ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ยูแคนดู โดดชิงเค้กขายตรงอีกรอบปีแรก 200 ล้าน TOP 5 MLM ใน 5 ปี




ยูแคนดู น้องใหม่ขายตรงประกาศขอลุยตลาดเครือข่ายอีกรอบ พร้อมจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมดึงนักพูดระดับประเทศ และวิทยากรชื่อดังร่วมสถานบัน ปีแรกของแค่ 200 ล้าน วางแผน 5 ปี ติด TOP 5 MLM พร้อมวาดฝันรายได้ 5,000 ล้านบาท

คุณพิษณุ สกุลโรมวิลาส ประธานริษัท ยูแคนดู จำกัด กล่าวว่า บริษัท มีนโยบายมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นบริษัทเครือข่ายชั้นนำที่ทำรายได้ได้ติดดันดับหนึ่งในห้าของประเทศไทย ทำให้บริษัทเดินหน้าสร้างคนให้เป้นนักธุรกิจมืออาชีพภายใต้แนวคิด “ทำธุรกิจให้เป็นเรื่องง่าย” ด้วยการพัฒนาองค์กร แบบบูรณาการ

ทั้งด้านการเสนอผลิตภัณฑ์ภายใต้นวัตกรรมเพอตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบันโดยเฉพาะในกลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอาง เครื่องใช้ภายในบ้าน การเกษตร รวมถึงผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์ของหมอนพพร คอลัมนนิสต์ชื่อดังให้คำปรึกษาปัญหาทางเพศ และผลิตภัณฑ์เสริมภูมิต้านทานของร่างกายภายใต้ลิขสิทธิ์และการพัฒนาของหมอเพชร

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแล้ว ยูแคนดูต้องการสร้างความโดดเด่นใหกับนักธุรกิจมืออาชีพรุ่นใหม่ภายมต้ความเสมอภาคและเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองโดยไม่มีขีดจำกัด ทำให้บริษัทเปิดสถาบันฝึกอบรมยูแคนดู อะคาเดมี โดยมีอาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ นักฝึกอบรมมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศที่คร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจเครือข่ายมากกว่า 30 ปี เป็นประธานสถาบัน

อาจารย์วสัน พงศ์สุประดิษฐ์ ประธานสถานบันฝึกอบรมยูแคนดู กล่าวว่า สถานบันแห่งนี้ก่อตั้งโดยมีวัตุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนานักธุรกิจเครือข่ายให้รู้จักวิธีคิดและวิธีทำที่ถูกต้อง เหมาะสม สร้งสรรค์ และก้าวขึ้นเป็นนักธุรกิจมืออาชีพเป็นแบบอย่างให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่

ทั้งนี้ รูปแบบการฝึกอบรมหลักสูตรจะเน้นการพัฒนาตัวเองในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเรียนรู้ท่ามกลางการปฏิบัติ (Learning by Doing) เพื่อให้เกิดความเป็นมืออาชีพและมีทักษะในการสื่อสารที่จะทให้ทุกเรื่องเข้าใจได้ง่าย สนุกสนาน เพลิดเพลินไปพร้อมกับการเรียนรู้ทำให้ทุกคนรู้สึกได้ว่าธุรกิจเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไป และทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันที่จะประสบความสำเร็จ

คุณพิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของยูแคนดูในการสร้างนักธุรกิจอิสระให้เติบโตสู่ความเป็นมืออาชีพ จากปัจจุบันมีนัธุรกิจอิสระกว่า 5,000 คน และคาดว่าจะสร้งนักธุรกิจมืออาชีพออกสู่ตลาดมากกว่า 10,000 คนต่อปี และมียอดขายในปีแรก 200 ล้านบาท

ส่วนแผนงานระยะยาวตั้งเป้าหมายว่าจะมีนักธุรกิจอิสระเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 คนผลักดันให้ยูแคนดูมียอดขายมากกว่า 5,000 ล้านบาท และทำให้บริษัทมีรายได้ติดอันดับหนื่งในห้าของบริษัทเครือข่ายที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศภายใน 5 ปี

อ้างอิง : นสพ. inmarketing

'ยูแคนดู' รุกส่ง 'หมอนพพร' ชูโรงสินค้า



ยูแคนดู รุกตลาดขายตรง ดึง"หมอนพพร"ร่วมคิดค้นสินค้าฟื้นฟูสุขภาพออกสู่ตลาด ล่าสุดทุ่ม 10 ล้าน ตั้งสถาบันฝึกอบรมยูแคนดู อะคาเดมี่ สร้างนักขายมืออาชีพ วาดเป้า 5 ปี ติดท็อปไฟว์โกยรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท
นายพิษณุ สกุลโรมวิลาส ประธานบริษัท ยูแคนดู จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงแบบไบนารี เปิดเผยว่า จากแนวโน้มธุรกิจขายตรงที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคนเริ่มมองหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ดังนั้นเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ต้องการมีอาชีพที่สร้างรายได้ บริษัทได้ทำการขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เพื่อเปิดดำเนินธุรกิจในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารงานของคนไทย 100% โดยมีนโยบายต้องการก้าวสู่การเป็นบริษัทเครือข่ายชั้นนำที่ทำรายได้ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทย ภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือมีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้สำหรับแผนการรุกตลาดในระยะ 2 ปีแรกนั้น บริษัทจะเน้นการสร้างทีมสมาชิกให้มีความแข็งแกร่งมากกว่าการสร้างยอดขาย โดยมีเป้าหมายต้องการสร้างคนที่มีความรู้ในด้านธุรกิจ มีภาวะความเป็นผู้นำในการสร้างทีมงาน และภายในปีที่ 3 วาดเป้าจะมีแม่ทีมประมาณ 1,000 ราย และมีฐานสมาชิกกว่า 100,000 คน หลังจากนั้นจะเน้นการรุกตลาดโดยเน้นในเรื่องคุณภาพของสินค้าและความหลากหลายของสินค้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและสมาชิกใน 4 กลุ่มสินค้าหลัก ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คิดเป็นสัดส่วน 40% กลุ่มเครื่องสำอาง 10% กลุ่มเครื่องใช้ภายในบ้าน 10% และกลุ่มการเกษตร 40%
"เพื่อเป็นการสร้างฐานของบริษัทให้แข็งแกร่ง ล่าสุดบริษัทได้ทุ่มงบ 10 ล้านบาท สำหรับการเปิดสถาบันฝึกอบรมยูแคนดู อะคาเดมี่ เพื่อสร้างคนให้เป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ภายใต้แนวคิด "ทำธุรกิจให้เป็นเรื่องง่าย" ด้วยการเน้นพัฒนาองค์กรแบบบูรณาการทั้งด้านการนำเสนอองค์ความรู้ เพื่อสร้างให้นักธุรกิจเป็นมืออาชีพที่แท้จริง รวมทั้งการสร้างนักธุรกิจอิสระ ให้มีความเสมอภาคทั้งด้านโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีขีดจำกัด เพื่อให้มีองค์ความรู้ ความสามารถ และมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองตลอดเวลาและก้าวสู่ความเป็นนักธุรกิจมืออาชีพอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ในแวดวงธุรกิจขายตรง ถือเป็นจุดแข็งและสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ทำให้บริษัทมีความเชื่อมั่นในการถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในการสร้างคน ให้ก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจมืออาชีพ ซึ่งเป็นที่มาของสถาบันฝึกอบรมยูแคนดู อะคาเดมี่"
ขณะที่ในส่วนของสินค้านั้น จะเน้นการสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ภายใต้นวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม กลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มเครื่องใช้ภายในบ้าน และกลุ่มการเกษตร โดยในเบื้องต้นจะเน้นสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูสุขภาพทั้งเพศหญิงและชาย ซึ่งพัฒนาและผลิตขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์ของหมอนพพร คอลัมน์นิสต์ชื่อดังที่ให้คำปรึกษาด้านปัญหาทางเพศ รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมภูมิต้านทานของร่างกายภายใต้ลิขสิทธิ์และการพัฒนาของอาจารย์เพชรบูรณ์ โรจนธรรมกุล โดยภายในกลางปี 2554 บริษัทตั้งเป้าที่จะสร้างนักธุรกิจมืออาชีพออกสู่ตลาดมากกว่า 10,000 คนต่อปี และสามารถทำรายได้ให้กับบริษัท 200 ล้านบาทในปีแรก

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,668 8-10 กันยายน พ.ศ. 2554

งานเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชน “Fantastic Night Party” (ค่ำคืนมหัศจรรย์) @ ณ ห้องโอเอซีส โรงแรมลักซอร์ ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด นนทบุรี

คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ นายกสมาคมการขายตรงไทย ร่วมกับคณะกรรมการ และผู้บริหารจากบริษัทสมาชิกของสมาคม จัดกิจกรรมงานเลี้ยงขอบคุณสื่อมวลชน ในรูปแบบงาน “Fantastic Night Party” (ค่ำคืนมหัศจรรย์) เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างสื่อมวลชน และสมาคมมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการแสดงความขอบคุณแก่สื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุนสมาคมด้วยดีมาโดยตลอด ท่ามกลางบรรยากาศด้วยการขับกล่อมจากเสียงเพลงอันไพเราะ งานนี้มีเซอร์ไพรส์จากคุณอิทธิศักดิ์ให้เกียรติขึ้นร้องเพลง สร้างสีสันในงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีการประกวดร้องเพลงจากสื่อมวลชน ค่ายต่างๆ อย่างสนุกสนาน และผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดในครั้งนี้คือ คุณประมวลจิตร สุรางค์จิตต์ ผู้สื่อข่าวจาก ลีดเดอร์ ไทม์ ที่มีเสียงอันไพเราะชนะใจคณะกรรมการ ในงานยังมีการลุ้นรางวัลจาก CEO บริษัทสมาชิกของสมาคม อีกมากมาย ทำให้บรรยากาศในค่ำคืนของวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสุข ณ ห้องโอเอซีส โรงแรมลักซอร์ ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด นนทบุรี


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล

[gallery]

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้วยเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “คังเซน บีน สตรอเบอร์รี”

คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร เป็นประธานในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพชนิดผง “คังเซน บีน สตรอเบอร์รี” อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารจากธรรมชาติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Live A Wonderful Life เป็นการสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับชีวิต พร้อมด้วย คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ คุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ คุณสุขุม อนงค์เลขา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อำพันยุทธ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดร.เจมส์ หวง (Dr. James Hwang) ผู้ก่อตั้ง และประธานบริษัท อีรอม ประเทศเกาหลี และคุณแอรอน ชุง (Mr. Aaron Chung) ผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศ บริษัท อีรอม ประเทศเกาหลี ให้เกียรติเข้าร่วมงาน พร้อมทั้งเปิดตัว พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี (หมอเพื่อน) รองตำแหน่งนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2552 พรีเซ็นเตอร์ คังเซน บีน สตรอเบอร์รี เป็นครั้งแรก และการแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จจากท่าน CSD นันทิดา หงษ์ทอง และ CSD ธีระศักดิ์ ชิยางคะบุตร จากจุดเริ่มต้น จนก้าวสู่เส้นชัยแห่งความสำเร็จจากธุรกิจคังเซนฯ
บรรยากาศรอบงานมีการจัดบูธตรวจสุขภาพ บูธชิมฟรีกับหลายหลายผลิตภัณฑ์ อาทิ คังเซน บีน สตรอเบอร์รี คังเซน บิวติ คลอรอยบอส หลิงจือ อีกทั้งมีบูธแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ คังเซน มัลติ นิวเทรียนท์ พลัส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามินรวมแร่ธาตุผสม และสารสกัดจากพืช อีกทางเลือกหนึ่งเพื่อการมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง โดยมี ภญ.ดร.เบญจางค์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ รวมทั้งเปิดบูธจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และบูธเกมส์ซึ่งสร้างสีสันได้เป็นอย่างดี ณ โรงแรม เดอะ แกรนด์ โฟร์วิงส์ คอนเวนชั่น ศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล

[gallery]

“4ไล้ฟ์” ปี 2555 วาง 4 กลยุทธ์ เร่งเพิ่มฐานสมาชิก



ขนิษญา พันวินิต ผู้จัดการทั่วไป บริษัท 4ไล้ฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนการรุกตลาดในปี 2555 บริษัทมีแผนขยายฐานสมาชิกและลูกค้าเพิ่มมากขึ้น รวมท้งสร้างแบรนด์ 4ไล้ฟ์ ให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง ภายใต้กลยุทธ์หลัก 4 ด้น ประกอบด้วย
1. แผนการให้ความสนับสนุนและช่วยผู้นำดูแลสมาชิกใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของสมาชิก และผู้นำมากขึ้น 2. การจัดโปรโมชั่นและเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน โดยจะมีการแจกไอแพดให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกใหม่สามารถเริ่มานกับบริษัทได้ทันที่ 3. การเน้นให้ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วกับสมาชิก ผ่านทั้งช่องทางเฟซบุ๊กและเว็บไซต์ เน้นการฝึกอบรมให้ความรู้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง และ 4. ทำงานกับผู้นำมากขึ้น โดยจะมีการจัดประชุมผู้นำทุกเดือน เอรายงานความคืบหน้าของข่าวสาร รวมถึงการติดตามงานที่ทำไปแล้วว่ามีความคอบหน้าและประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง เพื่อให้มีการสื่อสารระหว่างตัวบริษัทและผู้นำมากขึ้น หรือเป็นในรูปแบบ Two Way Communication

“ในปีหน้า บริษัทจะเน้นการขยายญานสมาชิก เพื่อสร้างแบนรด์ 4ไล้ฟ์ ให้เป็นที่รูจัก เนื่องจากนโยบายในระยะยาวต้องการสร้างให้บริษัทมีภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงที่ดีในสายตาของผู้บริโภค ดังนั้นปีหน้าบริษัทจะเน้นการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบ โดยรองบประมาณจากบริษัทแม่ว่าจะให้การสนับสนุนเท่าไหร่ โดยตั้งเป้าว่าจากแผนการขยายฐานสมาชิกจะช่วยเพิ่มสมาชิกใหม่ได้ราว 20% จากฐานสมาชิกที่แอคทีฟมีประมาณ 5,000 ราย ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสมาชิกรวม 200,000 ราย

นอกจากนี้ บริษัทจะมีการเปิดตัวสินค้าให่มอย่างต่อเนื่องโดยยังคงมุ่งเน้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซค่งคาดว่าจะเปิดตัวสินค้าอีก 1-2 รายการ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก และดูแลร่างกายทั่วไป ขึ้นตอนอยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. และหากว่าการเปิดตัวสินค้าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะมีส่วนช่วยผลักดันยอดขายในปี 2555 เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 20%

ล่าสุดบริษัทได้เพิ่มความหลากหลายของสินค้า และขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสิรมอาหารซีเอ็ม ซึ่งเป็นกลุ่มแคลเซียม ที่มีราคาถูกกว่าสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ โดยปัจจุบันสินค้าของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีสัดส่วนประมาณ 95% และกลุ่มสกินแคร์ มีสัดส่วน 5% โดยปีหน้าบริษัทมีแผนที่จะนำสินค้าในกลุ่มสกินแคร์เข้ามาจำหน่ายเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วนแผนการเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้านั้น บริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้องการสร้างฐานและแบรนด์สินค้าให้แข็งแกร่งก่อน โดยจะเลือกเปิดพื้นที่ที่มีศักยภาพ อาทิ ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยรูปแบบการลงทุน และการบริหารการจัดการ บริษัทจะเป้นผู้ดำเนินการทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีสถานการณ์น้ำท่วมแต่ไม่ส่งผลกระทบกับยอดขายแต่อย่างใน เนื่องจากบริษัทได้เตรียมความพร้อมของแผนการรุกตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีไว้แล้วด้วยการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระต้นยอดขาย ส่งผบให้บริษัทสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าเรียบร้อยด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 150%

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Business Owner Magazine V.11 NO.136 2011

“อาเจล” เร่งแผนเชิงรุก ดันยอด 1,000 ล้าน



วสัน ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ อาเจลให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง และกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แผนการรุกตลาดในปี 2555 บริษัทจะเน้นแผนเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ โดยส่วนของตลาดในประเทศนั้น หลังจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมา บริษัท ได้สร้างการรับรู้ในผลิตภัณฑ์ที่เป้นกลุ่มเสริมอาหารที่แตกต่างในรูปแบบของเจล และปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 10 รายการ ดังนั้นในปีหน้าบริษัทจะดูแลช่องปาก ซึ่งจะมีการเปิดตัวประมาณ 10-12 รายการ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและเป็นการช่วยกระตุ้นยอดของสมาชิก โดยตั้งเป้าจะมียอดขายของสินค้ากลุ่มที่เปิดตัวใหม่ขึ้นราว 30-35%

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนการขยายตลาดไปยังภาคอีสานมากขึ้นเนื่องจากยังมีช่องว่างในการขยายธุรกิจ เพราะยอดขายในช่วงที่ผ่านมา 45% มาจากภาคกลาง 30% เป็นภาคใต้ และ 5% เป้นภาคอีสานซึ่งยังมีโอกาสในการเติบโตได้มากขึ้น โดยวางเป้าหมายไว้ว่าจะขยายสาขาเพื่อรองรับกาขยายตลาดต่างจังหวัดไว้ราว 20 แห่งในอีก 4 ปี ข้างหน้าด้วย

ทั้งนี้เพื่อให้การขยายฑุรกิจเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้เตรียมแผนรองรับไว้ 5 ด้าน ประกอบด้วย การจัดประขุมอาเจลเวิลด์ที่จะมีการนำผู้นำจากประเทศไทยเข้าร่วม 1,000 คน โครงการเพิ่มผลตอบแทน Fifty Percent Plus หรือ 50%+ โครงการ Play Life ที่ร่วมมือกับธนาคารให้สมาชิกสามารถผ่อนชำระราคาสินค้าได้ รวมทั้งเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะเพิ่มทุนประกันชีวิตเฉลี่ย 1 แสนบาท และการเปิดตู้หยอดเจลซัสเพนซั่ม การเปิดคออสเพื่ออำนวนความสะดวกในการซื้อให้กับสมาชิกมาขึ้น ซค่งมีเป้าหมายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า สมาชิกสามารถ สั่งซื้อสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ได้ด้วย

ขณะที่ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้นบริษัทมีเป้าหมายการขยายธุรกิจในรูปแบบเอ็มแอลเอ็มเวิลดืไวด์ ลิ้งค์ เพื่อให้นักธุรกิจสามารถทธุรกิจและธุรกรรมได้ โดยเฉพราะในประเทสเพื่อนบ้านจะเป็น เวียดนาม สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ซึ่งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา การทำธุรกิจในรูปแบบดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ส่วนรายได้ในปีนี้มีการเติบโรราว 27% และจากแผนการรุกตลาดดังกล่าวบริษัทคาดว่าในปี 2555 จะมียอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาท

“ปีหน้าจะเป็นปีแรกที่บริษัทจะเน้นกิจกรรมเต็มรูปแบบ โดยใช้งบการรุกตลาดประมาณ 150 ล้านบาท เพิ่มขึนจากปี 2554 ที่มีการใช้งบประมาณ 125 ล้านบาท สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายรวมทั้งปี 2555 บริษัทจะมีการจัดประชุมใหญ่ของอาเจลภายใต้ชื่องาน “อาเจลเวิลด์” ที่จะจัดขึ้นที่เมืองซอลต์เลกซิตี้ ประเทศ สหรัญอเมริกา ระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน และภายในงานจะม่การจัดงานยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมาก และประเทสไทย ตั้งเป้าจะพาสมาชิกเข้าร่วมงานประมาณ 1,000 คนด้วย

ขณะที่แผนในอีก 6 ปีข้างหน้า นอกเหนือจากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำระดับไดเร็กเตอร์มีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจ และสามารถซื้อหุ้นในราคาพาร์ก่อนขายจริงแล้วนั้น บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะตั้งให้ประเทศไทยเป็นศูนยืกลางในการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มบอดี้แคร์ ส่งออกไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งบริษัทแม่เองก็ให้ความสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตสินค้ามาไว้ในประเทศไทยด้วย โดยรูปแบบการผลิตจะเป็นในลักษณะของโออีเอ็มเป็นหลัก แต่มีความเป็นไปได้ที่บริษัทอานจะมีการตั้งโรงงาน เพื่อผลิตสินค้าเองในอีก 10 ปีข้างหน้า เงินลงทุนเบื้องต้นสำหรับการตั้งโรงงานนนั้น ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Business Owner Magazine V.11 NO.136 2011

“คังเซนฯ” ทุ่มงบ 500 ล้าน ปรับทัพครั้งใหญ่ เน้นสื่อสารสร้างแบรนด์ เจาะผู้บริโภค



อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน – เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนการรุกตลาดปี 2555 บริษืจะให้ความสำคัญกับการสื่อสารไปยังผู้บริโภคให้มากขึ้น เพื่อให้แบรนด์สินค้าคังเซนฯ ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังเป้นการสร้างความเชื่อมั่นและไว้ใจในตัวของบริษัท เพิ่มขึ้น โดยปี 2555 คังเซนฯได้เตรียมงบการตลาดไว้กว่า 100 ล้านบาท เพื่อใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อ โดยเฉฑาะสื่อทีวี ทั้งในช่อฟรีทีวี และเคเบิลทีวี รวมไปถึงป้ายบิลบอร์ดขนาดใหญ่ที่จะเลือกใช้ในพื้นที่กรุงเทพฯ บางจุดที่มีการจราจรหนาแน่น และตามหัวเมืองใหญ่

สำหรับงบการตลาดปี 2555 ถือว่าใช้มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้อยู่ประมาณ 30-40 ล้านบาทเท่านั้น โดยนอกจากจะใช้เพื่อขยายฐานการรับรู้ของผู้บริโภคแล้ว ยังใช้สำหรับรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ทื่บริษัทจะมีการเปิดตัวออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องโดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่นำออกมารับปีใหม่ คือเครื่องดื่มชนิดผงแบรนด์คังเซน บีน สตรอเบอร์รี่ ซึ่งบริษัทต้องการขยายตลาดเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น และยังเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่จะเช้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายของบริษัท และตลอดทั้งปีจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อีกประมาณ 2-3 รายการ

พร้อมกันนี้ในปี 2555 บริษัทยังได้ทำการรีโนเวตสาขาเก่าทั้งหมด โดยจะทำการปรับรูปแบบสาขาให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งภาพลักษณ์ของคัวเซนฯ จะเน้นไปที่สีแดงเป็นหลักเริ่มใน 10 สาขา จากปัจจิบันที่คังเซนฯ มีสาขาเปิดให้บริการทั้งหมด 75 สาขา ทั้งแบบ สแตนด์อะโลน และ สาขาที่เปิดให้บริการตามห้างสรรพสินค้า ใช้งบทั้งหมดประมาณ 10 ล้านบาท

ขณะที่อาคารสำนักงานใหม่ที่ก่อสร้างในเฟส 2 นั้นบริษัทใช้เงินลงทุนไปกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ที่สามารถรองรับสมาชิกและลูกทีมที่จะใช้ในการเข้ามาประชุมในแต่ละครั้งได้เป้นจำนวนมาก พริ้มกันนี้ภายในอาคารยังได้มีการโยกย้ายพนักงานบางส่วนเขาไปอยู่ในอาคารใหม่นี้ด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารการจัดการ

ส่วนแผนการรุกตลาดในต่างประเทศ บริษัทจะเดินหน้าเข้าไปขยายสาขาในเวียดนามเพิ่มเติมที่ฮานอน และโฮจิมินห์ โดยจะเปิดให้บริการได้ในเดือน มกราคม 2555 นี้ หลังจากได้มีการลงทุนไปเช่วพท้นที่ทิ้งไว้นานกว่า 7 เดือน พร้อมกันนี้จะได้ขยายเข้าไปที่ กัมพูชา พม่า และอินโดนีเซีย เพิ่มเติม สำหรับประเทศกัมพูชานั้น คังเซนฯ มองว่าเป็นประเทศที่น่าสนใจเพราะจากการที่ได้เข้าไปเจรจาและศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า คนกัมพูชามีกำลังซึ้งสู และใจใหญ่กล้าตัดสินใจซื้อ ทำให้บริษัทเห็นโอกาสที่ดี สำหรับพันธมิตรทางธุรกิจของกัมพูชาโดยจะขยายสาขาไปก่อนที่พนมเปญ และเสียมเรียบเป็นสาขาต่อไป

สำหรับคังเซนฯ เอง ขณะนี้ได้มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพราะการให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรมมากขึ้นรวมไปถึงความน่าเชื่อถือของบริษัท เพื่อให้กลายเป็นตัวเลือกต้นๆ ของคนที่จะเข้ามาร่วมทำงานกับคัวเ.นฯ และ ผู้บริโภค ปัจจุบันคังเซนฯ มีสมาชิก ประมาณ 500,000 คนโดยในปี 2555 ตั้งเป้าการเติบโตของสมาชิกอยู่ที่ 10% ขณะที่รายได้ในปี 2554 ยอมรับว่าไม่มีการเติบโต แต่ในปี 2555 ตั้งเป้าเติบโต 15%

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Business Owner Magazine V.11 NO.136 2011

“นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์” เร่งสยายปีก วาดเป้ารายได้ 1,000 ล้าน




สุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เราได้ทำการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา หลังจากที่มีปัญหาในการทำธุรกิจในส่วนของ บริษัท นู ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 2 ด้าน คือ ความคิดเห็นในระดับผู้บริหารไม่ตรงกัน และสินค้าที่ผลิตไม่เป็นไปตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ ทำให้ตนตัดสินใจพร้อมแม่ทีมเกือบทั้งหมดราว 95% ตั้งบริษัทใหม่ขึ้น ภายใต้ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยได้รับอนุฐาตจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายต้องการให้บริษัทคนไทยเป็นบริษัทสากลในอนาคต

“วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินธุรกิจ คือ ต้องการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมไทย ตลอดจนคุณภาพชีวิตของเพื่อนมนุษย์ทั้วโลก จากอุดมการณ์ที่จะช่วยให้คนทั่วโลกมีอนาคตที่ดีขึ้น ด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตภัณฑ์คุณภาพเกรดพรีเมี่ยม พร้อมทีมวิจัยที่มีชื่อเสียงของโลก บนแผนการตลาดทิ่ความต้องการของนักธุรยุติธรรม โปร่งใน ตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักธุรกิจทุกคน ด้วยการปรับโครงสร้างตลาดใหม่ ภายใต้แนวคิด ทำง่าย เข้าง่าย ได้เงินง่าย”

ทั้งนี้ที่ผ่านมาการบริหารงานอยู่ที่เก่าตลอดระยะเวลา 14 ปี เหตุผลที่ธุรกิจไม่มีการเติบโตเนื่องจากมีสินค้าจำนวนน้อย และแผนไม่สามารถตอบโจทย์ของสมาชิกได้ ดังนั้นล่าสุดบริษัทได้ปรับแผนเพื่ให้สมาชิกทำงานได้ง่ายขึ้น ด้วยการลดยอดสะสมจาก 250 คะแนน หรือต้องมียอดขาย 1.1 หมื่นบาทต่อเดือน เหลือเพียง 50 คะแนน หรือยอดสะสม 2,200 บาทต่อเดือน พร้อมทั้งมอบโปรโมชั่นสมัครฟรีถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา และหลังจาก นั้นจะลดค่าสมัครสมาชิกจาก 990 เหลือเดพียง 350 บาท พร้อมประกันอุบัติเหตุ 1 แสนบาท

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ นิว ไลฟ์ ให้เป็นที่รู้จัก ในปี 2555 บริษัทได้ทุ่มงบ 30 ล้านบาท สำหรับการโฆษณา ประชาสัมพันฑ์ รวมถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกมีรายได้มากขึ้น รวมทั้งจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดย เฉพราะในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้จะมีการเปิดสินค้าใหม่ 10-15 รายการ จากปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 4 ไลน์ รวมสินค้ามากกว่า 20 รายการ คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ, เครื่องดื่มบำรุงร่างกาย ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณ และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน เนื่องจากบริษัทมีโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าได้เองในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่ม ที่ก่อตั้งมาแล้ว 3 ปี ภายในงบลงทุนไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท

นอกเหนือจากการลงทุนก่อตั้งสำนักงานใหญ่ นิว ไลฟ์ อยู่ที่ อาคาร เค เอส พี ถนนพระราม 9 กรุงเทพมหานคร ที่ใช้งบไปแล้วกว่า 15 ล้านบื บริษัทยังมีแผนการขยายสาขาในภูมิภาค รวมทั้งศูนย์บริการ นิว ไลฟ์ MIDC ทั่วประเทศ ซึ่งตั้งเป้าในเบื้องต้นจะขยายให้ได้ 10 แห่ง รวมทั้งหลังจาก นิว ไลฟ์ ได้เปิดตลาดในประเทศไทยเรียบร้อย มีแผนการขยายเครือข่ายยังประเทศ เพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน อังกฤษ มาเก๊า จีน ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น โดยในประเทศมาเลเซีย ได้เริ่มนำร่องไปบ้างแล้วภายใต้ชื่อ Nu Wealth Inc. Malaysia

ขณะที่กลยุทธ์ทางการตลาด นิวไลฟ์ ได้มีการนำ Smart Tab 10,000 ตัวแรก เข้ามาเป็นเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพการทำธุรกิจ เครือข่ายของสมาชิก และเน้นการฝึกอบรม ให้กับนักธุรกิตจ

โดยมีเป้าหมายดันยอดขายให้ได้ 1,000 ล้านบาทนอนาคตอันใกล้

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

“จัสมินน์” จัดงาน Jasmin Juxury Fancy Night



บริษัท จัสมินน์ อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด นำโดย ชัยพิทักษ์ นำทรัพย์เจริญ กรรมการผู้จัดการ ผกามาส นำทรัพย์เจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ จัดงาน Jasmin Luxury Fancy Night สมาชิกและสื่อมวลชนเช้าร่วมงานพร้อมแต่งกายในคอนเซ็ปต์ปาร์ตี้สีชมพู ภายในงานมีการจับรางวัล การประกวดชุดแต่งกาย ขวัญใจสื่อมวลชนอีกทั้งยังมีการประดับเข็มให้กับสมาชิกและผู้นำที่สามารพทำตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ได้ ท่านประธานยังกล่าวปิดท้ายอีกว่า ปี หน้าตั้งเป้าไว้ 300 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าจะสามารถทะลุเป้าแน่นนอน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Business Owner Magazine V.11 NO.136 2011

น้ำซัด ยอดขาย ‘เอม สตาร์’ ปี 2554 ปิดที่ 4,203 ล้านบาท



มาถึงความเคลื่อนไหวของบริษัทขายตรงที่ถูก จับตา มากที่สุดของวงการคงไม่พ้น เอม สตาร์ เนื่องจากยอดในปีก่อนพุ่งพรวดขึ้นมากครอง อันดับ 3 ของ MLM ได้ เฉือนจาก อันดับ 2 เพียง 11 ล้านบาท

ล่าสุด ทญ. ลพา วัชรศริโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง ได้เปิดเผย เส้นทางนักขาย ว่า ขณะนี้ตัวเลขของเราสรุปออมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วอยู่ที่ 4.203 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าสิ้นปีน่าจะจบลงได้ที่ 5,100 ล้านบาท แต่เมื่อได้รับผลกระทบจาก มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนหลังทำให้ยอดหายไปร่วม 900 ล้านบาท และหลายกิจกรรมใหญ่ต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากเกรงว่า สมาชิกส่วนมากคงไม่สามารถเดินทางเข้ามาร่วมงานได้

ทญ. ลพา กล่าวต่อว่า แม้ยอดจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากประสบกับปัญหาเหนือการควบคุม แต่ปีนี้ เอม สตาร์ ยังขอเปิดเกมรุกเต็มที่ เชื่อว่าปีนี้เป็นปีที่ดีของการเริ่มจ้นและบุกให้สุดกำลังตั้งแต่ต้นปี

กลยุทธ์สำคัญที่เรามุ่งเน้นอยู่เสมอ คือการให้ความรู้ที่ถูกต้อง รู้ลึกรู้จริง และในวันที่ 8 มกราคมทีผ่านมา เราเพิ่งจัดคอร์ส The Winner รุ่นที่ 57 ผ่านไป ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากเช่นเคยตั้งแต่ต้นปี ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ 2555 นักธุรกิจเอมสตาร์ที่สามารถพิชิตยอดได้ จะเดินทางไปท่องเที่ยว ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในทริป London Diamond star Invitation Leadership Seminar 2011 ที่นอกจากทริปนี้แล้วตลอดปีนี้ก็ยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวให้นักธุรกิจทุกคนได้ท้าทายความสามารถพิชิตยอดอีกหลายรายการ อาทิเช่น ฮ่องกง ซี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

สำหรับการเติบโตที่สาขาในประเทศสหรัฐอเมริกานัน พญ.ลพา กล่าวว่า ค่อนข้างมีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจ เนื่องจากเพิ่งเปิดทำการไปได้ เพียง 7 เดือน แต่สามารถทำยอดขายไปได้ราว 45 ล้านบาท

ส่วนกิจกรรมสำคัญอีกรายการของเราคือ EXPO 2012 งานแสดงสินค้า ประจำปี 2555 นั้น จะถูกจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-8 เมษายน 2555 ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน โดยภายในงาน จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรายการใหม่ ที่เชื่อจะสร้างความตื่นเต้นให้กับท้องตลาดได้ไม่น้อยกว่าผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวจมูกข้าวที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนหน้าอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตามสำหรับ ขายตรง อันดับ 3 ของวงการ MLM ไทยนั้นยังต้องรอลุ้นกับผลสรุปยอดขายของอีกหนึ่งบริษัท ซึ่งในปี 2553 ครอง อันดับ 4 มียอดขายอยู่ที่ 4,460 ล้านบาท นั้นคือ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด

ที่ล่าสุดมีกาคาดคะเนกันใน วงการขายตรงว่า ปี 2554 ที่ผ่านมาแม้สำนักงานใหญ่ของบริษัทจะถูกน้ำท่วมหนัก แต่ก็ยังอาจสามารถสร้างผลประกอบการได้สูงถึง 5,200 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะทำให้ปีนี้ “เอม สตาร์” ต้องเสียตำแหน่ง “อันดับ 3” ให้กับ “ซูเลียน” แล้วขยับลงมากลายเป็น “อันดับ 4” แทน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 221 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555

‘ไลฟ์สไตลส์’ ตั้งรับน้ำท่วมภาค 2




ปีที่ผ่านมาบริษัทต้องประสบกับปัญหาหลากหลายปัจจัย ทั้งปัญหาภายใน และปัญหาน้ำท่วมที่ส่งผลกระทบโดยรวม ที่สมาชิกและผู้นำไม่สามารถปิดยอดขายได้

ในส่วนของแผนการตลาดในปีนี้ บริษัทยังคงเน้นสินค้าตัวเดิมที่มีอยู่ และจะเน้นขยายตบาดไปยังจังหวัด อุบลราชธานี และอุดรธานี เนื่องจากจังหวัด ดังกล่าวเป็นตลาดใหย่ของภาคอีสาน ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ จะเน้นฝึกอบรมมากขึ้น โดยบริษัทจะดึงผู้นำที่มีศักยภาพมาเป็นผู้ฝึกอบรมให้กับสมาชิกให้กระชับมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นรีครูตสมาชิกใหม่ๆเข้ามาในระบบ ด้วยการจัดโปรโมชั่นเพื่อให้สมาชิกได้ทำยอดขายได้ง่ายและได้ไปร่วมทริปมากยิ่งขึ้น

เดิมเราเน้นโปรแกรมให้มาชิกทำยอดขาย 3-8 หมื่นบาท แต่ในปีนี้จะใช้โปรแกรมซื้อน้ำอินทรา 3 ขวด ทางหมดในเดือนเดียว ตรงนี้ถือเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง และเป็นการทำโปรแกรมที่ไม่สูงมากนัก และถ้าถามว่าเรามีสินค้าขายเพียง 2 ตัว จะทำให้อินทราถึงจุดอิ่มตัวหรือไม่ ที่ผ่านมาเราก็ได้เช็กกระแสเหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ปรากฏว่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ทานง่าย และดีต่อสุขถาพทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด

นางอินทิรา กล่าวต่อว่า ปีนี้มีการคาดการณืกันว่าน้ำจะท่วมอีกครั้ง บริษัทจึงเตรียมแผนรับมือทำตลาดเชิงรุกในตลาดไตรมาสแรก และไตรมาสที่ 2 เน้นขยายฐานตลาดไปยังภาพต่างๆ ทั่วประเทศโดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคใต้ที่ต้องใช้เวลาในการเจาะฐานตลาด เนื่องจากภาคเหนือบริษัทมีคู่แข่งสินค้าเกี่ยวกับสมุนไพรไม่น้อย ส่วนภาคใต้การแข่งขันของตลาดขายตรงค่อนข้างรุนแรง

ตลาดเครื่องดื่มซุปเปอร์ฟรุตปีนี้จะแข่งขันกันแรงมาก จะเห็นได้จากผู้ประกอบการหลายรายต่างดึงจุดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพชนิดน้ำเข้ามาทำตลาดเมืองไทย จนทำให้ตลาดคึกคัก แต่ของอินทราถามว่าเรามีคู่แข่งมั้ย ตอนนี้ยังไม่มีเพราะสินค้าเราเป็นรายเดียวที่เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซุปเปอร์ เฮอร์เบิล ที่ยังไม่มีคู่แข่งโดยตรงในตลาด อันนี้สังเกตได้จากยอดขายที่สูงกว่า 1,000 ล้านบาท ก็บอกได้แล้วว่าเราเป็นเจ้าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดน้ำเพื่อสุขภาพจริงๆ

นอกจากนี้บริษัทกำลังรอบริษัทแม่ที่ประเทศแคนาดาประกาศแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ กลุ่มสกินแคร์ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนักมาช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ หลังจากปีที่ผ่านมาสิน้าในกลุ่มสกินแคร์ในตระกูลอินทราครีมสมุนไพร 23 ชนิด ได้แก่ มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ โทนเนอร์ ครีนเซอร์ ที่อยู่ในช่วงพัฒนาสูตร บริษัททดลองวางตลาดแล้วที่ประเทศมาเลเซีย และจะเปิดตัวที่ประเทศไทยเมื่อใดนั้น ต้องรอความชัดเจนจากบริษัทแม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเบื้องต้นจะเปิดตัวโซนเอเชียก่อนบุกไปยังโซนอื่น

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้บริษัทเตรียมจัดงานประชุมไลฟ์สไตลส์ระกับใหญ่ขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจาก 30 ประเทศทั่วโลก ประมาณ 2,000-3,000 คน และมีคนไทยเข้าร่วมงาน 150 คน โดยงานดังกล่าวจะใช้เวลาในการเทรนนิ่งทั้งสิน 6 วัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

ยอดขาย ‘วิน วิน’ ปี 2554 ปิดที่ 50 ล้าน วางหมากเข้า ตลท. ปรับทิศเน้นปุ๋ยออแกนิกส์




ภก. ประเสริฐ หวานยิ่ง ประธานบริษัท วิน วิน เวิลด์ ไวด์ จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า นโยบายการตลาดในปีนี้ บริษัทจะเน้นทำตลาดปุ๋ยอินทรีย์เป็นหลัก โดยจะเน้นสินค้า 3 ตัวหลัก ได้แก่
1. วัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันพืช 2. ออมเงินอาหารเสริมใบ 3. ปู่ยเม็ดออมเพชร ทางเดิน และ ราก
ที่เป็นงานวิจัย และผ่านการทดลองแล้วในนระยะเวลา 4 เดือน

สำหรับแผนการรุกตลาดปุ๋ยอินทรีย์ในปีนี้บรัทมองเป็นโอกาส หลังจากได้จับมือกับพันธมิตรเกษตรกรรายใหญ่หลายราย โดยบริษัทมีโรงงานผลิตปุ๋ยที่โรงงานบางบังทอง และได้รับผลกระทบจากเหตุการณืน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้โรงงานผลิตปุ๋ยสามารถผลิตปุ๋ยได้แล้วประมาณ 50% และคาดว่าจะสามารถผลิตปุ๋ยได้ตามปกติ 100% ประมาณปลายเดือนมกราคม 2555

ในส่วนของภาพรวมตลาดขายตรง ยังมีโอกาสเติบโตสุง จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่คนยังไม่กล้านำเงินมาลงทุน ดังนั้น สิ่งที่ยังเป็นโอกาสคือ ธุรกิจขายตรงที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ขณะที่บริษัทจะบริหารุรกิจขายตรงแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ เติบโตช้าๆ อย่างมั่นคง โดยปีนี้บริษัทจะเน้น ตลาดปุ๋ย 50% ซึ่งบริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่เป้นจุลินทรีย์ ย่อยสลายตอซังข้าว 3-4 รายการ และธุรกิจขายตรง 50%

ขณะที่ตลาดปุ๋ยออแกนิกส์ ในปัจจุบันยังมีโอกาสเติบโตสูง และเป็นตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งมากนัก เนื่องจากตลาดปุ๋ยโดยรวมเกษตรกรยังนิยมใช้ปุ๋ยเคมมีมากถึง 90% อย่างไรก็ดีบริษัทเตรียมแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีก 3-4 รายการในปีนี้โดยสินค้าดังกล่าวจะเป็นซีเรียล และ แคลเซียมที่คาดว่าจะผ่านการอนุมัติจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ประมาณเดือนเมษายนนี้

ตอนนี้สินค้าเรามี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง รวมสินค้า ทั้งสิ้น 48 รายการ ส่วนจำนวนสมาชิกตอนนี้มีน้อยมาก หาคนที่ทำจริงจังยาก เพราะตลาดขายตรงตอนนี้แข่งขันกันแรง อย่างตอนนี้เราทำคือ การปลูกฝังอบรมจริยธรรมจรรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงให้กับสมาชิก ถ้าถามว่าหลังจากเราปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนเมื่อหลายปีก่อนมาถึงตอนนี้เราอยู่ขั้นไหน ตอนนี้ วิน วิน อยู่ในขั้นดูมดัก เป็นเด็กกำลังหัดเดิน อันนี้คงต้องใช้เวลา อีก 1-3 ปี ในการค่อยๆ เดินไปทีละก้าว

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตบริษัทตั้งเป้าให้พนักงานมีเงินเดือนที่มั่นคง และ ให้ผู้นำและแม่ทีมมีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีจำนวนผู้นำประมาณ 10 รหัส และในอนาคต บริษัทยังคงดำเนินงานตามเจตนารมณ์เดิม ด้วยการเตรียมแผนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีก 2-3 ปีข้างหน้าและเมื่อถึงเวลานั้นบริษัทจะมียอดขายปีละไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ภก.ประเสริฐ เผยทิ้งท้ายว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทปิดยอดขายทั้งปีประมาณ 50 ล้านบาท และในปีนี้ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท จากสินค้าปุ๋ยที่จะเข้ามาช่วยผลักดันตลาดให้เป็นไปตามเป้าหมายในสิ้นปี

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

ยอดขาย เจอเนสส์ ปี 2554 ปิดที่ 150 ล้าน และ ปี 2555 ลุยเป้า 1,000 ล้าน พาเหรดสินค้าใหม่ครบไลน์




สมาชิกใหม่ มืออาชีพเน้นหลักจิตวิทยา ดึงวิทยากรมือโปรอบรมประสบการณ์จริงด้านสินค้าเล็งมีนาคมนี้เปิดเซ็นเตอร์ เจอเนสส์ เชียงใหม่ ขยายฐานสมาชิกเหนือ อีสาน

นายมนตรี แจ่มวุฒิปรีชา ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ถึงภาพรวมบริษัทในปีที่ผ่านมาว่าภายหลังบริษัทเปิดำเนินธุรกิจมาได้ 9 เดือน (เม.ย.-ธ.ค. 2554) บริษัทสามารถปิดยอดขายได้ 150 บ้านบาท และมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 7,000 คน แบ่งเป็นสมาชิกที่ทำธุรกิจและซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 1,000 คน และในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายทั้งปีที่ 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายในปีนี้ มีหลายปัจจัยหลัก ไม่ว่าจะเป็นแผนการเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มอาหารเสริม และ กลุ่มสกิจแคร์ เพิ่มเติม นอกเหนือจาก ลูมิเนสส์ เซรั่ม ลดเลือนริ้วรอย และมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ เดย์ครีม แอนด์ ไนท์ครีม ที่วางตลาดไปแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ขณะที่สินค้าใหม่ที่จะเปิดตัวในปีนี้จะอยู่ภายใต้ชื่อ Gel Reserve ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ซึ่งเป้าหมายจากนี้ไปจะเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกๆ 4 เดือน

15 มกราคม 2555 ได้เปิดตัวลูมิเนสส์ เดย์ แอนด์ ไนท์ครีม อย่างเป็นทางการแล้วหลังจากทดลองวางตลาดไปตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากนี้ไป เราก็จะเปิดตัวสินค้าในกลุ่มเพอร์ซันนอลแคร์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากกลุ่มสกินแคร์ที่เป็นตัวหลัก

นอกจากนี้บริษัทเตรียมแผนอบรมนักธุรกิจและสมาชิกที่แบ่งเป็นหลายคอร์ส โดยแบ่งคอร์ส พิเศษ 2 คอร์ส ได้แก่ คอร์สแสตนดาร์ด ที่จะเน้นอบรมให้ควมรู้เกี่ยวกับแผนการตลาด หลักการเบื้องต้นในการทำธุรกิจ แผนการรักษายอด รวมถึงแผนการขึ้นตำแหน่งต้องทำอย่างไร และอีกหนึ่งคอร์สสำคัญ คือ คอร์ส เดอะ ไดมอนด์ ซีเคร็ท ที่จะเน้นหลักจิตวิทยาในการอบรม พัฒนาการทำงานของนักธุรกิจ โดยคอร์สนี้จะมีค่าจ่ายในการอบรม 2,000 บาทโดยจะจัดอบรมในกรุงเทพและต่างจังหวัด

ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมแผนขยายฐานลูกค้า สนับสนุนทีมธุรกิจ ด้วยการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าอย่างแท้จริง โดยบริษัทจะเชิญวิทยากรที่มีความชำรชนาญเกี่ยวกับสินค้ามาให้ความรู้กับสมาชิก รวมถึงการนำเครื่องตรวจสภาพผิวหน้ามาคอยบริการสมาชิกใหม่ๆ ที่สำนักงานใหญ่ เจอเนสส์ อย่างไรก็ดีในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ บริษัทจะเตรียมจัดงาน Product Expo ขึ้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เนื่องจากจังหวัดดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์หัวเมืองใหญ่ภาพใต้ อีกทั้งสมาชิกของบริษัทที่อยู่ในจังหวัดระนอง และ ในแถบพื้นที่ภาคมต้สามารถเดินทางเข้าร่วมงานได้อย่างสะดวก

อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมเปิดเซ็นเตอร์ เจอเนสส์ ด้วยงบลงทุน 1 ล้านบาท จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการตกแต่งสถานที่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมนาคมที่จะถึงนี้ และหลังจากเปิดเซ็นเตอร์ที่จังหวัดดังกล่าวแล้ว บริษัทจะลงทุนเปิดเซ็นเตอร์ที่ภาพใดต่อนั้น คงต้องดูจำนวนสมาชิกที่ถือเป็นยุทธศาสตร์หลักในการเปิดเซ็นเตอร์

นายมนตรี กล่าวต่อว่า แต่ละปีบริษัทเตรียมแผนจัดทริปท่องเที่ยวต่างประเทศปีละ 2 ครั้งโดยปีที่ผ่านมาบริษัทได้เน้นจัดทริปท่องเที่ยวให้กับสมาชิกใหม่ทำงานได้ง่ายขึ้น และร่วมโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศได้ง่ายขึ้น เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมประสบการณ์กับทริปต่างแดน โดยในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมพานัดธุรกิจที่สามารถทำยอดขายได้ 300,000 บาทติดต่อกัน 4 เดือน บินลัดฟ้าท่องเที่ยวปักกิ่ง และปลายปีนี้บริษัทจะพานักธุรกิจที่ดำรงคุณสมบัติได้ไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘ยูนิซิตี้’ ดันสาขาอาเซียนเข็นเป็นแกนผลักยอดขายรวมบริษัทขึ้นท็อป

ยูนิซิตี้ ฉลองความสำเร็จกับการขึ้นตำแหน่งของผู้นำไทย “รสา คำแบน” สู่ตำแหน่ง Presidential Crown Diamond เป็นคนแรกของโลก แถมผู้บริหาร ยิ้มร่า อวดยอดขายที่เติบโตขึ้นจากปีที่แล้ว 28% พร้อมดันสาขาเอเชียแปซิฟิก ขึ้นเป็นหัวหอก ไต่ฝันสร้างยอดขายเป็น อันดับหนึ่งขายตรงโลก

มร.คริสโตเฟอร์ คิม ประธานกลุ่มบริษัทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริษัท ยูนิซิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ จำกัด เปิดเผยถึงยอดขายของบริษัท ยูนิซิตี้ ประเทศ ไทย ในปีที่ผ่านมาว่า ยอดขายของบริษัทเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 28% โดยมี ยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 16% แต่อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า ตัวเลขดังกล่าว ไม่อาจสร้างความตื่นเต้นได้เท่ากับการที่ยูนิซิตี้มี Presidential Crown Diamond เป็นคนแรกของโลก คือ “คุณรสา คำแบน”

“ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และน่าสนใจ เป็นอย่างยิ่งที่นักธุรกิจยูนิซิตี้คนไทย ขึ้นตำแหน่ง Presidential Crown Diamond ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของบริษัท เป็นคนแรกจากยูนิซิตี้ทั่วโลก เพราะในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา แม้จะเกิดวิกฤติอุทกภัยครั้งใหญ่ในเมืองไทย แต่คุณรสา สามารถ ขึ้นตำแหน่งได้ในช่วงเวลาลำบาก เช่นนั้น ตนจึงอยากบอกว่าประเทศไทยทำได้ ถือเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งมากจริงๆ”

โดยมร.คริสโตเฟอร์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยูนิซิตี้ของประเทศไทยมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย ส่วนในระดับโลก ก็ถือว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ใกล้เคียงกับสหรัฐฯ เกาหลี ญี่ปุ่น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าประเทศ ไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่งของธุรกิจยูนิซิตี้ในขณะนี้

“ตนมองว่าประเทศไทยสามารถกลายเป็นประเทศที่สร้างยอดขายเป็นอันดับหนึ่งในโลกได้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัย สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก การนำ สินค้าใหม่ๆ เข้ามาในตลาด ซึ่งในขณะนี้ ยูนิซิตี้ ประเทศไทย ได้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ใหม่ ชื่อว่า Aestival Prime (เอสติวัล ไพรม์) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยลบเลือนริ้วรอย โดยจะช่วยให้ผิวหน้าของ ผู้ใช้ดูกระชับ เส้นบางๆ และริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้าและอารมณ์ต่างๆ ดูเลือนจางลง ได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้

ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือ การสนับสนุนผู้นำ โดยเน้นให้สมาชิกต้องพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเน้นการสื่อสารร่วมกันกับ ทุกฝ่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ผู้นำ สมาชิก และรวมถึงองค์กรภายนอก อย่าง เช่น ภาครัฐบาล”

ส่วนแผนงานเชิงรุกของบริษัทในปีนี้ มร.คริสโตเฟอร์ กล่าวว่า ปีนี้บริษัทมีเป้าหมายใหญ่ คือการกำหนดให้ยูนิซิตี้ภาคพื้น เอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 55% นอกจากนี้บริษัทยังวางแผนว่า จะมี การเปิดตลาดใหม่ในเอเชียอย่างแน่นอน โดยประเทศแรกที่เตรียมการอยู่ในขณะนี้ คือ ประเทศอินโดนีเซียซึ่งจะเปิดในเดือนเมษายน ประเทศถัดไปคือ ลาว กัมพูชาและพม่าตามลำดับ เนื่องจากผู้นำของประเทศไทยมีสมาชิกเป็นจำนวนมากในประเทศเหล่านี้

ในส่วนของเมืองไทย บริษัทกำลังเตรียมขยายพื้นที่สำนักงานใหญ่ให้มีชั้นแกลอรี่ จัดแสดงประวัติของยูนิซิตี้ทั่วโลก และมีห้อง VIP สำหรับสมาชิกระดับสูงได้ เข้ามาพักผ่อน ซึ่งคล้ายกับห้อง VIP ของ การบินไทย โดยแผนทั้งหมดคาดว่าจะแล้ว เสร็จในเดือนเมษายนนี้ นอกจากนี้ เกี่ยวกับโปรโมชั่น ตนคาดว่า ปีนี้ยูนิซิตี้จะมีการ จัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวในหลายประเทศด้วยกัน เช่น ประเทศอิตาลี เกาหลี มัลดีฟส์ และมีการจัดทริปสุดพิเศษสำหรับผู้นำในระดับไดมอนด์ คือ การจัดทริปไปอลาสกา เป็นต้น

สุดท้ายมร.คริสโตเฟอร์ ได้กล่าวถึง การเตรียมตัวรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ว่า “เมื่อมองเศรษฐกิจทั่วโลก ถือว่าอาเซียน เป็นตลาดสำคัญในปัจจุบัน เพราะจะเห็นได้ว่าหลังจากยุโรป และอเมริกา มีปัญหา ทางการเงิน พบว่ากลับฟื้นตัวได้ช้ามาก ต่างจากประเทศในแถบเอเชียที่เคยอยู่ในภาวะดังกล่าวมาก่อน แต่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้เร็ว ตอนนี้ตนจึงคิดว่าบริษัททั่วโลกน่าจะมองตลาดในเอเชียอยู่เช่นกัน ซึ่งสิ่งสำคัญในขณะนี้ ก็คือ สมาชิกในเอเชียต้องทำงานร่วมกัน ปรึกษากันมากขึ้น เพื่อสร้างฐานอำนาจของเศรษฐกิจแห่ง ใหม่ในโลก”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1274 ประจำวันที่ 11-2-2012 ถึง 14-2-2012

‘แอมเวย์’ ปรับกำลังครั้งใหญ่ตั้งผู้บริหารใหม่ดันตัวเป็นธุรกิจในฝัน



"แอมเวย์" เปิดตัวทีมผู้บริหารใหม่ ผลักดัน 3 กลยุทธ์หลัก แบรนด์แห่งนวัตกรรม, แบรนด์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์, และแบรนด์แห่งจิตสำนึกเพื่อทุกคนในสังคม เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน หวังสร้างอาชีพนักธุรกิจแอมเวย์ให้ติด 1 ใน 10 ของอาชีพที่คนไทยอยากเป็นมากที่สุดในปี 2020 บอกยังไม่ทิ้งเป้าหมายใหญ่สิ้นปี 2 หมื่นล้านบาท

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับผู้บริหารแอมเวย์ชุดใหม่ ภายใต้การนำของ "กิจธวิช ฤทธีราวี" ซึ่งนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ถึงความท้าทายของตนเองที่ได้รับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ สั้นๆ ง่ายๆว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ดีกว่าเดิม เพราะมาตรฐานของแอมเวย์ได้ถูกวางไว้ดีอยู่แล้ว "ตนค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยรากฐานที่บริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจขายตรง และแอมเวย์ยังได้มีการพัฒนาระบบการจัดการต่าๆ ให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ ตนจึงเชื่อว่าธุรกิจนี้จะยังคงไปได้อีกไกลมาก"

ซึ่งแอมเวย์ภายใต้การบริหารงานของนายกิจธวัชนั้นมีทีมผู้บริหารที่จะร่วมผลักดันองค์กรให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกันอีก 7 ท่าน ได้แก่ 1.นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด 2.นางชุมพฤนท์ ยุระยง ผู้อวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร 3.นางกิตติมา นพทีปกังวาล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ 4.นางเลไล โสฬรัตนพร ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน 5.นางบุษปัน วังวิวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยกรบุคคล 6.นายวรานนท์ คงปฏิมากร ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่าย 7.นายจุมพล ชโยถัมป์ ผู้อำนวยการฝ่ายระบบข้อมูล โดยผู้บริหารทุกท่านจะยึดหลักการบริหารงานเดียวกันคือ "ทุกความสำเร็จพลังใจผลักดัน" (Passion for Succrss)

โดยนายกิจธวัช ได้กล่าวถึงแผนการบริหารงานของทีมผู้บริหารใหม่ว่า “แอมเวย์จะเดินหน้าสร้างนวัตกรรมของแบรนด์ ให้มีพลังและการเติบโตเพื่อครองใจผู้บริโภค คนไทยสูงสุด ขณะเดียวกันยังเน้นการเป็นแบรนด์ที่มอบโอกาสที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ผู้คนในสังคม ตามปรัชญาและรากฐานความคิดของ ธุรกิจแอมเวย์ พร้อมมั่นใจด้วย 3 กลยุทธ์หลักของทีมที่ร่วมกันกำหนดขึ้นจะนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และก้าวสู่เป้าหมาย ใหญ่ คือการสร้างอาชีพนักธุรกิจแอมเวย์ให้ อยู่ 1 ใน 10 ของอาชีพที่คนไทยอยากเป็นมากที่สุดในปี 2020 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า”

ซึ่งกลยุทธ์หลัก 3 ด้านของทีมผู้บริหาร ใหม่นั้น ได้แก่ 1.แบรนด์แห่งนวัตกรรม (Brand of Innovation) เป็นการเปลี่ยน แปลงชีวิตของผู้ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทผ่านนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้ว่า แอมเวย์เป็นแบรนด์ที่เกินความคาดหมายของผู้คน ด้วยนโยบาย 3 ประการ คือ 1.การพัฒนาศักยภาพของโอกาสทางธุรกิจแอมเวย์ โดยการตั้ง “สถาบันฝึกอบรมแอมเวย์ (Amway Training Institute)” ผลิตนักธุรกิจแอมเวย์มืออาชีพที่มีมาตรฐาน ผ่านนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะการใช้ สื่อออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลและการฝึกฝนสำหรับผู้คนทุกกลุ่ม และทุกภูมิภาคของประเทศ และในฐานะที่แอมเวย์เป็น แม่แบบธุรกิจขายตรง บริษัทจึงมีพันธสัญญา ที่จะก้าวนำและยกระดับธุรกิจโดยรวม ขณะ เดียวกันยังสนับสนุนให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคง เพื่อตอบรับกับเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวที่มีการลงทุนน้อย ความเสี่ยงต่ำ

“นโยบายในการสร้างแบรนด์แห่งนวัตกรรมประการที่ 2 คือ การพัฒนาการดำเนิน งานให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ ด้วยเทรนด์ที่ผู้บริโภคต้องการเข้าถึงข้อมูลและสินค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ดังนั้น บริษัทจึงได้พัฒนาช่องทางให้ผู้บริโภคติดต่อ กับบริษัทได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น เช่น การเปิด แอมเวย์ช็อปให้ครบทุกจังหวัดของประเทศภายใน 2 ปี ซึ่งจะใช้เงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท, การสร้างเครือข่ายการสื่อสารของ นักธุรกิจแอมเวย์ผ่านโซเชียล เน็ตเวิร์กใน 3 เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์, การเปลี่ยนโฉมเว็บไซต์แอมเวย์ให้เป็นเอกภาพของแอมเวย์ทั่วโลก โดยใช้ “โกลบอล เว็บ แบรนด์ เซ็นเตอร์ (Global Web Brand Center)” เพื่อให้นักธุรกิจแอมเวย์สามารถติดต่อและแบ่งปันข้อมูลระดับนานาชาติได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเริ่มใช้ปลายปีนี้ รวมทั้งการก้าวสู่ธุรกิจที่ดำเนินการบนมือถือ (Business on Mobile) ด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ของแอมเวย์บนมือถืออย่างต่อเนื่อง ส่วนนโยบายประการที่ 3 คือ การพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร โดย บริษัทได้นำซอฟต์แวร์ของข้อมูลเชิงลึกในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรให้มากยิ่งขึ้น”

“ที่ผ่านมาสมาชิกของบริษัทมีลักษณะการทำธุรกิจแบบตัวต่อตัว แต่เมื่อในปัจจุบัน และในอนาคต เรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีถือเป็นสิ่งสำคัญ บริษัทจึงต้องใช้ความผสมผสานกันระหว่างการทำงานผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงผู้บริโภคแบบเผชิญหน้าตัวต่อตัว คือไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะทิ้งรูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบเก่า เพราะการทำงานขายตรงสุดท้ายเราก็ยังต้องเน้นความสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า ซึ่งระบบไฮเทคเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือในการ ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลเท่านั้นเอง” นายกิจธวัช ชี้แจง

ส่วนกลยุทธ์ที่ 2 ของทีมผู้บริหารใหม่ คือ แบรนด์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ (Brand of Lifestyle Solutions) “บริษัทจะนำเสนอวิธีที่จะตอบสนองวิถีการดำเนิน ชีวิตหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับผู้คนในทุกๆ กลุ่ม ดังนั้น ลักษณะของสินค้าจะเป็นสินค้าเฉพาะบุคคลมากขึ้น (Personalized) เพื่อส่งมอบประสบการณ์อันประทับใจ และ ด้วยจุดเด่นของความเป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ และบริการหลากหลายของแอมเวย์ บริษัท จะสร้างโปรแกรมโซลูชั่นด้านสุขภาพ ความ งามและการบริการให้แก่ลูกค้าอย่างครบวงจร อาทิ โปรแกรมสำหรับพฤติกรรมการ บริโภคสมัยใหม่, โปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก, โปรแกรมเพื่อตอบสนองให้ผู้สูงวัยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, โปรแกรมสำหรับภาวะ โลกที่เปลี่ยนไป, และโปรแกรมเพื่อตอบสนองชีวิตที่เร่งรีบ เป็นต้น เพื่อสนับสนุนโอกาสทางธุรกิจที่ขยายตัวมากขึ้น”

“กลยุทธ์ที่ 3.แบรนด์แห่งจิตสำนึกเพื่อทุกคนในสังคม (Brand of Corporate Responsibility) ด้วยรากฐานแห่งธุรกิจแอมเวย์ที่ต้องการมอบโอกาสที่ดีให้แก่ผู้คน บริษัทจึงดำเนินกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม อย่างต่อเนื่อง และกำหนดเป็นหนึ่งในนโยบาย หลักที่สำคัญของธุรกิจ โดยแบ่งเป็นด้านการ ช่วยเหลือสังคม ซึ่งบริษัทยังคงเน้นการสนับสนุนเรื่องการศึกษาและสุขภาพของเด็ก และผู้ด้อยโอกาส, ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม แอมเวย์ได้รณรงค์ให้เครือข่ายนักธุรกิจตระหนักในการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยล่าสุดแอมเวย์ได้เตรียมเปิดตัวสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ออกแบบด้วยแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อม (Green Concept) เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานของ โลก นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์แห่งจิตสำนึกเพื่อทุกคนในสังคมด้านอื่นๆ ได้แก่ พนักงานและคู่ค้าที่แอมเวย์ใช้วิธีการดำเนิน ธุรกิจเพื่อเติบโตไปพร้อมๆ กัน สร้างบุคลากร และสร้างเศรษฐกิจของประเทศด้วยกัน”
ทั้งนี้นายกิจธวัช ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปีนี้เป็นปีพิเศษที่แอมเวย์ครบรอบ 25 ปีของการดำเนินงานในประเทศไทย บริษัทจึง เตรียมฉลองครั้งยิ่งใหญ่กับกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร และการตอบแทนสังคม โดยคาดว่าในปีนี้บริษัทจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือตั้งเป้าหมายว่าปีนี้บริษัทจะปิดยอดขายให้ได้ 2 หมื่นล้านบาท”

“แต่อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ บริษัทเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% หรือ 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ มี 3 ประการหลักๆ ประการ แรกคือ ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า บริษัทจะ ไม่เจอกับเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่คาดไม่ถึง อย่างเช่น กรณีอุทกภัยอย่างที่เคยเกิดขึ้นใน ปีที่แล้ว เพราะวิกฤติในครั้งนั้นทำให้ยอดขาย ของแอมเวย์ลดลงถึงประมาณ 8% จากปกติ ที่จะโตประมาณ 15% ทุกปี ประการที่สอง ในส่วนของภาครัฐบาล ซึ่งจะต้องเข้ามา สนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศด้วยโครงการ ต่างๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงกระตุ้นในการทำให้เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และประการที่สามคือ การบริหารจัดการของบริษัทเอง”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1274 ประจำวันที่ 11-2-2012 ถึง 14-2-2012