ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจmlm แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจmlm แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ควักงบ 40 ล. ส่งโฆษณาย้ำภาพผู้นำ







13316105301331610573l (Mobile)


กิฟฟารีน ลุยสมรภูมิครึ่งปีหลังด้วยการเทงบ 40 ล้านบาท ผุดโฆษณา 3 เรื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์ ขายตรงที่ดีสู่สาธารณชน พร้อมดันแผนการเปิดศูนย์ แห่งใหม่มีนบุรีปลายปี และแผนผนึกพันธมิตรขยาย เครือข่ายอาเซียน ล่าสุดกิฟฟารีนเนื้อหอม ต่างชาติ แห่เป็นพาร์ตเนอร์ ด้านเป้ายอดขายแม้ครึ่งแรก ไม่ตามเป้า คาดยอดรวมทั้งปีเป็นไปตามเป้าที่ 6,500 ล้านบาท ยันอีก 3 ปี ยอดกิฟฟารีนพุ่ง 9,000 ล้านบาท

น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้บริษัท จะใช้งบ 100 ล้านบาท ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจกิฟฟารีน โดยล่าสุด ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ 3 เรื่อง บริษัทได้ใช้ งบประมาณ 40 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ We Trust Support ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจ ที่ดำเนินงานมานานถึง 17 ปี โดยภาพยนตร์โฆษณา ทั้ง 3 เรื่อง จะสื่อถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ผ่านเครื่องมือ ทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะช่องทางกิฟฟารีน แชนแนล ที่มีการออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดศูนย์กิฟฟารีนแห่งใหม่ ย่านมีนบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ และ ในปี 2557 จะเปิดศูนย์กิฟฟารีนหาดใหญ่ บนพื้นที่ 1 ไร่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน จาก ปัจจุบันที่บริษัทมีศูนย์กิฟฟารีนขนาดใหญ่ 20 ศูนย์

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมพร้อมรับมือ ในการบุกตลาดอาเซียน ซึ่งปัจจุบันตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการทำเครือข่ายกิฟฟารีนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สปป. ลาว, พม่า, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่จะเปิดตลาดปลาย ปีนี้ ขณะที่เวียดนามบริษัทยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไป เปิดตลาด แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะเป็นตลาดที่น่าสนใจ ก็ตาม เนื่องจากบริษัทยังไม่มีพันธมิตรที่มีความเข้าใจ ทางธุรกิจที่ตรงกันมาร่วมถือหุ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลา ในการศึกษา และหาพันธมิตรที่มีความเข้าใจที่ตรงกัน

ประเทศที่ใช้ไลเซนซ์ของกิฟฟารีน คือ มาเลเซีย กัมพูชา และพม่า และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กิฟฟารีน จะเปิดตลาดที่ประเทศพม่าเอง นอกจากการเปิดตลาด แล้วเรายังมีการส่งออกสินค้าไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ในแบรนด์กิฟฟารีน และแบรนด์แพทริน่า และอีก 10 ประเทศ อยู่ระหว่างการติดต่อทางธุรกิจ ได้แก่ ซาอุดี- อาราเบีย, บังกลาเทศ, เวสต์แอฟริกา, กานา, ไนจีเรีย, ไนเจอร์ และเคนยา

สำหรับภาพรวมบริษัทในช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 56) มีอัตราการเติบโต 9% ซึ่งต่ำกว่าเป้า เล็กน้อย เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันหยุดติดต่อกัน หลายวัน และเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เด็กนักเรียน เปิดเทอม ส่งผลให้ยอดขายไม่ได้ตามเป้า ดังนั้น ในเดือนมิถุนายนของทุกปีจะเป็นฤดูการขาย บริษัท มองว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยบริษัทตั้งเป้า สิ้นปีจะปิดยอดขายได้ 6,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปีก่อนที่ปิดยอดขายได้ 5,800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท และ คาดว่ายอดส่งออกจะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวสุพรีเดอร์ม (Suprederm) : สมาชิกมีความเชื่อมั่นภายในตัว บริษัท สุพรีเดอร์มฯ คุณหมอมั่นและผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะตัวคุณหมอที่จะ ทำอะไรมักจะทำด้วยใจ และด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด







Capture (Mobile)


สมาชิกมีความเชื่อมั่นภายในตัว บริษัท สุพรีเดอร์มฯ คณุหมอมั่นและผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะตัวคุณหมอที่จะ ทำอะไรมักจะทำด้วยใจ และด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ซึ่งที่ผ่านมาคุณหมอเองก็ได้เดิน สายพบปะกับสมาชิกทั่วประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจ ให้กับสมาชิก โดยเฉพาะทุกวันพุธที่มีรอบการประชุม คุณหมอจะไปพบกับสมาชิกทุกครั้ง


ในห้วงเวลา 1 ปีกว่าที่ผ่านมา ที่บริษัทขายตรงพันธุ์ไทยแท้ อย่าง บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ของ พ.ต.ท.นพ. มั่น อุดมพาณิชย์ ประธานกรรมการ และแม่ทัพใหญ่คู่ใจอย่าง ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน รองกรรมการผู้จัดการ นับวันยิ่งโตวันโตคืน เพราะเพียงแค่ครึ่งปีแรก 2556 เข้าเป้าตามที่วางไว้ และเชื่อว่าภายใน สิ้นปีนี้น่าจะทำเป้าหมายทะลุ 1,000 ล้านบาท วันนี้หนังสือพิมพ์ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้รับเกียรติจาก ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับภาพรวมของสุพรีเดอร์มหลังจากกลับมา ใช้ชื่อเดิม


ทำไมเปลี่ยนจากนูทริเดอร์ม มาเป็นสุพรีเดอร์ม


หลังจากปี 2553 ที่เราเปลี่ยนชื่อจากสุพรีเดอร์ม มาเป็น นูทริเดอร์ม ซึ่งใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ แต่การที่เราไม่มี ประสบการณ์ในการทำแผนการตลาดแบบไบนารี่ และสมาชิกส่วนใหญ่ ของเราไม่มีความถนัดในแผนการตลาดแบบดังกล่าว จึงทำให้ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มีความถนัด แผนการตลาดในแบบสแตร์สเตปมากกว่า ทำให้เราเปรียบเหมือน ปลาผิดน้ำ ซึ่งแม้จะมีแม่ทีมที่ถนัดขยายธุรกิจแบบไบนารี่เข้ามา แต่ด้วยถูกจำกัดจากโครงสร้างของแผน จึงทำให้ไม่ค่อยเติบโต เท่าที่ควร ดังนั้น ในปี 2555 ที่ผ่านมา ทางคุณหมอมั่นจึงตัดสินใจ กลับมาใช้ชื่อสุพรีเดอร์ม และกลับมาใช้แผนสแตร์สเตปเหมือนเดิม


หลังกลับมาใช้ชื่อสุพรีเดอร์มแล้วเป็นอย่างไรบ้าง


ค่อนข้างได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิก โดยในช่วง ที่บริษัทเปลี่ยนแผนเป็นไบนารี่ ได้มีสมาชิกบางส่วนหยุดทำธุรกิจไปแต่พอเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิม และใช้แผนแบบเดิมทำให้สมาชิกเหล่านั้น ค่อยๆ ทยอยกลับเข้ามาทำใหม่กว่า 80% จากทั้งหมดที่หยุดไป ซึ่ง ปัจจุบันมีฐานสมาชิกทั้งหมดประมาณ 80,000 รหัส โดยมีจำนวน สมาชิกที่มีความเคลื่อนไหว (Active) ประมาณ 20,000 รหัส


ปัจจัยที่ทำให้สมาชิกกลับเข้ามาทำธุรกิจต่อคืออะไร


สมาชิกมีความเชื่อมั่นภายในตัว บริษัท สุพรีเดอร์มฯ คุณหมอ มั่น และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะตัวคุณหมอที่จะทำอะไรมักจะทำด้วยใจ และด้วยความปรารถนาดีทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรซ่อนเร้น ซึ่งที่ผ่านมา คุณหมอเองก็ได้เดินสายพบปะกับสมาชิกทั่วประเทศ เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับสมาชิก โดยเฉพาะทุกวันพุธที่มีรอบการประชุม คุณหมอ จะไปพบกับสมาชิกทุกครั้ง


อัตราการเติบโตในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง


ตัวเลขการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายยอดขาย ปีนี้น่าจะแตะที่ ระดับ 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปี 2555 ที่ปิดตัวเลข ยอดขายที่ 600 ล้านบาท โดยปัจจัยที่จะทำให้ตัวเลขยอดขายเติบโต ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ว่าจะเป็น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่มีในตลาดขายตรงเมืองไทย, การจัดประชุม เพื่อฝึกอบรมให้กับสมาชิก และการจัดทริปโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่าง- ประเทศ ซึ่งล่าสุดมีสมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติทริปท่องเที่ยวประเทศ เกาหลีแล้วกว่า 600 รหัส นอกจากนั้นในวันที่ 9 มิถุนายน 2556 นี้ บริษัทได้จัดงานเกียรติยศสุพรีเดอร์มให้กับสมาชิกที่ขึ้นตำแหน่งระดับ ยอดมงกุฎนพรัตน์ คือ ชัยยศ แท่นทอง


มองการแข่งขันธุรกิจขายตรงในเมืองไทยอย่างไร


การแข่งขันในธุรกิจขายตรงถือว่าค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันของสินค้าในกลุ่มการเกษตร ซึ่งแม้ สุพรีเดอร์ม จะมีสินค้าในกลุ่มดังกล่าวแต่มีสัดส่วนไม่มาก เนื่องจากจุดแข็งของสุพรีเดอร์ม จะเน้นไปที่ตลาดกลุ่ม เสริมอาหาร และสกินแคร์ ประกอบกับปัจจุบันตลาด ใหญ่ของบริษัทยังคงอยู่ในแถบกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ประมาณ 50% ภาคเหนือ 20% ภาคอีสาน 20% และภาคใต้ 10%


บริษัทขายตรงเมืองนอกเข้ามา ตีตลาดมีผลกระทบกับบริษัท ขายตรงในประเทศหรือไม่


ไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก เพราะ บริษัทขายตรงจากต่างประเทศไม่ได้มีความเข้าใจ หรือรู้ใจคนไทยเท่ากับคนไทยด้วยกันเอง และการที่คุณหมอมั่น เป็นคนไทย ได้มีการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกอยู่ตลอดว่า ต้องการอะไร แบบไหน ตรงกันข้ามกับบริษัทขายตรงต่างประเทศ นอกจากจะไม่ค่อยเข้าใจคนไทยแล้ว บางครั้งการจะปรับเปลี่ยน นโยบายอะไรใหม่ๆ ต้องส่งเรื่องไปที่บริษัทแม่ก่อน กว่าจะทราบเรื่อง ได้ต้องใช้เวลานาน แต่บริษัทขายตรงของคนไทยสามารถปรับ หรือ เปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่สิ่งหนึ่ง ที่บริษัทขายตรงต้องปรับตัว เพื่อให้แข่งขันกับต่าง- ชาติได้ คือ ผลิตภัณฑ์ ต้องดี มีคุณภาพ ไม่ใช่สุกเอาเผากิน แบบนั้นแข่งกับ ต่างชาติไม่ได้


สุพรีเดอร์มมี นโยบายรุกตลาด AEC อย่างไร


ขณะนี้สุพรีเดอร์มถือว่ามีความ พร้อมมากในการ ออกไปรุกตลาดต่างประเทศ เพราะด้วยศักยภาพของผู้บริหาร และแหล่งเงินทุน แต่ ตอนนี้บริษัทต้องการปูฐานตลาดภายในประเทศให้แน่นก่อน เนื่องจากตลาดในประเทศยังมีให้ขยายได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาด สินค้าที่เป็นอุปโภค-บริโภค เมื่อตลาดในประเทศแน่นแล้ว หลังจากนั้นค่อยไปขยายตลาดต่างประเทศ


มีมุมมองอย่างไรต่อธุรกิจแชร์ลูกโซ่


ปัจจุบันการปราบปรามธุรกิจแชร์ลูกโซ่ถือเป็นเรื่องยาก มากขึ้น เนื่องจากรูปแบบของธุรกิจได้เปลี่ยนแปลงไป เช่น มาใน รูปแบบของกองทัพมด ทำให้ภาครัฐไม่สามารถเข้าไปดำเนินการ ปราบปรามได้ ดังนั้น ประชาชนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง วิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าเป็นธุรกิจประเภทไหน เช่น ธุรกิจขายตรง หรือแชร์ลูกโซ่ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่จะทำให้ได้คือ การให้ความรู้ กับประชาชนเกี่ยวกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่อย่างต่อเนื่อง และภาครัฐ ต้องชัดเจนในการเร่งดำเนินการ หากสืบทราบว่าบริษัทนั้นเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับคนหมู่มาก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 225 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเเซนสยาม (Xiansiam) : แซนสยามต้นปีเจอพิษนํ้ามังคุดแบรนด์ใหม่ เร่งอัดแคมเปญแรงแซนสยามมอบโชคครั้งที่ 2







Capture (Mobile)


แซนสยาม เผยภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมา 5 เดือน กระแสธุรกิจตก หลังเจอคู่แข่งนํ้ามังคุดแบรนด์ใหม่ 2 เจ้า ออกอาวุธทุกรูปแบบทำธุรกิจเป๋!..ล่าสุดออกแคมเปญร้อนแรง แซนสยามมอบโชค ครั้งที่ 2 แจกจริงเห็นๆ ถึง บ้าน...ด้าน สมชาย แย้มกลยุทธ์บุกตลาดนับจากนี้มุ่งสู่ตลาดอาเซียน พร้อมเป้าหมายสิ้นปี 1 พันล้าน


นายสมชาย อินทิราวรนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยถึงภาพรวมของธุรกิจในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ต้อง ยอมรับว่า แซนสยาม เอง ประสบปัญหา ในเรื่องของคู่แข่งนํ้ามังคุดแบรนด์ใหม่ที่ เป็นของคนในท้องถิ่น โดยได้มีการลอก เลียนแบบสินค้าเกิดขึ้นถึง 2 แบรนด์ด้วย กัน พร้อมกับมีส่วนผสมที่ค่อนข้างใกล้เคียง กันอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ บริษัทฯ ค่อนข้างที่จะ เป็นห่วงผู้บริโภคที่อาจจะได้ รับข้อมูลแบบผิด ๆ ทำให้เกิด การหลงเชื่อในสินค้าได้


ในช่วงที่ผ่านมา ถือ เป็นความโชคดีของบริษัทฯ ที่ มีโปรโมชั่น แซนสยาม มอบ โชค ครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ทำให้มี ผู้บริโภคหลาย ๆ คนได้รู้ว่า แซนสยามยังมีตัวตนอยู่ พร้อมกับยังได้รับรู้ข้อมูลที่ เป็นจริง ซึ่งที่ผ่านมา ถือว่า ตลาดแซนสยามค่อนข้างที่จะ มีการสั่นไหวในธุรกิจพอสมควร แต่ปัจจุบันทุกอย่างเริ่มกลับ มาเป็นปกติแล้ว


สำหรับกลยุทธ์การบุก ตลาดของ แซนสยาม นับ จากนี้นั้น ทางด้าน สมชาย เผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ เริ่มที่จะ ขยายตลาดในต่างประเทศ มากขึ้น เพื่อเป็นการรองรับ กับตลาดอาเซียนที่บริษัทฯ ได้ มีการเริ่มบุกตลาดไปในบาง ประเทศบ้างแล้ว อาทิ จีน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เกาหลี กัมพูชา ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ ออสเตรเลีย พร้อมกับมีแผนที่ จะเจรจาเข้าไปทำธุรกิจในอีก หลาย ๆ ประเทศด้วยกัน ซึ่ง คาดว่าแซนสยามเอง น่าที่จะ สามารถแจ้งเกิดได้ในแต่ละ ประเทศด้วยกัน


การก้าวสู่ตลาดอาเซียน ในปี 2558 นี้ น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งโอกาสที่ดี ในการขยาย ธุรกิจของแซนสยาม ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะบริษัทฯ ได้มีการ ทำงานไว้ล่วงหน้าบ้างแล้ว พร้อมกับมองว่าในการเปิด เสรีทางการค้านี้ ยังจะ เป็นการอำนวยความสะดวก ในหลาย ๆ เรื่องอีกด้วย เช่น กำแพงทางภาษี ค่าเอฟทีเอ รวมถึงการขออนุญาตสิทธิ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่ง สินค้าออกไปต่างประเทศ เป็นต้น


นายสมชาย กล่าวต่อว่า วันนี้หากถามว่าตลาดของ แซนสยามในเมืองไทยแน่น หรือยัง คงต้องบอกว่ายังไม่ ถือว่าแน่นและครอบคลุมทั่ว ประเทศเท่าไหร่ ซึ่งภายใน 3-5 ปี นับจากนี้ บริษัทฯ ได้มี การวางเป้าหมายที่จะมีสาขา ทั้งหมดไม่ต่ำากว่า 20 สาขา ด้วยกัน รวมถึงมีศูนย์ ครอบคลุมพื้นที่ในทุกจังหวัด และมีเครือข่ายเน็ตเวิร์คที่ สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่อีก ด้วย พร้อมกับตั้งเป้าหมาย ยอดขายในปีนี้ที่ 1,000 ล้าน บาท


ขณะนี้แซนสยาม กำลังขยายทีมงานบุคลากร ทางการตลาดหลายอัตรา ด้วยกัน เพื่อต้องการเสริม กำลังในการรุกขยายตลาด ภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น โดย หากสามารถขยายตลาดไป ตามจุดต่าง ๆ ได้ตามเป้า หมายที่วางไว้ เชื่อว่ายอดขาย 1,000 ล้านบาทในสิ้นปีนี้ อาจ จะเฉียดเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยเช่นกัน และยอดขายในปี นี้น่าที่จะเติบโตกว่าปีที่ผ่าน มาอย่างแน่นอนส่วนหนึ่งเป็น เพราะมีตลาดต่างประเทศ วิทยุชุมชน ที่เป็นอีกหนึ่งแรง ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต นั่นเอง


ท้ายสุดนี้ สมชาย ยัง ได้เผยถึงทิศทางการแข่งขัน ในธุรกิจขายตรงในส่วนของ ตลาดนํ้ามังคุด ต้องยอมรับว่า ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตลาดนํ้า มังคุดค่อนข้างมีการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ เริ่มมีสินค้าที่เกี่ยวกับมังคุด เกิดขึ้นในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีทั้งที่เป็นของจริงและ ไม่ใช่ของจริงในตลาด ซึ่ง ถือว่าค่อนข้างน่ากลัวสำหรับ ผู้บริโภค หากมีการโฆษณา ชวนเชื่อ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าวันนี้ผู้ บริโภคค่อนข้างที่จะมีความ รู้มากพอ ที่จะทราบว่าธุรกิจ ไหนจริง ธุรกิจไหนหลอกลวง นั่นเอง





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเจอเนสส์ (Jeunesse Thailand) : เจอเนสส์ตอกยํ้าเครือข่ายคุณภาพฉลองธุรกิจครบรอบ2ปีประเทศไทย







Capture (Mobile)


เจอเนสส์ ปลื้มธุรกิจเดินเกม สวยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เผยธุรกิจ สำเร็จได้เพราะผู้นำที่แข็งแกร่ง ระบบเทรนนิ่งเข้มข้น กิจกรรมส่ง เสริมการขายที่ต่อเนื่อง...ล่าสุด เตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 2 ปี พร้อมประดับเข็มผู้ประสบความ สำ เร็จในธุรกิจวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ตอกยํ้าเครือข่ายคุณภาพ...แย้มโปร โมชั่นเด็ดทำ ตลาดผ่านโซเซียล มีเดีย หวังกรุยทางสู่ยอดสิ้นปีแตะ 800 ล้าน...เผยเตรียมพบงานใหญ่ เอ็กซ์โป ไทยแลนด์รวมพลคนเจอเนสส์เดือนตุลาคมนี้ ที่เมืองพัทยา คาดมีผู้ร่วมงานจากทั่วโลกกว่าหมื่นคน

หากพูดถึงขายตรงข้ามชาติอย่าง บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด แล้วล่ะก็ เชื่อว่ามีหลายคนอาจ จะรู้จักบ้าง และไม่รู้จักบ้าง ทั้ง ๆ ที่ เจอ เนสส์ เอง ก็มีเครือข่ายธุรกิจทั่วโลก... สำหรับเครือข่ายข้ามชาติที่ชื่อ เจอ เนสส์ วันนี้ต้องบอกว่าได้เข้ามาโลด แล่นอยู่ในประเทศไทยครบ 2 ปีแล้ว และกำลังจะก้าวสู่ปีที่ 3 ทั้งนี้ เชื่อว่าอาจ จะมีหลาย ๆ คนตั้งข้อสงสัยว่า วันนี้ทำไม... แบรนด์ที่ชื่อ เจอเนสส์ ถึงยัง ไม่ค่อยมีใครได้รู้จัก หรือส่วน หนึ่งอาจเป็นเพราะว่า แนว ทางการทำตลาดของขายตรง ค่ายนี้ ยังไม่ค่อยที่จะหนัก หน่วง และเข้าถึงผู้บริโภคเท่า ที่ควรก็เป็นไปได้!!...

แต่สำหรับในปีนี้ และ ก้าวย่างธุรกิจต่อ ๆ ไปของ ค่ายนี้ ภายใต้การนำทัพของ ลาวัณย์ เวทประเสริฐวงศ์ ผู้ จัดการประจำประเทศไทยประกาศอย่างหนักแน่นว่า พร้อมที่จะนำพาเจอเนสส์ ประเทศไทยก้าวสู่ความ สำเร็จให้ได้...แต่ทั้งนี้ หากจะ ถามว่า มันง่ายไหม ที่จะสร้าง ให้คนรู้จักและติดตรึงตรากับ สินค้าของตัวเองได้ คงต้อง บอกว่า ไม่ยาก และ ไม่ ง่าย เช่นเดียวกัน หากมี ยุทธศาสตร์ที่สามารถพิชิตใจ คนเครือข่ายในเมืองไทยมาก พอ!!

ปีพุทธศักราช 2556 ถือ เป็นปีที่ เจอเนสส์ ครบรอบ 2 ปี และกำลังก้าวสู่ปีที่ 3 ที่ เปิดดำเนินการด้าน ธุรกิจ ขายตรง ชนิดที่ว่า พร้อม เสิร์ฟให้กับคนเครือข่ายได้ สำเร็จ ถึงแม้ว่าค่ายนี้ จะเพิ่ง เข้ามาสู่ประเทศไทยเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้นก็ตาม ทั้งนี้ ทางด้าน ลาวัณย์ เวทประเสริฐวงศ์ ผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท เจอ เนสส์ โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยถึงความสำเร็จ ของธุรกิจในช่วงตลอดระยะ เวลา 2 ปีที่ผ่านมา ต่อ ตลาด วิเคราะห์ ว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาสำหรับธุรกิจเจอ เนสส์ประเทศไทยนั้น ในช่วงปี แรกของการดำเนินธุรกิจถือได้ ว่าค่อนข้างเป็นน่าที่พอใจใน ระดับหนึ่ง โดยสามารถทำ ยอดขายอยู่ที่ 150 ล้านบาท ต่อมาในปีที่ 2 บริษัทฯ สามารถ มียอดขายที่เพิ่มขึ้นแตะเกือบ 500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลข ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด เป็นอย่างมาก พร้อมกับตั้งเป้า หมายยอดขายในปีนี้อยู่ที่ 700-800 ล้านบาท

... ปัจจัยที่ทำให้เจอ เนสส์ประสบความสำเร็จใน ช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็น เพราะด้วยผู้นำ ที่มีความ แข็งแกร่ง มีความเป็นมืออาชีพ รวมถึงการมีระบบเทรนนิ่งที่ เข้มข้น พร้อมกับมีกิจกรรม ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ในการ ขยายองค์กร ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็จะมีในส่วนของ โปรโมชั่นออกมาสำหรับผู้นำ เรื่อย ๆ รวมถึงการคอย สนับสนุนผู้นำในด้านต่าง ๆ ด้วย ซึ่งปัจจัยดังกล่าวนี้เองที่ ทำให้บริษัทฯ สามารถยืนหยัด อยู่ในธุรกิจเครือข่ายในเมือง ไทยได้พร้อมกับมีสมาชิกอยู่ ที่เกือบ 2 หมื่นรหัสด้วยกัน อีกทั้งยังมีตัวเลขสมาชิกที่ แอคทีฟในแต่ละเดือนอยู่ที่ 4-5 พันคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่า พอใจอย่างยิ่ง

ลาวัลย์ เผยต่อว่า ขณะนี้เจอเนสส์เอง เริ่มที่จะ มองช่องทางในการขยาย ธุรกิจใหม่อีกหนึ่งช่องทางที่ นอกเหนือจากการออกสื่อ ผ่านธุรกิจขายตรง โดยได้เริ่ม มีการโปรโมทธุรกิจเจอเนสส์ผ่านสื่อที่ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง อีกด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ต้องการที่จะสร้างแบรนด์ รวมถึงต้องการขยายกลุ่มผู้ บริโภคให้มากขึ้น ที่นอกเหนือ จากกลุ่มขายตรง ซึ่งตรงนี้ถือ เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการ สนับสนุนผู้นำของบริษัทฯ ได้ทำงานง่ายขึ้นด้วย ในการ ที่จะไปแนะนำสมาชิกกลุ่ม ใหม่ โดยช่องทางดังกล่าวทาง บริษัทฯ ได้มีการเริ่มใช้ไปแล้ว เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ปัจจุบันสินค้าในการขับเคลื่อนธุรกิจของเจอเนสส์มี อยูด้วยกัน 3 กลุ่ม่ คือ 1. กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ไม่ว่า จะเป็นเซลลูลาร์ รีจูวีเนชั่น เซรั่ม เป็นต้น2. กลุ่มผลิตภัณฑ์ ดูแลร่างกาย เช่น บอร์ดี้โลชั่น ชาวเวอร์เจล และ 3. กลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รีเสริฟ ที่ดูแลในเรื่องของ ร่างกาย เป็นต้น พร้อมกันนี้ ใน ปีนี้ทางเจอเนสส์เอง ยังเตรียม ที่จะนำเอาสินค้าใหม่เข้ามา เสริมทัพหน้าอีกหนึ่งรายการ อีกด้วย โดยจะเป็นผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารดีท็อกซ์ ที่เป็นการ พัฒนาและคิดค้นสูตรใน ประเทศไทย พร้อมกับเตรียม เข็นสินค้าตัวอื่น ๆ ในลำดับ ต่อไป

ส่วนแผนการขยาย ธุรกิจในรูปแบบของสาขาและ โมบายในปีนี้นั้น ลาวัลย์ เผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่มี โมบายในการขยายธุรกิจแต่ อย่างใด แต่มีแนวคิดที่จะเปิด ศูนย์บริการเพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า จะ เปิดในช่วงเวลาไหน ซึ่งคาด ว่าน่าที่จะเปิดที่โคราชหรือ เชียงใหม่ โดยต้องรอจังหวะที่ เหมาะสมก่อน

ที่สำคัญ ในช่วงเดือน มิถุนายนนี้ ทางเจอเนสส์เอง ยังได้มีโปรโมชั่นออกมาเพื่อ ให้สมาชิกสามารถทำงานได้ ง่ายขึ้นนั่นก็คือ การทำตลาด ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยจะเป็น อีกหนึ่งช่องทางในการเจาะ กลุ่มเป้าหมายโดยตรงที่จะ ทำให้สมาชิกเจอเนสส์ไม่ต้อง เหนื่อย ซึ่งที่ผ่านมาทางด้าน ประเทศอเมริกาและแคนาดา ก็ได้มีการใช้ช่องทางดังกล่าว นี้ และค่อนข้างที่จะประสบ ความสำเร็จอย่างมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจุบัน โลกของโซเซียลมีเดียค่อนข้าง ที่จะมีอิทธิพลต่อหลาย ๆ คน จึงทำให้การทำตลาดในช่อง ทางนี้ จึงเป็นที่นิยมอยู่ใน ขณะนี้นั่นเอง

ในช่วงที่ผ่านมา จาก การสำรวจพบว่า ประเทศไทย และประเทศอินโดนีเซีย 2 ประเทศนี้ มีผู้ที่เล่นเฟซบุ๊ค มากที่สุดในโลก ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้เจอเนสส์เอง ได้หันมารุกตลาดในช่องทางดัง กล่าวผ่านทางเฟสบุ๊คโดยเชิ่อ ว่าน่าที่จะได้รับการตอบรับ จากผู้บริโภคอย่างดี ซึ่งโปรโมชั่นแรกนี้จะเริ่มชิมลางตั้งแต่ เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ต่อ จากนั้น ก็จะเริ่มทำตลาดผ่า นทางเฟซบุ๊คอย่างเต็มรูปแบบในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้เป็นลำดับต่อไป

นอกจากนี้ ลาวัลย์ ยังได้กล่าวถึงแนวทางในการ ทำธุรกิจของเจอเนสส์นับจาก นี้อีกว่า การทำธุรกิจของเจอ เนสส์นับจากนี้ จะไม่เน้นใน เรื่องของการตลาดแบบ โอเวอร์เคลม พร้อมกับจะมี การสื่อสารกับผู้นำตลอดด้วย ว่า จะต้องมีจรรณยาบรรณ ต่อผู้บริโภค ต้องพูดในความ เป็นจริง ที่สำคัญในการทำ ตลาดของเจอเนสส์เอง ไม่ ต้องการที่จะแข่งขันกับใคร แต่จะเป็นการแข่งขันกับตัว เองว่า ทำอย่างไรให้ผู้นำทุก คนมีรายได้เพิ่มขึ้น และสำเร็จ ด้วยกัน ซึ่งนี่คือเป้าหมายของ ธุรกิจเจอเนสส์


นับได้ว่า ปีนี้ถือเป็นปี ที่ครบรอบ 2 ปีของการทำ ธุรกิจเครือข่ายที่ประเทศไทย สำหรับค่ายนี้ ที่สำคัญ ในวัน ที่ 23 มิถุนายน 2556 นี้ ทาง เจอเนสส์เอง ยังได้มีการ เตรียมจัดงานฉลองครบรอบ 2 ปี พร้อมกับการประดับเข็ม ผู้ที่ประสบความสำเร็จใน ธุรกิจอีกด้วย โดยจะมีการจัด ขึ้นที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ซึ่งไฮไลท์ของงาน ในครั้งนี้นั้น ทางเจอเนสส์ ยังได้เชิญคุณต๊อบ อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ เถ้าแก่น้อย มา ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษ ในการ สร้างแรงบันดาลใจใหกั้บผูน้ ำ ในครั้งนี้ด้วย

พร้อมกันนี้ ในวันที่ 4-6 ตุลาคม 2556 นี้ ทางเจอเนสส์ ยังเตรียมที่จะเป็นเจ้าภาพใน การจัดงานใหญ่อีกหนึ่งงาน โดยจะมีอีกหลาย ๆ ประเทศ เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งจะ เป็นงานเอ็กซ์โป ไทยแลนด์ สำหรับคนเครือข่ายเจอเนสส์ โดยเฉพาะ โดยจะจัดขึ้นที่ เมืองพัทยา ซึ่งทางเจอเนสส์ เอง คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานใน ครั้งนี้ประมาณ 8,000- 10,000 คนด้วยกัน

ลาวัลย์ กล่าวทิ้งท้าย อีกว่า สำหรับความพร้อมของ เจอเนสส์ในการก้าวสู่ปีที่ 3 นั้น เรียกได้ว่า เจอเนสส์มี ความพร้อมอย่างมากทีเดียว ที่สำคัญ ในการจัดงานใหญ่ที่ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพใน ช่วงเดือนตุลาคมครั้งนี้ น่าที่ จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อ ถือของธุรกิจเจอเนสส์ได้เป็น อย่างดีด้วยเช่นกัน






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

ทีวี ไดเร็คจับมือยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเมืองผู้ดี







0-20130531101621HL (Mobile)


ทีวี ไดเร็ค ผนึกกำลังยักษ์ใหญ่ธุรกิจค้าปลีกจากอังกฤษ JML จัดตั้งบริษัท JML Direct (Thailand) หวังรุกธุรกิจค้าปลีกเมืองไทย พร้อมชูจุดเด่นด้านนวัตกรรม สินค้า และการนำเสนอโปรโมชั่นจูงใจ กระตุ้นการตัดสินใจ ประกาศเป้า ปีแรกขอ มีจุดขายกว่า 300 แห่ง ก่อนเพิ่มเป็น 800 แห่งในปี57 พร้อมยอดขาย 120 ล้าน

นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) เผยถึงแผนธุรกิจนับจากนี้ว่า ขณะนี้ ทางบริษัทฯ ได้มีการร่วมกับ JML Direct ผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกที่มี ความเชี่ยวชาญด้าน Screen to Screen จากประเทศอังกฤษ จัดตั้ง บริษัท JML Direct (Thailand) ด้วยทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ 3 แสนหุ้นมูลค่า ที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 100 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับธุรกิจ ค้าปลีกของบริษัทฯ และเป็นการเพิ่มช่อง ทางจำหน่ายสินค้าตลอดจนเพิ่ม ความหลากหลายของสินค้าใน การนำเสนอต่อผู้บริโภค

สำหรับ JML Direct ประเทศอังกฤษ ถือเป็นผู้ ประกอบการธุรกิจทีวีค้าปลีก โดยสินค้าของ JML เป็นสินค้า ประเภท Life Style & Living ที่มี จุดแข็งด้านนวัตกรรมสินค้า ที่จะ เข้ามาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ของผู้บริโภคให้ดีขึ้นประกอบกับ การนำเสนอโปรโมชั่นส่งเสริม การขายที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยจุดนี้เอง ที่ส่งผลให้สินค้า ของ JML Direct ประสบความ สำเร็จในการวางจำหน่ายและ ทำตลาด 72 ประเทศทั่วโลก ทั้ง ในยุโรป อเมริกาและเอเชีย

ทั้งนี้ บริษัท JML Direct (Thailand) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทฯ ร่วมทุน จะสร้างการรับรู้ถึงตัว สินค้าและช่องทางการจัด จำหน่ายผ่านช่องฟรีทีวีและ เคเบิลทีวี เพื่อดึงลูกค้าไปยังช่อง ทางการจัดจำหน่าย ที่บริษัทฯจะมีการติดตั้งจอทีวีเพื่อให้ราย ละเอียดสินค้า ซึ่งทำหน้าที่ เปรียบเสมือนพนักงานขายที่ บอกถึงจุดเด่นผลิตภัณฑ์ ณ ชั้น วางสินค้า เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้า เกิดการตัดสินใจซื้อ ณ จุดขาย สินค้าได้ หรือที่เรียกว่า Screen to Screen

ความร่วมมือกันระหว่าง ทีวีไดเร็ค กับ JML Direct ซึ่งถือ เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการทีวีโฮม ช้อปปิ้งของอังกฤษในครั้งนี้เพื่อ เสริมศักยภาพ ด้านการทำธุรกิจ ค้าปลีกให้กับทีวีไดเร็คครั้งนี้ โดย จะร่วมกันสร้างความแปลกใหม่ ให้แก่วงการธุรกิจค้าปลีกของ ไทย ในการนำเสนอนวัตกรรม สินค้าที่มีความหลากหลายเข้า มาตอบโจทย์ความต้องการ ที่ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ คุณภาพชีวิตของลูกค้าคนไทยดี ขึ้น

นายทรงพล กล่าวเสริมอีก ว่า สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาทำ ตลาดในครั้งนี้ บริษัทฯ จะวาง จำหน่ายผ่านช่องทางห้างค้า ปลีกขนาดใหญ่ เทสโก้โลตัสและ แม็คโคร โดยจัดชั้นวางสินค้า สร้างความโดดเด่นและปรับ เปลี่ยนหมุนเวียนสินค้าอย่าง สมํ่าเสมอ เพื่อสอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้า โดยวาง เป้าหมายว่า ภายในปีนี้จะมีจุด จำหน่ายสินค้า 300 จุด และจะ เพิ่มเป็น 800 จุดภายในปีถัดไป เพื่อผลักดันยอดขาย 120 ล้าน บาทภายในปี 2557

ด้าน นาย Ken Daly ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท JML Direct จำกัด จากประเทศ อังกฤษ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกกล่าว ว่า บริษัทฯ มีความโดดเด่นด้าน นวัตกรรมสินค้าในกลุ่ม Life Style & Living ที่ได้รับการตอบ รับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลก ซึ่งการ ร่วมมือกัน เพื่อจัดตั้งบริษัทฯ ในครั้งนี้ จะเป็นการผสมผสาน จุดแข็งของทีวีไดเร็คที่เป็นผู้นำ ในธุรกิจโฮมช้อปปิ้งเมือง ไทย และ JML Direct ที่มีความ เชี่ยวชาญธุรกิจค้าปลีกกลุ่ม Life Style & Living เพื่อผลักดัน ความสำเร็จจากการทำตลาดใน ครั้งนี้

ทีวี ไดเร็ค ถือเป็นผู้นำ ด้านธุรกิจโฮมช้อปปิ้งของไทย ที่มีความแข็งแกร่งและศักยภาพ นำ เสนอข้อมูลสินค้าผ่านช่อง ทางโทรทัศน์ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้า เป้าหมายทั่วประเทศ มาช่วย สร้างความเข้มแข็งให้กับการรุก ธุรกิจของ JML Direct ครั้งนี้ ซึ่ง มั่นใจว่า ความร่วมมือครั้งนี้ จะ นำมาซึ่งความสำเร็จจากการ รุกขยายธุรกิจในครั้งนี้อย่าง แน่นอน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556


ซูมขายตรงน้องใหม่เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์







164030_124283227637015_1965186_n (Mobile)


ปล่อยยุทธศาสตร์นำร่องเข็น มัช -ทรีนำทัพ เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์ ประกาศ ขอแจ้งเกิดวงการเครือข่าย หลังเดินเกม ทางธุรกิจ 6 เดือนที่ผ่านมา กระแสตอบ รับดีเกินคาด...เผยยุทธศาสตร์ นำร่องเข็นสินค้าอาหารเสริมเพื่อ สุขภาพ มัช-ทรี นำทัพ ก่อน ปล่อยสินค้าตัวอื่นตอกยํ้าธุรกิจ แย้มแผนเตรียมบุกตลาดเครือ ข่ายทุกพื้นที่ทั่วไทย พร้อมปล่อย ทีเด็ดยั่วน้ำลายผู้นำแจกเบนซ์ 10 คัน สำหรับผู้นำที่ขึ้นตำแหน่งเพรสซิเดนท์ของ บริษัทฯ 10 ท่านแรกในปีนี้

หากพูดถึงขายตรงที่เกิด ใหม่ในช่วงนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีอยู่เยอะมากมายเลยทีเดียว ซึ่ง อยู่ที่ว่าค่ายไหนจะโชว์ความโดด เด่นและศักยภาพของตัวเองได้ มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง...เฉก เช่นเดียวกับขายตรงน้องใหม่ที่ ชื่อ บริษัท เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์จำกัด ที่เรียกว่า เพิ่งออกมา โลดแล่นอยู่ในถนนเครือข่าย แบบสด ๆ ร้อน ๆ และพร้อมที่จะ สร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จ ตามเป้าหมายที่วางไว้

บริษัท เดอะเฟิร์ส ฟอร์ ไลฟ์ จำกัด คือ หนึ่งในบริษัทที่ เรียกว่ามีทีมผู้บริหารที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวในธุรกิจเครือข่ายมา พอสมควร ซึ่งที่มาที่ไปของเครือ ข่ายใหม่ที่ชื่อ เดอะเฟิร์ส ฟอร์ ไลฟ์ นั้น ทางด้าน ชูศักดิ์ เทียว ประสงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์ จำกัด ได้เผยต่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า สำหรับเครือข่ายน้องใหม่ที่ชื่อ เดอะเฟิร์ส ฟอร์ไลฟ์ นั้น คือ ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ ต้องการที่จะสร้างความสำเร็จให้ กับคนเครือข่าย ภายใต้สโลแกน ของบริษัทฯ ที่ว่า...ชีวิตที่คุณ เลือกได้

วันนี้ต้องบอกว่าก่อนที่ บริษัทฯ จะเริ่มต้นธุรกิจ เราเอง ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้ให้ กับสมาชิกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ออฟฟิศเพื่อรองรับสมาชิกที่จะ เข้ามา เรื่องของสินค้า และใบ อนุญาตการทำธุรกิจกับทาง สคบ. ที่ได้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ เป้า หมายของบริษัทฯ ยังต้องการที่ จะให้ทุกคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจ สามารถทำงานแล้ว มีรายได้ มี ความสุขในการทำงาน และหลัง จากที่บริษัทฯ ได้เริ่มดำเนินธุรกิจ อย่างจริงจังในช่วง 6 เดือนที่ผ่าน มา เรียกได้ว่าค่อนข้างที่จะได้รับ การตอบรับจากสมาชิกเป็น อย่างดีทีเดียว

สำหรับยุทธศาสตร์ช่วง แรกในการเปิดตลาดของค่ายนี้ นั้น พบว่า ได้ใช้สินค้าเป็นใบเบิก ทางธุรกิจนั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ มัช- ทรี ที่ค่ายนี้บอกว่าเป็นอีกหนึ่ง สินค้านาโนเทคโนโลยี ที่ค่อนข้าง มีความแตกต่างจากตลาดเครือ ข่ายค่ายอื่น ๆ

การเปิดตลาดของ บริษัทฯ ช่วงเริ่มต้นจะเป็นการ เอาสินค้าไปให้ผู้บริโภคได้ ทดลองทานก่อน ซึ่งจะมีการ สำรวจก่อนว่าในพื้นที่ไหน ควร นำสินค้าไปทำตลาด เมื่อทราบ จุดยุทธศาสตร์แล้ว ต่อจากนั้น ทางบริษัทฯ ก็จะให้ผู้บริโภคได้ สัมผัสกับสินค้าของเราแบบ จริง ๆ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่าน มา หลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการ ทดลองกับลูกค้า ผลตอบรับจาก ลูกค้าถือว่าดีอย่างมาก ซึ่งเรา เชื่อว่า การทำตลาดเครือข่ายใน วันนี้ หากสินค้าเดินได้ ธุรกิจก็จะ ไปได้ด้วยเช่นกัน

นายชูศักดิ์ กล่าวเสริมอีก ว่า ปัจจุบัน เดอะเฟิร์ส มีสินค้าทั้งหมด 11 รายการด้วยกัน ซึ่งการทำตลาดของบริษัทฯ ใน ช่วงแรกจะยังไม่เน้นสินค้าเยอะ มาก โดยจะเป็นการเอาสินค้าที่ เด่นตัวเดียวในการสร้างการรับรู้ ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน โดยบริษัทฯ เชื่อว่า เมื่อใดที่ สินค้าของบริษัทฯ แจ้งเกิดได้ สินค้าตัวอื่น ๆ ก็จะตามมาเอง

การบุกตลาดของ เดอะ เฟิร์ส ช่วงแรกที่นอกเหนือจาก การใช้สินค้าเป็นใบเบิกทาง ธุรกิจแล้ว ค่ายนี้ยังจะเน้นการรุก ตลาดตามพื้นที่ต่าง ๆ ด้วยการ ใช้กิจกรรมในการเข้าหาฐานผู้ บริโภค ตามจุดยุทธศาสตร์หลัก ที่ได้วางไว้ โดยใช้การส่งเสริม การขายให้กับผู้บริโภคที่เมื่อเขา ซื้อสินค้าแล้วจะได้อะไรบ้าง พร้อมกับการเสริมกลยุทธ์ของ ผู้นำเสริมเข้าไปอีก

เป้าหมายของเดอะเฟิร์ส ยังไม่ค่อยคาดหวังในเรื่องของ ยอดขายเท่าไหร่ แต่จะเป็นการ กำหนดในเรื่องของแผนการ ตลาดให้กับผู้นำและผู้ที่จะเข้ามา ร่วมธุรกิจได้รู้ว่าเข้ามาที่นี่แล้วจะ ประสบความสำเร็จอย่างไร และ ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ในธุรกิจนี้ เพราะต้องบอกว่า ปัจจุบันนี้มีผู้นำหลายๆ คนที่เจ็บ ตัวกับธุรกิจเครือข่ายด้วยจุดนี้เอง ที่ทำให้บริษัทฯ จึงอยากที่จะหัน มาเน้นในเรื่องของตัวผู้นำค่อน ข้างมาก ที่สำคัญ เป้าหมายของ บริษัทฯ ในปีนี้ ต้องการที่จะจ่าย เงินโบนัสให้กับผู้นำอย่างน้อย 56 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งหาก สามารถจ่ายเงินโบนัสได้ตามเป้า หมายที่วางไว้นั่นก็หมายความว่า ธุรกิจของบริษัทฯ ก็เริ่มที่จะ แข็งแกร่งด้วยเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีผู้นำหลักอยู่ที่ 22 คน พร้อมกับมีจำนวนสมาชิกอยู่ที่ 1,900 คนด้วยกัน ในการขยาย ธุรกิจ

นายชูศักดิ์ เสริมอีกว่า นอกเหนือจากเป้าหมายใน การจ่ายเงินโบนัสให้กับสมาชิก แล้ว ทางบริษัทฯ ยังมีเป้าหมาย ให้กับสมาชิกที่เป็นมืออาชีพ โดยตรงด้วย นั่นก็คือ หากใครที่ ขึ้นตำแหน่งเพรสซิเดนท์ของ บริษัทฯ ได้สำเร็จในปีนี้ ทาง บริษัทฯ จะแจกรถเบนซ์ โดยที่ไม่ ต้องดาวน์ให้จำนวน 10 คัน 10 ท่านแรกเท่านั้น ซึ่งตรงนี้น่าที่จะ สร้างขวัญและกำลังใจในการ ทำงานของผู้นำได้เป็นอย่างดีที เดียว

จะเห็นได้ว่า การเปิด ตลาดของธุรกิจเครือข่าย ที่นอก เหนือจากในเรื่องของสินค้าแล้ว เรื่องของจุดกระจายสินค้ายัง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือใน การทำตลาดให้ประสบความ สำเร็จด้วยเช่นกัน โดยในอนาคตอันใกล้นี้ ทาง เดอะเฟิร์ส เอง ยังมีแผนที่จะเปิดเป็นคลัง กระจายสินค้า พร้อมกับต้องการ ที่จะให้เดอะเฟิร์ส มีเซ็นเตอร์ 1 จังหวัด 1 เซ็นเตอร์เท่านั้น ซึ่งคาด ว่าในปีนี้บริษัทฯ น่าที่จะมี เซ็นเตอร์ไม่ตํ่ากว่า 20 จังหวัด ด้วยกัน ซึ่งการลงทุนใน 1 เซ็นเตอร์จะใช้เงินลงทุนอยู่ 350,000 บาท

อยากที่จะฝากถึงทุกคน ว่า วันนี้เดอะเฟิร์ส ถึงแม้ว่าจะ เป็นน้องใหม่ในธุรกิจเครือข่ายก็ จริง แต่ที่นี้มีพร้อมสำหรับคนที่ ต้องการประสบความสำเร็จ ที่ สำคัญ เรามีความจริงใจให้กับ ผู้นำ ทุกคน และหากใครที่ ต้องการทำเครือข่ายแบบมือ อาชีพ ทางบริษัทฯ พร้อมที่จะ สนับสนุนทุกท่าน และพร้อมที่จะ นำพาให้ทุกท่านได้ประสบความ สำเร็จไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย

นอกจากนี้ นายชูศักดิ์ ยังได้กล่าวถึงภาพรวมการ แข่งขันในธุรกิจขายตรงในปีนี้ว่า น่าที่จะมีการแข่งขันที่รุนแรงเช่น ปีที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าแต่ละค่าย น่าที่จะมีการใช้ในเรื่องของโปร โมชั่นเพื่อที่จะดึงผู้นำเข้าร่วม ธุรกิจ พร้อมกับการใช้กลยุทธ์ที่ หลากหลาย ในขณะเดียวกัน หากตลาดอาเซียนเปิดขึ้นเมื่อ ไหร่ เชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจ ขายตรงน่าที่จะเติบโตขึ้นตามมา ด้วยเช่นกัน เพราะทุกประเทศจะ สามารถสื่อสารถึงกันได้อย่าง สะดวกมากขึ้น และทำธุรกิจง่าย ขึ้นด้วย





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค อหังการ์ ใช้ใบละพันฟาดหัวสื่อขายตรง







222 (Mobile)


สื่อขายตรงพล่าน หลังเปิดซองพบธนบัตรใบละพันปลิวว่อน ทึ่งผู้บริหาร มิ้ลค์กี้เวย์ เน็ตเวิรค์ ใจป้ำเอาใจสื่อจนออกหน้าออกตา หวังสยบข่าวลือ กิจการล้มหลังเกิดรายการ คู่รักหักเหลี่ยมโหด จนกลายเป็น 2 กิจการแยก ร่าง เปิดศึกแย่งแบรนด์ แย่งแม่ทีม รวมไปถึงแย่งชิงสื่อ จนเป็นที่มา หัวละ พัน สั่นสะเทือนไปทั้งวงการขายตรง


เหตุเกิดที่อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 5 บทเรียนที่ควรแก่การจดจำ


ถ้าพูดถึงบริษัทขายตรงน้องใหม่ที่ กำลังเป็นที่ ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์ ใน วงการขายตรง ณ ชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้น บริษัทมิ้ลค์กี้เวย์ อย่างแน่นอน เนื่องจาก เวลานี้ได้มีการแยกร่าง ที่ขณะนี้ต้องบอก ว่าค่ายนี้มีอยู่ 2 สายพันธุ์ด้วยกันนั่นก็คือ บริษัท มิ้ลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ภาย ใต้การนำทัพของ ฐิติพร จิรปัญจวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้การคุมทีม ของ สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธาน กรรมการบริหาร ที่กำลังเป็น คู่รักหัก เหลี่ยมโหด กันอยู่ในเวลานี้


...เชื่อว่า ชั่วโมงนี้ใคร ๆ ก็ต่างจับ จ้อง มองดูถึงความเคลื่อนไหวของ 2 ค่าย นี้ ชนิดที่ว่าติดขอบจอกันเลย...โดยใน ช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ได้ออกมาปล่อยยุทธ์ศาสตร์บุก ตลาดเครือข่ายได้ไม่นาน ล่าสุดทางด้าน บริษัท มิ้ลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ก็ได้ ออกมาจัดงานแถลงข่าวสยบข่าวฉาวที่ ว่า มิ้ลค์กี้เวย์ ตายแล้ว !! ต่อหน้าสื่อขายตรงทั้งสิ้นประมาณ 16 ชีวิตด้วยกัน เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 ณ อาคาร พร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 5 ที่ผ่านมา ที่ถือเป็นฐาน บัญชาเกมรบแห่งใหม่ของ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค นั่นเอง!!


อย่างที่จั่วหัวมาตั้งแต่ต้นถึงความ เคลื่อนไหวของ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค ที่ ได้ออกมาเปิดเกมรบทางธุรกิจบ้าง...หลังจากที่อีกฝั่งได้มีความเคลื่อนไหวของ ธุรกิจชนิดที่ว่าไม่ยอมแพ้กันเลย...โดย การจัดงานแถลงข่าวในครั้งนี้ของ มิ้ลค์ กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค หลายคนอาจจะมองว่า คงไม่ผิดแปลกไปจากงานแถลงข่าวทั่ว ๆ ไปอย่างแน่นอน!!...เนื่องจากอาจจะ ต้องการประกาศถึงความพร้อมของธุรกิจ นับจากนี้ พร้อมกับสยบข่าวฉาวใน หลาย ๆ เรื่อง รวมถึงต้องการให้คนเครือ ข่ายไดรับรู้ว่ามิ้ลค์กี้เวย์เน็ตเวิรค์ ยัง ไม่ตายในสนามรบขายตรง


แต่สุดท้ายงานแถลงข่าวครั้งนี้ ก็ ทำเอาบรรดานักข่าว ถึงกับ ช็อค เมื่อสินนํ้าใจที่นำ มามอบให้ นอกจาก ผลิตภัณฑ์สินค้าตัวอย่างที่นำมาแจก ข้าง ในกลับมีซองใส่ธนบัตรใบละ 1,000 บาท แจกจ่ายให้กับสื่อทุกค่ายถ้วนหน้า ใครจะรับหรือคืน สุดแท้แต่มโน สำนึก แต่สำหรับ ตลาดวิเคราะห์ คงไม่ อยากตีราคาตัวเองเพียงแค่เงิน 1,000 บาท เพราะกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ มิ้ลค์กี้ เวย์ ยามนี้ หากจะไม่มีการบังคับ ขูเข็ญ หรือติดสินบาทคาดสินบน ทุกคน ก็เต็มใจมาทำใหอยู่แล้ว คุณค่าของข่าวมิ้ลค์กี้เวย์ มีราคา สูงกว่า มูลค่าเงินเพียง 1,000 บาท หาก จะซื้อสื่อ พื้นที่โฆษณาของสื่อแต่ละ ประเภทก็เปิดกว้างอยูแล้วการที่จะแสดง นํ้าใจ มีหลายวิธีที่บรรดานักสื่อสาร มวลชนเขาทำกัน หากจะสร้างวัฒนธรรมผิด ๆ กับสื่อ เพื่อเพียงหวังใช้เป็นกระบอกเสียงในการ สร้างความชอบธรรมของตัวเอง บอกได้ เลยว่า เป็นการคิดที่ผิด เพราะผลที่ออกมา ไม่เพียงแต่จะ ทำให้สื่อขาดความไว้วางใจ ขาดความ เชื่อถือ หากแต่ยังเป็นการสร้างความรู้สึก ว่า นี่คือเกมที่มิ้ลค์กี้ เวย์ กำลังใช้สื่อเป็นเครื่องมือ


ปมเหตุแห่งความขัดแย้ง สงครามแย่งชิงสื่อที่มา หัวละพัน


จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กอง บรรณาธิการตลาดวิเคราะห์ ได้รับการ รายงานจากผู้สื่อข่าวว่า ...เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา หลังจากที่ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้มี การร่อนหนังสือเชิญสื่อมวลชนสายขาย ตรงมาร่วมในงานแถลงข่าวถึงทิศทางของธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ ผลปรากฏว่า ในงานแถลงข่าวครั้งนี้ เรียกได้ว่า สร้าง ความน่าอัปยศ หดหู่ใจ ต่อสายตาพี่น้อง สื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ใน ธุรกิจขาย ตรง ภายหลังจากงานแถลงข่าวสิ้นสุด ลง...โดย ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ จะขอ ถ่ายทอดเล่าเรื่องราวในงานแถลงข่าว ครั้งนี้ แบบเป็นช็อต ๆ พอเป็นนํ้าจิ้ม ๆ ให้ ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันพอสังเขปดังนี้


...โดยในงานแถลงข่าวก่อนที่จะ เริ่มต้นขึ้นนั้น ทาง มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เอง ก็ได้มีการเชิญพี่น้องสื่อมวลชนสาย ขายตรง ได้ร่วมกันรับประทานอาหาร เบา ๆ ข้าวมันไก่ ก่อนเริ่มงาน พร้อมกับ ถั่วเขียวต้มนํ้าตาลร้อน ๆ ที่สำคัญ ก่อน เริ่มงาน ยังได้มีการนัดคิวกับสื่อมวลชน อีกด้วยว่า ในงานแถลงข่าวจะเป็นการ แถลงข่าวในลักษณะที่ว่าจะพูดถึงเรื่องราวของมิ้ลค์กี้เวย์ชนิดที่ว่าทุกท่านที่อยู่ ในวันนี้จะไดรู้ถึงภาพที่ชัดเจนของมิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค กันเลยทีเดียว ส่วนประเด็น อื่น ๆ จะเป็นการให้สอบถามนอกรอบใน ภายหลัง...


สำหรับงานแถลงข่าวในครั้งนี้นั้น มี ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบไปด้วย ฐิติพร จิรปัญจวัฒน์ ดำรงตำแหน่งประธาน กรรมการ ,นิติธร ณรงค์พัน ดำรงตำแหน่ง รองประธานฝ่ายบริหาร , อ.พงศ์กรณ์ เบญจนราสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา บริษัท และทรงธรรม คงอัครฐากูร ดำรง ตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาด พร้อมกันนี้ ยังมีเหล่าสมาชิกของบริษัทฯ ได้เข้าร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ของบริษัทใน ครั้งนี้ด้วย


โดยเนื้อหาของงานแถลงข่าว ทิศทางธุรกิจของ มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค นับจาก นี้นั้น พบว่า ก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิด แปลกไปจากยุทธศาสตร์เดิม สักเท่าไหร่ ที่สำคัญ สินค้าของ ค่ายนี้ ก็ยังเดินเกมรบด้วย สินค้าคล้าย ๆ กันกับทางฝั่ง ของ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด อีกด้วย เพียงแค่ว่ามีแผนที่จะ ประกาศเสริมทัพสินค้าใหม่สู่ ตลาดเครือข่ายอีก 5-6 รายการ ด้วยกันในปีนี้ พร้อมกับมีการ ชูโรงสินค้าตัวเด่นทางด้าน การเกษตรที่ใช้แล้วเห็นผลใน การทำธุรกิจนับจากนี้อีกด้วย ที่สำคัญ ยังประกาศเป้าหมาย ในเรื่องของยอดขายที่ขอแตะ ยอดอยู่ที่ 80-100 ล้านบาทใน ช่วงสิ้นปีนี้


จนพอมาถึงช่วงถาม-ตอบ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี ในเรื่องของสินค้าที่ค่อนข้าง เหมือนกันกับทาง บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ตรงนี้ ทาง มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จะเดิน เกมทางธุรกิจอย่างไรเพื่อไม่ ให้สมาชิกเกิดความสับสน โดยทางด้านทีมผู้บริหารของ ค่ายนี้ได้เผยว่า ทางบริษัทฯ มี แนวทางที่จะปรับเปลี่ยน แพ็คเกจจิ้งใหม่ ตรงนี้เช่นกัน โดยคาดว่าอีกไม่นานทุกอย่าง น่าที่จะเรียบร้อย ส่วนเรื่องของ สินค้าและลิขสิทธิ์นั้น ขณะนี้ อยู่ในระหว่างขั้นตอนของ กฎหมายว่าใครที่จะได้ลิขสิทธิ์ ในส่วนของตรงนี้


และมาต่อคำถาม ตรงที่ว่า กรณีเรื่องของโปรโม ชั่นแจกรถยนต์ที่จังหวัด ขอนแก่น ในช่วงเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ที่จะต้องได้ รับรถยนต์ตรงนี้ แต่กลับไม่ได้ รับรถยนต์ กรณีนี้จะมีใครเป็น ผู้รับผิดชอบ...โดยทางด้านผู้ บริหารค่าย มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค บอกว่า ขณะนี้อยู่ ระหว่างการเจรจาและพูดคุย กันกับผู้ที่ได้รับรถยนต์ ซึ่งอยู่ ในขั้นตอนต่าง ๆ โดยทางมิ้ลค์ กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เอง ก็เป็นหนึ่ง ในผู้เสียหายด้วยเช่นกัน และ กำลังดูว่าจะมีการดำเนินการ ร่วมกันในกรณีอย่างไร


นอกจากนี้ ทางด้านที่ ปรึกษา บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำ กัด ยังเสริม ต่อว่า วันนี้เหตุการณ์ที่เกิด ขึ้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันทั้ง ใน เรื่องของค่าคอมมิชชั่น ที่พบ ว่ามีสมาชิกบ้างกลุ่มฉวย โอกาสมาขอเบิกเงินกับทาง เรา ซึ่งล่าสุดทางบริษัทฯ มีการ จับได้ 1 คน โดยผลปรากฏว่า มีเอกสารที่ชัดเจนว่า ได้มีการ รับเงินค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว และก็มารับเงินกับเราอีก ซึ่ง ขณะนี้ ทางเราเองก็ไม่รู้ว่าทางฝั่งนั้นได้มีการรับผิดชอบ เป็นเงินสดแล้วหรือยัง ในส่วน ของค่าคอมมิชชั่นตรงนี้ ซึ่ง ต้องบอกว่า เมื่อสมาชิกมีการ รับค่าคอมมิชชั่นไปแล้ว ไม่ สามารถที่จะมารับค่าคอม มิชชั่นนี้ได้อีก ซึ่งกรณีนี้ต้อง อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย เป็นผู้จัดการให้มีความชัดเจน พร้อมกับต้องมีเอกสารทาง กฎหมายที่ชัดเจนด้วย ซึ่งหาก พบว่า ใครผิดก็ต้องว่าไปตาม นั้น....


ทั้งนี้ หากใครที่ลอง เข้าไปในเว็บไซต์ของ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จะ พบว่าไดมีคำประกาศอยู่บน หน้าเว็บไซต์ดังกล่าวนี้ ด้วย ข้อความที่ว่า...เนื่องด้วยนาย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ อดีตผู้ บริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ในช่วงที่นาย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ บริหาร งานอยู่นั้น ได้มีการค้างชำระ โบนัส (ผลตอบแทนการ ตลาด) และโปรโมชั่นแจก รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รวม ถึงผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่นาย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ได้ตกลง กับผู้นำและสมาชิก ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือน มีนาคม แต่ปัจจุบันนายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ได้แยกไปเปิด บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด ณ สนง. อิมพีเรียลลาดพร้าว ชั้น 4 ฉะนั้นการค้างผล ตอบแทนและโปรโมชั่นต่าง ๆ ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงตกเป็น ของนายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้รับ โบนัสหรือผลตอบแทน ในช่วง เวลาดังกล่าวให้ติดต่อกับ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด โดยนายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ ได้ โดยตรง ด้วยตัวเอง (พร้อมกับ มีเบอร์โทรติดต่อห้อยท้าย)...


...นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง เกมแห่งศักดิ์ศรีทางธุรกิจของ ทั้ง 2 ค่าย 2 ขั้ว นี้เลยก็ว่าได้ ที่ ต้องบอกว่า ค่อนข้างที่จะมี แนวคิดชนิดที่ว่า เป็นเส้นขนาน จนไม่สามารถที่จะมาบรรจบ พบเจอกันได้เลยนั่นเอง!!..


...แต่สุดท้ายเกมทาง ธุรกิจเพื่อช่วงชิงความเหนือ ชั้นของค่าย มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค ก็ดันมา ตกม้า ตาย เสียก่อน อาจจะเรียกได้ ว่าเป็นการ ฆ่าตัวตาย ตั้งแต่ เริ่มต้นธุรกิจพร้อม ๆ กับฐาน บัญชาการรบแห่งใหม่เลยก็ว่า ได้ ในกรณีของการ แอบยัด เงินสื่อ 1,000 บาท ติดมากับ สินค้าหลังงานแถลงข่าว


โดยในช่วงหลังจากที่ งานแถลงข่าวเสร็จสิ้นลง ก็พบ ว่ามีทางด้านทีมผู้บริหารท่าน หนึ่ง ได้มีการเชิญทางด้านสมาชิกทุกคนให้ออกจากห้อง แถลงข่าว พร้อมกับให้ล็อค ประตูห้องแถลงข่าวนั้นทันที โดยในช่วงเวลานั้น บรรดา สื่อมวลชนหลาย ๆ คน ต่างก็ ไม่ได้คิดอะไรมากนัก นึกเพียง แค่ว่า น่าที่จะต้องการไม่อยาก ให้สมาชิกได้เข้ามาวุ่นวายใน ช่วงที่มีการสัมภาษณ์นอก รอบนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ นั้น ที่หน้าประตูห้องแถลงข่าว กลับมีเจ้าหน้าที่ของค่ายนี้ ยืน คุมเข้มหน้าประตูแถลงข่าวอีก ด้วย จนมีสื่อหลาย ๆ ท่าน ที่ ออกไปทำธุระส่วนตัว กว่าที่ จะได้เข้าห้อง ก็ต้องถูกไถ่ถาม กันตลอดเลยว่าใช่สื่อมวลชน หรือไม่ หรืออาจเป็นเพราะว่า ค่ายนี้ กำลังมีอะไรบ้างอย่าง ที่ต้องการปกปิดสมาชิกอยู่ก็ เป็นได้...


และพอหลังจากที่สิ้น เสร็จการสัมภาษณ์นอกรอบ เสร็จลง เหล่าทีมผู้บริหารค่าย นี้ ก็ได้มีการแจกจ่ายมอบของ ที่ระลึกที่เป็นถุงใส่สินค้าของ บริษัท พร้อมกับมีซองสีขาว ที่พับครึ่งคล้าย ๆ กับเป็นซอง แผ่นซีดี ให้กับบรรดาสื่อ มวลชนคนละถุง โดยในช่วง เวลานั้น ภายในห้องแถลงข่าว มีเพียงแค่ทีมผู้บริหารของ ค่าย มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เจ้าหน้าที่ของบริษัทบางส่วน และสื่อมวลชนสายขายตรง ประมาณ 16 ชีวิตด้วยกัน ที่ยัง อยู่ภายในห้อง เมื่อเสร็จสิ้น งานแถลงข่าวบรรดาสื่อมวลชน สายขายตรงต่างก็แยกย้าย เดินทางกลับ


โดยต้องบอกว่า ในช่วง ระยะเวลาเดินทางกลับนั่นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันนั่นก็คือ ซอง ขาวที่ดูคล้าย ๆ ซองซีดีที่อยู่ในถุงเขียว นี้ กลับกลายเป็น ซองเงินสด 1,000 บาท ที่ยัด ไส้มาพร้อมกับสินค้า...ไม่รู้ ว่าความคิดตื้น ๆ วิสัยทัศน์อัน น้อยนิดของผู้ที่คิดวางแผน ตรงนี้ใครคนไหน เป็นผู้ต้นคิด กันแน่!...เรียกว่า ฆ่าตัวตาย ชัด ๆ ที่ได้นำเอาเศษเงินเพียง แค่หยิบมือ 1,000 บาท มา ฟาดหัวสื่อ เพียงแค่หวังซื้อสื่อ กลบข่าวฉาว ด้วยความคิด สั้น ๆ เท่านั้นเอง...โดยไม่สม กับคำกล่าวที่ได้ประกาศไว้ใน ช่วงแถลงเลยว่า การดำเนิน ธุรกิจของบริษัทจะเน้นหลัก ธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง แต่นี้ เหตุไฉนยังไม่ทันชั่วข้ามคืน กลับพูดไม่ตรงกับการกระทำ แต่อย่างใด


ต้องบอกว่า วิชั่นของผู้ บริหารที่มองการณ์ไกล คงไม่ คิดที่จะคิดสั้นอย่างนี้แน่นอน เพราะทุกท่านที่เป็นผู้บริหาร มืออาชีพ คงพอที่จะทราบดีว่า หลักของการทำธุรกิจแบบยึด หลักธรรมาภิบาลแบบตรงไป ตรงมา ก็คล้าย ๆ กับแนวทางในการทำงานของสื่อมวลชน เช่นกัน ที่ต้องยึดหลักในเรื่อง ของ จรรณยาบรรณ สื่อเป็น ที่ตั้งอย่างเคร่งครัด เพราะ ปัจจุบันนี้ต้องบอกว่า หาก ท่านใดที่มีเงินแล้วจะสามารถ ซื้อสื่อได้ด้วยเงินนั้นไม่ใช่ เสมอไป!! เพราะสื่อ คือ ผู้ที่ ต้องนำ เสนอความจริงสู่ ประชาชนนั่นเอง ผิดก็ต้องว่า ไปตามผิด ถูกก็ต้องว่าไปตาม ถูก!!


...ซึ่งภายหลังจากวัน งานแถลงข่าวถัดไป 1 วัน ทาง หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ เอง ก็ได้นำเงินจำนวนดังกล่าว มอบส่งคืนให้กับ บริษัท มิ้ลค์ กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ครบ ตามจำนวน...เรียกได้ว่า นี่ถือ เป็นอีกหนึ่ง บทเรียนราคา แพง สำหรับผู้ประกอบการที่ มีวิสัยทัศน์เพียงแค่นี้ นั่นเอง!...




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

4 พันธมิตรผนึกกำลัง เจาะกำแพงขายตรงจีน







55 (Mobile)


4 พันธมิตร TDNA - สคบ.-ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ-ศูนย์อาเซียน เดินหน้าสังคายนาธุรกิจขายตรงทุกมิติ ทั้งมาตรฐานด้านกฎหมาย และวิชาชีพ เดินหน้าปรับระบบฐานข้อมูล ตัวเลขยอดขายที่เป็นจริง รวมทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจริง หวังใช้กลยุทธ์แยกนํ้าดีออก จากนํ้าเสีย ยกระดับขายตรงสู่มาตรฐานสากล พร้อมเดินหน้า เจาะ กำแพงขายตรงจีน หลังสี จิ้น ผิง ประกาศไฟเขียวให้ 3 พื้นที่เศรษฐกิจ สำคัญนำร่องธุรกิจ MLM รวมทั้งผลักดันให้ไทยก้าวสู่ ฮับ ขายตรง อาเซียน ตามยุทธศาสตร์ 10+1


หลังการประกาศเปิด ตัวอย่างเป็นทางการของสมาคม ธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยหรือ TDNA เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวในการ ยกระดับธุรกิจขายตรงก็เริ่มเดิน หน้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีการ ลงนามบันทึกความเข้าใจ MOU จากพันธมิตรจากสถาบันชื่อดัง 3 แห่งด้วยกัน เริ่มตั้งแต่TDNA สำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ ศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริม พัฒนาเศรษฐกิจ กวางตุ้ง -ฮ่องกง ที่ผนึกกำลังเพื่อเดินหน้ายกระดับ มาตรฐานขายตรงอย่างเป็นระบบ โดยมีตัวแทนจาก 4 พันธมิตรร่วม ลงนามอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสื่อมวลชนจำนวนมาก


แกนนำหลัก ที่เข้าร่วมพิธี ลงนามประกอบด้วย นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรง (TDNA) นาย จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) ดร.ธนวรรน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทย และนายภูสิต เพ็ญศิริ รองประธาน ศูนย์อาเซียน (สมาคม ส่งเสริม พัฒนาเศรษฐกิจ กวางตุ้ง-ฮ่องกง) ถือเป็นการลงนามครั้ง ประวัติศาสตร์ ที่มีหน่วยงานหรือ องค์กรที่มีชื่อเสียง ได้เข้ามามี บทบาทในการบูรณาการธุรกิจ ขายตรงร่วมกันอย่างไม่เคย ปรากฏมาก่อน


ทั้งนี้จากสภาพธุรกิจใน ปัจจุบัน เป็นที่ทราบดีว่ากฎหมาย ธุรกิจขายตรง หรือ พ.ร.บ.ขายตรง และการตลาดแบบตรง ปี พ.ศ. 2545 มีการใช้มากว่า 10 ปีแล้วซึ่ง ในกฎหมายฉบับแก้ไขทั้ง 56 มาตรา ยังมีจุดอ่อน และไม่มีความ ชัดเจนหลายด้านด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การกำหนดกรอบ หรือแนวทางการดำเนินธุรกิจขาย ตรง ที่ยังไม่มีการแยกกันอย่างเด็ด ขาดระหว่าง ขายตรงเถื่อน กับ ขายตรงสุจริต รวมไปถึง การทำ ธุรกิจขายตรงกับการตลาดแบบ ตรง ก็ยังไม่มีการแยกออกมาเพื่อ ให้ชัดเจน


ส่งผลทำให้การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ที่ยังคงยืดแนวธุรกิจขายตรง สีขาว ถูกผู้ประกอบการบางกลุ่มบางกิจการ แสวงหาประโยชน์โดย อาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย หรืออาศัยการหลบเลี่ยงกฎหมาย ดำเนินธุรกิจ ที่ส่อไปในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีผลทำให้ภาพพจน์ของ ธุรกิจขายตรงกลายเป็นธุรกิจที่ สังคมมองว่าเป็น ธุรกิจสีเทา ที่ เต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อการกระ ทำการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนั้น กระบวนการขับ เคลื่อนเพื่อเป็นการสร้างความ มั่นใจแก่ผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจ เครือข่ายขายตรง รวมไปถึงผู้ บริโภค จึงจำเป็นจะต้องมีการ แก้ไขกฎหมายหลักอยู่ 5 ประการ ด้วยกัน


ประการแรก ต้องสร้าง ความชัดเจนในกรอบหรือหลัก เกณฑ์ในการกำหนดพฤติกรรมผู้ ประกอบการ ไม่ให้เดินออกไป นอกกรอบ จนทำให้เกิดความเสีย หายทั้งผู้บริโภคประชาชน รวมไป ถึงผู้ประกอบการรายอื่น ประการที่สอง ต้องสร้าง ความชัดเจนในอำนาจในการ กำกับดูแลผู้ประกอบการอย่างมี เอกภาพ และมีความพร้อมในการ เข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่าง ทั่วถึง โดยจะต้องมีการยกระดับ องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลขึ้นมา เป็นหน่วยงานเฉพาะเทียบเท่ากรม มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ประการที่สาม หน่วยงาน หรือองค์กรที่สถาปนาขึ้นมาจะ ต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ในการบังคับ ใช้กฎหมาย โดยจะต้องให้คุณ และให้โทษแก่ผู้ประกอบการได้ ตามสมควร ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ใบอนุญาตธุรกิจขายตรง ที่ได้รับ การอนุญาตจาก สคบ. ประมาณ 900 บริษัท แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ใบอนุญาตที่ได้นำไปประกอบ ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังหรือไม่ ประการต่อมา แม้ว่าจะได้ ใบอนุญาตไปแล้ว ก็ยังมีข่าว ปรากฏว่า มีหลายกิจการที่ยังมี การกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายที่ ส่อว่าจะทำธุรกิจที่เกินเลยไปจาก ธุรกิจขายตรง อันเป็นการสุ่มเสี่ยง ต่อการสร้างความเสียหายแก่ ประชาชน


เพราะฉะนั้น เมื่อมีการได้ รับใบอนุญาตไปแล้ว หากไม่มี การประกอบธุรกิจ หรือประกอบธุรกิจในลักษณะที่ส่อว่าจะฝ่าฝืน กฎหมาย ก็สมควรที่จะต้องมีบท ลงโทษ จากสถานเบาไปหาหนัก ซึ่งหากยังมีการฝ่าฝืน ไม่เคารพ กฎกติกา ควรให้อำนาจองค์กร หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับ ดูแล เพิกถอนใบอนุญาตได้ และที่สำคัญ การสั่งดำเนิน การเอาผิดเอาโทษทางอาญา กับ นิติบุคคลที่คาบเกี่ยวกับตัวบุคคล ในมาตรา 54 ที่ขัดกับหลัก รัฐธรรมนูญ ก็เป็นประเด็นร้อน ที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งภาค รัฐจะต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ สอดคล้องกับหลักกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ที่ ณ วันนี้ เป็นที่ ประจักษ์ชัดว่า มาตรา 54 พ.ร.บ. ขายตรงและการตลาดแบบตรง ขัดกับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง ว่าด้วยเรื่อง การสันนิษฐานว่าผู้กระทำผิดคือผู้ บริสุทธิ์ ยกเว้นจะมีหลักฐานที่ สมบูรณ์เพียงพอ ประการที่สี่ หากดูตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ขายตรงและ การตลาดแบบตรง เป้าหมายก็ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจขายตรงมี ความเติบโตอย่างมั่นคง เป็น การสร้างงานสร้างอาชีพ ให้กับ ประชาชนทั่วไป รวมทั้งยังเป็นการ เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีความเข้ม แข็ง ดังนั้น กระบวนการในการ ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจขายตรง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยผู้ ที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจ ขายตรงอย่างลึกซึ้งเข้ามากำกับ ดูแล ดำเนินการเคียงคูกั่นไปกับ การควบคุมผู้ประกอบการให้เดิน อยู่ในกรอบของกฎหมาย เพราะหากองค์กรที่ทำ หน้าที่กำกับดูแล อ่อนแอ ขาด ประสิทธิภาพ ขาดความชัดเจนใน บทบาทของตนเอง ก็จะเป็น อุปสรรคที่ทำให้การพัฒนาธุรกิจ ขายตรง ไม่สามารถทัดเทียมกับ นานาประเทศได้


ประกอบกับ ในอีก 2 ปีข้าง หน้าประเทศไทยจะเข้าสู่ ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ความจำเป็นที่จะต้องสร้าง มาตรฐานทางธุรกิจร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานที่กำกับดูแลใน อาเซียน ก็จะต้องมีการหารืออย่าง ใกล้ชิดเพื่อหาทางลดขั้นตอน หรือ ปัญหาที่เป็นอุปสรรคของแต่ละ ประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความได้ เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน ณ วันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผล จากการที่ธุรกิจขายตรง ขาด หน่วยงานหรือองค์กรเฉพาะเข้า มาดูแล ทำให้การเตรียมความ พร้อมที่จะเข้าสู่ AEC ขาดการ ประสานงานเพื่อพัฒนาอย่าง จริงจัง ปัญหาหลักของธุรกิจขาย ตรงของไทย ไม่เพียงแต่ความไม่ ชัดเจนด้านกฎหมายเท่านั้น หาก แต่ยังมีปัญหาในเรื่องระบบฐานข้อมูล ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญใน การที่จะนำมาวิเคราะห์หรือวิจัย เพื่อพัฒนา


ดังนั้น ตรงนี้จึงเป็นเหตุผล ที่มีการดึงเอาสถาบันพยากรณ์ เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทย เข้ามาร่วมศึกษาปัญหาของธุรกิจ ขายตรง โดยวางบทบาทให้ทำ หน้าที่จัดระบบฐานข้อมูลธุรกิจ ใหม่ เริ่มจากการทำการวิจัยผู้ ประกอบการที่รับใบอนุญาต ทั้งหมด เพื่อศึกษาพฤติกรรมการ ทำธุรกิจ และค้นหาข้อมูลว่า จริง ๆ แล้วในระบบธุรกิจขายตรง มีผู้ประกอบการจริงกี่ราย นอกจากนี้ เพื่อเป็นการ สร้างฐานข้อมูลทางธุรกิจ ในด้าน มูลค่าทางการตลาด รวมไปถึง ยอดขายของผู้ประกอบการ ให้ สอดคล้องกับความเป็นจริง ศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ก็จะ ทำหน้าที่วิจัย เพื่อสร้างระบบฐาน ข้อมูลที่มีมาตรฐานและความน่า เชื่อถือมากขึ้น


คือเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่พูดกัน มานานแล้ว สำหรับตัวเลขมูลค่า ทางการตลาดที่เป็นจริงของธุรกิจ ขายตรง เนื่องจากที่ผ่านมา มีการ ให้ตัวเลขที่คลาดเคลื่อนจากความ เป็นจริง เป็นอันมาก ทำให้ไม่ สามารถรวบรวมข้อมูลภาพรวม ทั้งระบบได้อย่างถูกต้องและ แม่นยำ การที่เรารับอาสาเข้ามาก็ เชื่อว่าน่าจะทำให้การวิเคราะห์ หรือวิจัยการตลาดขายตรงตั้งอยู่ บนฐานข้อมูลที่เป็นจริงมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ประเมินดูก็คาดว่า จะใช้ เวลาไม่เกิน 6 เดือน คงจะมี รายงานชิ้นนี้ออกมา ดร.ธนวรรน์ พลวิชัย ผู้อำ นวยการศูนย์ พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ เป้าหมายหลักของการผลัก ดันเพื่อเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจ ขายตรงไทยเข้าสู่มาตรฐานมาก ขึ้น ไม่เพียงแต่เป็นการอำนวย ความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ในการดำเนินธุรกิจเท่านั้น หากแต่ ยังเป็นการเตรียมความพร้อม ทั้งในระดับ AEC หรือรวมไปถึง ตลาดในภูมิภาคอื่น ๆ ที่ ธุรกิจขาย ตรงไทยสามารถเข้าไปเปิดตลาด ได้ โดยเฉพาะที่กำลังเป็นที่ จับตามากที่สุดในเวลานี้ ก็คือ ตลาดขายตรงในประเทศจีน. ตลาดระยะเวลาที่ผ่านมา จีนนับเป็นประเทศที่ ปิดประตูทาง ด้านธุรกิจขายตรงมาช้านาน จน เป็นเหตุทำให้ผู้ประกอบการในจีน ต้องออกไปแสวงหาตลาดใน ประเทศอื่นเป็นจำนวนมาก แต่ ผ่านเข้าสู่ยุคของนาย สี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีคนใหม่ ธุรกิจขาย ตรง ดูจะได้รับความสนใจมากขึ้น


นายภูสิต เพ็ญศิริรอง ประธานศูนย์ อาเซียน สมาคมส่ง เสริมพัฒนาเศรษฐกิจ กวางตุ้ง- ฮ่องกง เปิดเผยกับ ตลาด วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ทาง เศรษฐกิจของจีนหลังเดือน มีนาคม 2556 เริ่มมีทิศทางที่ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทางการจีน เริ่มมีการ วางแผนทบทวนและวางนโยบาย ทางเศรษฐกิจระยะยาวใหม่ เกือบ ทุกด้าน โดยเฉพาะการทำธุรกิจ ขายตรงหลายชั้น MLM มีการ ประกาศชัดเจนว่า สามารถเข้ามา ทำธุรกิจในจีนได้ภายในปี 2559 การเปิดนำร่อง เริ่มต้นจาก จุดยุทธศาสตร์ในเขตเศรษฐกิจ พิเศษ 3 พื้นที่ด้วยกัน พื้นที่แรก ประกอบด้วย มา เก๊า เซินเจิ้น จูไห่ และฮ่องกง พื้นที่สอง ประกอบด้วย คุนหมิง และ 12 ปันนา ซึ่งถือเป็น พื้นที่ที่มีคนนับถือศาสนาอิสลาม เป็นจำนวนมาก ประกอบกับ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้เคียงกับ ประเทศไทย ทำให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นจุดยุทธศาสตร์ ที่น่าสนใจมาก พื้นที่หนึ่ง พื้นที่สาม ประกอบด้วย ซัว เถา ที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของ จีน เชื่อมต่อกับเกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่นทำให้ประเทศใกล้เคียง เหล่านี้ มีการเตรียมความพร้อมที่ จะเข้าไปเปิดตลาดขายตรงในจีน มาก่อนไทยแล้วทั้งสิ้น หากทางการจีนให้ธุรกิจ ขายตรง MLM เข้าทำตลาดได้ เชื่อ ว่า จะมีเงินสะพัดไม่ตํ่ากว่า 1 ล้าน ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่าง แน่นอน เพราะประชาชนในกลุ่ม 3 พื้นที่ มีประชากรรวมกว่า 200 ล้านคน อีกทั้งจีนยังมีแผนผลักดัน ให้ 3 พื้นที่เศรษฐกิจของจีนเชื่อม ทวีปเอเชียไวด้วยกันอีกด้วย นาย ภูสิต กล่าว สิ่งที่ทางการจีน คาดหวัง จากการเปิดธุรกิจขายตรง MLM จากประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกนั้น มี การกำหนดเงื่อนไขเอาไว้ว่า ผู้ ประกอบการจะต้องมีการเปิด โรงงานผลิตในประเทศจีน ควบคู่ ไปกับการดำเนินธุรกิจขายตรง เนื่องจากทางการจีนต้องการเห็น การนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามา รวมทั้งเป็นการจ้างงานให้พลเมือง จีนมีงานทำ


ตอนนี้ สหรัฐอเมริกา มี ความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยี และโนฮาวน์ รวมทั้งด้านเงินทุน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ได้เปรียบในด้านการลงทุนมากที่สุด แต่ อย่างไรก็ดี เมื่อไม่นานมานี้ ทางการจีน ก็เริ่มมีการผ่อนปรนใน เรื่องการเปิดโรงงาน ที่ไม่จำเป็น จะต้องทำควบคู่ไปกับธุรกิจขาย ตรง ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นโอกาสที่ ผู้ประกอบการขายตรงสามารถ ที่จะไปขยายตลาดหรือสาขาใน ประเทศจีนได้ นายภูษิต กล่าวถึง นโยบายของจีน ที่เริ่มมีการผ่อน คลายมากขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางการจีนมองธุรกิจขายตรง ไม่ ต่างอะไรกับการตั้งลัทธิ ที่มีการ ล้างสมองคนในประเทศ รวมไปถึง มีเรื่องที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับธุรกิจขาย ตรงบ่อยครั้งมาก ประกอบกับ วัฒนธรรมทางธุรกิจของขายตรงก็ มีรากเหง้ามาจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับจากทางการจีน


ธุรกิจขายตรง ได้รับการต่อ ต้านจากรัฐบาลจีนมาโดยตลอด ประการหนึ่ง เป็นผลมาจากความ หวาดระแวงในเรื่องความมั่นคง ประการต่อมา เป็นผลมาจาก การ ต่อต้านการดำเนินธุรกิจที่มีรูป แบบจากชาติตะวันตก สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นใน อนาคตนี้ เป็นที่คาดกันว่า ในช่วง ระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า การทำ ธุรกิจขายตรง จะเป็นที่ยอมรับ จากทางการจีนมากขึ้น ซึ่งหากยุทธศาสตร์ทางการ ค้า 10 +1 ซึ่งหมายถึงอาเซียน 10 ประเทศ รวมกับ จีน 1 ประเทศ มองในเชิงยุทธศาสตร์จะเห็นว่า ในระดับอาเซียน ไทยจะได้เปรียบ ประเทศอื่นมากที่สุด ประการสำคัญ หากมอง ในด้านความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ รวมไปถึงความร่วมมือ ทางการค้าไทย-จีน ก็ยังมีความ แน่นแฟ้น สามารถสร้างความ ยอมรับได้ไม่ยาก ปัญหาที่ต้องย้อนกลับมาดู ธุรกิจขายตรงในบ้านเรา ก็คือ จะ ทำอย่างไรให้มาตรฐานการดำเนิน ธุรกิจขายตรง MLM ของไทย เป็น ที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ถ้าจะแยกกลุ่มผู้ประกอบการจากต่างประเทศ ประเทศที่เข้ามาตั้งรกราก ประกอบธุรกิจขายตรงในเมืองไทยมาช้านาน ส่วนใหญ่จะสามารถอาศัยเครดิตจากรัฐบาล ของตนเอง เข้าไปลงทุนได้โดยไม่ จำเป็นต้องพึ่งรัฐบาลไทย แต่สำหรับผู้ประกอบการ ขายตรง ที่เป็นสายเลือดไทยแท้ ๆ ณ วันนี้ ยังต้องมีการปรับตัวกัน ขนานใหญ่ในทุก ๆ ด้านเริ่มตั้งแต่มาตรฐานในด้าน กฎหมาย ที่จะต้องเร่งแก้ไข กฎหมายให้มีความชัดเจน ทั้งใน ด้านกำกับและส่งเสริม เพื่อทำให้ ทิศทางของธุรกิจขายตรงก้าวเดิน ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ด้านศักยภาพของผู้ประกอบการ จะต้องสร้างองค์ ความรู้ในธุรกิจขายตรง อย่างเป็นระบบเริ่มตั้งแต่การกำหนด แผนการตลาดที่ชัดเจนและเป็นไป อย่างสร้างสรรค์ การกำหนด มาตรฐานสินค้า ที่จะต้องเป็น สินค้าที่มีคุณภาพ การพัฒนาทาง ด้านเทคโนโลยีในด้านการผลิตให้ ได้มาตรฐาน ตามหลักสากล


รวมไปถึงการพัฒนา บุคลากร เพื่อให้มีความรู้ความ เข้าใจ ในธุรกิจขายตรง MLM อย่างถูกต้อง สามารถนำไปใช้ ประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระบวนการใน การเปิดตลาดขายตรงสู่ประเทศ จีน จำเป็นอย่างยิ่ง ที่หน่วยงาน ภาครัฐ รวมไปถึงสมาคมผู้ ประกอบการขายตรง จะต้องร่วม มือกันในการคัดกรองผู้ประกอบ การดำเนินธุรกิจขายตรงแบบมือ อาชีพ และมีมาตรฐานเข้าไปสูต่างประเทศ เนื่องจากตลาดขายตรงใน ประเทศจีน ยังมีความอ่อนไหว และอยู่ในระหว่างการเรียนรู้หากเกิดความผิดพลาดหรือมีผู้ ประกอบการบางราย สร้างความ เสียหายให้กับประชาชนจีน ก็จะ ส่งผลเสียไปยังผู้ประกอบการที่ สุจริตต้องพลอยได้รับผลกระทบ ไปด้วย การเตรียมความพร้อมของ ผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับ มาตรฐานระดับสากล ถือเป็นเรื่อง เร่งด่วนที่ผู้ประกอบการและภาค รัฐ จะต้องผนึกกำลังกันในการวาง ยุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ในขณะเดียวกัน สิ่งที่จะ ต้องดำเนินควบคูกั่น ก็คือ การ เรียนรู้ในด้านกฎระเบียบหรือข้อ กฎหมายของทางการจีน ที่จะต้อง นำมาศึกษาร่วมกัน


ทั้งนี้ในการเซ็นสัญญา MOU ระหว่าง TDNA กับ ศูนย์ อาเซียนฯ ถือเป็นความร่วมมืออีก ก้าวหนึ่งที่สองฝ่ายจะได้ประโยชน์ ในการแลกเปลี่ยน และขยาย ความร่วมมือทางการค้าร่วมกัน โดยเฉพาะธุรกิจขายตรง ตลาด แบบตรง และแฟรนไชส์ ได้มีการ ทำกรอบข้อตกลงเบื้องต้นเอาไว้ ดังนี้ ประการแรก การลงนาม ว่าด้วยเรื่องการถ่ายทอดข้อมูล ความรู้ด้านเศรษฐกิจจีนที่มีผล ต่อการทำธุรกิจขายตรงและการ ตลาดแบบตรง รวมไปถึงธุรกิจ แฟรนไชส์ของคนไทย ประการที่สอง การคัดเลือก ผู้ประกอบการไทย ไปสำรวจ ตลาดลู่ทางการลงทุนในจีน ประการที่สาม TDNA จะ สนับสนุนช่วยเหลือด้านการ จัดการพี่อาร์ให้ศูนย์อาเซียนใน ประเทศไทย ประการที่สี่ การสนับสนุน ให้สมาชิกของ TDNA เข้าไปใช้ ประโยชน์ด้านสถานที่กับพันธมิตร ศูนย์อาเซียนทั้งในไทยและจีนโดย ได้รับสิทธิในราคาพิเศษเป็นต้น ทั้งนี้คาดว่า ความร่วมมือ ดังกล่าว จะช่วยให้บริษัทสมาชิก TDNA จะสามารถที่จะขยาย ตลาดเข้าสู่อาเซียนรวมทั้งจีนที่ เปิดตลาด MLM ในพื้นที่นำร่อง ทั้ง 3 พื้นที่ได้ง่ายขึ้น นี่คือ ปรากฏการณ์ครั้ง สำคัญของวงการธุรกิจขายตรง ไทย ที่กำลังถูกขับเคลื่อนจาก 4 พันธมิตร ในทุกมิติทุกเนื้อหาของ ธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการปรับตัวครั้ง ใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ


หากปัญหาอุปสรรค ได้รับ การตอบสนองจากภาครัฐ มีการ เอาจริงเอาจังกับผู้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย รวมไปถึงการวาง กรอบธุรกิจให้มีความชัดเจน ธุรกิจขายตรงจะมีบทบาทสำคัญ อีกช่องทางหนึ่ง ในการเสริมสร้าง เศรษฐกิจของไทยให้เข้มแข็ง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าธุรกิจใด


เพียงแต่วันนี้ คงต้องมาล้างบ้านให้สะอาดหมดจดเสีย ก่อนเพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ว่าธุรกิจขายตรงไทยคือ ธุรกิจสีขาว อย่างแท้จริง !!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยสนับสนุนสภากาชาดไทย สานต่อโครงการ One by One: ยิ้มสยาม ปีที่ 16







Siam-Smile-Photo-Release_70 (Mobile)


มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยสนับสนุนสภากาชาดไทย


สานต่อโครงการ One by One: ยิ้มสยาม ปีที่ 16


นายปรีชา ประกอบกิจ ประธานกรรมการ มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย (ที่ 3 จากขวา) พร้อมคณะกรรมการมูลนิธิ ร่วมมอบเงิน 490,000 บาท แก่นายพิชิต ศิริวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงานบรรเทาทุกข์และประชานามัยพิทักษ์ สภากาชาดไทย (ที่ 3 จากซ้าย) เพื่อสนับสนุนการผ่าตัดเด็กที่มีอาการปากแหว่งเพดานโหว่จำนวน 100 ราย ณ จังหวัดเพชรบูรณ์และจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งถือเป็นการตอบแทนบุญคุณของสังคมไทยที่มูลนิธิดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ภายใต้ชื่อโครงการ


One by One: ยิ้มสยาม

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : ศิรภัทร ภู่ดัด รองประธานฝ่ายการตลาด นีโอ ไลฟ์ ทางเลือกใหม่สู่ชีวิตที่ดีกว่า







Toey_0002 (Mobile)


ภาพในอดีตก่อนเจอธุรกิจแห่งโอกาส นีโอ ไลฟฯ หญิงแกร่งเลือดนักสู้ ศิรภัทร ภู่ดัด งานเป็นพนักงานประจำโรงงานในนิคมแหลมฉบัง เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งด้วยเป็นเด็กใฝ่ดีและมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษาหาความรู้ และเรียนดีตลอดมา จึงทำให้เธอได้รับเกียรตินิยมและถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลชีวิตที่เสมือนเป็นใบเบิกทางสู่สนามชีวิตจริงในการทำงาน


เริ่มต้นด้วยชีวิตด้วยการทำงานในโรงงานที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของเวลานานถึง 12 ปี และช่วงที่ทำงานนั้นเรียกได้ว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาด เพราะทำงานหนักมาก แต่ที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดใจที่สุดเห็นทีจะเป็นรายรับที่ไม่คุ้มค่าเหนื่อย เงินเดือนหลักสุดท้ายอยู่ที่ประมาณหมื่นกว่าบาท ผลสุดท้ายเมื่อรายได้ไม่พอเลี้ยงปากท้องตนเองและครอบครัว หรือมีเงินเก็บไว้ใช้ในยามคับขันได้ สุดท้ายก็ต้องตรากหน้าไปกู้เงินมาใช้จ่ายหมุนเวียน จนกระท่งกลายเป็นหนี้สินพอกหางหมูมากมาย หนำซ้ำงานที่ทำก็ยังย่ำอยู่กับที่ไม่มีโอกาสก้าวหน้าเลย แต่เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องก้มหน้าทำไป จนในที่สุดเมื่อเกิดความเครียดสะสมมากๆทำให้เธอมีปัญหาเรื่องสุขภาพตามา ป่วยไมเกรนที่สร้างความเจ็บปวดอย่างมาก


ฟ้าหลังฝน สู่ชีวิตใหม่ ที่ดีกว่า


หลังจากที่ ศิริภัทร ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของเวลาที่เบื่ออยู่นาน จนกระทั่งฟ้าเปิดทางส่างให้กับเธอเมื่อได้เจอกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่แผนกเดียวกันและปัจจุบันเธอคือประธานฝ่ายการตลาด ผการัตน์ พลายแก้ว ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเพื่อนคนนี้ก็มีทั้งหนี้สินและความเครียดไม่ต่างกัน ทั้งสองจึงช่วยกันหาทางออกของชีวิตด้วยการหาแหล่งกู้เงินเพื่อนำมาชำระหนี้แต่ละเดือน ทำอยู่นานถึง 4 ปี จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนอยู่ได้ไม่นานเพราะหนี้สินมากเหลือเกิน สุดท้ายพี่สาวของเพื่อนคนนี้ (รัตนาภรณ์ พลายแก้ว ประธานฝ่ายการตลาด) ได้ชักชวนทำธุรกิจ นีโอไลฟ์ฯ เพื่อปลดหนี้ พร้อมได้แนะนำให้ศิริภัทรได้ใช้ผลิตภัณฑ์ดีๆ ของนีโอไลฟ์ฯเพื่อนำไปดูแลสุขภาพ


ซึ่งในเริ่มแรกนั้นดิฉันไม่คิดว่าจะประสบความสำเร็จในธุรกิจขายตรงนีโอ ไลฟ์ฯ คิดเพียงตรงแค่อยากจะลองใช้ผลิตภัณฑ์ไปก่อน ยังไม้ทำธุรกิจอย่างจริงจัง แต่เมื่อหันมามองเพื่อน(ผการัตน์ พลายแก้ว) ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตไปมากมีทุกอย่างที่อยากได้จึงทำให้เธอต้องย้อนกลับมาทบทวนศึกษาธุรกิจอย่างจริงจัง


หลังจากเรียนรู้และทำความเข้าใจในธุรกิจมากขึ้นภายใต้หลักสูตรการสอนต่างๆ ที่น่าสนใจ ทำให้ ศิริภัทร เริ่มเข้ามาในการทำธุรกิจมากขึ้นเพราะด้วยตัวระบบของนีโอ ไลฟ์ฯ นั้นสามารถช่วยให้คนๆนึงที่เคยปิดกั้นตัวเองไม่ชอบธุรกิจขายตรงได้รู้จักมากขึ้นและทำไม่อยากอย่างที่คิดไม่ว่าจะมาจากไหนก็สามารถทำให้สำเร็จได้เหมือนกันจนในที่สุดเมื่อรายได้งานอดิเรกแวงหน้างานประจำเธอจึงได้ลาออกจากการเป็นสาวโรงงาน เมื่อปี 2552 และทุ่มเททำธุรกิจดั่งเป็นอาชีพจนถึงปัจจุบัน


ส่วนความสำเร็จบนเส้นทาง นีโอ ไลฟ์ฯ สิ่งที่ ศิริภัทร ได้รับในวันนี้ประการแรก ก็คือ อิสรภาพการทำงานไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร เปรียบเสมือนกิจการของตนเอง ที่สำคัญได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมา และกำไรชีวิตต่อมาคือ ได้เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศฟรีมากกว่า 10 ครั้ง โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสถ้าไม่ได้รู้จักกับนีโอไลฟ์ ฯ มันก็คงเป็นเพียงแค่ความฝัน อีกทั้งได้สัมผัสกับรางวัลชีวิตที่ทำให้ตนเองและครอบครัวมีชีวิตที่สุขสบาย มีรถเก๋งขับเหมือนคนอื่นเขา และล่าสุดได้ซื้อบ้านมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท และมีรายได้เข้ากระเป๋าต่อเดือนที่มากกว่าทำงานประจำในอดีตหลายเท่าตัว กับตำแหน่งปัจจุบันรองประธานฝ่ายการตลาด ของธุรกิจ กับนีโอ ไลฟ์ ฯ


สำหรับคตวามสำเร็จก้าวต่อไปของ ศิรภัทร เธอบอกว่าจะไม่หยุดที่จะเปิดโอกาสให้กับคนที่ด้อยโอกาสเหมือนกับเราในอดีต จะพยายามให้โอกาสกับคนอื่นๆ โดยแนะนำสิ่งที่ดีๆ ที่บริษัทกับนีโอไล้ฟ์ ฯ ทั้งในเรื่องของสุขภาพ และในเรื่องของการปลดหนี้สิน ที่เสมือน เป็นจุดเริ่มต้นที่เธอได้ก้าวมาด้วยสองเรื่องนี้ หรือหากเป็นเป้าหมายสู.สุดที่ต้องเดินไปให้ถึง ก็คือ จะนำพาทีมงานก้าวสู่ตำแหน่งใหญ่ประธานฝ่ายการตลาดกับนีโอไลฟ์ฯ ให้ได้มากที่สุดและเมื่อถึงวันนี้เธอก็จะมีความสุขกับความสำเร็จของตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ


วันนี้ดิฉันคิดว่า หากใครที่กำลังถึงจุดท้อแท้ที่สุดในชีวิตในเรื่องของความเจ็บป่วย หรือเรื่องราวของภาวะการเงินสับสน กับนีโอไลฟ์ฯ ขอเป็นทางเลือกที่จะช่วยท่านได้ เพียงขอแค่ท่านอย่าได้ปิดกั้นโอกาสดีๆ ที่เข้ามาสู่ชีวิต เพราะบางทีคนเราไม่ได้มีทางเลือกบ่อยๆ หรือบางท่านที่ชีวิตติดลบ ตั้งแต่เกิดเพราะฉะนั้นควรที่จะหยิบโอกาสที่ดีให้กับตัวเองบ้างเหมือนดิฉันในตอนแรกที่เกือบจะไม่ได้หยิบโอกาสนี้ไว้เพราะเหนื่อยล้าจากการทำงาน สุดท้ายวันนี้ดิฉันได้ประสบความสำเร็จใน กับนีโอ ไลฟ์ฯ ได้อย่างรวดเร็ว จึงอยากให้ทุกท่านเข้ามามีชีวิตใหม่และประสบความสำเร็จเหมือนกับตัวดิฉันค่ะ





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค นำผู้ประสบความสำเร็จออกทริปจัดเต็ม !! ใน "Amazing Pattaya"







IMG_0159 (Mobile)


บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด นำโดยคณะผู้บริหาร คุณ พงษ์กฤตย์ องค์ศิริวัฒนา กรรมการผู้จัดการ, คุณ นัทธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์และการตลาด และ อ.เสริมวิทย์ สิริพูนกิติกุล ที่ปรึกษาด้านการอบรมและบริหารสมาชิก ท่องเที่ยวจัดเต็มกับสมาชิกใน "Amazing Pattaya" ให้กับผู้พิชิตโปรโมชั่นท่องเที่ยวในประเทศทั้งหมด 73 ท่าน ที่ จ.ชลบุรี วันที่ 18-19 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์อาร์ทอินพาราไดซ์, Mimosa ที่เที่ยวแห่งใหม่บรรยากาศสุดชิค, นมัสการพระพุทธรูปแกะสลักหินเนื้อปูนที่ "เขาชีจรรย์", ไร่องุ่นซิลเวอร์เลค และตลาดน้ำ 4 ภาค กินหลากหลายเมนูอาหารทะเล พักที่โรงแรมชลจันทร์ พัทยา รีสอร์ท .. และมีกิจกรรม ประกวดการแต่งกายในธีมชาวเล และร่วมคาราโอเกะร่วมกัน นับเป็นทริปที่สนุกสนานและอบอุ่นในแบบ "ครอบครัวพระราม 9" สร้างพลังให้ผู้นำนักธุรกิจมีพลังพิชิตโปรโมชั่นหน้าทริปปักกิ่ง-กำแพงเมืองจีน


[gallery ids="17612,17613,17614,17615,17616"]

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค ตบเท้าร่วมงาน มติชนเฮลท์แคร์ 2013 ชู "ปาซินซุ่ย" และ "ซินแป๊ะฮ้อ" น้ำสมุนไพรจีนตำนาน 500 ปี ใช้เเล้วเห็นผล !!







IMG_1236 (Mobile)

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ได้มีโอกาสไปประชาสัมพันธ์ โดยการออกบูธแสดงสินค้าในงานมหกรรมสุขภาพ มติชนเฮลท์แคร์ 2013 งานแฟร์สุขภาพอันดับ 1 ของประเทศ ภายใต้แนวคิด "สู้โรคไร้พรมแดน" ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ห้องเพลนารีฮอลล์


ภายในงานพบกับกิจกรรมมากมายที่มาร่วมเติมเต็มความคุ้มค่าเพื่อคนรักสุขภาพ อาทิ เมืองสุขภาพดี ตรวจร่างกายฟรีกับ 16 สถานพยาบาลชั้นนำของประเทศ , ตรวจสุขภาพฟันฟรีกับคณะทันตแพทยศาสตร์จุฬาฯ จัดเต็มกับเสวนาสาระสุขภาพที่คุณต้องรู้ , นิทรรศการ สู้โรคไร้พรมแดน , 250 บูธ จำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุดเพื่องานนี้งานเดียว, แพคเกจสุขภาพราคาเดียว 500 บาทเท่านั้น, สอยดาวมหาสนุกลุ้นรางวัลมากมาย ,มินิกาชาดสัญจรบริจาคโลหิต ร่างกาย อวัยวะ ดวงตา สเต็มเซลล์ รวมทั้งฟรีฉีดวัดซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน และตรวจหาเชื้อแบคทีเรียและมวลสารตกค้างในทางเดินหายใจกับคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี


ส่วนบูธของ บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด บูธที่ A48 ได้มีกระแสตอบรับและผู้ที่ให้ความสนใจยาน้ำสมุนไพรจีน "ปาซินซุ่ย" และ "ซินแป๊ะฮ้อ" ตำนาน 500 ปี สกัดตามสูตรจากราชวงศ์จีนโบราณ สำหรับบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจ เสริมภูมิต้านทาน ปรับสมดุลให้ร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง เป็นอย่างดี ภายในบูธได้จัดให้มี การตรวจสุขภาพและให้คำปรึกษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน (หมอแมะ) ให้กับผู้มาร่วมงาน ฟรี!!! รวมไปถึงสัมผัสกับ 2 ตำรับยาน้ำสมุนไพรจีนอันล้ำค่า และกาแฟเพื่อสุขภาพ ที่นำมาให้ทดลอง ชิมฟรี!!! เพิ่มความสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า ให้กับผู้คนที่เยี่ยมชมบูธกันถ้วนหน้า


นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมบนเวที เสวนาในหัวข้อ ศาสตร์การแพทย์แผนจีน ด้วยสมดุล หยิน-หยาง ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การแพทย์แผนจีน มาให้ความรู้เรื่องศาสตร์ของ หมอแมะ ,หลักการสำคัญ ของสมดุลหยิน-หยาง,สาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บที่มักพบบ่อย และการบำบัดฟื้นฟู ปรับสมดุลด้วยยาสมุนไพร และประสบการณ์ของผู้ที่ใช้จริงมาเล่าชีวิตหลังจากป่วยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน จนมาพบกับ "ปาซินซุ่ย" และ "ซินแป๊ะฮ้อ" ของบริษัทพระรามเก้าเน็ตเวิร์คที่ช่วยพลิกชีวิตของเขาให้กลับมาเป็นแข็งแรงและสร้างชีวิตใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ไปตรวจเช็คสุขภาพพร้อมลิ้มลองผลิตภัณฑ์ตำรับยาอายุวัฒนะนี้ ที่มาพร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพรจีน และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอื่นๆ เพื่อคนรักสุขภาพที่มาร่วมงาน



[gallery ids="17596,17597,17598,17599,17600,17601,17602"]


"สมาพันธ์ขายตรง" ในใจ "TSDA"







941638_459979200750941_1718929102_n (Mobile)


4 สมาคม เท่ากับ 1 สมาพันธ์


นี่คือความคิดที่จะจับรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ในไทย มาตั้งเป็นสมาพันธ์ขายตรง ของนายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ TSDA คนใหม่ "ดร.สมชาย หัชลีฬหา" ประธานกรรมการบริหาร "บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด" และอดีตเลขาธิการ TSDA


ปัจจุบันวงการขายตรงไทย มีการรวมตัวของบริษัทขายตรงก่อตั้งเป็นสมาคมทั้งหมด 4 สมาคม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


สมาคมทั้ง 4 สมาคม มีแผนงานของใครของมัน มีวิธีการธรรมเนียมปฏิบัติที่ต่างกัน บริษัทขายตรงค่ายใดถูกใจแนวทางของสมาคมใดก็จะเลือกเข้าไปสังกัด หรือหากไม่ลงเอยในแนวทางของสมาคมที่มีอยู่ ก็จะตั้งตัวเป็นเอกราชไม่ฝักใฝ่ ฝ่ายใด


ความคิดที่ต้องการรวมตัวของสมาคมทั้ง 4 แล้วตั้งเป็น 1 สมาพันธ์ เป็นเรื่องที่มีผู้คิดอยู่ก่อนหน้าแล้ว แต่ที่มาโด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นคำแถลงต่อหน้าสื่ออย่างชัดถ้อยชัดคำของอดีตนายก "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" "อัศวิน วัฒนปราโมทย์"


ที่ประกาศชัดเจนว่า นโยบายของตนในการนั่งเป็นนายกสมาคมฯ ช่วงนั้น คือ การจับรวม 3 สมาคมที่มีอยู่เมื่อต้นปี 2555 และตั้งสมาพันธ์ขายตรงไทย


สุดท้ายแผนทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องล่มสลาย เมื่อสมาคมการขายตรงไทย มีการตั้งนายกสมาคมคนใหม่ และปฏิเสธที่จะร่วมวงตามการเปิดเผยของ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" จนนายก TDIA ออกลูกน้อยใจ ไม่ขอดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯอีกต่อไป พร้อมดึงบริษัทตนเองมาตั้งเอกราชไม่เข้ากับสมาคมใด


ล่าสุดวันนี้ วงการขายตรงไทย มีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 สมาคม คือ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" รวมปัจจุบันมี 4 สมาคม และในเวลาใกล้เคียง "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" มีการเลือกตั้งนายใหม่ที่มาพร้อมนโยบายที่ต้องการรวม 4 สมาคม ตั้งสมาพันธ์ขายตรง


การตั้งสมาพันธ์เป็นสิ่งที่หลายคนต้องการเห็น แต่ดูเหมือนเรื่องนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก หรือเท่ากับไม่มีเลย หากมองตามความเป็นจริง


เพราะการเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 และการมีบริษัทที่ไม่ต้องการร่วมกับสมาคมใดอีกหลายร้อยบริษัท เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่า วันนี้การปรองดองของธุรกิจขายตรงเกิดขึ้นได้ยาก ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ เลย


ประเด็นหลักที่ทำให้สมาพันธ์ขายตรงไทยเกิดขึ้นไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่ไม่ต้องการ ตรงกันข้ามเสียงส่วนใหญ่ต่างมีความคิดในใจที่อยากรวมตัว เพื่ออำนาจต่อรองกับภาครัฐที่มากขึ้นอย่างมหาศาล รวมทั้งหากรวมกันได้ ก็เท่ากับว่าธุรกิจขายตรงไทย จะออกไปสู้กับธุรกิจขายตรงโลกได้อย่างไม่เสียเปรียบ


แต่ที่ทำให้สิ่งนี้ยังเกิดขึ้นไม่ได้ คือ ความคิดแปลกแยก การจะให้ใครมาเป็นผู้นำโดยที่ไม่ใช่ตนเอง เป็นเรื่องที่รับได้ยาก สิ่งนี้คือปัจจัยหลักของปัญหา ทำให้เห็นว่าสมาพันธ์ขายตรงเป็นเรื่องนามธรรม ยากแสนยากที่จะให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างจริง


โดยทางออกที่พอจะมองเห็นคือ ให้ผู้ใหญ่ที่ใหญ่จริง อาจเป็นคนของรัฐจัดการหักดิบ มัดรวมทุกสมาคม แล้วตั้งสมาพันธ์ขายตรงไทย คัดเลือกคนกลางที่มีความรู้ด้านขายตรง เป็นอย่างดีขึ้นมาเป็นหัว


สำคัญ คือ การล้างบางอำนาจเก่าที่เคยมีกับทุกสมาคม และกับภาครัฐให้สิ้นซาก




Credit By :http://www.siamturakij.com


ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : "เอปูเซ่" ยกเลิกแผนสายอ่อน-แข็ง ผุดสูตรใครทำใครได้ตัดปัญหาผู้นำทิ้ง







epousee (Mobile)


"เอปูเซ่" สุดทน! แม่ทีมย้ายค่าย หอบลูกทีมหนี เตรียมสร้างระบบบริหารแบบใหม่ เพิ่มหลักสูตรอบรมจิตวิทยา พร้อมปรับแผนจ่าย ตัดเรื่องสายอ่อนสายแข็งทิ้งลงไปเน้น ที่ใครทำมากได้มาก หวังบริษัทไม่ต้องพึ่งแม่ทีมมากเกินไป ด้านตลาดอาเซียนลุยเปิดศูนย์ธุรกิจที่ประเทศลาวเป็นรายแรกแถมฝันใหญ่บุกจีน


นายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงจนปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยรับรองได้ว่า บริษัทมีความมั่นคงยั่งยืนพร้อมจะเติบโต ไปอย่างมั่นคงแน่นอน ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกอยู่ที่ 100,000 รหัส ถือว่าภาพรวมอยู่ในขั้นน่าพอใจเป็นอย่างมาก แม้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม


"ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ในช่วงการปรับการบริหารใหม่ เพราะได้เกิด ปัญหาเรื่องของแม่ทีมย้ายค่ายหนีไปอยู่บริษัทอื่น และได้ดึงลูกทีมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทปวดหัวกับเรื่องนี้พอสมควร จึงจำเป็นต้องหาทางรับมือขึ้นมา โดยจะเน้น การสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่และให้สมาชิกที่ทำธุรกิจ ฝึกคิดให้เป็น สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งแม่ทีมเหมือนแต่ก่อน"


"บริษัทจึงได้เน้นการสร้างรากฐานใหม่ ใช้การบริหารเรื่องจิตวิทยาเข้าไปมากๆ เพื่อให้สมาชิกมีกำลังใจและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้ ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า ASS และ APS เป็นหลักสูตรจิตวิทยา เพราะหากพึ่งแม่ทีมอย่างเดียว เวลาแม่ทีม เกิดย้ายค่ายไปก็มักจะตามไปด้วย หรือไม่ก็ล้มเลิกไม่ทำเลยก็ได้ บริษัทจึงได้คิดโปรแกรมตั้งสมมติฐานว่า ใครเกี่ยวกับธุรกิจของเราบ้าง อย่างเช่น ผู้บริโภคต้องมีคุณภาพดี คนขาย บริษัทจะต้องดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็น กำไรจากการขายปลีก และรายได้อื่นๆ"


"มนตรี" ประธานใหญ่ "เอปูเซ่" ได้กล่าวต่อว่า "ตอนนี้บริษัทได้ใช้ระบบ "ไบนารี่" ในการทำแผนตลาด แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะไม่ให้มีคะแนนจากสายแข็ง และ สายอ่อน แต่จะขึ้นอยู่ที่สมาชิกคนไหนทำได้มากกว่ากัน ซึ่งจะเน้นให้บริหารการขายเองมากขึ้น คือลูกทีมสามารถอยู่ได้ แม่ทีมไม่ต้องมากำหนด เพราะเวลาที่แม่ทีมย้ายค่ายไป จะทำให้ลูกทีมยังดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไปได้เอง"


ในส่วนของแผนตลาดปี 2556 นั้น บริษัทจะเน้นสร้างนักขายให้มีคุณภาพ สามารถออกไปทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีรางวัลที่บริษัทเตรียมมอบให้ แก่สมาชิกที่ทำยอดขายได้สูงๆ


ส่วนในเรื่องของผลิตภัณฑ์ บริษัทมีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ เครื่องดื่ม, อาหารเสริม, สมุนไพร และบำรุงผิว โดยสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพร ที่ชื่อ "คาวาริ" ค่อนข้างที่จะขายดี เรียกได้ว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก มียอดขายสูงถึง 60-70% ของยอดขายรวมบริษัท


อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความมั่นใจว่า สิ้นปี 2556 จะต้องมียอดขายอยู่ที่ 250 ล้านบาท ส่วนฐานสมาชิกจะต้องขยายเพิ่ม ไปอย่างน้อย 150,000 รหัสขึ้นไป ขณะที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รามคำแหง ซ.30 และ ยังมีสาขาอยู่ที่อุดรธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี จะสังเกตได้ว่า กลุ่มฐานสมาชิกจะอยู่แถวภาคใต้ ส่วนที่สมาชิกไปเปิดเป็นศูนย์จำหน่ายเล็กๆ มีอยู่ประมาณ 25 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ


นอกจากนี้ ประธานใหญ่ "เอปูเซ่" ได้กล่าวถึงแผนรับมือเออีซีว่า "ผมเชื่อว่า การรวมตัวประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจเครือข่าย ตอนนี้บริษัทได้เข้า ไปสร้างเซ็นเตอร์ใกล้ๆ อย่างลาว ที่กรุงเวียงจันทน์ก่อนหน้านี้แล้ว และเตรียมที่จะไปขยายเครือข่ายต่ออย่าง กัมพูชา และพม่า ที่สำคัญเรายังมีเซ็นเตอร์อยู่ที่ประเทศออสเตรเลียด้วย โดยประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เราได้นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายอยู่ตลอด และคิดว่าจะทำการศึกษากฎหมายให้ละเอียด เพื่อเปิดเซ็นเตอร์ที่นั่นให้ได้"




Credit By :http://www.siamturakij.com


รู้เขา...รู้เรา!! สแกนพลังงานขายตรงไทย เดินหน้าปักธงรบตลาด AEC







630 (Mobile)


เป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 (ปี ค.ศ. 2015)ของการเปิดประตูสู่ ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศในแถบอาเซียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ 1. ประเทศไทย 2.อินโดนีเซีย 3.มาเลเซีย 4.สิงคโปร์ 5.บรูไน 6.ฟิลิปปินส์ 7.เวียดนาม 8.ลาว 9.พม่า และ10.กัมพูชาเพื่อก้าวไปสู่ การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งการหลอมรวมพลังครั้งนี้เพื่อช่วยกันยกมาตรฐานสินค้าภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน


เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วไป และรวมถึง ธุรกิจเครือข่าย ที่นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ เวลานี้ได้มีการปักธงรบและขยับตัวเองในการวางแนวทางการทำงานให้สอดรับกับตลาดใหม่นี้ย่างคึกคัก


อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตามองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก และเวลานี้แม้จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการแต่ก็มีบริษัทขายตรงที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หรือหากจะไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์หนึ่งสัญชาติไทย นัมเบอร์วัน


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เวลานี้ได้ตระเตรียมตัวเองด้วยการเร่งขยายอาณาจักรตัวเองเปิดตัวรุกตลาดอาเซียนมาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้โดยนำร่องในเฟสแรกขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศพม่า กัมพูชาและมาเลเซีย อีกทั้งได้เล็งทำเลทองต่อเนื่องอีกหลายประเทศ หรือหากเป็นในส่วนของเนื้องานที่ได้วางไว้นั้นกิฟฟฟารีนเองก็ได้มีการเตรียมแผนงานรองรับ กับ AEC ไว้อย่างดิบดีนั้นก็คือแผนแรกการเฟ้นหาสินค้าที่เหมาะสมกับประเทศใดในกลุ่มอาเซียน ต่อมาแผนที่สองวิธีการทำตลาดทั้งในเรื่องของการส่งออกและการนำเข้าให้สอดรับกับประเทศนั้นๆและทุกอย่างต้องมีการปรับตัวและตามให้ทันกับโอกาสที่ดีทางธุรกิจในอนาคตข้างหน้าที่สำคัญ คือการเร่งพัฒนาศักยภาพการทำงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนให้สามารถบุกตลาดดังกล่าวได้อย่างมั่นใจ


ยักษ์ขายตรงต่อมา บริษัทนู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงเดินหน้าอัดแน่นกลยุทธ์การตลาดรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่ให้เกิดขึ้น โดยจะมุ่งให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้นทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มกำลังโดยยังคงจุดยืนที่มุ้งเน้นการชู นวัตกรรมแห่งการชะลอวัย ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพ ภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร MASS Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยมีเป้าหมายความสำเร็จปีนี้ด้วยยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และเพื่อแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่เคยประกาศไว้


ข้ามห้วยมาที่ดงขายตรงย่านรัชดา บริษัท จอยน์ แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด


ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังโดยในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไปลงทุนเฉพาะประเทศที่ติดกับไทยเป็นหลักก่อนเพราะต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ โดยรูปแบบของการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่นในพม่าอาจะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาระหว่าง J&C กับนักลงทุนในประเทศ แต่ในกัมพูชาบริษัทสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ 100 % เลย ส่วนในลาวอาจจะเข้าไปถือหุ้นร่วมกับบริษัทในประเทศตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนด เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่มีนักลงทุนท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นด้วย แต่การบริหารจัดการทั้งหมดก็ยังเป็นบริษัทในไทย


ลุยสุดตัวไม่แพ้กันสำหรับ ยักษ์ขายตรงสัญชาติไทยแท้ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด หลังประสบความสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์การตลาดแบบป่าล้อมเมืองที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีผู้นำขึ้นรับรางวัลต่อเดือนนับพันคน และเพื่อสานต่อเป้าหมายใหญ่ของการรุกตลาดเออีซีเพื่อสร้างอาชีพให้กับคนทั่วโลก ทำให้ปัจจุบัน นีโอไลฟ์ฯ ได้มองการณ์ไกลเริ่มมีการขยายธุรกิจของบริษัทออกไปสู่พี่น้องประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคอาเซียน สู่ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ จีน (เซี่ยงไฮ้) การดำเนินงานของบริษัทมีความคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจขายตรงของคนอาเซียนที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าและให้ประชาชนของเรากินอยู่ดียิ่งๆขึ้นไป


เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 11 ได้เป็นอย่างดีสำหรับ บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับการประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจด้วยการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ ล่าสุดยูนิซิตี้ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยการเปิดสำนักงานยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญ อีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธรกิจของยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญอีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธุรกิจของยูนิซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชากรในประเทศนั้นๆ มีรายได้รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของการทำงานร่วมกันของเครือข่ายยูนิซิตี้ในประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยูนิซิตี้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทางด้าน


บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด


ประกาศขอปูทางสู่ประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับประเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและทั้งประเทศไทยร่วมกันผลักดันความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันได้ใช้ฐานประเทศสิงคโปร์เป็นฮับ หรือศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของซินเนอร์จี้ นอกจากนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้แก่นักธุรกิจได้เรียนรู้ในเรื่องของสินค้า เพิ่มเติมบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทริปเดินทางไปสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม กับทางผู้เชี่ยวชาญให้สามารถแนะนำและขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นการเตรียมตัวในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


ส่วนข้ามชาติ บริษัท อาเจล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด แม้ว่าจะเจออุปสรรคทางธุรกิจหลายระลอก แต่ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงทุกวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าอาเจลนั้นมีดีเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์ของอาเจลต่อจากนี้ไปเพื่อให้สมาชิกสามารถออกไปขยายธุรกิจได้ง่าย ได้วางแนวทางการทำงานที่ยังคงเน้นการทำงานพื้นฐาน เช่น การจัด Small Group Meeting และการจัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ เพื่อสร้างสายเลือดใหม่ของอาเจลขึ้นมา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการเติบโตอย่างมั่นคงและทันช่วงเปิด AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 58 อย่างพอดิบพอดี


อีกหนึ่งค่ายคลื่นลูกใหม่มาแรง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด หลังโชว์ไม้เด็ดยุทธศาสตร์การตลาดแบบคลื่นกระทบฝั่งดันธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วยังได้เดินหน้าพัฒนาตัวเอง ด้วยการเปิดการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องระบบไอที ทีได้ทุ่มงบราว 10 ล้านบาทพัฒนารอบด้าน จำทำสื่อข้อมูลบริษัท ผ่านทางเว็บไซต์รวมทั้งสิ้น 12 ภาษาด้วยกัน อีกทั้งยังได้เตรียมปรับปรุงและพัฒนาส่วนของฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกอย่างชัดเจนกว่าเดิม สามารถแยกสมาชิกต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบรายชื่อหรือสานต่อธุรกิจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่จะลงใหม่นี้สามารถลองรับได้ถึง 100 ล้านรหัส ด้านขายตรงน้องใหม่ผู้บริหารมือเก๋า บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลดฺ ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเปิดรับ AEC และการตลาดในยุคดิจิทัล ด้วย Application อัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในเครือข่ายขายตรงไทย สมาชิกสามารถ สปอนเซอร์ เช็คยอด และสั่งซื้อสินค้าผ่าน Application ทั้งบนมือถือ และแท็บเลต ระบบ IOS จึงทำให้สมาชิกสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั่วมุมโลก และบริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด (BWL) ก็คึกคักไม่แพ้กันหลังจากที่เวลานี้ผู้บริหารบริษัทแม่ประเทศ สิงคโปร์ ได้เปิดไฟเขียวรอรับไว้อยู่แล้ว ด้วยการขยับส่วนของสำนักงานใหญ่ ตลอดรวมถึงการขยายโกดังเก็บสินค้าและระบบขนส่งที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าหากบริษัทขายตรงรองรับการทำงานที่ครอบคลุม มีระบบไอทีที่ดี ก็จะได้เปรียบทางธุรกิจและนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเวลานี้บริษัทได้มีการบอกต่อสมาชิกหรือผู้นำให้มีความเตรียมพร้อมรอบด้านที่จะเปิดรับการแข่งขันทางการตลาดอย่างเสรีด้วยเช่นกัน


แลดูคึกคักตั้งแต่ต้น สำหรับน้องใหม่ทุนหนา บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ที่ได้วางเป้าสร้างกระแสความรับรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ออกไปขยายตลาดในประเทศลาว และกัมพูชาโดยร่วมกับภาครัฐในการออกบูทในประเทศดังกล่าว อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาได้ไปอออกบูทร่วมกับภาครัฐในงาน Thailand Trade Exhibition 2013 ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ต่อด้วยกลางเดือนเดียวกันนี้ ในงาน Thailand Health & Beauty Zone ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค และต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ในงาน Lao-Thai Trade Fair 2013 ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค นครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ตลอดจนขายตรงน้องใหม่ บริษัท วิลเลนดรยอฟ จำกัด แม้จะเพิ่งเข้ามาลิ้มลอง ตลาดขายตรง แต่นับได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจ ประหนึ่งมืออาชีพ ซึ่งเป็นเพราะว่าได้คลุกคลีในการทำตลาดเครื่องสำอางมานานและรู้ถึงความต้องการทางตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนการเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เช่น สปป.ลาว,พม่าและกัมพูชานั้นเนื่องจากฐานตลาดกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวยังไม่ค่อยคุ้นเคยการทำธุรกิจแบบขายตรง ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงแรกของการเข้าไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะทำในลักษณะขายตรงชั้นเดียวไปก่อน ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพื่อเป็นการปูฐานผู้บริโภคไว้ก่อน ซึ่งเมื่อเปิด AEC บริษัทก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากขายตรงชั้นเดียวมาเป็นขายตรงหลายชั้น


ทิ้งท้ายดูความพร้อมธุรกิจขายตรงชั้นเดียว(SML) แบรนด์ดังอย่าง มิสทีน บริษัทบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้ก็ได้ทุ่มสุดตัวซึ่งหลังจากที่เริ่มขยายตลาดเข้าพม่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมียอดขาย 500 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์นักธุรกิจลาวตั้งบริษัทใหม่ที่ประเทศลาวพร้อมทั้งจะมีการเปิดโชว์รูมเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้บริโภค และในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มเติม และคาดว่าในช่วงกลางปีนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อรองรับเออีซี ด้วยเช่นกัน โดยจะพิจารณาถึงความพร้อมในส่วนของวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนได้มากกว่า 10% ขึ้นไปถึงจะสามารถลงทุนได้


ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงที่มีความตื่นตัวทางธุรกิจในการเตรียมรุกตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในอีก2ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ของธุรกิจขายตรงไทย เราขอเป็นกำลังให้กับทุกค่ายและทุกคนในการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าธุรกิจขายตรงไทย...ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : ไทยเฮลท์ คลื่นสุขภาพสู่โมเดลขายตรงยุคใหม่







03 (Mobile)


ขึ้นชื่อว่าธุรกิจขายตรง หรือธุรกิจเครือข่ายเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนบางคนที่เพียงแค่ได้ยินสรรพนามธุรกิจนี้แล้วมีความรู้สึกแอนตี้ปิดใจ อุดหูที่จะรับฟังเรื่องราวต่อไปได้อีกเพราะมองเป็นธุรกิจขายฝันน่าเบื่อเพราะไม่ชอบให้ใครมาตื้อง้องอนขายสินค้า ส่วนตนเองก็ไม่ชอบไปตื้อใครให้ซื้อสินค้าเช่นกัน แต่บนเส้นขนานเส้นนี้ก็ยังมีกลุ่มคนมากมายที่เลือกปักหลักชีวิตทำอาชีพขายตรงและสานฝันให้กับใครหลากหลายคนกลายเป็นเศรษฐีใหม่ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว หากคนๆนั้นเปิดใจที่เรียนรู้และลงมือทำอย่างมีเป้าหมายชัดเจนภายในองค์กรหรือบริษัทที่ใสสะอาดเกิดมาเพื่อทำธุรกิจขายตรงออย่างแท้จริง!!!


แต่หากวันนี้ธุรกิจขายตรงไม่ใช่เส้นทางที่ฝันไว้ของใครหลายคนแต่คุณอยากทำธุรกิจที่ท้าทายสนุกละมีรายได้มั่นคง ปักษ์นี้ขอนำเสนอให้ท่านได้รู้จักกับ บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่มีเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วประเทศ นำทัพบริหารโดยคนวัยมันส์ คุณพันธ์ยศ อัครอมรพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยเฮลท์ จำกัด ที่ ได้พกพาความคิดที่แหวกแนวอย่างไม่รู้จบมาสานต่อธุรกิจและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีที่สำคัญสามารถตอบโจทย์ความต้องการทางการตลาดและผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง


โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจของผู้นำธุรกิจน้ำเห็ดเพื่อสุขภาพ ไทยเฮลท์ ปัจจุบันเปิดดำเนินธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 4 เป็นบริษัทขายตรงลูกผสมสื่อ ที่ได้สร้างจุดแข็งทางการตลาดอย่างโดนใจผ่านเครือข่ายวิทยุชุมชนที่มีอยู่กว่า 300 สถานีครอบคลุมทั่วประเทศ และเพื่อเข้าถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้น ไว้วางแผนรุกตลาดในปี 2556 ด้วยการขยายเครือข่ายสถานีวิทยุชุมชนไปสู่สถานีหลักได้ทั้งหมด 12 คลื่นหลัก และเพิ่มอีก 1 ช่องรายการโทรทัศน์ระบบดาวเทียมผ่านทางช่อง 80 ของระบบ C-Band (จานดำ) ในชื่อ สวัสดีเมืองไทย มาช่วยเสริมทัพความแข็งทางธุรกิจ


ส่วนรูปแบบการลงทุนของธุรกิจไทยเฮลท์ มีความน่าสนใจไม่น้อย โดยเดเบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ


แบบที่1. ผู้ลงทุนที่มีคลื่นสถานีหรือสื่อวิทยุอยู่ในมือถือสามารถติต่อขอร่วมธุรกิจได้ทันที และแบบที่2 สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ที่ต้องการก้าวมาเป็นผู้ประกอบการมรธุรกิจเป็นของตนเองลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท อยู่ในระดับผู้จัดการศูนย์สามารถเปิดช่องรายการวิทยุชุมชนได้ 1 สถานี บริษัทจะต้องรองรับด้วยระบบการทำงานรอบด้าน ฝึกอบรมดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ที่ถือเป็นกลยุทธ์กระชากใจให้ร่วมลงทุน ก็คือ การการันตีธุรกิจจากบริษัท หากตัวแทนจำหน่ายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือสินค้าจำหน่ายไม่หมดบริษัทยินดีรับคืน และจากความใจป้ำที่แสดงถึงความโปร่งใสในการทำธุรกิจได้ผลักดันให้ยอดขายไทยเฮลท์เติบโตขึ้นเป็นลำดับ อย่างเช่นปีที่ผ่านมา (2555) มียอดขายสูงถึง 100 ล้านบาทตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และปีนี้ได้วางเป้าหมายใหญ่ในการเกี่ยวยอดขายที่ 500 ล้านบาท


สำหรับสินค้ามี่ ไทยเฮลท์ นำมาจำหน่ายยังคงมุ่งเน้นสินค้าหลักกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นำร่องด้วยเห็ดสกัดเพื่อสุขภาพ มัชรูม พลัส (MushRoom Plus) ต้นตำหรับน้ำเห็ดสกัด ที่ถือเป็นสินค้าเรือธงในการเปิดตลาดสร้างรายได้หลักมากถึง 50 % นอกจากนี้ที่ผ่านมาได้ขยับไลน์สู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เฉพาะกลุ่มได้แก่ วี-เอ็ม พลัส สำหรับผู้ชาย ยูเลดี้ สำหรับสตรี อีกทั้งในปีนี้บริษัทไทยเฮลท์ ยังได้เตรียมขยายตลาดสู่สินค้าใหม่ๆ อีกนับ 10 รายการ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายตลาดผู้สูงวัยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ


การที่ตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ เป็นเพราะว่า รูปแบบธุรกิจเป็นโมเดลการตลาดยุคใหม่ที่น่าสนใจ อีกทั้งมองว่าธุรกิจไดเร็คเซลล์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการทำงานในรูปแบบเดิมๆ ทำให้ ไทยเฮลท์ ได้ลุกขึ้นมาสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ ด้วยการสร้างเครือข่ายเน็ทเวิร์คผ่านสื่อยุคใหม่ ที่เสมือนเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนในแต่ละภูมิภาค ซั่งได้รับผลตอบรับดีมากเพราะเป็นโมเดลธุรกิจที่ง่ายต่อการทำงาน และตัวสินค้าสามารถตอบโจทย์ด้านสุขภาพเห็นผลชัดเจน


ปัจจุบัน ไทยเฮลท์ มียอดผู้แทนจำหน่ายกว่า 1,000 รายการผ่านโปรแกรมท่องเที่ยวและโบนัสพิเศษมากมาย ส่วนในปีนี้ได้วางแคมเปญ ไทยเฮลท์จัดเต็ม แจกรถ 9 คัน รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และแคมเปญท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกหลายทริปด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นแรงผลักดันและเป็นรางวัลให้กับตัวแทนจำหน่ายที่มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ


อย่างไรก็ตาม นอกจาก ไทยเฮลท์ จะใส่ใจสุขภาพกายด้วยผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดสุขภาพหนึ่งเดียวในไทยแล้วยังได้สูบฉีดหัวใจสมาชิกผู้แทนจำหน่าย และผู้บริโภคคนรักษาสุขภาพทั้งหลาย ด้วยกิจกรรมสีสันตลาดที่เร้าใจตลอดทั้งปี อย่างเช่นล่าสุดกับ คอนเสิร์ตวัยรุ่นสุดแนว เรดิโอ โอเค คลื่นสถานีวิทยุสุดฮอต ในเครือบริษัทฯ จับมือค่ายเพลง บีลีฟเรคคอร์ด (Believe Records) จัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของ 25 Hours ภายใต้ชื่อ คอนเสิร์ต รถจักรยานยนต์ฮฮนด้า Present25hours Colour in Live by Believe Records & Radio OK และ 25Hours ได้ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก ในวันเสาร์ที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมาได้กระแสตอบรับดีเกินคาด





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556