเป็นหลัก โดยจะมีการตั้งตัวแทนจำหน่ายระดับภาค คอยดูแลร้านค้าที่เข้าสู่ระบบการตลาด อาทิ สหกรณ์การเกษตร ธกส. และร้านปุ๋ยเคมีทั่วไป โดยล่าสุดนี้ ได้มีการแต่งตั้งผู้จัดการภาคครบทุกพื้นที่แล้ว
ณ วันนี้ เราบอกได้เลยว่า เรามีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเราเกิน 100% เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้ผ่านกระบวนการทดลองในประเทศเท่านั้น หากแต่ยังมีการผ่านกระบวนการทดลอง ในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ถือเป็นบทพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดเจนว่า รางวัลที่เราได้ ไม่ได้เป็นรางวัลที่ดูแค่เพียงรูปลักษณ์สินค้าอย่างเดียว แต่เป็นรางวัลที่มีกระบวนการทดลองในพืชของประเทศจีน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยสายตา ซึ่งจากการประเมินความสนใจของผู้เข้าชมงานที่เซี่ยงไฮ้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า บูธของ เคมาร์เก็ตติ้ง ได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรจีนมากที่สุด


นายขวัญชัยกล่าว พร้อมกับ เปิดเผยต่อไปอีกว่า ในการจัดงานนี้ทางเคมาร์เก็ตติ้ง ได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจจีนหลายคน ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่เพียงผู้เดียวในประเทศจีน ซึ่งในตอนนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาเงื่อนไข รวมทั้งแนวทาง ทางการตลาด ที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกัน
อย่างไรก็ดี จากกระแสตอบรับจากจีน จะเป็นบันไดขั้นแรก ที่เค มาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จะก้าวไปสู่การเปิดตลาดในระดับโลกต่อไปในอนาคต


ณ วันนี้ เค มาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด ได้นำผลิตภัณฑ์ SK 999 เข้าสู่ตลาดได้ไม่ถึง 1 ปี โดยระยะ 6 เดือนแรก ถือเป็นการเตรียมความพร้อมทางการตลาด ที่นอกจากจะต้องมีตัวแทนระดับภาคเป็นผู้บริหารหลักแล้ว การขยายช่องทางการจำหน่าย ก็จะต้องดำเนินต่อไป


หลังจากนั้น เมื่อแผนการผลิตและการตลาดมีความพร้อม ก็จะมีการเปิดตัวผ่านสื่ออย่างกว้างขวางทั้งฟรีทีวี สื่อเฉพาะทาง ทั้งทีวีดาวเทียมและสื่อสิ่งพิมพ์ ก็จะมีการรุกทางการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ


ตลาดปุ๋ย กำลังถึงจุดเปลี่ยน เข้าสู่ระบบ Nano Tecnology ที่สังคมเกษตรกรรม กำลังตื่นตัวเป็นอย่างมาก
และที่สำคัญ กำลังเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทาย สำหรับการทำเกษตรแนวใหม่ ที่กำลังยกระดับเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ
เงื่อนไขการลงทุน และคุณภาพของผลผลิต กำลังถูกบีบรัดจากกระแสทั่วโลก หากสามารถรักษาความสมดุลทั้งสองด้านได้ ก็จะมีผลทำให้การแข่งขันมีศักยภาพสูงขึ้น


โดยเฉพาะข้าว ที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แม้วันนี้ รัฐบาลจะมีการยกระดับราคาขึ้นมาจนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหากับชาวนาไทย ก็คือ ปัญหาในด้านผลผลิตและคุณภาพ ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ กว่ามาตรฐาน
หากเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก แล้วหันมาบริหารต้นทุน รักษาคุณภาพดินอย่างจริงจัง เชื่อว่า SK 999 น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุดในยุคนี้ !!!


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยักษ์ใหญ่ขายตรง "แอมเวย์ Amway" ทุ่มงบพันล. ...สร้างอาณาจักรใหม่ตอกย้ำความสำเร็จธุรกิจ


หากพูดถึงบริษัทขายตรงเบอร์ 1 ของเมืองไทย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัดนั่นคือ เบอร์ 1 ในสมรภูมิรบขายตรงเมืองไทยนั่นเอง ที่สำคัญ เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ คงมีการติดตามความเคลื่อนไหวของค่ายนี้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน หากย้อนอดีตไปเมื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้นแอมเวย์ถือเป็นค่ายขายตรงที่ต้องบอกว่าโค่นยากและหนังเหนียวที่สุด ไม่ว่าจะเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจมาสักเท่าไหร่ หรือหนักหนาเท่าไหร่ ขึ้นชื่อว่ายักษ์ใหญ่ในวงการขายตรงแล้ว การก้าวเดินแต่ละช็อตไม่เคยมีคำว่าแพ้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีเลยก็ว่าได้

...ซึ่งหากย้อนไปเมื่อช่วงต้นปี 2553 ที่ผ่านมา หากทุกคนจำกันได้ดีแอมเวย์เริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ในส่วนของธุรกิจมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวอัตลักษณ์แบรนด์แอมเวย์ใหม่ เพื่อหวังสร้างแบรนด์และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจให้มากขึ้น
ในขณะเดียวกัน หากใครสังเกตกันให้ดีจะพบว่า หลังจากที่แอมเวย์ได้มีการฉลองครบรอบ 50 ปีทั่วโลก หลายท่านต่างจับจ้องมองกันว่าแอมเวย์จะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นไรบ้าง...ซึ่งต้องบอกว่า การเปิดตัวอัตลักษณ์แบรนด์แอมเวย์ในครั้งนี้ คือ อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแอมเวย์เลยก็ว่าได้ ที่ต้องการรักษาฐานที่มั่นขององค์กรให้อยู่อย่างเหนียวแน่นมากที่สุด เท่าที่จะมากได้!!...

จะกระทั่ง ต่อมาแอมเวย์ประเทศไทย ก็ได้ออกมาตอกย้ำความมั่นคงของธุรกิจด้วยการประกาศ เตรียมที่จะสร้าง สำนักงานใหญ่แอมเวย์แห่งใหม่บนถนนรามคำแหง โดยได้มีการคาดการณ์ว่า จะแล้วเสร็จในช่วงปี 2555 นี้...และล่าสุดจากเป้าหมายแผนงานที่ทางแอมเวย์ประกาศ พร้อมที่จะสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ให้เสร็จ ก็เรียกได้ว่าสำเร็จตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้

ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้มีการจัดพิธีฉลองการเข้าใช้อาคารสำนักงานใหญ่อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า สำหรับอาคารสำนักงานแห่งใหม่ของแอมเวย์ประเทศไทยนั้น ได้มีการทุ่มงบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาท ก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ พื้นที่ใช้สอยรวม 45,432 ตารางเมตร ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าแห่งเดิมถึง 5 เท่าด้วยกัน โดยจะมีทั้งศูนย์ธุรกิจและศูนย์ประสบการณ์แอมเวย์ที่ครบวงจร รองรับการเติบโตทางธุรกิจที่จะมีในอนาคตอันใกล้นี้
นายกิจธวัช เผยต่ออีกว่า อาคารสำนักงานใหญ่ของแอมเวย์ประเทศไทย ได้ถูกออกแบบภายใต้แนวคิดกรีน คอนเซ็ปต์โดยเป็นการใช้ธรรมชาติทั้งน้ำ ลม และแสงสว่าง เพื่อลดการใช้พลังงานภายในอาคาร เช่น การออกแบบให้ตึกหันด้านข้างให้แสงอาทิตย์ การใช้ไอน้ำสะท้อนความเย็นสู่ตึก การติดตั้งแผงกั้นแสง เพื่อลดอุณหภูมิภายในอาคาร เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ยังเป็นอาคารอัจฉริยะด้วยระบบบริหารจัดการอาคาร โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ และควบคุมการทำงานของส่วนต่าง ๆ ภายในอาคาร อาทิ ควบคุมสภาพอากาศและระดับแสงสว่างที่เหมาะสมแก่ผู้ที่อยู่ในอาคาร ควบคุมระบบการบริหารจัดการภายในอาคาร เป็นต้น
นอกจากนี้ แอมเวย์ ยังได้ติดตั้งระบบสำนักงานอัตโนมัติ เพื่อบริหารจัดการงานเอกสารต่าง ๆ ให้รวมศูนย์เป็นที่เดียว ทั้งการสั่งพิมพ์ การถ่ายสำเนา การสแกนภาพ และการส่งโทรสาร โดยสามารถสั่งจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานได้โดยตรงไปสู่จุดติดตั้งอุปกรณ์ ซึ่งจะอยู่รวมกันในที่เดียว และห่างจากบริเวณโต๊ะทำงาน ตรงนี้จะถือเป็นการช่วยลดมลภาวะภายในสำนักงานทั้งความร้อน ไอหมึกพิมพ์ และเสียง เป็นการเสริมสร้างบรรยากาศที่ดีขึ้นของการทำงาน
สำหรับอาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้ ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง ได้แก่

1. แอมเวย์พลาซ่า 3 ชั้น ครบครันด้วยแอมเวย์ ช็อป ขนาดใหญ่กับสินค้ากว่า 1,400 รายการ สามารถรองรับนักธุรกิจกิจแอมเวย์และสมาชิกได้มากกว่า 1,000,000 คนต่อปี ริชแอนด์เจย์ บอลรูม ห้องคอนเวนชั่น พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สามารถรองรับได้ถึง 1,500 คน ห้องตรวจสุขภาพและความงาม เพื่อสร้างโปรแกรมช่วยดูแลด้านนี้ให้โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ ยังมี แอมเวย์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ ที่จะเป็นศูนย์ประสบการณ์แอมเวย์ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของธุรกิจในทุก ๆ มิติ รวบรวมประวัติความเป็นมาของแอมเวย์ หลักปรัชญาทางธุรกิจ รวมถึงข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์แอมเวย์ทุกกลุ่ม ผ่านการนำเสนอด้วยมัลติมีเดียในรูปแบบหลากหลาย เพื่อให้เป็นศูนย์สำหรับการพัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจแอมเวย์มืออาชีพอย่างแท้จริง

2. อาคารสำนักงาน 5 ชั้น รองรับการทำงานของพนักงานได้สูงสุด 500 คน และ 3. อาคารจอดรถ 8 ชั้น บริการจอดรถได้ 600 คัน นอกจากนั้น ยังสร้างความสดชื่นด้วยบริเวณเดอโวส พาร์ค สวนพักผ่อนในบรรยากาศกรีนเนอรี่วิว 180 องศา

การลงทุนครั้งนี้ของแอมเวย์ เพื่อตอกย้ำการเป็นธุรกิจอันดับหนึ่งและมั่นใจในปรัชญาของแอมเวย์ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย รวมทั้งเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจของไทย ให้เกิดกระแสการหมุนเวียนทางการเงินในระบบ หรือเป็นการพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นนโยบายในการทำงานของบริษัทมาโดยตลอด
นายกิจธวัช ยังกล่าวต่ออีกว่า สำหรับแผนงานของแอมเวย์ต่อจากนี้ ยังมีการเตรียมแผนที่จะขยายแบรนด์เซ็นเตอร์และแอมเวย์ช็อปอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแอมเวย์ช็อป ได้เปิดบริการในตลาดต่างจังหวัดแล้ว 50% พร้อมกับคาดว่าอีก 2 ปีจากนี้ จะสามารถเปิดสาขาได้ครบทั้ง 77 จังหวัด ขณะที่การขยายแบรนด์เซ็นเตอร์หรือศูนย์สร้างประสบการณ์ให้ความรู้จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนรายได้ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 16,800 ล้านบาท หรือเติบโตจากปีก่อน 10%

ที่สำคัญ ทางด้าน มร. จิม เพย์น รองประธานบริหาร แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น และประธานบริษัทแอมเวย์ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ยังได้กล่าวว่า ธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโต และเป็นที่จับตามองในระดับโลก สำหรับแอมเวย์ประเทศไทยนั้น มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นมาตลอด 25 ปี โดยมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของแอมเวย์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นอันดับ 6 ของแอมเวย์ทั่วโลกที่มีสาขารวม 108 ประเทศ
สำหรับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่นี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ถึงความสำเร็จของแอมเวย์ประเทศไทย และยังเป็นเครื่องยืนยันถึงพันธสัญญาที่แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น มีให้แก่สาขาประเทศไทยนี้ และมั่นใจว่า แอมเวย์ประเทศไทยจะเติบโตต่อไปได้อีกมากและอย่างมั่นคงแน่นอน

พร้อมกันนี้ นายจิม เพย์น ยังเผยอีกว่า แผนงานของแอมเวย์ในขณะนี้ ยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจขายตรงของแอมเวย์ ไปในประเทศพม่าด้วยเช่นกัน โดยจะใช้บริษัทแอมเวย์ไทยเป็นฐานในการส่งออก เนื่องจากมองว่าประเทศพม่า ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพอีกประเทศหนึ่ง มีจำนวนประชากรมากกว่า 60
ล้านคน โดยขณะนี้ทางแอมเวย์เอง อยู่ระหว่างการศึกษาความต้องการของตลาด เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเข้าไปขยายธุรกิจต่อไป
วันนี้ถ้าแอมเวย์สามารถขยายตลาดเข้าไปในพม่าสำเร็จ เชื่อว่าจะช่วยทำให้ผลประกอบการของเอเชียเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน จากปัจจุบันนี้ ที่เอเชียสามารถสร้างยอดขายให้แอมเวย์มากที่สุด โดยมีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 90% จากยอดขายรวมที่อยู่นอกอเมริกาเหนือ โดยคิดเป็นสัดส่วน 90% ของรายได้รวมทั่วโลก โดยยอดขายรวมของแอมเวย์ทั่วโลกปีที่แล้วมีประมาณ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างน่าพอใจเป็นอย่างมากทีเดียว

นายจิม เพย์น ยังกล่าวอีกว่า หากพิจารณาถึง 10 อันดับของแอมเวย์ทั่วโลก ที่มียอดขายสูงสุดและเติบโตดีที่สุดก็ยังพบว่า มาจากเอเชีย โดยปีที่ผ่านมาแอมเวย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มียอดขายรวมอยู่ที่ประมาณ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในส่วนของแอมเวย์ประเทศไทยก็มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 6 ของแอมเวย์ทั่วโลก ที่สร้างยอดขายสูงสุด โดยอันดับ 1 เป็นของจีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลีใต้ รัสเซีย และไทย ส่วนประเทศที่มียอดขายเติบโตสูงที่สุดคือ เวียดนาม แม้ว่าจะเพิ่งเข้าไปขยายธุรกิจได้เพียง 5 ปี แต่ก็สามารถสร้างยอดขายได้เติบโตสูงถึง 50% ในปีที่ผ่านมา

...จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมาแอมเวย์ทั่วโลกประสบความสำเร็จได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด รวมถึงการใช้แคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์สื่อเพื่อสังคม และช่องทางสื่อสารอื่น ๆ เพื่อให้เข้าถึงตัวลูกค้า
อีกทั้งพยายามรักษาวิธีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบบบุคคลต่อบุคคลไว้ให้มากที่สุด ตรงนี้เองคือจุดแข็งที่แอมเวย์มี แต่ค่ายอื่นอาจไม่มี...
และยิ่งวันนี้กับสำนักงานใหญ่แห่งใหม่บนพื้นเนื้อที่กว่า 10 ไร่ มูลค่ากว่า 1,100 ล้านบาทด้วยแล้ว คงจะเป็นอีกหนึ่งหน้าตา บนความภาคภูมิใจของสมาชิกแอมเวย์ได้เป็นอย่างดีทีเดียว ที่สำคัญ สำนักงานแห่งนี้ เรียกได้ว่า เป็นการรวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกทางธุรกิจที่ครบครันอย่างมากมายสำหรับสมาชิกแอมเวย์ไว้ในที่เดียว...จึงไม่ใช่เรื่องแปลกว่าทำไม....ขายตรงเบอร์หนึ่งถึงชื่อแอมเวย์นั่นเอง!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333

"แคทส์ ดอท คอม" คุยโวสิ้นปี56ปิดยอด 400 ล้าน. พร้อมย้ายบ้านใหม่ - ชูแผนรับมือตลาด AEC


ประกาศย้ายถิ่นฐานสังกัดสถานที่ใหม่ สำหรับแคทส์ ดอท คอม หลังกวาดยอดขาย 200 ล้าน.สิ้นปี คุยโวปีหน้าขอโตเท่าตัวฟาดยอดอีก 400 ล้าน.หลังรีแบรนด์ดิ้งใหม่ นายใหญ่ญี่ปุ่นเทงบ

พีอาร์เต็มอัตราศึก...จับตา แคทส์ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่..

ถึงจะมีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ถึงการถอนตัวของนายใหญ่ที่ยอมทิ้งฐานประเทศไทยไปเป็นที่เรียบร้อย แต่หากสำรวจความเคลื่อนไหวภายในล่าสุดกับ นายเกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ข่าวก็ไม่เป็นจริงตามคำกล่าวอ้าง เพราะล่าสุดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ว่า บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้อยู่ที่ 150 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายที่อยู่ในประเทศไทยอยู่ที่ 130 ล้านบาท ส่วนยอดขายในสาขาที่ประเทศกัมพูชาอยู่ที่ 6 แสนเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 20 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าหมายยอดขายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 200 ล้านบาท

สำหรับทิศทางของธุรกิจ แคทส์ ดอท คอม ต่อจากนี้ไป ยังเตรียมแผนที่จะรีแบรนด์ ดิ้งใหม่ เพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปี 2558 นี้อีกด้วย และยังได้กล่าวยอมรับอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ค่อนข้างที่จะเจอในเรื่องของข่าวลือต่าง ๆ นานา รวมถึงปัญหาต่าง ๆ จากภายนอก ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้บริษัทฯ มองไปข้างหน้า พร้อมกับเตรียมการพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยการมีแนวคิดที่จะรีแบรนด์ดิ้งบริษัทใหม่ ที่จะทำให้สมาชิกและบุคคลภายนอกมองเห็นว่า แคทส์ ดอท คอม ไม่ใช่เป็นเพียงบริษัทขายตรงทั่วไปเท่านั้น แต่จะเป็นบริษัทที่สามารถสร้างอนาคตให้ทุกคนได้

โดยการรีแบรนด์ดิ้งครั้งนี้ จะมีอยู่หลายมิติด้วยกัน คือ
1. เรื่องของหน้าตา ภาพลักษณ์บริษัท
2. เรื่องของวิธีการทำงานของสมาชิก เรื่องของความรู้สึกที่เกิดขึ้นเวลาบุคคลภายนอกมองเข้ามา และสิ่งสำคัญเราต้องการที่จะเปลี่ยนภาพของบริษัทญี่ปุ่นหรือบริษัทในประเทศไทยให้มีความเป็นสากลมากขึ้น
3. เรื่องของการทำพีอาร์ - ประชาสัมพันธ์ การสื่อสารทางการตลาด และ
4. ระบบที่จะรองรับกับสมาชิกให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น

วันนี้หลาย ๆ ท่าน คงทราบดีว่า อีกประมาณเกือบ 3 ปีข้างหน้านับจากนี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็จะเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวกันอย่างมาก ซึ่งจุดนี้เองถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่บริษัทฯ จะรุกตลาดแบบเต็มอัตราศึก พร้อมกับการประกาศที่จะรีแบรนด์ดิ้งองค์กรใหม่อีกด้วย

และสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ บริษัทฯ ยังมีแผนการสร้างมาตรฐานการทำงานของสมาชิก ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งรูปแบบการทำงานแบบ Offline Online และ Airline ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกสามารถที่จะสร้างเครือข่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือซึ่งใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ในเดือนมกราคม 2556 เป็นต้นไป

นับจากนี้เป็นต้นไป บริษัทฯ เริ่มที่จะเข้มงวดดำเนินการกับสมาชิกผู้ที่ทำผิดระเบียบ จรรณยาบรรณ ทั้งในเรื่องของการขายตัดราคา การแย่งสายงาน หรือการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่นมาสมัคร โดยใช้มาตรฐานการตักเตือน การระงับรายได้ และการยกเลิกสมาชิกภาพ ซึ่งหลังจากที่มีการใช้มาตรการดังกล่าว ผลปรากฏว่าค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจอย่างมากทีเดียว แถมยังเป็นการยกระดับมาตร ฐานการทำงานแบบ Clean Business ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

วันนี้ แคทส์ ดอท คอม ได้มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจเป็นสีขาว เพื่อต้องการที่จะให้สอดคล้องกับที่ญี่ปุ่น ที่พบว่าธุรกิจของเขาส่วนใหญ่จะยึดหลักที่ว่า ธุรกิจจะต้องสีขาว พร้อมกันนี้จะยึดแนวทางที่ว่า การสร้างคนและคนจึงสร้างยอด จึงได้มีการสร้างระบบเพื่อให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เนื่องจากในปี 2556 นี้ แคทส์ฯ ได้เตรียมพร้อมกับการขยายตลาดไปสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ ผู้ผลิตสินค้ามะโฮ ในการขยายกำลังการผลิต พร้อมกับการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มอีก 10 รายการ จากปี 2555 ได้เพิ่มมาแล้ว 7 รายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับพรีเมี่ยมจากยีสต์ดำอีกด้วย
ส่วนการขยายตลาดไปตามประเทศเพื่อนบ้าน นายเกียรติพงศ์ บอกว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้มีการขยายตลาดไปที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดีอย่างมาก พร้อมกันนี้ ในปี 2556 ก็จะมีการขยายตลาดเข้าไปสู่ประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทและการขออนุญาตอย่างถูกต้อง

โดยเป้าหมายในปี 2556 นี้ บริษัทแม่ได้วางงบการตลาดอีก 50 ล้านเยน ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และย้ายสำนักงานใหญ่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงมีแผนที่จะมีโปรโมชั่นพาสมาชิกไปเที่ยวเกาหลี และอำนวยความสะดวกสบายให้กับสมาชิกมากขึ้น คาดว่าในปีหน้าบริษัทฯ น่าที่จะมีสมาชิกครบ 100,000 คน และยอดขายรวม 400 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายที่ประเทศไทย 300 ล้านบาท ประเทศกัมพูชา 60 ล้านบาท และประเทศเวียดนาม 40 ล้านบาท นายเกียรติพงศ์ กล่าวปิดท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333

เอปูเซ่-Epousee ปรับแผนสู้ศึกภูมิภาคทั่วทิศ ตั้ง 12 จุดบัญชาการจิกยอดสนามขายตรง


เปิดแผนเอปูเซ่ ฉบับใหม่ตั้งกองบัญชาการ 12 จุดฮึดสู้ศึกในสนาม หลังสูญเสียผู้นำมือดี ตอกย้ำความพร้อมรับมือตลาดอาเซียน มั่นใจเกินร้อยหากเดินในเส้นทางการแข่งขันสากล เพราะกินรวบไปยังเพื่อนบ้านนานแล้ว ล่าสุดออสเตรเลียจีบเป็นบิสซิเนสพาร์ทเนอร์ บินเซ็นสัญญาเดือนธันวาฯ นี้ ก่อนสิ้นปี
ดีเดย์สินค้าใหม่ลอนซ์ต่อเนื่องจนถึงกุมภาฯ ปีหน้าเกาะกระแสสินค้าผู้หญิง สิ้นปีปิดยอดเงียบ ๆ ที่ตัวเลข 250 ล้าน.


นายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการ บริษัท เอปูเซ่ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดเผยถึงภาพรวมของบริษัท ว่า ปีนี้อย่างที่หลาย ๆ คนทราบ เราเองเจอวิกฤตการณ์ในช่วงกลาง ๆ ปี แต่ก็ถือว่าผ่านมาได้ด้วยดี ซึ่งแรงเหวี่ยงถือว่าตีกลับ โดยกลุ่มผู้นำเริ่มที่จะมีแรงฮึดขึ้นมาทำงานมากขึ้น ฉะนั้น แผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง เราจึงได้มีการวางแผนขึ้นมาใหม่ ด้วยการหันมาเน้นในเรื่องของโปรโมชั่น รวมถึงการปูฐานผู้บริโภค และเน้นคนที่ทำหน้าที่ในการกระจายสินค้าด้วย

ส่วนแผนงานในปีหน้าก็จะเริ่มเน้นกิจกรรมเกี่ยวกับผู้นำ เพราะตอนนี้เราสร้างฐานผู้บริโภคให้กับผู้นำ และปีหน้าจะเน้นการทำงานในระดับภาคภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นในส่วนของการประชุมเปิดโอกาสทางธุรกิจระดับภูมิภาค (AOP VIP) โดยในปีหนึ่งจะแบ่งเป็น 3 ช่วง (4 เดือนครั้ง) และนโยบายที่ว่าแบ่งประเทศไทยเป็น 12 ชิ้น วันนี้ได้ดำเนินการทำไป 9 ชิ้นแล้ว ในแต่ละที่ก็จะมีผู้นำรองรับ พร้อมยังเน้นการออกมาให้ความรู้ในแนวทางการทำธุรกิจที่ถูกต้อง และนโยบาย เอปูเซ่ จะไม่เน้นในเรื่องการโมติเวท จะไม่เน้นเรื่องการเอาคนมาลงทุน แต่สิ่งที่เราได้ทำ นั่นก็คือ เมื่อประชุมเสร็จผู้นำสามารถที่จะทำงานต่อได้

สำหรับการประชุมเปิดโอกาสทางธุรกิจระดับภูมิภาค (AOP VIP) ในตอนนี้ประชุมไปแล้ว 6 รอบด้วยกัน โดยปีหน้าตั้งเป้าไว้ที่ 27 รอบเป็นอย่างน้อย ส่วนความเคลื่อนไหวของจำนวนสาขาในปัจจุบันมีอยู่ 5 แห่งด้วยกัน คือ กรุงเทพฯ อุดรธานี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่ พร้อมกับมองไว้ในอนาคตจะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 2 - 3 แห่ง (ระนอง ที่จะเปิดเป็นสาขาของบริษัท โดยจะอยู่แถวตะเข็บชายแดน) ส่วนสาขาของสมาชิกปัจจุบันนี้เหลืออยู่ 20 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ที่ 30 กว่าสาขา

ส่วนการเตรียมความพร้อมทางด้านการรับมือกับตลาด AEC ตรงนี้เราคงไม่ต้องมีการปรับตัวอะไรมาก เพราะฐานที่เราเริ่มต้นตั้งแต่แรกมาตรฐานได้รองรับไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแพ็ค เกจจิ้ง หรือ เรื่องของสินค้า อย่างล่าสุดมีข่าวดี คือ สินค้าของ เอปูเซ่ ได้รับการอนุมัติให้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศออสเตรเลียได้ โดยสินค้าเกือบทุกตัว ยกเว้น คาวาริชนิดน้ำ ที่มีปัญหาในเรื่องของการขนส่ง และยังมีนักธุรกิจออสเตรเลียบินมาเมืองไทยเพื่อขอเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว โดยวันที่ 1 ธันวาคม 2555 จะบินมาจากออสเตรเลียประมาณ 10 คน ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนและเข้าร่วมอบรมกับเราด้วย
จุดเริ่มต้นของการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายยังประเทศ ออสเตรเลีย เริ่มต้นเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เริ่มมียอดต่อเดือนเกือบล้านบาทแล้ว โดยสินค้าที่ค่อนข้างได้รับการตอบรับ คือ คาวาริโกลด์ ชนิดเม็ด ซึ่งตัวนี้ถือว่าเป็นงานวิจัย รวมถึงการส่งเข้าไปยังมหาวิทยาลัยโกเทนเบิร์คที่ประเทศเยอรมัน โดยจำหน่ายคาวาริโกลด์กล่องละ 6,000 บาท จากบ้านเราจำหน่ายอยู่ที่ราคา 2,500 บาท และกาแฟจำหน่ายอยู่แพ็คละ 650 บาท ที่บ้านเราขาย 250 บาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของประเทศลาว เขมร พม่า เวียดนาม ที่สินค้าของเราเรียกว่า ได้ทำตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้เราเองยังขาดผู้นำที่มีความจริงจังในการทำงาน โดยที่ผ่านมาผู้นำที่ทำธุรกิจในส่วนของความต่อเนื่องยังไม่มี จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำมาช่วยคอยสานต่อ โดยสิ่งที่บริษัทฯ จะต้องเร่งดำเนินการ นั่นคือ จะต้องเฟ้นหาผู้นำที่ถือว่าเป็นตัวจริงก่อน เมื่อได้ตัวจริงแล้วเราก็ต้องขึ้นไปเยี่ยมเยือน จากนั้นดึงเข้ามาสู่ระบบ เพราะตอนนี้เราถือว่าระบบของเราแข็งแรงมาก ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่รอคอยทั้งในเรื่องการพัฒนาและติดตามผล ก็ถือว่าแจ้งเกิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ยอดจองในช่วงเดือนมกราคมนั้นเต็มหมดแล้ว
...ส่วนกรณีของผู้นำที่เคลื่อนทัพออกจากธุรกิจ เอปูเซ่ นายมนตรียอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบในเรื่องของยอดขายบ้างเช่นกัน แต่ต้องเรียนว่าตนเองได้ทำงานกับทางผู้นำเคียงบ่าเคียงไหล่มา ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งจะเป็นในเรื่องของแนวคิดที่ทุกคนนั้นมีเหตุ มีผล ซึ่งตรงนี้ เอปูเซ่ ยังยืนยันว่า ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ เรายังต้องการให้ผู้นำทุกคนได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่

สำหรับแผนงานช่วงเวลาหลังจากนี้ คงจะมีการอัดโปรโมชั่นแรง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลในส่วนของทองคำ เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้มากขึ้น ส่วนโปรโมชั่นหลัก ๆ ของเราก็จะเป็นโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะหมดในเดือนธันวาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติได้โปรโปรโมชั่น ท่องเที่ยวเกาหลี น่าที่จะไม่ต่ำกว่า 100 ท่าน ที่จะเดินทางในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นปีหน้า

ยุทธศาสตร์ เอปูเซ่ ที่เริ่มบุกมาตั้งแต่ครึ่งปีหลัง พบว่ามีอัตราสมาชิกเพิ่มเข้ามาพอสมควร รวมถึงแกนนำยังคงมีอยู่ 17 ท่านด้วยกัน ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่สมาชิก ซึ่งแต่ละท่านก็รับผิดชอบอยู่ในแต่ละส่วนของภูมิภาค สำหรับเป้าหมายยอดขายในสิ้นปีนี้ได้ตั้งเป้าไว้ที่ 250 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมายอดขายอยู่ที่ประมาณ 190 ล้านบาท โดยปีนี้ต้องบอกว่ามีสินค้าตัวใหม่เข้ามาคือ คาวาริ ที่ทำให้ตลาดของ

เอปูเซ่ เติบโตขึ้น และสามารถสร้างยอดขายอยู่ที่ประมาณ 3 พันกล่องต่อเดือน คิดเป็นมูลค่ายอดขายอยู่ที่ 7 - 8 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วนสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัวในก่อนปีนี้ หรือในวันที่ 29 ธันวาคม 255 ก็จะมีการจัดงานพร้อมกับการเปิดตัวแชมพูสระผม ที่เป็นสูตรขจัดรังแค จากนั้นต้นปีหน้าก็จะมีสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิงประมาณช่วงไตรมาสแรก หากจะสรุปสัดส่วนยอดขายของสินค้าในแต่ละกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่มียอดขายกลับขึ้นมาอีกครั้ง คือกลุ่มชุดบำรุงผิวโตกว่า 10% กลุ่มอาหารเสริมโตกว่า 20% กลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันโตกว่า 10% กลุ่มสมุนไพรน้ำอยู่ที่ 50% ด้วยกัน จากปัจจุบันจำนวนสมาชิกอยู่ที่เฉียด 100,000 รหัส โดยสมาชิกที่แอคทีฟอยู่ที่ประมาณ 20,000 รหัส

วันนี้ต้องบอกว่า เรามีความพร้อมในเรื่องของระบบการฝึกอบรมที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของเรา รวมถึงในส่วนของกิจกรรม โดยระบบการฝึกอบรมทำตั้งแต่เริ่มแรกไม่มีการหยุด ซึ่งเราเองถือว่าเป็นบริษัทต้น ๆ ที่ยืนหยัดในเรื่องตรงนี้ โดยที่เรามีการอบรมเองไม่ได้จ้างข้างนอก อีกทั้งคนที่เป็นวิทยากรจะต้องเป็นคนที่ทำงานจริงในภาคสนาม รวมถึงระบบในเรื่องของหลักสูตร โปรโมชั่น ก็มีเป็นสูตรสำเร็จแล้ว เพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคพอใจ ผู้แนะนำก็มีความสุข และหากใครที่ไม่เตรียมรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เชื่อว่าในอนาคตอยู่ยาก


นอกจากนี้ นายมนตรี ยังได้กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจขายตรงว่า ค่อนข้างที่จะแข่งขันกันอย่างสนุก และไม่ใช่เป็นเรื่องที่เลวร้ายจนตกอกตกใจ เพราะต้องบอกว่าธุรกิจนี้จะทำให้คนที่ตั้งใจจริงอยู่ได้ เพราะหากคุณไม่ตั้งใจจริงก็จะไม่สามารถอยู่ในโลกของการแข่งขันได้ แต่ผู้ประกอบการควรจะแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เป็นสากล


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333