ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงอาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงอาเซียน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวซีสเซิล (Sisel Thailand) : 'ซีสเซิล' ดันไทยเป็นฮับขายตรงอาเซียน







Rennert_ernst (Mobile)


ซีสเซิล ครบรอบ 2 ปี ปูพรมตลาดขายตรง เร่งจัดงานเปิดตัวใหญ่ปลายปี เตรียมขนสินค้ากว่า 50 รายการทำตลาด ดันไทยเป็นศูนย์กลางสยายปีกสู่อาเซียน


นายแอรอน เรนเนอร์ท รองประธานฝ่ายขายนานาชาติ บริษัท ซีสเซิล อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า บริษัทขยายธุรกิจไปแล้วทั่วโลก ขณะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีตลาดที่มุ่งหวัง คือ ไทย มาเลเซีย และกำลังมีแผนขยายไปที่ออสเตรเลียด้วย สำหรับการประกอบธุรกิจขายตรงในไประเทศไทยนั้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากการทดลองตลาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ยึดหลักการเติบโตอย่างช้าๆ แต่มั่นคง โดยมองว่าบริษัทที่เข้ามาเติบโตอย่างรวดเร็วมักจะไปเร็วเช่นกัน และยังมองว่าจุดแข็งที่ทำให้ธุรกิจเดินไปได้จะอยู่ที่สินค้า หรือแผนการตลาดที่ดี


"ซิสเซิลเราสรรหาสิ่งที่เป็นเครื่องมือของนักธุรกิจ ประสบการณ์ของผู้ก่อตั้ง เราผลิตสินค้าเข้ามาโดยมีวัตถุประสงค์ คือ สร้างงาน ทำธุรกิจอย่างถูกต้องสรรสร้างความมั่นคงของผู้เข้าร่วมธุรกิจ สินค้าทุกตัวผ่านการตรวจสอบและมีสินค้าที่รอกระบวนการตรวจสอบกว่า 50 รายการ จุดแข็งของเราคือ ตัวสินค้าที่มีบทพิสูจน์มาแล้ว เราเป็นอาหารเสริมที่เหมาะกับสุขภาพ ที่สำคัญคือ เราเป็นบริษัทที่ไม่มีภาระหนี้สิน เราผลิตสินค้าของเราเอง สินค้าเป็นงานวิจัยที่ไม่หยุดการพัฒนา ได้รับการรับรองมากว่า 30 ปี ผมใช้เวลามากในไทย มาตลอด 2 ปี มุ่งหวังที่จะมีส่วนเพิ่มจำนวนของผู้มาร่วมธุรกิจ"


ด้าน กานต์สิรี ธนบูลย์ชูชัย ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวว่า นโยบายของ ประธานบริษัท นาย ทอม มาวเวอร์ ซีเนียร์ คือ ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขยายธุรกิจในอาเซียน โดยชูจุดแข็งด้านความหลากหลายของสินค้า ทั้งนี้ประเทศอาซียนที่จะขยายต่อไปคือ มาเลเซีย สิงค์โปร์ พม่า ลาว กัมพูชา ตามลำดับ ทั้งนี้บริษัทยังเตรียมการจัดงานเปิดตัวบริษัทอย่างยิ่งใหญ่ในช่วงปลายปีนี้ด้วย


ขณะที่ด้านกลยุทธ์การทำตลาด นายผลิตโชค กิตติวัฒน์ ผู้จัดกการทั่วไป กล่าวว่า ซิสเซลเปิดธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 2 ปี มีการเรียนรู้ และคุ้นเคยกับวัฒนธรรมของผู้นำในประเทศไทยเป็นอย่างดี อย่างที่เห็นว่าหลายบริษัทที่มาเปิดธุรกิจในไทยมีทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ แต่สำหรับซิสเซิลเองได้วางนโยบายที่พัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่ประธานบริษัทได้ให้แนวคิดไว้


"คุณทอม ประธานบริษัทมีนโยนบายคือโตอย่างช้าๆ แต่ยั่งยืน เราประกาศว่า ไม่มีนโยบายซื้อผู้นำแม้ว่าช้าแต่ยั่งยืน ใช้อินโนเวชั่นมาร์เก็ตติ้ง เวลาเราชวนคนมาฟังโอกาสทางธุรกิจเข้ามาฟังบรรยายนั้นยาก จะทำอย่างไรเพื่อดึงคนเข้ามา ผู้บริหารเรามีการใช้บันได 5 ขั้น ผสมผสานกับอินโนเวชั่น ไม่ใช้วิธีกดดัน บีบคั้น เปิดโอกาสให้เขาเลือกอย่างแท้จริง จากนี้จนถึงปลายปี เรามีนโยบายการตลาดเชิงรุก" นายผลิตโชค กล่าวทิ้งท้าย





Credit By :http://www.ryt9.com

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เลขาฯตอกย้ำตราสัญลักษณ์ "สคบ." ชูเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดขายตรงอาเซียน (AEC)


จิรชัย ดันตราสัญลักษณ์ สคบ. ขึ้นเป็นนโยบายระลอก 2 หลังเปลี่ยนเก้าอี้ รมต.ใหม่ วราเทพ เสียบแทน หวังเป็นเกราะกันภัยหากผู้ประกอบการต้องการเปิดตลาดอาเซียน หนุนธุรกิจขายตรงทั้งในและ ตปท.พร้อมรับมือ AEC...ร่วมหารือ DSI ต้องแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ป้องกันการลากเกมยืดเฉกเช่นกรณีแชร์ลูกโซ่ DCHL

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคบ. ได้หารือร่วมกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เกี่ยวกับการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งมี 2 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ
ประเด็นที่ 1. การสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการขายตรง ในบทบาทของ สคบ.และบทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะต้องมีการทำงานร่วมกัน
ประเด็นที่ 2. เรื่องข้อมูลที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่างชัดเจนและเชื่อมโยงกัน รวมถึงการดำเนินงานจะต้องไม่ล้าช้าหรือยืดเยื้อเหมือนเช่นที่ผ่านมา

โดยเนื้อหาที่ สคบ. ได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการขายตรงและทางสมาคมต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับกลุ่มธุรกิจขายตรงในการที่จะส่งเสริมธุรกิจนี้ให้ก้าวไกล ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1. ธุรกิจจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย อะไรที่เป็นข้อห้ามและเกิดผลเสียต่อสังคม ห้ามกระทำการอย่างเด็ดขาด และ 2. การสนับสนุนธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยเฉพาะในส่วนของการสนับสนุนธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสนับสนุนธุรกิจขายตรงในประเทศให้ทัดเทียมนานาประเทศ สคบ.จะมีนโยบายที่ส่งเสริมธุรกิจนี้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ซื้อสินค้า รวมถึงการเยียวยาความเสียหายของแต่ละบริษัท ตรงนี้จะมีหรือไม่ ซึ่งหากมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ก็ถือว่าทำถูกต้องตามนโยบายของ สคบ. และจะมีการมอบตราสัญญาลักษณ์ให้กับผู้ประกอบการต่อไป
ส่วนการสนับสนุนธุรกิจขายตรงในต่างประเทศนั้น สคบ.รวมถึงประเทศอาเซียนทั้ง 10 ชาติ ขณะนี้ได้มีการประสานงานความร่วมมือกันบ้างแล้ว เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีจุดประสงค์เดียวกันคือ ต้องการนำธุรกิจขายตรงมาเปิดตลาดในเวทีอาเซียนให้ได้

จึงได้มีการหารือกับทางเลขาธิการอาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยท่านเลขาธิการฯ ค่อนข้างที่จะเป็นห่วงในเรื่องของกฎหมาย เนื่องจากในแต่ละประเทศกฎหมายจะแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้ ในแต่ละประเทศมีความสอดคล้องกัน โดยที่ไม่มีกำแพงทางการค้ากีดกั้น ซึ่งก็ได้มีการหารือในเบื้องต้นบ้างแล้ว ด้วยการจะให้มีการจับมือกับทางภาครัฐและผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางร่วมกัน

เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เผยต่ออีกว่า สำหรับมติในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคของชาติอาเซียนที่จะมีการทำงานในทิศทางเดียวกัน มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1. การเยียวยาผู้บริโภคข้ามพรมแดน ซึ่งจะเป็นการบอกถึงว่า หากคนในชาติอาเซียนเกิดความเสียหาย จะมีการร้องเรียนได้ที่ไหน รวมถึงกระบวนการขั้นตอนในการจัดการจะดำเนินการอย่างไร เป็นต้น 2. กรณีสินค้าที่มีการเรียกคืนสินค้า มีการสั่งห้ามขายแบรนด์สินค้าไหนบ้าง ซึ่งใน 10 ประเทศ จะต้องแชร์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อที่จะได้รู้ว่า มีสินค้าไหนบ้างที่ห้ามขาย มีสินค้าอะไรที่สั่งเรียกคืน ในประเทศนั้น ๆ และ 3. การสร้างความรู้ในกลุ่มต่าง ๆ ล่าสุดทาง สคบ. เอง ได้รับอาสาจะมาดำเนินการในกลุ่มของเยาวชน เพื่อต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับกลุ่มนี้ก่อน

นโยบายการเยียวยาผู้บริโภคข้ามแดนในเบื้องต้นนั้น จะมีทางหน่วยงานของแต่ละประเทศประสานงานร่วมกัน เช่น หากคนในประเทศอินโดนีเซียมาที่ประเทศไทย และได้ซื้อสินค้ามาใช้บริการและเกิดความเสียหาย ก็สามารถที่จะร้องเรียนที่ประเทศไทยได้เลย ซึ่งทาง สคบ.ประเทศไทยก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้รับผิดชอบ เช่นเดียวกับในประเทศ อื่น ๆ เช่นเดียวกัน ก็จะมีหน่วยงานตรงนี้รับผิดชอบ หากพบว่ามีผู้บริโภคเกิดความเสียหาย

นอกจากนี้ นายจิรชัย ยังได้พูดถึงกรณีที่ได้เข้าไปหารือกับ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ว่าท่านรัฐมนตรีวรเทพ ได้ขอดูการทำงานในเบื้องต้นของ สคบ. ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่ามีอะไรบ้าง พร้อมกับแนวทางที่จะดำเนินการในปี 2556 รวมถึงยังมีการมอบหมายนโยบายอยากจะให้ทาง สคบ. บูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้นด้วย พร้อมกับการให้ความสำคัญถึงกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย ว่าตรงนี้ สคบ.จะมีการดำเนินการอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของไทยสามารถเข้าไปเปิดตลาดในต่างประเทศได้

ส่วนในเรื่องของตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคนั้น ตนเองได้มีการหารือกับทางรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังติดขัดอยู่กับในเรื่องของอัตราการชดเชยบางอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน โดยทางท่านรัฐมนตรีก็ได้มีการแนะแนวทางไว้ 3 เรื่อง คือ 1. ให้ทางธนาคารการันตี 2. บริษัทอาจจะต้องมีการตั้งกองทุน และ 3. ต้องมีการทำประกัน ซึ่งจะเป็นการดูแลถึงความเสี่ยงของผู้ประกอบการเหล่านั้น ที่เคยมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค โดยอาจจะใช้ผู้บริโภคเป็นเกณฑ์สำคัญ

ส่วนกรณีที่ว่า บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะมีการนำร่องติดตราสัญลักษณ์ สคบ. นั้น ณ ขณะนี้ทางผู้บริหาร บริษัท นีโอไลฟ์ฯ ได้มีการมาประสานในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบของภาครัฐด้วย นั่นคือ 1. ต้องดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2. ต้องดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย อื่น ๆ ที่ถูกต้อง และ 3. บริษัทต้องมีแบงก์มาการันตี มีการตั้งกองทุน หรือมีการทำประกัน โดยในลักษณะของการตั้งกองทุนจะต้องเป็นการตั้งโดยบริษัทของเขาเอง ซึ่งทาง สคบ.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรงอาเซียน (AEC MLM) : ขายตรงฟิลิปปินส์รับอานิสงส์จีดีพีโต ปี 2554 ยอดขายพุ่ง 37% ยักษ์มะกันตีปีก


เอเอ็นแซท แบงก์ ธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของออสเรตเลียเผยฟิลิปปินส์กลุ่มประเทศที่มีผลงานด้านเศรษฐกิจดีที่สุดในเอเชีย และยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ในอนาคต เป็นข่าวดีสำหรับบริษัทขายตรงทุกแห่งที่เปิดธุรกิจอยู่ในฟิลิปปินส์


พอล กรุนวาล์ด หัวหน้านัก เศรษฐศาสตร์ภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิเอ เอ็นแซท แบงก์กล่าวกับสำนักข่าวเอเอ็น ซีว่า เศรษฐกิจของฟิลิปปิส์ หอมหวาน มากทีเดียว


เรามีความรู้สึกเป็นบวกมากๆ กับเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ผมเพิ่ง เดินทางกลับมาจากนิวยอร์ค นักลงทุน ที่นั่นสนใจเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ เรา มองเห็นเศรษฐกิจประเทศนี้หอมหวาน มากๆ จีดีพีน่าจะเติบโตประมาณ 5-6% แข็งแกร่งมากและเงินเฟ้ออยู่ ภายใต้การควบคุม


กรุนวาล์ดตั้งข้อสังเกตถึงการ พัฒนาโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ 2 สว่ นที่ ทำให้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีแนวโน้ม ดีคือความพยายามของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่จะปรับงบประมาณของประเทศให้ สมดุลย์ทั้งปรับปรุงการปล่อยกู้สาธารณะ และการใช้จ่ายของภาครัฐและส่งเสริมธุรกิจต่างๆ หันไปใช้เอาต์ซอร์สซึ่งเป็น ธุรกิจที่กำลังบูมมากในขณะนี้


การส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ พึ่งพาเอาต์ซอร์สดูเหมือนจะกระตุ้น เศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างดีที เดียว เมื่อนำทั้ง 2 ส่วนมาประกอบเข้า ดว้ ยกนั เราจะเหน็ ว่า ฟิลิปปินส์ อีกหนึ่งในประเทศที่มีผลงานด้านเศรษฐกิจดี ที่สุดในเอเชียประเทศหนึ่ง


กรุนวาล์ดกล่าวอีกว่า ขณะที่ ฟิลิปปินส์เอาตัวรอดจากวิกฤตหนี้สินยูโร โซนและวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลัง ชะลอตัวซึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤต ยุโรป ฟิลิปปินส์ไม่ได้มีภาษีดีกว่าอินเดีย และอินโดนีเซียที่ใช้การบริโภค อุปโภค ภายในประเทศกระตุ้นการเติบโตของ เศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อาจ จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมากกว่า ประเทศเศรษฐกิจเปิดอย่างสิงคโปร์และ ฮ่องกงด้วยซํ้า


ฟิลิปปินส์เปรียบเสมือนบ้านของ บริษัทขายตรงจากสหรัฐฯหลายบริษัท อาทิ แอมเวย์, เอวอน, ฟอร์เวเวอร์ ลิฟวิ่ง โปรดักส์, 4ไลฟ์ รีเสิร์ช,จีเอ็นแอลดี อินเตอร์ เนชั่นแนล, เฮอร์บาไลฟ์, แมรี่ เคย์, นิคเคน, นู สกิน, รีลิฟ และทัพเพอร์แวร์ แบรนด์


สำหรับผลงานธุรกิจขายตรงของ ฟิลิปปินส์ จากข้อมูลของสมาพันธ์สมาคม การขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association : WFDSA) ปี 2554 ฟิลิปปินส์มียอดขาย 750 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท) เพิ่มขึ้น 37% เทียบกับปี 2553 ที่มียอดขาย 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะ ที่นกั ขายลดลง 771,000 คน จาก 3,210,000 ในปี 2553 เหลือ 2,439,000 คน


นอกจากฟิลิปปินส์จะมีบริษัทขาย ตรงของสหรัฐฯเข้ามาปักหลักอยู่หนาตา แล้ว เมื่อปีก่อน บริษัท สแตนโฮม เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ขายตรงอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์ดูแล ทำความสะอาดบ้าน ในยุโรป ซึ่งเป็นของ Groupe Yves Rocher หนึ่งในบริษัทเครื่องสำอางชั้น นำของโลกจากฝรั่งเศสได้ขยายธุรกิจ มายังเอเชียเป็นครั้งแรก โดยเปิดสาขา แรกขึ้นในฟิลิปปินส์ ใช้ชื่อบริษัทว่า สแตนโฮม เวิลด์ ฟิลิปปินส์


เยอมัน มาร์ติเนส ผู้จัดการทั่วไป และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) สแตนด์โฮม เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวระหว่างร่วมพิธีเปิดสาขาใน ฟิลิปปินส์ว่า เป้าหมายของบริษัทคือการ เปลี่ยนชีวิตผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์และแม่ ทุกคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยบริษัทมีแผน จะพัฒนาฟิลิปปินส์เป็นศูนย์กลาง Hub ของเอเชียรองรับการขยายธุรกิจไปยัง ประเทศอื่นๆ ในเอเชียภายใน 5 ปีนับจากนี้


ในการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ สแตนโฮม เวิลด์จะแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูง มีศักยภาพในการขาย มากกว่า 300 ชนิดครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ ดูแล ทำความสะอาดบ้านเพื่อปกป้อง รักษาสุขภาพของทุกคนในครอบครัวให้ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจแข็งแรงรวมไป ถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บำรุงผิว เสื้อผ้าและชุดชั้นในสตรี


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) กับ อาเซียน (AEC) : จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก :ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

แม้ที่ผ่านมาการเข้าไปลงทุนของ นักธุรกิจต่างชาติ ใน พม่า จะเต็มไปด้วย อุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ ข้อจำกัด ทางด้าน กฏหมายอันเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถ ปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 ไทย ถือเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1ใน พม่า ด้วยปริมาณการลงทุน รวม9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ ไทย ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ นักลงทุนจีน ในปี2555นี้เอง โดย นักลงทุน จีน มีมูลค่าการลงทุนใน พม่ารวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ ไทย ใน พม่า หล่น ไปอยู่อันดับ 2



 



 


บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง สภาพล่างพม่า ผ่านกม.ลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน หรือ บีโอไอ ได้พยายามเร่งเครื่อง ทวงแช้มป์กลับคืนด้วยการขนทัพ นักลงทุน ยักษ์ใหญ่ของไทย บุกไป พม่า อีกหนเพราะ เห็นว่ามี โอกาส ที่จะทวงแช้มป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ ความไว้วางใจ จาก ทางการพม่า และ พฤติกรรมผู้บริโภคชาว พม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ


ขณะ ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่าน มา ธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จ ในการเข้าไปลงทุนใน พม่า และ ธุรกิจขาย ตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้า ระหว่าง ไทย กับ พม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัว มากถึงร้อยละ 25.12 นับว่าเป็นตลาดสดใสไม่ น้อยกับการเข้าไปแสวงหา โอกาส และลู่ทาง ขยายตลาดใน พม่า


ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนใน พม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ ไทย จะได้กลับผงาด เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจาก บรรยากาศการลงทุนขณะนี้เริ่มผ่อนคลายขึ้น มากหลังมีกระแสข่าวดีออกมาเมื่อกลางเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ว่าด้วย การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียง หารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ นักลงทุน ต่างชาติ ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ถึงร้อยละ 100 หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน กับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อ กำหนด นักลงทุนต่างชาติ ต้องมีสัดส่วนใน การลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงิน ลงทุนทั้งหมด ซึ่ง รอล์ฟ-ไดเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ธุรกิจยุโรปอาเซียนมองว่า ยิ่ง พม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น ประตูทาง ผ่านเข้าสู่พม่า หรือ เกตเวย์ ได้ เพราะมีชายแดน และความ สัมพันธ์ที่ดีกับ พม่ามาก


พม่า กำลังซื้อพุ่งายตรงรุกสร้างสีสัน
ทั้งนี้จากข้อมูลของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็น ประเทศ คู่ค้า อันดับ 3 ของ ไทย ในกลุ่มกลุ่มอาเซียน ใหม่และเป็น ตลาดใหญ่ ที่มี ประชากรอยู่ประมาณ 54.5 ล้านคนสูงกว่า กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วย ข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่ มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงไม่มาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นหลัก


ดังนั้นสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง ทั้ง ครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือน ริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีม กันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความ โดด เด่น และมีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยม ทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่าย และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้ เลือกซื้อใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อ ของ ผู้บริโภคชาวพม่า พบว่ามีกำลังซื้อพอสมควร หากดูจากรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP perCapita) ในปี 2555 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 855 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีจากระดับ 742 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2553


ดังนั้นความเป็น ตลาดใหญ่ ของ พม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพ นักลงทุนไทย บุกไป พม่า อย่างคึกคักกัน เลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจขายตรงไทย ที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ ขาดสายไปปักธงใน พม่า กันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที อย่าง มิสทิน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่อง สำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิก ตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปีก็ออกมา สร้างสีสันในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ซึ่ง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่าพม่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะก้าวขึ้นสู่ประเทศ ดาวรุ่งวันนี้จึงร่วมทุนกับ สหพัฒน์ ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุน ตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้น กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการโฆษณา และ จัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซน- เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่างไปลุย ปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกัน แล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าการแข่งขัน ตลาดเครือข่ายใน พม่า ยัง น้อยกว่า ไทย และ กำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อย กว่า ไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า ประชากรยัง ต้องการมีรายได้เสริม


หนุ่มสาววัยแรงงาน เกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป
ฉะนั้น โอกาส ที่จะได้เห็น ธุรกิจ ขายตรงไทย ไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใดในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีในไม่นานนี้ เพราะขนาด มิสทิน ได้ถึง ขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบใน ตลาดพม่า ก่อนใครแล้วว่าเครื่องสำอางค์ มิสทิน ได้ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของ ผู้หญิง พม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอาง แบรนด์เนมจาก ยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทิน จะเพิ่มความเข้นข้นในการเจาะตลาด ด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและ เข้าถึง พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า


ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยมทดลองใช้สินค้า แปลกใหม่ที่เพิ่งวาง จำหน่ายและตัดสินใจ ซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้เลือกซื้อใช้ไม่ มากนัก


นอกจากนี้จะเห็น ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค ชาวพม่า จะพบว่า เกือบ ร้อยละ 70 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดอยู่ในวัย ทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุ ระหว่าง 15-64 ปี เป็น กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ มี อำนาจซื้อ โดย เฉพาะ หนุ่มสาววัย แรงงาน ที่ล้วนแล้วแต่เคยมี ประสบการณ์ กับสินค้า ไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมี ประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจก็จะช่วยให้เกิด ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อ การตัดสินใจซื้อซ้ำ


ดังนั้น ธุรกิจรายใดก็ตามหากมี ความรู้ความเข้าใจใน โครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อ สินค้าของ ผู้บริโภคชาวพม่าจะมีส่วนช่วย ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ ถูกใจและพึงพอใจทำให้เกิดการซื้อซ้ำหรือ ที่เรียกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งใจใจ ของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ใน โอกาสต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555