ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โดกุดามิ-Dokudami ยกเครื่องทั้งกระบิ จัดทัพรุกตลาดอินเตอร์ปี 56


โดกุดามิ สยายปีกรับศักราชหน้า ปรับทั้งยวง หวัง กรุยทางสู่ตลาดขายตรงทั่วโลก พร้อมอัดงบเกือบ 100 ล้านบาท พัฒนาระบบไอที ลงทุนเครื่องจักรใหม่ ยัน ไม่ตั้งเฮดออฟฟิศต่างประเทศ แต่จะตั้งสต๊อกสินค้ารองรับ ลั่นอีก 1 ปี อัพตำแหน่งใหม่เพิ่ม 3 ระดับ ขณะที่ปลายปี บินลัดฟ้าบรรยายที่เมืองดาร์กา ด้านสมุนไพรไทย หวังสร้างการรับรู้สู่ตลาดโลก

อัศวิน วัฒนปราโมทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงโค้ง สุดท้ายก่อนสิ้นปี บริษัทเตรียมแผนปรับโครงสร้าง ภายในโดกุดามิทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับ การขยายตัวสู่ตลาดเครือข่ายทั่วโลก โดยการปรับปรุง ดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัท ที่ได้เตรียมใช้ชื่อบริษัท ใหม่ ภายใต้ชื่อ โดกุดามิ อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น และปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ซึ่งจะเป็นแผน ไบนารี่แบบเดิม แต่จะมีการดึงแมชชิ่งโบนัสเข้ามาเสริม และเพิ่มการรักษายอดเข้ามาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับ การทำตลาดเครือข่ายในระดับสากล

ทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาทในการปรับปรุงระบบไอที รวมถึงการเซ็นสัญญากับ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ในการสั่งซื้อสินค้า และ ชำระเงินผ่านระบบเคาน์เตอร์เซอร์วิสทุกสาขาทั่ว- ประเทศ หลังจากนั้นระบบดังกล่าวจะลิงค์ไปที่ระบบ ของบริษัท และบริษัทจะทำการจัดส่งสินค้าให้กับสมาชิก ทั่วประเทศ ผ่านตัวแทนส่งสินค้า DHL, TNT และ UPS

นอกจากนี้บริษัทได้ทุ่มงบ 17 ล้านบาท ในการ สั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ผลิตสินค้าโดกุดามิ เพื่อตอบรับกับ ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น และคาดว่า เครื่องจักรใหม่จะสามารถเดินเครื่องได้ในเดือนธันวาคม ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดีการสั่งเครื่องจักรใหม่ครั้งนี้จะ ผลักดันให้กำลังการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้น จากเดิมที่ผลิต ได้ 5,000 ขวดต่อวัน จะเพิ่มเป็น 45,000 ขวดต่อวัน (กำลังการผลิตประมาณ 90 ขวดต่อนาที เดินเครื่องจักร 8 ชั่วโมง) ในปี 2556 และจะเพิ่มการผลิตเป็น 300 ขวด ต่อนาทีในปี 2557

การเซตระบบใหม่เพื่อรองรับกับการขยายตัว ของตลาดเครือข่ายโดกุดามิ เรามองว่าไม่จำเป็นต้องไป ตั้งสำนักงานใหญ่ที่ประเทศนั้นๆ แต่จะมีการตั้งสต๊อก สินค้าของแต่ละประเทศ อย่างการส่งสินค้าไปนั้นเราจะ ส่งไปทางเรือและดูว่าประเทศไหนมีท่าเรือขนาดใหญ่ ก็จะมีการส่งสินค้าไปและกระจายไปยังสต๊อกสินค้าของ ประเทศต่างๆ ที่เราได้จัดเตรียมไว้

อย่างไรก็ดี ในแต่ละปีบริษัทมียอดขายโดกุดามิประมาณ 500,000 ขวดต่อวัน และหลังการปรับปรุง ระบบใหม่ คาดว่ายอดขายเสริมอาหารโดกุดามิ จะเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่า ภายในปี 2556 อีกทั้งบริษัท เตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มเสริมอาหารอีก 2 รายการในปีหน้า และเตรียมพร้อมเพิ่มตำแหน่งใหม่อีก 3 ตำแหน่ง อีก 1 ปีข้างหน้า จากเดิมที่มีตำแหน่ง 3 ระดับ ได้แก่ บุษราคัม มรกต และเพชร สำหรับประเทศที่บริษัท ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนไว้ก่อนหน้านี้เพื่อนำสินค้า เข้าไปทำตลาด ได้แก่ ประเทศอังกฤษ, แทนซาเนีย, มาเลเซีย และบรูไน ส่วนการจำหน่ายสินค้าในตลาด ต่างประเทศผ่าน บริษัท โพรแลคฯ ซึ่งเป็นบริษัท ในเครือนั้น เข้าไปแล้วหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศ สหรัฐอเมริกา, แทนซาเนีย, ไนจีเรีย, โตโก, ไอวอรี่โคสต์, เซเนกัล และบูร์กินาฟาโซ

อัศวิน เผยต่อว่า หล้งการเตรียมแผนขยายตลาด เครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว บริษัทยังคงให้ ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดในเดือนตุลาคม 2555 บริษัทได้เริ่มจัดทำ โครงการหาสารต้านการอักเสบจากสมุนไพรโดกุดามิ ที่ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ที่สนับสนุนงบการทำวิจัยให้กับนักศึกษา โดยระยะ เวลาในการจัดทำโครงการดังกล่าวเป็นเวลา 18 เดือน

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้บริษัท เตรียมตัวไปบรรยายที่เมืองดาร์กา ประเทศเซเนกัล ตาม คำเชิญของรัฐบาลเซเนกัล ที่จะจัดงาน 1st Asian Affrican Forum ขึ้น ระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคมนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20 ประเทศ ขณะที่ การเข้าร่วมงานครั้งนี้บริษัทจะร่วมบรรยายเกี่ยวกับ ประโยชน์ของสมุนไพรที่สามารถนำมาเยียวยารักษา ผู้ป่วยได้อย่างไร โดยเรื่องนี้ถือเป็นการสร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศไทยในการให้ความรู้ในด้านสมุนไพรไทย เป็นอย่างมาก

หลังจากงานบรรยายเสร็จสิ้น วันที่ 13 ธันวาคม 2555 เราก็จะไปบรรยายในงาน Symposium ที่ มหาวิทยาลัยดาร์กา ซึ่งจะมีนักศึกษาแพทย์มาร่วมฟัง การบรรยายประมาณ 3,000 คน งานนี้บริษัท จะเตรียมความพร้อมในการเปรียบเทียบให้นักศึกษา มีความเข้าใจเกี่ยวกับสมุนไพร และยาเคมีที่รักษา ผู้ป่วยในปัจจุบันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร อัศวิน กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 210 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ขายตรงไทย (MLM THAILAND) : กรี๊ดรับ AEC คาดตลาดเดือด! เทงบสู้


สมรภูมิขายตรงไทยแข่งขันดุ รับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 58 หลายค่ายขายตรงไทยอัดงบห้ำหั่นกันสุดฤทธิ์ เริ่มจากค่าย มิสทินเทงบ 1,800 ล้านบาท ร่วมกับพันธมิตร สร้างศูนย์กระจายสินค้าลาดหลุมแก้ว ด้านคิงส์เฮิร์บ พร้อมรับมือ ควักงบอีก 16 ล้านบาท สร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ขอนแก่น ขณะที่แบรนด์ นีโอ ไลฟ์ ไม่น้อยหน้าเร่งขยายตลาดนอก โดยอัดงบขยายแต่ละประเทศ 20 ล้านบาท ล่าสุดทุ่ม 20 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรใหม่เสริมไลน์คอสเมติกส์ ชี้รองรับการผลิตได้ถึง 3 ปีข้างหน้า


เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยจะเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ด้วยเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างเตรียมความ- พร้อมเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น และไม่เพียงแค่ปรับในส่วนของ การบริหารจัดการทั่วไปเท่านั้น แต่การลงทุนในด้านโลจิสติกส์ ที่ไม่ใช่เป็น เพียงแค่กระบวนการขนส่งสินค้า แต่หมายถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำยัน ปลายน้ำ เพื่อจัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ การจัดเก็บ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และเส้นทางการขนส่งสินค้า ที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง


มิสทีนจีนคู่ค้า ลงทุนเพิ่ม
การขยายตลาดของนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละค่ายต่างเร่งลงทุนเพื่อสร้าง ระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น โดย เฉพาะแบรนด์สินค้าไทยที่ต้องวางแผน รองรับตลาดอย่างเข้มงวด เริ่มจาก ยักษ์ใหญ่อย่างมิสทิน ที่ได้วางแผน- งานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดต่างประเทศ การจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่ง เรื่องนี้ ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการ- ผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมี เป้าหมายที่จะขยาย ตลาดไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐาน การตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการ ร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ ต่างๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์ มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็น การสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา อีกแบรนด์
ปัจจุบันมิสทินมีรายได้ จากตลาดต่างประเทศ 400 ล้าน- บาท แบ่งเป็นประเทศในแถบอินโดจีนที่ประกอบด้วย พม่า, สปป.ลาว, กัมพูชา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 60% มา จากประเทศในแถบตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ โดย ยอดขายหลักในแถบตะวันออกกลางจะอยู่ที่อิหร่าน และกานา
ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทินได้ขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการ ร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ภายใต้งบลงทุน 60 ล้านบาท สำหรับการตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง บนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อผลิตสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ เมกอัพ และเพอร์- ซันนอลแคร์ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้ในปี 2556 ขณะที่โรงงานแห่งเดิมที่ผลิตเฉพาะกลุ่มสินค้าเพอร์- ซันนอลแคร์ ประเภทแป้งหอม โรลออน โลชั่น จะย้าย มาอยู่ที่โรงงานแห่งใหม่ทั้งหมด เบื้องต้นโรงงานแห่งนี้ จะใช้สำหรับการผลิตเพื่อป้อนตลาดพม่า แต่ในอนาคต อาจจะใช้รองรับความต้องการในประเทศแถบอื่นอีกด้วย
นอกจากนี้ การขยายตลาดเพื่อรองรับกับอัตรา การเติบโตที่จะเกิดขึ้น ยังต้องประกอบไปด้วยการ บริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ ที่เป็นส่วนหลักสำคัญของ ระบบซัพพลายเชนทั้งหมด ดังนั้น มิสทิน จึงได้วางแผน รองรับสำหรับจุดนี้ ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์ กระจายสินค้าบนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ที่ใช้เงิน ลงทุนไปประมาณ 1,600-1,800 ล้านบาท ที่อำเภอ ลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ด้วยการร่วมมือกับบริษัท จากต่างประเทศ ในการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาใช้ในการรับออร์เดอร์ จัดวางสินค้าเพื่อ ส่งถึงมือสาวมิสทิน
การที่มิสทินต้องนำเครื่องจักรและเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ในระบบโลจิสติกส์ นอกเหนือจากเหตุผล เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ทั้งค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัว เพิ่มสูงขึ้น การลดสินค้าคงคลัง การบริหารสต๊อกสินค้า แม้ว่าเบื้องต้นการนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้จะทำให้ ต้นทุนโดยรวมปรับสูงขึ้น 15% แต่ในระยะเวลา 5 ปี คาดว่าต้นทุนจะเริ่มลดลง นอกจากนี้ยังมีเหตุผลในด้าน การเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำ รวดเร็วและถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันมิสทินมีสินค้ามากถึง 5,000 รายการ และมีออร์เดอร์สินค้าในแต่ละวัน 30,000-40,000 รายการ ดังนั้น จึงต้องใช้ระบบการบริหารจัดการที่ดี เพื่อ เพิ่มสภาพคล่อง และให้สินค้าถึงมือสาวมิสทินได้ครบ ตามความต้องการ นอกจากเป้าหมายการเพิ่มศักยภาพ ของระบบโลจิสติกส์แล้ว มิสทินยังมีเป้าหมายใช้ศูนย์ กระจายสินค้าแห่งนี้ในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่างๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่นๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก


คิงส์เฮิร์บ ทุ่มงบสร้างคลังสินค้า
ขณะที่แบรนด์ไทยแท้อีกรายอย่าง คิงส์เฮิร์บ ก็ได้ เตรียมแผนรองรับการเปิดตลาด AEC ด้วยการเตรียมซื้อ ที่ดินที่จังหวัดขอนแก่นตั้งคลังสินค้ารองรับตลาดใน อนาคต ซึ่งเรื่องนี้ ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิลด์ 1999 จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทได้ทดลองตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในรูปแบบ ของการซื้อมาขายไป ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้า เป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมาได้ใช้งบสำหรับเปิดศูนย์กระจาย สินค้าแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น 14 ล้านบาท เป็นการ ย้ายจากที่เก่ามาเปิดที่ใหม่ โดยงบลงทุนดังกล่าวแบ่ง เป็นการจ่ายค่าซื้อตึกจำนวน 12 ล้านบาท และตกแต่ง อีกจำนวน 2 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น สามารถรองรับสมาชิกได้ 200-300 คน และยังเป็นห้องประชุมที่รองรับสมาชิกได้ถึง 200 คน โดยบริษัทมีเป้าหมายการขยายตลาดในภาคตะวันออก- เฉียงเหนือมากขึ้น รวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าแห่ง ใหม่นี้ จะเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคนี้ทั้งหมด และใช้เป็นศูนย์กลางของตลาดอินโดจีน ที่จะขยายธุรกิจ ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
ล่าสุด บริษัทได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างเป็นคลังสินค้าเพื่อกระจายไปสู่ประเทศ สปป. ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, พม่า และจีน และได้มีการส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว พร้อมเปิดกว้าง หากมีผู้สนใจจะดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รูปแบบ จะเป็นในลักษณะของการตั้งสาขา ใช้เงินลงทุน 5 ล้าน- บาท และใช้ระบบการบริหารงานเหมือนในประเทศไทย ทุกประการ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้มีตัวแทนสมาชิกที่สั่ง- สินค้าเข้าไปจำหน่ายใน สปป.ลาว, พม่า และกัมพูชา แล้ว โดยที่ประเทศกัมพูชาบริษัทมีแผนเข้าไปตั้งสาขา แห่งแรก ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด


นีโอ ไลฟ์ รุกคืบตลาดนอก
ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า การปรับตัวของแบรนด์ ขายตรงไทย เพื่อรองรับกับตลาดอาเซียน บริษัทได้ เตรียมแผนรองรับการแข่งขันด้วยการทุ่มงบ 20 ล้าน- บาท ซื้อเครื่องจักรใหม่ ในส่วนของไลน์ผลิต ผลิตภัณฑ์ สกินแคร์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากปี 2553 ที่บริษัท ได้ทุ่มงบในการซื้อพื้นที่ก่อสร้างโรงงานพร้อมเครื่องจักร ไปแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งโรงงานดังกล่าว มี 2 อาคาร ใช้ดำเนินการผลิตไปแล้ว 1 อาคาร สามารถ รองรับกำลังการผลิตไปได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า และใน อนาคตหากการผลิตไลน์สกินแคร์เต็มกำลังการผลิต บริษัทจะมีการทุ่มงบก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ต่อไป
ในส่วนของพันธมิตรโรงงานผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร อย่าง บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด ที่ ร่วมธุรกิจกันมานานก็จะมีการก่อสร้างโรงงานเพิ่มเป็น แห่งที่ 3 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อรองรับกับความ ต้องการของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลังเปิด ตลาด AEC ปี 2558 ขณะที่สินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ ใน ปัจจุบันบริษัทได้เป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรายใหญ่จาก ประเทศจีนที่ผลิตสินค้าให้กับพันธมิตรในแถบยุโรป และอเมริกา ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2556 จะมีการ เปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มคอสเมติกส์ ในงานประดับ เข็มเกียรติยศ
ขณะที่แผนรองรับในด้านคลังสินค้า ที่ปัจจุบัน มีอยู่แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ คลังสินค้าที่โรงงาน เมก้า ไลฟ์ ไซแอ็นซ์ ที่สำนักงานใหญ่นีโอ ไลฟ์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ และที่โรงงานในจังหวัดเชียงใหม่ บริษัทเตรียม แผนที่จะขยายคลังสินค้าเพิ่มบนพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ทั่วทุกภาคของไทย ได้แก่ อุดรธานี, นครราชสีมา, นครสวรรค์, หาดใหญ่ และระยอง ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ ดังกล่าวบริษัทได้เปิดเป็นศูนย์ประชุมให้กับสมาชิก และ กำลังอยู่ระหว่างการทยอยปรับปรุงพื้นที่เพิ่ม เพื่อขยาย เป็นคลังสินค้า รวมถึงการติดตั้งระบบไอทีเพื่อรองรับ การบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัทได้ขยายเครือข่าย ในรูปแบบจัดตั้งสำนักงานที่ ประเทศกัมพูชา, เวียดนาม, สปป.ลาว และสิงคโปร์ แล้ว ปี 2556 บริษัท เตรียมแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศพม่า และ อินโดนีเซีย โดยวางงบในการขยายสาขาแต่ละ ประเทศประมาณ 20 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 210 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์: บทสัมภาษณ์ผู้บริหารศุภพงศ์ จันทรวีระกุล กับความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่








บทสัมภาษณ์ ท่านผู้จัดการศุภพงศ์ จันทรวีระกุล กับความเป็นมาของซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ที่ใครหลายๆ คนยังไม่รู้


รู้จักท่านผู้จัดการศุภพงศ์ จันทรวีระกุล


ตัวผมได้เข้ามาร่วมงานกับทาง ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ในรอบที่สองในครั้งแรกผมตัวผมนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขายของทางบริษัทภายหลังหัวหน้าผมได้ถูกเชิญไปบริหารงานที่บริษัทแห่งหนึ่งตัวผมเองจึงมีความจำเป็นต้องตามทางหัวหน้าไปแต่ทางผมก็ได้มีการติดต่อกับทาง บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ อยู่อย่างเรื่อยๆ จนตัดสินใจกลับมาบริษัท ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปแต่ก่อนเข้ามาก็มีการตกลงว่าทาง ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงส่วนไหนบ้างเพื่อให้ตอบรับกับยุคสมัย ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ได้ตอบตกลงกับการบริหารงานในรูปแบบของผม ซึ่งเป็นการปรับระบบใหม่เกือบทั้งหมดเพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ร่วมธุรกิจและผู้บริโภคมากขึ้นจึงได้เข้ามาบริหารเมื่อปี 2551 ซึ่งก่อนหน้านั้นบริษัท ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ มีวิกฤติอยู่หลังจากทำการเปลี่ยนแผนแล้วถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดีขึ้นและยอดโตขึ้นเฉลี่ย 300% ในแต่ละเดือนซึ่งที่สำเร็จได้ในครั้งนี้คือทางบริษัทแม่ยินดีที่จะอัดฉีดโปรโมชั่นในการช่วยกระตุ้นยอดขายและถือว่าเป็นการปลุกกระแสบริษัท ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง


ความเป็นมาบริษัทซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์(ประเทศไทย)


ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ เป็นบริษัทลูกของ บริษัท เนเจอร์ ซันไชส์ ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ประเทศอเมริกา และได้ขยายเข้าสู่ประเทศไทยเป็นประเทศที่สี่หลังจากนั้นบริษัทซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ เริ่มที่จะมีชื่อเสียงขึ้นทางเนเจอร์ ซันไชส์ จึงได้ติดต่อมาร่วมทุนกันจนปัจจุบันบริษัท เนเจอร์ ซันไชส์ ได้เทคโอเวอร์ถือหุ้นบริษัทไปร้อยเปอร์เซ็นเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป้าหมายซินเนอร์จี้ ในประเทศไทยนั้นได้วางไว้ให้ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมไปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันทางซินเนอร์จี้ ขยายตลาดทั้งหมด 25 ประเทศ 26 สำนักงานสาขา ที่เปิดดำเนินการอยู่ตอนนี้


วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่


บริษัทซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ต้องการที่จะเป็นผู้นำเรื่องผลิตภัณฑ์ด้านอาหารเสริมและสามารถสร้างรายได้ให้กับทุกคนที่เข้ามาสู่ธุรกิจของเราแบบยั่งยืนบริษัท ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ไม่ได้ต้องการเข้ามาทำธุรกิจแบบฉาบฉวย ตัวผมนั้นบอกได้เลยว่าผมจะสร้างนักธุรกิจหน้าใหม่และไม่เคยมีประสบการณ์กับธุรกิจเครือข่ายมาก่อน สร้างให้เขาเข้ามาหารายได้มากกว่าเดือนละแสนซึ่งสมาชิกที่เราตั้งใจไว้คือ 300 คนด้วยกัน และได้สร้างทีมงานในการรีครูทกลุ่มคนใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักธุรกิจเครือข่ายแต่มีความมุ่งหวังที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงเข้ามาร่วมกับเราภายในสามปีข้างหน้านี้


ยอดขาย 500 ล้านภายในสิ้นปี 2555


สิ้นปีนี้ยอดของทางบริษัทซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ถึงเป้า 500 ล้านบาท เป็นที่แน่นอนครับเพราะปัจจุบัน(22/10/2555) เป้าของเราก็ใกล้ที่จะถึงจุดนั้นแล้ว


แผนกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค


เรามองหากลุ่มลงทุนผู้ที่อยากจะทำธุรกิจหรือมีธุรกิจเป็นของตัวเองมาร่วมลงทุนในการเปิดสต็อกคิสท์แล้วทำให้เขาอยู่ได้และประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริงซึ่งจะสร้างยอดขายให้แก่ผู้ร่วมธุรกิจ โดยทางเราจะมอบให้เป็นสัมปทานเขตขึ้นมาและทางผมได้ตั้งโจทย์ส่วนนี้ขึ้นมาว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ที่มาร่วมธุรกิจสามารถขายได้ ซึ่งในส่วนแผนของการกระจายสต็อกคิสท์ในปีหน้านั้นผมมองว่ากระจาย 20-30 จุดและมองถึงกำลังซื้อในแต่ฐานการกระจายสินค้ามากกว่าและจะใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการช่วยโปรโมตให้ฐานลูกค้ากระจายเข้าไปใช้บริการในจุดสต็อกคิสท์ต่างๆ นี้ด้วย พร้อมกับตอนนี้ทางเราเล็งเห็นถึงการตอบโจทย์สินค้าในฐานวัยรุ่นเพิ่มขึ้นด้วย เพราะทางเรามองตอนนี้สินค้าของเราเหมาะแก่กลุ่มลูกค้าที่มีอายุสามสิบปีขึ้นไปแต่ในส่วนสินค้าตรงนี้ขออุบเป็นความลับ ซึ่งสินค้าตัวนี้จะเป็นตัวดึงฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายของเราได้อีกด้วย


ซินเนอร์จี้ กับ AEC


บริษัทซินเนอร์จี้ เองนั้นมีเปิดทำการอยู่แล้วถึง 6 ประเทศใน 10 ประเทศของกลุ่มอาเซียนนั่นเองซึ่งตัวนักธุรกิจซินเนอร์จี้เองสามารถเดินทางไป 6 ประเทศที่มีออฟฟิศตั้งอยู่แล้วสามารถทำธุรกิจได้ทันที และในปัจจุบันทางเราได้ทำการออนไลน์เทรนนิ่ง กันก่อนและนอกจากนั้นเราได้ทำเรื่องการสัมมนากันระหว่างประเทศอีกด้วย ส่วนเรื่องพื้นฐานส่วนหนึ่งที่ทางเราให้ความสำคัญมากคือการให้องค์ความรู้ด้านภาษาโดยได้เชิญอาจารย์มาให้ความรู้ในเรื่องภาษาให้กับคนในองค์กรของเราซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นมากๆ สำหรับสมาคมอาเซียน เพราะผมเชื่อว่าการสร้างพื้นฐานที่ดีต่อองค์กร คือความสำเร็จที่จะผลิดอกออกผลในภายหน้า


สินค้าคุณภาพกับซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์


ตอนนี้ทางเรามีสินค้ามากกว่าสามสิบตัวด้วยกันโดยปกติแล้วสินค้าของเรามีการพัฒนาสูตรให้มีประสิทธิ์มากขึ้นไปอีกซึ่งในช่วงนี้เราทำการปรับเปลี่ยนสูตรมากถึงสิบกว่ารายการด้วยกันในสินค้าของเราในส่วนของปีหน้าของเรามีแผนคลอดสินค้าใหม่ๆ มาลุยตลาดสุขภาพความงามอย่างแน่นอน


อยากทราบครับว่าทำไมแม่ทีมต่างๆ หรือผู้ที่อยากประสบความสำเร็จในชีวิตถึงต้องมาก้าวเดินร่วมทางกับบริษัท


บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ เราไม่มองถึงคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจเป็นเพียงสมาชิกแต่ทางเรามองว่าทุกคนที่เข้าร่วมกับบริษัทเราทุกคนเป็นเพื่อนกันมากกว่าผมกล้าพูดได้เลยว่าห้องผมเปิดตลอดสมาชิกทุกท่านสามารถเดินเข้ามาพูดคุยได้ตลอดเวลาและเบอร์โทรศัพท์ทีมงานเราเปิด 24 ชม. ในการให้ช่วยเหลือสมาชิกทุกท่านใน การทำงานของบริษัท ซินเนอร์จี้ นั้นเราร่วมวางแผนกับทีมสมาชิกกันเป็นไตรมาสเป็นปีว่าเราจะทำส่วนไหนบ้างหากทางทีมงานภายในของ ซินเนอร์จี้ นั้นหากคิดเองจะไม่สามารถตอบโจทย์แก่สมาชิกของเราได้เราจึงมีการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแผนและกลยุทธ์ในการเดินร่วมกันเพื่อก้าวเดินไปยังจุดหมาย


มีอะไรที่อยากจะฝากทิ้งท้ายกับ www.thaimlmnews.com บ้างครับ


ในการทำธุรกิจเครือข่ายนั้นมีหลายบริษัทให้เลือก หากคนสนใจที่จะก้าวเดินมาในธุรกิจเครือข่ายนั้นโปรดพิจารณาให้ดีหากคุณสามารถเลือกบริษัทที่เหมาะสมกับตัวคุณเจอคุณสามารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ส่วนในกลุ่มที่อยู่ในวงการเราคือที่จะทำให้ธุรกิจเครือข่ายของเราเป็นที่ยอมรับโดยคนภายนอกเราต้องพูดความจริงและพูดในสิ่งที่ดีและสร้างให้เป็นจริงได้ คนข้างในดีคนข้างนอกยอมรับสิ่งที่ได้รับต่อมาคือธุรกิจเครือของเราเจริญเติบโตอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะบริษัทไหนก็ตาม


จัดทำและเรียบเรียงโดย www.thaimlmnews.com

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แอมเวย์ทุ่มงบ 1,100 ล้านบาท สร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่








 


แอมเวย์เตรียมแผนรองรับการเติบโต ทุ่มงบ 1,100 ล้านบาทสร้างสำนักงานใหญ่แอมเวย์แห่งใหม่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เน้นอำนวยความสะดวกสบายแก่นักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกกว่า 1,000,000 รหัส พร้อมมั่นใจธุรกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2552 ทำลายสถิติอีกครั้งด้วยยอดขาย 13,300 ล้านบาทหรือโตขึ้น 15% ตอกย้ำอาชีพ "นักธุรกิจแอมเวย์" สามารถสร้างงานสร้างรายได้แม้ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซา


นายปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "บริษัทเตรียมแผนรองรับการเติบโตของธุรกิจแอมเวย์และเป้าหมายยอดขาย 20,000 ล้านบาทในปี 2555 ด้วยการทุ่มงบ 1,100 ล้านบาท สร้างสำนักงานใหญ่แอมเวย์แห่งใหม่บนถนนรามคำแหง มีเนื้อที่กว่า 10 ไร่หรือ 17,000 ตารางเมตร พื้นที่ใช้สอย 35,405 ตารางเมตร คาดว่าจะสามารถรองรับความต้องการและช่วยสนับสนุนนักธุรกิจแอมเวย์และสมาชิกกว่า 1,000,000 รหัสได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้คนในวงกว้างมากขึ้น สำนักงานแห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำถึงการเป็นธุรกิจขายตรงอันดับหนึ่งของประเทศไทยและธุรกิจขายตรงขนานแท้ที่ปฏิบัติตนอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่ดีเสมอมา"


"สำนักงานใหญ่แอมเวย์ออกแบบด้วยแนวคิดการรักษาสิ่งแวดล้อม (Green Concept) เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานของโลก และสร้างความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย มีอิสระ ทันสมัยควบคู่ไปกับความรู้สึกมั่นคง โดยผสมผสานพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัวให้เข้ากับฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างสูงสุด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ประกอบไปด้วยอาคาร "Amway Experience Plaza" ซึ่งอยู่ที่ด้านหน้าติดถนนใหญ่ เป็นอาคาร 3 ชั้น ภายในมีร้านสะดวกซื้อ แอมเวย์ ช็อป ศูนย์รวมผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแอมเวย์และพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 2,000 รายการ ศูนย์รวมประสบการณ์ แอมเวย์ โซนโอกาสทางธุรกิจ ห้องสมุด และห้องประชุมที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมได้ถึง 1,000 คน ส่วนกลางของพื้นที่เป็นอาคารจอดรถ 8.5 ชั้น 530 คัน และพื้นที่ Grand Arena เพื่อการพักผ่อนในบรรยากาศสวนและสระน้ำพุ ด้านหลังเป็นอาคารสำนักงาน 5 ชั้น กว้างขวางเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ"


"สำนักงานใหญ่นี้เป็นการลงทุนระดับท้องถิ่นที่มีมูลค่าสูงและได้ใช้ศักยภาพของธุรกิจในประเทศด้านต่างๆ เช่น เรื่องของที่ดิน วัสดุอุปกรณ์ ผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้าง ผู้ตกแต่ง เป็นต้น เพื่อร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมภาพรวมของธุรกิจทุกสาขา ทั้งยังเป็นการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2554 และจะแล้วเสร็จปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโต 20,000 ล้านบาทนั่นเอง" นายปรีชากล่าว


นายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ปี 2552 ที่ผ่านมาผลประกอบการของแอมเวย์ประเทศไทยได้ทำลายสถิติอีกครั้งด้วยยอดขาย 13,300 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 15% โดยกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามมีรายได้สูงสุด 60% ของยอดธุรกิจทั้งหมด ซึ่งความสำเร็จนี้ บริษัทขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์แอมเวย์ ยิ่งไปกว่านั้น ความทุ่มเทและความเป็นหุ้นส่วนจากนักธุรกิจแอมเวย์ (นธอ.) และพนักงานทุกส่วน ทำให้ แอมเวย์ เติบโตอย่างต่อเนื่องในฐานะแชมป์ขายตรงไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ"


"ปี 2553 บริษัทยังคงเน้นการนำเสนอสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม โดยมุ่งไปที่ความหลากหลายและความต้องการเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกันสำหรับสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง บริษัทจะทำการประชาสัมพันธ์มากขึ้นเพื่อขยายกลุ่มผู้ใช้สินค้านั้น และมีการขยายแอมเวย์ ช็อป มากขึ้นภายในปีนี้เพื่อสร้างการเข้าถึงแบรนด์แอมเวย์ พร้อมๆ กับการให้ความสำคัญกับฐานสมาชิกผู้ใช้สินค้าให้เกิดการซื้อซ้ำ (Reactivation) และขยายฐานของกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ (Penetration) โดยมีงบประมาณรวมทั้งด้านการตลาด ส่งเสริมการขาย โฆษณาประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ รวม 750 ล้านบาท"


"ความสำเร็จที่ต่อเนื่องนี้เป็นบทพิสูจน์ว่าอาชีพ นักธุรกิจแอมเวย์" สามารถสร้างรายได้สร้างความมั่นคงให้ชีวิต ขณะเดียวกันยังมีส่วนช่วยเศรษฐกิจของประเทศแม้ในสภาวะที่ซบเซา ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการดูแลบริการองค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ โดยการให้ความรู้ จัดประชุม บริการสื่อส่งเสริมธุรกิจ และส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพและมีจรรรยาบรรณมาโดยตลอด บริษัทจึงมั่นใจว่านักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ 320,000 รหัสนี้จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้แอมเวย์เติบโตต่อไป" นายกิจธวัชกล่าว


นายศักดิ์ ธนประกอบ ประธานคณะกรรมการและที่ปรึกษานักธุรกิจแอมเวย์ประเทศไทยและนักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่ กล่าวว่า "ในฐานะหุ้นส่วนทางธุรกิจและตัวแทนนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ เรารู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงอันดับ 1 ของเมืองไทย และองค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศต่างเชื่อมั่นในเป้าหมายที่เรามีรวมกันในปี 2555 ทุกคนจึงได้ทุ่มเททำงานเพื่อทำให้แอมเวย์สามารถเติบโต 20,000 ล้านบาทได้ตามที่ตั้งไว้ เรายังรู้สึกภาคภูมิใจที่อาชีพนักธุรกิจแอมเวย์สามารถทำให้ผู้คนมีโอกาสและทางเลือกในชีวิตมากขึ้น และแอมเวย์ก็เป็นธุรกิจต้นแบบหรือโมเดลของธุรกิจขายตรง เป็นผู้นำที่ไม่เพียงเฉพาะด้านความสำเร็จที่เติบโตของธุรกิจ แต่ยังดำรงตนอยู่ในกรอบจรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงอีกด้วย"


"เรามั่นใจว่า แผนงานของบริษัททั้งการสร้างสำนักงานใหญ่แอมเวย์แห่งใหม่และการสนับสนุนจากบริษัทในทุกๆ ด้านจะเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจแอมเวย์เติบโตต่อไป ขณะเดียวกันคณะกรรมการนักธุรกิจแอมเวย์ประเทศไทยซึ่งมีจำนวน 12 คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปีนั้น เราได้มีแผนงานที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแก่นักธุรกิจแอมเวย์ในทุกๆ องค์กรบนพื้นฐานการบริการอย่างมืออาชีพ ปฏิบัติตนอย่างมีจรรยาบรรณ และพร้อมจะสนับสนุนการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของนักธุรกิจแอมเวย์เพื่อให้เป็นอาชีพทางเลือกสำหรับทุกคน นอกจากนั้น เรายังจะเป็นศูนย์กลางการติดต่อประสานงานระหว่างนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศกับบริษัทเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ นายศักดิ์กล่าวในที่สุด

งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์








 


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร จัดงานเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงาม คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Shining Like The Queen of Beauty ความสวยเปล่งประกายดุจราชินีแห่งความงาม เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่ผสานคุณค่าแห่งไข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ ให้คุณเผยใบหน้าขาวใสเรียบเนียน เปล่งประกาย เฉกเช่นความงามแห่งไข่มุก เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างครบวงจร โดยถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้หญิงเอเชียสมัยใหม่


โดยมี Mr.Liao Liang Chu (มิสเตอร์ เลี่ยว เหลียง จู้) President, Mr.Martin Liao (มิสเตอร์ มาร์ติน เลี่ยว) Managing Director บริษัท Shilingmen Chemical Industrial Co.,Ltd. ประเทศไต้หวัน, คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณสุขุม อนงค์เลขา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก. อำพันยุทธ์ฯ, Mr.Thein Htwe (มิสเตอร์ เตียนถ่วย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.คังเซน-เคนโกฯ (ประเทศพม่า), ผู้บริหารสโมสรเงินล้าน ระดับ Centurion และ Platinum และคณะผู้บริหารคังเซนฯ ร่วมทำพิธีเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ อย่างเป็นทางการ รวมถึงการลงนามสัญญาทางธุรกิจ ระหว่าง บจก.คังเซน-เคนโกฯ และบจก.สี่หลิงเหมิน ที่ได้ตกลงเซ็นสัญญาร่วมมือลงทุนเปิดโรงงานผลิต เพิร์ล ซีรีส์ ชื่อ Biorg Max Biotechnology เป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ในใจกลาง New Taipei ประเทศไต้หวัน ใช้งบลงทุนในการก่อสร้าง และเงินหมุนเวียนกว่า 150 ล้านบาท โรงงานได้รับมาตรฐาน GMP เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต ท่ามกลางความร่วมยินดีจากผู้นำและสมาชิกคังเซนฯ อย่างคับคั่ง


ภายในงานมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ นางสาวปริศนา กัมพูสิริ (โบว์ลิ่ง) นางสาวไทย ประจำปี 2555 พร้อมด้วยคณะนางสาวไทย ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงเคล็ดลับดีๆ ของการดูแลผิวพรรณให้สวยดูดีอยู่เสมอ กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ตลอดจนรับฟังการแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้นำต้นแบบ คือ CSD กษิดิ์นาถ โพธิ์ทอง และ CSD สมหมาย จึงตระกูล ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำธุรกิจคังเซนฯ


บรรยากาศบริเวณงาน ได้ถูกเนรมิตตกแต่งเป็นโทนสีชมพู สื่อถึงความงามแห่งใต้ท้องทะเล และกิจกรรมบน Mini Stage ได้รับเกียรติจาก คุณต่าย ชัชฎาภรณ์ ธนันทา ดารา / นักแสดง มาบอกเล่า เคล็ดลับของการดูแลตนเอง และความประทับใจในผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ รวมถึงการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ จากผลิตภัณฑ์ ชุด นีนา คาเรน สไตล์การแต่งหน้าของสาวยุคใหม่ การแนะนำธุรกิจความงาม Berry House Clinic ช่องทางใหม่ในการทำธุรกิจ และเทคนิคการนำเสนอแผนธุรกิจพิชิตเงินล้าน กับ CSD ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจคังเซนฯ นอกจากนี้ยังมีบูธเกมส์ บูธชงชิม และบูธแสดงสินค้า คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสสินค้าได้อย่างใกล้ชิด ณ ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา


[gallery orderby="title"]

อาวียองซ์ ไทยแลนด์ : จัดงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้









อาวียองซ์จัดงาน GRE@T DAY


มนต์ชัย เดโชจรัสศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย และ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด จัดงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ งานที่เปิดโอกาสทางธุรกิจครั้งสำคัญ กับการที่จะได้เป็นผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ โดยมี เจอร์รี่ หลุย National Executive Business Associate บุคคลต้นแบบที่ประสพความสำเร็จในธุรกิจเครือข่าย อาวียองซ์ ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ณ หอประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า



ข่าวประชาสัมพันธ์ 3 สาวภริยาข้าราชการ กับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต








 


การตัดสินใจรับโอกาสเมื่อมีผู้หยิบยื่น บางครั้งก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชีวิต ดังเช่น 3 ภริยาข้าราชการไทย ที่ตัดสินใจทำธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม ภายใต้การบริหารงานโดยยูนิลีเวอร์ เพื่อเป็นธุรกิจเสริมของครอบครัว จนล่าสุดทั้ง 3 สาวยังได้ขึ้นนำเนียบผู้บริหารสโมสรเงินล้านประจำปี 2555


เริ่มต้นสาวแกร่งผู้ไม่ยอมแพ้ ยศสรัล ศรีพงศ์จิรา ผู้บริหารสโมสร 10 ล้าน ภริยาข้าราชการตำรวจ เผยว่า เพราะธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์นี้ที่ทำให้ชีวิตของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมากๆ จากเด็กผู้หญิงจนๆ ปัจจุบันสามารถนำความสุขมาให้ทั้งครอบครัวตัวเอง รวมถึงครอบครัวของสามี หากไม่ใช่วันนั้นเมื่อ 9 ปีที่แล้วที่แฟนโทรศัพท์มาบอกให้มารับที่ยูนิลีเวอร์เพราะไม่มีค่ารถกลับบ้าน แต่ให้เอาเงิน 600 บาทติดตัวมาด้วย ก็คงจะไม่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป ซึ่งขณะนั้นแฟนเป็นเพียงนักเรียนนายร้อย ส่วนตัวเองยังต้องทำงานไปเรียนไปด้วย เรา 2 คนช่วยกันทำธุรกิจนี้ด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งแต่งงาน ต้องยอมรับว่าธุรกิจนี้ทำให้ คุณภาพชีวิตของเราทั้ง 2 คน รวมถึงพ่อแม่เรา พ่อแม่เขา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หลายคนอาจได้ยินคำพูดติดตลกที่มักจะพูดกันว่าเมียตำรวจนั่งนับแบงค์ แต่ใครจะรู้ว่าหากไม่มีธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ตัวดิฉันเองก็คงไม่มีโอกาสได้เป็นคุณนายตำรวจนั่งนับแบงค์อย่างแน่นอน เวลานี้ดิฉันทำงานด้วยความสุข สนุก โดยมีเป้าหมายที่อยากเป็นคนไทยที่มีรายได้ต่อเดือนหลักล้าน และเป็นคนไทยที่เป็นต้นสายของผู้ร่วมธุรกิจในต่างแดนที่จะขยายไปทั่วโลก


ด้าน ชุติวรรณ ไชยรัตน์ สาวเปรี้ยวผู้มุ่งมั่น ผู้บริหารสโมสร 5 ล้าน ภริยาข้าราชการทหาร เผยว่า เป็นผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์มา 6 ปีแล้วค่ะ เดิมมีอาชีพเป็นพยาบาล และมีโอกาสได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จากเพื่อนเป็นคนแนะนำ เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์แล้วได้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เวลาไปไหนมาไหนมีคนทักเสมอว่าดูดี ดูสวยขึ้น ตอนแรกยังไม่สนใจทำธุรกิจ แต่พอเห็นเพื่อนที่แนะนำมีเงินเข้ากระเป๋าตลอด จึงสนใจและเริ่มเรียนรู้ จากนั้นตัวเองก็มีรายได้เข้ามาหลายหมื่นบาทต่อเดือน ทำได้ 6 เดือนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ซึ่งการทำธุรกิจนี้ไม่เพียงสอนให้เรารู้จักการทำธุรกิจ และยังสอนการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้คุ้มค่า พัฒนาตัวเองให้มีความเป็นผู้นำ ที่สำคัญดิฉันยังมีส่วนช่วยเสริมสามีซึ่งเป็นข้าราชการทหาร โดยเวลาออกงานสังสรรค์กับสามีก็ไม่น้อยหน้าใคร ดิฉันมองว่าธุรกิจนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ตัวเราได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ได้เปิดกว้างด้านสังคม และยังมีรายได้เพิ่มขึ้น หากเรามีความตั้งใจจริง เวลานี้เป้าหมายของดิฉันคือการนำพาผู้ร่วมธุรกิจที่พร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกัน มีรายได้ 6 หลักให้เร็วที่สุดและมากที่สุดค่ะ


สาวเรียบร้อยคนสุดท้าย ผู้บริหารสโมสร 1 ล้าน ศรัณพร เพียรพิจิตร ภรรยาข้าราชการทหารสังกัดกรมช่างอากาศ เผยว่า เริ่มต้นจากสามีที่เป็นข้าราชการทหาร เข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์จากการชักชวนของหัวหน้า เมื่อมองเห็นโอกาสจึงได้ชวนให้ดิฉันเข้ามาร่วมทำธุรกิจด้วยกัน ยอมรับค่ะว่าเป็นธุรกิจที่สร้างฝันให้เป็นจริง ธุรกิจนี้ยังสอนให้ดิฉันรู้จักคิด ในหลายๆ ครั้งที่ดิฉันสามารถชนะใจลูกค้าได้ เพราะอาวียองซ์ที่ปรับเปลี่ยนดิฉันเปลี่ยนจากคนที่เคยใจร้อน ให้กลายเป็นคนที่อ่อนน้อม คิดบวก และรู้จักวิธีเข้าหาคน 3 ปีแล้วค่ะที่ดิฉันกับสามีช่วยกันทำธุรกิจนี้ โดยสามีเป็นคนวางแผนงาน และดิฉันจะเป็นคนลุยตลาด พบปะลูกค้า วันนี้ครอบครัวเริ่มมั่นคงเพราะธุรกิจนี้ที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ดีขึ้น มีรถยนต์ขับสำหรับทำธุรกิจ และสามียังเหมือนได้ภรรยาใหม่ที่ทั้งสวยและสาวขึ้น จนเพื่อนสามีหลายคนทักว่าใช่คนที่แต่งงานเมื่อ 2 3 ปีก่อนหรือเปล่า สร้างความภูมิใจให้กับดิฉันและสามีมาก ที่สำคัญเรื่องของการเดินทางไปต่างประเทศนั้น ในอดีตเป็นเพียงความฝันเท่านั้น แต่ธุรกิจนี้ทำให้ดิฉันไปมาแล้วหลายประเทศ เป็นสิ่งที่เกินฝันจริงๆ ทุกวันนี้ดิฉันยังยืนหยัดทำธุรกิจนี้ต่อไปด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่น และถ้าเป็นไปได้ในอนาคตดิฉันตั้งใจอยากให้ลูกชายของดิฉันสานต่อธุรกิจนี้ เพราะเป็นธุรกิจที่เปิดโอกาสให้กับคนได้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นค่ะ


เลือรับโอกาสดีๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อตัวเรา ครบอครัว ดีขึ้น สังคมก็น่าจะดีขึ้น


[gallery orderby="title"]


 


********************************************************


หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด


โทร.0-2619-0429 ถึง 30 สุจินดา, แสงนภา, ภัควลัญชญ์


 

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แอมเวย์ ปรับโฉม อาร์ทิสทรี อัด 130 ล.ขย่มตลาดหวังได้คืน 3.1 พันล.สิ้นปี








 


แอมเวย์ จัดการปรับโฉมแบรนด์เครื่องสำอางของบริษัท อาร์ทิสทรี ครั้งใหญ่ทั่วโลก ประเดิม ส่ง อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ สินค้าพรีเมี่ยมกลุ่มลดเลือนริ้วรอย อัดงบ 130 ล้านบาท ขย่มตลาดโค้งสุดท้าย พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เทเรซ่า พาล์มเมอร์ ดาราสาวฮอลลีวูด ย้ำภาพความหรูของผลิตภัณฑ์ มั่นใจสิ้นปี อาร์ทิสทรี ในไทยฟัน 3.1 พันล้านบาท ครองแชมป์ยอด ขายเครื่องสำอางระดับพรีเมี่ยม


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการ ดูแลความงามบนใบหน้าและผิวพรรณ ของผู้หญิงยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากมูลค่าตลาด ของเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าของไทยในกลุ่มพรีเมี่ยมแบรนด์ซึ่งเติบโตสูงขึ้น 6% ด้วยมูลค่าถึง 11,500 ล้านบาท ขณะเดียวกัน เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็น อย่างดีเช่นเดียวกันตลอด 10 เดือนที่ผ่าน มา โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายนี้ ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานอาร์ทิสทรีโกลบอล ทั้งแผนการปรับโฉมแบรนด์ใหม่ ทั่วโลก และแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มดูแลริ้วรอย อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ สู่ตลาดเมืองไทย ทำให้มั่นใจมากว่า ปีนี้อาร์ทิสทรีจะประสบความสำเร็จด้วยยอด ขายสูงถึง 3,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าพอใจคือเพิ่มขึ้นถึง 7% ส่งผลให้อาร์ทิสทรียังรักษาตำแหน่ง แชมป์เครื่องสำอางทั้งสกินแคร์และสีสันในกลุ่มพรีเมี่ยมแบรนด์ของไทยได้อีกสมัย


การรีแบรนด์ครั้งนี้ บริษัททำเพื่อ การพัฒนา ซึ่งเป็นการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 4-5 ปี สำหรับกลุ่มเครื่องสำอางของบริษัท เพื่อเป็นการยกระดับกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้มีความเป็นพรีเมี่ยมมาก ยิ่งขึ้น โดยจะใช้เวลาปรับประมาณ 1 ปี อีก ทั้งบริษัทยังได้ลงงบเรื่องของการโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้าแบรนด์นี้ 130 ล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน ก่อนสิ้นปี 55 นายกิจธวัช เผย


สำหรับสินค้าในกลุ่มอาร์ทิสทรี นับเป็นแบรนด์สินค้าระดับพรีเมี่ยมเบอร์ 1 ของประเทศไทย จากยอดขายที่มากกว่า 3 พันล้านบาทต่อปี โดยในส่วนของการเติบโตนั้น บริษัทมีอัตราการเติบโตที่ถือ ว่ามากกว่าการเติบโตมวลรวมของสินค้า เครื่องสำอางในประเทศ โดยมูลค่าการเติบโตในแต่ละปีของสินค้าเครื่องสำอาง ในประเทศโตอยู่ที่ 6% จากมูลค่า 1.15 หมื่นล้านบาท ส่วนอาร์ทิสทรีคาดหวังที่จะโต 7%


ม็อด แพนซิ่ง รองประธานกลุ่มผลิต ภัณฑ์ด้านความงามทั่วโลกแบรนด์ อาร์ทิสทรี กล่าวถึงการปรับโฉมแบรนด์ (Rebranding) ของอาร์ทิสทรีในครั้งนี้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา อาร์ทิสทรีเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ความงามที่ก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์และเป็นเครื่อง สำอางบำรุงผิวระดับพรีเมี่ยมที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 1 ใน 5 ของโลก เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ความเป็นแบรนด์พรีเมี่ยมระดับโลก วันนี้อาร์ทิสทรีจึงได้ทำการ ปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ทั่วโลกภายใต้แนวคิด ความงามแห่งอนาคต หรือ FORWARD BEAUTY


การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่สามารถส่งต่อคุณค่าความงามสู่ผู้หญิงทั่วโลกด้วยหลัก 3 ประการ ดังนี้ 1.การค้นพบ (Discovery) การค้นหาและ พบส่วนผสมอันล้ำค่าจากธรรมชาติจากทั่วโลกเพื่อผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม 2.จินตนา การ (Imagination) เพื่อส่งมอบจินตภาพความงามให้เกิดขึ้นจริงผ่านสีสัน และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ล้ำสมัย และ 3.นวัตกรรมสร้างสรรค์ (Invention) ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและสิทธิบัตรกว่า 183 รายการ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวชั้นเลิศแก่ผู้หญิงทั่วโลก การปรับโฉมแบรนด์ในครั้งนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนโลโก้และภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจน มีเอกลักษณ์ และมีความหรูหรายิ่งขึ้น รวมถึงปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์เป็นแบบ เครสเชนโด ซึ่งมีลักษณะสง่า งาม มีระดับ และโดดเด่น และประการสำคัญได้แต่งตั้ง เทเรซ่า พาล์ม เมอร์ (Teresa Palmer) นักแสดงสาวฮอลลีวูด ผู้หลงใหลในผลิตภัณฑ์อาร์ทิสทรี เป็นโกลบอลแบรนด์ แอมบาสเดอร์คนใหม่ อีกด้วย ม็อดกล่าวทิ้งท้าย


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ครั้งนี้จะเริ่มต้นกับ ผลิต ภัณฑ์ใหม่กลุ่ม อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์-เทนด์ เป็นกลุ่มแรก จากนั้นจึงทยอย ตามด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ ของอาร์ทิสทรีต่อไป จากการสำรวจพฤติกรรม ผู้หญิงไทยพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการบำรุงผิวหน้าโดยเฉพาะปัญหาริ้วรอยมากเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะผู้บริโภคในช่วงอายุ 20-34 ปี ต่างเริ่มให้ความสนใจและใช้ผลิตภัณฑ์ กลุ่มลดเลือนริ้วรอยกันมากขึ้น ดังนั้น เราจึงมั่นใจว่า อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์-เทนด์ จะสร้างความประทับใจและตอบ สนองความต้องการลดเลือนริ้วรอยให้กับผู้หญิงไทยได้เป็นอย่างดี


ผลิตภัณฑ์อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์-เทนด์ เป็นสุดยอดนวัตกรรมความงาม ที่ผ่านการคิดค้นอย่างยาวนานจากทีม นักวิทยาศาสตร์ของอาร์ทิสทรี โดดเด่นด้วยไลฟ์เซิร์ท (LifeSirt) สิทธิบัตรเฉพาะของอาร์ทิสทรีซึ่งเป็นส่วนผสมศักยภาพสูงจากใบไมร์เทิล พืชพรรณหา ยากแถบเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมสูตรเฉพาะ Micro-X6 Peptide เปปไทด์ชนิดเดียว ช่วยฟื้นบำรุงผิวที่ถูกทำลาย และสารสกัด จากผลแอฟริกัน บาวบับ (African Bao bab) ซึ่งถือกำเนิดในแอฟริกา ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้น เรียบเนียน และความยืดหยุ่น แก่ผิว ทำให้ผลิตภัณฑ์ชุดนี้เปี่ยมด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายในอนาคต โดยกลุ่มนี้มีสินค้า ทั้งหมด 8 รายการ นางรัตนา กล่าว


นางรัตนากล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็น การแนะนำผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนักธุรกิจแอมเวย์และผู้บริโภคเป้าหมาย อาร์ ทิสทรีได้จัดงาน อาร์ทิสทรี ฟอร์เวิร์ด บิวตี้ เดย์ (Artistry Forward Beauty Day) เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์พร้อมโกล บอลแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ และจัดการฝึกอบรมสำหรับนักธุรกิจแอม เวย์รวม 14,500 ที่นั่ง ซึ่งจะมีการถ่าย ทอดสดไปยัง 6 จังหวัดทั่วประเทศพร้อมกิจกรรมออนไลน์ลุ้นรับรางวัลต่างๆ อีกมากมาย คาดว่าอาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์ เทนด์ จะสร้างยอดจำหน่ายได้ไม่ต่ำกว่า ปีละ 800 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นกลุ่มสินค้าหลักที่สำคัญของผลิตภัณฑ์เพื่อความงามของอาร์ทิสทรีทีเดียว ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการคาดคะเนตลาดธุรกิจขายตรงนั้น ผู้บริหารแอม เวย์ มีความมั่นใจว่า ในช่วงสุดท้ายของ ปีคงไม่มีเหตุการณ์อะไรที่จะส่งผลกระ ทบต่อธุรกิจ ตลาดจะสามารถโตได้ตาม ที่คาดหวัง และอาจมากกว่า ซึ่งนับเป็น เรื่องที่ดีของวงการธุรกิจขายตรงไทย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1350 ประจำวันที่ 7-11-2012 ถึง9-11-2012

นีโอ สตาร์ เข้ม ! ตัดเหลือ50คน รุ่น 2 ประกาศผล 26 พ.ย.นี้








 


เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับโครงการเฟ้นหา ดาวของ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทขายตรงชั้นนำของเมืองไทยโดยภายในงานมอบเข็มเกียรติยศประจำเดือนตุลาคมของบริษัท ได้มีการประกาศ ผลผู้เข้ารอบ 2 ในโครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน รุ่นที่ 1 เหลือเพียง 50 คน จากทั้งหมดเกือบ 200 คน และจะทำการประกาศผล ผู้เข้ารอบสำหรับผู้สมัครรุ่นที่ 2 และ 3 ในงานมอบเข็มประจำเดือนพฤศจิกายนและ ธันวาคม ตามลำดับ เพื่อให้ เหลือผู้เข้ารอบ 2 เพียง 150 คน จากผู้สมัครทั้งสิ้นเกือบพันคน!


โดยผู้ที่เข้ารอบรุ่นแรกทั้ง 50 คน จะต้องมาออดิชั่น แสดงความสามารถอีกครั้ง และมีเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องเป็น การแสดงที่แตกต่างจากครั้งแรก เพื่อแสดง ออกถึงความสามารถที่หลากหลายของผู้สมัคร นอกจากนั้น บริษัทจะให้มีการเชิญ ผู้สนับสนุนการเข้าประกวดของผู้สมัครแต่ ละท่าน มาร่วมพูดคุยในรายการ เพื่อให้ทุกคนรู้จักตัวตนของผู้สมัครมากขึ้น โดยรายการจะออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทางช่องนีโอ ทีวี สยามธุรกิจ


อย่างไรก็ดี สำหรับการคัดเลือกผู้สมัครรอบที่ 2 นี้ บริษัทก็มีเงื่อนไขอีกว่า ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกแต่ไม่ได้มาขึ้นเวที อาจมีสิทธิ์ตกรอบ และบริษัทจะเลื่อนผู้สมัครที่ได้ลำดับรองลงไปขึ้นมาแทน เพราะต้อง การผู้ที่มีความพร้อมในการร่วมกิจกรรมกับ นีโอ ไลฟ์ อย่างต่อเนื่องนั่นเอง


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับน้องๆ ที่เข้ารอบในโครงการนีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน รุ่นที่ 1 ทุกๆคน ซึ่งการคัดเลือก ในครั้งนี้คณะกรรมการแต่ละท่าน ได้มีการ คัดสรรที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อที่จะนำตัวแทนของน้องๆ ผู้สมัครเข้าสู่การประกวด ในรอบต่อๆ ไป ส่วนน้องๆ ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารอบในครั้งนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจ ชีวิตยังคงเดินหน้าต่อไป อย่างน้อยสิ่งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรามีความกล้าที่จะเข้า มาสู่เวทีประกวด สำหรับความคิดของตน ทุกคนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่ดีเด่น มีความ กล้าหาญ ต่อไปในอนาคตน้องๆ จะได้นำประสบการณ์บนเวทีนี้ไปปรับใช้สำหรับการดำเนินชีวิตของตัวเอง และตนเชื่อว่า น้องๆ ทุกคนจะกลายเป็นผู้ที่ประสบความ สำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ดี ช่องนีโอ ทีวี และหนังสือ พิมพ์สยามธุรกิจ ยังได้มีการมอบประกาศนียบัตร ให้กับน้องทุกคน ที่ผ่านการประกวด บนเวที นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน นอกจากนั้น ทางคณะกรรมการยังได้เสนอแนวคิดว่า ควรจะมีการคัดเลือกน้องๆ ที่มีความสามารถ ในแต่ละด้าน เพื่อมอบโล่รางวัลดีเด่นในการแสดงแต่ละด้านด้วย ในฐานะที่เป็นเยาวชนดีเด่นของบริษัท ซึ่งตนหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นรางวัลครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนที่ได้ผ่านการเข้าสู่เวที นีโอ สตาร์


ในส่วนของการดำเนินธุรกิจกับบริษัท หากน้องๆ ต้องการทำธุรกิจร่วมกับผู้สนับสนุน หรือผู้ปกครองที่เป็นสมาชิก ของนีโอ ไลฟ์ ทางบริษัทเองก็ยินดีที่จะคอย ให้คแนะนำ หรือให้การส่งเสริม สนับสนุนน้องๆ ในการเรียนรู้ธุรกิจ เพื่อที่จะก้าวไป สู่ตำแหน่งทางธุรกิจในตำแหน่งที่สูงขึ้นตาม ลำดับต่อไป


ทั้งนี้ กิจกรรมภายในงานมอบเข็มเกียรติยศประจำเดือนตุลาคม ยังได้มีการ บันทึกเทปสดรายการ รัชกับดุ๊ก ออน สเตจ โดยพิธีกรคู่ขวัญ คือ ดร.รัชนี มหานิยม และอาจารย์บดินทร์ ดุ๊ก ร่วมดำเนินราย การ และนอกจากการมอบเข็มเกียรติยศ ให้กับผู้ประสบความสำเร็จหลายร้อยคนแล้ว บริษัทยังได้มีการมอบโปรฯสุดพิเศษ สำหรับสมาชิกระดับผู้อำนวยการขึ้นไป คือ ทริปท่องเที่ยวฝรั่งเศส 5 วัน ซึ่งจะเดินทางระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคมนี้ ส่วนการมอบเข็มเกียรติยศในเดือนพฤศจิกายนกำหนดการจัดงานของบริษัทครั้งแรก ตรงกับวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน 55 แต่ในวันดังกล่าว จะตรงกับเทศกาลลอยกระทงพอดี บริษัทจึงจำเป็นต้องเลื่อนมาเป็นวันจันทร์ที่ 26 พฤศจิกายนแทน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1350 ประจำวันที่ 7-11-2012 ถึง9-11-2012

ไอไบโอ เมิน ซันคลาร่า พลัส เบนเข็มเจาะตลาดสินค้า คอลลาเจน









ไอไบโอ รุกตลาดสินค้า คอลลา เจน หวังปลุกกระแสคน ไอไบโอ หวนคืน บริษัท หลังสมาชิกไหลออกเหตุเพราะ ซันคลาร่า พลัส สินค้าเรือธง ที่เคยเป็น ผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว เปลี่ยนมือ และมีกระแสข่าวผู้บริหารชุดเก่าลาออก ส่วนเป้ายอดขายยังขอ 100 ล้านบาท


ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ตลาดเครือข่ายขายตรงมีสีสัน และคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบริษัทน้องใหม่เปิดตัว หวังแชร์ส่วนแบ่งเนื้อเค้กในธุรกิจนี้กันมากมายหลายสิบบริษัท ซึ่งหนึ่งในบริษัทน้องใหม่ มาแรง ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ บริษัท อินเตอร์เนชันแนล ไบโอ เน็ตเวอค จำกัด หรือ iBio ที่ได้ถือฤกษ์งามยามดี เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการไปเมื่อ วันที่ 5 เดือน 5 ปี 55 และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ แค่เริ่มต้นบริษัทก็ได้สร้างความฮือฮาในตลาดขายตรง ด้วยสามารถหนีบสินค้าดีๆ ลือชื่ออย่าง ซันคลาร่า พลัส เข้ามาเจาะตลาด ด้วยการเซ็นสัญญากับ บริษัท วิณพา จำกัด เจ้าของผู้ผลิตสินค้านี้ เพื่อจะเป็นผู้แทน จัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว


แต่เส้นทางที่ดูจะราบรื่นของ ไอไบโอ นั้น ก็เริ่มมีขวากหนามเข้ามาท้าพิสูจน์ ความสามารถเข้าเสียแล้ว เมื่อสินค้าเรือธงอย่าง ซันคลาร่า พลัส ที่บริษัทเคยเป็นผู้แทนจัดจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวเปลี่ยนมือ


นางสาวจุฬาลักษณ์ คันธนาลิตประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์เนชันแนล ไบโอ เน็ตเวอค จำกัด (iBio) เปิดเผยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า ถามว่า วันนี้เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างผลกระทบ ต่อบริษัทบ้างหรือไม่ ตนก็คงต้องเรียนตาม ความเป็นจริงว่า มีผลกระทบบ้าง เพราะซันคลาร่า ถือเป็นแบรนด์หลักที่ทำให้คนทั่วไปรู้จักบริษัท


อย่างไรก็ดี ตนเคยกล่าวไว้ตั้งแต่เริ่ม ก่อตั้งบริษัทแล้วว่า ไอไบโอ ต้องการเดินด้วยทางของตัวเอง ที่ผ่านมาถือว่าเราได้ สิ่งที่ดีของการทำตลาดจากแบรนด์ที่มีชื่อในตลาดอยู่แล้ว วันนี้ถ้ามีคนอยากจะมาใช้แบรนด์ตัวนี้ เราก็ยินดีที่จะยกให้ ซึ่งหลักๆ ตนก็ได้มีการพูดคุยกับบริษัทคู่ค้า และเข้าใจกันด้วยดี คือ ด้วยธรรมชาติของ การตลาดสินค้าชนิดนี้ ที่มีลักษณะของ เรด โอเชี่ยน มันจึงค่อนข้างแตกต่างจากแนว คิดที่ตนอยากให้ ไอไบโอ เป็นธุรกิจในกลุ่มของ บลู โอเชี่ยน จึงอาจเรียกได้ว่า การเปลี่ยนมือครั้งนี้ทุกอย่างอยู่ในจังหวะและเวลา วันนี้หากเขาไม่มาขอเลิกเรา เราก็คงต้องขอเลิกเขาเอง


ตนรู้มาตลอดว่า การทำธุรกิจแบบ เรด โอเชี่ยน สุดท้ายก็จะแตกหักกันไปข้าง หนึ่ง ด้วยราคาที่มันห้ำหั่นกันในตลาด แล้ว กลายเป็นจุดช่องโหว่ให้ธุรกิจของไอไบโอมีปัญหา ดังนั้นตนคิดว่า ยอมทำธุรกิจแบบ บลู โอเชี่ยน ดีกว่า เพื่อให้ทุกอย่างเดินอย่างมั่นคงถาวร


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของบริษัท ไอไบโอ ไม่ใช่ ซันคลาร่า พลัส แต่เป็น คอลลาเจน ที่ผ่านงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน ตนเชื่อมั่นว่า ถ้าสินค้าดีจริง กระแสตอบรับก็จะกลับมา และสินค้าทุกตัวของไอไบโอ การันตีได้ถึงคุณภาพ เพราะเราจะควบคุมการผลิตตั้งแต่ต้น


ขณะเดียวกันภาพรวมธุรกิจในตอนนี้ก็มีแนวโน้มดี ด้วยก่อนหน้านี้บริษัททำโปรโมชั่นเต็มที่ จึงทำให้ยอดตัวเลขสูง สัดส่วนยอดขายจะมีการเปลี่ยนแปลงตาม โปรโมชั่น หากวันนี้เรายังทำโปรฯเหมือนเดิม ยอดขายก็จะเท่าเดิม แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีความหลากหลายไปตามแต่ฤดูกาล ตามกลยุทธ์ของบริษัท แต่ช่วงแรกเป็นช่วงเริ่ม ต้นของการทำการตลาด โปรฯจึงต้องแรง และเร็วไว้ก่อน


ส่วนปัญหาหนักๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ปรากฏว่า ทีมผู้บริหารชุดเก่า ที่เริ่มดำเนิน ธุรกิจมาด้วยกันตั้งแต่ต้น ออกจากบริษัทไป จนทำให้ จุฬาลักษณ์ ต้องเข้ามาควบคุม บริหารงาน ไอไบโอ อย่างเต็มตัว และในทุกๆ ด้าน จากเมื่อก่อนที่ดูแล บริหารเฉพาะงานด้านระบบไอที


ซึ่งเธอก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หลายคนเข้าใจว่าผู้บริหารชุดเดิมไม่อยู่ จึงอาจคิดว่าบริษัทจะไม่อยู่ด้วย จริงๆแล้วเป็นเรื่องของแนวทางในการบริหารไม่ตรงกัน อยากให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันว่าไม่ว่า ข่าวลือ จะเป็นเช่นไร วันนี้ ไอไบโอ ไม่ได้เป็นจริง อย่างที่กล่าวกัน ซึ่งบริษัทก็ได้พิสูจน์ถึงเรื่อง ดังกล่าว ด้วยการนัดรวมพลคน ไอไบโอ บนเรือสำราญ The Grand Chaophraya Cruise เมื่อวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีผู้นำเข้าร่วมกว่า 300 ชีวิต ส่วนเป้าหมายยอดขาย ผู้บริหารสาวคนเก่งกล่าวว่า สิ้นปีนี้ ขอ 100 ล้านบาท และหากปีนี้สามารถแตะ 100 ล้านได้ ปีหน้าและปีต่อๆ ไป ก็สามารถแตะหลักพันล้านได้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1350 ประจำวันที่ 7-11-2012 ถึง9-11-2012

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวประชาสัมพันธ์อดีตเจ้าของหนี้ 18 ล้าน พบความสำเร็จบนเส้นทางธุรกิจอาวียองซ์ พร้อมเป็นเศรษฐี 100 ล้าน มาเผยความสำเร็จในงาน GRE@T DAY









จากอดีตเจ้าของหนี้ 18 ล้าน พบความสำเร็จบนเส้นทางธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์


พลิกชีวิตปลดหนี้ภายใน 5 ปี พร้อมเป็นเศรษฐี 100 ล้าน


เปิดใจแบบหมดเปลือก ในงาน GRE@T DAY เราทำได้ คุณทำได้


อาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ นำโดย มนต์ชัย เดโชจรัสศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย และ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา ธุรกิจ อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด จัดงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ งานที่มอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่และเป็นโอกาสสำคัญที่คุณได้เป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับยูนิลีเวอร์ พร้อมให้คุณได้พบกับบุคคลต้นแบบที่ประสพความสำเร็จ เจอร์รี่ หลุย National Executive Business Associate มาบอกเล่าประสบการณ์การตัดสินใจครั้งสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับยูนิลีเวอร์ ณ หอประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า


พบกับโอกาสทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่นับหลายร้อยคน ในงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ แล้วยังได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ล่าสุด อาวียองซ์ ไวทัลลิตี้ (aviance Vitality) ที่พร้อมจะดูแลสุขภาพให้ครบทั้ง 4 ระบบสำคัญของร่างกาย ภายใต้แนวคิด Beyond Healthy เพราะสุขภาพดี...ชีวิตดียิ่งกว่า ประกอบด้วย อาวียองซ์ ไวทัลลิตี้ อินูลิน ชูเอเบิ้ล ไฟเบอร์ ที่จะดูแลลำไส้ให้สะอาด เพื่อออกสตาร์ทสู่สุขภาพดี, อาวียองซ์ ไวทัลลิตี้ เอ็มวีเอ็ม พลัส พร้อมดูแลเซลล์และภูมิต้านทาน เพื่อจุดพลังชีวิต เติมพลังงานระดับเซลล์, อาวียองซ์ ไวทัลลิตี้ โอเมก 3 พลัส ดูแลหัวใจให้สูบฉีดเลือด อาหาร และออกซิเจน ไปตามโครงข่ายเส้นเลือดทั่วร่างกายรวมไปถึงสมอง และ อาวียองซ์ ไวทัลลิตี้ แคล แม็ก พลัส เสริมโครงสร้างกระดูกให้แข็งแรง และยังได้ลุ้นรับรางวัลบริการตรวจสุขภาพเพื่อวิเคราะห์ค่าชีววัฒนะให้แก่ผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ค่าชีววัฒนะเป็นการหาค่าที่บ่งบอกสภาวะสุขภาพ ก่อนที่ประตูของงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ จะเปิดเพื่อให้พบกับ 7 บุคคลต้นแบบที่ประสพความสำเร็จมาร่วมแชร์ประสบการณ์การตัดสินใจครั้งสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับยูนิลีเวอร์


ไฮไลท์เด็ดของงานในครั้งนี้คือ เจอร์รี่ หลุย National Executive Business Associate มาบอกเล่าถึงความสำเร็จบนเส้นทางธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ที่เปิดตัวได้อย่างอลังการสมศักดิ์ศรีความเป็น


National Executive Business Associate ด้วยภาพยนตร์ Mission Impossible ที่ให้เจอร์รี่ หลุย สวมบทพระเอกสายลับสุดเท่ที่โดนลักพาตัวไปเพื่อสอบปากคำว่าเขาทำได้อย่างไร ที่สามารถมีรายได้ต่อเดือน 7 หลักอย่างมั่นคง


เพราะเมื่อสิบปีที่แล้ว เขาคนนี้คือเจ้าของธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารที่พบวิกฤติทางเศรษฐกิจ จนต้องเป็นหนี้ 18 ล้านบาท แต่เมื่อพบโอกาสที่ยิ่งใหญ่จากธุรกิจอาวียองซ์ ทำให้เขาสามารถปลดหนี้ 18 ล้านได้สำเร็จเพียงเวลา 5 ปี พร้อมพลิกชีวิตเป็นเศรษฐีที่มีรายได้สะสมมากกว่า 100 ล้านบาท โดย เจอร์รี่ หลุย National Executive Business Associate เผยว่า ความสำเร็จของผมที่ผมยังทำเป็นประจำอยู่เสมอคือ ทำทันที ทำทุกที่ ทำ ทำ ทำ หากเมื่อสิบปีที่แล้ว คุณสุชาดา ธีรวชิรกุล และคุณมนต์ชัย เดโชจรัสศรี ไม่หยิบยื่นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้ผมได้เข้ามาเป็นผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ผมก็คงไม่สามารถที่จะปลดหนี้ 18 ล้านบาทไปได้ แถมตอนนั้นผมต้องเรียนรู้ศึกษาด้วยตัวเอง ไม่ได้มีอัพไลน์มาคอยแนะนำ และยังเป็นคนต่างชาติ ที่พูดไม่เก่ง เพื่อนไม่มี พูดไม่ชัด แต่ผมก็ มุมานะทำธุรกิจนี้ด้วยความมุ่งมั่น เชื่อไหมครับว่ารายได้ในเดือนแรกของผมได้เพียง 365 บาท หลายคนอาจมองว่ามันน้อยมาก แต่สำหรับผมคนที่เป็นหนี้ 18 ล้าน กลับร้อง Yes และนี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมอยากบอกทุกท่านให้ทราบว่า ในการที่เราจะสามารถเติบโตบนเส้นทางธุรกิจในรูปบบนี้ เราควรมีทัศนนคติที่ดี เพราะมันจะเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้เรานั้นก้าวต่อไป เพื่อที่จะได้พบเจอกับความสำเร็จ


จากนั้นต่อมาในเดือนที่ 2 เพราะทัศนคติที่บวกของผม ทำให้ผมรับรายได้ 286,000 บาท จากนั้นผ่านไปเข้าสู่ปีที่ 2 ผมรับรายได้ 940,000 บาท และหลังจากนั้นผมก็เริ่มรับรายได้ต่อเดือนเป็นตัวเลข 7 หลัก เพียงเวลา 5 ปีครับที่ผมก็สามารถปลดหนี้ 18 ล้านบาทได้สำเร็จ ถ้าทุกท่านอยากมีรายได้ที่งดงามเช่นนี้ ต้องศึกษา เรียนรู้ พร้อมกับปรึกษาอัพไลน์ของท่าน ที่สำคัญธุรกิจนี้ไม่เพียงจะมอบรายได้ที่งดงาม ยังได้มอบประสบการณ์เปิดโลกกว้างโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ที่ทำให้ผมและครอบครัว ได้เดินทางไปต่างประเทศกว่า 20 ประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป กับทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟระดับ V.I.P ที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้นอกจากอาวียองซ์ที่เดียว ผมเชื่อว่าทุกท่านที่มาร่วมงาน GRE@T DAY ในครั้งนี้ ทุกท่านมาได้ถูกที่ ถูกเวลามากๆ เพราะท่านได้อยู่กับบริษัทที่มีประวัติยาวนานมากว่า 100 ปี ผมจึงไม่อยากให้ทุกท่านพลาดโอกาสแห่งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ และผมอยากฝากว่าอยากให้ทุกท่านมีคำหนึ่งคำไว้ในใจ ก็คือคำว่า อีกนิดนึง เพราะผมเชื่อว่าเพราะคำนี้ที่ทำให้คนประสพความสำเร็จมานักต่อนัก เพราะเป็นคำที่ทำให้เห็นถึงความพยายาม และเพราะคำว่า อีกนิดนึง นี้ที่จะทำให้ชีวิตของคุณเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อผมทำได้ คุณก็ทำได้เช่นกัน


เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ในงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ ที่มาร่วมแชร์แบ่งปันเส้นทางสู่ความสำเร็จ ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้พบโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต เพราะอาวียองซ์เชื่อว่า เราทำได้ คุณทำได้


[gallery orderby="title"]


*******************************************************************


หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด


โทร.0-2619-0429 ถึง 30 สุจินดา, แสงนภา, ภัควลัญชญ์


 

ข่าวซินเนอร์จี้ (Synergy WorldWide) : ผงาดขึ้นอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียนเติบโตสูงสุด เเละผู้นำการดูเเลสุขภาพหัวใจเต็มตัว








 


ยอดขายเติบโตสูงสุดในรอบ 8 ปี เเละอันดับ 1 ในภูมิถาคอาเซียน ศุภพงศ์ เผยภายใน 3 ปี ยอดขายพันล้านพร้อมทุ่มเทกำลังสู่การเป็นผู้นำการดูเเลสุขภาพหัวใจเต็มตัว


เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 55 ณ โรงเเรมเซ็นทารา เเกรนด์ เเอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ เเอทเซ็นทรัลเวิลด์ ผู้บริหารระดับสูงนำโดย มร. เเดน นอร์เเมน ประธานบริหารบริษัทซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ นายศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไปบริษัทซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ประเทศไทยและเวียดนาม พร้อมด้วย ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของบริษัทซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ดร.เจ.โจเซฟ เพรนเดอกาสต์ ได้ร่วมงานแถลงข่าว สรุปผลการเติบโตสูงสุดในรอบ 8 ปี และทิศทางการดำเนินงานสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภาพหัวใจ โดยนายศุภพงศ์ได้กล่าวถึงความสำเร็จในรอบปีว่า เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของนักธุรกิจระดับผู้นำ และสมาชิกหน้าใหม่ที่เดินเข้าสู่ธุรกิจซินเนอร์จี้อย่างต่อเนื่อง


ในปีนี้ยอดขายเราสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 8 ปี ตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา อาจจะมีข่าวคราวว่าบริษัทคงไม่มีทางเติบโตได้อีกแล้ว แต่วันนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราสามารถกลับมามีกำไร และมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมธุรกิจกับเราอย่างต่อเนื่อง


ด้าน มร. แดน นอร์แมน ได้กล่าวยืนยันเช่นกันว่า ด้วยการทำงานอย่างหนัก ทั้งจากทีมผู้บริหาร และการทำงานร่วมกับสมาชิก ส่งผลให้ประเทศไทยมียอดขายอันดับ 1 แซงหน้าประเทศอินโดนีเซีย


ผมซึ่งเป็นผู้ดูแลตลาดทั่วโลก ได้วางแผนงานร่วมกับผู้บริจาค เนเจอร์ ซันไซน์ ที่เล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย เราจะให้การสนับสนุนสมาชิกทุกท่านให้เติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งล่าสุดซินเนอร์จี้ประเทศไทยสามารถทำให้ยอดขายเติบโตสูงสุดขึ้นเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนแซงหน้าประเทศอินโดนีเซีย ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จในขั้นต้นได้เป็นอย่างดี


นอกจากนี้ นายศุภพงศ์ ยังกล่าวถึงความพร้อมของการเป็นผู้นำการดูแลสุขภาพหัวใจ ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมาเปิดตลาดในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เรามีแผนนำสินค้าใหม่ ๆ มาสู่ตลาดในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับกับความต้องการในตลาด และยุคที่คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจ เรามั่นใจว่าเราจะเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจอย่างแน่นอน และเสริมว่า ที่ปรึกษาทางการแพทย์ของบริษัทซินเนอร์จี้เวิลด์ไวด์ ดร.เจ.โจเซฟ เพรนเดอกาสต์ จะเป็นกำลังสำคัญที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงให้กับซินเนอร์จี้อีกด้วย


[gallery orderby="title"]


 

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

4 ไลฟ์ อัดทริปเที่ยวดันยอดขายสิ้นปีเพิ่ม 30%


4 ไลฟ์ ขายตรงเลือดมะกัน อวดยอดขายปีที่แล้วเติบโตขึ้นกว่า 44% วางเป้าปีนี้โตอีก 30% พร้อมชูกลยุทธ์เด็ด จัดทริปท่องเที่ยว ดึงใจสมาชิก ส่วนปีหน้าวางหมากดันสินค้าเพิ่ม หลังสินค้าเรือธง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 ไลฟ์ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ได้รับการตอบรับสูง

นายสตีฟ แอปเปิ้ล รองประธาน ส่วน ธุรกิจนานาชาติ บริษัท 4 ไลฟ์ สหรัฐอเมริกา บริษัทแม่ของบริษัท 4 ไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าในส่วนของ 4 ไลฟ์ สหรัฐอเมริกา ยอดขายเติบโตอย่างต่อ เนื่องตลอดเวลา ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 1.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ ปีที่ผ่านมาติดอันดับ 45 ของธุรกิจเครือข่ายอเมริกา สูงขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ ในอันดับ 71 นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอิสระได้ดำเนินการจัดอันดับธุรกิจเครือข่าย ที่ได้รับ ความนิยมในอเมริกา ปรากฏว่า 4 ไลฟ์ ติดอันดับ 1 ใน 10 จึงถือเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่า บริษัท 4 ไลฟ์ มีความมั่นคง และน่าเชื่อถือมาก

นายสตีฟ กล่าวต่อว่า สำหรับยอดขายของภูมิภาคเอเชีย ในปีที่ผ่านมา มียอด ขายเติบโตถึง 434% โดยประเทศอินโดนีเซีย สร้างยอดขายให้กับบริษัทมากที่สุด มียอดขาย รวมแล้วกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศ ไทยสัดส่วนรายได้ของปีที่แล้วเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 44% ส่วนเกาหลีใต้เติบโต 27%, ไต้หวัน 33%

สำหรับปัจจัยสู่ความสำเร็จ นายสตีฟ เปิดเผยว่า บริษัทเน้นมาตรฐานสำคัญ 3 ประการ คือ วิทยาศาสตร์, บริการ, และความสำเร็จ โดยในส่วนของวิทยาศาสตร์ คือ การเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 ไลฟ์ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ที่เป็นสินค้าเรือธงของบริษัท ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร แต่เป็นสารสกัดจากน้ำนมวัว ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และที่สำคัญ 4 ไลฟ์ ไม่มีคู่แข่งในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นอก จากนี้ บริษัทก็ยังมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่อง สำอางที่มีสัดส่วนประมาณ 5% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ โดยคาดว่าจะสามารถเร่งพัฒนาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับกลุ่มความงามในสัดส่วนที่มาก ขึ้นกว่าเดิม

ประการถัดมา คือ การบริการ โดยในประเทศไทย บริษัทได้เปิดมูลนิธิ 4 ไลฟ์ เพื่อการสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งปัจจุบันบริษัทดำเนิน โครงการนี้แล้วมากกว่า 22 ประเทศทั่วโลก ประการสุดท้าย คือ ความสำเร็จ ด้วยการเสนอแผนการจ่ายผลตอบแทนสำหรับการเข้าร่วมทำธุรกิจขายตรง เป็นรายได้สูงสุด ถึง 64% ซึ่งเป็นแผนตลาดที่จ่ายรายได้สูงสุดในปัจจุบัน นอกจากนั้น บริษัทยังมีกิจกรรมการ ประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ เพื่อให้เกียรติผู้นำ ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนผู้นำในประเทศไทย บริษัทได้มีกิจกรรมสุดพิเศษ คือการจัดทริปท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนการทำงาน โดยไทยเป็น เพียงประเทศเดียวที่บริษัท 4 ไลฟ์ มอบสิทธิพิเศษนี้

นายสตีฟ ยังได้กล่าวถึงแผนกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายสำหรับ 4 ไลฟ์ประเทศไทยว่า นอกจากบริษัทจะมอบสิทธิพิเศษในการจัด ทริปท่องเที่ยวสำหรับผู้นำเมืองไทยเพียงประเทศเดียวแล้ว ปีหน้า บริษัทก็จะมีการเปิด ตัวสินค้าใหม่ ทั้งในส่วนของสินค้าเสริมอาหาร และสินค้าในกลุ่มความงาม ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการยื่นจดทะเบียนกับ อย.แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ โดยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การขอ อย. ของประเทศไทยนั้นผ่านยากมาก นอกจากนั้นบริษัทจะมีการเน้นการฝึกอบรมมากขึ้น เพื่อให้ผู้จำหน่ายเรียนรู้ในการสร้างธุรกิจ จนสามารถก้าวไปสู่การเป็นวิทยากรได้ และประการสำคัญผู้นำของไทย ยังอาจเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ได้ เพราะในอนาคตบริษัทวางแผนว่าจะเปิดตลาดสินค้าของ 4 ไลฟ์ เพิ่มในแถบอาเซียน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาคนี้ จากการเปิดตัวเสรีการค้าอาเซียน ส่วนเป้าหมายยอดขาย 4 ไลฟ์ ประเทศไทยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วอีก 30%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012

อาวียองซ์ Aviance จุดพลุงานใหญ่ อวด 3 นักธุรกิจขึ้นตำแหน่งสูง


อาวียองซ์ แบรนด์ขายตรงในเครือ บริษัท ยูนิลีเวอร์ สานต่อความสำเร็จหลังฉลอง 12 ปีไปหมาดๆ จัดงาน ยู-ซัคเซส เดย์ โชว์นักธุรกิจมือทองขึ้นตำแหน่ง GEBA พร้อมกัน 3 รหัส พร้อมผู้ทำยอดขายผ่านโปรโมชั่น พิชิตทริปเที่ยว ฮ่องกง-เสิ่นเจิ้น พร้อมประกาศทริปญี่ปุ่นเรียกขวัญสมาชิก ไต่เป้าสิ้นปีผ่านการฉลองครบรอบ 12 ปี แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม อาวียองซ์ (aviance) มาหมาดๆ แต่อาวียองซ์ยังไม่หยุดนิ่งกับการสร้างสถิติบนถนนแห่งความสำเร็จในงาน U-Success Day คุณทำได้...เราทำได้ ณ หอประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า จัดโดย แม่ทัพหญิงคนเก่ง สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร-อาวียองซ์ อินเตอร์เน ชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ที่ครั้งนี้เวทีแห่งความสำเร็จได้ต้อน รับเหล่าสมาชิกที่ขึ้นตำแหน่งกว่า 800 รหัส ตั้งแต่ระดับ Senior Business Associate จนถึงระดับสูงสุดในงาน Group Executive Business Associate ที่มีผู้ขึ้น ตำแหน่งพร้อมกันถึง 3 รหัส ได้แก่ วัฒนาวลัย กุลเนตุ, จรัสพัฐ บุญชลอ และ เสาว ลักษณ์ เจียรธนบัตร-ธนันท์รัฐ จรัสเลิศศิริ และยังตอบแทนความมุ่งมั่นของเหล่า ผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ด้วยการประกาศรายชื่อผู้พิชิตทริปท่องเที่ยวฮ่องกง-เสิ่นเจิ้น ต่อด้วยความตื่นเต้นที่เรียกเสียงฮือฮากับการเปิดตัวทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ที่ทำให้เหล่าผู้ร่วมธุรกิจ เครือข่ายอาวียองซ์หลายร้อยคนในหอประชุมต่างตะโกนกันสุดเสียงเรียกพลังดังกระหึ่ม ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น.. เยส เยส เยส

สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร-อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด แม่ทัพหญิง เปิดเผยว่า ทุกครั้งที่มีโอกาสมายืนบนเวที แห่งความสำเร็จในงาน U-Success Day ดิฉันรู้สึกดีใจ ภูมิใจ และยินดีกับความสำเร็จของผู้ร่วมธุรกิจทุกท่านค่ะ และครั้ง นี้เรามีผู้ร่วมธุรกิจที่ขึ้นตำแหน่งมากกว่า 800 คน ดิฉันจึงคิดต่อว่าเราจะทำยังไง ให้เราประสบความสำเร็จเช่นนี้ในไตรมาสที่ 4 ดิฉันจึงได้ปรึกษากับผู้ร่วมธุรกิจระดับผู้นำ พร้อมกับจัดกิจกรรม

ในไตรมาส 4 กับกิจกรรม Speed Train Rally กิจกรรมแรลลี่ ชวนคน เพิ่มยอด ต้องบอกว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ และ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเช่นกัน เพราะกิจกรรมนี้จะเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ทุกท่านมีรายได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งมีหลักง่ายๆ ค่ะ โดยท่านต้องตั้งเป้า หมาย พร้อมกับ Show the Plan Share the Product ทำวันละ 3 ครั้ง และทำ ทุกวัน ดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้าทุกท่านสามารถ ทำเช่นนี้ได้ ธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์จะต้องเติบโต และรายได้ของทุกท่านจะเติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน

โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจาก เจอร์รี่ หลุย National Executive Business Associate มาร่วมเผยถึงความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ว่า หลายท่านคงเคยทราบกันมาแล้วว่าก่อนที่ผมจะเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย อาวียองซ์ ผมเป็นหนี้จากธุรกิจที่ผมทำถึง 18 ล้านบาท ถ้าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว คุณสุชาดา ธีรวชิรกุล และคุณมนต์ชัย เดโชจรัสศรี ไม่ได้เป็นผู้มอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้ให้ ผมก็คงไม่สามารถปลดหนี้ 18 ล้านบาท พร้อมมีรายได้ต่อเดือนหลักล้านอย่าง แน่นอน ความสำเร็จที่ผมทำมาตลอด 11 ปี คือ Show the Plan Share the Product ทำวันละ 3 ครั้ง และทำทุกวัน ทำด้วย ความสุข ถ้ามีโอกาสผมจะทำทันที ทำทุกที่ ทำ..ทำ..ทำ ความสำเร็จมันไม่ยากนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณนั้นมองเห็นแก่นในธุรกิจของคุณเองหรือไม่

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการประกาศรายชื่อผู้พิชิตทริปท่องเที่ยวฮ่องกง-เสิ่น- เจิ้น ที่ครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางมีถึง 195 รหัส แต่ความร้อนแรงยังไม่หมดลงกับการประกาศเปิดตัวทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ที่ ทำให้เหล่าผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ หลายร้อยคนในหอประชุม ต่างตะโกนกันสุดเสียงเรียก พลังดังกระหึ่ม ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น.. เยส เยส เยส ดังสนั่นลั่น กระทั่งเวลาแห่งความสำเร็จมาถึง กับพิธีประดับเข็ม เกียรติยศให้แก่ตำแหน่งสูงสุดในงาน Group Executive Business Associate ที่มีผู้ขึ้นรับตำแหน่งพร้อมกันถึง 3 รหัส พร้อมประโยคเด็ดโดนใจที่ทำให้เกิดความสำเร็จเช่นในครั้งนี้ ได้แก่ วัฒนาวลัย กุลเนตุ ที่เธอมีเคล็ดลับความ สำเร็จว่า ศึกษา เรียนรู้ ทำอย่างจริงจัง คือเส้นทางแห่งความสำเร็จ ต่อด้วย จรัสพัฐ บุญชะลอ เจ้าของอาวียองซ์ ออเทอร์ไรช็อปสาขามีนบุรี ที่เธอประสบความสำเร็จ ด้วยเคล็ดลับว่า มุ่งมั่น สร้างทีมงานอย่างต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และ เสาวลักษณ์ เจียรธนบัตร-ธนันท์รัฐ จรัสเลิศศิริ ทั้งคู่เผยเคล็ดลับความสำเร็จในครั้งนี้ว่า เรียนรู้ และลงมือทำ ทำอย่างมุ่งมั่น คือรางวัลแห่งความ สำเร็จ

โดยช่วงท้ายของงาน บริษัทได้จัดให้มีการแสดงความยินดีในพิธีประดับ เข็มเกียรติยศ และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณในตำแหน่งอื่นๆ โดยก่อนจบงาน U-Success Day ในครั้งนี้ ยังได้ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกัน พร้อมรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และดอกไม้หลาก หลายสีจากผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีหลายร้อยคน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012

ดีเอสไอ (DSI) ประสานกองปราบฯ บุกทลายแชร์ลูกโซ่ตะเกียงน้ำมัน


ดีเอสไอ ผนึกกำลังกองปราบปรามฯ ทลายรังแชร์ลูกโซ่ ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย หลังเหยื่อกว่า 400 คน วิ่งโร่แจ้งความดำเนินคดี เหตุสูญเงินหลายแสนให้กับบริษัทขายตะเกียงลวงโลก คาดมีผู้เสียหายกว่า 2.5 หมื่นคนหลงเชื่อนำเงินเข้าลงทุน มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท เร่งตามจับตัวการใหญ่ 20 ราย ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย ชื่อว่า DCHL หรือ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจขาย ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย ที่อาจทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เพราะมีการชักชวนให้สมาชิกร่วมลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และเน้นไปที่การหาสมาชิกเพิ่ม ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกับทาง สคบ.และ ดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบบริษัทนี้เป็นจำนวนหลายร้อยคน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดี พิเศษ (ดีเอสไอ) สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่กองปราบปรามกว่า 50 นาย พร้อมหมาย ค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นสำนักงาน บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ (DCHL) ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ.พระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังได้รับการร้องเรียนว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหา สมาชิกเพิ่ม เบื้องต้นคาดว่ามีมูลค่าความเสียหาย กว่า 5 พันล้านบาท

พันตำรวจเอกนิรันดร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้เสียหายแต่ละรายได้ รับความเสียหายจากการนำเงินไปลงทุนเฉลี่ยคนละ 2 แสนบาท และจากการสอบ ถามพบว่า บางคน ถึงกับลงทุนนำบ้านและ ที่ดินมาจำนอง กู้เงินธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนกับบริษัทนี้ แลกกับคำโอ้อวดจาก บริษัทว่าจะมีรายได้อย่างต่ำเดือนละ 4 หมื่นบาท บางรายมั่นใจเพราะญาติเป็นผู้ชักชวน แต่สุดท้าย ปรากกฏว่าได้ผลตอบ แทนประมาณ 1-2 เดือนแรกเท่านั้น จากนั้นบริษัทจะมีการบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเงินให้สมาชิกตามสัญญา และตั้งเงื่อนไขว่า หากอยากได้ผลตอบแทนต้องไปหาสมาชิกมาลงทุนเพิ่ม การดำเนินงานดังกล่าวจึงเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่การทำธุรกิจขายตรง

จากข้อมูล พบว่าธุรกิจดังกล่าวเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2545 ตลอดระยะเวลา 10 ปี มีผู้หลงเชื่อสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก แล้วกว่า 2.5 หมื่นคน มีเงินหมุนเวียนกว่า 5 พันล้านบาท ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ออก หมายจับผู้ต้องหารวมทั้งหมด 20 ราย ที่เป็นผู้บริหารและผู้นำระดับสูงของบริษัท ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527

ส่วนรายงานความคืบหน้าล่าสุด มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอแล้วรวม กว่า400 คน จากที่คาดว่าจะมีผู้เสียหาย ทั้งหมดประมาณ 2,600 คน ตนจึงขอความ ร่วมมือให้ผู้เสียหายที่ยังไม่เข้าแจ้งความ รีบแจ้งดำเนินคดี เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมพยานหลักฐาน หากเราได้สอบ สวนตามคำผู้เสียหายหมดเมื่อไร จะรีบสรุป สำนวนส่งพนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิน 3 เดือน และขณะนี้ ดีเอสไอ ได้อายัดบัญชีของ บริษัท DCHL แล้วเป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท เงินที่อายัดดังกล่าว คาดว่าอย่างน้อยจะนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายเมื่อคดีสิ้นสุด หากเงินไม่พอสำหรับจ่าย ก็อาจจะมีหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม อย่างเช่น กรมคุ้มครอง สิทธิ ที่ให้ความช่วยเหลือ เมื่อมีความเสีย หายทางคดีอาญาเกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนทุกคนจึงวางใจได้

ด้าน พันตำรวจเอกสุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับ การตำรวจกองปราบปราม เปิดเผย ความ คืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 20 คน ว่า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วทั้งหมด 7 ราย มีการมอบ ตัว 1 ราย และมีผู้ต้องหาเข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 1 ราย รวมทั้งหมด 9 ราย เหลืออีก 11 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด

พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวย้ำว่า ผู้ต้องหาที่เหลือหากเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่จะมีสิทธิประกันตัว แต่หากเจ้าหน้าที่จับได้ จะไม่มีสิทธิประกันตัวไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยความผิดข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท

ส่วนกรณีผู้เสียหาย ที่จะเข้ามาแจ้ง ความกับเจ้าหน้าที่ หากใครมีความรู้สึกไม่ ปลอดภัย กลัวจะมีภัยคุกคาม ก็มีกฎหมาย คุ้มครองพยานอยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงควรวาง ใจ และรีบเข้ามาให้ปากคำ เพื่อเจ้าหน้าที่จะ ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่รัดกุมต่อไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกองปราบฯ จะได้มีการ พิจารณาจัดการคุ้มครองตามความเหมาะสม

ด้าน นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในฐานะผู้ดูแล เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ก็ได้กล่าวชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า ในส่วนของบริษัท DCHL ณ วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค ในฐานะนายทะเบียน ได้มีคำสั่งเพิกถอนไม่อนุญาตให้บริษัทนี้ทำธุรกิจ ขายตรงแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป ถ้าหากขัดคำสั่ง ก็จะมีการปรับ เป็นรายวัน วันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท

ส่วนกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ สคบ.ว่ามีการเอาผิดกับบริษัท ดังกล่าวล่าช้า นายณัชภัทร ก็ได้เปิดเผยว่า สคบ.ดำเนินคดีนี้มานานแล้ว แต่การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่จะเอาความ ผิด ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการ ผิดพลาด ที่ผ่านมา สคบ.จะมีการประชุม ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนัก งานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกลุ่มป้องกันการเงินนอกระบบ อยู่เป็น ระยะ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่ เพราะมีคนร้องเรียนกันมาตั้งแต่ปลายปี 2553 เรื่อยมา เพียงแต่พฤติกรรมแตกต่างกันไป บ้าง ยังไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้เราดำเนินคดีในฐานความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ต่อมาเมื่อได้หลักฐานเพิ่มที่ชัดเจน รัดกุมกว่า ที่ผ่านมา จึงนำไปสู่ขบวนการขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012