ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวmlm แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวmlm แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

“เอเชีย สุพรีม” เมินเศรษฐกิจ ดัน I-Cally ทะลุ 4 ล้านบาท







mlm21 (Mobile)

ในสภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำลงพฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคมีการชะลอตัว แต่ในธุรกิจขายตรงยังยืนหยัดอยู่บนสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ได้อย่างมั่นคง รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตขึ้นอีกในอนาคต


หากกล่าวถึงแบรนด์ที่สามารถเติบโตได้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ในตอนนี้ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มั่นใจในสินค้าทุกชิ้นของบริษัท ที่มีการรับรองคุณสภาพสินค้าด้วยงานวิจัย กระกอบกับการวางกลยุทธ์ทางการตลาด ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจมีปัญหาน้อยมากเพียงใดก็ตาม เอเชียสุพรีม ยังมั่นใจอย่างแน่วแน่ที่จะสามารถเจริญเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่แย่ได้เป็นอย่างดี


นายสุธีร์ รัตนนาคินท์ ประธานบริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวว่าโดยปกติ บริษัทได้มีการออกสินค้าใหม่ทุกๆ ไตรมาส ทุกสินค้าที่ทำการเปิดตัวออกมาล้วนเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่รับรองคุณภาพด้วยงานวิจัย เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในตัวสินค้า รวมถึงการออกสินค้าตามกระแสนิยมที่สามารถดึงความต้องการของตลาดและสนองความต้องการผู้บริโภคได้อีกด้วย โดยล่าสุดบริษัทได้ออกไลน์สินค้าใหม่ชื่อว่า I-Cally ที่ได้เปิดตัวออกมาท่ามกลางกระแส “คอลลาเจน ฟีเวอร์” ซึ่งนวัตกรรมหลักของ I-Cally เน้นเรื่องส่วนผสมสารตั้งต้นที่มากด้วยประสิทธิภาพ ในอีกด้านหนึ่ง I-Cally มีความแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในตลาด เพราะ I-Cally เป็นคอลลาเจน ที่มีสารสกัดจากผลไม้รวม โดยเฉพาะ “ผลแอปเปิ้ล” ที่ให้แคลเซียมและคอลลาเนแก่ร่างกาย ช่วยสร้างคุณประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพและผิวพรรณได้ในเวลาเดียวกัน


“เรามีการคาดหวังไว้ว่า I-Cally จะเป็นสินค้าเด่นที่สร้าชื่อเสียงให้เอเชีย สุพรีมในช่วงปลายปี การเปิดตัว I-Cally ครั้งนี้เราเชื่อว่า I-Cally สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทกว่า 4 ล้านบาท นอกจากนี้ในเดือนธันวาคม เอเชีย สุพรีม มีแนวโน้มที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยครั้งนี้เป็นสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ นำเข้าจากประเทศเกาหลี ซึ่งหมายความว่าในทุกๆ 3 เดือน เอเชีย สุพรีมจะมี สินค้านวัตกรรมใหม่จากในประเทศไทยและต่างประเทศเข้ามาเพื่อทำการเปิดตัว” ประธาน บริษัท เอเชีย สุพรีม กล่าว


อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขัน ทางการตลาดที่ทวีความรุนแรงและได้ส่งผลกระทบด้านลบต่อตัวสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้แผนกลยุทธ์ต่างๆ กลายเป็นสิ่งสำคัญต่อผู้ประกอบการธุรกิจที่ผู้บริหารนำมาสรรสร้างเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจและ “เอเชีย สุพรีม” ก็ได้มีการสร้างสรรค์กลยุทธ์ในการรับมือกับความรุนแรงของการแข่งขันทางการตลาดในปัจจุบัน


จากโจทย์หินนี้ “นายสุธีร์” ได้กางแผนรุกตลาดพร้อมเผย แนวคิดที่สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ I-Cally ที่เกิดมาในช่วงนี้ได้รับการยอมรับจากกลุ่มสมาชิกในบริษัท ด้วยการรณรงค์สร้างแบรนด์ผ่าน “เอเชีย ทีวี” เป็นสถานีโทรทัศน์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ซึ่งเป็นสื่อหลักในการกระจายข้อมูลข่าวสารต่างๆ ในบริษัทให้กับเหล่าสมาชิกและผู้บริโภคได้รับทราบถึงศักยาภาพคุณสมบัติของตัวผลิตภัณฑ์ที่มากด้วยคุณภาพรวมถึงการสร้างฐานธุรกิจผ่านสื่อออนไลน์ ที่มีระบบสื่อสารมวลชนเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ นับว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ เอเชีย สุพรีม ได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อรองรับโลกที่มีความก้าวล้ำยุคเทคโนโลยีและสร้างภาพลักษณ์ที่ดูทันสมัยรองรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น


ด้านยอดขายที่คาดไว้ในปีนี้ ประธานบริษัท เอเชีย สุพรีม กล่าวว่า เดิมทีเอเชีย สุพรีม วางเป้าหมายไว้ที่ 300 ล้านบาท สืบเนื่องจากความล่าช้าในการออกผลิตภัณฑ์บางกลุ่มทำให้มีการลดเป้าหมายของยอดขายเหลือแค่ 200 ล้านบาท ทั้งนี้ในส่วนของรายได้หลักประมาณร้อยละ 80 มาจากตลาดของเอเชีย สุพรีมในต่างจังหวัดได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.หาดใหญ่ และร้อยละ 20 มาจากสาขาในกรุงเทพมหานครซึ่งเอเชีย สุพรีมใน จ.หาดใหญ่ เป็นสาขาที่มีการเจริญเติบโตทางการตลาดและทำรายได้ให้บริษัทมากที่สุด


ในปี 2557 เอเชีย สุพรีมมีการขยายตลาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะเดียวกันบริษัทจะทำการขยายตลาดไปในภูมิภาคเอเชีย(AEC) ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมาร์และกัมพูชา ซึ่งถือว่าเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่เหลืออยู่ให้กับบริษัท


ภาพรวมของเอเชีย สุพรีมตลอดทั้งปี 2556 อ.สุธีร์เผยว่า “ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา เอเชีย สุพรีม เติบโตได้เกิน 70% ของเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในเรื่องของยอดขายบริษัทที่ถือว่าสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างน่าพอใจและในส่วนของฐานสมาชิก ซึ่งฐานสมาชิกในปีนี้มีการขยายตัวมากถึง 12,000รหัส”


นอกจากนี้ยังมองว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประกอบธุรกิจขายตรง ซึ่งเอเชีย สุพรีม เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้เกิดแรงผลักดันให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบคือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในลักษณะการจัดท่องเที่ยว เพื่อสมาชิกได้มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจหลักในการสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้กับองค์กร


ไม่ใช่แค่การทำยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายหรือแค่สร้างฐานสมาชิกให้ขยายไปตามที่หวังถึงจะประสบความสำเร็จได้ หากแต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาด้วยกับความสัมพันธ์ในหมู่สมาชิกที่ดีต่อกัน บริษัทนั้นก็มิอาจเดินไปถึงฝั่งอย่างสมบูรณ์แบบ


 


 


Credit By: นสพ.ลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่ 235 ประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2556  

เปิดใจ “ดุษศิดา ภาคาเดช” ผู้หญิงแกร่งแห่ง “ลาชูเล่” ฉีกความแตกต่างทางธุรกิจ สู่ความสำเร็จร่วมกัน







lachule3 (Mobile)

ท่ามกลางการแข่งขันทางการตลาดที่สูง คู่แข่งเกิดขึ้นมาก ดังนั้นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ กลยุทธ์การตลาดที่เกิดขึ้นจึงต้องมีการพลิกเกมการตลาดให้เท่าทันและสอดรับกับทุกสถานการณ์ และตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของเส้นทางของแบรนด์ขายตรง “ลาชูเล่” ที่ได้สานฝันความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับคนไทย อันสอดรับกับปณิธานที่ว่า “ความสำเร็จของท่านคืองานของเรา” ทำให้ธุรกิจขายตรงแห่งนี้เติบโตขึ้นเป็นลำดับภายใต้การบริหารงานที่เฉียบคมและเฉียบขาดของบิ๊กบอสใหญ่ “ร.ต.ต ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติก (ประเทศไทยจำกัด) จำกัด และ บริษัท ลาชูเล่(เอเชีย) จำกัด ผู้คร่ำหวอด ในวงการธุรกิจเครือข่ายมาหลายสิบปีและมาพร้อมกับการแสดงถึงจุดแข็งยืนยังถึงจุดยืนของ “ลาชูเล่” ให้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นธุรกิจเน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้งอันดับต้นๆของประเทศไทยที่สร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจ จนสามารถขยายฐานสมาชิกทั่วประเทศกว่า 80,000 รหัสในปัจจุบัน


ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับแบรนด์แกร่งหัวใจไทย “ลาชูเล่” มหานครแห่งความสุขและความงามเพื่อชาวเอเชีย ที่ได้ก้าวเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาอย่างยาวนานนี้ หนึ่งบุคคลสำคัญที่ถือเป็นมือขวาของแม่ทัพใหญ่แห่ง “ลาชูเล่” ผู้หญิงแกร่งมากความสามารถคือ “คุณดุศิตา ภาคาเดช กรรมการผู้จัดาร บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด” ผู้บริหารหญิงเก่งที่คนวงการธุรกิจขายตรงรู้จักเธอดี และโอกาสดีนี้หนังสือพิมพ์ ลีดเดอร์ไทม์ (รายปักษ์) ได้เข้าสัมภาษณ์ถึงแนวการบริหารงานอย่างเป็นกันเอง


คุณดศิตา ภาคาเดช กรรมการผู้จัดการ บริษ้ท ลาชูเล่ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด เปิดใจวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจขายตรงว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจถดถอย มองว่าจะทำให้กระทบต่อธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของเป้าหมายยอดขายหลายบริษัทอาจไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ จึงทำให้โค้งสุดท้ายปีนี้บริษัทจะต้องพยายามบริหารงานให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ทำให้ใกล้เคียงยอดเดิมหรือใกล้เป้ามากที่สุด สำหรับลาชูเล่เองก็ได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 30% มากกว่าปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเติบโตเพียง 15% เท่านั้นจึงทำให้โค้งสุดท้ายนี้เราได้มีการวางแนวทางการทำงานด้วยการปรับโปรโมชั่นหรือยุทธศาสตร์ทางการตลาดให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ “ลาชูเล่ทำ 2 บริษัทคู่กัน ในปีนี้เราต้องยอมรับว่าเราได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งความไม่นิ่งของสถานการณ์เศรษฐกิจการเมือง ภัยพิบัติน้ำท่วม บริษัทต้องพลิกแพลงเกม ตลาดให้ทัน ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 เดือนที่ต้องเดินหน้ารุกตลาดเต็มที่เพื่อพลักดันให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ”


สำหรับกลยุทธ์โค้งสุดท้ายปีนี้ “คุณดุษศิดา” กล่าวว่า ด้วยกระแสผลตอบรับดีในกลุ่มของเกษตร ชื่อแบรนด์ “ไจก้า ลาชูเล่” ทำให้บริษัทเร่งต่อยอดกระตุ้นชื่อเสียงของไลน์สินค้ากลุ่มดังกล่าวผ่านช่องทางสื่อเรดิโอ มาร์เก็ตติ้ง ของลาชูเล่ โดยเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งจะเน้นกระตุ้นในกลุ่มของเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด และหลังจากปล่อยสปอร์ตโฆษณาไปไม่ถึงเดือนกระแสผลตอบรับที่ได้กลับมาดีเกินคาด ทั้งทางด้านธุรกิจและสินค้า


“เรากระจายเสียงออกไปไม่ถึงเดือน ปรากฏว่ามีคนสนใจเข้ามาทำธุรกิจมากพอสมควร ซึ่งการใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป แต่ด้านสื่อสารวิทยุเราเลือกดันกลุ่มสินค้าเกษตรไจก้าเป็นอันดับแรก เพราะว่าเกษตรกรหรือคนที่ใช้เขาไม่ได้ดูทีวี เขาอยู่ในสวนในไร่ วิทยุเป็นสิ่งที่ทำให้แก้เหงา ดังนั้นกลุ่มเกษตรจะเน้นเรื่องวิทยุเป็นหลัก ส่วนไลน์สินค้ากลุ่มลดน้ำหนักหรือด้านสุขภาพ ยังไปได้หลากหลายทั้งในสื่อแม็กกาซีน หรือสื่อทีวี”


ปรับลดราคาสินค้าสมาชิกทำงานง่ายขึ้น


อย่างไรก็ตามด้วยเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้หลายบริษัทขายตรงได้มีการขยับตัวในการทำงานใหม่ และสอดรับกับแนวทางการทำงานของลาชูเล่ เช่นกัน ซึ่ง “คุณดุษศดา” กล่าวต่อว่า ในปีนี้คาดว่าสินค้าบางรายการอาจจะมีการปรับลดลง เพื่อให้ง่าต่อการเปิดตลาดของสมาชิก เป็นการเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจอีกทางหนึ่ง เพิ่มลูกเล่นเรื่องของการสนับสนุนผู้บริโภคที่เข้ามาใช้สินค้าก็จะสามารถที่จะมีรายได้กับลาชูเล่ได้เช่นเดียวเช้นเดียวกัน แม้ว่าช่วงครึ่งปีหลังต้องเจอกับสภาพเศรษฐกิจที่มีการชะลอการซื้อ แต่ลาชูเล่ก็สามารถที่จะรักษาและเพิ่มจำนวนของลูกค้าถือว่าสวนกระแส ส่วนตอนนี้มีการปรับเรื่องของการปรับเรื่องของการสมัครทำธุรกิจเพียงแค่ 100 บาท ต่อปี จากเดิม 500 บาท เป็นการสนับสนุนในภาคเศรษฐกิจให้สามารถเข้ามาในธุรกิจแล้วสามารถมีรายได้มากขึ้น


สำหรับแผนการตลาดในปีหน้า(2557) ลาชูเล่จะเน้นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเป็นตัวชูโรงรับปีใหม่ โดยจะเน้นการจัดกิจกรรม การจัดการประกวดแข่งขันการลดน้ำหนักเพื่อหุ่นสวยและมีสุขภาพที่ดี ภายใต้ชื่อสินค้า “โอราล่า” จะใช้เป็นตัวหลักนำร่องของตลาดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงปีหน้าโดยสินค้าดังกล่าวถือว่าขับเคลื่อนดีเพราะภายในหนึ่งเดือนทำยอดขายได้มากกว่า 4,000 ขวด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้ผ่านสื่อใดๆ เลย แต่เราอาศัยการบอกต่อของสมาชิกผู้ใช่สินค้าทำให้สินค้าน่าเชื่อถือ ใช้ได้ผลจริงและไม่มีผลข้างเคียง


“ต้นปีหน้าจะบุกเรื่องของกลุ่มนี้เป็นหลักคือ หุ่นดี สุขภาพดี ผิวพรรณดี เป็นแบบตัวกระตุ้นยอดขายและสร้างโปรโมชั่น เน้นให้เป็นกิจกรรมหลักของลาชูเล่ โดยมีการเปิดตัวสินค้าดังกล่าวไปแล้ว 2 สาขาพร้อมกันคือ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯและขอนแก่นซึ่งผลตอบรับดีมาก โดยกิจกรรมทางการตลาดเราจะมุ่งเน้นทำที่หัวเมืองใหญ่ทั้งที่กรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ เป็นหลักถือเป็นเป้าหมายใหญ่ที่บริษัทกำหนดไว้ และแนวทางรุกตลาดทางภาคใต้จะมุ่งเน้นตลาดเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำเกษตรเยอะมาก ถ้ามองจริงๆ เรามองในกลุ่มเป้าหมายแต่ถ้าทำให้ดีที่สุดในไตรมาสแรกของปี 57 เราจะบุกใน 4 จังหวัดก่อน เพราะว่าการเดินทางใกล้แล้วเราก็มีบุคลากรผู้นำแม่ทีมอยู่ในพื้นที่นั้น”


ส่วนแผนเปิดตลาดต่างประเทศ รับ AEC ขณะนี้มีการขยายตลาดในส่วนของตัวแทนจำหน่ายเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน รวม 3 ประเทศด้วยกัน คือประเทศพม่า สปป.ลาว และกัมพูชาและด้วยสินค้าของลาชูเล่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ จึงเชื่อมั่นว่าจะสร้างตวามมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ระดับหนึ่ง เพราะเป็นสินค้าดีมีคุณภาพหรืออยู่ในกลุ่มระดับ B ขึ้นไปทั้งหมด ถือว่าเป็นเกมเปลี่ยนวิกฤติเป็นกาสครั้งนี้สามารถขยายฐานผู้บริโภคเพิ่มจำนวนผู้ใช้สินค้า และที่สำคัญขยายฐานนักธุรกิจเครือข่ายได้กว้างและรวดเร็วทะลุมากที่สุดก็ว่าได้


 


 


 


 


Credit By: นสพ.ลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่ 235 ประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2556  


 


 

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

Image


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน


ข้อมูลจาก manager.co.th

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวยูซาน่า (Usana Thailand) : มูลนิธิยูซานาเพื่อสุขภาพดีที่แท้จริงให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศจีน จำนวน 1.7 ล้านหยวน







USANA_True_Health_Foundation (Mobile)


มูลนิธิยูซานาเพื่อสุขภาพดีที่แท้จริงได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน ที่ผ่านมาในประเทศจีน โดยบริจาคผลิตภัณฑ์และเงินเป็นมูลค่า 1.7 ล้านหยวน หรือเทียบเท่า 275,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหตุการณ์แผ่นดินไหวดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 196 คน ได้รับบาดเจ็บ 11,000 คน และกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวน 50,000 คน โดยผลิตภัณฑ์ต่างๆ จะถูกส่งตรงไปยังเขตหลูซาน ในประเทศจีน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาทางด้านสุขภาพแก่เด็กๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ริกเตอร์นี้ ส่วนเงินบริจาคจะมีการส่งมอบต่อไปยังสหพันธ์องค์กรการกุศลประจำประเทศจีนสำหรับมาตรการต่างๆ ความช่วยเหลือทางการแพทย์ และสิ่งจำเป็นเร่งด่วนอื่นๆ

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไชนี่เดินเครื่องรุก MLM เต็มสูบ ทุ่มงบผุดสาขาใหม่ โกย 100 ล้าน







381236_101178636663625_865364317_n (Mobile)


นายใหญ่ ไชนี่ อินเตอร์ฯ ไฟเขียวเปิดเกมรุกตลาดขายตรงเต็มสูบ จ่อส่งสินค้าใหม่ Colla Vite เอาใจคนรักสุขภาพ ล่าสุด ทุ่มงบเปิดศูนย์สาขาแห่งแรกที่จังหวัดสุรินทร์ ก่อนลุยผุดสาขา 2 ที่พัทลุง หวังตอกย้ำความเชื่อมั่นให้ผู้นำในพื้นที่ ระบุเตรียมโหมโปรโมตภาพลักษณ์สื่อผ่านทีวีดาวเทียมและวิทยุชุมชนหวังช่วยสมาชิกให้ทำงานง่ายขึ้น การันตีสิ้นปีดันยอดขายแตะ 100 ล้านบาท


ณชณฆ์ ตรงใจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไชนี่ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า แผนการตลาดในปี 2556 บริษัทเตรียมรุกธรกิจขายตรงอย่างเต็มที่ทั้งการเปิดตัวสินค้าใหม่ ซึ่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 นี้ จะเปิดตัว คอลลา ไวท์ (Colla Vite) ซึ่งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยปรับความสมดุลในร่างกายและยังมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยเพิ่มความสูงให้กับเด็กได้อีกด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น เช่นในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือเป็นต้น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวส่วนใหญ่จะเป็นฐานผู้บริโภคเป็นหลัก ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ขยายศูนย์สาขาในต่างจังหวัด เพื่อรองรับกับความต้องการของสมาชิกที่เพิ่มขึ้นด้วย โดยล่าสุดในวันที่ 1 พฤษภาคม 2556 นี้ เตรียมเปิดศูนย์สาขาแห่งแรกของบริษัทอย่างเป็นทางการในจังหวัดสุรินทร์ หลังจากนั้นประมาณกลางปี เตรียมจะเปิดสาขาแห่งที่ 2 ดังกล่าว เพื่อรองรับกลุ่มสมาชิกทั้งในภาคอีสานและภาคใต้ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ของบริษัทคิดเป็น 70% ของยอดขายรวมทั้งบริษัท


ไตรมาสแรกของเราปีนี้ถือว่ายอดขายต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนั้น ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป้นต้นไป เราจึงต้องเร่งกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้าใหม่ คอลลา ไวท์ (Colla Vite) ซึ่งเชื่อว่าจะมาช่วยกระตุ้นยอดขายได้ โดยปัจจุบันกลุ่มสินค้าที่ถือว่าเป็นพระเอกของเรา คือ กลุ่มสินค้าทางการเกษตรและกลุ่มเสริมอาหาร อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวสินค้าใหม่จะเปิดตัวพร้อมกันในวันที่ทำพิธีเปิดศูนย์สาขาแห่งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ซึ่งภายในงานเรายังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับสมาชิกด้วย เช่น โปรโมชั่น ซื้อสินค้าลดสูงสุดถึง 50 %


ณชณฆ์ กล่าวอีกว่า นอกจากในช่วงที่ผ่านมาตนและผู้บริหารจะลงพื้นที่เพื่อช่วยทีมงานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำในพื้นที่แล้วบริษัทยังได้จัดทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม (เคเบิ้ลทีวี) ด้วย ผ่านช่องทาง บุฟเฟ่ต์ทีวี เพื่อสร้างการรับรู้ และช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร โดยล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อลงสื่อโฆษณาผ่านทางวิทยุชุมชนต่างๆทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้สมาชิกทำงานได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้บริษัทยังได้ร่วมกับโครงการศูนย์วิจัย และพัฒนาข้าวจังหวัดสุรินทร์ โดยจะรับซื้อพันธุ์ข้าวจากเกษตรกรที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของบริษัท เพื่อนำไปเป็นพันธุ์ข้าวให้กับเกษตรกรต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้จัดอบรมให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมาก ดังนั้นบริษัทจึงมีนโยบายในการจัดทำโครงการในลักษณะดังกล่าวออกไปยังพื้นที่ภาคใต้ โดยบริษัทมีโครงการที่จะจัดประกวดยางพารา เพื่อเป็นการส่งเสริมชาวสวนยางพาราให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางเกษตรที่ดีและมีคุณภาพ


ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท และเราค่อนข้างมั่นใจว่าภาพรวมปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะการรุกตลาดอย่างเต็มที่จะเห็นได้ว่า ทีมผู้บริหารทุกคนทุกคนออกทำงานพื้นที่อย่างต่อเนื่องอย่างตัวพี่เองก็มาปักหลักอยู่ที่พื้นที่ภาคอีสานนานแล้วหลังจากนี้ก็จะลงไปช่วยทีมงานที่ภาคใต้ต่อไป โดยในแต่ละพื้นที่ๆเราไปค่อนข้างได้รับการตอบรับดีมาก ดังนั้น การที่เราเปิดตัวสินค้าใหม่และขยายศูนย์สาขา เชื่อว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำในพื้นที่และกระตุ้นยอดขายได้เช่นกัน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นูสกินไต้หวันจัดอีเวนต์ใหญ่ ณ ภูเก็ตแฟนตาซี







556000005311201

 


 


นายกิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ภูเก็ต แฟนตาซี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ และมอบของที่ระลึกให้แก่ นายทรูแมน ฮันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูสกิน บริษัทขายตรงจากไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ในโอกาสมาจัดงาน Event ณ ภูเก็ตแฟนตาซี จำนวนกว่า 3,400 ท่าน โดยจัดกิจกรรม Workshop จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ซีฟูดพาเหรด และชมการแสดงที่ยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์กมลา และการแสดงเทคนิคแสงสีเสียงตระการตา ไอยราสเปคตาคูร่า พร้อมทั้งการรวมใจกันของชาวนูสกินจัดทำเป็นรูปดาวนูสกินเพื่อทำลายสถิติของกินเนสส์ บุ๊ก ณ ภูเก็ต แฟนตาซี เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา


 


Credit By :http://www.manager.co.th

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : ...ฝันไกล ยกระดับนักขาย - สู่เวทีนักลงทุน


การยิงคำถามที่ตรงประเด็น สำหรับการย้ายค่ายของผู้นำระดับแถวหน้า เอปูเซ่ ว่า ได้รับผลกระทบต่อบริษัทหรือไม่.. เพราะถูกกล่าวขานกันอย่างหนักในวงการขายตรง ณ ห้วงเวลาที่ผ่านมานี้

บอสใหญ่ มนตรี ฉิมมณีภัทร ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอบคำถามผ่านรายการ ตลาดวิเคราะห์ อย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่า

เรื่องการย้ายค่ายของผู้นำถ้าบอกไม่มีผลคงเป็นไปไม่ได้มันมีผลต่อจิตวิทยาผมเข้าใจว่าผู้นำท่านหนึ่งคงต้องการอยากไปหาประสบการณ์ใหม่และต้องการไปหาสินค้าใหม่ๆเป็นการพูดคุยกันเป็นการจากกันด้วยดีเป็นการอวยพรกันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปต้องบอกว่าโครงสร้างของบริษัทคงไม่ได้ติดยึดอยู่กับผู้นำท่านใดท่านหนึ่งนโยบายบริหารผมถือว่าการเดินเข้าเดินออกเป็นเรื่องปกติตอนที่ท่านเดินมาก็มาจากที่อื่นแล้วก็มาอยู่กับเราเพราะฉะนั้นผมถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่

เพราะขณะนี้เรามีสมาชิกเกือบ ๆ แสนคนแล้ว ส่วนสมาชิกที่แอ็คทีฟ (Active) มีประมาณ 12,000 คน ตัวเลขนี้ดูจากความสัมพันธ์ที่เขามีต่อบริษัท เช่น ยังมีการซื้อ - การขาย และยังมีการเข้ามารักษาคุณสมบัติ

ส่วนระดับแกนนำจริง ๆ วันนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก แกนนำทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เป็นตัวแทนธุรกิจกลุ่มเรา ก็จับมานั่งรวมกัน เพื่อเข้ามาช่วยงานทางด้านบริหาร ซึ่งขายตรงบางทีถ้าปล่อยให้กระจัดกระจาย มันก็จับจุดยาก ผมจึงวางนโยบายใหม่ด้วยการดึงเข้ามาเป็น ผู้นำกลุ่มธุรกิจ

เพราะเราอยากให้ทุกคนคิดว่า นี่คือบริษัทของท่านบริษัทหนึ่ง เมื่อมีการเรียกแกนนำมาประชุมแทนที่ว่า จะเรียกมาทั้งหมดมันก็เสียเวลา ก็สมมติให้แต่ละท่านแตกเป็นบริษัทลูกของ เอปูเซ่ แล้วตัวท่านก็คือ กรรมการผู้จัดการของบริษัท แล้วก็ต้องมีผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ ด้วยระบบเราปรับวางให้เป็นนักธุรกิจเต็มรูปแบบ เรื่องสุดท้ายก็จะสอนในเรื่องของกำไร - ขาดทุน แล้วก็ได้ประโยชน์ที่ดีพอสมควร ซึ่งถือว่า เป็นระบบที่เราขับเคลื่อนง่ายกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เพราะการบริหารในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนมดแตกรัง แต่ตอนนี้เราควบคุมเป็นระบบแล้ว โดยมีทีมใหญ่ประมาณ 20 ท่าน คือผู้นำธุรกิจ เอปูเซ่

นโยบายที่ถูกกำหนดเป็นแผนการตลาดเชิงรุกกับกลุ่มผู้นำ 20 องค์กรธุรกิจ เริ่มต้นจากให้นักธุรกิจทุกกลุ่ม ทุกธุรกิจ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจกับบริษัท ซึ่งบริษัทจะกันเงินหรือที่เรียกว่าส่วนแบ่งการตลาดออกไป เพื่อมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น สินค้าของบริษัทหากทำยอดขาย - ทำกำไรได้เท่าไหร่ ถ้าบริษัทได้กำไร 100 บาท ก็จะมอบให้กลุ่มผู้นำ 15 บาท ถือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

เพราะวันนี้ถ้าเราเอากำไรมากองไว้ที่บริษัททั้งหมด แล้วปล่อยให้ผู้นำ - สมาชิกทำงานกันอย่างอดอยากปากแห้ง มันก็ไม่ใช่ ซึ่งจะต้องทำธุรกิจแบบวิน ๆ ทั้งคู่ คือทุกคนต้องได้ประโยชน์ได้เปอร์เซ็นต์จากตัวสินค้าเหมือน ๆ กัน นี่คือการกระตุ้นยอดที่ให้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งตีค่าเฉลี่ยให้มันเสียเวลา

ดังนั้น เงินก้อนหนึ่งที่ได้มาจากส่วนกำไร ก็จะแบ่งให้ผู้นำส่วนบนหรือผู้นำระดับองค์กร โดยนำเงินส่วนที่ได้มาหารเฉลี่ยกัน กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มธุรกิจข้างล่างก็แบ่งให้เป็นรายคน ต่างจากข้างบนที่ให้หารในอัตราเฉลี่ยกัน ก็เท่ากับเป็นการแบ่งผลกำไรให้ 2 ระดับชั้น ทั้งบน - ล่าง (2 Level) นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ที่ดูแล้วลงตัว

เดินเครื่องสอดรับนโยบาย
เพิ่มสินค้าปันกำไรผู้นำ-สมาชิก
เมื่อยุทธศาสตร์ใหม่เริ่มเดินเครื่อง จากการปันผลกำไรให้กับกลุ่มผู้นำ - สมาชิกสามารถปันผลกำไรได้ทั้ง 2 ระดับชั้นบน - ล่าง (2 Level) บอสใหญ่ เอปูเซ่ จึงเร่งเครื่องส่งตัวสินค้าใหม่ป้อนตลาดทันที โดยวางนโยบายให้กลุ่มผู้นำระดับองค์กรธุรกิจสามารถแบ่งปันกำไรจากสินค้าที่วางจำหน่ายในท้องตลาดได้ด้วย ล่าสุด เอปูเซ่ จึงได้เปิดตัวสินค้าใหม่ตระกูล คาวาริจากเดิมเป็นคาวาริชนิดน้ำ ก็พัฒนาเป็นคาวาริชนิดเม็ด ภายใต้แบรนด์ คาวาริ Gold เพื่อต้องการพกพาสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง และทานง่าย มีคุณสมบัติบำรุงสุขภาพ มุ่งเน้นการทำลายเชื้อโรค ขณะเดียวกันก็เข้าไปฟื้นฟูเซลล์ในส่วนที่สึกหรอได้ดีอีกด้วย

ซึ่งโปรดักส์ตัวนี้ได้ออกวางจำหน่ายแล้วในต่างประเทศ ส่วนผลที่ได้รับคือ เห็นผลเร็วกว่าชนิดน้ำ ภายหลังส่งสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้เพียง 3 เดือน บริษัทมียอดขายประมาณ 20,000 กล่อง เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังมีรางวัลจูงใจอัดฉีด หรือที่เรียกว่า เบี้ยขยัน เป็นส่วนแบ่งการตลาดพิเศษให้กับกลุ่มผู้นำเพิ่มเข้ามากระตุ้นยอดขาย

เมื่อก่อนสินค้าที่นิยมในท้องตลาด จะเป็นสินค้าพลูคาวชนิดน้ำ มียอดขายอยู่ที่ 80% ของบริษัท ก็ยังถือว่าไม่ได้เป็นส่วนที่ดีอะไรมากมาย จากนั้นจึงได้นำโปรดักส์เข้ามาเสริม สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แชร์สัดส่วนอยู่ที่ 35-40% อยู่ระดับทรงตัว โดยสินค้ากลุ่มนี้ที่ออกมาสามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

รวมไปถึง เอปูเซ่ ยังมีเครื่องสำอางคุณภาพระดับแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่สามารถสร้างยอดได้เกือบ 10 ล้านบาท/เดือน สินค้าอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวเอกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวที่ 2 และทดลองในตลาดมาแล้ว 2 เดือน ยอดขายอยู่ที่ 35% ของบริษัท ซึ่งสินค้าตัวนี้เอาใจผู้ชายทุกวัย ภายใต้แบรนด์ Gold Number 9 ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงคุณผู้ชาย สินค้าตัวนี้ไม่ใช่ยาปลุกเซ็กส์ แต่ Gold Number 9 จะเข้าไปช่วยฟื้นฟู ซึ่งจะมีความแตกต่างจากอาหารเสริมบางประเภทที่พอทานเข้าไปมีปฏิกิริยาได้ทันที

Gold Number 9 จะมีผลจากการออกฤทธิ์ต่างกัน เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้วจะไม่มีความรู้สึกหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเสริมสร้างชีวิตประจำวันมากกว่า เพราะสามารถกระตุ้นความต้องการได้เพิ่มขึ้นภายใน 15 วันเห็นผล คาดว่าสินค้าน้องใหม่จะได้รับการตอบสนองอย่างดีจากสมาชิก เอปูเซ่ เช่นเดียวกัน

หากจะให้สรุปผลสินค้าทั้งหมดของ เอปูเซ่ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 หมวดด้วยกันคือ กลุ่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, กลุ่มที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ซึ่งการเปิดเกมรุกในตลาดรูปแบบนี้ ก็จะเป็นการทำนำร่อง ด้วยการสร้างฐานผู้บริโภคขึ้นมาเอง

ส่วนแผนการรุกคืบไปยังตลาดแมส (Mass มวลชน) มองว่า ถ้าหาก เอปูเซ่ ยังใช้วิธีการเดินแต้มตลาดแบบเดิม ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เหนื่อยและลำบาก ฉะนั้น การเข้าสู่ตลาดขายตรงได้อย่างรวดเร็วขึ้น จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ด้วยการทุ่มงบประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกแขนง เพราะการสร้างแบรนด์ Royalty ให้เป็นที่รู้จัก จึงมีความสำคัญมาก ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จ

เริ่มสตาร์ทสู่เวทีอาเซียน
ปรับระบบโอนเงินสู่สากล
การเปิดเสรีทางการค้าในเวทีประชาคมอาเซียน เอปูเซ่ จะเดินแต้มต่อไปอย่างไรนั้น บอส มนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เอปูเซ่ ถือว่าโชคดีที่ได้ร่วมเป็นสมาชิกหนึ่งใน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เพราะทางด้านสมาคมฯ รวมถึงท่านอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เข้ามานั่งในตำแหน่งนายกสมาคมฯ ก็ได้ให้ความรู้และข้อเสนอแนะกับ เอปูเซ่ ถึงแนวทางในการบุกตลาดอาเซียน เป็นสิ่งปูทางให้เดินไปในสายธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายขึ้น

ส่วนการแข่งขันของธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียน ณ วันนี้ ต้องบอกว่ายังไม่มีการปรับตัวหรือขยายตัวมากนัก แต่ในอีก 2 3 ปีข้างหน้า การจะเข้าไปเจาะฐานนั้นกระทำได้ยากมากขึ้น เพราะมีนักธุรกิจจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง เข้ามาทำธุรกิจบ้านเราเยอะ ฉะนั้น จะต้องมีการรักษาฐานให้ดี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เวที AEC อย่างแท้จริง

ตลาดอาเซียนของ เอปูเซ่ เราได้พูดคุยกับนักธุรกิจท่านหนึ่ง เพื่อจะนำสินค้าเข้าไปตีตลาดออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่นั่น ส่วนประเทศกัมพูชาก็มีนักธุรกิจยื่นความจำนงเป็นคู่ค้าอยู่ 3 ราย คาดว่าจะสามารถนำสินค้าเข้าไปตีตลาดได้เป็นที่แน่นอนแล้ว สำหรับลาวสินค้าขอผ่าน อย.แล้ว และวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้มีนักธุรกิจจาก จ.ระนอง ที่ส่งออกสินค้าอุปโภค - บริโภค ไปที่ประเทศพม่าก็จะเข้ามาดิวงานกับทาง เอปูเซ่ ด้วย

เนื่องจากผมเคยทำงานอยู่ cp แผนก outlet และเชื่อมั่นในระบบดิสตริบิวเตอร์ (Distributor ตัวแทนจำหน่าย) ถ้าตรงนี้เรานำมาผนวกกับขายตรงได้มันจะเป็นจุดแข็งซึ่งถ้าเรามีสินค้าแต่ไม่มีจุดกระจายสินค้ามันก็จบฉะนั้นหากใครสนใจสามารถติดต่อเป็น distributor กับทางเอปูเซ่ได้เพราะการเข้าตลาดอาเซียนถือว่ายังติดต่อสื่อสารกันยากแต่ถ้าปรับกันได้สื่อสารกันคนละครึ่งทางยกตัวอย่างหลายๆคนที่พูดภาษาเขมรได้เราก็ต้องไปหาคนกลุ่มนี้มาทำงานร่วมกันเพราะภาษาอังกฤษถึงแม้จะเป็นภาษากลางแต่ก็ใช้ไม่ได้ทุกประเทศก็ยังคงต้องใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสารกันอยู่ดี

ส่วนในเรื่องดิสตริบิวเตอร์ที่มาทำงานร่วมกับ เอปูเซ่ ปกติเราจะให้ประเทศละ 1 ราย และต้องตั้งทาร์เก็ต (Target เป้าหมาย) กับเรา ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ก็เปลี่ยนเลย เพราะให้ประเทศละไม่กี่ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราวางแผนป้องกันเรื่องการเล่นสงครามราคาด้วย ก็มีการป้องกันส่วนนี้ไว้ก่อน

ส่วนปัญหาเรื่องการขายตัดราคาในไทย จริง ๆ ต้องเรียนว่า มีทุกที่เกี่ยวกับเรื่องการขายตัดราคา เอปูเซ่ จึงได้วางพื้นฐานไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยการอบรมสมาชิกอย่าเล่นสงครามราคา ซึ่งบางครั้งหากเจอปัญหาตัวผมก็ออกไปจับด้วยตนเอง กรณีที่ซื้อไปแล้วปล่อยราคาขายต่ำไม่อั้น พูดง่าย ๆ หากเจอเราก็ดำเนินการ เพราะถือว่าเป็นการทำลายตลาดโดยรวม เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องเป็นราวมากมาย ก็เหมือนกับว่าทำลายฐานตลาดของตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการคุมที่แผนการตลาด คือถ้ามีใครซื้อสินค้าไปมาก น้อย เราสามารถเช็คที่มาได้ทั้งหมด

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมกับการรับมืออาเซียน นั่นก็คือ เรื่องของระบบ IT ต้องบอกว่า เอปูเซ่ พัฒนาได้ล้ำสมัยไม่ธรรมดา เพราะได้พัฒนาไปเยอะมาก ซึ่งต่างประเทศสามารถลิงค์เข้ามาได้ไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างคนที่เยอรมันลิงค์เข้ามาในเว็บไซต์ ติดต่อจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เยอรมัน ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที เพราะมีระบบบาร์โค้ดลิงค์เชื่อมกันได้ หากมีการลิงค์เข้ามารหัสสมาชิกก็จะไม่หายแน่นอน เพราะจะขึ้นเป็นทะเบียนราษฎร์ โดยเฉพาะสมาชิกจากต่างประเทศสมัครด้วยการใช้พาสปอร์ต ก็มีสมัครเข้ามาเยอะมาก ฉะนั้น การันตีได้เลยว่าระบบ IT ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนการพัฒนาในระบบฝ่ายการเงิน ต้องบอกว่า เอปูเซ่ ถือได้ว่าทันสมัย เพราะมีการติดต่อประสานงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างเช่น การโอนเงินข้ามประเทศอย่างประเทศลาว อดีตมีนักธุรกิจอยู่ที่ฝั่งโน้นเจรจาติดต่อในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็ต้องประสบกับปัญหาบ้างเหมือนกัน เอปูเซ่ จึงแก้เกมโดยใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเงินสด - บัตรเอทีเอ็มได้ในเวลาเดียวกัน สามารถพิมพ์โลโก้ของ เอปูเซ่ เข้าไปในบัตรแล้วก็คีย์หมายเลขสมาชิกได้

ส่วนขั้นตอนต่อไปก็จะมีการคุยกับสมาชิกใช้ในการบังคับ หรือ ใช้ในความสมัครใจ เพราะเวลาประสานงานกับแบงก์ต้องมีการอะลุ่มอล่วย ซึ่งก็จะมีการทำโปรโมชั่น เพื่อให้สมาชิกได้ซื้อสินค้าในราคาพิเศษด้วย โดยเฉพาะการโอนเงินระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเอทีเอ็มได้เลยสำหรับสมาชิกฝั่งลาว ตรงนี้เราพยายามยกระดับให้เป็นสากล

สรุปภาพโดยรวมของการเปิดตลาดอาเซียน เอปูเซ่ จะมีการรักษาฐาน การวางแผนที่รัดกุม เป็นหนทางหนึ่งให้ธุรกิจขายตรงเดินทอดยาวไปได้ ซึ่ง เอปูเซ่ ต้องมีการปรับหรือขยายตัว เพื่อการเตรียมขยายตลาดอาเซียน ภายในอีก 2-3 ปี อีกด้วย

ปรับทัพนักธุรกิจ เอปูเซ่
สู่บทบาทนักลงทุนอิงประกัน
นอกจากนี้ เอปูเซ่ ยังเป็นค่ายแรกที่ปรับให้นักธุรกิจขายตรง เอปูเซ่ กลายเป็นนักลงทุน ซึ่งระบบคล้าย ๆ ประกันที่เปลี่ยนจากนักขายให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปรับบทบาทนักธุรกิจ นักลงทุน จะเป็นทั้งสองอย่างในร่างเดียวกัน โดยจะเริ่มปรับกลยุทธ์ตรงจุดนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอปูเซ่ ได้เฝ้าติดตามรวบรวมข้อมูล จึงเล็งเห็นว่าระบบการสมัครสมาชิก หรือ การทำธุรกิจบางอย่างมันยังไม่ใช่แบบแผนที่ถูกต้องเสมอไป เพราะฉะนั้นจะมีการปรับและยกระดับให้นักธุรกิจหรือผู้นำ ให้รู้จักคิดแบบนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจจะมีความคิด การทำธุรกิจต้องอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข นั่นคือ กำไร กับ ขาดทุน

เมื่อนักธุรกิจไม่มีใครอยากขาดทุน มีแต่อยากได้กำไร ฉะนั้น กำไรที่ เอปูเซ่ จะให้สมาชิกต้องเป็นกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งจะก้าวเดินไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างผู้นำก่อน เพราะการเปลี่ยนจากคำว่า นักธุรกิจ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนในธุรกิจ ต้องรู้ว่าลูกค้าที่มาขอคำปรึกษามีความสามารถในการลงทุนเท่าไหร่ จึงต้องมีการปรับในส่วนของรายรับ - รายจ่ายของสมาชิกทุกคน

ซึ่งเดิมทีขายตรงมีรายได้มาจากโครงสร้างแผนธุรกิจ ส่วนบางคนไม่มีพื้นฐานของโครงสร้างมาก่อน ก็ต้องเล็งว่า คนที่เข้ามาใหม่ก็คือ นักธุรกิจขายตรง ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่คนเก่า เพราะบางครั้งคนที่เข้ามาใหม่ก็มีองค์ประกอบพอและมีทุกอย่างครบถ้วน ก็กลายเป็นนักธุรกิจขายตรงได้ทันที เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาตรงส่วนนี้ด้วย

เราจะแบ่งแยกเกรดหากท่านอยากเป็นแค่ผู้บริโภคท่านยังไม่พร้อมจะลงทุนท่านก็เริ่มต้นของท่านไปไม่ได้บังคับแต่ถ้าผู้ใดสนใจจะลงทุนก็ต้องทำให้ได้ไม่ใช่ไปเอาพ่อ แม่ญาติพี่น้องมาปิดรหัส 100,000 300,000 บาทแล้วเอาสินค้าไปกองอยู่บ้านมันผิดวิธีเราปรับวิธีการใหม่จะบอกคุณว่าหากคุณลงทุนตรงนี้จะได้กำไรแล้วกำไรมาจากอะไรสิ่งนี้คือสิ่งที่เรากำลังเริ่มวันนี้ผมคิดว่าขายตรงต้องเอาวิชาชีพของธุรกิจอื่นๆเข้ามาผนวกไม่ว่าจะเป็นประกันหรือว่าไฟแนนซ์โบรกเกอร์แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่าต้องทำให้ผู้ที่เข้ามาลงทุนร่วมกับเราเขามาทำแล้วมีกำไรตรงนี้สำคัญมาก

ในเรื่องของการลงทุน เอปูเซ่ ทำหน้าที่คล้าย ๆ โบรกเกอร์ เมื่อมีสินค้าก็จะเป็นโจทย์ทันทีว่า จะบริหารอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำหน้าที่หลักเป็นตัวกลางของบริษัท แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะต่อยอดในความเป็นธุรกิจร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์เร็วที่สุด นี่จึงถือเป็นโปรเจ็กต์ที่สำคัญ ซึ่งบริษัทอื่น ๆ ก็ยังไม่มีโบรกเกอร์ ที่นี่จะเป็นที่แรก ที่เรียกได้ว่า เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ส่วนสมาชิกก็จะได้รับการดูแล - ฝึกอบรมจากบริษัทโดยตรง

การลงทุนกับธุรกิจเครือข่ายเป็นการเชื่อมระบบสู่ระบบ ถือว่าเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ เพราะเป็นการลงทุน ซึ่งในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินที่มากถึงแสนก็ได้ แต่ต้องเป็นการจำลองการลงทุนให้ถี่ขึ้น ให้การลงทุนหมุนรอบเอง เพราะบางทีไม่จำเป็นต้องให้คนที่ลงทุนไปขายที่นา ขายบ้าน ที่ดินอะไรต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่ต้องใช้คือ มันสมอง เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร ต้องอยู่กึ่งกลาง เพราะองค์กรจะต้องเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งถ้าเริ่มต้นดีก็มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตได้ นี่คือ สิ่งที่ เอปูเซ่ มองเกมการตลาดในอนาคต

ส่วนการขยายสาขาออกมาในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ เอปูเซ่ มองว่าไม่จำเป็นต้องทำตรงนั้น เพราะการที่จะทำได้ต้องมีองค์กรที่มั่นคง ถ้าใครเดินถือเงินมาเปิด ก็เปิดได้ แบบนี้คงไม่มีผลอะไรกลับมา แต่ถ้ามีการปรับประสานมามิกซ์เป็นการลงทุน โดยเมิร์ซธุรกิจระหว่างแฟรนไชส์ + โบรกเกอร์ + ประกัน หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นั่นถือว่าเป็นการลงทุนแนวใหม่ ที่ถือเป็นแนวคิดที่สุดยอด หากเราสามารถทำได้...

และ เอปูเซ่จะก้าวขึ้นบันไดแห่งฝัน ได้สำเร็จหรือไม่.. คงต้องติดตามกันช็อตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอสเนเจอร์ (SNatur) : ประมวลภาพงาน เอสเนเจอร์ บิสสิเนส คอนเฟอร์เร้นซ์(S Natur Business Conferrence,SBC)


ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ โดยบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) ได้จัดงาน SBC ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยา เมื่อวันที่ 21-22 ก.ค.55 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานบริษัท และคุณบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีการจับรางวัลแจกรถมิตซูบิชิ มิราจ ,ตั๋วเครื่องบินทริปท่องเที่ยว เอสเนเจอร์ อินโนเวทริป นิวซีแลนด์ สร้างความตื่นเต้นและประทับใจต่อผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คนเป็นอย่างมาก

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network World Wide) ฟุ้งครึ่งแรกโต 200% ดึงกูรูช่วยสร้างภาพสินค้าตั้ง "ดี เบรม (D Braime)" เป็นหอก


ดี เน็ทเวิร์ค ฟุ้ง 6 เดือนแรก เติบโต 200% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา วางแผนครึ่งปีหลัง อัดสินค้าเพิ่มวางตลาดอีก 40 รายการ มีทั้งสินค้าไทยและสินค้าอิมพอร์ตจากต่างประเทศ เน้น ดี เบลม สินค้าเสริมอาหารเกี่ยวกับการทำงานของสมอง จัดงาน สัมมนา วิชาการโครงการเสริมสร้างสมองดีด้วย ดี เบลม ดึงกูรูร่วมสร้างภาพลักษณ์สินค้า ตั้งตัวเป็นแบรนด์ด้านสมอง


นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่ทางบริษัทได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรก ของปี 2555 ดี เน็ทเวิร์คมีการเติบโตขึ้นถึง 200 เปอร์เซ็นต์เมื่อ เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา


การที่ ดี เน็ทเวิร์คได้รับการตอบรับที่ดีในช่วงครึ่งปีแรก สืบเนื่องมาจากสินค้าของเรา ได้รับการยอมรับจากสมาชิกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีมีความโดดเด่น เป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมล้ำสมัย ในปัจจุบันคนตื่นเต้นกับสินค้าของเราเป็นอย่างมาก ปัจจัยต่อมาคือ ระบบการพัฒนาฝึกอบรมของบริษัท คือ ระบบ D Network System ที่มีความเข้มข้น ทำให้เราสร้างผู้นำได้จำนวนมาก นี่ถือเป็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้เราเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าว ต่อไปว่า สำหรับกลยุทธ์ในช่วง 6 เดือนหลังนั้น ทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะทำการเปิดตัวสินค้าเพิ่มอีก 40 รายการ ซึ่งมีทั้งผลิตภัณฑ์จากเมืองไทยและผลิตภัณฑ์ชั้นนำที่นำเข้าจากต่างประเทศ


ตอนนี้เราได้ทำการเจรจากับทางซัพพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ เราคาดว่าในช่วงเวลาที่เหลือของปีเราจะทำการเปิดสินค้าไทยราว 35 รายการ ซึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าในกลุ่มเพอร์ซันนอล แคร์ และสินค้าจากต่างประเทศอีกราว 14 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้ากลุ่มเสริม อาหารและสกิน แคร์


นอกจากนี้ ทางบริษัทได้โหมหนักในการทำตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลสมอง ดี เบลม โดยมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรม ตามโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ทาง ดี เน็ทเวิร์ค มีการจัด สัมมนาวิชาการโครงการเสริมสร้างสมองดีด้วย ดี เบลม โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการเสริมสร้างความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์ดูแลสมอง ดี เบลม แก่นักวิชาการระดับประเทศและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองโดยเฉพาะ


เรามีการเชิญนักวิชาการกว่า 400 คน เข้ามาฟังเนื้อหาทางวิชาการของผลิตภัณฑ์ดูแลสมอง ดี เบลม โดยวิทยากร เป็นผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ ดี เบลม บินตรง จากอินเดียมาบรรยายให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา


คนที่เข้ามาฟังก็เป็นนักวิชาการระดับประเทศ มีทั้งแพทย์ นักวิจัย นักธุรกิจ เภสัชกร ต่างให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ดูแลสมอง ดี เบลม เราคาดหวังว่าผู้ที่เข้า ร่วมสัมมนาในครั้งนี้ จะนำเอาสินค้าดีๆ อย่าง ดี เบลม ไปแนะนำต่อ หากกลุ่มคน ที่เข้าร่วมสัมมนา ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักวิชาการ ระดับประเทศนำไปบอกต่อ จะทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ดูแลสมองดี เบลมเป็นอย่างมาก แล้วจะทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับในระดับประเทศ


สาคร กล่าวต่อไปว่า ตลาดสมอง ถือเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และคนมีปัญหาด้านสมองก็มีทุกเพศทุกวัย ดี เบลม จึงเป็น ผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาตอบโจทย์ในเรื่องสมอง ได้เป็นอย่างดี และสามารถเจาะได้ทุกกลุ่ม เป้าหมาย ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มผู้บริหารสถาบันการศึกษา ผู้มีความรู้ระดับดอกเตอร์ เข้ามาเป็นสมาชิกและนำผลิตภัณฑ์ ดี เบลม ไปเผยแพร่


ในปัจจุบันยอดขายดี เบลมเติบโตเป็นเท่าตัวจากเดิมที่มียอดขายเดือนละ 5,000 กล่อง ถีบตัวสูงขึ้นเป็นเดือนละ 10,000 กล่องแล้วในปัจจุบัน และกระแสตอบรับยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง ผลตอบรับ ดีมาก


นอกจากนี้ ทาง ดี เน็ทเวิร์ค ยังมีการจัดตั้งหลักสูตรการอบรมขึ้นมาใหม่อีก 1 หลักสูตร คือ หลักสูตร นวัตกรรม กับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเริ่มจัดสัมมนาตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม เป็นต้นไป ซึ่งสัมมนาดังกล่าวจะเป็นการเจาะลึกใน เรื่องสินค้าขายดี 6 รายการของ ดี เน็ทเวิร์คว่าแต่ละสินค้ามีจุดเด่นอะไรบ้าง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง10-8-2012

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "แอมเวย์-Amway Thailand" กับ "บิ๊กเคอาร์" (กิจธวัช ฤทธีราวี)


.....ตามมาด้วยบิ๊กบอส แห่งค่ายพี่ใหญ่ แอมเวย์...ที่วันนี้ต้อง บอกว่าสมกับเป็นผู้บริหาร รุ่นใหม่ผู้มาพร้อมกิจกรรม ดีๆ เพื่อเด็กไทยอย่าง ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว ... ล่าสุด บิ๊กเคอาร์ (กิจธวัช ฤทธีราวี) บอสใหญ่แอมเวย์ ประเทศไทย ได้เตรียมฉลองครบรอบ 25 ปี บริษัทจัดโครงการใหญ่แห่งปี ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ส่งมอบคลัง ความรู้เคลื่อนที่ให้น้องๆ ทั่วประเทศไว้อย่าง ยิ่งใหญ่สมชื่อเลยอ่ะนะ!!.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "คิงส์เฮล์ทตี้-King Healthy" กับ "บอสทราย" (นพธีรา ประสพ)


.....นี่แหละวาสนา!!... (ที่ ไขว่คว้าได้)...เป็นจริงดังที่ใครต่อใครใน วงการธุรกิจเครือข่ายจริงๆ ฮิ...เขาว่า...ใคร อยากได้เงิน 100 ล้านบาท..ให้เป็นนักขาย ...ใครอยากได้เงิน 1,000 ล้านบาท ให้เป็น เจ้าของธุรกิจขายตรง...เหอะๆ...ไม่เกิน 10 ปี มีแน่นอน...ไม่เชื่อไปถาม บอสทราย (นพธีรา ประสพ) บิ๊กบอสแห่งค่าย คิงส์เฮล์ทตี้ ที่ปลุกปั้นธุรกิจ มากับมือน้อยๆ ของเธอ จนสำเร็จในวันนี้. . . น๊านแหละคร้าบเจ้านาย!! .....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "จอย แอนด์ คอนย์ (J&C)" กับ "ดร. สมชาย หัชลีฬหา"


.....งานนี้เล่นทำเอา ดร. สมชาย หัชลีฬหา ประธานฯ ค่าย จอย แอนด์ คอนย์ ที่มีคอนเน็คชั่นค่อนข้างดีกับ อดีตเลขาฯ สคบ.เกิดอาการอยากร้องเพลง ...ช่างเขาเถอะปล่อยเขาไปทันที...!! หันกลับ ลุยงานของตัวเองต่อ...มิน่าอ่ะคร้าบ...ล่าสุด ขับ รถ Audi รุ่น Q7 คันใหม่ที่ถอยมาไว้ ขับลุยงานต่างจังหวัดโดย เฉพาะ เพื่อขยายสาขา เตรียมรุกเปิดห้างขายตรง โมเดิร์นเทรด ว่ากันว่าราคา ของรถคงไม่ต้องพูดถึงอะนะ ...เพราะแค่เฉพาะราคาป้ายทะเบียน 8888 ก็ซื้อรถหรูคันใหม่มาขับเล่นได้อีกหนึ่งคัน แย้ววววคร้าบบบบทั่น!! .....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สุดยอด “การประชุมนานาชาติ ของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74”



สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และ เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คว้าสุดยอด “การประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74”

รูปภาพจากซ้าย
1. นางสุประภา โมฬีรตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการประชุม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน.
2. มร. ทอน ฮุก General Secretary and CEO สหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ (เอฟไอพี)
3. นายธีระ ฉกาจนโรดม นายกสมาคม เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ (ภ.ส.ท.)
4. นางสาวปนิษฐา บุรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ และ เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คว้าสุดยอด “การประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74” ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ไบเทค ระหว่างวันที่ 30 ส.ค. ถึง 4 ก.ย. 2557 คาดการณ์นำรายได้เข้าประเทศกว่า 210 ล้านบาท
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ร่วมกับ เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ภ.ส.ท.) คว้าสุดยอด “การประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74” งานประชุมใหญ่ระดับโลกด้านเภสัชกรรมและเภสัชศาสตร์ ปี 2557 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างชาติมากถึง 2,500 คน พร้อมนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยกว่า 210 ล้านบาท อีกทั้งช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยาไทยให้ทัดเทียมทั่วโลก
มร. ทอน ฮุก General Secretary and CEO สหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ (เอฟไอพี) กล่าวว่า “สหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติเป็นองค์กรระหว่างประเทศของสมาคมเภสัชกรและเภสัชศาสตร์แห่งชาติต่างๆ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากองค์การอนามัยโลกอย่างเป็นทางการ มีสมาชิกจำนวน 124 องค์กร พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวแทนและให้การสนับสนุนแก่แพทย์ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 2 ล้านคนทั่วโลก เอฟไอพีได้จัดงาน การประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติงานประชุมใหญ่ระดับโลกด้านเภสัชกรรมและเภสัชศาสตร์ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยจัดมาแล้วกว่า 70 ครั้งในแต่ละประเทศทั่วโลกในแต่ละปี มีเภสัชกรเข้าร่วมกว่าสามพันคนจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งยังได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ซึ่งในปี 2557 ได้เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดงานครั้งแรก ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ”
งานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เภสัชกรได้ศึกษาข้อมูลวิชาการใหม่ๆ และเพิ่มพูนทักษะด้านเภสัชศาสตร์ที่ทันสมัย รวมถึงได้แบ่งปันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ทั้งจากการบรรยาย การประชุมใหญ่ นิทรรศการ โปรแกรมต่างๆ ภายในงาน พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายให้แก่กลุ่มเภสัชกรรุ่นใหม่ ที่จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มเปี่ยมจากการเข้าร่วมงาน นอกจากนี้ยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการที่มุ่งเน้นถึงประเด็นและปัญหาด้านเภสัชกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
“สำหรับบทบาทในอนาคต เอฟไอพีมีการกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ขึ้นมาใหม่ ที่ผสมผสานการทำงานของเอฟไอพีเข้าร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อให้ความสนับสนุนในการตัดสินใจและการดำเนินการด้านสุขภาพ พร้อมทั้งร่วมพิจารณาเรื่องแพทยศาสตร์ระดับโลก โดยมีการพัฒนาเภสัชกรรมเชิงปฎิบัติและวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อให้ค้นพบตัวยาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีคุณภาพสูงกว่าปัจจุบันและนำมาใช้ทั่วโลก อีกทั้งยังได้พัฒนาการสร้างเครื่องมือต่างๆ ขึ้นมาใช้เพื่อบรรลุความพยายามในการเพิ่มความปลอดภัย เสริมสร้างสุขภาพและวิธีการดูแลสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้ป่วย” มร. ฮุก กล่าวสรุป
นางสุประภา โมฬีรตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการประชุม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. กล่าวว่า “สสปน. ร่วมสนับสนุนการดึงการจัดประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74 โดยทำงานร่วมกับเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2551 ในการวางแผนกลยุทธ์ และเตรียมเอกสารสำหรับการประมูลสิทธิ์ เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานกับภาครัฐ ตลอดจนร่วมเป็นเจ้าภาพในการนำคณะทำงานจากสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติเยี่ยมชมความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการจัดงานประชุมนานาชาติ”
การสนับสนุนการจัดประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74 นับเป็นหนึ่งในเป้าหมายการดำเนินการที่สำคัญภายใต้โครงการ “Believe in Thailand หรือ มั่นใจเมืองไทยพร้อม” ซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของอุตสาหกรรมไมซ์ 3 ประการ ได้แก่ 1) ความพร้อมของประเทศไทยสำหรับธุรกิจไมซ์ ทั้งความเป็นมืออาชีพในการให้บริการ และสถานที่จัดการประชุมซึ่งได้มาตรฐานระดับสากล 2) ความหลากหลายของสถานที่จัดการประชุม และประการสุดท้ายคือ 3) โอกาสทางธุรกิจอื่นๆมากมาย ที่จะสามารถต่อยอดนำไปสู่การค้าและการลงทุน รวมถึงการสร้างรายได้ให้กับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ
“สสปน. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74 และถือเป็นโอกาสอันดียิ่งในการตอกย้ำความเชี่อมั่นและศักยภาพของประเทศไทยในอุตสาหกรรมไมซ์ไปสู่สายตาของเภสัชกรและสื่อมวลชนจากทั่วโลก นอกจากนี้การประชุมดังกล่าว ยังก่อให้เกิดการถ่ายโอนความรู้ และวิทยาการในการพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรมระหว่างองค์กรสมาชิกในระดับนานาชาติ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าประชุมจากต่างชาติประมาณ 2,500 คน นำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยกว่า 210 ล้านบาท และงานนี้ยังเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพการจัดงานใหญ่ระดับโลกอย่างเวิล์ดเอ็กซ์โปในปี 2020 ได้อีกด้วย”นางสุประภา กล่าวสรุป
นายธีระ ฉกาจนโรดม นายกสมาคม เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ (ภ.ส.ท.) กล่าวว่า “เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมถ์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัด การประชุมนานาชาติของสหพันธ์เภสัชกรรมนานาชาติ ครั้งที่ 74 งานประชุมใหญ่ระดับโลกด้านเภสัชกรรมและเภสัชศาสตร์ ปี 2557 ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ไบเทค เรามีความตั้งใจที่จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้และวิทยาการในการพัฒนาวิชาชีพเภสัชกรรมของประเทศไทยให้เกิดขึ้น ระหว่างองค์กรสมาชิกในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับนานาชาติ ในแต่ละสาขา อาทิ สาขาเภสัชกรรมโรงพยาบาล สาขาเภสัชกรรมชุมชน สาขาเภสัชกรรมอุตสาหกรรม และการศึกษาเภสัชศาสตร์”
สำหรับเหตุผลที่ได้รับความไว้วางใจจากเอฟไอพีนั้นเกิดจากการที่ภ.ส.ท. ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกและเข้าร่วมการประชุมใหญ่ประจำปีมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความรู้และประสบการณ์ด้านเภสัชกรรมและเภสัชศาสตร์ทั่วโลก ทั้งในด้านการศึกษาและการอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดงาน โดยในปี 2557 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้ง องค์กรภาคเอกชน หน่วยงานและภาครัฐ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์และสินค้าที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเภสัชกรไทย และเภสัชกรจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก
“จากการเข้าร่วมการประชุมระดับนานาชาติและเครือข่ายของเอฟไอพีในครั้งนี้ ภ.ส.ท. คาดว่าจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากประเทศสมาชิกต่อไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยามากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เภสัชกรไทย รวมถึงหน่วยงานต่างๆ นำไปพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ ส่งเสริม วิจัย และประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ให้ก้าวทันวิทยาการอันทันสมัยจากบริษัทผู้ผลิตและผู้ประกอบการยาชั้นนำจากในประเทศและต่างประเทศ พร้อมทั้งยังส่งเสริมและพิทักษ์จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม และเป็นศูนย์ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการอบรมและเผยแพร่ความรู้เพื่อให้บริการที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงไปสู่ประชาชน” นายธีระ กล่าวสรุป
นางสาวปนิษฐา บุรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กล่าวว่า “ไบเทคมีความพร้อมในการเป็นสถานที่รองรับการจัดงานประชุมระดับนานาชาติทางด้านการแพทย์ ซึ่งเราเคยได้รับเลือกมาหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1997 จวบจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ห้องประชุมจำนวน 19 ห้อง ได้มีการออกแบบมาเพื่อสามารถปรับแต่งให้สอดคล้องตามรูปแบบความต้องการของลูกค้า ห้องนิทรรศการซึ่งไม่มีเสาค้ำยัน จุดลงทะเบียน พื้นที่ส่วนกลาง ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล รวมถึงพื้นที่จอดรถจำนวนมาก อีกทั้งเรายังมีความพร้อมในส่วนของบริการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่พร้อมจัดทำเมนูอาหารที่หลากหลาย เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมที่เดินทางมาจากทั่วโลก”
โดยที่ผ่านมา เราได้รองรับการจัดงานระดับนานาชาติมามากมาย อาทิ งานเฮอร์บาไลฟ์ เอเชีย แปซิฟิก เอ็กซ์ตร้าวาแกนซ่า 2011 งานประชุมด้านโภชนาการในระดับนานาชาติ (ICN 2009) งานประชุมระดับโลกของแพทย์ด้านประสาทวิทยาครั้งที่ 19 (WCN 2009) และ การประชุมวิชาการนานาชาติของสมาพันธ์สัตวแพทย์สัตวแพทย์สัตว์เล็กภูมิภาคเอเชีย (FASAVA 2009) เป็นต้น ซึ่งทำให้เรามีความใส่ใจ เข้าใจพฤติกรรมลูกค้า และเป็นกลยุทธ์ทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจที่เลือกจัดงานระดับโลกที่ไบเทค อีกทั้งทีมงานมืออาชีพที่มีความพร้อมในการบริการ จึงเป็นจุดแข็งที่เราภาคภูมิใจ นอกจากนี้ เรายังมีงานระดับนานาชาติที่จัดขึ้นในอนาคต ได้แก่ งานสัมมนาวิชาการนานาชาติสำหรับวิชาการสัตวแพทย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (APVC) ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2555 และ งานประชุมนานาชาติของสมาคมปลูกถ่ายอวัยวะ (ICTS) ที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2559” นางสาวปนิษฐา กล่าวสรุป




สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-749 – 3939 ต่อ 3146, 2189 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

เปิด อาวียองซ์ ช็อป สาขา มหาสารคาม



มนต์ชัย เดโชจรัสศรี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ภาคธุรกิจผลิตภัณฑ์ชั้นสูง บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ร่วมกับคุณหมอกิตติศักดื์ คณาสวัสดิ์ นายกเทศมนตรีเมืองมหาสารคาม เป็นประธานเปิด ”อาวียองซ์ ช็อป สาขามหาสารคาม” เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ร่วมธุรกิจอาวียองซ์ ให้สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์อาวียองซ์ได้อย่างทั่วถึง ณ อาวียองซ์ ช็อป สาขามหาสารคาม

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด โทร. 0-2434-8300, 0-2434-8547
สุจินดา, แสงนภา และอริสา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

นิวตรีริช เชิญร่วมสัมภาษณ์พิเศษ ผู้บริหาร บริษัท นิวตรีริช จำกัด แถลงผลประกอบการ



แถลงผลประกอบการล่าสุด




กับยอดขายสะดุดไม่เป็นไปตามเป้า เหตุรัฐอุ้มปุ๋ยเคมี

ไม่หวั่นรุกธุรกิจปูพรมขยายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ

อวดโฉมร้านแฟรนไชส์พร้อมสัญญาแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ

ในงานมหกรรมชี้ช่องรวย

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน เวลา 13.00-14.00 น.

ณ ห้องเวิร์กช็อปสัมมนา MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ

กำหนดการ

เวลา 12.30-13.00 น. ลงทะเบียนสื่อมวลชนพร้อมรับประทานอาหารว่าง

เวลา 13.00-13.45 น. สัมภาษณ์พิเศษ คุณเชน ใจซื่อ

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตรีริช จำกัด

แถลงผลประกอบการล่าสุด ชูวิสัยทัศน์ปูพรมขยายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ พร้อมโชว์สัญญาแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ
เวลา 13.45-14.00 น. เยี่ยมชมและถ่ายรูปร้านแฟรนไชส์ตัวอย่างที่บูธดาวปูแดง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท พีเพิลมีเดีย จำกัด
นางสาวกัญญา จักรพีระ (หญิง) 0-2734 -1791 ต่อ 106

ที่มา : http://www.newswit.com

 

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประกาศผลการคัดเลือก นักเรียนทุนเอมสตาร์



นักเรียนทุนเอมสตาร์ระดับปริญญาโทต่อเนื่องถึงปริญญาเอกในต่างประเทศ รุ่นที่ 2 ประจำปี 2554 จำนวน 1 ทุน

ได้แก่ นายเคน อรรถเวชกุล วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เสน่ห์บนใบหน้าชาย ที่ มัดใจสาว



เสน่ห์บนใบหน้าของหนุ่มๆ ที่จะทำให้สาวๆ สะดุดตา ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับหน้าตาอันหล่อเหลาเพราะผู้หญิงยุคใหม่มองความหล่อของผู้ชายแตกต่างหลากหลายกันไป และมีเสปคผู้ชายในอุดมคติที่เปิดกว้างมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เห็นตรงกันเกี่ยวกับเสน่ห์บนใบหน้าของผู้ชายก็คือ ผิวพรรณที่ดูดี ซึ่งบ่งบอกถึงความใส่ใจในการดูแลผิว
ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม สถาบันการเรียนรู้และฝึกอบรม อาวียองซ์ อะคาเดมี แนะนำ 5 เคล็ดลับแบบง่ายๆ ที่จะช่วยสร้างเสน่ห์บนใบหน้าให้ผู้ชายดูดีได้
1.ความสะอาดต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ต่อให้หน้าตาหล่อแค่ไหน แต่ถ้าปล่อยให้ผิวหน้าสกปรก ใช้กระดาษเช็ดหน้าแล้วเจอแต่คราบดำจากเหงื่อไคล ความมัน ฝุ่น เขม่าควันรถ ก็คงจะไม่ดีแน่ๆ ผู้ชายบางคนเข้านอนโดยไม่ล้างหน้าด้วยซ้ำ ทำให้คราบสกปรกต่างๆ สะสมในผิวและส่งผลให้ดูหมองคล้ำในระยะยาว อาจเกิดสิวอักเสบตามมาอีกด้วย ดังนั้นการล้างหน้าเช้าเย็นด้วยโฟมล้างหน้าที่เหมาะกับผิวจึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ต้องดูแลเป็นอย่างแรก และในระหว่างวันควรซับความมันบนหน้าด้วยกระดาษทิชชูเช็ดหน้าหรือกระดาษซับมัน
2.อยากผิวดีก็ต้องบำรุง ผิวหนังก็เหมือนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายที่จะต้องเสื่อมไปทุกวันตามอายุ ลองเริ่มต้นเลือกครีมบำรุงผิวดีๆ ชนิดไวท์เทนนิ่งที่ออกแบบมาสำหรับผู้ชายสักชิ้น ทาบำรุงทั้งเช้าและก่อนนอน ไม่ต้องกลัวหรอกว่ามันจะทำให้คุณดูขาวเป็นไก่ต้มเพราะผลิตภัณฑ์ ไวท์เทนนิ่งสำหรับผู้ชายมักออกแบบสูตรมาเพื่อปรับสีผิวให้ดูชุ่มชื่นสว่างสดใสมากกว่า ที่จะทำให้คุณดูขาวซีด
3.ระวังกระ ฝ้าจะทำให้หน้าด่างพร้อย ถึงคุณจะมีผิวสีเข้มก็ยังดูดีได้หากมีผิวสุขภาพดี แต่ถ้าสีผิวของคุณหมองคล้ำและไม่สม่ำเสมอ มีกระ ฝ้าชัดเจน มีริ้วรอยแก่ก่อนวัย ก็คงจะถูกมองผ่านแน่ๆ ควรทาโลชั่นกันแดดที่ให้ค่าการป้องกันแสงแดดครบทั้งรังสียูวีเอ (PA) ยูวีบี (SPF) และป้องกันอนุมูลอิสระ (RSF) เป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกจากบ้านตอนเช้า จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ในระยะยาว ผู้ชายส่วนใหญ่ยังคิดว่าการทาโลชั่นกันแดดเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา เหนอะหนะ น่ารำคาญ แต่จริงๆ แล้วด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมาก ปัจจุบันจึงมีโลชั่นกันแดดดีๆ ที่ให้การปกป้องครอบคลุมโดยไม่ทิ้งคราบขาวและความมันเหนอะหนะให้ใช้กันแล้ว
4. โกนหนวด เรื่องง่ายๆ ที่อาจทำลายเสน่ห์บนใบหน้าคุณ หนวดและเคราเป็นได้ทั้งสิ่งที่สร้างหรือทำลายเสน่ห์ ถ้าคิดจะสร้างเสน่ห์บนหน้าด้วยหนวดเคราก็ต้องตัดแต่งให้ดูเป็นระเบียบอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้สั้นบ้างยาวบ้างจนไม่เป็นทรง แต่หากอยากหล่อแบบเกลี้ยงเกลาก็ควรเลือกโกนหนวดอย่างถูกวิธีมากกว่าที่จะใช้วิธีการดึงหรือถอนหนวด ซึ่งจะทำให้ผิวอักเสบแดง ผิวไม่เรียบ และหนวดเคราขึ้นไม่สม่ำเสมอไม่น่าดูยิ่งกว่าเดิม การโกนหนวดเคราอย่างถูกวิธี ควรใช้มีดโกนใหม่ที่คมร่วมกับการใช้ครีมโกนหนวด เพราะการโกนหนวดแห้งๆ หรือใช้แค่น้ำเปล่าหรือสบู่ทั่วไปอาจโกนไม่เกลี้ยงเกลาและทำให้ผิวระคายเคือง บาดเจ็บจากใบมีด ถลอก แสบ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ สิวอักเสบ การใช้ครีมโกนหนวดจะช่วยเปิดรูขุมขน หนวดเคราอ่อนตัวลง ฟองที่ลื่นละเอียดกว่าจะช่วยให้โกนง่าย เรียบขึ้น ปัจจุบันมีโฟมล้างหน้าสูตรพิเศษที่สามารถใช้เป็นครีมโกนหนวดได้ด้วย จึงช่วยให้คุณสะดวกกว่าและไม่ต้องอ้างอีกแล้วว่าไม่อยากซื้อครีมโกนหนวดเพิ่มอีกกระป๋องหนึ่งมาตั้งไว้ให้สนิมขึ้น
5. รอยยิ้ม เสน่ห์สุดท้ายที่ขาดไม่ได้บนใบหน้าของหนุ่มๆ สร้างได้โดยไม่ต้องลงทุน ไม่เปลืองเวลา ก็คือ รอยยิ้มสดใสที่แสดงความจริงใจ จะทำให้สาวๆ หัวใจละลายได้ไม่แพ้ผิวที่ดูดีของคุณเลยทีเดียว
การสร้างเสน่ห์บนใบหน้าง่าย ขนาดนี้แล้ว หนุ่มๆ จึงควรหันมาใส่ใจดูแลผิวพรรณเพื่อมัดใจสาวๆ

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด
โทร. 0-2434-8300 / 0-2434-8547 คุณสุจินดา, คุณแสงนภา และคุณอริสา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นักธุรกิจเอเชียนไลฟ์ มีเฮ!ปลายปี ประกาศเตรียมขายหุ้น สร้างตึก 10แห่ง



เอเชียนไลฟ์ส่งสัญญาณธุรกิจแรงครึ่งปีหลังเตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์พร้อมประกาศขายหุ้นโรงงานเดือน..นี้เฉพาะสมาชิกเอเชียนไลฟ์ก่อนใครพ่วงท้ายด้วยการจดสิทธิบัตรมังคุดสูตรมะเร็งและมังคุดสูตรช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องของภูมิคุ้มกันบกพร่องปลายปีมั่นใจแผนงานดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งการจุดกระแสของเอเชียนไลฟ์แน่ย้ำ!ยุทธศาสตร์ปีนี้ยังคงเดินหน้าสร้างแบรนด์สินค้าต่อเนื่องพร้อมเตรียมผุดตึกเอเชียนไลฟ์ 10 แห่งก่อนปลายปีเชื่อสิ้นปีเป้าหมายยอดขาย 500 ล้านไม่ไกลเกินเอื้อม
นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญอีกหนึ่งก้าวความสำเร็จของธุรกิจเครือข่ายที่ชื่อ “เอเชียนไลฟ์” ที่ในปีนี้เตรียมที่จะสร้างความฮือฮาให้กับวงการขายตรงอีกครั้ง ด้วยการออกมาประกาศถึงความพร้อมและศักภาพครั้งสำคัญนั่นคือ การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์พร้อมกับการขายหุ้นโรงงานให้กับสมาชิกของเอเชียนไลฟ์ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่สำคัญยังทุ่มงบประมาณอีกกว่า 100 ล้านบาท เพื่อสร้างตึกเป็นของบริษัทอีก 10 แห่งครอบคลุมทั่วภูมิภาคภายในปีนี้อีกด้วย
ซึ่งรายละเอียดของการเข็นธุรกิจเอเชียนไลฟ์ฯ สู่ตลาดหลักทรัพย์ในปลายปีนี้นั้น “ตลาดวิเคราะห์” ได้รับการเปิดเผยจาก นายกัมปนาท บุญราศรี ที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร บริษัท เอเชียนไลฟ์ จำกัด ว่า สำหรับความพิเศษที่เรียกว่าจะสร้างกระแสของธุรกิจเอเชียนไลฟ์ในปีนี้ นั่นคือ การนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งขณะนี้ได้รับการพิจารณาจากทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แล้ว โดยคาดว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทางบริษัทฯ ได้เตรียมที่จะมีการขายหุ้นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทรวมถึงสมาชิกของเอเชียนไลฟ์ก่อนด้วย
...“วันนี้เอเชียนไลฟ์ อาจเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจขายตรงแห่งเดียว ที่สมาชิกสามารถมีสิทธิซื้อหุ้นโรงงานได้ ที่สำคัญยังเป็นโอกาสเดียวที่นักธุรกิจเอเชียนไลฟ์จะเป็นเจ้าของหุ้นโรงงานอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าหลังจากที่บริษัทฯ ประกาศที่จะขายหุ้นดังกล่าวในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ น่าที่จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิกได้ไม่น้อยเช่นกัน ที่สำคัญ ทาง ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ยังเตรียมที่จะปันผลให้กับสมาชิกในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าอีกด้วย”...เรียกได้ว่า การนำหุ้นเพื่อขายให้กับนักธุรกิจเอเชียนไลฟ์ในครั้งนี้นั้น ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจได้ไม่น้อยทีเดียว
โดยการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจ “เอเชียนไลฟ์” ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ แต่ค่ายนี้ยังมีกลยุทธ์หลักๆ ที่สำคัญ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่สู่เป้าหมายยอดขายสิ้นปีนี้ 500 ล้านบาทอีกด้วย โดยกลยุทธ์การยึดครองตลาดของ
“เอเชียนไลฟ์” นั้น เรียกได้ว่า “จี๊ด จ๊าด เผ็ด ร้อน” อย่างมาก ซึ่งกว่าที่จะบ่มเพาะกลยุทธ์เด็ดออกมาแต่ละตัวได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายๆ อย่างเข้ามาผนวกผูกปมเข้ารวมกันนั่นเอง
ซึ่งทีเด็ดความพิเศษกลยุทธ์เข็นความสำเร็จของ “เอเชียนไลฟ์” นั้น “กัมปนาท” ได้เผยผ่าน “ตลาดวิเคราะห์” ว่า กลยุทธ์ที่สำคัญในปีนี้ของเอเชียนไลฟ์คือ การสร้างแบรนด์และทำให้คนรู้จักโปรดักส์ของบริษัทฯ มากขึ้น พร้อมกันนี้ ในช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป บริษัทฯ จะหันมาลงโฆษณาผ่านทางเคเบิ้ลทีวีมากขึ้น เพื่อช่วยส่งเสริมให้นักธุรกิจเอเชียนไลฟ์ได้ทำงานง่ายขึ้น รวมถึงการยื่นเรื่องขออนุญาตจากทาง สคบ. ในการที่จะมีโบนัสพิเศษให้กับสมาชิกด้วย
“โบนัสพิเศษตรงนี้ ถือเป็นรางวัลให้กับนักขายที่สามารถทำคุณวุฒิตามเงื่อนไขที่ทางบริษัทฯ กำหนด โดยใครที่ทำได้ก็จะได้รับเงินโบนัสพิเศษนั่นไปทันที ตั้งแต่เช็คโบนัสเงินสดใบละ 1 ล้านบาทจนถึง 5 ล้านบาท ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวนี้ จะเป็นอีกหนึ่งแรงช่วยให้สมาชิกเกิดความฮึกเหิมในการทำงาน และสร้างความแข็งแกร่งในการทำงานสำหรับสมาชิกนั่นเอง”
“กัมปนาท” กล่าวต่ออีกว่า อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญ ของเอเชียนไลฟ์ คือ เรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันมีนักขายแข่งขันกันทำคุณวุฒิ เพื่อต้องการไปท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะทีเดียว โดยในเดือนสิงหาคมนี้ ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะไปท่องเที่ยวที่เซินเจิ้น จูไห่ ที่มาเก๊า และอีกประมาณ 6 เดือนข้างหน้าช่วงต้นปี 2555 ทางบริษัทฯ จะนำนักขายที่ทำ คุณวุฒิได้ไปท่องเที่ยวประเทศเกาหลีในลำดับต่อไป
อีกหนึ่งหัวใจหลักที่สำคัญของการทำธุรกิจเครือข่ายให้สำเร็จนั่นคือ “การเทรนนิ่ง” โดยที่เอเชียนไลฟ์ ก็ได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวเสมอมา เรียกได้ว่าเข้มข้นอย่างมากทีเดียว เห็นได้จากวันนี้เอเชียนไลฟ์มีวิทยากรในการเทรนนิ่งมากขึ้น และทำอย่างต่อเนื่อง ด้วยระบบที่เรียกว่า “URTMS” ที่ทางบริษัทฯ ได้ทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว และก็สัมฤทธิผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดอีเว้นท์เพื่อพิสูจน์ถึงสินค้าที่ยอดเยี่ยมของเอเชียนไลฟ์นั่นคือกิจกรรม “ครีมมิ่งแฟนตาเซียร์” โดยการจัดแข่งขันนวดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วยการเห็นด้วยตา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะทำให้นักธุรกิจทำตลาดในส่วนของผลิตภัณฑ์สลิมมิ่งง่ายขึ้น
อีกทั้งยังมีกิจกรรมการจัดอีเว้นท์ย่อยๆ ที่นักธุรกิจเอเชียนไลฟ์ทุกคนจะต้องทำ คือ การทำเฮ้าส์มีทติ้ง รวมถึงการออกไปพบ ปะกับผู้บริโภคตามบ้านให้มากขึ้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวใช้ชื่อว่า “ครีมแอทโฮม” ที่นักธุรกิจเอเชียนไลฟ์จะไปสลายไขมันผู้บริโภคถึงที่บ้าน ซึ่งจากการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสินค้ากระชับสัดส่วนนี่เอง น่าที่จะส่งผลทำให้บริษัทฯ จะมีกลุ่มที่เป็นผู้หญิงเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
...เรียกได้ว่า จากกลยุทธ์ที่กล่าวมานี้คืออีกหนึ่ง “หัวหอก” ที่สำคัญอย่างมากในการผลักดันธุรกิจเอเชียนไลฟ์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจากความเข้มข้นของการทำงานที่ “รุก-รบ-เร็ว” บวกกับ “กึ๋น” ของ “ทีมผู้บริหาร” ที่เต็มเปี่ยมนี่เอง ส่งผลให้ในภาพรวมธุรกิจของเอเชียนไลฟ์ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา เรียกว่าเติบโตเกินความคาดหมายทีเดียว
ซึ่งภาพรวมธุรกิจเอเชียน ไลฟ์ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมานั้น “กัมปนาท” ได้เปิดเผยว่า หากเทียบตัวเลขอัตราการเติบโตในช่วงเดือนเดียวกันกับปีที่แล้ว พบว่า บริษัทฯ มียอดขายเพิ่มขึ้น 10-15% ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายของบริษัทฯ สิ้นปีนี้นั้น อยากที่จะสร้างยอดขายอยู่ที่ 500 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 200 ล้านบาท
“จากเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทฯ จะต้องสปีดตัวเองให้เร็วยิ่งขึ้นกว่านี้ ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย ทั้ง ลด แลก แจก แถม พร้อมกับรุกการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน เอเชียนไลฟ์ ได้วางการประชาสัมพันธ์ธุรกิจไว้ 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1. การประชาสัมพันธ์ผ่านนิตยสาร พวกชีวจิต คู่สร้างคู่สม นิตยสารสุขภาพ HealthToday เป็นต้น ส่วนที่ 2 ผ่านทางเคเบิ้ลทีวี ช่องทรูวิชั่น 8 ช่อง TNN 2 รายการ BIM 100 ส่วนที่  3. ผ่านเว็บไซต์ ที่ทางบริษัทฯ ได้ส่งเสริมให้สมาชิกได้มีเว็บเป็นของตัวเอง โดยทำเหมือนหน้าร้าน ที่สามารถช้อปปิ้งซื้อของได้ ชำระเงินได้เหมือนตระกร้าสินค้า ปัจจุบันมีสมาชิกที่เปิดเว็บไซต์ในลักษณะดังกล่าวอยู่ที่ 50 เว็บไซต์แล้ว และยังสามารถสร้างยอดขายได้หลายล้านบาททีเดียว”
“กัมปนาท” กล่าวเสริมต่อว่า ปัจจุบันเอเชียนไลฟ์มีศูนย์ที่แอคทีฟอยู่จำนวน 100 ศูนย์ จากทั้งสิ้น 500 ศูนย์ ซึ่งที่เหลืออีก 400 ศูนย์ยังไม่แอคทีฟ โดยในจำนวนศูนย์ที่แอคทีฟ 100 ศูนย์นั้น ทางบริษัทฯ ยังได้มีการส่งเสริมยกระดับศูนย์เหล่านี้ให้มีมาตรฐานมากขึ้น ด้วยโครงการที่ชื่อว่า BIM EXPERT (บิมเอ๊กซ์เปิร์ท) ที่จะเป็นศูนย์ที่เน้นเกี่ยวกับสุขภาพ โดยกำหนดให้มี 1 อำเภอ 1 ศูนย์ จำหน่ายเท่านั้น
“ในปีนี้บริษัทฯ ได้เตรียมที่จะเสริมความแกร่งของธุรกิจเอเชียนไลฟ์ ด้วยการวางงบลงทุนไว้ที่ 100 ล้านบาท ในการที่จะเพิ่มสาขาอีก 10 แห่ง ภายในสิ้นปีนี้ทุกจุดทั่วประเทศ โดยในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ นั้น จะยึดพื้นที่ 4 มุมเมือง ซึ่งเชื่อว่าหลังจากที่สาขาทั้ง 10 แห่งพร้อม จะสามารถช่วยเอื้อประโยชน์ในการทำงานให้กับนักธุรกิจเอเชียนไลฟ์ได้อย่างมากทีเดียว”
นอกจากนี้ “กัมปนาท” ยังได้กล่าวทิ้งท้ายต่ออีกว่า สิ่งที่จะมาสร้างกระแสในช่วงปลายปี นอกเหนือจากการขายหุ้นให้กับนักธุรกิจเอเชียนไลฟ์แล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมที่จะจดสิทธิบัตรมังคุดสูตรมะเร็งและมังคุดสูตรช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องของภูมิคุ้มกันบกพร่อง คือ โรคเอดส์ โดยผลิตภัณฑ์ 2 สูตรนี้จะถูกจดสิทธิบัตรขึ้นในช่วงปลายปี และจะมีการประโคมข่าวตามช่องฟรีทีวีทุกช่อง เพื่อต้องการสื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ว่า บริษัท
เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด มหาชน มีศักยภาพที่มากพอในการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศและมีผลวิจัยที่ได้มาตรฐาน ซึ่งคาดว่าประมาณเดือนตุลาคมนี้ ทางบริษัทฯ จะเริ่มมีการปล่อยกระแสตรงนี้ออกไป ก่อนที่จะมีการขายหุ้นโรงงานให้กับสมาชิกในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ ‘จอย แอนด์ คอยน์’ ปฏิบัติการสานฝัน ‘สมาชิก’ ติดอาวุธครบมือ มุ่งสู่ความสำเร็จ!



เปลือยแผนยุทธศาสตร์สร้างสมาชิกมุ่งสู่ความสำเร็จจอยแอนด์คอยน์”...เดินหน้าทุ่มไม่อั้น! ลงทุนผุดสาขากรุยทางให้สมาชิกมุ่งสู่ความสำเร็จได้ง่ายขึ้น...พร้อมสร้างสรรค์ประติมากรรมชิ้นงามด้านเทคโนโลยีเสริมเขี้ยวเล็บองค์กรซัพพอร์ตด้านระบบฝึกอบรมสอนให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจเพิ่มศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าเดินหน้าสู่การเป็นนักธุรกิจอิสระมืออาชีพ...ชี้! วันนี้ทัพนักขายจอยแอนด์คอยน์ที่สำเร็จไม่เพียงคว้ารายได้แค่ 5 หลักแต่พุ่งทะยานไปถึง 7 หลักแถมยังสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง...!!!
...ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่ทวีความรุนแรงเพิ่มอุณหภูมิสูงขึ้นทุกขณะ ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทที่มีการวางรากฐานไว้ดี สามารถเติบโตได้เป็นอย่างดี แม้จะเผชิญกับวิกฤตทางภัยธรรมชาติ แต่ก็ไม่กระทบต่อธุรกิจขายตรงมากนัก ซึ่งเชื่อว่าอัตราการเติบโตของแต่ละบริษัทน่าจะไม่ต่ำกว่า 15%
“บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด” ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทเครือข่ายขายตรง ที่มีการปูรากฐานธุรกิจไว้อย่างแข็งแกร่ง และมั่นคง เพื่อหมู่มวลสมาชิกได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จง่ายขึ้น ภายใต้การทำธุรกิจที่ครบวงจร พร้อมอาวุธที่ครบมือให้เหล่ากองทัพนักรบเครือข่าย ได้เคลื่อนพลขยายอาณาจักรได้ง่ายขึ้น
ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจของ “จอย แอนด์ คอยน์” ถือว่า “มีความมหัศจรรย์” แฝงอยู่อย่างมากมาย ทำให้กองทัพนักรบเครือข่ายของค่ายนี้ สามารถสร้างผลผลิตทางด้านรายได้อย่าง “อัศจรรย์” จนทำให้อัตราการเติบโตของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากความมหัศจรรย์ ที่สามารถสร้างผลผลิตด้านรายได้อย่างอัศจรรย์แล้ว การวางหมากยุทธศาสตร์ เพื่อบุกตลาดของ “จอย แอนด์ คอยน์” ก็เรียกว่า ไม่ธรรมดา เพราะมีแม่ทัพใหญ่ที่เชี่ยวชาญทางด้านธุรกิจเครือข่ายขายตรงอย่าง “ดร.สมชาย หัชลีฬหา” เป็นผู้คุมทัพบัญชาการรบ อยู่เบื้องหลัง จึงทำให้ “จอย แอนด์ คอยน์” ขยายอาณาเขตธุรกิจ ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง...!!!
“ดร.สมชาย หัชลีฬหา”  ประธานกรรมการ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ถือว่า มีอัตราการเติบโตที่เกินเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีอัตราค่าเฉลี่ยเติบโตร้อยละ 20% โดยที่ผู้จำหน่ายอิสระรายใหม่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 30% นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของตัวเลขผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเติบโตสอดคล้องกัน นั่นหมายความว่า บริษัทฯ สามารถกระจายรายได้ให้กับผู้อิสระมากขึ้นอีก 30%

ผ่าแผนลงทุน!
ผุดสาขากรุยทางให้สมาชิก
“ดร. สมชาย” เปิดเผยต่อว่า ทุกครั้งที่บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้น จะมีการนำไปลงทุนเพิ่ม โดยการลงทุนเพิ่มนั้น สิ่งแรกที่เริ่มทำ คือ การขยายสาขาในพื้นที่ที่มีจำนวนสมาชิกหนาแน่น ซึ่งล่าสุดได้มีการลงทุนเพิ่มที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.สกลนคร โดยเป็นการเปิดสาขาเอง
นอกจากนี้ ยังมีการขยายตลาดไปยังพื้นที่ในพนม เปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งพื้นที่ของสาขามีประมาณ 1,000 ตารางเมตร เพื่อไว้รองรับการเติบโตของสมาชิก
“เราคำนึงถึงความต้องการ และความจำเป็นของสมาชิกเป็นอันดับแรก เนื่องจากเราเชื่อว่า ธุรกิจขายตรงที่จะเติบโตได้ต้องมีมุมมอง วันนี้การทำธุรกิจขายตรง องค์ประกอบไม่ใช่ว่าสินค้าดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงสมาชิก ซึ่งการทำเพื่อให้สมาชิกเติบโตนั้น เราในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการหรือบริษัทต้องทำตัวเป็นผู้ช่วยคือ ต้องมีเครื่องมือซัพพอร์ต ซึ่งเครื่องมือซัพพอร์ตที่ว่าคือ สาขา ซึ่งสาขาจะเป็นจุดกระจายสินค้า ศูนย์รวมแหล่งข้อมูลข่าวสาร เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัย เป็นสถานที่ฝึกอบรมที่จะทำให้ผู้ลงทุนอิสระในพื้นที่นั้นๆ ได้เรียนรู้และเข้าใจ เพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการสร้างองค์กร และสามารถขยายตลาดได้”

ลุยสร้างเทคโนโลยี
เสริมเขี้ยวเล็บองค์กร
สำหรับกลยุทธ์การฝึกอบรมนั้น องค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือ เทคโนโลยีออนไลน์ เพราะสาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศ ต้องใช้เทคโนโลยีเรียลไทม์ ซึ่งสามารถตอบโจทย์คือ มีระบบ ERP ที่สามารถเห็นถึงรีพอร์ทต่างๆ ที่จะทำให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลและตัดสินใจในจอมอนิเตอร์ได้ว่า อะไรดีอะไรไม่ดี มียอดขายเท่าไร และจำนวนสมาชิกเป็นอย่างไรบ้าง สมาชิกคนใดสามารถทำยอดขายได้ดี และความต้องการของลูกค้าคืออะไร ซึ่งจะทำให้สมาชิกเองรู้ว่า ฐานลูกค้าเป็นอย่างไร และจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างไรบ้าง
เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีจะต้องมีการพัฒนาขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเทคโนโลยีออนไลน์ และจะต้องผนวกกับสินค้าที่หลากหลายและมากมาย เพื่อที่จะรองรับกับความต้องการของลูกค้า
“วันนี้หากสมาชิกเดินเข้าไปหาลูกค้า และต้องการสินค้า แต่สมาชิกไม่มีให้ นั่นแสดงว่าไม่สามารถปิดการขายได้ ย่อมแสดงให้เห็นว่า ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าเรามีสินค้าทุกอย่างสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้ก็จะสามารถทำให้ปิดการขายได้”
“ดร.สมชาย” เปิดเผยต่อว่า เมื่อมีสาขา เทคโนโลยี และระบบฝึกอบรมที่สอนให้สมาชิกมีความเข้าใจในการทำธุรกิจ ก็จะทำให้สมาชิกมีองค์ความรู้ และมีศักยภาพ ซึ่งจะส่งผลถึงศักยภาพขององค์กร เพิ่มความเติบโต ซึ่งวันนี้ขายตรงบริษัทไหนก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้ ก็จะเติบโตได้ยากในอนาคต
“เรารู้ว่าองค์ประกอบใดบ้างที่จะทำให้องค์กรเราเติบโต และเมื่อรู้ต้องมุ่งเน้นพัฒนาทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี การพัฒนาหาสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน และสร้างความได้เปรียบให้สินค้าของเราถูกลง อย่างสินค้าหลายรายการที่หลายบริษัทขึ้นราคา แต่ในส่วนของบริษัทยังคงยืนราคาเดิมไว้ไม่เคยปรับราคา ซึ่งทุกอย่างเพื่อสมาชิกและลูกค้าที่บริโภคโดยเฉพาะ”

ป้อนสินค้าทุกหมวด
สนองลูกค้า-สมาชิกครบวงจร
ดร.สมชาย เปิดเผยต่อว่า สิ่งสำคัญในการทำธุรกิจของบริษัทฯ คือ การขยายสินค้าให้ครบวงจร เรียกว่า อะไรที่คนอื่นมีเราพึงมี อะไรที่ไม่มี เราจะหามาให้ได้ ซึ่งตรงนี้ ทำให้บริษัทฯ มีความแตกต่างจากค่ายอื่น เพราะวันนี้มีพันธมิตรมากมาย และมีสินค้านับ 10,000 รายการ ไม่ว่าจะเป็น หมวดสุขภาพ และความงาม, อุปโภค-บริโภค, เกษตร และประกันภัย โดยมีสาขาจอยมาร์ทเป็นเครื่องมือในการกระจายสินค้า
ซึ่งปัจจุบันหมวดของสินค้าสุขภาพยังมาแรง เนื่องจากคนหันมารักษาสุขภาพมากขึ้น โดยที่ต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นในเรื่องสุขภาพ ซึ่งหลายคนเริ่มเห็นคุณค่า และความสำคัญ หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพมากขึ้น ส่วนสินค้าเกษตร เทรนด์แนวโน้มกระแสความต้องการสินค้าเกษตรยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการพูดในรายการชี้ช่องรวย เสมอว่า วิกฤตคือโอกาส และปัจจุบันวิกฤตที่เกิดขึ้นในโลก มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ต่างประเทศขาดแคลน เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะส่งออกไปยังต่างประเทศ ที่ยังมีความต้องการ โดยคาดการณ์ว่า ใน 2-3 ปี พืชผลเกษตรจะเติบโต และจะทำให้สินค้าที่เกี่ยวกับการเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  ด้านสินค้าอื่นๆ ก็ยังมีทิศทางที่ขยายตัวไปในทางที่ดีเช่นเดียวกัน
...ปัจจุบันทัพนักขายที่ประสบความสำเร็จใน “จอย แอนด์ คอยน์”  ที่มีรายได้ต่อเนื่อง ไม่มีเพียง 5 หลักเท่านั้น เพราะ คนที่มีรายได้ 6 หลักขึ้นไปก็มีจำนวนไม่น้อย และยังมีบางคนทะยานขึ้นไปมีรายได้ต่อเดือนถึง 7 หลัก ที่สำคัญคือ ยังสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งการเติบโตที่ว่าตรงนี่แหละคือ เครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า “จอย แอนด์ คอยน์” ได้พัฒนามาอย่างถูกทาง และเครื่องมือหรือ “อาวุธ” ต่างๆ เหล่านี้ สามารถตอบโจทย์สมาชิก และผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง...!!!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์

 

‘ไทม์ลี่’ เคาะเครื่องธุรกิจ ครึ่งปีหลัง ใส่เกียร์หนึ่ง ขยายสาขา สร้างแรงเหวี่ยง



ไทม์ลี่ใส่เกียร์หนึ่งเดินเครื่องแรงครึ่งปีหลังเผย 1 ปีเศษที่โลดแล่นในสมรภูมิรบเครือข่ายกระแสตอบรับเยี่ยมดีเกินคาด...พร้อมแจงกลยุทธ์ครึ่งปีหลังเน้นตีตลาดต่างจังหวัดมากขึ้นเสริมความแกร่งด้านอบรมนำเสนอสินค้าโดนใจ...ล่าสุดเข็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไลท์เม็กซ์ตอบโจทย์ความต้องการสุภาพสตรีพร้อมผุดสำนักงานขายแห่งใหม่ถนนเลียบทางด่วนรามอินทรารองรับอัตราการเติบโตประกาศปีหน้าไทม์ลี่เตรียมจัดหนักทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อทีวีดาวเทียมพร้อมแผนสร้างสำนักงานใหญ่เสริมความมั่นคงของธุรกิจ
...“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” คำพังเพยนี้คงใช้ได้ดีสำหรับเครือข่ายที่ชื่อ “ไทม์ลี่” อย่างแน่นอน ที่มีบอสหญิงอย่าง “กนกพร แซ่ตั้ง” นั่งกุมบังเหียนบัญชาเกมรบทางธุรกิจ พร้อมๆ กับทีมผู้บริหารที่มากด้วยความสามารถและแกนนำคนสำคัญอีก 10 ท่านในการช่วยผลักดันธุรกิจสู่เป้าหมาย
หากย้อนดูถึง “บริษัท ไทม์ลี่ จำกัด” ในวันนี้กับเมื่อครั้งเปิดตัวเมื่อช่วง 1 ปีเศษที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า มีพัฒนาการทางธุรกิจที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่หวือหวาหรือมีกระแสที่พุ่งแบบติดจรวดเหมือนค่ายอื่นๆ ก็ตาม แต่ “ไทม์ลี่” เองก็ได้พิสูจน์ให้คนเครือข่ายได้รับรู้ว่า ของจริงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกระแสที่ดังอย่างที่คิดเสมอไป ซึ่งหากทำธุรกิจที่โปร่งใสและถูกต้อง มีสินค้าที่โดนใจ รวมถึงแผนการตลาดที่เอื้อต่อการทำธุรกิจเท่านั้นก็เพียงพอ!!...
ตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา “ไทม์ลี่” ถือเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายที่ได้ลิ้มรสชาติของธุรกิจขายตรงว่าเป็นสนามหินแค่ไหน?....ที่มีทั้ง “หลุมอุกกาบาต” คอยสร้างอุปสรรคในการทำธุรกิจ แต่หลุมอุปสรรคในธุรกิจขายตรงทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ก็ไม่ได้ทำให้เครือข่ายน้องใหม่ที่ชื่อ “ไทม์ลี่” สั่นไหวแต่อย่างใด
มาเปิดใจกับบอสหญิง “กนกพร แซ่ตั้ง” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทม์ลี่ จำกัด กันดูว่า เส้นทางธุรกิจไทม์ลี่ในช่วงที่ผ่านมา เป็นเช่นไร และอนาคตนับจากนี้ทิศทางของธุรกิจจะเดินไปในทางไหน โดยบอสหญิงท่านนี้ได้เผยต่อ “ตลาดวิเคราะห์” ว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการมาได้ประมาณ 1 เดือนเศษ พบว่าภาพรวมของธุรกิจดีขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกเดือนประมาณ 50% รวมถึงเริ่มมีสมาชิกเข้ามาสู่ธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จากที่เปิดดำเนินการธุรกิจในช่วงแรกที่มีสมาชิกอยู่ที่ 1,000 คน จนถึงปัจุจบันนี้บริษัทฯ มีสมาชิกอยู่ที่ 7,000 คน พร้อมกับมีสมาชิกที่เข้ามาสู่ธุรกิจเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 1,000 คน
...“ใน 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำหรับธุรกิจไทม์ลี่อย่างมาก ทั้งในส่วนของการเตรียมความพร้อมหลายๆ อย่าง ในการนำเข้ามาเติมเต็มธุรกิจ เพื่อให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้น ซึ่งไทม์ลี่เอง อาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนดังค่ายอื่นๆ แต่เราจะใช้สินค้าเป็นตัวนำเสียมากกว่า โดยเราเชื่อว่าสินค้าที่มีคุณภาพของไทม์ลี่ รวมถึงแผนธุรกิจที่มั่นคง พร้อมด้วยระบบที่มีประสิทธิภาพ น่าที่จะนำพาทุกคนได้ประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างแน่นอน”...
สำหรับกลยุทธ์การบุกตลาดครึ่งปีหลังนั้น “กนกพร” กล่าวเสริมว่า บริษัทฯ จะเน้นการนำเอาระบบต่างๆ เข้ามาพัฒนาคน โดยการให้สมาชิกทุกคน สามารถทำงานเป็นและขยายเครือข่ายได้ รวมถึงเน้นการใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ด้วยการตีตลาดต่างจังหวัดให้หนักขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้ พร้อมกับการใช้สินค้าที่มีคุณภาพทำตลาด และโปรโมชั่นต่างๆ ที่ช่วยในการกระตุ้นยอดขายในแต่ละเดือนอีกด้วย
...อย่างล่าสุดอีกหนึ่ง “หัวจักร” ในการบุกตลาดในครึ่งปีหลังปีนี้ ที่ “ไทม์ลี่” ขอนำเสนอนั่นก็คือ การขยายฐานรบทางธุรกิจอีกหนึ่งแห่งเพื่อให้สมาชิกสามารถเดินทางได้สะดวกและง่ายขึ้น แถวถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งสำนักงานดังกล่าวได้เปิดดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา...เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณว่า “ไทม์ลี่” พร้อมที่จะรุกตลาดเครือข่ายเต็มอัตราศึก ไปพร้อมๆ กับความพร้อมที่ได้สั่งสมมาตลอด 1 ปีเศษที่ผ่านมา!...
“เราเชื่อว่าภาพความชัดเจนของธุรกิจไทม์ลี่ หลังจากไตรมาสที่ 4 จนถึงต้นปีหน้า จะเริ่มเห็นภาพความชัดเจนของธุรกิจที่พร้อมมากขึ้น รวมถึงคนน่าที่จะเริ่มรู้จักธุรกิจไทม์ลี่มากขึ้นด้วย โดยที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าไทม์ลี่ค่อนข้างที่จะทำธุรกิจแบบคลื่นใต้น้ำ ทำแบบเงียบๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราเองไม่ได้เงียบแต่อย่างใด และในปี 2555 เราพร้อมที่จะโหมโรงธุรกิจเพื่อสร้างความเกรียงไกรของธุรกิจให้คนเครือข่ายได้ประจักษ์ต่อสายตาอีกด้วย”
แน่นอนที่สุด!...การทำธุรกิจเครือข่ายให้สำเร็จโดนใจผู้บริโภคและสมาชิก เรื่องของสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญของธุรกิจเช่นกัน โดยที่ “ไทม์ลี่” เองก็มีสินค้าที่หลากหลายกลุ่มพร้อมนำเสนอต่อผู้บริโภคและสมาชิกเช่นกัน...ซึ่ง “กนกพร” ได้บอกกับ “ตลาดวิเคราะห์” ว่า สินค้าของไทม์ลี่มีอยู่ด้วยกัน 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1. กลุ่มทำความสะอาด 2. กลุ่มอุปโภคและบริโภค 3. กลุ่มผลิต ภัณฑ์เสริมอาหาร และ 4. กลุ่มเครื่องสำอาง โดยสินค้าแต่ละกลุ่มนั้น ต่างได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคและสมาชิกเป็นอย่างดี
ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสุภาพสตรีที่ชื่อ “ไลท์ เม็กซ์” ซึ่งวันนี้ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคและสมาชิกเป็นอย่างดี โดยเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่จะสร้างยอดขายให้กับทางบริษัทฯ เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ  ยังได้เตรียมที่จะนำสินค้าอีก 2 กลุ่มเข้ามาเสริมทัพในอีกเร็วๆ นี้ คือ กลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทดลองสินค้า
“การที่จะเลือกสินค้าเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่าย จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความพิถีพิถันอย่างมาก ซึ่งหากเรานำสินค้าเข้ามาวางจำหน่ายแล้วไม่มีประสิทธิภาพ ผลที่ตามมา คือชื่อเสียงของบริษัทจบลงอย่างแน่นอน เพราะเราจะเน้นที่ชัวร์และได้ของที่ดีมีคุณภาพ ขณะเดียวกัน ในการนำเสนอสินค้าต่อผู้บริโภคทุกตัว เราจะมีการอบรมให้กับสมาชิกอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สมาชิกทุกท่านได้สามารถมีความรู้เรื่องของสินค้านำไปบอกกล่าวกับผู้บริโภคได้อย่างถูกต้อง และตรงตามความต้องการของผู้บริโภคนั่นเอง”
ส่วนทางด้านความพร้อมในการเคลื่อนทัพตีตลาดนับจากนี้ต่อไปนั้น “กนกพร” กล่าวย้ำอีกว่า วันนี้เครื่องไม้เครื่องมือทางธุรกิจของไทม์ลี่เรียกว่าครบหมด ทั้งในเรื่องของศูนย์สาขาที่มีกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ และพร้อมที่จะขยายการเติบโตในส่วนของสาขาเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รวมถึงบริษัทฯ เองยังได้เตรียมที่จะสร้างแบรนด์ให้เกิดการรับรู้มากขึ้น ไปพร้อมๆ กับการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงสื่อต่างๆ เข้ามาช่วยในการสร้างแบรนด์ อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อทีวีดาวเทียม เป็นต้น และในอนาคตอันใกล้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะสร้างสำนักงานใหญ่เป็นของตัวเองอีกด้วย โดยคาดว่าความชัดเจนน่าที่จะเห็นมากขึ้นในช่วงปีหน้าอย่างแน่นอน
“สำหรับทิศทางของธุรกิจไทม์ลี่ นับจากนี้ต่อไปนั้น เชื่อว่าจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ต้นปีหน้าอย่างแน่นอน เพราะช่วงปีนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการฟอร์มทีมก็ว่าได้ โดยเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาธุรกิจ และอยากจะบอกทุกคนว่าวันนี้ไทม์ลี่พร้อมแล้วที่จะบุกตลาดเครือข่ายแบบครบเครื่อง ซึ่งหากใครที่เห็นโอกาส ลองเข้ามาหยิบโอกาสที่นี้ดู ซึ่งเราอาจจะเป็นธุรกิจเครือข่ายเล็กๆ แต่เชื่อว่าเครือข่ายที่เล็กๆ นี่แหล่ะ จะเป็นธุรกิจที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้กับทุกคนได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมกับไม่มีหนี้สินได้”
...จะเห็นได้ว่า การที่ใครจะเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงได้นั้น กว่าที่จะสร้างแรงเหวี่ยงของธุรกิจให้แจ้งเกิดได้ ย่อมต้องเจอบททดสอบอีกมากมายหลายขุมทีเดียว ที่สำคัญ หากค่ายไหนไม่มีจุดเด่นของธุรกิจที่เพียงพอ ขอฟันธง! ได้เลยว่า “เจ็บตัว” แทบทุกราย!
แต่สำหรับขายตรงน้องใหม่ที่ชื่อ “ไทม์ลี่” แล้ว ตลอดระยะเวลา 1 ปีเศษที่ผ่านมา เริ่มที่จะ พิสูจน์กึ๋นความสามารถออกมาให้หลายๆ ท่านได้เห็นกันบ้างแล้ว เชื่อว่าวันนี้ “ไทม์ลี่” อาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของใครหลายคนก็เป็นได้!...

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์