ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

เปิดวิชั่นขายตรง ‘ธนาธร’ ลั่น!3ปีเน้นตลาดเชิงรุกบุกภูธร

“ธนาธร” ขายตรงพันธุ์ไทย ประกาศกร้าวขอเติบโตแบบไม่แข่งขันกับใคร พร้อมย้ำธุรกิจธนาธร คือธุรกิจที่มีคุณธรรม โปร่งใส ชัดเจน เผย 3 ปีที่ผ่านมาเน้นการสร้างผู้นำ ลั่น! อีก 3 ปีนับจากนี้ ขอเปิดตลาดเชิงรุกด้วยการบุกตลาดภูธรจัดประชุม OPP สร้างนักธุรกิจน้ำใหม่แจ้งเกิดในวงการ พร้อมเข็นสินค้านำทัพเขย่าเครือข่าย...แย้มสิ้นปีขอยอดแตะ 200 ล้าน

นายวิชัย ทองขุนคำ ประธานกรรมการ บริษัท ธนาธร ยูเนี่ยน ไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการมาแล้วเกือบ 4 ปี โดยในช่วงแรกของการทำธุรกิจบริษัทฯ มีสินค้าที่ทำตลาดอยู่เพียง 4 รายการเท่านั้นเอง จนกระทั่งปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 40 รายการ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น เรียกได้ว่าบริษัทฯ อยู่ในช่วงของการสร้างผู้นำ

“การสร้างผู้นำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจทีเดียว ถึงแม้ว่าจะเจอปัญหาในเรื่องของผู้นำบางท่านที่ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบก็ตาม แต่บริษัทฯ ก็ยังสามารถประครองธุรกิจมาได้ ซึ่ง ณ วันนี้พูดได้เลยว่า แผนการตลาดของเราสู้ค่ายอื่นได้อย่างสบาย โดยที่นี้ใช้แผนไบนารี่ ที่เน้นการสร้างผู้นำเป็นหลัก ซึ่งผู้นำที่นี้จะต้องพัฒนาจิตใจทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะในเรื่องคุณธรรม รวมถึงต้องสร้างผู้นำทุกคนให้มีศักยภาพและมีประสิทธิ ภาพ”

นายวิชัย เผยต่ออีกว่า วันนี้การทำธุรกิจของธนาธรจะเน้นการเปลี่ยนความคิดคน ให้หันมาสนใจธุรกิจเครือข่าย ด้วยการแนะนำให้เขาแบ่งเวลาหลังเลิกงาน มาทำธุรกิจเครือข่ายเป็นอาชีพเสริม โดยหากใครที่ไม่ถนัดไม่เป็นไร ลองเข้ามาศึกษาดู ซึ่งบริษัทฯ จะมีห้องอบรมให้กับคนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านเครือข่ายมาเลย จนสามารถเข้าใจในธุรกิจ ซึ่งนักธุรกิจที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนใหม่เกือบทั้งหมด เพราะวันนี้ธุรกิจธนาธรต้องการที่จะสร้างคนใหม่ให้เขาได้ประสบความสำเร็จจริงๆ

สำหรับแผนงานในปีนี้นั้น นายวิชัย เผยว่า ปีนี้บริษัทฯ ค่อนข้างที่จะเน้นในเชิงรุก หลังจากที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะตั้งรับด้วยการสร้างผู้นำเสียมากกว่า แต่ในขณะนี้เรียกได้ว่าผู้นำของธนาธรได้พร้อมแล้วที่จะสานต่อความสำเร็จให้กับทุกคน โดยสิ่งที่จะรุกในปีนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการจัดประชุม OPP อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการออกโปรโมชั่นท่องเที่ยว เพื่อเป็นสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิก

“ในวันที่ 20 พ.ค. 2555 นี้ บริษัทฯ จะมีการจัดงานเกียรติยศขึ้น ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการจัดขึ้นทุกปี คาดว่าในวันงานจะมีผู้เข้ามาร่วมงานประมาณ 700-800 คน ซึ่งในงานวันนั้นจะมีผู้นำที่ขึ้นตำแหน่งคิงส์ไดมอนด์ประมาณ 20 กว่าคน รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 4-7 แสนบาทต่อเดือน และตำแหน่งทับทิมประมาณ 200 คน รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่น - 1 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งคนที่ขึ้นตำแหน่งทับทิมนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนใหม่แทบทั้งสิ้น และเชื่อว่างานเกียรติยศดังกล่าวนี้ น่าที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจให้กับสมาชิกด้วยเช่นกัน”

ส่วนอีกหนึ่งหัวหอกที่สำคัญ ของการทำธุรกิจธนาธรให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้รวดเร็วและตรึงตราตรึงใจผู้บริโภคมากที่สุด คงหนีไม่พ้นในเรื่องของสินค้า ที่ค่ายนี้มีสินค้ามากกว่า 40 รายการให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร โดยสินค้าที่ถือเป็นเป็นพระเอกของธนาธรเลยนั่นก็คือ “น้ำว่านหางจระเข้” ที่ปัจจุบันนี้มียอดขายอยู่ที่ 10,000 ขวดต่อเดือน รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “อัลฟัลฟ่า พลัส”, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสาหร่ายเกลียวทอง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีอยู่ในขณะนี้ และล่าสุดธนาธร ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 1 รายการ ในกลุ่มอาหารเสริมชื่อว่า “เรโกะ พิ้งค์” เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับสุภาพสตรี โดยได้เปิดตัวมาแล้วประมาณ 2 เดือน และค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก และนอกเหนือจากผลิต ภัณฑ์อาหารเสริมแล้ว ธนาธรยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ครีมกันแดดผิวเบานุ่ม, ไนท์ครีมบำรุงผิวขาวนุ่ม, แป้งพับ ฌาร์มันท์ เพอร์เฟคชั่น ยูวี ทูเวย์ เค้ก, ซีรั่มยกกระชับผิว, สบู่หน้าใส เป็นต้น และกลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ สบู่คลอโรฟิลล์ นมสด คอลลาเจน, ยาสีฟันไฟเพอร์เด้นท์ PiperDent โดยสินค้าในแต่ละกลุ่มนั้นทางด้าน วิชัย บอสใหญ่ค่ายธนาธรบอกว่า เป็นสินค้าที่ขายดีเกือบทุกตัว...นับได้ว่าสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งตัวที่สามารถเป็นใบเบิกทางธุรกิจได้อย่างดีนั่นเอง

สำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัทฯ ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่จังหวัดกระบี่, สุราษฎร์ธานี, แม่สอด, ตราด, เชียงใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ โดยปีนี้ตั้งเป้าที่จะมีศูนย์ให้ได้ประมาณ 40 จังหวัด และปีหน้าคาดว่าธนาธรจะต้องมีศูนย์ครบทุกจังหวัดอีกด้วย นายวิชัย กล่าวเสริมต่ออีกว่า สำหรับค่าแฟรนไชส์ธุรกิจธนาธรนั้น หากเป็นรายใหญ่จะลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนบาท ถ้าเป็นแฟรนไชส์ขนาดเล็กจะใช้เงินลงทุนอยู่ที่ 1.5 แสน - 2 แสนบาท แต่ใครที่จะลงทุนแฟรนไชส์กับธนาธรนั้น จะต้องรู้เรื่องของธุรกิจก่อน หากไม่มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจบริษัทฯ จะไม่ให้ลงทุน เนื่องจากไม่อยากให้เสี่ยงจนเกินไป

“เป้าหมายของเราคือ 3 ปีแรกเป็นการตั้งรับ 3 ปีที่ 2 เป็นการทำตลาดเชิงรุก 3 ปีที่ 3 เป็นการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ เราขอที่จะเติบโตอย่างไม่หวือหวา ไม่อยากที่จะแข่งขันกับใคร ต้องการที่จะแข่งขันกับตัวเองเสียมากกว่า และต้องการโตแบบมีคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายที่อาจจะไม่เยอะแต่หากทำได้ตรงตามเป้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเราด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้ นายวิชัย ยังได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมธุรกิจขายตรงในวันนี้อีกว่า วันนี้ธุรกิจขายตรงเรียกได้ว่าแย่กว่าเดิม ทั้งในส่วนของแม่ทีมและผู้ประกอบการที่ไม่รู้จริงในธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำรุ่นเก่าๆ ที่พบว่าทำให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงยิ่งแย่ไปกว่าเดิม ที่สำคัญ 95% คนส่วนใหญ่จะมองว่าธุรกิจนี้เป็นแชร์ลูกโซ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมาก ผมจึงอยากที่จะให้ทุกคนในวงการเครือข่ายช่วยกันยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงเมืองไทยให้ดูดีขึ้นกว่านี้ เพราะธุรกิจนี้คืออาชีพที่จะช่วยพี่น้องคนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

เปิดวิชั่นขายตรง ‘ธนาธร’ ลั่น!3ปีเน้นตลาดเชิงรุกบุกภูธร

“ธนาธร” ขายตรงพันธุ์ไทย ประกาศกร้าวขอเติบโตแบบไม่แข่งขันกับใคร พร้อมย้ำธุรกิจธนาธร คือธุรกิจที่มีคุณธรรม โปร่งใส ชัดเจน เผย 3 ปีที่ผ่านมาเน้นการสร้างผู้นำ ลั่น! อีก 3 ปีนับจากนี้ ขอเปิดตลาดเชิงรุกด้วยการบุกตลาดภูธรจัดประชุม OPP สร้างนักธุรกิจน้ำใหม่แจ้งเกิดในวงการ พร้อมเข็นสินค้านำทัพเขย่าเครือข่าย...แย้มสิ้นปีขอยอดแตะ 200 ล้าน

นายวิชัย ทองขุนคำ ประธานกรรมการ บริษัท ธนาธร ยูเนี่ยน ไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ ได้เปิดดำเนินการมาแล้วเกือบ 4 ปี โดยในช่วงแรกของการทำธุรกิจบริษัทฯ มีสินค้าที่ทำตลาดอยู่เพียง 4 รายการเท่านั้นเอง จนกระทั่งปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 40 รายการ ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น เรียกได้ว่าบริษัทฯ อยู่ในช่วงของการสร้างผู้นำ

“การสร้างผู้นำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจทีเดียว ถึงแม้ว่าจะเจอปัญหาในเรื่องของผู้นำบางท่านที่ทำให้ธุรกิจได้รับผลกระทบก็ตาม แต่บริษัทฯ ก็ยังสามารถประครองธุรกิจมาได้ ซึ่ง ณ วันนี้พูดได้เลยว่า แผนการตลาดของเราสู้ค่ายอื่นได้อย่างสบาย โดยที่นี้ใช้แผนไบนารี่ ที่เน้นการสร้างผู้นำเป็นหลัก ซึ่งผู้นำที่นี้จะต้องพัฒนาจิตใจทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะในเรื่องคุณธรรม รวมถึงต้องสร้างผู้นำทุกคนให้มีศักยภาพและมีประสิทธิ ภาพ”

นายวิชัย เผยต่ออีกว่า วันนี้การทำธุรกิจของธนาธรจะเน้นการเปลี่ยนความคิดคน ให้หันมาสนใจธุรกิจเครือข่าย ด้วยการแนะนำให้เขาแบ่งเวลาหลังเลิกงาน มาทำธุรกิจเครือข่ายเป็นอาชีพเสริม โดยหากใครที่ไม่ถนัดไม่เป็นไร ลองเข้ามาศึกษาดู ซึ่งบริษัทฯ จะมีห้องอบรมให้กับคนใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านเครือข่ายมาเลย จนสามารถเข้าใจในธุรกิจ ซึ่งนักธุรกิจที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนใหม่เกือบทั้งหมด เพราะวันนี้ธุรกิจธนาธรต้องการที่จะสร้างคนใหม่ให้เขาได้ประสบความสำเร็จจริงๆ

สำหรับแผนงานในปีนี้นั้น นายวิชัย เผยว่า ปีนี้บริษัทฯ ค่อนข้างที่จะเน้นในเชิงรุก หลังจากที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาจะตั้งรับด้วยการสร้างผู้นำเสียมากกว่า แต่ในขณะนี้เรียกได้ว่าผู้นำของธนาธรได้พร้อมแล้วที่จะสานต่อความสำเร็จให้กับทุกคน โดยสิ่งที่จะรุกในปีนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการจัดประชุม OPP อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงการออกโปรโมชั่นท่องเที่ยว เพื่อเป็นสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิก

“ในวันที่ 20 พ.ค. 2555 นี้ บริษัทฯ จะมีการจัดงานเกียรติยศขึ้น ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการจัดขึ้นทุกปี คาดว่าในวันงานจะมีผู้เข้ามาร่วมงานประมาณ 700-800 คน ซึ่งในงานวันนั้นจะมีผู้นำที่ขึ้นตำแหน่งคิงส์ไดมอนด์ประมาณ 20 กว่าคน รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 4-7 แสนบาทต่อเดือน และตำแหน่งทับทิมประมาณ 200 คน รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่น - 1 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งคนที่ขึ้นตำแหน่งทับทิมนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนใหม่แทบทั้งสิ้น และเชื่อว่างานเกียรติยศดังกล่าวนี้ น่าที่จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจให้กับสมาชิกด้วยเช่นกัน”

ส่วนอีกหนึ่งหัวหอกที่สำคัญ ของการทำธุรกิจธนาธรให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้รวดเร็วและตรึงตราตรึงใจผู้บริโภคมากที่สุด คงหนีไม่พ้นในเรื่องของสินค้า ที่ค่ายนี้มีสินค้ามากกว่า 40 รายการให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร โดยสินค้าที่ถือเป็นเป็นพระเอกของธนาธรเลยนั่นก็คือ “น้ำว่านหางจระเข้” ที่ปัจจุบันนี้มียอดขายอยู่ที่ 10,000 ขวดต่อเดือน รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “อัลฟัลฟ่า พลัส”, ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสาหร่ายเกลียวทอง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีอยู่ในขณะนี้ และล่าสุดธนาธร ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อีก 1 รายการ ในกลุ่มอาหารเสริมชื่อว่า “เรโกะ พิ้งค์” เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับสุภาพสตรี โดยได้เปิดตัวมาแล้วประมาณ 2 เดือน และค่อนข้างได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก และนอกเหนือจากผลิต ภัณฑ์อาหารเสริมแล้ว ธนาธรยังมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอางอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ครีมกันแดดผิวเบานุ่ม, ไนท์ครีมบำรุงผิวขาวนุ่ม, แป้งพับ ฌาร์มันท์ เพอร์เฟคชั่น ยูวี ทูเวย์ เค้ก, ซีรั่มยกกระชับผิว, สบู่หน้าใส เป็นต้น และกลุ่มของใช้ในชีวิตประจำวัน อาทิ สบู่คลอโรฟิลล์ นมสด คอลลาเจน, ยาสีฟันไฟเพอร์เด้นท์ PiperDent โดยสินค้าในแต่ละกลุ่มนั้นทางด้าน วิชัย บอสใหญ่ค่ายธนาธรบอกว่า เป็นสินค้าที่ขายดีเกือบทุกตัว...นับได้ว่าสินค้าถือเป็นอีกหนึ่งตัวที่สามารถเป็นใบเบิกทางธุรกิจได้อย่างดีนั่นเอง

สำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัทฯ ในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่จังหวัดกระบี่, สุราษฎร์ธานี, แม่สอด, ตราด, เชียงใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ โดยปีนี้ตั้งเป้าที่จะมีศูนย์ให้ได้ประมาณ 40 จังหวัด และปีหน้าคาดว่าธนาธรจะต้องมีศูนย์ครบทุกจังหวัดอีกด้วย นายวิชัย กล่าวเสริมต่ออีกว่า สำหรับค่าแฟรนไชส์ธุรกิจธนาธรนั้น หากเป็นรายใหญ่จะลงทุนอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนบาท ถ้าเป็นแฟรนไชส์ขนาดเล็กจะใช้เงินลงทุนอยู่ที่ 1.5 แสน - 2 แสนบาท แต่ใครที่จะลงทุนแฟรนไชส์กับธนาธรนั้น จะต้องรู้เรื่องของธุรกิจก่อน หากไม่มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจบริษัทฯ จะไม่ให้ลงทุน เนื่องจากไม่อยากให้เสี่ยงจนเกินไป

“เป้าหมายของเราคือ 3 ปีแรกเป็นการตั้งรับ 3 ปีที่ 2 เป็นการทำตลาดเชิงรุก 3 ปีที่ 3 เป็นการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ เราขอที่จะเติบโตอย่างไม่หวือหวา ไม่อยากที่จะแข่งขันกับใคร ต้องการที่จะแข่งขันกับตัวเองเสียมากกว่า และต้องการโตแบบมีคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายที่อาจจะไม่เยอะแต่หากทำได้ตรงตามเป้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเราด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้ นายวิชัย ยังได้วิเคราะห์ถึงภาพรวมธุรกิจขายตรงในวันนี้อีกว่า วันนี้ธุรกิจขายตรงเรียกได้ว่าแย่กว่าเดิม ทั้งในส่วนของแม่ทีมและผู้ประกอบการที่ไม่รู้จริงในธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำรุ่นเก่าๆ ที่พบว่าทำให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงยิ่งแย่ไปกว่าเดิม ที่สำคัญ 95% คนส่วนใหญ่จะมองว่าธุรกิจนี้เป็นแชร์ลูกโซ่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างมาก ผมจึงอยากที่จะให้ทุกคนในวงการเครือข่ายช่วยกันยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงเมืองไทยให้ดูดีขึ้นกว่านี้ เพราะธุรกิจนี้คืออาชีพที่จะช่วยพี่น้องคนไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจริงๆ

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

‘เอม สตาร์’ เคลื่อนธุรกิจปลุกฝันหมื่นล้าน อัดกิจกรรมเต็มสูบ/เข็นสินค้าใหม่นำทัพ


“เอม สตาร์” เปิดแผนเขย่าธุรกิจ หวังปูรากฐานธุรกิจสู่เป้า 1 หมื่นล้าน...ล่าสุดลุยกิจกรรมทางการตลาดงานแรกด้วยการจัดงานเอ็กซ์โป 2012 ครั้งที่ 7 ที่สยามพารากอน พร้อมเข็นขีปนาวุธตัวใหม่นำทัพผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “มัลติ โปร” ตั้งเป้า 1 ล้านกระป๋องสิ้นปี...เผยปีนี้เร่งเน้นกิจกรรมมากขึ้น ตอกย้ำแบรนด์สร้างการรับรู้...แย้มไตรมาสที่ 1 ธุรกิจเติบโตดี 15% ...ย้ำ! วันนี้ “เอม สตาร์” พร้อมพัฒนาธุรกิจทุกจุด เพื่อเป้าหมายเป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจขายตรงให้ได้อนาคต
...นับเป็นการเคลื่อนพลทางธุรกิจได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยทีเดียว สำหรับขายตรง “เอม สตาร์” ที่วันนี้เดินหน้ารุกตลาดเครือข่ายแบบเต็มอัตราศึกอย่างมากทีเดียว ภายหลังจากที่ในช่วงปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป้าหมายที่เอม สตาร์ วางไว้ 1 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายสักเท่าไหร่ โดยปิดยอดขายในปี 2554 ที่ 4,203 ล้านบาทเท่านั้นเอง ส่งผลให้ในปีนี้ เอม สตาร์ จึงได้เตรียมที่จะออกมาเขย่าเป้าหมาย
1 หมื่นล้านบาทอีกครั้ง ด้วยการโหมโรงทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมที่เข้มข้น การจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ เพื่อเอาใจผู้บริโภคและสมาชิกมากขึ้น เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

‘เอม สตาร์’เข็น‘มัลติ โปร’สู้ศึก
ลั่นสิ้นปียอดจำหน่าย1ล.กระป๋อง
…ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ค่าย “เอม สตาร์” ก็ได้มีการจัดงานเอ็กซ์โปขึ้น ที่สยามพารากอน ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 7 ที่ทางเอม สตาร์นั้น ได้จัดงานนี้ขึ้นมา โดยทางด้าน “ทญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ได้เปิดเผยว่า งานเอ็กซ์โปในครั้งนี้ถือเป็นงานที่บริษัทฯ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานในครั้งนี้นั้น สมาชิกทุกคนของเอม สตาร์จะได้เห็นศักยภาพของสินค้า ที่สามารถครองใจเครือข่ายผู้บริโภคให้ประสบความสำเร็จได้จริง ที่สำคัญ บริษัทฯ ยังได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่อีกด้วย คือ “มัลติ โปร” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตระกูลของโปรตีน โดยเป็นตัวที่โดดเด่นและสามารถช่วยดูแลสุขภาพของทุกคนให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะวันนี้ธุรกิจเอม สตาร์ ไม่ได้ต้องการความเข้มแข็งทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย
“ธุรกิจเครือข่ายเอม สตาร์ถือเป็นธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจเครือข่ายทั่วไป เพราะเอมสตาร์มุ่งเน้นให้คนได้เห็นถึงความสวยงามของธุรกิจเครือข่าย และพร้อมที่จะสร้างโอกาสให้คนมีความเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องการให้คนมองว่าธุรกิจขายตรงเป็นเพียงธุรกิจที่สร้างรายได้เท่านั้น”
สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “มัลติ โปร” นั้น ประกอบไปด้วย แหล่งโปรตีนสำคัญ 6 อย่าง คือ โปรตีนจากปลา, นม, ถั่วเหลือง และโปรตีนที่สกัดด้วยเทคโนโลยีพิเศษ ทำให้ได้โครงสร้างโมเลกุลของกรดอะมิโนซึ่งจำเป็นต่อร่างกายถึง 3 ชนิด นอกจากนี้ สารประกอบหลักอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ “มัลติ โปร” โดดเด่น ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ การมีสาร Well Moon ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผ่านกระบวนการคิดค้นวิจัย จากบริษัทไบโอเทลล่า ที่ได้ใช้งบในการลงทุนสำหรับการค้นคว้าวิจัยสารชนิดนี้ถึง 7,500 ล้านบาท สามารถการันตีคุณภาพด้วยรางวัล เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและใบรับรองจากหลายประเทศทั่วโลก
“เอม สตาร์ นับได้ว่าเป็นบริษัทขายตรงเพียงเจ้าแรกและเจ้าเดียวเลยก็ว่าได้ ที่ได้รับลิขสิทธิ์จากทาง บริษัท ไบโอเทลล่า ผู้ผลิตสาร well moon ให้เอม สตาร์สามารถใช้สารชนิดนี้เป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มัลติ โปร ได้ โดยทางเอม สตาร์เอง เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยสร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีเหมือนเช่นดังผลิตภัณฑ์ยาสีฟันโฟฟี่ที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 1 ล้านหลอดต่อปี และผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ไวทอลสตาร์ที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 5 ล้านขวดต่อปี โดยตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มัลติ โปร สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1 ล้านกระป๋อง”

รุกกิจกรรมตอกย้ำธุรกิจ
เปิดตัวมนุษย์เงินล้านคนที่11
…ทั้งนี้ ยังพบว่า อีกหนึ่งแผนงานของเอม สตาร์ที่จะเตรียมมาเขย่าธุรกิจ เพื่อตอกย้ำการรับรู้ของผู้บริโภคให้เกิดการจดจำแบรนด์มากขึ้น นั่นก็คือ เรื่องของกิจกรรมทางการตลาดนั่นเอง...ซึ่งทางด้าน “ทญ.ลพา” ได้เผยว่า ปีนี้ เอม สตาร์จะมีการจัดงานประกวด ASNI ค้นคว้าหาดาว เหมือนเช่นเคย แต่ความพิเศษของปีนี้นั้น ค่อนข้างที่จะแตกต่างจากปีที่แล้ว โดยจะมีการประกวดทั้งนางแบบและนายแบบ เพื่อเข้าสู่วงการภายใต้ชื่อ “ASNI MODEL MAN & WOMEN 2012”
“สิ่งที่ทำให้กระแสการประกวดดังกล่าวค่อนข้างมาแรงอย่างมากในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางแบบผู้ที่ได้รับตำแหน่ง ASNI ของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ในปีนี้ได้กลายเป็นมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สแล้วนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ส่งผลให้กระแสของการประกวดนี้ จึงค่อนข้างมีผู้ที่สนใจอย่างมากทีเดียว และเชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงมีมาตรฐานมากขึ้นด้วยเช่นกัน”
นอกจากนี้ “พนินทร์ ชนเลอเกียรติ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ยังได้กล่าวเสริมต่ออีกว่า “อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอม สตาร์ในปีนี้ คือ เอม สตาร์ มีมนุษย์เงินล้านรหัสที่ 11 แล้ว โดยเขาผู้นี้ทำธุรกิจที่เอม สตาร์เพียงปีกว่าเท่านั้น ซึ่งวันนี้ต้องบอกว่า มนุษย์เงินล้านที่เอม สตาร์ จะมีรายได้อยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อเดือน โดยจะไม่ใช้เป็นรายได้รวมทั้งหมดที่ทำมา และจะไม่ใช่การขึ้นเดือนละล้าน 2-3 เดือนแล้วหายไป ซึ่งมนุษย์เงินล้านของเอม สตาร์ต้องบอกว่าของจริงทั้งสิ้น”

‘เอม สตาร์’Q1โต15%
ลั่น!เป้าใหญ่สิ้นปีหมื่นล้าน
สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้นั้น “ทญ.ลพา” เผยว่า เอม สตาร์มียอดขายที่เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเอม สตาร์มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะเอม สตาร์มีการทำงานอย่างหนัก ทั้งในเรื่องของการสร้างคน การจัดฝึกอบรมให้กับนักธุรกิจอย่างเข้มข้น รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ของสินค้าที่มีความหลากหลายนั่นเอง อีกทั้งยังเชื่อว่าธุรกิจเอม
สตาร์นับจากนี้ คงจะต้องรุกหนักมากขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้คือ 10,000 ล้านบาท
“วันนี้เอม สตาร์ พร้อมที่จะพัฒนาทุกจุดที่เรายังขาดให้ได้ เพื่อเป้าหมายที่จะให้เอม สตาร์เป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจขายตรงให้ได้ โดยเราเชื่อว่าเราสามารถทำได้ เพราะเห็นได้จากสมาชิกทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่เอม สตาร์แล้ว ทุกคนต่างมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี้ อีกทั้งด้วยความพร้อมที่เอม สตาร์มีในขณะนี้ ทั้งในเรื่องของสินค้า ระบบการทำงาน จึงทำให้เชื่อว่าที่เอม สตาร์ จะสามารถสร้างความสำเร็จให้กับสมาชิกทุกคนได้อย่างแน่นอน”

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

‘เอม สตาร์’ เคลื่อนธุรกิจปลุกฝันหมื่นล้าน อัดกิจกรรมเต็มสูบ/เข็นสินค้าใหม่นำทัพ


“เอม สตาร์” เปิดแผนเขย่าธุรกิจ หวังปูรากฐานธุรกิจสู่เป้า 1 หมื่นล้าน...ล่าสุดลุยกิจกรรมทางการตลาดงานแรกด้วยการจัดงานเอ็กซ์โป 2012 ครั้งที่ 7 ที่สยามพารากอน พร้อมเข็นขีปนาวุธตัวใหม่นำทัพผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “มัลติ โปร” ตั้งเป้า 1 ล้านกระป๋องสิ้นปี...เผยปีนี้เร่งเน้นกิจกรรมมากขึ้น ตอกย้ำแบรนด์สร้างการรับรู้...แย้มไตรมาสที่ 1 ธุรกิจเติบโตดี 15% ...ย้ำ! วันนี้ “เอม สตาร์” พร้อมพัฒนาธุรกิจทุกจุด เพื่อเป้าหมายเป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจขายตรงให้ได้อนาคต
...นับเป็นการเคลื่อนพลทางธุรกิจได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อยทีเดียว สำหรับขายตรง “เอม สตาร์” ที่วันนี้เดินหน้ารุกตลาดเครือข่ายแบบเต็มอัตราศึกอย่างมากทีเดียว ภายหลังจากที่ในช่วงปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเป้าหมายที่เอม สตาร์ วางไว้ 1 หมื่นล้านบาทนั้น ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายสักเท่าไหร่ โดยปิดยอดขายในปี 2554 ที่ 4,203 ล้านบาทเท่านั้นเอง ส่งผลให้ในปีนี้ เอม สตาร์ จึงได้เตรียมที่จะออกมาเขย่าเป้าหมาย
1 หมื่นล้านบาทอีกครั้ง ด้วยการโหมโรงทั้งในเรื่องของการฝึกอบรมที่เข้มข้น การจัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ เพื่อเอาใจผู้บริโภคและสมาชิกมากขึ้น เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

‘เอม สตาร์’เข็น‘มัลติ โปร’สู้ศึก
ลั่นสิ้นปียอดจำหน่าย1ล.กระป๋อง
…ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ค่าย “เอม สตาร์” ก็ได้มีการจัดงานเอ็กซ์โปขึ้น ที่สยามพารากอน ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 7 ที่ทางเอม สตาร์นั้น ได้จัดงานนี้ขึ้นมา โดยทางด้าน “ทญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ได้เปิดเผยว่า งานเอ็กซ์โปในครั้งนี้ถือเป็นงานที่บริษัทฯ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานในครั้งนี้นั้น สมาชิกทุกคนของเอม สตาร์จะได้เห็นศักยภาพของสินค้า ที่สามารถครองใจเครือข่ายผู้บริโภคให้ประสบความสำเร็จได้จริง ที่สำคัญ บริษัทฯ ยังได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่อีกด้วย คือ “มัลติ โปร” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตระกูลของโปรตีน โดยเป็นตัวที่โดดเด่นและสามารถช่วยดูแลสุขภาพของทุกคนให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เพราะวันนี้ธุรกิจเอม สตาร์ ไม่ได้ต้องการความเข้มแข็งทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย
“ธุรกิจเครือข่ายเอม สตาร์ถือเป็นธุรกิจที่แตกต่างจากธุรกิจเครือข่ายทั่วไป เพราะเอมสตาร์มุ่งเน้นให้คนได้เห็นถึงความสวยงามของธุรกิจเครือข่าย และพร้อมที่จะสร้างโอกาสให้คนมีความเท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องการให้คนมองว่าธุรกิจขายตรงเป็นเพียงธุรกิจที่สร้างรายได้เท่านั้น”
สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “มัลติ โปร” นั้น ประกอบไปด้วย แหล่งโปรตีนสำคัญ 6 อย่าง คือ โปรตีนจากปลา, นม, ถั่วเหลือง และโปรตีนที่สกัดด้วยเทคโนโลยีพิเศษ ทำให้ได้โครงสร้างโมเลกุลของกรดอะมิโนซึ่งจำเป็นต่อร่างกายถึง 3 ชนิด นอกจากนี้ สารประกอบหลักอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้ “มัลติ โปร” โดดเด่น ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ การมีสาร Well Moon ซึ่งเป็นสารอาหารที่ผ่านกระบวนการคิดค้นวิจัย จากบริษัทไบโอเทลล่า ที่ได้ใช้งบในการลงทุนสำหรับการค้นคว้าวิจัยสารชนิดนี้ถึง 7,500 ล้านบาท สามารถการันตีคุณภาพด้วยรางวัล เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันและใบรับรองจากหลายประเทศทั่วโลก
“เอม สตาร์ นับได้ว่าเป็นบริษัทขายตรงเพียงเจ้าแรกและเจ้าเดียวเลยก็ว่าได้ ที่ได้รับลิขสิทธิ์จากทาง บริษัท ไบโอเทลล่า ผู้ผลิตสาร well moon ให้เอม สตาร์สามารถใช้สารชนิดนี้เป็นส่วนผสมสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มัลติ โปร ได้ โดยทางเอม สตาร์เอง เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยสร้างยอดขายให้กับบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีเหมือนเช่นดังผลิตภัณฑ์ยาสีฟันโฟฟี่ที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 1 ล้านหลอดต่อปี และผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ไวทอลสตาร์ที่มียอดจำหน่ายอยู่ที่ 5 ล้านขวดต่อปี โดยตั้งเป้าหมายยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มัลติ โปร สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1 ล้านกระป๋อง”

รุกกิจกรรมตอกย้ำธุรกิจ
เปิดตัวมนุษย์เงินล้านคนที่11
…ทั้งนี้ ยังพบว่า อีกหนึ่งแผนงานของเอม สตาร์ที่จะเตรียมมาเขย่าธุรกิจ เพื่อตอกย้ำการรับรู้ของผู้บริโภคให้เกิดการจดจำแบรนด์มากขึ้น นั่นก็คือ เรื่องของกิจกรรมทางการตลาดนั่นเอง...ซึ่งทางด้าน “ทญ.ลพา” ได้เผยว่า ปีนี้ เอม สตาร์จะมีการจัดงานประกวด ASNI ค้นคว้าหาดาว เหมือนเช่นเคย แต่ความพิเศษของปีนี้นั้น ค่อนข้างที่จะแตกต่างจากปีที่แล้ว โดยจะมีการประกวดทั้งนางแบบและนายแบบ เพื่อเข้าสู่วงการภายใต้ชื่อ “ASNI MODEL MAN & WOMEN 2012”
“สิ่งที่ทำให้กระแสการประกวดดังกล่าวค่อนข้างมาแรงอย่างมากในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนางแบบผู้ที่ได้รับตำแหน่ง ASNI ของบริษัทเมื่อปีที่แล้ว ในปีนี้ได้กลายเป็นมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สแล้วนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ส่งผลให้กระแสของการประกวดนี้ จึงค่อนข้างมีผู้ที่สนใจอย่างมากทีเดียว และเชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรงมีมาตรฐานมากขึ้นด้วยเช่นกัน”
นอกจากนี้ “พนินทร์ ชนเลอเกียรติ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ยังได้กล่าวเสริมต่ออีกว่า “อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเอม สตาร์ในปีนี้ คือ เอม สตาร์ มีมนุษย์เงินล้านรหัสที่ 11 แล้ว โดยเขาผู้นี้ทำธุรกิจที่เอม สตาร์เพียงปีกว่าเท่านั้น ซึ่งวันนี้ต้องบอกว่า มนุษย์เงินล้านที่เอม สตาร์ จะมีรายได้อยู่ที่ 1 ล้านบาทต่อเดือน โดยจะไม่ใช้เป็นรายได้รวมทั้งหมดที่ทำมา และจะไม่ใช่การขึ้นเดือนละล้าน 2-3 เดือนแล้วหายไป ซึ่งมนุษย์เงินล้านของเอม สตาร์ต้องบอกว่าของจริงทั้งสิ้น”

‘เอม สตาร์’Q1โต15%
ลั่น!เป้าใหญ่สิ้นปีหมื่นล้าน
สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้นั้น “ทญ.ลพา” เผยว่า เอม สตาร์มียอดขายที่เพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจเอม สตาร์มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะเอม สตาร์มีการทำงานอย่างหนัก ทั้งในเรื่องของการสร้างคน การจัดฝึกอบรมให้กับนักธุรกิจอย่างเข้มข้น รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ของสินค้าที่มีความหลากหลายนั่นเอง อีกทั้งยังเชื่อว่าธุรกิจเอม
สตาร์นับจากนี้ คงจะต้องรุกหนักมากขึ้นอย่างแน่นอน เพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้คือ 10,000 ล้านบาท
“วันนี้เอม สตาร์ พร้อมที่จะพัฒนาทุกจุดที่เรายังขาดให้ได้ เพื่อเป้าหมายที่จะให้เอม สตาร์เป็นเบอร์หนึ่งของธุรกิจขายตรงให้ได้ โดยเราเชื่อว่าเราสามารถทำได้ เพราะเห็นได้จากสมาชิกทุกคนที่เข้ามาอยู่ที่เอม สตาร์แล้ว ทุกคนต่างมีความสุขที่ได้อยู่ที่นี้ อีกทั้งด้วยความพร้อมที่เอม สตาร์มีในขณะนี้ ทั้งในเรื่องของสินค้า ระบบการทำงาน จึงทำให้เชื่อว่าที่เอม สตาร์ จะสามารถสร้างความสำเร็จให้กับสมาชิกทุกคนได้อย่างแน่นอน”

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

เด้ง ‘ปิยะวัฒก์’ เข้ากรุ ปิดฉากมือปราบ ‘แชร์ลูกโซ่’


เจาะประเด็นร้อนแบบทะลุทะลวง “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” อดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่ ที่ถูก “นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง มีหนังสือย้ายฟ้าผ่าจากผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา แฉเบื้องหน้าเบื้องหลังสาเหตุ “ปิยะวัฒก์” ชีวิตราชการตกต่ำลงทุกขณะเป็นเพราะอะไรกันแน่ ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้เคยมีชื่อเสียงเกรียงไกร ขบวนการแชร์ลูกโซ่พอได้ยินชื่อนี้ต่างหัวหดตดหายไปตามๆ กัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวย้ายฟ้าผ่าข้าราชการระดับ 9 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ. ถึง 5 ตำแหน่ง บางคนก็ได้ดิบได้ดี แต่สำหรับมือปราบแชร์ลูกโซ่อย่าง พ.อ.ปิยะวัฒน์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ถูกเด้งเข้ากรุ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษ ดูเหมือนวิถีชีวิต “มือปราบแชร์ลูกโซ่” ผู้นี้ เส้นทางราชการได้ถดถอยลงไปทุกทีตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา บุญจะนำหรือกรรมจะซัดหนัก หลังเกษียณอายุราชการ ก็ยากจะคาดเดาอนาคตของท่านผู้นี้ได้

เมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา ชื่อ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เริ่มติดชาร์ต อันดับต้นๆ ในฐานะข้าราชการ “ตงฉิน” ผู้หนึ่ง ภาพที่ฉายออกไปสู่สาธารณชน คือมือปราบดีเอสไอ.ที่ขาวสะอาด จนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับขบวนการแชร์ลูกโซ่อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อปี 2547 เริ่มต้นจากการสร้างผลงานกระหึ่มตามสื่อต่างๆ โดยมีส่วนจับ บริษัท กรีน แพลนเน็ทฯ พร้อมตั้งข้อหา “แชร์ลูกโซ่” โดยอ้างความเสียหายฉ้อโกงประชาชนมูลค่านับพันล้านบาท

ขณะนั้น “รัศมี วิศทเวทย์” เลขาฯ สคบ. เซ็นอนุมัติสั่งเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท กรีน แพลนเน็ทฯ หลังสิ้นสภาพจากการเป็นบริษัทขายตรง ดีเอสไอ.ก็เข้าจับกุมเจ้าของบริษัทดังกล่าว และคณะผู้บริหารขังคุกนานถึง 8 เดือน จนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกนานนับหมื่นปีเมื่อกว่า1 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์

หลังจากนั้น “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ฉายามือปราบแชร์ลูกโซ่ส่องประกายเจิดจ้า เมื่อครั้งจับแชร์ข้าวสาร หรือบริษัท อีซี่ เน็ทเวิร์คฯ และบริษัทขายตรงที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่อีกหลายต่อหลายราย

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ชื่อ “ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” กลายเป็นบุคคลสำคัญอันดับต้นๆ ของดีเอสไอ. ขนาด “ทวี สอดส่อง” หรือแม้แต่ “พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์” อดีตอธิบดี ดีเอสไอ. ชื่อเสียงยังเป็นรอง “ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ในยุครุ่งเรื่องด้วยซ้ำไป

คราวนี้มาถึงยุค “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ที่เข้ามานั่งในตำแหน่งอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ. “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ยังคั่วตำแหน่งใหญ่ และมีบทบาทอย่างมาก ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษยังคงรับบทเป็นผู้ปราบปราม “แชร์ลูกโซ่” อย่างถึงพริกถึงขิง

ในช่วงต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ที่ไปตั้งข้อหาแชร์ลูกโซ่กับ “บริษัท เบสท์ 59 จำกัด” ฐานฉ้อโกงประชาชน การทำงาน “สไตล์” มือปราบแชร์ลูกโซ่ผู้นี้ มักจะอาศัยอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการเผด็จศึก ทุกครั้งที่ดำเนินคดีกับบริษัทแชร์ลูกโซ่ได้ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” มักจะใช้สื่อทีวี และหนังสือพิมพ์รายวันถล่มเป้าหมายจนยับ เพื่อให้สมาชิกแตกฮือ ในที่สุดก็มาร่วมมือกับทางการ เพื่อแจ้งความเอาผิดบริษัทนั้นๆ นี่คือ ที่มาของคำว่าแชร์พันล้าน ทั้งๆ ที่เดิมทีอาจมีมูลค่าความเสียหายจริงๆ แค่ไม่กี่ล้านบาท

แต่ “ปิยะวัฒก์” มักจะออกข่าวตามสื่อให้กลุ่มสมาชิกขวัญผวา พร้อมขู่ว่า จะตั้งข้อหาคนที่เกี่ยวข้องฐานมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการฉ้อโกงประชาชน ทำให้สมาชิกที่ถูกทางการข่มขู่ ต่างต้องยอมเข้ามาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทของตนเอง เมื่อบริษัทถูกปิดหลังถูกดำเนินคดี ข้อหาฉ้อโกงสมาชิกก็คงรับไปเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในกรณีบริษัท เบสท์ 59 จำกัด หรือปูแดง ไคโตซาน “สมปอง แซ่ตั้ง” และทีมผู้บริหาร ก็เกือบจะถูก “เชือด” เหมือนกับบริษัทแชร์ลูกโซ่รายอื่นๆ เช่นกัน ช่วง 2-3 วันแรก “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ออกข่าวอยู่ฝ่ายเดียวว่า “ปูแดงเป็นแชร์ลูกโซ่” เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับค่ายอื่นๆ แต่บริษัทนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากสมาชิกไม่ได้ “แตกฮือ” เหมือนค่ายอื่นๆ เพราะพวกเขาได้นำผลิตภัณฑ์ปูแดง ไคโตซาน ไปใช้กับพืชจนได้ผลมาแล้ว แถมมีรายได้คนละตั้งแต่หลักหลายพันบาท ไปจนถึงหลักหลายแสนบาทต่อเดือน

บางคนกำลังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เมื่อพวกเขาได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จึงเกิดการรวมตัวกันนับพันคนกลายเป็น “ม็อบปูแดง” ออกมาเคลื่อนไหวหน้าดีเอสไอ. เรียกร้องความเป็นธรรมกับอธิบดี และรองอธิบดี รวมถึงนำม็อบไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐบาลที่รัฐสภาฯ

สื่อมวลชนทุกสำนักให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างมาก ต่างพากันประโคมข่าวเรื่องความเดือดร้อนของสมาชิกปูแดงฯ ที่ถูกดีเอสไอ.สั่งปิดบริษัท ทำให้พวกเขาขาดรายได้ เมื่อกระแสข่าวย้อนกลับเข้า “ถล่ม” พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ รอบทิศทางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงเวลาเดียวกัน สมาชิกปูแดงกว่า 3,000 คน ก็พากันแจ้งความเอาผิดมือปราบแชร์ลูกโซ่ตามสน.ต่างๆ ทั่วประเทศ ฐานทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ขาดรายได้จากการทำอาชีพขายตรง

งานนี้ทำให้นักการเมืองหลายพรรครวมถึงรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างมาก กลับกลายเป็นว่า ดีเอสไอ.ไปสร้างความดือดร้อนให้กับประชาชนแทน ภาพพจน์ของดีเอสไอ.ในช่วงนั้น นับว่าเสื่อมสุดๆ ในสายตาประชาชน ที่ไปตั้งข้อหา “ปูแดงเป็นแชร์ลูกโซ่” ทำให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อนมากมาย จากตรงนี้แหละที่ทำให้ประชาชนรู้สึกเห็นใจและสงสารบริษัทปูแดง และแล้วภาพคำว่า “แชร์ลูกโซ่” ก็เริ่มเลือนหายไปจากความรู้สึกของปราะชาชนในเวลาต่อมา

กอปรกับรองอธิบดีท่านหนึ่ง ชักไม่ค่อยมั่นใจกับการทำงานของทีมจับปูแดงฯ ก็เลยแอบตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบในเชิงลึกว่า บริษัท เบสท์ 59 จำกัด มีการฉ้อโกงประชาชนอย่างที่ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ตั้งข้อหาจริงหรือไม่

ปรากฏว่า ไม่มีผู้เสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงของบริษัท เบสท์ 59 จำกัด แต่อย่างใด ไม่เข้าข่ายความผิดแชร์ลูกโซ่อย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ขณะเดียกัน “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” และทีมงานสอบสวน บางคนถูกชาวบ้านทำหนังสือร้องเรียนอธิบดีถึงการทำงานอันไม่ชอบมาพากล คือ ชาวบ้านให้ปากคำอีกอย่าง แต่เจ้าหน้าที่กลับไปสรุปปากคำอีกอย่าง เมื่อข้อเท็จจริงที่อยู่ในมุมมืดถูกเปิดเผยออกมาต่อเนื่อง

“ธาริต เพ็งดิษฐ์” ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มอบหมายให้ “พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์” รองอธิบดีขณะนั้น ดูแลคดีปูแดงฯ เป็นพิเศษ เนื่องจากมีความไม่ชอบมาพากล กอปรกับก่อนหน้านี้มีสื่อหลายฉบับได้นำเสนอข่าวว่า เรื่องนี้อาจมีผลประโยชน์แอบแฝงเพราะมีข่าวว่า คู่แข่งทางธุรกิจได้ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท เพื่อโค่นปูแดงโดยมีเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ.บางคนไปรับเงินที่สิงคโปร์

ในที่สุด “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ในฐานะเจ้าของคดี ก็ได้ส่งสำนวนสั่งฟ้องบริษัท เบสท์ 59 จำกัด ตามขั้นตอนเพื่อให้อธิบดีเซ็นอนุมัติต่อไป

แต่ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ทำตาม แถมมีคำสั่งไม่ฟ้อง บริษัท เบสท์ 59 จำกัด ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่อีกต่างหาก จุดแตกหักระหว่าง “พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” กับ อธิบดี “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดี และ “พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์” รองอธิบดี ได้ปะทุขึ้นร้อนแรงที่สุดตั้งแต่ตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมา

งานนี้ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เดือดเลือดขึ้นหน้า ที่ผู้บังคับบัญชาไม่ตอบสนองตามที่ตนเองมุ่งหวัง เพราะมีความเชื่อว่า “ปูแดง คือแชร์ลูกโซ่” ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงกับโพสต์ข้อความทางเฟชบุ๊ค โจมตีผู้บังคับบัญชาอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน กล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ในคดีนี้

เรื่องนี้ “สมปอง แซ่ตั้ง” ได้ฟ้องหมิ่นประมาท “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ที่กล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ทั้งๆ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง ขณะเดียวกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อัยการเองก็สั่งไม่ฟ้องในข้อกล่าวหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน

หลังจากขึ้นศาล “พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ยอมรับสภาพด้วยการประกาศผ่านเฟชบุ๊คว่า “ตามที่ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความลง FB ของข้าพเจ้าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ทำให้บุคคลอื่นหรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่า บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปอง แซ่ตั้ง วิ่งเต้นคดีหรือกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากถูกกล่าวหาดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือประกอบกิจการแบบแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปองฯได้ฟ้องข้าพเจ้าต่อศาลอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทและดูหมิ่นนั้น ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่าข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาที่จะกล่าวพาดพิงไปในทางว่า บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปองฯ กระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือดำเนินการใดๆ จนเป็นเหตุให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง บ.เบสท์ 59 จำกัดและบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องเพราะการสั่งไม่ฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการตามกฎหมาย ซึ่งคำสั่งไม่ฟ้องข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นอันยุติแล้ว

ข้าพเจ้าได้ทำความเข้าใจและปรับความเข้าใจกับนายสมปองฯ และ บ.เบสท์ 59 จำกัด จนเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ข้าพเจ้าไม่ติดใจในการกระทำของ บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปองฯ บ.เบสท์ 59 จำกัด และ นายสมปองฯ ก็ไม่ติดใจดำเนินคดีกับข้าพเจ้าอีกต่อไปและได้ถอนฟ้องข้าพเจ้า พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ

เกมนี้ถ้าจะมองในเชิงลึก น่าจะมีการวางแผนอย่างแยบยล โดยให้ “สมปอง แซ่ตั้ง” ยอมความ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ยอมรับกับความผิดพลาดของตัวเอง ถึงยอมเสีย “ฟอร์ม” มือปราบแชร์ลูกโซ่ กับ “ลูกแกะ” อย่าง “สมปอง” อย่างหมดท่า

แต่มหากาพย์ใหญ่ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้ เพราะในช่วงเดียวกัน “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ได้เขย่าบัลลังก์ผู้บังคับบัญชาทั้ง 2 คนแบบหักดิบทางสื่อแบบพังกันข้างหนึ่ง

นี่คือ ที่มาของการฟ้องหมิ่นประมาท ที่ “พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์” รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนั้น “ซัดหมัดหนัก” เข้าเต็มหน้า “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เข้าเต็มๆ น่าจะอาศัยการรับสารภาพในคดีหมิ่นประมาท “สมปอง แซ่ตั้ง” นี่แหละเป็นหลักฐานมัดแน่นอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่โยงใยกัน

นับตั้งแต่เกิดคดีปูแดงฯ เป็นต้นมา เส้นทางเดินของ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ลุ่มๆ ดอนๆ เริ่มตั้งแต่ห้องทำงานถูกย้ายไปอยู่ที่อาคารอื่นเหมือนถูกลอยแพ เมื่อปีที่ผ่านมาก็ถูกย้ายไปเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาได้ประมาณ 1 ปี แม้แต่กลุ่มนักธุรกิจ และสื่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งเคยส่งเสียงเชียร์ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ในยุคที่เรืองอำนาจอย่างออกนอกหน้า ขณะนี้ต่างก็หายหน้าไปกันหมด

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ถูกกระทรวงยุติธรรมสั่งย้ายเข้ากรุ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษซึ่งอาจไม่มีบทบาทในดีเอสไอ. มากหนัก เจ้าตัวอาจยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง เรียกร้องความเป็นธรรมตามสิทธิ์ที่พึงมี

ก่อนหน้านี้ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็เคยมีข่าวว่าจะยื่นเรื่องให้ปปช. ตรวจสอบอธิบดี ดีเอสไอ.มาแล้ว พอมาถึงตรงนี้ ก็น่าจะเป็นการปิดตำนานมือปราบ “แชร์ลูกโซ่” ด้วยภาพที่หมองมัวอย่างน่าเสียดาย

นี่อาจเป็นบทเรียนสอนใจให้กับข้าราชการไทยหลายๆ คน ที่ชอบใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชน การที่ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ไปยัดข้อหาร้ายแรงให้กับ บริษัท เบสท์ 59 จำกัด หรือปูแดงฯ ว่าเป็น “แชร์ลูกโซ่” จนธุรกิจต้องปิดตัวไป สร้าง “บาป” ให้กับประชาชนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบของการฉ้อโกงยังไม่ครบถ้วนตามขบวนความ

เรื่องนี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนนับพันๆ คนเลยทีเดียว ซึ่งพวกเขาเคยมีรายได้ที่เกิดจากการทำอาชีพดังกล่าวเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องมารับกรรมกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ลุแก่อำนาจ...ไม่ฟังเสียงทักท้วงของใคร

วิบากกรรมอันนี้อาจเป็นแค่การเริ่มต้นก่อตัวขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ ““พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ได้ฉุกคิด และสำนึกผิดในยุคสมัยที่ตนเองยังเรืองอำนาจ อยู่ “ตราบาป” ที่ได้ก่อไว้จะด้วยการรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำที่มีความไม่ชอบมาพากลของ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าบุญหรือบาปกรรม ที่ “มือปราบแชร์ลูกโซ่” ได้กระทำไว้กับประชาชนคนหาเช้ากินค่ำให้ได้รับความเดือดร้อน จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนเองได้ทำไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“อำนาจมีไว้ให้สร้างความดี ไม่ใช่มีไว้เพื่อทำลายคนดี

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

เด้ง ‘ปิยะวัฒก์’ เข้ากรุ ปิดฉากมือปราบ ‘แชร์ลูกโซ่’


เจาะประเด็นร้อนแบบทะลุทะลวง “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” อดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่ ที่ถูก “นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง มีหนังสือย้ายฟ้าผ่าจากผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษมีผลทันทีตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา แฉเบื้องหน้าเบื้องหลังสาเหตุ “ปิยะวัฒก์” ชีวิตราชการตกต่ำลงทุกขณะเป็นเพราะอะไรกันแน่ ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้เคยมีชื่อเสียงเกรียงไกร ขบวนการแชร์ลูกโซ่พอได้ยินชื่อนี้ต่างหัวหดตดหายไปตามๆ กัน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวย้ายฟ้าผ่าข้าราชการระดับ 9 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ. ถึง 5 ตำแหน่ง บางคนก็ได้ดิบได้ดี แต่สำหรับมือปราบแชร์ลูกโซ่อย่าง พ.อ.ปิยะวัฒน์ กิ่งเกตุ ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ถูกเด้งเข้ากรุ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษ ดูเหมือนวิถีชีวิต “มือปราบแชร์ลูกโซ่” ผู้นี้ เส้นทางราชการได้ถดถอยลงไปทุกทีตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา บุญจะนำหรือกรรมจะซัดหนัก หลังเกษียณอายุราชการ ก็ยากจะคาดเดาอนาคตของท่านผู้นี้ได้

เมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา ชื่อ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เริ่มติดชาร์ต อันดับต้นๆ ในฐานะข้าราชการ “ตงฉิน” ผู้หนึ่ง ภาพที่ฉายออกไปสู่สาธารณชน คือมือปราบดีเอสไอ.ที่ขาวสะอาด จนกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากับขบวนการแชร์ลูกโซ่อย่างเห็นได้ชัด

เมื่อปี 2547 เริ่มต้นจากการสร้างผลงานกระหึ่มตามสื่อต่างๆ โดยมีส่วนจับ บริษัท กรีน แพลนเน็ทฯ พร้อมตั้งข้อหา “แชร์ลูกโซ่” โดยอ้างความเสียหายฉ้อโกงประชาชนมูลค่านับพันล้านบาท

ขณะนั้น “รัศมี วิศทเวทย์” เลขาฯ สคบ. เซ็นอนุมัติสั่งเพิกถอนใบอนุญาตบริษัท กรีน แพลนเน็ทฯ หลังสิ้นสภาพจากการเป็นบริษัทขายตรง ดีเอสไอ.ก็เข้าจับกุมเจ้าของบริษัทดังกล่าว และคณะผู้บริหารขังคุกนานถึง 8 เดือน จนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกนานนับหมื่นปีเมื่อกว่า1 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์

หลังจากนั้น “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ฉายามือปราบแชร์ลูกโซ่ส่องประกายเจิดจ้า เมื่อครั้งจับแชร์ข้าวสาร หรือบริษัท อีซี่ เน็ทเวิร์คฯ และบริษัทขายตรงที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่อีกหลายต่อหลายราย

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ชื่อ “ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” กลายเป็นบุคคลสำคัญอันดับต้นๆ ของดีเอสไอ. ขนาด “ทวี สอดส่อง” หรือแม้แต่ “พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์” อดีตอธิบดี ดีเอสไอ. ชื่อเสียงยังเป็นรอง “ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ในยุครุ่งเรื่องด้วยซ้ำไป

คราวนี้มาถึงยุค “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ที่เข้ามานั่งในตำแหน่งอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ. “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ยังคั่วตำแหน่งใหญ่ และมีบทบาทอย่างมาก ในตำแหน่ง ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษกรมสอบสวนคดีพิเศษยังคงรับบทเป็นผู้ปราบปราม “แชร์ลูกโซ่” อย่างถึงพริกถึงขิง

ในช่วงต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ที่ไปตั้งข้อหาแชร์ลูกโซ่กับ “บริษัท เบสท์ 59 จำกัด” ฐานฉ้อโกงประชาชน การทำงาน “สไตล์” มือปราบแชร์ลูกโซ่ผู้นี้ มักจะอาศัยอาวุธอันทรงประสิทธิภาพในการเผด็จศึก ทุกครั้งที่ดำเนินคดีกับบริษัทแชร์ลูกโซ่ได้ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” มักจะใช้สื่อทีวี และหนังสือพิมพ์รายวันถล่มเป้าหมายจนยับ เพื่อให้สมาชิกแตกฮือ ในที่สุดก็มาร่วมมือกับทางการ เพื่อแจ้งความเอาผิดบริษัทนั้นๆ นี่คือ ที่มาของคำว่าแชร์พันล้าน ทั้งๆ ที่เดิมทีอาจมีมูลค่าความเสียหายจริงๆ แค่ไม่กี่ล้านบาท

แต่ “ปิยะวัฒก์” มักจะออกข่าวตามสื่อให้กลุ่มสมาชิกขวัญผวา พร้อมขู่ว่า จะตั้งข้อหาคนที่เกี่ยวข้องฐานมีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการฉ้อโกงประชาชน ทำให้สมาชิกที่ถูกทางการข่มขู่ ต่างต้องยอมเข้ามาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทของตนเอง เมื่อบริษัทถูกปิดหลังถูกดำเนินคดี ข้อหาฉ้อโกงสมาชิกก็คงรับไปเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในกรณีบริษัท เบสท์ 59 จำกัด หรือปูแดง ไคโตซาน “สมปอง แซ่ตั้ง” และทีมผู้บริหาร ก็เกือบจะถูก “เชือด” เหมือนกับบริษัทแชร์ลูกโซ่รายอื่นๆ เช่นกัน ช่วง 2-3 วันแรก “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ออกข่าวอยู่ฝ่ายเดียวว่า “ปูแดงเป็นแชร์ลูกโซ่” เหมือนกับที่เคยทำสำเร็จมาแล้วกับค่ายอื่นๆ แต่บริษัทนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากสมาชิกไม่ได้ “แตกฮือ” เหมือนค่ายอื่นๆ เพราะพวกเขาได้นำผลิตภัณฑ์ปูแดง ไคโตซาน ไปใช้กับพืชจนได้ผลมาแล้ว แถมมีรายได้คนละตั้งแต่หลักหลายพันบาท ไปจนถึงหลักหลายแสนบาทต่อเดือน

บางคนกำลังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เมื่อพวกเขาได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า จึงเกิดการรวมตัวกันนับพันคนกลายเป็น “ม็อบปูแดง” ออกมาเคลื่อนไหวหน้าดีเอสไอ. เรียกร้องความเป็นธรรมกับอธิบดี และรองอธิบดี รวมถึงนำม็อบไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐบาลที่รัฐสภาฯ

สื่อมวลชนทุกสำนักให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างมาก ต่างพากันประโคมข่าวเรื่องความเดือดร้อนของสมาชิกปูแดงฯ ที่ถูกดีเอสไอ.สั่งปิดบริษัท ทำให้พวกเขาขาดรายได้ เมื่อกระแสข่าวย้อนกลับเข้า “ถล่ม” พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ รอบทิศทางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงเวลาเดียวกัน สมาชิกปูแดงกว่า 3,000 คน ก็พากันแจ้งความเอาผิดมือปราบแชร์ลูกโซ่ตามสน.ต่างๆ ทั่วประเทศ ฐานทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ขาดรายได้จากการทำอาชีพขายตรง

งานนี้ทำให้นักการเมืองหลายพรรครวมถึงรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างมาก กลับกลายเป็นว่า ดีเอสไอ.ไปสร้างความดือดร้อนให้กับประชาชนแทน ภาพพจน์ของดีเอสไอ.ในช่วงนั้น นับว่าเสื่อมสุดๆ ในสายตาประชาชน ที่ไปตั้งข้อหา “ปูแดงเป็นแชร์ลูกโซ่” ทำให้ผู้คนได้รับความเดือดร้อนมากมาย จากตรงนี้แหละที่ทำให้ประชาชนรู้สึกเห็นใจและสงสารบริษัทปูแดง และแล้วภาพคำว่า “แชร์ลูกโซ่” ก็เริ่มเลือนหายไปจากความรู้สึกของปราะชาชนในเวลาต่อมา

กอปรกับรองอธิบดีท่านหนึ่ง ชักไม่ค่อยมั่นใจกับการทำงานของทีมจับปูแดงฯ ก็เลยแอบตั้งทีมงานพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อตรวจสอบในเชิงลึกว่า บริษัท เบสท์ 59 จำกัด มีการฉ้อโกงประชาชนอย่างที่ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ตั้งข้อหาจริงหรือไม่

ปรากฏว่า ไม่มีผู้เสียหายที่เกิดจากการฉ้อโกงของบริษัท เบสท์ 59 จำกัด แต่อย่างใด ไม่เข้าข่ายความผิดแชร์ลูกโซ่อย่างที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ขณะเดียกัน “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” และทีมงานสอบสวน บางคนถูกชาวบ้านทำหนังสือร้องเรียนอธิบดีถึงการทำงานอันไม่ชอบมาพากล คือ ชาวบ้านให้ปากคำอีกอย่าง แต่เจ้าหน้าที่กลับไปสรุปปากคำอีกอย่าง เมื่อข้อเท็จจริงที่อยู่ในมุมมืดถูกเปิดเผยออกมาต่อเนื่อง

“ธาริต เพ็งดิษฐ์” ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงได้มอบหมายให้ “พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์” รองอธิบดีขณะนั้น ดูแลคดีปูแดงฯ เป็นพิเศษ เนื่องจากมีความไม่ชอบมาพากล กอปรกับก่อนหน้านี้มีสื่อหลายฉบับได้นำเสนอข่าวว่า เรื่องนี้อาจมีผลประโยชน์แอบแฝงเพราะมีข่าวว่า คู่แข่งทางธุรกิจได้ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท เพื่อโค่นปูแดงโดยมีเจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ.บางคนไปรับเงินที่สิงคโปร์

ในที่สุด “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ในฐานะเจ้าของคดี ก็ได้ส่งสำนวนสั่งฟ้องบริษัท เบสท์ 59 จำกัด ตามขั้นตอนเพื่อให้อธิบดีเซ็นอนุมัติต่อไป

แต่ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ทำตาม แถมมีคำสั่งไม่ฟ้อง บริษัท เบสท์ 59 จำกัด ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน หรือแชร์ลูกโซ่อีกต่างหาก จุดแตกหักระหว่าง “พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” กับ อธิบดี “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดี และ “พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์” รองอธิบดี ได้ปะทุขึ้นร้อนแรงที่สุดตั้งแต่ตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษขึ้นมา

งานนี้ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เดือดเลือดขึ้นหน้า ที่ผู้บังคับบัญชาไม่ตอบสนองตามที่ตนเองมุ่งหวัง เพราะมีความเชื่อว่า “ปูแดง คือแชร์ลูกโซ่” ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงกับโพสต์ข้อความทางเฟชบุ๊ค โจมตีผู้บังคับบัญชาอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน กล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ในคดีนี้

เรื่องนี้ “สมปอง แซ่ตั้ง” ได้ฟ้องหมิ่นประมาท “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ที่กล่าวหาว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ ทั้งๆ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสั่งไม่ฟ้อง ขณะเดียวกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อัยการเองก็สั่งไม่ฟ้องในข้อกล่าวหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน

หลังจากขึ้นศาล “พ.อ. ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ยอมรับสภาพด้วยการประกาศผ่านเฟชบุ๊คว่า “ตามที่ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความลง FB ของข้าพเจ้าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ทำให้บุคคลอื่นหรือบุคคลทั่วไปเข้าใจว่า บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปอง แซ่ตั้ง วิ่งเต้นคดีหรือกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมายอันเนื่องมาจากถูกกล่าวหาดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือประกอบกิจการแบบแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปองฯได้ฟ้องข้าพเจ้าต่อศาลอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทและดูหมิ่นนั้น ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่าข้าพเจ้ามิได้มีเจตนาที่จะกล่าวพาดพิงไปในทางว่า บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปองฯ กระทำการใดๆ อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือดำเนินการใดๆ จนเป็นเหตุให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง บ.เบสท์ 59 จำกัดและบุคคลอื่นใดที่เกี่ยวข้องเพราะการสั่งไม่ฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการตามกฎหมาย ซึ่งคำสั่งไม่ฟ้องข้อหาฉ้อโกงประชาชนเป็นอันยุติแล้ว

ข้าพเจ้าได้ทำความเข้าใจและปรับความเข้าใจกับนายสมปองฯ และ บ.เบสท์ 59 จำกัด จนเป็นที่เข้าใจกันแล้ว ข้าพเจ้าไม่ติดใจในการกระทำของ บ.เบสท์ 59 จำกัด และนายสมปองฯ บ.เบสท์ 59 จำกัด และ นายสมปองฯ ก็ไม่ติดใจดำเนินคดีกับข้าพเจ้าอีกต่อไปและได้ถอนฟ้องข้าพเจ้า พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ

เกมนี้ถ้าจะมองในเชิงลึก น่าจะมีการวางแผนอย่างแยบยล โดยให้ “สมปอง แซ่ตั้ง” ยอมความ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ยอมรับกับความผิดพลาดของตัวเอง ถึงยอมเสีย “ฟอร์ม” มือปราบแชร์ลูกโซ่ กับ “ลูกแกะ” อย่าง “สมปอง” อย่างหมดท่า

แต่มหากาพย์ใหญ่ไม่น่าจะจบลงง่ายๆ เพียงเท่านี้ เพราะในช่วงเดียวกัน “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ได้เขย่าบัลลังก์ผู้บังคับบัญชาทั้ง 2 คนแบบหักดิบทางสื่อแบบพังกันข้างหนึ่ง

นี่คือ ที่มาของการฟ้องหมิ่นประมาท ที่ “พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์” รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในขณะนั้น “ซัดหมัดหนัก” เข้าเต็มหน้า “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” เข้าเต็มๆ น่าจะอาศัยการรับสารภาพในคดีหมิ่นประมาท “สมปอง แซ่ตั้ง” นี่แหละเป็นหลักฐานมัดแน่นอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นเรื่องที่โยงใยกัน

นับตั้งแต่เกิดคดีปูแดงฯ เป็นต้นมา เส้นทางเดินของ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ลุ่มๆ ดอนๆ เริ่มตั้งแต่ห้องทำงานถูกย้ายไปอยู่ที่อาคารอื่นเหมือนถูกลอยแพ เมื่อปีที่ผ่านมาก็ถูกย้ายไปเป็น ผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญาได้ประมาณ 1 ปี แม้แต่กลุ่มนักธุรกิจ และสื่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งเคยส่งเสียงเชียร์ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ในยุคที่เรืองอำนาจอย่างออกนอกหน้า ขณะนี้ต่างก็หายหน้าไปกันหมด

ล่าสุดสดๆ ร้อนๆ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็ถูกกระทรวงยุติธรรมสั่งย้ายเข้ากรุ ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษซึ่งอาจไม่มีบทบาทในดีเอสไอ. มากหนัก เจ้าตัวอาจยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครอง เรียกร้องความเป็นธรรมตามสิทธิ์ที่พึงมี

ก่อนหน้านี้ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ก็เคยมีข่าวว่าจะยื่นเรื่องให้ปปช. ตรวจสอบอธิบดี ดีเอสไอ.มาแล้ว พอมาถึงตรงนี้ ก็น่าจะเป็นการปิดตำนานมือปราบ “แชร์ลูกโซ่” ด้วยภาพที่หมองมัวอย่างน่าเสียดาย

นี่อาจเป็นบทเรียนสอนใจให้กับข้าราชการไทยหลายๆ คน ที่ชอบใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมกับประชาชน การที่ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ไปยัดข้อหาร้ายแรงให้กับ บริษัท เบสท์ 59 จำกัด หรือปูแดงฯ ว่าเป็น “แชร์ลูกโซ่” จนธุรกิจต้องปิดตัวไป สร้าง “บาป” ให้กับประชาชนจำนวนมาก ทั้งๆ ที่องค์ประกอบของการฉ้อโกงยังไม่ครบถ้วนตามขบวนความ

เรื่องนี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนนับพันๆ คนเลยทีเดียว ซึ่งพวกเขาเคยมีรายได้ที่เกิดจากการทำอาชีพดังกล่าวเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แต่ต้องมารับกรรมกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่ลุแก่อำนาจ...ไม่ฟังเสียงทักท้วงของใคร

วิบากกรรมอันนี้อาจเป็นแค่การเริ่มต้นก่อตัวขึ้นเท่านั้น เพื่อให้ ““พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ได้ฉุกคิด และสำนึกผิดในยุคสมัยที่ตนเองยังเรืองอำนาจ อยู่ “ตราบาป” ที่ได้ก่อไว้จะด้วยการรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำที่มีความไม่ชอบมาพากลของ “พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ” ต่างก็ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าบุญหรือบาปกรรม ที่ “มือปราบแชร์ลูกโซ่” ได้กระทำไว้กับประชาชนคนหาเช้ากินค่ำให้ได้รับความเดือดร้อน จะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนเองได้ทำไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“อำนาจมีไว้ให้สร้างความดี ไม่ใช่มีไว้เพื่อทำลายคนดี

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012       

วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

ขายตรงน้องใหม่ แห่เปิดตัวไม่หยุด ‘ไอยรา (Aiyara Planet)’ วางสินค้า 15 ตัว เดิมพัน 200 ล.


 


มาอีกหนึ่ง “ไอยรา” แบรนด์ล่าสุดแห่งวงการขายตรง บอกเตรียมเขย่าตลาดสร้างการรับรู้ ชูจุดเด่นสินค้าผ่านงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เปิดตัว “อินมูร่า” สารสกัดเซซามินจากงาดำเป็นสินค้าเรือธง ฟุ้งเพียง 40 วัน วางขายสร้างยอด 6 พันกระปุก ตั้งเป้าสิ้นปีมี 200 ล้านบาท


ในช่วงต้นปีเช่นนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวลาสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่ความได้เปรียบของธุรกิจขายตรงที่แต่ละค่ายต่าง งัดกลยุทธ์เด็ดออกมาสร้างความน่าสนใจของธุรกิจ เพื่อหวังดึงดูดสมาชิกและยอด ขาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าบริษัทเปิดใหม่ ที่จำเป็นต้องเร่งงัดยุทธวิธีต่างๆออกมา เพื่อลงสมรภูมิการแข่งขันที่ยิ่งทวีความดุเดือด ตามองศาความร้อนของอุณหภูมิเช่นนี้


เช่นเดียวกับขายตรงน้องใหม่ที่ชื่อ “บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด” ภายใต้การนำทัพของ กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการบริษัท ที่มีความมุ่งมั่นจะนำเสนอ บริษัทที่ดี มีสินค้าและแผนการตลาดที่สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ทุกๆ คนได้


โดยนายกัมปนาท บุญราศรี กล่าวว่า “การทำตลาดแบบขายตรงให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญประการแรกเลย คือ สินค้าต้องมีคุณภาพและความแตกต่าง ดังนั้นสิ่งที่บริษัทให้ความใส่ใจเมื่อคิดที่จะเปิด บริษัท คือ การค้นหาผู้เชี่ยวชาญในด้านผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกแตกต่าง แต่มีคุณภาพออกสู่ตลาดผู้บริโภค และตนเองก็ได้พบกับบุคคลที่ว่านั้น ซึ่งท่านก็คือ รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ เป็นนักชีวเคมี อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และท่านเองยังเป็นผู้อำนวยการหน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ และเซลล์ต้นกำเนิด ท่านเป็นผู้ที่ศึกษาสารสกัดเซซามิน จากงาดำ อย่างจริงจังต่อเนื่องมาหลายปี”


ปัจจุบันรศ.ดร.ปรัชญา ได้ตอบรับเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และผู้คิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทไอยราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารสกัดจากงาดำที่ท่านคิดค้นและ เป็นงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรไปทั่วโลก ซึ่งบริษัทได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่า “อินมูร่า” 


ดังนั้นผลิตภัณฑ์อินมูร่า จึงถือเป็นสินค้าเรือธงของบริษัทอยู่ในขณะนี้ โดยจากการที่ไอยราเพิ่งเปิดบริษัทไปได้เพียง 40 วัน แต่สินค้าอินมูร่า มียอดการจำหน่ายไปแล้วประมาณ 6 พันกระปุก 


นายกัมปนาทกล่าวต่อว่า ในขณะนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังมีสินค้าในกลุ่มความงาม ซึ่งจะใช้แบรนด์ที่ชื่อว่า “ไอยรา” โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 4 รายการด้วยกัน คือ ผลิตภัณฑ์กันแดด ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์หน้า ครีมบำรุงผิวหน้าทั้งกลางวันและกลางคืน และผลิตภัณฑ์สเตมเซลล์ ทั้งนี้แบรนด์ไอยราจะเน้นการใช้สารสกัดที่ได้มาจากธรรมชาติทั้งหมด 


ผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อไปที่จะมีการผลิตออกมา คือ กลุ่มกระชับสัดส่วน ซึ่งขณะนี้มีสินค้ารายการแรกคือ กาแฟลดน้ำหนักเป็นกาแฟบราซิลสกัด และจะมีกลุ่มสินค้าที่จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม นี้อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งสินค้าเกษตร บริษัทผลิตขึ้นโดยไม่ได้มุ่งหวังจะแข่งกับใคร และจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นตัวเชื่อมโยงสู่พี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รู้จักกับบริษัทไอยรา แล้วนำมาสู่การใช้ผลิตภัณฑ์ อื่นๆของบริษัทต่อไป 


ส่วนในเรื่องการทำตลาดนั้น นายกัมปนาท เปิดเผยว่า ตนก็ใช้การตลาดแบบพื้นฐาน คือการบอกต่อ เพราะกระบวนการบอกต่อถือเป็นกลไกสำคัญของธุรกิจเครือข่าย แต่ก่อนที่จะมีการดำเนิน งานตามระบบดังกล่าวนั้น บริษัทจะเน้นการสร้างคนให้เป็นมืออาชีพก่อน ขณะนี้ จึงได้มีการสร้างสถาบันฝึกอบรมของไอยรา มีการขยายห้องประชุม จัดหลักสูตรการฝึกอบรม โดยแบ่งฐานการอบรมเป็น 2 ส่วน คือ ระบบที่บริษัทจัดทำขึ้นมา และระบบที่สมาชิกหรือแม่ทีมเป็นผู้กำหนด


โดยเป้าหมายปลายปีนี้ บริษัทกำหนดไว้ว่า จะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ให้ได้ประมาณ 12-15 รายการ ในส่วนของสมาชิกบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 หมื่นรหัส และวางยอดขายไว้ที่ 200 ล้านบาท


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012      

ขายตรงน้องใหม่ แห่เปิดตัวไม่หยุด ‘ไอยรา (Aiyara Planet)’ วางสินค้า 15 ตัว เดิมพัน 200 ล.


 


มาอีกหนึ่ง “ไอยรา” แบรนด์ล่าสุดแห่งวงการขายตรง บอกเตรียมเขย่าตลาดสร้างการรับรู้ ชูจุดเด่นสินค้าผ่านงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เปิดตัว “อินมูร่า” สารสกัดเซซามินจากงาดำเป็นสินค้าเรือธง ฟุ้งเพียง 40 วัน วางขายสร้างยอด 6 พันกระปุก ตั้งเป้าสิ้นปีมี 200 ล้านบาท


ในช่วงต้นปีเช่นนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวลาสำคัญในการช่วงชิงพื้นที่ความได้เปรียบของธุรกิจขายตรงที่แต่ละค่ายต่าง งัดกลยุทธ์เด็ดออกมาสร้างความน่าสนใจของธุรกิจ เพื่อหวังดึงดูดสมาชิกและยอด ขาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าบริษัทเปิดใหม่ ที่จำเป็นต้องเร่งงัดยุทธวิธีต่างๆออกมา เพื่อลงสมรภูมิการแข่งขันที่ยิ่งทวีความดุเดือด ตามองศาความร้อนของอุณหภูมิเช่นนี้


เช่นเดียวกับขายตรงน้องใหม่ที่ชื่อ “บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด” ภายใต้การนำทัพของ กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการบริษัท ที่มีความมุ่งมั่นจะนำเสนอ บริษัทที่ดี มีสินค้าและแผนการตลาดที่สามารถสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ทุกๆ คนได้


โดยนายกัมปนาท บุญราศรี กล่าวว่า “การทำตลาดแบบขายตรงให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญประการแรกเลย คือ สินค้าต้องมีคุณภาพและความแตกต่าง ดังนั้นสิ่งที่บริษัทให้ความใส่ใจเมื่อคิดที่จะเปิด บริษัท คือ การค้นหาผู้เชี่ยวชาญในด้านผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีความแปลกแตกต่าง แต่มีคุณภาพออกสู่ตลาดผู้บริโภค และตนเองก็ได้พบกับบุคคลที่ว่านั้น ซึ่งท่านก็คือ รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ เป็นนักชีวเคมี อยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และท่านเองยังเป็นผู้อำนวยการหน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ และเซลล์ต้นกำเนิด ท่านเป็นผู้ที่ศึกษาสารสกัดเซซามิน จากงาดำ อย่างจริงจังต่อเนื่องมาหลายปี”


ปัจจุบันรศ.ดร.ปรัชญา ได้ตอบรับเข้ามาเป็นที่ปรึกษา และผู้คิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทไอยราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทได้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารสกัดจากงาดำที่ท่านคิดค้นและ เป็นงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตรไปทั่วโลก ซึ่งบริษัทได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวว่า “อินมูร่า” 


ดังนั้นผลิตภัณฑ์อินมูร่า จึงถือเป็นสินค้าเรือธงของบริษัทอยู่ในขณะนี้ โดยจากการที่ไอยราเพิ่งเปิดบริษัทไปได้เพียง 40 วัน แต่สินค้าอินมูร่า มียอดการจำหน่ายไปแล้วประมาณ 6 พันกระปุก 


นายกัมปนาทกล่าวต่อว่า ในขณะนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังมีสินค้าในกลุ่มความงาม ซึ่งจะใช้แบรนด์ที่ชื่อว่า “ไอยรา” โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 4 รายการด้วยกัน คือ ผลิตภัณฑ์กันแดด ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์หน้า ครีมบำรุงผิวหน้าทั้งกลางวันและกลางคืน และผลิตภัณฑ์สเตมเซลล์ ทั้งนี้แบรนด์ไอยราจะเน้นการใช้สารสกัดที่ได้มาจากธรรมชาติทั้งหมด 


ผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อไปที่จะมีการผลิตออกมา คือ กลุ่มกระชับสัดส่วน ซึ่งขณะนี้มีสินค้ารายการแรกคือ กาแฟลดน้ำหนักเป็นกาแฟบราซิลสกัด และจะมีกลุ่มสินค้าที่จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม นี้อีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งสินค้าเกษตร บริษัทผลิตขึ้นโดยไม่ได้มุ่งหวังจะแข่งกับใคร และจะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นตัวเชื่อมโยงสู่พี่น้องประชาชนชาวเกษตรกรที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รู้จักกับบริษัทไอยรา แล้วนำมาสู่การใช้ผลิตภัณฑ์ อื่นๆของบริษัทต่อไป 


ส่วนในเรื่องการทำตลาดนั้น นายกัมปนาท เปิดเผยว่า ตนก็ใช้การตลาดแบบพื้นฐาน คือการบอกต่อ เพราะกระบวนการบอกต่อถือเป็นกลไกสำคัญของธุรกิจเครือข่าย แต่ก่อนที่จะมีการดำเนิน งานตามระบบดังกล่าวนั้น บริษัทจะเน้นการสร้างคนให้เป็นมืออาชีพก่อน ขณะนี้ จึงได้มีการสร้างสถาบันฝึกอบรมของไอยรา มีการขยายห้องประชุม จัดหลักสูตรการฝึกอบรม โดยแบ่งฐานการอบรมเป็น 2 ส่วน คือ ระบบที่บริษัทจัดทำขึ้นมา และระบบที่สมาชิกหรือแม่ทีมเป็นผู้กำหนด


โดยเป้าหมายปลายปีนี้ บริษัทกำหนดไว้ว่า จะต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ให้ได้ประมาณ 12-15 รายการ ในส่วนของสมาชิกบริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 1.5 หมื่นรหัส และวางยอดขายไว้ที่ 200 ล้านบาท


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012      

ขายตรงรุกหนัก ‘สื่อดาวเทียม’ ระดมทุนจ่ายหนักซื้อเวลาแย่งสมาชิก


 


บริษัทขายตรงแห่แย่งซื้อเวลา สื่อทีวีดาวเทียมประโคมแบรนด์หนัก “ลาชูเล่” ขนทุนเตรียมโปรโมตบริษัทลูก “ลาชูเล่ (เอเชีย)” ดึงสมาชิก ไบนารี่ “ยูนิไลฟ์” หาช่องไล่ กวดยอดขาย ด้าน “ดีไลฟ์” หารายการเพิ่ม ผนวกสื่อออนไลน์เรียกเรตติ้ง “อาเจล” ไม่เน้นสื่อ ขอสร้างนวัตกรรมเครื่องซื้อสินค้า สร้างความล้ำสมัย


ดูจะเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว ระหว่างธุรกิจขายตรง กับ ทีวีดาวเทียม ซึ่งบรรดาบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันสร้างแบรนด์ผ่านช่องรายการประเภทนี้ โดยสถิติชี้ให้เห็นว่า กว่า 10 ล้านครัวเรือน จาก 20 กว่าล้านครัวเรือน ของประชากรไทย นิยมรับชมรายการทีวีผ่านสัญญาณดาวเทียม นี่จึงเป็นสมรภูมิสร้างแบรนด์ที่ขายตรงแห่แย่งซื้อเวลา เรียกเรตติ้งใส่ตัว


>> “ลาชูเล่” หาช่องโปรโมตบริษัทลูก


ร.ต.ต. ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการ บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ในเดือน กรกฎาคม บริษัทได้วางแผนงานที่จะเปิดตัว “บริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด” ขึ้น โดยบริษัทนี้ จะเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจในรูปแบบขายตรง โดยจะใช้แผนงานไบนารี่ เป็นแผนในการทำตลาด”


“โดยแผนงานไบนารี่ ของลาชูเล่ (เอเชีย) จะเป็นการผสมผสานระหว่างหลายแผน ซึ่งบริษัทต้องการสร้างขึ้นเพื่อ เอาใจสมาชิกของบริษัทที่ต้องการทำงานภายใต้แผนใหม่ ซึ่งบริษัทมีความเชื่อว่าจะสามารถสร้างตัวเลือกใหม่ๆให้สมาชิกได้ เป็นอย่างดี” แม่ทัพ ลาชูเล่ เผย


ในส่วนของสินค้าที่บริษัทจะนำเข้ามาวางจำหน่ายสำหรับบริษัทใหม่ จะต่างจากลาชูเล่ คอสเมติคส์ เพราะบริษัทใหม่จะเน้นไปที่เรื่องของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ไม่มีในจำหน่ายในลาชูเล่ คอสเมติคส์ โดยขณะนี้ มีด้วยกันแล้ว 4 รายการสินค้า โดยใน 4 รายการนี้ จะมีเพียงครีมกันแดดตัวใหม่ ที่เป็นสินค้าในกลุ่มความงาม ดูแลผิว อีกทั้งในช่วงถัดไปบริษัทยังต้องการใช้สินค้าการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มรายรับอีกทาง


อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการทำตลาด บริษัทได้มองไปที่เรื่องของทีวีดาวเทียมเป็นหลัก โดยบริษัทได้ทำการเจรจาอยู่กับหลายช่องทีวีที่อยู่ในระบบจานดาวเทียม ซึ่งทั้ง หมดอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเรื่องของราคา และความเหมาะสมในส่วนของเวลาในการออกอากาศ


ในส่วนของแผนงานการเปิดบริษัทลูกที่กล่าวมา บริษัทได้ยื่นเรื่องของการจดทะเบียนบริษัท และสินค้าไปแล้ว อีกทั้งเรื่องทั้งหมดก็ผ่านการอนุญาตจากทางหน่วยงานรัฐเป็นที่เรียบร้อย โดยบริษัทที่เปิดใหม่นี้ มีสโลแกนว่า “ความมั่งคั่ง คู่ความมั่นคง”


“หลังจากที่บริษัทได้ผ่านการอนุญาต จากหน่วยงานรัฐทั้งหมดแล้ว และได้วางแผนว่าในวันที่ 21 ก.ค. ที่จะถึงนี้เป็นวันเปิดตัวบริษัทลูกอย่างเป็นทางการ บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าในวันงานเปิดตัว วงการขายตรงไทยจะต้องสั่นสะเทือนด้วยแผนต่างๆ ของบริษัทใหม่ ที่เราใส่เข้าไป ซึ่งจะทำให้ยอดขายรวมของลาชูเล่เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในปีนี้อย่างแน่นอน” แม่ทัพใหญ่ ลาชูเล่ เผย


>> “ยูนิไลฟ์” โหมขายสินค้า ผ่านรายการทีวี


นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมดำเนินกลยุทธ์หลักประการแรก คือ การเน้นโปรโมต สร้างการรับรู้สินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง ซึ่งถือเป็นสินค้าเอกของบริษัทเพิ่มเติม โดยจะเน้นการออกสื่อทีวี สื่อดาวเทียมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเผยแพร่โฆษณาในสินค้าดังกล่าวไปแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ 


ซึ่งปัจจุบันยอดขายจากสินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง มีประมาณ 30-40% จากยอดขายสินค้าทั้งหมดของบริษัทนอกจากนี้ ในสินค้าชนิดอื่นๆ ขณะนี้บริษัทก็กำลังเตรียมนำสินค้าตัวใหม่ออกมา คือ ผลิตภัณฑ์สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากจะกล่าวว่า เป็นสินค้าชนิดใหม่เลย ก็คงไม่ใช่ เพราะสินค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับพ.ร.บ. บังคับใช้วัตถุอันตรายอยู่ตลอด บริษัทจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในครั้งนี้พ.ร.บ.บังคับ ใช้วัตถุอันตรายฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปีที่แล้ว ขณะนี้บริษัทจึงรอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ และคาดว่าน่าจะออกตีตลาดได้ประมาณกลางปีนี้


แผนกลยุทธ์ประการต่อมา คือ เน้นการขยายตลาด โดยปีนี้บริษัทจะรุกตลาดไปทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ โดยปัจจุบันพื้นที่ที่สร้างยอดขาย ให้กับบริษัทมากที่สุด ยังคงเป็นภาคกลาง ส่วนตลาดต่างประเทศ ขณะนี้ประเทศกัมพูชา ยังคงเป็นพื้นที่เดียวที่สินค้ายูนิไลฟ์ ส่งไปมากที่สุด ส่วนประเทศอื่น เช่น ลาว ยังมีสมาชิกไม่มากนัก 


>> “ดีไลฟ์” หาช่องเพิ่มปั้นแบรนด์


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์สำคัญของบริษัทหลังจากนี้ คือ การเพิ่มช่องทางการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อดาวเทียม และระบบออนไลน์ ซึ่งตนมองว่าในปัจจุบันสื่อเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทคาดว่า ไม่เกินเดือนเมษายนปีนี้ จะมีการปล่อยสัญญาณทีวีดาวเทียมของ ดีไลฟ์ ออกสู่สายตาประ ชาชนได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบออนไลน์ ขณะนี้ระบบของบริษัทก็มีความพร้อมแล้วกว่า 90%


แผนสำคัญประการสุดท้าย คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งในขณะนี้ สินค้าสำคัญของดีไลฟ์อย่าง โสมสกัด อัดเม็ด ได้รับการจดทะเบียน อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากต้องรอการดำเนินงานตรงนี้เป็นปี ซึ่งผลตอบรับจากผู้ที่ได้ลองใช้แล้ว ปรากฏว่าให้ผลดีมาก แผนต่อไปบริษัทจึงเตรียมจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และอาจรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆของบริษัทด้วยในอนาคต


>> “อาเจล” เล่นนวัตกรรมตู้กดสินค้า


มร.เจฟ ฮิกกินสัน ประธาน บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนการตลาดสำคัญอีกประการที่เป็นความภาคภูมิใจของอาเจลในขณะนี้ คือ การนำเทคโนโลยี ตู้จำหน่ายอัตโนมัติของผลิตภัณฑ์เจล ที่เรียกว่า “Gel Dispenser” เข้ามาช่วยขยายฐานผู้บริโภคใหม่ ซึ่งผู้นำธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในการลงทุน พร้อมเลือกทำเลในการวางตู้จำหน่ายอัตโนมัติได้เอง แต่อย่างไรก็ดี ในขณะนี้บริษัทได้วางแผนในการวางตู้จำหน่ายอัจฉริยะนี้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสถานีรถไฟฟ้า BTS


นอกจากนี้ มร. เจฟ ได้เปิดเผยต่อว่า ขณะนี้อาเจลประเทศไทย ได้มีการจัดแผนการตลาดใหม่ จากเดิมที่ใช้ระบบไบนารี่ ขณะนี้อาเจลได้ดึงระบบยูนิเลเวลมาร่วม รวมกันเป็นแผนไฮบริด พลัส โดยแผนดังกล่าวจะทำให้ทีมสมาชิกได้รายได้เกือบ 3 เท่า หรือบริษัทจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 60% ซึ่งคาดว่าจะลองใช้แผนดังกล่าวประมาณ 4 เดือน หากดีก็จะใช้แบบถาวร


อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับนโยบายการลงทุนเปิดโรงงานในประเทศไทย มร.เจฟ กล่าวว่า “ตนก็ยังคงพิจารณาอยู่อย่างแน่นอน แม้ใครหลายคนจะห่วงในด้านผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ แต่สิ่งที่ตนจะ พิจารณา มีองค์ประกอบสำคัญประการแรก คือ ศักยภาพภายในประเทศ ประการที่สอง คือ สูตรต้องไม่รั่วไหล ประการที่สาม คือ วัตถุดิบที่จะคงระดับมาตรฐานของสินค้า เมื่อพิจารณาแล้วประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมสูง ดังนั้นหากอาเจลได้เข้ามาผลิตสินค้าในประเทศไทย ก็จะเป็นประโยชน์ในแง่การขนส่งสินค้า และจะช่วยลดราคาสินค้าให้กับสมาชิกได้”


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012     

ขายตรงรุกหนัก ‘สื่อดาวเทียม’ ระดมทุนจ่ายหนักซื้อเวลาแย่งสมาชิก


 


บริษัทขายตรงแห่แย่งซื้อเวลา สื่อทีวีดาวเทียมประโคมแบรนด์หนัก “ลาชูเล่” ขนทุนเตรียมโปรโมตบริษัทลูก “ลาชูเล่ (เอเชีย)” ดึงสมาชิก ไบนารี่ “ยูนิไลฟ์” หาช่องไล่ กวดยอดขาย ด้าน “ดีไลฟ์” หารายการเพิ่ม ผนวกสื่อออนไลน์เรียกเรตติ้ง “อาเจล” ไม่เน้นสื่อ ขอสร้างนวัตกรรมเครื่องซื้อสินค้า สร้างความล้ำสมัย


ดูจะเป็นของคู่กันไปเสียแล้ว ระหว่างธุรกิจขายตรง กับ ทีวีดาวเทียม ซึ่งบรรดาบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันสร้างแบรนด์ผ่านช่องรายการประเภทนี้ โดยสถิติชี้ให้เห็นว่า กว่า 10 ล้านครัวเรือน จาก 20 กว่าล้านครัวเรือน ของประชากรไทย นิยมรับชมรายการทีวีผ่านสัญญาณดาวเทียม นี่จึงเป็นสมรภูมิสร้างแบรนด์ที่ขายตรงแห่แย่งซื้อเวลา เรียกเรตติ้งใส่ตัว


>> “ลาชูเล่” หาช่องโปรโมตบริษัทลูก


ร.ต.ต. ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการ บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ในเดือน กรกฎาคม บริษัทได้วางแผนงานที่จะเปิดตัว “บริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด” ขึ้น โดยบริษัทนี้ จะเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจในรูปแบบขายตรง โดยจะใช้แผนงานไบนารี่ เป็นแผนในการทำตลาด”


“โดยแผนงานไบนารี่ ของลาชูเล่ (เอเชีย) จะเป็นการผสมผสานระหว่างหลายแผน ซึ่งบริษัทต้องการสร้างขึ้นเพื่อ เอาใจสมาชิกของบริษัทที่ต้องการทำงานภายใต้แผนใหม่ ซึ่งบริษัทมีความเชื่อว่าจะสามารถสร้างตัวเลือกใหม่ๆให้สมาชิกได้ เป็นอย่างดี” แม่ทัพ ลาชูเล่ เผย


ในส่วนของสินค้าที่บริษัทจะนำเข้ามาวางจำหน่ายสำหรับบริษัทใหม่ จะต่างจากลาชูเล่ คอสเมติคส์ เพราะบริษัทใหม่จะเน้นไปที่เรื่องของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นหลัก ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ไม่มีในจำหน่ายในลาชูเล่ คอสเมติคส์ โดยขณะนี้ มีด้วยกันแล้ว 4 รายการสินค้า โดยใน 4 รายการนี้ จะมีเพียงครีมกันแดดตัวใหม่ ที่เป็นสินค้าในกลุ่มความงาม ดูแลผิว อีกทั้งในช่วงถัดไปบริษัทยังต้องการใช้สินค้าการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มรายรับอีกทาง


อย่างไรก็ดี ในเรื่องของการทำตลาด บริษัทได้มองไปที่เรื่องของทีวีดาวเทียมเป็นหลัก โดยบริษัทได้ทำการเจรจาอยู่กับหลายช่องทีวีที่อยู่ในระบบจานดาวเทียม ซึ่งทั้ง หมดอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเรื่องของราคา และความเหมาะสมในส่วนของเวลาในการออกอากาศ


ในส่วนของแผนงานการเปิดบริษัทลูกที่กล่าวมา บริษัทได้ยื่นเรื่องของการจดทะเบียนบริษัท และสินค้าไปแล้ว อีกทั้งเรื่องทั้งหมดก็ผ่านการอนุญาตจากทางหน่วยงานรัฐเป็นที่เรียบร้อย โดยบริษัทที่เปิดใหม่นี้ มีสโลแกนว่า “ความมั่งคั่ง คู่ความมั่นคง”


“หลังจากที่บริษัทได้ผ่านการอนุญาต จากหน่วยงานรัฐทั้งหมดแล้ว และได้วางแผนว่าในวันที่ 21 ก.ค. ที่จะถึงนี้เป็นวันเปิดตัวบริษัทลูกอย่างเป็นทางการ บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าในวันงานเปิดตัว วงการขายตรงไทยจะต้องสั่นสะเทือนด้วยแผนต่างๆ ของบริษัทใหม่ ที่เราใส่เข้าไป ซึ่งจะทำให้ยอดขายรวมของลาชูเล่เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในปีนี้อย่างแน่นอน” แม่ทัพใหญ่ ลาชูเล่ เผย


>> “ยูนิไลฟ์” โหมขายสินค้า ผ่านรายการทีวี


นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมดำเนินกลยุทธ์หลักประการแรก คือ การเน้นโปรโมต สร้างการรับรู้สินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง ซึ่งถือเป็นสินค้าเอกของบริษัทเพิ่มเติม โดยจะเน้นการออกสื่อทีวี สื่อดาวเทียมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเผยแพร่โฆษณาในสินค้าดังกล่าวไปแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ 


ซึ่งปัจจุบันยอดขายจากสินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง มีประมาณ 30-40% จากยอดขายสินค้าทั้งหมดของบริษัทนอกจากนี้ ในสินค้าชนิดอื่นๆ ขณะนี้บริษัทก็กำลังเตรียมนำสินค้าตัวใหม่ออกมา คือ ผลิตภัณฑ์สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากจะกล่าวว่า เป็นสินค้าชนิดใหม่เลย ก็คงไม่ใช่ เพราะสินค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับพ.ร.บ. บังคับใช้วัตถุอันตรายอยู่ตลอด บริษัทจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในครั้งนี้พ.ร.บ.บังคับ ใช้วัตถุอันตรายฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปีที่แล้ว ขณะนี้บริษัทจึงรอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ และคาดว่าน่าจะออกตีตลาดได้ประมาณกลางปีนี้


แผนกลยุทธ์ประการต่อมา คือ เน้นการขยายตลาด โดยปีนี้บริษัทจะรุกตลาดไปทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง เหนือ อีสาน ใต้ โดยปัจจุบันพื้นที่ที่สร้างยอดขาย ให้กับบริษัทมากที่สุด ยังคงเป็นภาคกลาง ส่วนตลาดต่างประเทศ ขณะนี้ประเทศกัมพูชา ยังคงเป็นพื้นที่เดียวที่สินค้ายูนิไลฟ์ ส่งไปมากที่สุด ส่วนประเทศอื่น เช่น ลาว ยังมีสมาชิกไม่มากนัก 


>> “ดีไลฟ์” หาช่องเพิ่มปั้นแบรนด์


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนกลยุทธ์สำคัญของบริษัทหลังจากนี้ คือ การเพิ่มช่องทางการสื่อสาร โดยเฉพาะสื่อดาวเทียม และระบบออนไลน์ ซึ่งตนมองว่าในปัจจุบันสื่อเหล่านี้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งบริษัทคาดว่า ไม่เกินเดือนเมษายนปีนี้ จะมีการปล่อยสัญญาณทีวีดาวเทียมของ ดีไลฟ์ ออกสู่สายตาประ ชาชนได้อย่างแน่นอน ส่วนระบบออนไลน์ ขณะนี้ระบบของบริษัทก็มีความพร้อมแล้วกว่า 90%


แผนสำคัญประการสุดท้าย คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งในขณะนี้ สินค้าสำคัญของดีไลฟ์อย่าง โสมสกัด อัดเม็ด ได้รับการจดทะเบียน อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากต้องรอการดำเนินงานตรงนี้เป็นปี ซึ่งผลตอบรับจากผู้ที่ได้ลองใช้แล้ว ปรากฏว่าให้ผลดีมาก แผนต่อไปบริษัทจึงเตรียมจดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และอาจรวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆของบริษัทด้วยในอนาคต


>> “อาเจล” เล่นนวัตกรรมตู้กดสินค้า


มร.เจฟ ฮิกกินสัน ประธาน บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนการตลาดสำคัญอีกประการที่เป็นความภาคภูมิใจของอาเจลในขณะนี้ คือ การนำเทคโนโลยี ตู้จำหน่ายอัตโนมัติของผลิตภัณฑ์เจล ที่เรียกว่า “Gel Dispenser” เข้ามาช่วยขยายฐานผู้บริโภคใหม่ ซึ่งผู้นำธุรกิจสามารถมีส่วนร่วมในการลงทุน พร้อมเลือกทำเลในการวางตู้จำหน่ายอัตโนมัติได้เอง แต่อย่างไรก็ดี ในขณะนี้บริษัทได้วางแผนในการวางตู้จำหน่ายอัจฉริยะนี้ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสถานีรถไฟฟ้า BTS


นอกจากนี้ มร. เจฟ ได้เปิดเผยต่อว่า ขณะนี้อาเจลประเทศไทย ได้มีการจัดแผนการตลาดใหม่ จากเดิมที่ใช้ระบบไบนารี่ ขณะนี้อาเจลได้ดึงระบบยูนิเลเวลมาร่วม รวมกันเป็นแผนไฮบริด พลัส โดยแผนดังกล่าวจะทำให้ทีมสมาชิกได้รายได้เกือบ 3 เท่า หรือบริษัทจ่ายเพิ่มขึ้นเกือบ 60% ซึ่งคาดว่าจะลองใช้แผนดังกล่าวประมาณ 4 เดือน หากดีก็จะใช้แบบถาวร


อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับนโยบายการลงทุนเปิดโรงงานในประเทศไทย มร.เจฟ กล่าวว่า “ตนก็ยังคงพิจารณาอยู่อย่างแน่นอน แม้ใครหลายคนจะห่วงในด้านผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ แต่สิ่งที่ตนจะ พิจารณา มีองค์ประกอบสำคัญประการแรก คือ ศักยภาพภายในประเทศ ประการที่สอง คือ สูตรต้องไม่รั่วไหล ประการที่สาม คือ วัตถุดิบที่จะคงระดับมาตรฐานของสินค้า เมื่อพิจารณาแล้วประเทศไทยถือว่ามีความพร้อมสูง ดังนั้นหากอาเจลได้เข้ามาผลิตสินค้าในประเทศไทย ก็จะเป็นประโยชน์ในแง่การขนส่งสินค้า และจะช่วยลดราคาสินค้าให้กับสมาชิกได้”


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1295 ประจำวันที่ 28-4-2012 ถึง 1-5-2012     

วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2555

TDSA (สมาคมการขายตรง) | โครงการสำรวจมูลค่าตลาด ทัศนคติ พฤติกรรมการบริโภคและ ข้อมูลสำคัญด้านการดำเนินธุรกิจขายตรง


โครงการสำรวจมูลค่าตลาด ทัศนคติ พฤติกรรมการบริโภคและ ข้อมูลสำคัญด้านการดำเนินธุรกิจขายตรง


ประสบการณืและความสนใจซื้อสินค้าขายตรง



  • กลุ่มที่รู้จักธุรกิจขายตรงร้อยละ 64.4 ไม่เคยซื้อสินค้าขายตรง โดยเหตุผลอันดับแรกคือสินค้าราคาแพงคิดเป็นร้อยละ 31.8 สอดคล้องกับกลุ่มที่เคยซื้อแต่ปัจจุบันไม่ได้ซื้อ ที่ระบุเหตุผลดังกล่าวเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกัน โดยคิดเป็นร้อยละ 32.3

  • ประมาณ 3 ใน 4 ของกลุ่มที่รู้จักธุรกิจขายตรง หรือ ร้อยละ 76.8 ไม่มีความสนใจซื้อสินค้าขายตรง อย่างไรก็ตามพบว่า เพศหญิงมีแนวโน้มสนใจซื้อมากกว่าเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 26.4 : 18.1 ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาท มีแนวโน้มสนใจซื้อสินค้าขายตรงในสัดส่วนที่ต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท

  • กลุ่มที่ไม่สนใจซื้อสินค้าขายตรงให้เหตุผล 3 อันดับแรก คือ ราคาแพง ร้อยละ 63.7 รองลงมา คือขั้นตอนในการซื้อยุ่งยาก ร้อยละ 48.8 และคุณภาพสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา/ไม่ได้คุณภาพร้อยละ 28.0 ในทางตรงข้ามกลุ่มที่มีความสนใจซื้อสินค้าขายตรง ระบุถึงเหตุผลที่ทำให้สนใจซื้อ 3 อันดับแรกคือ



  1. คุณภาพสินค้า ร้อยละ 79.3

  2. การรับประกันสินค้า ร้อยละ 31.5

  3. ราคาสินค้าร้อยละ 31.1 ตามลำดับ



 



 




เมื่อสอบถามถึงความสนใจที่ซื้อสินค้าขายตรงพบว่า กว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 76.8 ระบุว่าไม่สนใจ อย่างไรก็ตามเมื่อจำแนกข้อมูลตามเพศพบว่า เพศหญิงร้อยละ 26.4 ระบุสนใจซื้อ ขณะที่เพศชายที่สนใจจะซื้อมีสัดส่วนที่ต่ำกว่าคือ ร้อยละ 18.1 ขณะเดียวกันหากจำแนกข้อมูลตามระดับรายได้ พบว่ากลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาทมีแนวโน้มสนใจซื้อสินค้าขายตรงในสัดส่วนที่ต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้เกิน 15,000 บาท


ผลการสำรวจยังพบว่ากลุ่มคนที่ไม่สนใจซื้อสินค้าขายตรงให้เหตุผล 3 อันดับแรกคือ



  1. ราคาแพงร้อยละ 63.7

  2. ขั้นตอนการซื้อยุ่งยาก ร้อยละ 48.8

  3. คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา / ไม่ได้คุณภาพ ร้อยละ 28.0


ในทางตรงกันข้ามกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 23.2 ระบุว่าสนใจ โดยระบุถึงปัจจัยที่ทำให้สนใจซื้อสินค้าขายตรง 3 อันดับแรกคือ



  1. คุณภาพสินค้า ร้อยละ 79.3

  2. การรับประกันสินค้า ร้อยละ 31.5

  3. ราคาสินค้า ร้อยละ 31.1



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: TDSA :: Thai Direct Selling Association : สมาคมการขายตรง

TDSA (สมาคมการขายตรง) | โครงการสำรวจมูลค่าตลาด ทัศนคติ พฤติกรรมการบริโภคและ ข้อมูลสำคัญด้านการดำเนินธุรกิจขายตรง


โครงการสำรวจมูลค่าตลาด ทัศนคติ พฤติกรรมการบริโภคและ ข้อมูลสำคัญด้านการดำเนินธุรกิจขายตรง


ประสบการณืและความสนใจซื้อสินค้าขายตรง



  • กลุ่มที่รู้จักธุรกิจขายตรงร้อยละ 64.4 ไม่เคยซื้อสินค้าขายตรง โดยเหตุผลอันดับแรกคือสินค้าราคาแพงคิดเป็นร้อยละ 31.8 สอดคล้องกับกลุ่มที่เคยซื้อแต่ปัจจุบันไม่ได้ซื้อ ที่ระบุเหตุผลดังกล่าวเป็นอันดับแรกเช่นเดียวกัน โดยคิดเป็นร้อยละ 32.3

  • ประมาณ 3 ใน 4 ของกลุ่มที่รู้จักธุรกิจขายตรง หรือ ร้อยละ 76.8 ไม่มีความสนใจซื้อสินค้าขายตรง อย่างไรก็ตามพบว่า เพศหญิงมีแนวโน้มสนใจซื้อมากกว่าเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 26.4 : 18.1 ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาท มีแนวโน้มสนใจซื้อสินค้าขายตรงในสัดส่วนที่ต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาท

  • กลุ่มที่ไม่สนใจซื้อสินค้าขายตรงให้เหตุผล 3 อันดับแรก คือ ราคาแพง ร้อยละ 63.7 รองลงมา คือขั้นตอนในการซื้อยุ่งยาก ร้อยละ 48.8 และคุณภาพสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา/ไม่ได้คุณภาพร้อยละ 28.0 ในทางตรงข้ามกลุ่มที่มีความสนใจซื้อสินค้าขายตรง ระบุถึงเหตุผลที่ทำให้สนใจซื้อ 3 อันดับแรกคือ



  1. คุณภาพสินค้า ร้อยละ 79.3

  2. การรับประกันสินค้า ร้อยละ 31.5

  3. ราคาสินค้าร้อยละ 31.1 ตามลำดับ



 



 




เมื่อสอบถามถึงความสนใจที่ซื้อสินค้าขายตรงพบว่า กว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 76.8 ระบุว่าไม่สนใจ อย่างไรก็ตามเมื่อจำแนกข้อมูลตามเพศพบว่า เพศหญิงร้อยละ 26.4 ระบุสนใจซื้อ ขณะที่เพศชายที่สนใจจะซื้อมีสัดส่วนที่ต่ำกว่าคือ ร้อยละ 18.1 ขณะเดียวกันหากจำแนกข้อมูลตามระดับรายได้ พบว่ากลุ่มที่มีรายได้สูงกว่า 15,000 บาทมีแนวโน้มสนใจซื้อสินค้าขายตรงในสัดส่วนที่ต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้เกิน 15,000 บาท


ผลการสำรวจยังพบว่ากลุ่มคนที่ไม่สนใจซื้อสินค้าขายตรงให้เหตุผล 3 อันดับแรกคือ



  1. ราคาแพงร้อยละ 63.7

  2. ขั้นตอนการซื้อยุ่งยาก ร้อยละ 48.8

  3. คุณภาพสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา / ไม่ได้คุณภาพ ร้อยละ 28.0


ในทางตรงกันข้ามกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 23.2 ระบุว่าสนใจ โดยระบุถึงปัจจัยที่ทำให้สนใจซื้อสินค้าขายตรง 3 อันดับแรกคือ



  1. คุณภาพสินค้า ร้อยละ 79.3

  2. การรับประกันสินค้า ร้อยละ 31.5

  3. ราคาสินค้า ร้อยละ 31.1



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: TDSA :: Thai Direct Selling Association : สมาคมการขายตรง

MLM GOSSIP ขายตรง “จอย แอนด์ คอยน์” ไม่น้อยหน้าใครในยุทธจักร รุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน



ค่าย “จอย แอนด์ คอยน์” ก็ไม่น้อยหน้าใครในยุทธจักร เพราะก่อนหน้านี้มีการไปลุยๆ รุกๆ กับตลาดประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด จนน่าจะเริ่มมองทิศทางออกแล้วว่าตอนนี้ อย่างน้อยขบวนสุดท้ายแห่งอาเซียนนี้ ไม่พลาดแน่ๆ และล่าสุด “ดร. สมชาย หัชลีฬหา” ประธานฯ แห่งค่ายก็ เตรียมควง “ดร. กฤตภัค หัชลีฬหา” รองประธานฯ จัดานใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ กันอีกครั้ง งานนี้จัดขึ้นพร้อมกับงานประกาศเกียรติคุณ MDP ให้กับ “นักธุรกิจอิสระ”ในสังกัดครั้งที่ 13 อีกด้วย

มองว่าเป็นงานฉลองใหญ่ประจำปีกันเลยว่างั้น ด้วย “Spy Man” แว่วหูได้ยินมาว่า งานนี้ “ดร.สมชาย” ได้สั่งให้ทีมงานเล็งเหมาศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนาไว้หมดแล้ว กะว่า ช่วงระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2555 นี้จะต้องเห็นแต่คนของจอย แอนด์ คอยน์ เกลื่อนกรุงกันไปเร้ยยยยย นโยบายนี้ไม่ทราบว่า “อภิชน ไชยกุล” นักธุรกิจใหญ่ของ จอย แอนด์ คอยน์ ที่ไปทัวร์ใหญ่เที่ยวจอร์แดนจะกลับมาทันอ่ะเป่าน๊านนนนน ทาง “Spy Man” ก็ไม่ทราบบนะคร๊าบบบบ เพราะเท่าที่ทราบ “ประธานใหญ่” ท่านกลับมาแล้วก็กลับไปยุโรปอีก ไม่ทราบเจอทีเด็ดรถสวยอะไรที่นั่นอะป่าว ต้องติดตามกันต่อไปแล้วแหละ เอิ๊กๆๆๆ

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 226 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2555     

MLM GOSSIP ขายตรง “จอย แอนด์ คอยน์” ไม่น้อยหน้าใครในยุทธจักร รุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน



ค่าย “จอย แอนด์ คอยน์” ก็ไม่น้อยหน้าใครในยุทธจักร เพราะก่อนหน้านี้มีการไปลุยๆ รุกๆ กับตลาดประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด จนน่าจะเริ่มมองทิศทางออกแล้วว่าตอนนี้ อย่างน้อยขบวนสุดท้ายแห่งอาเซียนนี้ ไม่พลาดแน่ๆ และล่าสุด “ดร. สมชาย หัชลีฬหา” ประธานฯ แห่งค่ายก็ เตรียมควง “ดร. กฤตภัค หัชลีฬหา” รองประธานฯ จัดานใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ กันอีกครั้ง งานนี้จัดขึ้นพร้อมกับงานประกาศเกียรติคุณ MDP ให้กับ “นักธุรกิจอิสระ”ในสังกัดครั้งที่ 13 อีกด้วย

มองว่าเป็นงานฉลองใหญ่ประจำปีกันเลยว่างั้น ด้วย “Spy Man” แว่วหูได้ยินมาว่า งานนี้ “ดร.สมชาย” ได้สั่งให้ทีมงานเล็งเหมาศูนย์แสดงสินค้าไบเทค บางนาไว้หมดแล้ว กะว่า ช่วงระหว่างวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2555 นี้จะต้องเห็นแต่คนของจอย แอนด์ คอยน์ เกลื่อนกรุงกันไปเร้ยยยยย นโยบายนี้ไม่ทราบว่า “อภิชน ไชยกุล” นักธุรกิจใหญ่ของ จอย แอนด์ คอยน์ ที่ไปทัวร์ใหญ่เที่ยวจอร์แดนจะกลับมาทันอ่ะเป่าน๊านนนนน ทาง “Spy Man” ก็ไม่ทราบบนะคร๊าบบบบ เพราะเท่าที่ทราบ “ประธานใหญ่” ท่านกลับมาแล้วก็กลับไปยุโรปอีก ไม่ทราบเจอทีเด็ดรถสวยอะไรที่นั่นอะป่าว ต้องติดตามกันต่อไปแล้วแหละ เอิ๊กๆๆๆ

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ขายตรง ฉบับที่ 226 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2555     

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

‘สุพรีเดอร์ม’ อัดผังอบรมถี่ดึงศรัทธา หลังนักขายส่ายหัวยกมือปิด ‘นูทริเดอร์ม’


“สุพรีเดอร์ม” หันหางเสือกลับ เน้นเป้าบริษัทเดียว หลังปีที่ผ่านมาให้น้ำหนักบริษัทลูก “นูทริเดอร์ม” ทำยอดขายร่วง เหตุนักขายไม่เอาด้วย ชักธงจัดอบรมถี่ พร้อมเพิ่มศูนย์ประชุมเป็น 100 แห่ง ดันสินค้าเสริมอาหารเป็นเรือธงไต่ฝันพันล้าน


นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ยอดขายโดยรวมเมื่อปีที่แล้ว บริษัทปิดยอดได้ที่ 700 ล้าน บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดย สาเหตุหลัก เกิดจากบริษัท สุพรีเดอร์ม ซึ่ง เดิมใช้แผนการตลาดแบบสแตร์สเต็ป แต่ ในปี 2554 บริษัทได้เปิดบริษัทลูกขึ้น ในนาม “นูทริเดอร์ม” โดยใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ ซึ่งปรากฏว่า การปรับบริษัทในครั้งนั้น แผนการตลาดดังกล่าวของบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ สมาชิกโดยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ได้กับแผนแบบไบนารี่ สิ่งนี้จึงทำให้ระบบการจัดการ และเป้าหมายยอดขายไม่เป็นไปตามที่วางไว้


โดยในปี 2555 นี้ บริษัทจึงหันกลับมาใช้แผนธุรกิจในรูปแบบเดิม และกลับมาเน้นที่ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ อีกครั้งเช่นกัน ส่วนกลยุทธ์ทางการตลาดอื่นๆ ที่จะพิชิตเป้าหมายยอดขายอีกครั้ง คือ การเน้นโปรโมชั่นต่างๆ เป็นแรงกระตุ้น โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์ ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง


นอกจากนี้ สุพรีเดอร์ม ยังได้ชื่อว่า เป็นผู้นำทางด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังนั้นในปีนี้ บริษัทจึงมีสินค้าชนิดใหม่ ที่จะมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักอีกหลายชนิดให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอต่อผู้บริโภค


“ปัจจุบันสินค้า ของบริษัทมีประมาณ 300 รายการ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสัดส่วนยอดขาย ประมาณ 45% กลุ่มผลิตภัณฑ์คอสเมติก มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 30% กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตร ในสัดส่วนเท่าๆกัน ซึ่งในปีนี้ตนคาดว่าจะมีแผนงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์สินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นอีกด้วย”


ส่วนในเรื่องการอบรม ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่ายอีกอย่างหนึ่งนั้น บริษัทก็พยายามจัดการฝึกอบรม ในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิก และพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่างๆ ของผู้บริโภคได้ โดยบริษัท จะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศูนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจัดประชุม ในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ จะมีการ จัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้า และกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย


โดยในเรื่องของศูนย์อบรมหรือสาขา ของบริษัทนั้น ในขณะนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งนี้สัดส่วนของยอด ขายส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขา ให้ครบ 100 สาขา


ทั้งนี้เมื่อกล่าวถึงกระแสการเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า บริษัทมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างนั้น นายธรรมนูญ กล่าวว่า “ตนขอเรียนตามตรงว่า ในตลาดต่างประเทศ บริษัทก็อยาก จะขยายสาขาเช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ แต่ในขณะนี้ก็คงยังไม่มีแผนที่จะขยายไปอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดภายในประเทศ ก็ยังมีอีกจำนวนมากอยู่ และผู้บริโภคภายใน ประเทศก็มีกำลังซื้อและยังมีความต้องการดูแลสุขภาพอีกเยอะมาก ตนจึงยังคงชะลอการขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศไปก่อน”


นอกจากนี้ นายธรรมนูญ ยังได้แสดง ความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายภายในประเทศในปีนี้ ว่า ขายตรงภายในประเทศยังสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีกมาก เพียงแต่บริษัทและสมาชิกของบริษัทนั้นๆ จะต้องดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพมากขึ้นเช่นกัน 


ส่วนในประเด็นการขึ้นค่าแรงที่เป็น กระแสอยู่ในขณะนี้ ตนมองว่าผลกระทบก็คงมีบ้าง ซึ่งบริษัทก็เตรียมปรับขึ้นค่าแรง ให้กับพนักงานตามที่รัฐบาลกำหนด ซึ่งแม้ การปรับค่าแรงดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนในการบริหารจัดการ หรือต้นทุนทางการผลิต เพิ่มขึ้น แต่บริษัทก็ไม่มีแผนที่จะเพิ่มราคา สินค้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายดังกล่าว คงพยายามเน้นให้ทุกคนพยายามทำงานแบบมืออาชีพมากขึ้น ในปีนี้ บริษัทได้มีการตั้งเป้าหมาย ยอดขายว่า บริษัทจะต้องพิชิตยอดขาย 1,000 ล้านบาทให้ได้ ซึ่งตนมั่นใจว่าบริษัท ไม่พลาดเป้าเช่นปีที่แล้วอย่างแน่นอน


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012