ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แชร์ลูกโซ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แชร์ลูกโซ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ห้ามพลาดสัมมนา 'ขายตรง'







success-in-mlm (Mobile)

 


เมื่อสัปดาห์ก่อนได้เขียนถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้รีบกำราบขบวนการ "แชร์ลูกโซ่" ที่แอบแฝงใน "ธุรกิจขายตรง" บางทีแอบแฝงการชักชวน ด้วยวิธีการหว่านล้อมให้ผลตอบแทนเป็นจำนวนมากแก่ชาวบ้าน


ชาวบ้านหลงเหลี่ยมพวกขบวนการดังกล่าวนี้ ต้องขายที่นา จำนองบ้าน เพื่อเอาเงินมาลงทุน สุดท้ายต้องตกเป็น "เหยื่อ" อันโอชะล่าสุด! กลุ่มคนพิการกว่า 500 คน โร่แจ้งความดำเนินคดี เล่นแชร์ลอตเตอรี่ ถูกขบวนการพวกนี้ "โกง" เป็นพันล้านบาท ไม่ยอมจ่ายค่าผลตอบแทนให้ตามสัญญา อันนี้เป็นเคสสดๆ ร้อนๆ ที่ชาวบ้านกำลังโดนพวกขบวนการ "แชร์ลูกโซ่" หลอกให้เสียทรัพย์ ที่มันน่าเจ็บใจแทน ดันไปต้มตุ๋นกับ "คนพิการ"ถือเป็นอุทาหรณ์ เตือนสติชาวบ้านที่กำลังคิด "เข้าไปลงทุน" กับพวกที่หว่านล้อมให้ผลตอบแทนสูงๆ


บอกได้คำเดียว ไม่มีมนุษย์หน้าไหน กล้าให้ผลตอบแทนมากมายก่ายกองขนาดนั้น มันเป็นเรื่องอุปโลกน์ให้เหยื่อตายใจนั่นเอง!!!


ตรงนี้คงต้องให้ทางหน่วยงานภาครัฐรีบเข้าไปช่วยเหลือด่วน เพราะนับวัน หาก "ไม่เชือดไก่ ให้ลิงดู" มีหวังขบวนการ "แชร์ลูกโซ่" มันต้องเกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด แม้วันนี้จะเล็ดลอดสายตาเจ้าหน้าที่ไปบ้าง


กลับเข้ามาสู่โหมดเบาๆ "หนังสือพิมพ์บ้านเมือง" ผนึกกำลังกับ "นิตยสารบิส พลัส" เตรียมจัดงานสัมมนา "ทำธุรกิจขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย" ขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม 2556 นี้ นับถอยหลังเหลือไม่ถึง 10 วัน ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น


ถือเป็นนิมิตหมายใหม่วงการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะเป็นสื่อรายวันเล่มแรก ที่กล้าจัด กล้าทำ ได้รวบรวมหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่โดยตรงกับ "ธุรกิจขายตรง"


ไม่ว่า กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, คณะกรรมการอาหารและยา และกรมสรรพากรรวมไปถึงภาคเอกชน ที่จะเข้ามาร่วมวงเสวนาในครั้งนี้


โดยเฉพาะพูดคุยเจาะลึกประเด็นร้อนที่ผู้ประกอบการขายตรง อยากรู้ อยากถาม ว่าตัวเองทำธุรกิจถูกต้องตามกฎกติกามารยาทหรือไม่


มีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น!!!


ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง


เพราะอย่างที่เกริ่นตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะประเด็น "แชร์ลูกโซ่" ที่กำลังเป็นกระแสความสนใจในเวลานี้ จะได้รับทราบข้อมูล โดยฝ่ายที่รับผิดชอบโดยตรงในคดี "แชร์ลูกโซ่" จากดีเอสไองานนี้ พวกขบวนการขี้ฉ้อ คงต้องหนาวๆ ร้อนๆ เพราะแว่วว่า ดีเอสไอ เขาจะเอาจริงเอาจังกับพวกที่ทำธุรกิจขายตรงไม่ตรงตามวัตถุประสงค์


บอกได้คำเดียว "ห้ามพลาด" นะครับ


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ถึงเวลากวาดล้าง 'แชร์ลูกโซ่' !!!







tnews_1289108706_4520 (Mobile)

 


การหลอกลวงตุ้มตุ๋นในรูปแบบต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ตและการโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และการใช้บุคคลใกล้ชิด เช่นญาติพี่น้อง บอกต่อ ชักชวนมาลงทุน เป็นสมาชิกเพื่อหลอกเอาเงินมีหลายรูปแบบมีมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันยากที่จะควบคุม ซึ่งเหยื่อมักจะหลงเชื่อ เพราะผู้ที่มาหลอกเป็นบุคคลที่ตัวเองไว้วางใจและเกรงใจจึงตกเป็นเหยื่อ


ฉบับที่แล้วได้นำเสนอข้อมูล "เท่าทัน แชร์ลูกโซ่" ขบวนการที่เกิดขึ้นในวงการ "ขายตรง" ที่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดในปัจจุบันนี้ แต่ก็ยังหลบหลีกพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้   ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปสอบถามข้อมูลเชิงลึกกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงเรื่อง "แชร์ลูกโซ่" ที่เข้าข่ายในการกระทำผิดกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายควบคุมคดีแชร์ลูกโซ่ ป.อ. มาตรา 434 (ฉ้อโกงประชาชน) 2.พ.ร.ก. กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2534 3.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2541 4.ประมวลรัษฎากร พ.ศ.2481 มาตรา 37 5.พ.ร.บ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 และ 6.พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 47, 49, 50, 51


กรณีที่ทางดีเอสไอหยิบยกขึ้นมา ถือว่า บริษัทขายตรงที่กำลังดำเนินการในลักษณะดังกล่าวนี้ เข้าข่าย "ผิดกฎหมาย" เต็มๆในเวลานี้ มีชาวบ้านที่เดือดร้อนกับการเข้าไปลงทุน (แชร์ลูกโซ่) ต่อ ดีเอสไอ ทยอยเข้ามาร้องเรียนต่อดีเอสไอเป็นจำนวนมาก


เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลมีมากว่า 10 รายแล้วจากการสอบถามท่านผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้บอกว่า ปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการขายตรง ดำเนินธุรกิจผิดรูปแบบ โดยที่ภาครัฐยังไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้


แต่วันนี้ดีเอสไอ เริ่มมีข้อมูลเชิงลึกถึงผู้ประกอบการที่เข้าข่ายในแง่ของ "แชร์ลูกโซ่" จะรีบเข้าไปดำเนินการอย่างเฉียบพลันเพราะอย่างที่กล่าวข้างต้น วันนี้มีผู้เสียหายเข้ามาร้องทุกข์กับดีเอสไอมากขึ้น ถึงเวลาต้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ประกอบการขายตรงที่เข้าข่าย "หลอกลวง ต้มตุ๋น" ชาวบ้าน หว่านล้อมในการให้ผลประโยชน์มหาศาลเท่าที่รู้ มีชาวบ้านจำนวนมาก เอาที่นาเอาสวนไปจำนอง เพื่อเอาเงินเข้ามาลงทุนกับผู้ประกอบการขายตรง


แต่วันนี้ ยุคใหม่ของดีเอสไอ จะเข้ามากวาดล้างกำจัดธุรกิจ "แชร์ลูกโซ่"ให้ออกจากระบบธุรกิจขายตรง หากทำได้ถือว่า ได้บุญเยอะ อย่างน้อยชาวบ้านที่คิดจะเข้ามาลงทุน จะไม่ต้องตกเป็น "เหยื่อ" วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกวาดล้างขบวนการ "แชร์ลูกโซ่" นะครับ


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

ขายตรง อย่าลืมนัดสำคัญ !!!







october-31-halloween (Mobile)


31 ตุลาคม 2556 ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ ถนนวิภาวดีรังสิต เรามีนัดสำคัญกับคนขายตรงครับ ว่ากันด้วยเรื่อง ยุทธศาสตร์ธุรกิจขายตรงประเทศไทย ในมุมมองของหน่วยงาน "รัฐ" และ "เอกชน"


งานสัมมนานี้ จัดหนัก จัดเต็ม ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ไปยัน 4 โมงเย็น โดยมี "หนังสือพิมพ์บ้านเมืองรายวัน" เป็นเจ้าภาพเป้าหมายผู้เข้าร่วมงาน จำกัดจำนวนไว้ที่ 500 ท่าน เท่านั้น จากจำนวนองค์กรที่เข้าร่วมเกิน 30 องค์กร ทั้งรัฐ และเอกชน


มีเบรกชา กาแฟ อาหารเที่ยง ไว้ให้บริการทุกท่านอย่างเต็มที่ผู้เขียน เองไม่อยากให้คนขายตรงคิดว่า งานครั้งนี้ก็คงไม่แตกต่างจากที่หน่วยงานอื่นๆ เคยจัด พูดกันแต่เรื่องประเด็นเดิมๆ บรรยากาศเดิมๆ ฟังจนท่องจำกันได้แล้ว


ตรงกันข้ามครับ ผู้เขียนไม่อยากให้คนขายตรงพลาดงานนี้ อยากให้เข้าร่วมกันเยอะๆ รับฟังความรู้ดีๆ จากวิทยากรกิติมศักดิ์ที่ทางเจ้าภาพได้จัดไว้ให้


วันนั้นจะคุยกันเรื่องของวันนี้ และอนาคตของธุรกิจขายตรงเท่านั้นส่วนในงานนั้นมีหน่วยงานไหนเข้าร่วมบ้าง เอาเป็นว่า ขอเกริ่นที่มาที่ไปของการกำเนิดงานครั้งนี้ให้ท่านผู้อ่านได้สดับรับฟังกันครับ


แต่ไหนแต่ไร!! กับหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ๆ ยังมีน้อยสำนักที่นำเสนอกิจกรรมความเคลื่อนไหวของธุรกิจขายตรง หรือเป็นกระบอกเสียงกระจายความรับรู้เรื่องราวดีๆ งามๆ ของธุรกิจนี้ไปยังฐานผู้บริโภค


ย้ำ!! อีกครั้งว่า ธุรกิจขายตรง มีสมาชิกรวมกันแล้วประมาณ 15-16 ล้านราย มียอดขายรวมทั้งระบบประมาณการไม่ได้ ถึงวันนี้ไม่แน่ใจว่า อยู่ที่หลักหมื่นล้าน หรือทะลุแสนล้านไปแล้ว


เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนไทยปีหนึ่งๆ หลายหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว


ที่สำคัญ ธุรกิจนี้นับวันจะ "โตวัน โตคืน" ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกระเสียงมากๆ ช่วยถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ถึงที่มา ที่ไป ทั้งระบบของธุรกิจนี้


"บ้านเมือง" ที่ผู้เขียนรับใช้อยู่นี้ จึงขออาสา เป็นอีกกระบอกของสื่อสารมวลชนที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจขายตรง โดยเปิดหน้าข่าวขายตรงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ตุลาคม ในงานสัมมนาวันนั้นนั่นเอง


งานวันนั้น มีอะไรสำคัญๆ บ้าง เราเปิดงานด้วย "รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายรัฐมนตรี" ซึ่งเป็นผู้ดูแล สคบ. โดยตรง จากนั้น จะมีท่าน เลขาฯ สคบ. ว่าด้วยเรื่องเด่นๆ ใหม่ๆ ที่ สคบ. จะมีกับธุรกิจขายตรง


มีท่านเลขาฯ อย. มาพูดเรื่องสินค้าขายตรง พร้อมมาตรการการควบคุม หรือถ่ายทอดความรู้เรื่องกระบวนการสร้างสินค้าอย่างไรไม่ให้ผิดกฎ อย.


นอกจากนั้น ยังมีตัวแทนของ บก.ปคบ. ของกองปราบ มีผู้เชี่ยวชาญพิเศษ จาก วิทยากรพิเศษที่จะมานั่งตอบทุกคำถามที่ท่านสงสัย


โดยเฉพาะประเด็น ขายตรง กับ แชร์ลูกโซ่ ข้อแตกต่างที่ สองหน่วยงานนี้ควรแยกออกจากกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมก็คือ สองหน่วยงานนี้เริ่มเข้าใจขายตรงมากขึ้น และหลังจากนี้เขาจะช่วยเหลือธุรกิจขายตรงอย่างไร ให้แยกออกจากสิ่งที่เป็น "กาฝาก" ขายตรงอยู่ในปัจจุบัน


มีตัวแทนของภาคเอกชน ในนามของนายกสมาคมขายตรงฯ แต่ละรายมาให้ความรู้ในหัวข้อที่สำคัญๆ โดยเฉพาะทิศทางและการอยู่รอดในธุรกิจนี้ ที่เต็มไปด้วยอุปสรรคปัญหานานัปการ ที่คนขายตรงต้องเรียนรู้


ย้ำอีกครั้งครับว่า ทุกช่วงเราเปิดโอกาสให้ท่านผู้รับฟังได้ถามตอบกันตลอดทั้งวัน


แต่ที่ทุกท่านพลาดไม่ได้ ก็คือ เรื่องของมาตรการทางด้านภาษี ของธุรกิจและคนขายตรง จากผู้เชี่ยวชาญของ "สรรพากร"


ทำไมคนขายตรงถึงโดนภาษีย้อนหลังกันเยอะนักวันนั้นจะมาว่ากันด้วยเรื่องภาษีที่เชื่อมโยงกับธุรกิจขายตรงล้วนๆ หรือสรรพากรจะมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอคนขายตรง อนาคตจะมีมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมจากนี้อีกหรือไม่


คิดว่า ทั้งผู้ประกอบการขายตรง และสมาชิกขายตรง พลาดไม่ได้ที่จะต้องเข้ามารับฟัง


คร่าวๆ ของงานสัมมนาดีๆ ก็ประมาณนี้ครับ ผู้เขียนคิดว่า ผู้ที่เข้าร่วมรับฟังสัมมนาจะ "คุ้มค่า คุ้มเวลา" กับการมาในครั้งนี้แน่นอน





Credit By :http://www.ryt9.com

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

แชร์ลูกโซ่โผลกลางห้างอิมฯ







Image (Mobile)


ตามคำบอกเล่าของคนในวงการขายตรง และน้องๆ นักข่าวที่อยู่ในวงการนี้มานาน ถึงเรื่องของบริษัทขายตรง บริษัทหนึ่ง มีทำการตลาด โดยขยายตลาดในลักษณะ "มันนี่เกม" หรือที่เขาเรียกว่า "แชร์ลูกโซ่"


เล่นเกมปั่นเงิน ระดมเงิน ระดมทุน โดยให้คำมั่นสัญญาผู้ร่วมลงทุน หรือลงเงินตามเลทที่บริษัทตั้งไว้ แล้วจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนกลับทุกๆ วัน ซึ่งผู้ลงทุนจะได้เงินกำไรกลับคืน สอง สาม เท่าตัว จากเม็ดเงินที่ลงทุนไว้


เมื่อได้รับเรื่องราวประมาณนี้ ผู้เขียนก็เลยเกริ่นการเขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ฉบับที่แล้ว รอไว้สืบข้อมูลเชิงลึกอีกระดับหนึ่ง แล้วค่อยมาว่าต่อกันฉบับนี้


เท่าที่ทราบ บริษัทที่ว่า ที่วงการนี้ร่ำลือกันว่า เป็นบริษัท "มั่นนี่เกม" 100% ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของห้างอิมพีเรียล เวิค์ล ลาดพร้าว


เป็นบริษัทที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐมากที่สุดขณะนี้บริษัทแห่งนี้ มีเพื่อนผู้เขียนรายหนึ่งเคยเข้าไปรับงาน ทำแบรนด์สินค้าให้ ช่วงนั้นเป็นช่วงเมื่อประมาณปีที่ผ่านมา และยังเป็นสมัยที่บริษัทแห่งนี้ ยังคงเป็นบริษัทขายตรง ที่มีแนวทางการตลาดเป็นแบบขายตรงที่ถูกต้อง


แต่เมื่อไม่กี่เดือนให้หลัง หลังจากที่เพื่อนผู้เขียน เสร็จสิ้นภารกิจสร้างแบรนด์สินค้าให้ และถอยตัวออกมา บริษัทดังกล่าวก็แปลงสถานะ จากการเป็นบริษัทขายตรง มาเป็นแนวบริษัท "ปั่นเงิน" หรือที่เขาเรียกว่า เป็นลักษณะระดมเงิน ระดมทุน (มันนี่เกม)


มีการปรับเปลี่ยนแนวการจ่ายผลตอบแทน แบบรายวัน เป็นลักษณะการการันตีรายได้ต่อวันเป็นผลบตอบแทน โดยตั้งหน่วยการลงทุนตั้งแต่ ระดับ สองพัน บาทไปจนถึง ตัวเลขระดับหลักสิบล้าน


ยิ่งลงเงินมากๆ ยิ่งได้ผลกำไรตอบแทนกลับมามาก สืบทราบมาว่า ในเบื้องต้น ผู้ลงทุนจะได้เงินคืนกลับทุกวัน เป็นเวลา 45 วัน ติดต่อกัน แต่หากลงทุนน้อยๆ แค่หลักพัน การจ่ายเงินปันผลระยะเวลาต่อวันของการการันตีรายได้ก็จะสั้นลง


บริษัทแห่งนี้ อนุมาน ไปว่า นี่คือ "โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรหัสสมาชิก"


ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง หน่วยการลงทุน "ขุดบ่อล่อปลา" ดึงดูดแมงเม่าเข้ามาติดกับ อาทิ หากใครลงทุนประมาณ 7.8 ล้านบาท จะคิดจำนวนต่อหน่วยได้ประมาณ 156,000 หน่วย ระดับนี้จะได้รับผลตอบแทนกลับทุกวัน(การันตีรายได้ต่อวัน) เป็นระยะเวลา 45 วัน


การการันตีรายได้จะตกวันละ 5 บาทต่อหน่วย ฉะนั้น ถ้าเป็น ตัวเลข 156,000 หน่วย จากการลงทุนประมาณ 7.8 ล้านบาท ก็จะได้รับเงินปันผล หรือเงินการันตีรายได้ประมาณ 780,000 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 45 วัน


โอ้! พระเจ้าจอร์ท ในระยะเวลา 45 วัน ถ้าตัวเลขไม่ผิดเพี้ยนตามทมี่ผู้เขียนได้ยินมาผู้ลงทุนในระดับนี้จะได้รับเงินการันตีรายได้คืนกลับตลอด 45 วันเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 35 ล้านบาท


ตัวเลขนี้ ผู้เขียนประมาณการว่าคือตัวเลขหลอกลวงชาวบ้าน เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งจะไม่สามารถนำมาจ่ายให้กับผู้ลงทุนได้


เอาแค่ลงทุน ประมาณ แสนเดียว จะได้รับเงินกลับคืนหลักหมื่นทุกวัน เป็นระยะเวลา 45 วันแล้ว


โดยภูมิภาคที่กระแสแรงที่สุด ได้ข่าวว่า เป็นพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด ที่วันๆ คนขนเงินมาลงทุนกันมากมาย บางรายก็ยอมกู้หนี้ ยืมสินเขามา เพียงเพราะเห็นว่ารายได้งาม


ผู้เขียนฟันธง!!! เลยว่า ระยะยาวไม่มีทางที่จะจ่ายได้ สุดท้ายก็เข้าอีหร็อบเดิม คือ ระดมได้ก้อนใหญ่แล้วเผ่น


เท่าที่รับฟังมา บริษัทแห่งนี้ไม่ธรรมดา นอกจากจะปรับเปลี่ยนแผนเป็นลักษณะ "มันนี่เกม" แล้ว ยังมีการจัดโปรโมชั่นแรงๆ แจกหนักๆ ให้กับผู้ลงทุนสูงๆ จากแจกทอง ไปจนถึงแจกรถคันละนับสิบล้าน


ที่สำคัญ ผู้ลงทุนส่วนมาก เป็นการลงทุนที่ไม่ได้เกิดจากการซื้อขายสินค้าโดยธรรมชาติ บางรายลงทุนแล้วไม่มีสินค้าให้เป็นส่วนใหญ่


ผู้เขียนรับข้อมูลจากสมาชิกรายหนึ่งของบริษัทนี้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มไม่มั่นใจในรูปแบบการทำธุรกิจของบริษัทที่ว่านี้แล้ว


เธอบอกว่า จริงๆ บริษัทนี้ สคบ.ก็ยังไม่ถูกต้อง หนำซ้ำ!!! ไม่เคยส่งภาษีให้สรรพากรเลยแม้แต่สลึงเดียว ส่วนพนักงานก็ไม่เคยส่งประกันสังคมเลยแม้แต่น้อย


และทราบมาว่า ก่อนหน้าบริษัทแห่งนี้เปลี่ยนชื่อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง


ที่สำคัญ ค้างจ่ายค่าโฆษณาหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่ค่าสินค้ากับโรงงานอีกบานตะกียง กะจะไม่จ่ายเอาดื้อๆ งั้น


น่าเสียดายแทนเพื่อนจริงๆ ที่เคยเข้าไปช่วยเหลือบริษัทนี้ไว้มาก ตอนที่ยังทำธุรกิจตามกรอบของกฎหมาย


สคบ. กองปราบ หรือ DSI เขากล้าถึงขนาดนี้ น่าจะจัดหนักหน่อยนะครับ





Credit By :http://www.ryt9.com/

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"แชร์ลูกโซ่"เชื้อร้ายแฝงธุรกิจ







Image (Mobile)


นับเป็นอีกครั้งของคอลัมน์ผืนนี้ ที่ตัวละครประจำฉบับ ได้ชี้ให้เห็นว่า กฎหมายขายตรงที่บังคับใช้อยู่ดูจะเก่าเกินไป กับยุคสมัยที่ทำให้วงการธุรกิจขายตรงเดินไปข้างหน้า แต่กฎหมายยังคงอยู่กับที่ นี่อาจเป็นช่องโหว่ของกลุ่ม 18 มงกุฎ ที่ใช้ช่องทางของกฎหมายเข้ามาโกงกิน พาระบบธุรกิจเสื่อมเสีย


นายชาญสถิต เขมะวิชานุรัตน์ รักษาการผู้จัดการประจำ ประเทศไทย บริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า บริษัท ได้ทำตามกฎหมายขายตรงทุกอย่าง เนื่องจากบริษัทไม่ต้องการ มีปัญหาในเรื่องนี้ และได้พยายามทำตามอย่างเคร่งครัด และไม่ว่าบริษัทจะขยายสาขาไปที่ประเทศใดๆ ก็จะศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินธุรกิจทุกครั้ง


"ล่าสุด บริษัทเพิ่งได้ไปรับตราสัญลักษณ์ สคบ.มา ทำให้ตอนนี้บริษัททำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ส่วนสินค้าก็ผ่าน อย. เป็นที่เรียบร้อยเช่นกัน ส่วนกฎหมายขายตรงที่ใช้ในฉบับปัจจุบัน นั้น ผมมองว่าควรมีการปรับแก้ไขให้เข้ายุคสมัยก็จะดีไม่ใช่น้อย เพราะ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวงการขายตรง อาจเป็นเพราะกฎข้อบังคับ ยังควบคุมได้ไม่ดีพอ จึงต้องมีการเข้าไปศึกษาและหาทางแก้ไข"


"อย่างที่เห็นจะเจอกันบ่อยคงเป็นปัญหาเรื่องของการแชร์ลูกโซ่ ที่เป็นปัญหาใหญ่ในวงการขายตรงที่ยังแก้กันไม่ตก คนทำผิดก็ยังลอย-นวลอยู่ได้ แต่ผู้เสียหายกลับเรียกร้อง อะไรคืนมาได้น้อยมาก ตอนนี้มีหลาย บริษัทคงต้องการให้กฎหมายฉบับ ปัจจุบันถูกปรับแก้ไขโดยเร็วที่สุด"


"ชาญสถิต" กล่าวต่อว่า ตอนนี้ใกล้เข้าสู่การรวมตัวอาเซียนแล้ว เหลือเวลาอีกไม่มาก หากวันที่ "เออีซี" เปิดขึ้น ธุรกิจขายตรง คงจะไปได้สวยมาก และเติบโตอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล แต่เรื่องกฎหมายก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากลัว หากยังไม่ปรับแก้ไขเชื่อว่าเมื่อมีเรื่องดีเกิดขึ้น เรื่องร้ายก็อาจจะเกิดตามมาได้เช่นกัน


"คนที่เข้ามาทำธุรกิจขายตรง คงไม่มีใครอยากตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่เอาเปรียบ ลงทุนไปแล้วก็ต้องการได้เงินคืนกลับมาทั้งนั้น หากทำธุรกิจนี้ล้มเหลวเอง ก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากถูกบริษัทไหนที่โกงไม่จ่ายเงิน ระดมทุนแล้วหนีหายไป แบบนี้คงไม่ไหวแน่ เพราะจะไปร้องเรียนกับใครก็คงลำบาก เสียทั้งเวลา เงินทองอีก และคงเข็ดไปอีกนาน ส่งผลภาพลักษณ์ ขายตรงดูเสื่อมเสียอีก"


"คงต้องเป็นความร่วมมือกันจริงๆ ระหว่างภาครัฐ และ เอกชน รวมถึงประชาชนที่ทำธุรกิจ MLM ด้วย ไม่อย่างนั้นปัญหา นี้ก็คงแก้ไขลำบาก ต้องช่วยกันตั้งแต่มีความซื่อสัตย์ มั่นคงในองค์กร และรวมถึงมีจรรยาบรรณที่ดีด้วย ไม่เช่นนั้นธุรกิจนี้ก็จะดูไม่สวยงาม และเหมือนเป็นการเข้ามาฉาบฉวยมากกว่า"




Credit By :http://www.siamturakij.com


วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

TSDA ชงภาครัฐล้อมคอกแชร์ลูกโซ่ แนะติดบัตรนักขายป้องกันผีสวมสิทธิ์









สมาคม TSDA แนะภาครัฐล้อมคอกแชร์ลูกโซ่ มันนี่ ระบุโครงการตราสัญลักษณ์ สคบ. ต้องสแกนให้รอบด้าน หวั่นกลุ่มมิจฉาชีพเข้ามาแสวงผลประโยชน์ พร้อมเตรียมชงนายใหญ่สคบ. ออกบัตรนักขายที่ยื่นเสียภาษีให้รัฐ ป้องกันแม่ทีมไปหลอกลวงประชาชน ชี้เร่งให้ความรู้ภาคประชาชนระหว่างธุรกิจขายตรงกับปิรามิด


นายอนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาธุรกิจการขายตรงไทย (TDSA) กล่าวว่านโยบายของสมาคมปีนี้ยังคงเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับบริษัทสมาชิกของสมาคม รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกฎหมายและกฎจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด โดยทางสมาคมเตรียมจะผลักดันให้มีกฎจรรยาบรรณกลางขึ้นมา รวมไปถึงการเสนอให้มีการออกบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระที่ออกโดยเลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สมาชิก TDSA และประธานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งเป็นนโยบายที่สมาคมฯ จะต้องดำเนินการต่อไป


นอกจากนี้สมาคมยังพร้อมจะให้การส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อช่วยเหลือสังคมร่วมกับภาครัฐ เช่นช่วยเหลือเด็กยากจน เป็นต้น รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐ เช่น โครงการตราสัญลักษณ์ของสคบ.ซึ่งทางสมาคมจะไปแนะนำให้บริษัทสมาชิกเข้ามาร่วมกับโครงการดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากเห็นในธุรกิจขายตรงเมืองไทย คือการร่วมมือกันของแต่ละสมาคมขายตรงในประเทศ เพื่อผลักดันให้ธุรกิจขายตรงไทยเจริญรุ่งเรือง โดยทุกภาคส่วนจะต้องให้ความรู้กับประชาชนเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงแตกต่างจากลูกโซ่และปิรามิดอย่างไร เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง


ด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TDSA) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมันนี่เกม หรือแชร์ลูกโซ่ ได้มาอาศัยธุรกิจขายตรงเป็นช่องทางในการปล้นประชาชนตาดำๆ ซึ่งภาครัฐเองก็ต้องพิจารณาให้รอบด้าน เพราะคิดว่าหากใช้ธุรกิจเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือมอบตราสัญลักษณ์สคบ. แล้ว จะช่วยป้องกันไม่ให้ธุรกิจดังกล่าวแอบไปหากินต่อได้ ดังนั้นภาครัฐเองจำเป็น ที่จะต้องมีมาตรการที่ดี เพราะผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องก็มี คนที่หา ช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ก็มี จึงถือเป็นดาบสองคม


ดร.สมชาย กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ได้ตั้งข้อสังเกตไปยังภาครัฐว่า การที่จะดูว่าบริษัทไหนดำเนินธุรกิจจริงหรือไม่นั้น สิ่งหนึ่งควรดูจากการยื่นเสียภาษีว่ามีการยื่นเสียจริงหรือไม่ซึ่งถือเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ง่ายมาก เพราะหากไม่ยื่นเสียภาษีให้สันนิฐานได้ว่าบริษัทนั้นประชาชนถูกหลอกได้ง่าย ในทางตรงกันข้ามหากภาครัฐรับจดทะเบียนหรือมอบตราสัญลักษณ์ให้กับบริษัทเหล่านี้อาจจะเป็นช่องทางให้กับกลุ่มมิจฉาชีพอาศัยช่องว่างพร้อมที่จะหนีได้ทุกเวลา ยกตัวอย่าง มีบางบริษัทมียอดขายเยอะ แต่ผู้จำหน่ายอิสระกลับไม่ยื่นเสียภาษีเลย ซึ่งส่วนตัวได้นำเสนอให้ภาครัฐควรมอบบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระให้กับผู้จำหน่ายอิสระที่มีการยื่นเสียภาษีให้กับภาครัฐ


ผมคิดว่าอยากให้ผู้จำหน่ายอิสระมีบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระ ถ้าผู้จำหน่ายอิสระยื่นเสียภาษีภาครัฐเองก็ควรที่จะออกบัตรประจำตัวผู้จำหน่ายอิสระเป็นบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่มีแสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีความมั่นคง แต่คำถามใครที่ควรวจะได้รับบัตรผู้จำหน่ายอิสระ คือ คนที่เสียภาษี เพราะอาชีพอื่น เช่น วิศวกร และหมอ ที่ยื่นเสียภาษียังได้ใบประกอบวิชาชีพ แต่ทำไมผู้จำหน่ายอิสระยื่นเสียภาษีถึงไม่มีใบประกอบวิชาชีพให้กับเขาบ้าง


หากมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงสิ่งที่ยังเป็นช่องว่าง และเป็นอุปสรรคในการเติบโตของธุรกิจนี้ คือ การที่ภาครับเองยังไม่มีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน เช่น ถ้าหากเปรียบเทียบธุรกิจขายตรงเป็นปิรามิดทุกคนก็จะเหมารวมว่าปิรามิดเป็นแชร์ลูกโซ่ทั้งหมด แต่หากมองกันให้ลึกลงไป ถ้าถามว่าปิรามิดเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ สมมติว่าถ้าบริษัทนั้นทำโครงสร้างเป็นปิระมิด แต่แบ่งการจ่ายผลตอบแทนจากเงื่อนไขของคนที่เข้ามาสร้างปิรามิดนั้น โดยมีการจำกัดรายได้จากเงื่อนไข สรุปก็คือ หากบริษัทนั้นใช้โครงสร้างปิรามิด แต่กำหนดการจ่ายผลตอบแทนแบบขายตรง ดังนั้นจึงไม่ถือว่าเข้าข่ายเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่หากนำโครงสร้างปิรามิดโดยการจัดลำดับ เช่น แบบจัดคิวเงิน อย่างนี้ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ผิดกฎหมาย แต่คนส่วนใหญ่แยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือแชร์ลูกโซ่ หรือขายตรง


การแยกธุรกิจขายตรงที่ดีกับแชร์ลูกโซ่ออกจากกัน ภาครัฐจำเป็นจะต้องให้ความรู้กับภาคประชาชนว่าธุรกิจขายตรง กับแชร์ลูกโซ่เป็นอย่างไร เช่น จะต้องมีตราสัญลักษณ์ของภาครัฐ และต้องการตรวจสอบได้ มีการเสียภาษี และยื่นภาษีอย่างถูกต้อง เพราะปัจจุบันการที่มีใบอนุญาตจากสคบ.อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ศาลสั่งจำคุก แชร์บลิสเชอร์ 1.2 แสนปี! ฐานความผิดฉ้อโกงประชาชนร่วมธุรกิจ









ศาลอาญา สั่งปิดฝาโรง คดีแชร์บลิสเชอร์ ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบ 83 และความผิดตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 และ 15...พร้อมสั่งจำคุกผู้บริหารแชร์บลิสเชอร์คนละ 1.2 แสนปี ฐานหลอกสมาชิกเที่ยวพักผ่อนในต่างประเทศ


...บริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ชื่อนี้ เชื่อว่าใครหลาย ๆ คน คงพอที่จะทราบ ตื้นลึกหนาบาง ของบริษัทดังกล่าวนี้พอสมควร แต่เชื่อว่าก็มีหลาย ๆ คน ที่ยังไม่รู้ถึงแบล็คกราวน์ของค่ายนี้พอสมควรเช่นกัน...แต่หากย้อนกลับไปให้ทราบพอสังเขป ต้องบอกว่าประมาณช่วงปี 2534 ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่ ชื่อ บลิสเชอร์ พร้อมกับระบุว่า ทำธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน หรือไทม์แชริ่ง โดยได้มีการเปิดรับสมาชิกจำนวนมาก ผู้สมัครในชั้นแรกจะต้องจ่ายเงินจำนวน 30,000 บาท และจะมีสิทธิ์เข้าพักในโรงแรมต่าง ๆ เป็นเวลา 4 วัน 4 คืนต่อปี นาน 20 ปี


ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจในช่วงนั้นก็คือ หากผู้สมัครจัดหาสมาชิกเข้าร่วมโครงการ จะได้ค่าตอบแทนอีก 20% และหากสามารถจัดหาผู้สมัครรายอื่นเพิ่มเติม ก็จะได้ค่าตอบแทนอีก 20% โดยที่ผู้สมัคร


ที่ให้การแนะนำเป็นคนแรก ก็จะได้ค่าตอบแทนเช่นกันลดหลั่นกันไป ซึ่งตรงนี้เอง ที่เป็นที่จับจ้องมองกันว่าเข้าค่าย แชร์ลูกโซ่ นั้นเอง


...จนกระทั่งความชัดเจนของ บลิสเชอร์ ที่เข้าข่ายเป็น แชร์ลูกโซ่ ก็ชัดเจนมากขึ้น เมื่อกระทรวงการคลังได้ประกาศแถลงการณ์ให้ประชาชน ระวังในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือร่วมลงทุนในธุรกิจใดเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2536 ที่ผ่านมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 ที่ผ่านมา คณะกรรมการป้องปรามธุรกิจการเงินนอกระบบ จึงได้ตัดสินใจลงดาบ บลิสเชอร์ ในฐานะความผิดตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2534 ตามมาตรา 4 และ 5 ฐานหลอกลวงประชาชน ไปพร้อม ๆ กับการปิดฉากแชร์ลูกโซ่พันธุ์ใหม่แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ณ เวลานั้นเป็นต้นมา


...ซึ่งล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2556 ที่ห้องพิจารณาคดี 901 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ ฟ้อง บริษัท บลิสเชอร์ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด น.ส.อังสุนีย์ พัฒนานิธิ น.ส.ปัรจวรรณ เบญจมาศมงคล นายแสงทอง แซ่กิม และนายอรรณพ กุลเสวตร์ ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 ถึง 5 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ประกอบ 83 และความผิดตาม พ.ร.ก.ว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 12 และ 15


โดยโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.34 ถึง 11 ก.พ.37 บ.บลิสเชอร์ฯ ประกอบธุรกิจจัดสรรวันพักผ่อน หรือไทม์ แชริ่ง โฆษณาชักชวนประชาชนให้สมัครสมาชิกใช้บริการที่พักฟรีตามสถานที่พักตากอากาศ หรือโรงแรมที่บริษัท จำเลยจัดไว้ เป็นเวลา 4 วัน 4 คืนต่อปี หรือ ฟรีโฟร์ นาน 20 ปี โดยมีรูปแบบการสมัครสมาชิกเป็นรูปแบบบัตรทอง และบัตรเงิน โดยบัตรเงินจ่ายค่าสมาชิกปีละ 30,000 บาท พร้อมค่าบำรุงปีละ 2,500 บาท และบัตรทองจ่ายค่าสมาชิก 60,000 บาท พร้อมค่าบำรุงปีละ 4,500 บาท


อีกทั้ง ยังระบุอีกว่า หากสมาชิกรายใดจะสมัครเป็นฝ่ายขายต่อจะต้องเสียค่าสมัครเพิ่ม 1,500 บาทต่อปี และหากหาสมาชิกได้ จะได้ค่านายหน้าเพิ่มรายละ 5,000 บาท มีผู้เสียหายหลงเชื่อสมัครเป็นสมาชิกจำนวน 24,189 ราย มูลค่าความเสียหาย 826,266,000 บาท ต่อมากระทรวงการคลังพบว่า จำเลยไม่อาจดำเนินการซื้อขายสินค้าตามที่ประกาศได้ เพราะไม่มีสินค้าให้ไปขายจริง และให้ค่าตอบแทนในวิธีฟรีโฟร์ คิดแล้วสูงกว่าดอกเบี้ยที่กฎหมายกำหนด ไม่มีการประกอบกิจการจริง อันเป็นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน


ซึ่งคดีนี้ ทางศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 4 มี.ค.51 ให้จำคุกจำเลยที่ 2, 4 และ 5 ซึ่งเป็นกรรมการที่มีอำนาจในบริษัท ฐานฉ้อโกงประชาชน ให้จำคุกคนละ 120,945 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมลงโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุกจำเลยทั้งสามได้ไม่เกิน 20 ปี จึงพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2,4 และ 5 คนละ 20 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 3 เนื่องจากพบว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็น กับการวางแผนบริหารนโยบายดังกล่าว โจทก์และจำเลยที่ 2, 4 และ 5 ยื่นอุทธรณ์ ภายหลังจำเลยที่ 5 ถอนอุทธรณ์ขอรับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวันนี้จำเลยที่ 2 และ 4 ไม่ได้เดินทางมาศาล มีเพียงจำเลยที่ 3 มาศาลเท่านั้น ศาลจึงอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ลับหลังจำเลยที่ 2 และ 4 พร้อมกับมีคำสั่งให้ออกหมายจับ ปรับนายประกันจำเลยที่ 2 และ 4


ทั้งนี้ ทางศาลอุทธรณ์ ยังมีการพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ปัญหาของอุทธรณ์ของโจทก์ว่าจำเลยที่ 3 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งเห็นว่า แม้โจทก์จะนำสืบว่าจำเลยที่ 3 เป็นกรรมการบริหารบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 อีก 2 บริษัท แต่พยานหลักฐานโจทก์ ยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 มีส่วนกระทำความผิดร่วมกับคนอื่นหรือไม่ ซึ่งคดีนี้


เป็นคดีทางอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าคดีอาชญากรรมพิเศษทั่วไป เมื่อคดีมีความสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งการสงสัยให้จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น


โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อมาว่า จำเลยที่ 2 และ 4 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งศาลเห็นว่า ที่จำเลยที่ 2 และ 4 ยกข้อกฎหมายมาต่อสู้นั้นฟังไม่ขึ้น ทั้งโจทก์นำสืบให้เห็นว่า จำเลยทั้ง 2 มีอำนาจบริหารสั่งการในบริษัทของจำเลยที่ 1 เห็นว่าก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 มีกลุ่มบริษัทต่าง ๆ ทั้งที่สุจริตและไม่สุจริตเกิดขึ้นมากมาย ที่ไม่สุจริตได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทำให้มีกฎหมายจำนวนมากออกมาแก้ไข ความผิดในกรณีนี้ เกี่ยวข้องกับกฎหมาย พ.ร.ก.ว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 แม้จะไม่การระบุเรื่องธุรกิจไทม์ แชร์ริ่ง ก็ตาม


แต่การหลอกลวงประชาชน ด้วยความไม่สุจริต ด้วยวิธีดังกล่าว จึงเป็นการฉ้อโกง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2,4,5 ร่วมกับประกอบกิจการอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนหลอกให้สมัครสมาชิก โดยหวังว่าให้สมาชิกเป็นฝ่ายขาย โดยให้ค่าตอบแทนแก่พนักงานขายเกินกว่าบริษัทจำเลยที่ 1 จะจ่ายให้แก่สมาชิกได้ กระทั่งรัฐต้องเข้าไปแทรกแซงให้ปิดบริษัทก่อนจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประชาชน มากกว่านี้


พร้อมกับเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษา ยืนลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และ 4 ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน จำคุก 24,189 กรรม ลงโทษกรรมละ 5 ปี รวมจำคุก 120,945 ปี แต่ความผิดฐานนี้ กฎหมายกำหนดให้รับโทษสูงสุดไม่เกิน 20 ปี จึงพิพากษาจำคุก จำเลยที่ 2 และ 4 เป็นเวลา 20 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สคบ.ขีดเส้นตายขายตรง 15 วัน!ถอดใบอนุญาตแล้ว8-เลิกเอง27









จิรชัย นายใหญ่ สคบ. ลุยต่องานช้าง สังคายนาขายตรง ทั้งระบบ ร่อนหนังสือแจ้งบริษัทขายตรงที่ขอใบอนุญาตไว้ 885 รายเป็นครั้งที่ 2 ก่อนสิ้นปีเพียง 1 สัปดาห์ พร้อมขีดเส้นตายให้เวลาแจ้งกลับสถานภาพภายใน 15 วัน ยันไม่มีตัวตนชัด จำหน่ายออก จากสารบบบัญชีทันที เผยข้อมูล 10 ปี เวนคืน ดำเนินคดีไปแล้ว 8 แห่ง ขอเลิกเองอีก 27 ราย เตือน !! เตรียมประกาศ รายชื่อ ผ่านหนังสือพิมพ์เป็นลำดับต่อไป


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยถึงความคืบหน้าการ สังคายนาธุรกิจขายตรง ทั้งระบบว่า หลังจากปลายปี 2555 ที่ผ่านมา สคบ.ได้ส่งหนังสือเพื่อให้บริษัทขายตรงที่เคยจดทะเบียนกับสคบ. ทั้งหมดไปก่อนแล้ว 1 ครั้ง แล้วได้รับหนังสือยืนยันกลับมาเพียง 180 บริษัท ล่าสุดเมื่อทางสคบ. ได้ออกหนังสือแจ้งการประกอบธุรกิจยังกลุ่มผู้ประกอบดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม โดยระบุให้ตอบกลับภายใน 15 วัน


สำหรับการติดตามรายชื่อบริษัทขายตรงครั้งที่สองนี้จะมีการนำรายชื่อดังกล่าวไปลงข่าวในหนังสือพิมพ์ต่างๆ อีกครั้งหนึ่งและเมื่อผลออกมาเป็นอย่างไรก็จะนำบัญชีรายชื่อเหล่านั้นมาพิจารณาและจำหน่ายทะเบียนออกจากสารบบ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมจดหมายตอบรับกลับมาถึง สคบ.


อย่างไรก็ตามข้อมูลตัวเลขสรุปการจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจขายตรง ล่าสุด สิ้นสุด 30 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา โดยย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2545 หลังจากพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ออกมามีผลบังคับใช้ มีสถิติการยื่นขอจดทะเบียนรวมสูงสุดถึง 885 ราย ดังนี้ ปี 2545 จำนวน 56 บริษัท ปี 2546 จำนวย 217 บริษัท ปี 2547 จำนวน 107 บริษัท ปี 2548 จำนวน 70 บริษัท ปี 2549 จำนวน 32 บริษัท ปี 2550 จำนวน 41 บริษัท ปี 2551 จำนวน 30 บริษัท ปี 2552 จำนวน 49 บริษัท ปี 2553 จำนวน 88 บริษัท ปี 2554 จำนวน 105 บริษัท และปี 2555 นับตั่งแต่ 1 มกราคม 30 พฤศจิกายน มีทั้งสิ้น 90 บริษัท


ส่วนข้อมูลตัวเลขสรุปผู้ประกอบการธุรกิจตลาดแบบตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนกับ สคบ.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาห้วงเวลาเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทขายตรงทั้งหมด 202 บริษัท เริ่มปี 2545 จำนวน 24 บริษัท ปี 2546 จำนวน 118 บริษัท ปี 2547 จำนวน 21 บริษัท ปี 2548 จำนวน 7 บริษัท ปี 2549 จำนวน 1 บริษัท ปี 2550 ไม่มีขอจดทะเบียน ปี 2551 จำนวน 3 บริษัท ปี 2552 จำนวน 4 บริษัท ปี 2553 จำนวน 7 บริษัท ปี 2554 จำนวน 8 บริษัท และปี 2555 นับตั้งแต่ 1 มกราคม 30 ธันวาคม รวม 9 บริษัท


แต่ในจำนวนบริษัทขายตรง 885 ราย และบริษัทตลาดแบบตรง จำนวน 202 รายนั้น ล่าสุดมีตัวเลขจากสคบ. ที่บันทึกไว้ถึงการถูก เพิกถอน หรือ เวนคืนใบอนุญาตไปแล้วทั้งสิ้น 35 บริษัท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม และกลุ่มแรกแรงสุดคือได้รับโทษยกเลิกใบอนุญาตและถูกดำเนินคดี มีอยู่ทั้งหมด 8 บริษัท ประกอบด้วย 1.บจก. พาวเวอร์ ซัคเซค อินเตอร์เนชั่นแนล 2. บจก. อีซี่ เน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง 3. บจก. กรีนแพลนเนท 108 คอร์ปอเรชั่น 4. บจก. เบสท์ 59 5.บจก. โฮปยู ซีซี 6. บจก. ซีวัน นูเทรี้ยน 7. บจก. เอเซี่ยนเจมส์ และล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง คือ บจก . ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง (DCHL ขายตะเกียงวิเศษ)


ส่วนกลุ่มที่ 2 บริษัทแจ้งยกเลิกการประกอบธุรกิจเอง มีจำนวน 27 บริษัท ประกอบด้วย 1 บจก. ยินตัน นีโอ พลัส 2. บจก. จีเอสอาร์ไอ เน็ตเวิร์ค 3. บจก. เออร์เบล็คซ อินเตอร์เนชั่นแนล 4.บจก. เจียเตอร์(ไทย) 5. บจก. ลอง ลอง ไลฟ์ 6. บจก.จาปิน (ประเทศไทย) 7.บจก.สยาม แอมโบรเซีย อินเตอร์ กรุ๊ป 8. บจก.นีโอ เฟอร์นิไลน์ 9. คลินิกหมอสมวงศ์การแพทย์แผนไทย(นายสมวงศ์ อโณทัย) 10.บจก. วิชั่นการ์เม้นท์ 11.บจก.เอสเซนเชี่ยลลี่ ยัวส์ อินด์สตรี้ส์ (เอเชีย) 12. บจก. บางกอก เพอชันแนลลิตี้ ดีวิล็อปเมนท์เทรนนิ่ง 13.บจก.วีไดเรด ดีสทีริบิวเตอร์ 14.บจก.จาฟรา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) 15. บจก.มาทอล โบทานิคอล (ประเทศไทย) 16.บจก.บีนิแคร์ 17.บจก.ฟรีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) 18. บจก.ซีนาดา อินเตอร์เนชั่นแนล 19.บจก.แอล-ไดเร็ค 20.บจก.ที.เอ.นิวเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล 21.บจก.ไทยเทียนซือ อินเตอร์เนชั่นแนล 22.บจก.ฟรีดอมเน็ตเวิร์ค คอนซูเมอร์ คอร์ปอเรชั่น 23.บจก.ภัทรภานันท์ 24.บจก.ยู.เอ็ม.ไอ.อินเตอร์เนชั่นแนล 25.บจก.ศริไชยรัตน์ 26. บจก.เหลียงสวง อินเตอร์เนชั่นแนล และ 27.บจก.ไฮลีฟวิ่ง โกลบอล (ประเทศไทย)


จากรายชื่อกลุ่มบริษัท 8 บริษัทข้างต้นนั้น เป็นกลุ่มบริษัทขายตรงที่ล้วนถูกดำเนินคดีเป็นแชร์ลูกโซ่โกงประชาชน โดยใช้แผนการตลาดขายตรงไปแอบแฝงการหมุนเงินค่าหัวคิวในการสมัครสมาชิก โดยนำสินค้าไม่ได้มาตราฐานมาเป็นสินค้าหลักในการดำเนินธุรกิจ สร้างความเสียหายให้กับสังคมด้วยมูลค่ามหาศาล ละยังมีบางรายที่ท่างการยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ถึงที่สิ้นสุดในเวลานี้





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244


 

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตามหาความจริงคดีแชร์ลูกโซ่ DCHL สูญเสีย 5 พันล. ล่าตัวการ 11 คนไทยที่เหลือ เจอที่ไหนประกาศจับที่นั่น..!!


สคบ. DSI กองปราบฯ จับมือ 3 ประสาน บุกจับตัวการใหญ่ DCHL 9 ราย รวบตัวทันควัน คงเหลือระดับดุกซ์อีก 11 รายคนไทย เจอที่ไหนจับที่นั่นเตือนมาร์ควิสอีกกว่า 500 ราย หากข่มขู่สมาชิกหรือแอบเปิดดำเนินต่อ สั่งเชือดเป็นรายต่อไป และสั่งปรับวันละ 10,000กองปราบฯ ลั่นหากผู้เสียหายโดนข่มขู่ แจ้งความได้ที่ สน.ท้องที่ ตำรวจจะเฝ้าระวังภัยให้เป็นพิเศษ สคบ. เล็งติดตามพฤติกรรมเพิ่มอีก 2 ค่าย เข้าข่ายหมิ่นแหม่แชร์ลูกโซ่หรือไม่..


วันที่ 26 สิงหาคม 2555 ทีมข่าว นสพ.ตลาดวิเคราะห์ และสถานี INTV TVD ได้รับร้องเรียนจากสามี ภรรยา คู่หนึ่งที่ได้หอบหิ้วเอกสารเป็นแฟ้มปึกใหญ่ พร้อมเอกสารการเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ DSI ว่ามีบริษัทขายตรงบริษัทหนึ่งที่ยื่นขอใบอนุญาตจดทะเบียนขายตรง สคบ.เป็นที่เรียบร้อย โดยจำหน่ายสินค้าตะเกียง - น้ำมันหอมระเหย ตนจึงได้ตัดสินใจสมัครในเดือนมีนาคม 2544 ในนามบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (DCHL) เป็นบริษัทสัญชาติจีน พอทำไปได้สักระยะหนึ่งก็เกิดสงสัยในพฤติกรรมการกระทำว่า ธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่


ตนกับสามีจึงได้เข้าไปแจ้งความไว้ที่ DSI ไว้ก่อน ขณะเดียวกันที่สาขาโคราช ก็ได้มีชาวบ้านรวมตัวกันเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากขั้นตอนการทำงานของ DSI ที่ทำการสืบสวนสอบสวนล่าช้า และหวั่นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัว เพราะโดนขู่ฆ่ามาแล้วหลายครั้ง จึงได้ตัดสินใจหอบหลักฐานมาที่สำนักงาน นสพ.ตลาดวิเคราะห์ และสถานี INTV TVD เพื่อแจ้งเบาะแสให้ทราบ โดยมีสื่อในวงการขายตรงด้วยกันแนะนำ ว่า ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ให้แจ้งไปที่สำนักงานตลาดวิเคราะห์จะเกิดผลกว่า ตนและสามีจึงรุดมาที่สำนักงานในวันดังกล่าว


เมื่อทีมข่าวรับทราบเรื่องราวดังกล่าว ก็ได้ทำการเสาะหาข้อมูลในเชิงลึกอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านั้นทีมข่าวก็ได้รับการร้องเรียนมาเช่นเดียวกัน และได้ส่งทีมงานไปเจาะหาข้อมูล แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ สืบเนื่องจากไม่มีผู้แนะนำ จึงไม่อนุญาตให้เข้าไปสังเกตการณ์ได้ เพราะที่นี่มีระบบป้องกันอย่างแน่นหนา ก็ได้นำข้อมูลเพียงบางส่วนมาตีพิมพ์ข่าว เพื่อสื่อถึง สคบ.รับทราบ แต่การกระทำในครั้งแรกไม่เกิดผลใด ๆ เมื่อทีมข่าวได้รับทราบข้อมูลเบื้องลึกจาก 2 สามี ภรรยา อีกครั้ง จึงได้ทำการประสานงานทันที โดยเริ่มติดต่อไปยัง สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรม ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 โดยรวบรวมผู้เสียหายกว่า 30 คน เดินทางไปที่สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรมฯ


นักข่าวสายอาชญากรรมจาก นสพ.ไทยรัฐ เมื่อเห็นผู้ร้องทุกข์จำนวนมาก จึงแนะนำให้มาที่กองปราบฯ เพราะที่นี่มีความพร้อมมากกว่า ทางทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ จึงได้ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม/โฆษก มือปราบชื่อดัง เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตนเอง และจัดแถลงข่าวโดยทันที ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. และ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ พร้อมออกอากาศทางรายการข่าวสถานี INTV ไปพร้อม ๆ กัน ในฉบับวันที่ 1 15 สิงหาคม 2555 โดย พ.ต.อ.ได้แถลงข่าว เพื่อรับทำเป็นคดีพิเศษร่วมมือกับทาง DSI มีใจความคร่าว ๆ ที่สำคัญดังนี้
ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนของ DSI ก็ได้รับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว เนื่องจากว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนโดยทั่วไป โดยเน้นไปที่คนภาคอีสาน และตอนนี้กำลังเพิ่มไปที่ภาคเหนือที่ อ.แม่สาย มีข้อมูลเชิงลึก และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการและคิดว่าคงจะร่วมมือกับทาง DSI อย่างใกล้ชิด ในการที่จะจับกุมผู้กระทำผิดรายนี้ ถือว่าเป็นรายใหญ่มาก


ในส่วนตัวของกระผมเองก็เคยขับรถผ่านเส้นทางพระราม 9 ก็เห็นเหมือนน้องนักข่าวเห็น ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเหมือนตลาดนัดเพราะคนเยอะมาก เราก็คิดว่ามันมีงานอะไร พอทราบตรงนี้ก็มองเห็นภาพเลยว่า มีคนโดนหลอกเยอะมาก ขอให้คำมั่นว่าทางกองปราบปรามฯ จะร่วมมือกับ DSI ในการที่จะสอบสวนสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดรายนี้ทุกคน และขอให้คำมั่นว่าทางผู้เสียหายรายใดที่ถูกคุกคาม ก็สามารถติดต่อมาที่เราได้เลยที่กองปราบฯ ที่หมายเลข Call Center ที่ 1195 เรามีเจ้าหน้าที่รับสายอยู่บริการ 24 ชั่วโมง ก็บอกว่ามาแจ้งความเรื่องนี้ หากถูกใครคุกคามขู่อย่างไร แบบไหน ให้เล่าเลยไม่ต้องกลัว ก็เหมือนเปิดหน้าเล่นกันเลย
และเราขอยืนยันว่าทางเราจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะถือว่าเป็นภัยคุกคามประเทศไทย บ้านเราไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าเขาอาจจะไปแอบอ้างด้วยวิธีการใด ๆ เราจะรีบดำเนินการ ในตรงนี้ความผิดก็คือในภาษาพูดเราเรียกว่าแชร์ลูกโซ่ ความผิดทางกฎหมาย ก็คือฉ้อโกงประชาชน คือหลอกลวงให้ประชาชนโดยทั่วไปหลงเชื่อ อย่างนี้ก็คือว่าหลงเชื่อให้มาลงทุนนะ เอามา 2 แสนแล้วจะได้คุณจะได้ประมาณ 10% ไปเรื่อย ๆ ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วมันไม่ใช่การทำธุรกิจจริง ๆ อย่างมาซื้อตะเกียง ตะเกียงก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่เหมือนลงทุนไปทางเกษตร มีการลงทุนแล้วนำไปค้าขาย ตรงนี้ก็คล้าย ๆ คดีที่มีในอดีต ไม่ว่าจะเป็นแชร์ชะม้อย หรือแชร์อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็เหมือนกับเขาจะกดดันให้ผู้ที่มาร่วมลงทุนไปหาลูกค้ารายใหม่หรือเหยื่อรายใหม่ ๆ เข้ามา เมื่อได้รายใหม่มา 2 แสน เขาก็ให้รางวัล 2 หมื่น เพราะทางบริษัท


ก็จะให้แสนแปดไปเรื่อย ๆ คนเก่าก็ไปหาคนใหม่ ๆ หาลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น มันก็เป็นที่เขาเรียกว่าอัพไลน์ - ดาวไลน์
ดังนั้น ความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างที่ทางผู้เสียหายได้บอกว่า เหยื่อรายใหม่ที่ไม่สามารถไปหาลูกค้ารายใหม่ ไม่สามารถหาเงินมาได้ครบ มันก็จะสะดุด ถ้าสะดุดทางนี้ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน ค่าตอบแทนสำหรับบางคนที่เข้ามาใหม่ ๆ มันก็จะได้ไม่คุ้ม อย่างเช่น ทำมาซักสามเดือนอย่างเก่งก็ได้ไปหกหมื่น แต่ตัวเองต้องไปกู้เงินมาถึง 2 แสน ใน 2 แสนนี้ต้องมีเสียดอกเบี้ยนอกระบบ หรือที่ไปขายฝาก ทำให้ขาดจำนอง โดนยึดไปอีกกลายเป็นปัญหามากมาย เพราะถ้าปล่อยไปมันจะกระทบความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าประเมินมูลค่าความเสียหายในตอนนี้ก็เยอะมาก ถ้าเอา 2 แสน ด้วยจำนวนผู้เสียหายที่ชำระไปแล้ว แล้วยังมีต่อเนื่องอีก บางคนเอามา 2 แสน และก็มาเพิ่มขึ้นอีก ยังต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบเพิ่มขึ้นอีก หรือคนที่เอาที่ดินแปลงนึงไปขายฝาก พอครบสิ้นปีไม่เอาเงินมาให้เขาก็ยึดที่ดินไป เพราะฉะนั้นมูลค่าความเสียหายมันมากกว่า 2 แสน ตอนนี้ยอดผู้เสียหายประมาณ 2 หมื่นคน ก็เอา 2 หมื่นคนคูณด้วย 2 แสน ก็เท่ากับ 4,000 ล้านบาท
นั่นแปลว่าบวก ๆ ขึ้นไปอีก เพราะมันยังมีผลต่อเนื่องจากความเสียหาย เพราะการสูญเสียเวลา สูญเสียโอกาสในการทำงาน ทั้งทรัพย์สินที่เอาไปค้ำประกัน จำนองหรือขายฝากก็โดนยึดอะไรต่าง ๆ ไป เดี๋ยวทางกองปราบฯ ก็จะรีบดำเนินการกับทาง DSI ทางเราก็จะลงบันทึกประจำวันไว้ว่า มาขอความร่วมมือกับเรา และเราก็จะร่วมมือด้วยความเต็มใจ เพราะหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาหน่วยนี้ก็จะเป็นหน่วยปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นแชร์ชะม้อย แชร์นกแก้ว เราก็ได้ทำมาแล้ว เรามีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ขอให้มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคุกคาม ท่านใดถูกคุกคาม ก็โทรมาแจ้งได้ที่ 1195 เพราะเราก็อยากจะได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่า มีใครมาคุยอะไรกับเรา ไม่ว่าจะมาขู่หรือมาชวนให้เชื่ออะไรก็โทรมาที่ 1195 ได้เลย หรือจะทำเป็นจดหมายมาก็ได้ มาถึงผู้บังคับการกองปราบปราม จะเปิดผนึกหรือจะลงชื่อ ไม่ลงชื่อมาก็ได้ หรือใครที่มีข้อมูลที่คิดว่าเป็นความลับ ก็มาพบผมโดยตรงเลยก็ได้ เรายินดีที่จะให้ความร่วมมือ จากนี้ไปเราก็จะไปประชุมหารือกันว่า ใครที่กระทำความผิดบ้าง และเงินผู้ที่เสียหาย ได้เสียหายไปเท่าไหร่ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืนให้เร็วที่สุด เราคงตั้งคณะสอบสวนให้สอบสวนในเรื่องนี้โดยด่วนที่สุด


3 เดือนเศษเร่งเก็บข้อมูล
ปฏิบัติการจับทั่วไทย12-13 ต.ค.
ภายหลังแถลงข่าวใหญ่จากวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา เมื่อกองปราบฯ ประกาศจับมือทำงานร่วมกับทาง DSI ก็มีผู้เสียหายเดินทางเข้ามาแจ้งความเพิ่มขึ้นอย่างไม่ขาดสายที่ DSI เมื่อทราบว่าทางเจ้าหน้าที่เริ่มจะเอาจริง บริษัท DCHL จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนภายในใหม่ ด้วยการประกาศรับคืนสินค้าพร้อมกับคืนเงินบางส่วน 30 40% โดยใช้วิธีการหักเงินจากอัพไลน์ (แม่ทีมใหญ่) หาก อัพไลน์คนไหนโดนดาวไลน์ (ลูกทีม) คืนสินค้าเยอะเท่าไหร่ อัพไลน์ก็จะโดนหักเงินปันผลมากเท่านั้น จากที่เคยได้รับเงินปันผลเต็มและมีกำไรบ้าง ก็เริ่มจะหมดตัว เพราะถือเป็นความผิดของอัพไลน์ที่ไม่สามารถทำให้ดาวไลน์ขยายสายงานต่อได้ และยังมาคืนสินค้าแล้วรับเงินคืนอีก แถมยังสั่งให้สมาชิก รูดซิบปาก ห้ามรับรู้ข้อมูลข่าวสารใด ๆ ภายนอก ส่วนข่าวที่ถูกโจมตีจากสื่อ ระดับดุกซ์ (ผู้นำสูงสุด) กับผู้บริหาร 20 คน ก็บอกว่าสามารถเคลียร์กับตำรวจได้ ด้วยการใช้เงินเป็นใบเบิกทาง

พร้อมกับกำชับให้อัพไลน์คุมดาวไลน์เข้มทุกพื้นที่ ยึดมือถือ ห้ามดูทีวี ห้ามเล่นอินเตอร์เน็ต ห้ามอ่านหนังสือพิมพ์ ห้ามพูดคุยกับคนภายนอก เพราะจะได้ไม่หวั่นไหวกับข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญยังเปิดห้องเช่าให้มาอยู่รวมกันใกล้ ๆ กับศูนย์ฝึกอบรม สาขาพระราม 2 ที่จุคนได้ประมาณ 2,000 คน เพราะสามารถจำกัดคน จำกัดพื้นที่ในการเสพข่าวสารได้ และให้ฟังข่าวสารจากทางบริษัทเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายบางคนจากการที่ได้พูดคุยกับทีมข่าว แทบจะไม่เคยได้ดูทีวีเลยเป็นเวลานานกว่า 1 ปี

ส่วนอัพไลน์ที่แตกแถวไม่อยู่ในกรอบ หากคนไหนดอดไปแจ้งสื่อ ไปแจ้งความ หรือไปตั้งกระทู้ใน สคบ.ก็จะโดนขู่ฆ่า ตามรังควาน จนกระทั่งอัพไลน์ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว ต้องย้ายที่อยู่ระเหเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ บางคนยอมทิ้งทรัพย์เพื่อหนีเอาตัวรอด เพราะกลัวโดนตามล่า เมื่อปฏิบัติการ

การจัดวางระบบใหม่ของ DCHL เริ่มเข้มข้นกับอัพไลน์ผู้ที่แหกกฎบริษัทเริ่มต่อต้านและออกมาแจ้งความเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทาง DCHL ก็เปิดกฎที่เข้มข้นรุนแรงกว่าเก่าในรอบ 3 เดือนกว่า ๆ ก่อนที่ทาง DSI และกองปราบฯ จะเริ่มปฏิบัติการจับกุมทั่วประเทศ

โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม/โฆษก ร่วมด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ที่ได้รับมอบหมายจาก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วไทย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

วันนี้ 12 ตุลาคม 2555 เวลา 15.00 น. พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักดคีอาญาพิเศษ 1 พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.มักกะสัน พ.ต.ท.กัมพล รัตนประทีป เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.มักกะสัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ DSI จำนวนกว่า 30 คน นำหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้นตึกเลขที่ 338 อาคาร DCHL ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังได้รับร้องเรียนว่าบริษัท

ดังกล่าวได้เปิดเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่น้ำมันหอมระเหยพร้อมตะเกียงวิเศษ หลอกลวง และฉ้อโกงประชาชน เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาท
ณ วันนั้นมีสมาชิกที่อยู่ในบริษัทจำนวนมากหลายร้อยคนอยู่ในตึก DCHLและยังมีตึกด้านหลังไว้สำหรับเก็บบัญชีสต๊อกสินค้า และรายรับ - รายจ่ายทำบัญชีการเงินทั้งหมด รวมถึงได้เคยแจ้งกับทางสมาชิกให้ทราบว่าจะปรับเป็นสปา เพื่อไว้ให้สมาชิกไว้ใช้บริการ จากการตรวจสอบพบว่า มียอดเงินหมุนเวียนวิ่งเข้ามาในบัญชีเฉพาะเดือนกันยายนเดือนเดียว ทั้งสิ้น 139 ล้านบาท และสำหรับวันเดียวกันนี้มียอดเงินวิ่งเข้ามา จำนวน 39 ล้านบาท ทางเจ้าหน้าที่จึงยึดเอกสารทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจสอบที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

และทราบว่าจะมีตัวการใหญ่ซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้เดินทางกลับเข้ามา 1 คน ทราบชื่อภายหลังคือ นายฮวง เชียง เซียง อายุ 43 ปี สัญชาติจีนไต้หวัน ตามหมายจับ จึงรีบมาควบคุมตัวพร้อมขอตรวจค้นทันที ซึ่งตัวการใหญ่มีทั้งหมด 3 คน ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้แจ้งว่า สามารถควบคุมตัวได้แล้ว 2 ราย ชื่อ น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี สัญชาติจีน และ น.ส.หว่อง คิน ซีย อายุ 36 ปี สัญชาติจีน อยู่ระหว่างการสอบสวน

นอกจากนี้ ยังได้ออกหมายจับไปแล้วจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ชาวต่างชาติ 3 ราย อีก 17 ราย เป็นคนไทย ที่ทำหน้าที่เป็นดุกซ์ และยังมีศูนย์ใหญ่อีกที่อยู่จังหวัดนครราชสีมา โดยคนไทยจะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารขึ้นเวทีพูดชักชวนหลอกลวงลูกค้าให้มาลงทุน ตามเกณฑ์การลงทุนเป็นระดับ ๆ แบ่งซอยย่อย พบว่ามีการลงทุนขั้นต่ำประมาณ 200,000 บาท และจะมีการโชว์สลิปให้เห็นยอดเงินตอบแทนที่ได้คืนมาทุกวันที่ 20 ของเดือน จะได้ผลตอบแทนที่เกินจริง ทำให้ผู้ลงทุนหลงเชื่อซึ่งจะได้มาประมาณแค่ 1 - 2 เดือนแรก จากนั้นก็จะไม่มีเงินเข้ามาในบัญชีทำให้ผู้ลงทุนทวงถามถึงส่วนแบ่งผลตอบแทนที่จะได้รับทุกเดือน โดยทางอัพไลน์จะแจ้งให้ทราบว่า หากอยากได้ผลตอบแทนกลับคืน ก็ต้องไปหาผู้มาร่วมลงทุนมาลงทุนอีก ถึงจะได้ผลตอบแทนกลับไป ก็ทำให้มีผู้หลงเชื่อมาเป็นทอด ๆ
ด้านนายอิสรพงศ์ สาพงษ์เอี่ยม เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ DSI กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่มีการสืบ ติดตามตั้งแต่ปี 2553 บริษัทขายตรงที่จำหน่ายตะเกียงน้ำมันหอมระเหยที่อวดสรรพคุณบำบัดสารพัดโรค ดำเนินงานปีนี้เข้าสู่ปีที่ 10 ซึ่งปีที่ผ่านมามีฐานสมาชิกกว่า 20,000 ราย และปัจจุบันฐานสมาชิกปิดที่ราว 40,000 ราย ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.สุรินทร์และโคราช ที่ลุกลามเกือบทั่วทั้งจังหวัด ส่งผลให้ผู้เสียหายบางรายต้องขายที่นา สิ้นเนื้อประดาตัว และหนักถึงขั้นแขวนคอตายในบางราย

การนำกำลังเข้าตรวจสอบครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลาง สมุดเงินฝาก และเข้าตรวจสอบเก็บข้อมูลเบื้องต้นภายในห้องบัญชี ห้องคอมพิวเตอร์ โดยยึดเซิร์ฟเวอร์เพื่อนำกลับไปตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ จำนวน 1 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสมุดรายวันทั่วไป บัญชีรายรับแต่ละเดือน ที่พบว่าบริษัทนี้มีรายรับ เงินวิ่งเข้ามาในบัญชีเดือนกันยายน ล่าสุด! 139 ล้านบาท และรายได้ที่วิ่งเข้ามาในบัญชีวันที่บุกตรวจสอบวันเดียวปาเข้าไปถึง 39 ล้านบาท...!!
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาตัวการใหญ่ 3 รายว่า ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 และมาตรา 5 มาตรา 12 และ 15 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83
ต่อมาที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 19.30 น.พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงข่าวจับกุม น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ 36 ปี น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ทั้งสองสัญชาติจีน น.ส.มีนา สุขสงวน อายุ 32 ปี และ น.ส.วนิสา ศิลาอ่อน อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม พรก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยจับกุม น.ส.หว่อง คิน ซี และ น.ส.เฉิน เป่า หยี ได้ที่บริเวณลานจอดรถ อาคารเดอะสตาร์ แอท พระราม 3 ถนนพระราม 3 เแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม. น.ส.มีนา ได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 73/219 หมู่ 5 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ส่วน น.ส.วนิสา จับกุมได้บริเวณกองปราบปราม ถนนพหลโยธิน
ด้านผู้ต้องหาทั้งหมดต่างให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้หลอกขาย เนื่องจากลูกค้าจะซื้อของก็ซื้อไปเลยไม่ต้องสมัครสมาชิกตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นางมีนา นั้นถือเป็นวิทยากรการพูดชักจูงใจอันดับต้น ๆ ของประเทศ ซึ่งทางบริษัทดังกล่าวยอมจ่ายเงินให้เดือนละ 5 แสนบาท ให้มาสอนพนักงานของบริษัทเพื่อไปหลอกลวงสมาชิกต่อไป

และในวันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.00 น.พ.ต.ท.ภูวเดช ภูวปรีชานนท์ สว.กก.1 บก.ป. พ.ต.ท.พุทธพงศ์ เมฆเอี่ยมนภา สว.กก.1 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ นำกำลังจับกุมตัว นายสายันต์ ประกอบสัญฑ์ อายุ 31 ปี ชาว จ.สกลนคร และ น.ส.พเยาว์ กาบมาลี อายุ 31 ปี ชาว จ.สระแก้ว สองสามี - ภรรยาในฐานความผิดร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยสามารถจับกุมได้ที่อาคารเลขที่ 689 ปากซอยเอกชัย 16 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กทม.

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ซึ่งเป็นสามี - ภรรยาได้พักอาศัยอยู่ที่อาคารดังกล่าว และเป็นผู้ต้องหาที่ทาง DSI ได้ออกหมายจับไว้ในคดีแชร์ลูกโซ่ขายน้ำมันหอมระเหย จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และทำการจับกุมได้ดังกล่าว จากการสอบสวนทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การในชั้นศาลเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายส่งพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา ที่ศาลอาญาเมื่อเวลา 11.00 น.พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คุมตัว นายฮวง เชียง เซียง ชาวจีน น.ส.หว่อง คิน ซี ชาวจีน น.ส.เฉิน เป่า หยี ชาวจีน น.ส.มีนา สุขสงวน นางวนิสา ศิลาอ่อน และนายคำสิงห์ วรรณประภา ผู้ต้องหาที่ 1 - 6 ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไปฝากขังที่ศาลอาญาครั้งแรก มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 - 24 ต.ค.55

คำร้องฝากขังบรรยายว่า ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ทำธุรกิจขายตรง นำเข้าน้ำหอมระเหยจากต่างประเทศ โดยมีการโฆษณาชักชวนหาสมาชิกผ่านเว็บไซต์ www.dchl.com เชิญชวนให้สมาชิกเข้าร่วมรับการอบรมโดยผู้ต้องหาทั้ง 6 จะเป็นผู้บรรยายในการสัมมนา ให้สมาชิกร่วมลงทุนกับบริษัท ไม่ใช่การขายสินค้า สร้างความเสียหายมูลค่า 10 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 ส.ค.53 - 15 พ.ค.54 การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบปากคำพยานอีก 30 ปาก รอผลการตรวจประวัติอาชญากร ขออนุญาตศาลฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ศาลพิจารณาคำร้องอนุญาตให้ฝากขังได้ (ขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนคัดลอกมาจาก ASTV)


25 ต.ค.55 ผู้เสียหายกว่า 40 คน
นัดออกสื่อช่องTPBS และ INTV
วันที่ 25 ธันวาคม 2555 ความพยายามของผู้นำระดับสูง 41% หรือ มาร์ควิส และอัพไลน์ ได้รวมตัวกันอีกครั้งกว่า 40 คน ได้นัดรวมตัวกันเพื่อให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ : สถานีประชาชน ช่อง TPBS รวมถึงสถานี INTV ในวันเดียวกัน เพื่อประกาศต่อสมาชิกหรือดาวไลน์ที่ยังโดนอัพไลน์ระดับมาร์ควิสกว่า 500 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่ยังป้อนข้อมูลข่าวสารที่ผิดไปจากความจริง ทั้งที่เป็นข่าวครึกโครม ว่าตัวการใหญ่โดนจับกุม 9 คน คงเหลืออีก 11 คนที่ตามรวบตัวอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะระดับมาร์ควิสยังปิดบังข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง และได้แจ้งข้อมูลเท็จให้กับสมาชิกรับทราบว่า ระดับดุกซ์ที่โดนจับกุมตัวนั้นไม่จริงเขาไม่ได้หายไปไหน เหตุที่มาไม่ได้เพราะไปแข่งขันกีฬาสี

สืบเนื่องจากยังมีสมาชิกอีกจำนวนมากที่ยังไม่รับทราบข่าวสาร เพราะโดนปิดหู ปิดตา ห้ามเสพข่าวสารทุกชนิด พร้อมยึดมือถือห้ามติดต่อผู้ใด ขณะเดียวกันยังมีแฟนหนุ่มของดุกซ์ที่โดนจับกุมตัวไป จำนวน 3 คน ได้เข้าไปเฝ้าสังเกตการณ์ผู้เสียหายที่ให้สัมภาษณ์ที่ช่อง TPBS โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและสื่อแต่อย่างใด วึ่งตามที่เคยให้ข้อมูลกับสมาชิกว่า เรามีเงินเยอะพอที่จะจ่ายให้กับตำรวจ และประกาศจะตามล่าหัวมาร์ควิสและอัพไลน์ที่ออกให้สัมภาษณ์สื่อด้วย

และในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่จาก สคบ. นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับการปราบปราม ออกให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ : สถานีประชาชน พร้อมกับผู้เสียหาย เพื่อแจ้งเตือนผู้ที่หลงเป็นเหยื่อ

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางช่อง INTV ที่ออกในรายการ : ข่าวเด่นวันนี้ รวมถึงมาร์ควิสและอัพไลน์ ผู้เสียหายรวมตัวกันกว่า 10 คน เพื่อให้สัมภาษณ์อย่างละเอียดผ่านรายการ : ตลาดวิเคราะห์ ทางสถานี INTV และ TVD ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนเครือข่ายตลอดมา ซึ่งมีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวกับทีมข่าว INTV ในรายการ : ข่าวเด่นวันนี้ ว่าในจำนวนผู้เสียหายที่มาร้องเรียนกว่า 2,600 คน ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจะคืนเงินให้กับผู้เสียอย่างไร ในเบื้องต้นก็ได้รับคำตอบว่า จากปริมาณผู้เสียหายประมาณ 2,600 คน เราก็มีวิธีการบริหารจัดการ ก็คือ เราได้จัดเจ้าหน้าที่ประมาณ 5 นาย ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเข้าเวรสอบสวน วันหนึ่ง ๆ เราคาดว่าจะทำได้ 40 คน แต่ว่าถ้ามีปริมาณผู้เสียหายมากขึ้น ก็จะเพิ่มพนักงานสอบสวนให้มากขึ้น และก็จัดสถานที่เพิ่มเติมมากขึ้น และต้องขออนุญาตท่านอธิบดีที่จะดำเนินการตามนี้ แต่ในเบื้องต้นเราคิดว่าจะจัดซัก 5 คนและ 1 วันไม่ต่ำกว่า 40 คน ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำไปนาน ๆ มันก็จะเกิดความเชี่ยวชาญและก็จะทำได้เร็วขึ้น อาจจะให้คนที่สอบคนเดิมเพิ่มได้ประมาณ 20% ก็น่าจะได้วันละ 60 คนต่อวัน

สำหรับเม็ดเงินที่อายัดไว้ ถ้ามีผู้เสียหายมีจำนวนมากเกิน 10,000 คนขึ้นไป เงินที่อายัดไว้นำมาจ่ายไม่เพียงพอ ซึ่งถ้าพูดกันตามหลักกฎหมาย มันจะมีหน่วยงานที่อาจจะให้ความช่วยเหลือได้ เช่น กระทรวงยุติธรรม เรามีหน่วยงานอยู่หน่วยงานหนึ่งที่เปิดขึ้นมา หากมีความเสียหายทางคดีอาญาเกิดขึ้น เราก็สามารถที่จะไปติดต่อก็คือ กรมคุ้มครองสิทธิ์ ซึ่งผมจะไปตรวจสอบดูว่ากรณีที่ถูกหลอกลวงเป็นคดีอาญา จะมีการชดเชยค่าเสียหายทางแพ่งได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ผมยังไม่รับปาก แต่ว่าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีแล้ว ต่อมาศาลยกฟ้องตรงนี้ก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้ ผมยังไม่แน่ใจว่ากรมคุ้มครองสิทธิ์จะทำได้แค่ไหน เพียงได
แต่อย่างไรก็ดีผมอาจจะเสนอผู้บังคับบัญชาว่า กรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้ ทางหน่วยงานของรัฐนี้จะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ในเบื้องต้นอย่างที่ผมบอก ก็คือ ถ้าเดินทางมาแล้วก็มาให้การ ผมก็จะจ่ายค่าเดินทางในกรุงเทพฯ 200 บาท ต่างจังหวัดก็ 500 บาทอย่างที่กราบเรียนไป

ถามว่าคดีนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ หากมีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น คดีนี้จะเสร็จเป็นส่วน ๆ ส่วนหนึ่งอย่างที่ผมกราบเรียนก็คือ 70 คนแรกภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 เราจะรีบส่งฟ้องศาล ส่วนที่เหลือเราสอบสวนผู้เสียหายหมดเมื่อไหร่ เราจะรีบส่งสำนวนเสนอพนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิน 3 เดือน ก็เราพยายามทำให้เสร็จภายในกรอบนี้ โดยเพิ่มพนักงานสอบสวนอย่างที่กราบเรียน

ในเบื้องต้น DSI มีการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องแชร์ลูกโซ่ ที่มีความต่างจากขายตรง โดยปกติเราจะมีการผลิตเอกสารชี้แจง นอกจากนั้นก็ยังมีในเว็บไซต์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เปิดเข้าไปดู อย่างที่บอกเมื่อกี้ ก็คือ แง่คิด สะกิดใจ ห่างไกลแชร์ลูกโซ่ วิธีการสังเกตธุรกิจไหนเป็นธุรกิจขายตรง ธุรกิจไหนเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เราก็จะมีข้อมูลอยู่ หากท่านทำธุรกิจขายตรงอยู่และไม่แน่ใจ ขอให้เข้าไปดูแง่คิด สะกิดใจ แล้วนำไปวิเคราะห์ดู ถ้ามันเป็นไปในแง่ของแชร์ลูกโซ่ ท่านก็อาจจะต้องรีบถอยออกมาและก็แจ้งให้เราทราบต่อไป

เหตุผลที่เราต้องใช้เวลาสืบสวนนานกว่า 3 เดือน เป็นเพราะเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน มันต้องมีทั้งการแฝงตัว การตรวจสอบบัญชีเงินฝาก ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ละคดีเราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ เพราะว่าถ้ารีบดำเนินการ อาจจะส่งผลเสียในรูปคดี เช่น มีผู้ต้องหาบางรายที่หลุดรอดไป เพราะว่าเราต้องดูพยานหลักฐานให้ละเอียด ถ้าดูไม่ดี ถ้ารีบร้อนก็จะได้ผู้ต้องหาที่ไม่ครบถ้วน จึงทำให้พนักงานสอบสวนกังวลกัน


รวบทันที9 รายตัวการใหญ่ไม่รอด
ตามล่าอีก11 รายเจอที่ไหนจับที่นั่น
ทางด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับการปราบปราม กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีการเข้าไปจับกุมว่า หลังจากที่ได้รับร้องเรียนในครั้งแรกที่กองปราบฯ เราก็ทำการสอบสวนปากคำผู้เสียหายไว้ และก็ประมาณเรื่องแล้วมันเข้าลักษณะของคดีพิเศษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องดำเนินการ เราจึงส่งเรื่องให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะทำการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนที่กองปราบฯ เราก็จะรับเรื่องส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ จากนั้นก็รวบรวมพยานและหลักฐานส่งให้กรมสอบสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 20 ราย และหมายจับนี้ก็เริ่มมาปรึกษากับเราว่า จะเริ่มดำเนินการวันไหน เพราะว่ามันจะมีผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักร เราก็ไม่อยากไปจับคนอื่นที่อยู่ในราชอาณาจักรก่อน เพราะเกรงว่าถ้าจับไปก่อนแล้วคนที่อยู่เมืองนอกนั้นจะทราบ ก็ไม่ยอมเข้ามาในราชอาณาจักร ทำให้การจับกุมลำบาก จึงได้รอ

เมื่อทาง สคบ.แจ้งว่า ในวันที่ 12 ต.ค.นี้ ทางผู้บริหารเบอร์ 1 ของบริษัทจะเข้ามาทำการเสียค่าปรับที่ สคบ. วันนั้นเราก็ตกลงว่าจะลงมือจับกุมถ้าเขามาจริง เพราะคนอื่นอยู่ในราชอาณาจักรอยู่แล้ว ถ้าตัวใหญ่อยู่นอกราชอาณาจักรมาเมื่อไหร่จับกุมคนในประเทศได้ คนอื่นก็จะตามมา วันที่ 12 ต.ค. ผู้บริหารระดับสูงเขาก็มาที่ DSI ก็เลยไปจับกุมเบอร์ 1 และหลังจากนั้นวันเดียวกันเราก็สามารถจับกุมได้เพิ่มอีก 5 ราย ในวันที่ 13 ต.ค.จับได้อีก 2 ราย และไปมอบตัวที่ DSI อีก 1 ราย สรุปกองปราบฯ จับกุม 7 ราย DSI 2 ราย รวมทั้งสิ้นเป็น 9 ราย คงเหลือติดตามการจับกุมอีก 11 ราย ตอนนี้เราก็พยายามติดตามสืบสวนจับกุมอยู่ พวกนี้ก็เริ่มรู้ตัวและเริ่มหลบหนีกัน ตอนนี้ก็กำลังเช็คข้อมูลว่าเขาไปอยู่ตรงไหน

ส่วน 11 รายที่เหลือ ก็ไม่ได้แบ่งใครจับ ทาง DSI ก็จะมีหมาย ทางเราก็จะมีหมาย และจะร่วมกันติดตามสืบสวนจับกุมและร่วมมือกับตำรวจท้องที่ด้วย ถ้าใครเจอก็จับได้หมด ไม่มีระยะเวลาว่าจะจับเมื่อนั้นเมื่อนี้ ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินการอยู่เจอเมื่อไหร่ก็จับ 11 คนเมื่อนั้น คงเหลือแต่คนไทยทั้งนั้นละครับ กระทำผิดในข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก็จำคุกตั้งแต่ 5 -10 ปี และก็ปรับตั้งแต่ 5 แสน ถึง หนึ่งล้านบาท และก็ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท หากเปิดดำเนินการต่อจนกว่าจะหยุดดำเนินการ ซึ่งตอนนี้เขาหยุดไปแล้ว

ในส่วนของพยาน ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความปลอดภัย มันมีกฎหมายคุ้มครองพยานอยู่แล้ว เขาสามารถมายื่นคำร้องได้ อาจจะไปยื่นกับตำรวจท้องที่หรือมายืนที่กองปราบฯ ว่า หากเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะมีการจัดการพิจารณาและจัดชุดคุ้มครองตามความเหมาะสม

ถามว่าผู้เสียหายยังมาแจ้งได้ที่กองปราบฯ หรือไม่ ก็ยังมาได้ครับ ในส่วนของคดีอื่น ๆ ถ้าเราสอบสวนแล้วมันเข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน การกู้ยืมเป็นการฉ้อโกงประชาชน เราก็ต้องส่งเรื่องให้ DSI ก็ร่วมมือกันอยู่แล้วครับ และถ้ามีใครชักชวนให้ทำธุรกิจโดยที่ท่านไม่มีส่วนในการบริหารอะไรเลย ทำหน้าที่เพียงเอาเงินมาลงทุน หรือไปหาสมาชิกเพิ่มและก็ได้ผลตอบแทนที่มันสูง ตรงนี้มันผิดปกติ และให้ท่านตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า มันอาจจะเข้าลักษณะแชร์ลูกโซ่ เพราะว่าคงไม่มีใครเขาหวังดีกับเราขนาดนั้น ที่ว่าได้เงินง่าย ๆ แล้วจะมาชวนเราทำ เขาก็คงทำเองไปแล้ว และถ้าใครเจอพฤติกรรมอย่างนี้ก็ให้ติดต่อตำรวจท้องที่ หรือว่ากองปราบฯ หรือว่า DSI ก็ได้ และต้องตรวจสอบก่อนที่ท่านจะตัดสินใจไปลงทุน พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย


15 ต.ค.ถอนใบอนุญาต สคบ.
เตือนภัยขายตรงอีก2ค่ายจ่อคิวเชือด
นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึงในส่วนของบริษัท DCHL ก็คือ ณ วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ได้มีคำสั่งเพิกถอนไม่อนุญาตบริษัทนี้ประกอบธุรกิจขายตรงตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป ถ้าหากกระทำการฝ่าฝืน มันก็มีบทลงโทษก็คือปรับเป็นรายวัน วันละไม่เกิน 10,000 บาท อันนี้ก็คือบทลงโทษหลังจากการเพิกถอน

ทำไมถึงมีการกระทำที่ล่าช้า ทั้งที่มีการตั้งกระทู้ถามในเว็บ สคบ.มานานแล้ว อยากบอกว่ามีการดำเนินการมาพอสมควรแล้ว เพียงแต่การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานเพื่อที่จะเอาผิด เอาคนเข้าคุก มันก็ต้องใช้เวลานิดนึง เพราะถ้าเกิดการผิดพลาดอะไรคงไม่ได้ ตรงนี้เราก็มีการประชุมร่วมกันกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และก็สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบอยู่เป็น

ระยะ ๆ เมื่อมีข้อเท็จจริงและก็ได้หลักฐานใหม่มา เพื่อที่จะนำไปสู่กระบวนการขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ ก็มีการประชุมกันเรื่อย ๆ เพราะมีคนร้องเรียนเข้ามาตั้งแต่ปลายปี 2553 เพียงแต่พฤติกรรมมันแตกต่างกันไปบ้าง มันยังไม่ชัดเจนพอที่จะให้เราดำเนินคดีฐานความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ณ วันนี้

ถามว่าก่อนหน้านี้มีการแฝงตัวเข้าไปดูบ้างหรือไม่ ก็มีทางตำรวจกรมสอบสวนได้แฝงตัวเข้าไป และก็ทางป้องปรามทาง ปปง.ได้แฝงตัวเข้าไป แต่ว่าเข้าไปตอนไหนอย่างไรนั้น ก็คงเข้าไปลับ ๆ ไม่ได้เปิดเผยตัวตน ณ ตอนนี้ตามที่ผู้บังคับการสำนักคดีอาญาพิเศษ ที่ได้บอกไว้นะครับว่า คนที่เสียหายก็ขอให้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ลงชื่อไว้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งหมด เนื่องจากว่าทางกรมสอบสวนรับเป็นคดีพิเศษแล้ว และจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ตอนนี้ก็รวบตัวได้ทั้งหมดเลย ทั้งที่สาขาสำนักงานใหญ่หลัก ๆ ก็คือ ตรงพระราม 9 และที่โคราช อันนี้ก็คิดว่าคงปิดทำการแล้ว และคงไม่สามารถเปิดทำการได้อีกแล้ว ถ้ายังเปิดก็มีโทษปรับอีกต่อวันไม่เกิน 10,000 บาท สิ่งที่ทางรัฐอำนวยความสะดวกกระทำได้พร้อมกัน เพราะว่าตึก สคบ.กับ DSI อยู่ตึกเดียวกันเพียง แต่คนละชั้น สามารถเข้ามาปรึกษาเข้ามาร้องเรียนอะไรได้ เราก็จะอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนผู้เสียหายเกินหลักหมื่นหรือไม่ อันนี้ผมยังตอบไม่ได้ เพราะว่าที่ผ่านมาในฐานข้อมูลของบริษัท มันก็มีเป็นหลักหมื่น แต่คนที่เสียหายจริง ๆ ที่เดินเข้ามาร้องทุกข์มันก็ไม่ถึง จากนี้ไป สคบ.ก็คงชี้แจงไปทุกจังหวัด เดี๋ยวเราจะมีหนังสือแจ้งทางจังหวัดให้ประสานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ต่อไป
ที่สำคัญก่อนหน้านี้มีการเชิญบริษัทขายตรงที่เข้าข่ายว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ก็มีการเชิญมา 2 ค่าย ก็ได้ทำตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมายที่ให้อำนาจ สคบ.ไว้ คงจะดูประเด็นในเรื่องของข้อเท็จจริง และประเด็นของการร้องเรียน รวมถึงพฤติกรรมของบริษัทที่ไปทำ คงต้องปรับเข้ากฎหมายว่า มันสามารถที่จะดำเนินการได้ตามข้อกฎหมายข้อใดบ้าง

โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่เอาหนักสุดเลย มาตรา 19 หลัก ๆ ก็คือ ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรง โดยมีลักษณะเป็นการชักชวนให้ประชาชนเข้ารวมธุรกิจโดยจ่ายผลตอบแทนจากการคิดคำนวณ จากจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นประมาณนี้ ก็มีโทษจำคุกไม่มีโทษปรับเฉพาะมาตรานี้ แต่สำหรับความผิดฐานมาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา 38 มาตรา 27 มาตรา 20 อันนี้มีบทลงโทษในเรื่องของการเสียค่าปรับอยู่ ตรงนี้ก็ดูเป็นแต่ละฐานความผิดไป

จึงอยากฝากถึงประชาชนก่อนที่จะเข้าร่วมธุรกิจ ก็คงจะต้องมีการตรวจสอบ อย่างแรกที่อยากให้ตรวจ ก็คือ 1. บริษัทได้รับการจดทะเบียนจาก สคบ.หรือไม่ ตรวจสอบในเว็บไซต์ของสำนักงานได้ว่า บริษัทนี้ได้จดทะเบียนหรือไม่ 2. ถ้าตรวจสอบพบแล้วว่า พบบริษัทจดทะเบียนแล้ว ถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้ให้โทรมาถามเจ้าหน้าที่สักนิดหนึ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ในส่วน สคบ.เขาก็จะมีข้อมูลของบริษัทอยู่เบื้องต้น ที่สามารถอธิบายหรือว่าบอกในข้อเท็จจริงได้ และเพียงพอที่จะให้ท่านตัดสินใจในการที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมในการทำธุรกิจ ส่วนบริษัทที่อยู่ภายใต้แนวนโยบายของท่านเลขาธิการคนปัจจุบัน นายจิรชัย มูลทองโร่ย ก็คือ ส่งเสริมทุกบริษัทที่ทำดีแน่นอน และก็เน้นหนักปราบปรามกับบริษัทที่มีพฤติกรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่ ตรงนี้ท่านก็ให้นโยบายมาชัดเจน


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1 - 15 พฤศจิกายน 2555ฉบับ331

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กองปราบบุกจับ DCHL"ตะเกียงวิเศษ"ลวงโลก "แจ้งข้อหาแชร์ลูกโซ่!!!!!"








ในที่สุดบริษัท DCHL ซึ่งทำธุรกิจจัดจำหน่ายตะเกียงและน้ำมันหอมระเหยชื่อดัง ซึ่งอาศัยช่องทางการขายตรงมาบังหน้า ด้วยการชักชวนสมาชิกให้เข้ามาลงทุนด้วยเงินเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมอบผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืนให้อัตราที่สูงกว่ากฏหมายกำหนดหากหาสมาชิกรายใหม่มาร่วมลงทุนได้ เผยในรอบปีที่ผ่านมามีผู้เสียหายร้องเรียนกับ สคบ. มากเป็นประวัติศาสตร์ถึง 900 ราย เลยทีเดียว

เมื่อวัน 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองปราบปรามกว่า 50 นายนำกำลังเข้าตรวจค้น บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โอลดิ้ง จำกัด หรือ (DCHL) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ. พระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอมระเหย และตะเกียง แต่มีผู้ใช้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหาสมาชิกเพิ่มหากหาสมาชิกใหม่มาได้ 5-6 คน ก็จะได้รับเงินปันผลเพิ่ม ถึง 21,000-26,000 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าตรวจค้นภายในบริษัทพบประชาชนซึ่งมานั่งรอสมัครสมาชิกใหม่กับทางบริษัทบริเวณชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 100 คน และพบสมาชิกเก่าเข้ามารับสินค้าและมาอบรมกับบริษัท โดยไม่ตื่นตกใจกับการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ยังคงนั่งรอสมัครสมาชิกและรับสินค้ากันตามปกติ จนเสร็จสิ้นการตรวจค้น


พ.ต.อ. นิรันดร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คนซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ 3 คนที่วสใสนถจับกุมได้แล้วคือนายฮวงเชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ น.ส.หว่อง คิน ซึ อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกงและน.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกง ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้ชักชวนสมาชิกเข้าร่วมลงทุนด้วยการล่อลวงให้ลงทุนจำหน่ายน้ำมันหอมระเหยและตะเกียงรายละ 190,000 บาทเพื่อให้ได้เงินปันผล 40,000 บาท แต่หากลงทุนเพียง 12,300 บาทจะยังไม่ได้รับเงินปันผลจนกว่าจะสามารถชักจูงสมาชิกมาร่วมลงทุนเพิ่มจึงได้แจ้งข้อหาว่าร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การตรวจค้นบริษัทดังกล่าวดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายประมาณ 70 รายคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภายคะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมหรูต่างๆ ซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือเจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมากรวมถึงมีการโฆษณาชักชวนผ่านเว็บไซต์ และอ้างว่าเงินเป็นผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้


"ในวันนี้จะรวบรวมหลักญานโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดข้อมูลจำนวนลูกค้าและสินค้าเพื่อตรวจสอบยอดผู้เสียหาย รวมถึงดูบัญชีความเคลื่อนไหวทางการเงิน ซึ่งพบว่าเฉพาะวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อ 39 ล้านบาท และเพือนกันยายน 2555 มีกำไรกว่า 198 ล้านท ทั้งนี้จากการตรวจสอบยอดสมาชิกจาก สคบ. ปี 2554 มีสมาชิก 20,000 คน และเชื่อว่าขณะนี้มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40,000 คน ซึ่งสคบ.ได้สั่งปรับวันละ 10,000บาทรวมยอดค่าปรับถึงปัจจุบัน 600,000 บาท ส่วนการสั่งให้ยุติกิจการเป็นอำนาจของ สคบ." พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าว


อนึ่ง ก่อนหน้านี้(วีนที่ 4 ก.ค.) ที่กองปราบปราม กลุ่มสมาชิกนักธุรกิจเครือข่ายของบริษัทดิจิตอล คราวน์โฮลดิ้ง ย่านพระรามเก้า กว่า 30 คนเดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป.เพื่อร้องทุกข์ขอให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทนี้ว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ๋หรือไม่เนื่องจากขณะนี้มีผู้ใช้แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วนตกเป็นเหยี่ต้องกู้หนี้ยืมสิน นำที่ดินของครอบครัวไปจำนองเพื่อนำเงินมาลงทุนในวจรธุรกิจลักษณะนี้รวมค่าเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท


น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู หนึ่งในสมาชิกธุรกิจเครือข่ายของบริษัทแห่งนี้ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่โรงงานบริษัทรถยนต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ต่อมาได้มีเพื่อนซึ่งทำธุรกิจเครือข่ายกับบริษัทนี้มาชักชวนให้ร่วมทำธุรกิจโดยบอกว่าลงทุนเล็กน้อยแต่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไปตลอดชีวิตจึงเกิดความสนใจเพราะต้องการช่วยเหลือครอบครัวหาเงินมาไถ่ถอนที่ดินกว่า 20 ไร่ที่ติดจำนองอยู่ จากนั้นเพื่อนคนดังกล่าวได้พามาเข้าอบรมที่อาคารสำนักงานย่านพระรามเก้า เสียค่าเข้ารับอบรม 300 บาท เมื่อเข้าอบรมบรัษทก็จะจัดคนที่ประสบความสำเร็จได้รายได้มากๆ มาพูดจูงใจ ซึ่งในการอบรมแต่ละครั้งใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่เมื่อฟังบ่อยๆ เข้าจะเหมือนถูกล้างสมอง และเชื่อว่ามีความเป็นไปได้เพราะแต่ละคนที่มาเป็นสมาชิกนั้นก็เป็นคนใช้แรงงานหาเช้าินค่ำที่อยากจะมีฐานะดีขึ้น


น.ส.เอ กล่าวต่อว่าเมื่อหลงเชื่อเพื่อนที่เป็นอัพไลน์หรือพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดก็จะให้หาเงินมาลงทุน โดยวิธีการระดมทุนนั้นเขาจะแนะนำให้พูดคุยกับคนที่เรารักหรือคนในครอบครัว ซึ่งช่วงนั้นตนหลงเชื่อจึงนำที่ดินติดจำนองธนาคารไปจำนองกับนายทุนเงินกู้ได้เงินมา 4.4 แสน บาทแต่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 เงินที่ได้มาส่วนหนึ่งก็นำไปใช้หนี้ธนาคารที่ก่อนหน้านี้จำนองที่ไว้ส่วนที่เหลือก็นำมาลงทุนในธุรกิจใช้เงินไป 212,300 บาทได้สินค้าเป็นตะเกียงมาหลายชุดดแต่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้นำไปขายแต่ก็จะถูกแนะนำให้เก็บสินค้าไว้เพื่อนำไปขายให้คนที่เราชักชวนมาเป็นดาวน์ไลน์ในเครือข่ายเราตนทำงานนี้มาเกือบ 7 เดือน ต้องไปที่อาคารสำนักงานบริษัทที่พระรามเก้าและพระรามสองทุกวัน หยุดวันอาทิตย์วันเดียว และหาเครือข่ายได้เพียงรายเดียวเท่านั้นได้เงินกลับคืนมา 4 หมื่นกว่าบาท


"ตลอดเวลาที่ทำงานเครือข่ายนั้นก็จะถูกพูดกรอกหูให้หาทุนหาเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา และได้ทราบจากคนอื่นที่หลงเชื่อมาเป็นเครือข่ายว่าต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนคนละ 200,000 บาท เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในระบบธุรกิจนี้ ซึ่งส่วนใหญ่สมาชิกกว่าสองหมื่นคนเป็นผู้ใช้แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี และนครราชสีมา ที่ขณะนี้กำลังเดือดร้อนพราะหนี้สินที่ไปกู้ยืมมาลงทุนโดยเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทนจริงตามที่บริษัทมีการกล่าวอ้างจึงไม่อยากให้คนอื่นตกเป็นเหยื่ออีกจึงมาร้องทุกข์ดังกล่าว" นางสาวเอกล่าว


สำหรับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมการทำธุรกิจของบริษัท DCHL ที่เข้าข่ายการหลอกลวงประชาชนนั้นตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีการร้องเรียนเพื่อให้ตรรวจสอบบริษัทนี้ถึง 900 คน เลยทีเดียวแต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจากคำแถลงของ พ.ต.อ.นิรันดร์ ที่รุบุว่า สคบ. มีคำสั่งปรับบริษัท DCHL ถึงวันละ 10,000 บาท และในขณะนี้มียอดการปรับสูงถึง 600,000 บาทคิดเฉลี่ยแล้วบริษัท DCHL ถูก สคบ.ปรับมาเป็นระยะเวลา 2 เดือนแล้ว ซึ่งจากจุดนี้เองประชาชนหลายรายที่ได้เห็นข่าวตามหน้าจอทีวีและหนังสือพิมพ์รายวันที่นำเสนอข่าวการจับกุมในครั้งนี้ได้สอบถามกันมาที่กองบรรณาธิการข่าว "หนังสือพิมพ์ LEADER TIME รายปักษ์" ว่า สคบ. สั่งปรับเงินบริษํทนี้ในข้อหาอะไรซึ่งถ้าเป็นข้อหาทำธุรกิจไม่ตรงตามที่ได้ยื่นแจ้งไว้กับสคบ. ทำไม สคบ.ถึงไม่ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและจะได้ระมัดระวังตัวเพื่อไม่ให้เข้าไปทำธุรกิจกับบริษํทนี้อีกแถมยังปล่อยให้บริษัทนี้ดำเนินธุรกิจต่อไปถึง 2 เดือนจนกระทั่งมาถูกจับกุมในวันนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวหนังสือพิมพ์ Leader Time ปีที่ 9 ฉบับที่ 200 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2555