ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4 ทาง "4 สมาคม"







44 (Mobile)


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันวงการขายตรงไทยมีทั้งหมด 4 สมาคม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทขายตรงที่มีความคิดเห็นคล้อยตามกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


การเกิดขึ้นของสมาคมที่หลายฝ่ายมองว่า วงการขายตรงไทย มีมากมายหลายสมาคมเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายวงการ ธุรกิจก็มีการรวมตัวของหลายกลุ่มไม่ต่างจากวงการขายตรงไทย จากความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาซึ่งการสร้างกลุ่มของตัวเอง ทำให้เกิดตัวเลขของสมาคมที่มากกว่าหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด


และยิ่งปัจจุบัน จากนโยบายของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" เรื่องการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ด้วยแล้ว ที่ระบุชัดว่า บริษัทที่จะขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ต้องมีสังกัดสมาคม สิ่งนี้ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นโดยอ้อม ให้ตัวเลขของจำนวนสมาคมขายตรงไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 สมาคมในอนาคต


ความรู้สึก ที่ต้องการเห็นการรวมตัวของสมาคม เป็น 1 สมาคม หรือ 1 สมาพันธ์ นับวันก็ยิ่งยากขึ้น


เพราะปัจจุบันแนวความคิด การทำงานของแต่ละสมาคม ดูจะกลายเป็น 4 ทาง ที่มองไปก็ไร้ทางบรรจบ


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมจากสมาคมต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน เพื่อก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" โดยสมาคมของประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องเป็นสมาชิกในสังกัดใหญ่ อย่าง "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)"


ที่สำคัญ นายกสมาคม TDSA ยังบอกชัดอีกว่า การรวมตัวสมาคมขายตรงในไทยเป็นหนึ่งเดียวนั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก


นี่ยิ่งเป็นเหมือนการตอกฝาปิดกระแสรวมสมาคมขายตรงไทย


สิ่งที่ TDSA กำลังทำ เป็นสิ่งเดียวกับ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ที่ต้องการก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เช่นเดียวกัน


แต่เมื่อสมาคม TDSA ชิงทำก่อน พร้อมกฎกติกาที่ชัดเจน ที่สมาคมที่จะร่วมต้องสังกัด WFDSA ก็ไม่ต่างจากการปลุก "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ให้ตื่นจากฝัน และยอมรับความจริงว่า "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" คงเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชื่อ TSDA เป็นแนวร่วม


โดยสิ่งที่ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" จะทำได้ คือ ชิงตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ให้ได้ก่อน TDSA จะทำได้ หรือไม่ก็ทำให้ "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" มี 2 สมาพันธ์ ซึ่งนั่นยากมากที่จะเกิดขึ้น


ส่วนฝั่ง "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" ก็พยายาม เร่งทำงานเรื่องการรื้อกฎหมายขายตรง รวมถึงผลักดันให้ภาครัฐตั้งหน่วยงานที่จะมาดูแล กำกับวงการขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง แยกออกจาก "สคบ." ไม่ให้เข้าไปมั่วอย่างที่ผ่านมา


ถามว่าการแก้ไขกฎหมาย 6 มาตราในเบื้องต้น ที่ TDNA ยกขึ้นมาให้เป็นมาตราหลักที่ต้องแก้ไขนี้ จะตรงใจกับบริษัทขายตรง อื่นๆ หรือสมาคมขายตรงที่เหลือหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา


ถึงแม้ว่า "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" จะพยายาม เชื้อเชิญตัวแทนสมาคมทุกสมาคม ตัวแทนบริษัททุกบริษัทเข้า ร่วมหารือ แต่ก็ใช่ว่าทุกสมาคม หรือทุกบริษัทจะให้ความร่วมมือ


ส่วน "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" ซึ่งเป็นสมาคมที่ดูจะเป็นข่าวน้อยที่สุด ก็ดูจะยังนิ่งเงียบอยู่ หลังเคยออกมาเรียกร้องให้มีการรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ตั้งเป็น "สมาพันธ์ขายตรงไทย" ในยุคที่ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" นั่งเป็นนายกสมาคม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว


ทั้งหมดคือ 4 ทางเดิน ของ 4 สมาคม ที่ดูเหมือนจะไร้โอกาสจะบรรจบ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : TDIA เปิดเกมรุกปีงูเล็ก ตั้งหลักสูตรขายตรงเรียนฟรี









เปิดประเดิมปี56 สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย รุดหน้าโครงการใหม่ร่วมนิด้า กับหลักสูตรโฟกัสผู้ประกอบการขายตรงน้องใหม่ที่ไม่มีความรู้ด้านขายตรง เรียนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หวังเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ธุรกิจ ปีแรกรับ 60 คน ถัดไป 120 คน มั่นใจเปิดหลักสูตรได้ปีนี้ หลังรองบหนุนจากรัฐบาล


นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) เปิดเผยว่าแนวทางการดำเนินงานของสมาคมฯปีนี้ คือ ความร่วมมือกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ต่อเนื่องจากปี 2555 ที่ผ่านมา ด้วยการเปิดหลักสูตรปริญญาตรีด้านสุขภาพความงาม และในปีนี้ได้จัดโครงการความร่วมมือในการเปิดหลักสูตรเรียนฟรีเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงทั้งนี้การเปิดหลักสูตรดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ที่สนใจทำธุรกิจขายตรงเข้ามาปรึกษากับสมาคมฯ เป็นประจำ และสมาคมฯได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการเปิดดำเนินธุรกิจดังกล่าวไปว่าจะต้องทำอย่างไรบ้างจึงเป็นที่มาของการจัดหลักสูตรเรียนฟรีเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง


ขณะที่หลักสูตรดังกล่าว มีชื่อว่าหลักสูตรผู้ประกอบการจัดตั้งธุรกิจ MLM ใหม่ จัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการใหม่ที่ต้องการเข้าสู่เส้นทางธุรกิจขายตรง โดยผู้ประกอบการบางรายมีงบมีงบประมาณแต่ไม่มีความรู้ขั้นพื้นฐานในการทำธุรกิจขายตรง ดังนั้นเมื่อจะเริ่มต้นทำธุรกิจดังกล่าวจะต้องเตรียมความพร้อมอย่างไรซึ่งในหลักสูตรดังกล่าวมีคำตอบ


หลักสูตรนี้ตอบโจทย์กลุ่มป้าหมายที่ต้องการเปิดธุรกิจ แต่ไม่มีความพร้อมไม่มีข้อมูล ตรงนี้ถือเป็นการลดความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะต้องปิดธุรกิจลงไปเพราะไม่มีความรู้ในการทำธุรกิจขายตรงที่เพียงพอ ดังจะเห็นได้จากที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการยื่นจดทะเบียนทำธุรกิจขายตรงเป็นจำนวนมาก บางรายก็ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ บางรายต้องปิดกิจการลงไป


สำหรับหลักสูตรดังกล่าวอยู่ระหว่างรอภาครัฐสนับสนุนงบ คาดว่าจะเปิดหลักสูตรได้ภายในปีนี้ โดยจะรับสมัครบุคคลทั่วไปเพื่อเรียนรู้หลักสูตรดังกล่าวจำนวน 60 คน และในปีที่ 2 จะเปิดรับสมัครจำนวน 120 คน ส่วนในปีที่ 3 จะเปิดรับสมัครจำนวน 300 คน ทั้งนี้ สมาคมฯ จะมีการวัดผลเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวว่าในปีแรกจะมีผลตอบรับเป็นอย่างไร


ถ้าถามว่าผู้สอนหลักสูตรนี้เป็นใคร เบื้องต้นก็จะมีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจากนิด้าที่จะสอนด้านทฤษฏี และผู้ประกอบการขายตรงจะเข้าไปสอนเชิงปฏิบัติ อย่างการสอนจากผู้ประกอบการนั้น สมาคมฯได้วางแนวทางในการเชิญผู้ที่มีประสบการณ์จากสมาคมขายตรงอื่นๆ เข้ามาสอนด้วย นอกเหนือจากสมาคมอุตสาหกรรมขายตรง เพราะสิ่งที่มองคือความร่วมมือในการจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ความร่วมมือในด้านต่างๆก็ยังสามารถทำร่วมกันได้ ตรงนี้สมาคมฯไม่ต้องการจำกัดกรอบการเรียนการสอนตรงที่ให้อาจารย์สอนด้านธุรกิจขายตรงในสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงเท่านั้น แต่ควรเป็นอาจารย์สอนจากสมาคมขายตรงอื่นๆ ด้วย นาคาญ์ กล่าว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สมาคมขายตรง5ชาติผนึกกำลัง ตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน








 


ฮือฮา สมาคมขายตรง จาก 5 ประเทศในเอเชีย ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก(WFDSA) อันประกอบไปด้วย สมาคมการขายตรงจากประเทศไทย(TDSA), สมาคมขายตรงมาเลเซีย(DSAM), สมาคมขายตรงเกาหลีใต้(KDSA),สมาคมขายตรงไต้หวันและสมาคมขายตรงประเทศอินโดนีเซีย เตรียมประสานความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์เพื่อระดมแนวคิดสำหรับการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ขึ้นมาอย่างเป็นทางการโดยมีสมาคมขายตรง(DSA)ซึ่งเป็นสมาชิกของWFDSA เป็นแกนนำในการจัดตังเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน เบื้องต้นพร้อมยกเครดิตให้กับ สมาคมขายตรงมาเลเซีย เป็นแม่งานหลักในการประสานงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับประชาชนและภาครัฐเข้าใจธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น เชื่อมั่นแนวความคิดนี้มีโอกาสความเป็นไปได้สูงมาก


ดูเหมือนว่าการจุดประกายฝันของ คุณอัศวิน วัฒนปราโมทย์อดีตนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) ที่คาดหวังจะประสานความร่วมมือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงในเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นสมาคมการขายตรงไทย(TDSA),สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย(TSDA)และสมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย(TDIA) เผื่อผนึกกำลังรวมตัวกันจัดตั้ง สมาพันธ์การขายตรงไทยขึ้นมาเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศไทยและเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียนที่จะมาในปี 2558 นี้... ล้มเหลวและไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้จริงด้วยเหตุเพราะแต่ละสมาคมล้วนมีจุดยืนและมาตราฐานแนวทางในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วฃ


ถึงวันนี้การจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงไทยได้ล้มพับไปอย่างไม่เป็นท่าเรียบร้อยแล้ว แต่ท่ามกลางความเงียบกริบนี้กลับมีอีกหนึ่งกระแสที่ ใหญ่กว่า เกิดขึ้นมาอีกระลอก เมื่อมีรายงานข่าวระบุว่าสมาคมการขายตรง (Direct Selling Associations :DSA) จาก 5 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาคมขายตรงในสังกัดสมาชิกสมาพันธ์การขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Associations: WFDSA) อันประกอบไปด้วยสมาคมการขายตรงไทย , มาเลเซีย,เกาหลีใต้,ไต้หวันและอินโดนีเซีย เตรียมเปิดโต๊ะประชุมร่วมกัน เพื่อระดมความคิดเห็นสำหรับการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ขึ้นมาเพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ที่จะมาถึงนี้


การจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้จะมีสมาคมขายตรงจาก 5 ประเทศซึ่งเป็นสมาชิกของ WFDSA เป็นแกนนำกลุ่มมารวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ฯ ขึ้นมา ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นความลงตัวที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพราะสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศได้เปิดขึ้นมานานแล้วและมีบริษัทขายตรงที่มีความเป็นมาตราฐานผ่านการคัดกรองคณะกรรมการสมาคมให้เข่าร่วมเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมากและที่ผ่านมาสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศได้ทำงานเพื่อสังคมมายาวนานในการให้ความรู้กับประชาชน อีกทั้งได้ประสานความร่วมมือให้ความรู้กับหน่วยงานของภาครัฐของแต่ละประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการรวมตัวจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด แหล่งข่าวระดับสูงกล่าว


สำหรับสมาคมการขายตรงไทย(TDSA) ในยุคที่มี นายกิจธวัช ฤทธิราวี กรรมการผู้จัดการบริษัท แอมเวย์(ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) คนปัจจุบันจะเห็นชอบต่อแนวคิดนี้หรือไม่นั้น แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้ กล่าวว่า เชื่อว่าน่าจะมีโอกาสและความเป็นไปได้ที่สูงมากที่นายกิจธวัชจะประสานงานในเรื่องนี้อย่างจริงจังกับสมาคมขายตรง (DSA) ทั้ง 4 ประเทศคือ มาเลเซีย,เกาหลีใต้,ไต้หวัน และอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้ง4 สมาคมต่างก็เป็นสมาชิกของ WFDSA ด้วยกันทั้งหมด ดังนั้นโอกาสที่จะตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ขึ้นมาเพื่อรองรับ AEC จึงมีความเป็นไปได้ที่สูงมาก


....ในเบื้องต้นถ้าการรวมตัวของ 5 สมาคมขายตรงจาก 5 ประเทศในเอเชียซึ่งเป็นสมาชิกของ WFDSA ประสบความสำเร็จขึ้นมามีความเป็นไปได้ว่าสมาคมขายตรงประเทศมาเลเซีย(DSAM) จะได้รับการโหวตให้เป็นแม่งานใหญ่ในการดำเนินงานด้านนี้เพราะสมาคมขายตรงมาเลเซียก่อตั้งมานานและมีประสบการณ์ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคส่วนธุรกิจขายตรงอย่างเคร่งครัดและเชื่อว่าตำแหน่งประธานสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนจะมีการสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป


ปัจจุบันสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) มีสมาชิกประเภทสามัญและประเภทวิสามัญรวมกันประมาณ 33 บริษัทและบริษัทสมาชิกของสมาคมมีทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทขายตรงของคนไทยเข้าไปเป็นสมาชิก โดยในแต่ละปีกลุ่มบริษัทสมาชิกสมาคมฯครองส่วนแบ่งยอดขายประมาณ 70 % ของมูลค่าอุตสาหกรรมโดยรวมในขณะที่สมาคมการขายตรงประเทศมาเลเซียปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 56 บริษัท ซึ่งสมาคมการขายตรงมาเลเซียมีความโดดเด่นในเรื่องของการยกร่างกฎหมายขายตรงอย่างเข้มงวดมากกว่าประเทศใดๆอ ทั้งนี้เพื่อต้องการให้การประกอบธุรกิจขายตรงมีความโปร่งใสและเป็นมาตราฐานสากลมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมธุรกิจขายตรงภายในประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคตและทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น


ทั้งนี้พ.ร.บ.ขายตรงของมาเลเซียได้มีการร่างกฏหมายขึ้นมาใหม่ซึ่งจะทำให้ธุรกิจมีความโปร่งใสและมีจรรยาบรรณมากขึ้นพร้อมทั้งได้กำหนดนิยามคำว่า ขายตรงระบบเครือข่ายหลายชั้น(MLM)และ ปิระมิด ไว้อย่างชัดเจนโดยพ.ร.บ.ขายตรงฉบับใหม่... ได้เพิ่มโทษปรับทั้งตัวบริษัทขายตรงและนักขายที่หลอกลวงประชาชน ในกรณีของนักขายได้เพิ่มวงเงินค่าปรับสูงสุดเป็น 1 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าวงเงินค่าปรับสูงสุดในอดีตที่เคยปรับอยู่ที่250,000 ริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 2,500,000 บาท หรือมีโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 5 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ


ในส่วนของผู้ประกอบการขายตรงของมาเลเซียได้มีการเพิ่มโทษที่หนักกว่าโดยพ.ร.บ. ขายตรงฉบับใหม่ได้เพิ่มวงเงินค่าปรับเป็น 5 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 50 ล้านบาท จากเดิมมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 5 ล้านบาทเท่านั้น


ขณะที่สมาคมการขายตรงประเทศเกาหลีใต้(KDSA) ปัจจุบันมีบริษัทขายตรงเข่าร่วมเป็นสมาชิกจำนวน 62 บริษัทและล่าสุดที่ประเทศเกาหลีใต้ได้มีการประกาศใช้กฎหมายขายตรงฉบับใหม่ใหม่ที่มีความเคร่งครัดมากกว่าเดิม โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจ่ายคอมมิชชั่นให้กับนักขายโดยกฎหมายใหม่นี้ได้กำหนดให้จ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับนักขายโดยกฎหมายใหม่นี้ได้กำหนดให้จ่ายคอมมิชชั่นให้กับนักขายได้ไม่เกิน 35 % เท่านั้น หากบริษัทใดจ่ายคอมมิชชั่นเกินกว่ากฎหมายกำหนดจะถูกปรับไม่ต่ำกว่า 100 ล้านวอนเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก 5 สมาคมขายตรงจาก 5 ประเทศในเอเชียรวมตัวกันได้สำเร็จนอกจากจะก่อเกิดสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเพื่อร่วมมือกันพัฒนาธุรกิจขายตรงให้เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้วส่วนหนึ่งยังสามารถประยุคข้อกำหนดของกฎหมายขายตรงในแต่ละประเทศที่มีจุดแข็งอยู่แล้วมาปรับใช้ในประเทศไทยอีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วนเลยทีเดียว


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย "TDIA" ลงนาม MOU ร่วมเทคโนสยามยกชั้นขายตรงเปิดหลักสูตร ป.โท ต่อยอดถึง ป.เอก


สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) จับมือ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดหลักสูตรสอน วิชาชีพขายตรงเทียบชั้น ป.โท เป็นแห่งแรก หวังผลักดันภาพขายตรงไทยให้เป็นธุรกิจสีขาวแบบ ไร้มลทิน โดยค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 1.2 แสน บาท แต่สมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมฯ ลดเหลือ คนละ 1 แสนบาท เริ่มแรกคาดว่ามีผู้เรียนทั้งสิ้น 30 คน โดยจะเปิดสอนในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ แถม นายกสมคมฯยังปล่อยหมัดเด็ดทิ้งท้าย หลักสูตรนี้ อาจต่อยอดถึงชั้น ป.เอก ได้ต่อไป

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรม ขายตรงไทย เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการเปิดหลักสูตรการสอนวิชาขายตรงในระดับปริญญาโทกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามครั้งนี้ ถือเป็นโครงการแรกที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการหลังจากตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ และถือเป็นการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จด้วยดี ในอนาคต สมาคมฯจะมีการขยายความร่วมมือเหล่านี้ไปสู่หน่วยงานการศึกษาอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ หลักสูตรขายตรงที่จะเปิดสอน ในวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สมาคมฯ ก็ได้ มีส่วนร่วมให้คำปรึกษา และจะแนะนำคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ วิชาขายตรงโดยเฉพาะให้กับวิทยาลัยฯ ได้คัดเลือก ส่วนผู้เรียนในกลุ่มแรก สมาคมฯ ก็ได้รวบรวมสมาชิกจำนวนหนึ่งมาสมัคร มีประมาณ 30 คน โดยค่าศึกษาตลอดหลักสูตรประมาณ 1.2 แสนบาท แต่ในฐานะสมาชิกของสมาคมฯ ทางวิทยาลัยลดให้เหลือคนละ 1 แสนบาท และในอนาคตหากมีผู้ประสบความสำเร็จในระดับ ปริญญาโทแล้ว ระดับปริญญาเอกก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลจนเกินไป ที่ผ่านมาตนก็ได้มีการ พูดคุยคร่าวๆ แล้วกับทางวิทยาลัยฯ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้สมาคมฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนหนึ่งจากกระทรวงอุตสาหกรรม เราจึงเตรียมจะทำโครงการเปิดอบรมหลักสูตรขายตรงในระยะสั้นร่วมกับสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เป็น การจัดอบรมฟรี แต่อาจจำกัดเวลาและจำนวนคน โดยจะมุ่งเน้นไปยังผู้ที่อยากประกอบธุรกิจใหม่เป็นอันดับแรกก่อน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสมาคมฯ เองมีความต้องการที่จะส่งเสริมด้านการศึกษาเกี่ยวกับการขายตรงอย่างถูกต้องให้กับบุคคลทุกๆ ฝ่ายจริงๆ เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค คือภาพจากคนภายนอกที่มองเข้ามาต้องมองภาพธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีงาม ซึ่งโครงการในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสมาคมฯ เองคงมีอีกหลายๆ โครงการที่จะได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

ด้านอาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า หลักสูตรนี้ มีชื่อว่าหลักสูตรปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) กลุ่มวิชาการตลาดและธุรกิจเครือข่าย โดยผู้เรียนต้องศึกษาวิชาว่าด้วยการขายตรงทั้งหมด 36 หน่วยกิต มีประมาณ 5 วิชา รวมถึงการทำวิทยานิพนธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง ซึ่งทางวิทยาลัย จะเริ่มเปิดกลุ่มวิชานี้ในภาค 2/55 ประมาณ เดือนพฤศจิกายน โดยกำหนดระยะเวลาเรียนอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ คณาจารย์ที่สอนมีทั้งอาจารย์จากภายในและภายนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ทางสมาคมฯ ได้เสนอชื่อมาให้เราพิจารณา โดยหลักสูตรแรกจะมีผู้เรียนจาก สมาคมฯประมาณ 30 คนก่อน หลังจากนั้นทางวิทยาลัยจะได้นำองค์ความรู้ต่างๆมาปรับปรุงให้เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปอย่างแท้จริง และขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจในวิชาชีพขายตรงต่อไป

อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ยังได้กล่าวถึงความแตกต่างของหลักสูตร วิชาชีพขายตรงของวิทยาลัยฯ กับสถาบัน อื่นๆ ว่า นอกจากที่นี่จะเป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนกลุ่มวิชาขายตรงระดับปริญญาโทแล้ว สิ่งที่แตกต่างหรือข้อได้เปรียบที่ผู้เรียนจะได้รับจากวิทยาลัยของเรายังมีอีก 4 ประการด้วยกัน คือ ประการ แรก ความรู้ ที่ไม่ใช่เพียงความรู้ในทฤษฎี สอง ประสบการณ์ซึ่งได้มาจากอาจารย์ ผู้สอนและผู้เรียน ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาชีพขายตรง เข้ามาแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ประการที่สาม การสร้างองค์ความ รู้ใหม่จากปัญหาต่างๆ ที่ทุกฝ่ายร่วมกันคิดวิเคราะห์ และแก้ไข และประการสุดท้าย เครือข่าย สังคมผู้เรียนที่อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ระหว่างสองสถาบัน ซึ่งนายสุวิทย์ก็ได้กล่าวแสดงความ คิดเห็นถึงการเปิดหลักสูตรขายตรง ดังกล่าวว่า เป็นที่น่าชื่นใจที่ทางสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่กำลังจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ ได้ร่วมมือทาง วิชาการเปิดหลักสูตรขายตรงในระดับปริญญาโทขึ้น เพราะตนมองว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง องค์ความรู้สู่การประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง เอื้อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง

ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ดี ที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้าง เศรษฐกิจให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการความร่วมมือนี้ก็เป็นโครงการที่สามารถรองรับอาเซียนได้อย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของขายตรงไทยให้ก้าวสู่นานาประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นายสุวิทย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่ สคบ. จะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ ว่า ก่อนอื่นตนต้องขอเรียนว่า ทางสคบ.คงไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของสถาบันการศึกษา แต่เราจะช่วยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักสูตร ว่าหลักสูตรนี้ดีอย่างไร เรียน แล้วจะได้อะไร ให้กับบุคลากรของ สคบ. และประชาชนทั่วไปได้รับทราบโดยทั่วกัน ประการที่สองยินดีสนับสนุนในส่วนของวิทยากร เพราะในฐานะที่เรานั่งอยู่บนฐาน ข้อมูล เป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจขายตรงอย่าง ใกล้ชิด ฉะนั้น สคบ.จึงน่าจะมีส่วนช่วยเหลือ ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากสมาคมฯ และวิทยาลัยฯ มีเรื่องที่จะให้ สคบ. สนับสนุนในส่วนใดเพิ่มเติมเช่น อาจ จะมีการจัดทำหลักสูตรย่อยๆ ที่ต้องการประกาศนียบัตรจาก สคบ. เราก็อาจจะมีการปรึกษากันต่อไป ตรงนี้ก็มีความยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1338 ประจำวันที่ 26-9-2012 ถึง28-9-2012

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : "นาคาญ์" นั่งแท่นนายก TDIA คนใหม่ ลุยนโยบายทำหลักสูตร MLM ปริญญาโท


 


เป็นไปตามคาดเมื่อ นาคาญ์ นั่งเก้าอี้นายก- สมาคม TDIA คนใหม่แทน อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ที่ลาออกแบบสายฟ้าแลบ ชูนโยบายหลังเข้ารับ ตำแหน่งใหม่จัดทำหลักสูตรขายตรงเข้าสู่ มหาวิทยาลัย พร้อมสร้างภาพลักษณ์ขายตรงให้รัฐ เข้าใจมากขึ้น อีกทั้งยังสานต่อนโยบายรวมตัว เป็นสมาพันธ์ของอดีตนายก แม้มองไม่เห็นถึง ความเป็นไปได้

นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) เปิดเผย หลังเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาห- กรรมขายตรงไทยว่า แนวทางของสมาคมฯ หลังจากนี้ไป คือ การผลักดันโครงการ เกี่ยวกับการศึกษา แบ่งเป็น 2 โครงการ หลัก คือ โครงการทำหลักสูตร MLM ใน ระดับปริญญาโทให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ให้กับผู้ประกอบการขายตรงที่สนใจ ต้องการจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในหลักสูตร MLM โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งโครงการ คือ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจ MLM ใหม่ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจ MLM อย่างถูกต้อง เบื้องต้น TDIA ได้ เข้าไปพบปะพูดคุยกับทางสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) แล้ว โดยโครงการนี้จะเปิดสอนฟรีและคาดว่าจะสามารถ เปิดสอนได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ TDIA จะมีการคัดเลือก ผู้ประกอบการที่มีความต้องการที่จะเข้าอบรมจริงๆ โดยจะ คัดเลือกประมาณ 50-200 คน ซึ่งโครงการนี้จะจัดขึ้นทุกปี

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในช่วงที่ผ่านมานั้น พบว่าบางบริษัทได้มีการเปิดดำเนินการแบบไม่ถูกต้องทำให้เกิด ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีแก่วงการขายตรง ขณะเดียวกันหน่วยงาน ภาครัฐยังไม่เข้าใจในธุรกิจขายตรงอย่างแท้จริง ดังนั้นเพื่อเป็นการ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างความเข้าใจแก่ภาครัฐ TDIA จึงมี แนวนโยบายที่จะจัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ เพื่อสร้างการ รับรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงต่อไป

ปัจจุบัน TDIA มีสมาชิกทั้งสิ้น 24 บริษัท และในอนาคตตั้งเป้าจะมีจำนวนสมาชิกเพิ่ม 50 บริษัท ซึ่งขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยกับบริษัทขายตรงหลาย แห่ง

อย่างไรก็ดี นโยบายการรวมตัวเป็นสมาพันธ์- ขายตรงไทยของนายกสมาคมคนเก่าที่มีความตั้งใจ จะรวมตัวเป็นสมาพันธ์นั้นยังคงอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ ยังคงมีแนวนโยบาย แต่หากจะให้รวมตัวกัน เป็นสมาพันธ์นั้นคงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าจะ เป็นเพื่อนกันระหว่างสมาคมจะง่ายกว่า และตนก็พร้อมหากสมาคมใดสนใจ ที่จะเข้ามาพบปะพูดคุยหรือแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นทางธุรกิจ

ในส่วนของความสัมพันธ์กับนายก- สมาคมคนเก่าที่ได้ลาออกไปแบบกะทันหัน นั้น TDIA ยังคงมีความยินดีและพร้อมที่จะ รับฟังคำแนะนำ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าอดีตนายก- สมาคมจะเต็มใจที่จะให้คำปรึกษาหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาอดีตนายกสมาคมก็ให้ความ ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ TDIA หลายเรื่อง และจะยังคงต่อยอดในโครงการต่างๆ ที่อดีต นายกสมาคมได้วางเอาไว้

ด้าน สุกิจ สัตย์เพริศพราย อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรม- ขายตรงไทย คนที่ 1 กล่าวเสริมถึงการลาออกของ อัศวิน วัฒนปราโมทย์ อดีตนายกสมาคมฯ ว่า หากถามถึงสาเหตุ การลาออกจริงๆ แล้ว ตนไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาอดีตนายก- สมาคมติดภารกิจมากมาย ทำให้มีเวลาเข้าประชุมกับสมาคม ค่อนข้างน้อย อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ไม่เข้าใจในวัฒนธรรมของ สมาคม

อีกทั้งที่ผ่านมาการทำงานของอดีตนายกสมาคม เป็นการทำงานที่ไม่ค่อยได้ปรึกษาสมาชิกก่อน งานบางอย่าง มีการประกาศออกไปแล้วสมาชิกจึงรับทราบทีหลัง เลยทำให้ มีสมาชิกเกิดความไม่เข้าใจในการทำงาน ซึ่งตนในฐานะผู้ร่วม ก่อตั้งสมาคม ได้พยายามติดต่อเข้าไปพูดคุยถึงปัญหาเพื่อ ทำความเข้าใจกับอดีตนายกหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้รับการ ตอบรับจากอดีตนายก สุกิจ กล่าว

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อัศวิน ยันไม่ร่วมสังฆกรรม TDIA ลุยสร้างแบรนด์ โดกุดามิ (Dokudami) เต็มสูบ


อัศวิน พ้อหลังลาออกและคืนเก้าอี้นายก TDIA ให้ สมาคมฯ พร้อมถอนชื่อทั้ง 2 บริษัทออกจากสมาคมเป็น ที่เรียบร้อย ยันเจอปัญหานานัปการ และจะไม่เปิดสมาคมใหม่ แน่นอน ระบุความตั้งใจจากนี้ไป จะกลับไปบริหารแบรนด์ โดกุดามิ ให้ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แย้มที่ผ่านมา ได้รับรางวัลมากมาย แถมบริษัทนอกบินเจรจาร่วมธุรกิจ หลายราย

อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ประธานกรรมการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า หลังประกาศลาออกจากการ เป็นนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) ด้วยเหตุผล ที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างที่ตั้งใจไว้นั้น จึงประกาศถอดรายชื่อ ทัง้ 2 บรษิ ทั คอื บริษัท โดกิดามิ จำกัด และ บริษัท ทอร์ท- เทอร์น โพรไบโอติค จำกัด ที่เป็นสมาชิกของสมาคมอุตสาหกรรม ขายตรงไทย

เหตุผลการถอดชื่อบริษัทออกจากการเป็นสมาชิกนั้น เพราะผมไม่สามารถสร้างวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในสมาคมได้ ที่ผ่านมาทุกคนอาจจะเห็นรายชื่อบริษัทสมาชิกในสมาคมฯ ที่เปิดทำธุรกิจขายตรงแต่ไม่ได้ทำแล้ว แต่ยังมีรายชื่อในสมาคม และนั่งบริหารงานในสมาคม ผมอยากทำให้ตัวอย่างว่าเมื่อไม่ได้ ทำขายตรงแล้วก็ควรจะลาออกไปดีกว่า ไม่อย่างนั้นไม่ควรใช้คำว่าสมาคมอุตสาหกรรมขายตรง แต่ควรเป็นสมาคมผู้ขายสินค้า ทั่วไปมากกว่า

ทั้งนี้ หลังการลาออกจากการเป็นนายกสมาคมฯ แล้วจะมี การจัดตั้งสมาคมใหม่หรือไม่นั้น ตอบได้เลยว่าไม่มี แต่หากมี สมาคมอื่นเข้ามาเชิญชวนให้เข้าร่วมก็อาจจะเข้าร่วม แต่คงต้องดู ก่อนว่าสมาคมขายตรงนั้นมีแนวความคิดที่สอดคล้องและเป็นไป ในทิศทางเดียวกันหรือไม่ แต่ถึงไม่มีใครมาเชิญชวนก็มีแนวทาง ที่จะดำเนินงานต่ออยู่แล้ว ด้วยการสร้างแบรนด์ โดกุดามิ ให้เป็น แบรนด์ที่ได้รับความเชื่อถือ และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ มากขึ้น ด้วยการนำระบบซอฟต์แวร์ที่ครอบคลุมเน็ตเวิร์กทั่วโลก มาใช้ในการบริหารจัดการ

ล่าสุด บริษัทได้รับรางวัลจากการมุ่งมั่นทำงานจริงจัง จนทำให้ได้รับรางวัล Best Manager Of The year จาก สภาธุรกิจแห่งยุโรป (Europe Business Assembly) ซึ่งรางวัล ดังกล่าวได้รับพร้อมกับรางวัลบริษัทดีเด่น นับเป็นบริษัทแรกใน ประเทศไทยที่ได้รับรางวัลดังกล่าว และล่าสุดในประเทศได้รับ รางวัลระฆังทองในสาขาทำประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งบริษัทได้รับ เมื่อเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา และมีอีก 2 รางวัล ที่จะได้รับ ในเร็วๆ นี้ จากรางวัลที่ได้รับทั้งหมด 7 รางวัล

นอกจากนี้ยังมีบริษัทต่างประเทศ หลายบริษัทได้ให้ความสนใจเข้ามาเจรจาขอรว่ มธุรกิจ เช่น ประเทศนอร์เวย์ ไดติ้ดต่อ เข้ามายังบริษัท เพื่อเข้ามาเจรจาในการร่วมงาน ซึ่งหากมี แนวทางธุรกิจที่ตรงกันก็จะเซ็นสัญญาทางธุรกิจร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทได้ทยอยเข้ามาเจรจาขอร่วม ธุรกิจและก่อนหน้านี้อีกหลายบริษัท อัศวิน กล่าว

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมขายตรง : สมาคมขายตรงใหม่


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน มีสมาคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทขายตรงอยู่ทั้งหมด 3 สมาคมหลัก ได้แก่


1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)


2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)


3.สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)


ซึ่งทั้ง 3 สมาคม มีสมาชิกรวมกันอยู่ที่ 67 บริษัท นับว่าน้อยมากสำหรับจำนวนบริษัทที่มีสังกัดสมาคม เมื่อเทียบกับจำนวนกว่า 800 บริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียน ยื่นขอประกอบธุรกิจรูปแบบขายตรงกับทาง สคบ. โดยสิ่งที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของธุรกิจ ขายตรง คือ การแยกกันอยู่ เนื่องจากเหตุผลมากมายหลาย ประการ ทำให้รัฐดูแลไม่ทั่วถึง อีกทั้งไม่สามารถยึดสมาคม ใดสมาคมหนึ่งเป็นที่ตั้งในการควบคุมได้


นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีสมาคมใหม่ เพราะเมื่อสมาคมเก่าทั้ง 3 สมาคม ไม่สามารถดึงบริษัทขายตรงต่างๆ เข้าร่วม ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการทำงานของ แต่ละสมาคมที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทส่วนใหญ่ได้


การที่จะมีการก่อตั้งสมาคมใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่หากปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่คงไม่ได้ เพราะการที่จะมีสมาคมเกิดขึ้นใหม่ สมาคมที่อยู่ก่อนย่อมรู้สึก ร้อนๆ หนาวๆ นำไปสู่การจดจ้อง ว่าในอนาคตสมาคมใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะมีวิธีการทำงานอย่างไร


ซึ่งจากที่ทราบกันว่า สมาคมใหม่ของวงการขายตรง มีความคิดแรกเริ่มมาจาก บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยทีมผู้บริหารของบริษัท ต้องการเห็น การทำงานของสมาคมที่ทำเพื่อวงการขายตรงอย่างจริงจัง


โดยไม่สนว่าบริษัทใด มีแผนธุรกิจแบบใด ขอเพียง แต่มีอุดมการณ์ที่สำคัญร่วมกันก็เพียงพอ


สมาคมใหม่ จะเน้นการทำงานที่สำคัญ คือ ทำเพื่อส่วนรวม ยกระดับวงการขายตรงให้เจริญก้าวหน้า และขยายตัวอย่างที่ควรจะเป็นกว่าในปัจจุบัน อีกทั้งยังสานต่อ งานต่างๆที่สมาคมเก่าทำแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม


โดยงานแรกที่ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่ผันตัวมานั่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ นีโอ ไลฟ์ และว่าที่หัวเรือคนสำคัญของสมาคมใหม่ ต้องการทำคือ การหาจุดร่วมกับ 3 สมาคมที่มีอยู่ ผลักดัน พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ ที่ยืดเยื้อมา นานกว่า 2 ปี ให้สามารถออกมาเป็นกฎระเบียบในการควบคุมธุรกิจให้ได้เร็วที่สุด อีกทั้งต้องเป็นพ.ร.บ. ของวงการ อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่เป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือ สมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ตรงนี้นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขายตรงเดินหน้าไปไกล กฎหมายที่ใช้อยู่ ดูจะเก่าเกินไปสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน


สมาคมที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้เกิดจากความต้องการ ตอบโจทย์ความอยากของใคร และไม่ใช่สมาคมเฉพาะกิจแต่อย่างใด


แต่สมาคมใหม่ เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ต้องการ ยกระดับวงการธุรกิจเป็นสำคัญ และที่สุดคือ การทำให้ ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจสีขาว เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนของคนที่ เดินเข้ามาในธุรกิจ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1325 ประจำวันที่ 11-8-2012 ถึง14-8-2012

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เปิดตัว 2 บริษัทขายตรงน้องใหม่ (ไทม์ลี่ , โตมุ )


เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 55 ณ โรงแรมเดอะทราเวลเลอร์ ถนนรัชดาภิเษก นำ โดยคุณอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เปิดแถลง ข่าวต้อนรับสมาชิกใหม่ ของสมาคมฯ และคณะ กรรมการสมาคม ร่วมกัน แถลงข่าวกล่าวต้อนรับ แนะนำผู้บริหาร บริษัท ไทม์ลี่ จำกัด และผู้บริหาร บริษัท โตมุ จำกัด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

ข่าว 5 สมาคมขายตรง MLM - SLM ไร้สัมพันธ์ ยืมมือสื่อเลือกแฉ - เชือดสนุกปาก


ปรากฏการณ์เชือดเฉือนกันเองในหมู่สมาคมเริ่มอุบัติอย่างเป็นทางการ...หลังอำนาจในมือเริ่มถึงจุดเสื่อม...4สมาคม(MLM)และ1สมาคม(SLM)ต้องระดมมันสมองแก้เกมด่วนตีกันก่อนสมาคมMLMไทยจะเจอศรัทธาเสื่อมทั้งวงการเปิดปมจุดเด่น-ด้อยที่ควรสะสางก่อนยืนบนผืนผ้าใบใหม่...รับมือแข่งเดือดในการเปิดตลาดอาเซียนปี2558...!!

กลายเป็นมหากาพย์เรื่องราว เมื่อ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เลือกใช้เวทีสื่อเชือดเฉือนกันอย่างสนุกปาก เมื่อตำแหน่งที่ถูกวางตัว เป็นเพียงแค่ หุ่นเชิด ที่ไร้บทบาทการบริหารแบบเต็มใบ จนสร้างความเสื่อมเสียต่อการบริหารงานในคราบนายกสมาคมอุตฯ กลายเป็นข่าวโด่งดังทอล์คออฟเดอะทาวน์ในวงการขายตรง จนสมาชิกในกลุ่มแทบจะมุดแผ่นดินหนี

วิธีนี้ ถึงแม้จะหยาบกร้านไปหน่อย แต่เมื่อ หุ่นเชิด ที่จนตรอก ก็ย่อมมีทางเลือกที่จะหาทางออกไม่มากนัก จึงเลือกวิธีการโต้กลับอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ถึงแม้จะเสื่อมเสียทางด้านภาพลักษณ์ แต่ยังคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีส่วนตัวเอาไว้พอประมาณตน

การเลือกใช้เวทีสื่อในการโพนทะนา ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เมื่อนำไปเทียบเลียบเคียงกับเวทีของนักการเมืองที่มักเลือกใช้วิธีนี้กันบ่อย ๆ ก็ต้องบอกว่า เรียกความดังแบบชั่วข้ามคืน แต่ถ้าหากเลือกยื่นซองขาวอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อยใช้วิธีเลือกปล่อยข่าวแค่บางฉบับ งานมันก็จะกร่อย ไร้รสชาติ แม้จะเป็นวิธีที่น่าจะเหมาะสมกว่าก็ตาม แต่สำหรับวงการขายตรงเลือกที่จะ เด่น มากกว่า ดับ โดยไม่รู้โชคชะตาในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
เพราะวงการขายตรง มันเป็นเวทีของมวลชน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่ผู้ประกอบการจะหันหน้ามาประสานมือ ก่อนที่วงการขายตรงจะกลายเป็นละครน้ำเน่า ที่สวมหัวโขนเล่นกัน...ที่นับวันสาดโคลนรุนแรง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเวทีการเมือง
งานนี้...3 สมาคม MLM และ 1 สมาคม SLM อีก 1 สมาคม MLM ที่กำลังจะแจ้งเกิดใหม่ในวงการ...อาทิ
1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : Thai Direct Selling Association
2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) : Thai Direct Sale Industrial Association
3. สมาคมนักการตลาดแบบตรงไทย (TDMA) : Thai Direct Marketer Association
4. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) : Thai Direct Selling Development Association
5. สมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย : สมาคมใหม่ที่ตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการ
ควรหันหน้าเข้ามาปรึกษา ด่วน...เพื่อ ลด ละ เลิก ข่มกันเด่น...ลดระดับหันหน้า และเข้ามาปรึกษาหารือร่วมกัน
เพราะวันนี้ เกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ถูกเปลี่ยนไปแข่งกับตลาดแมสอย่างค้าปลีก และไม่ใช่แย่งกันในสงครามน่านน้ำสีแดงที่ฟัดกันอย่างนัวเนียอีกต่อไป แต่มันเป็นการทำสงครามกับ น่านน้ำสีฟ้าและสีขาว กับฐานบริโภคใหญ่ที่ค้าปลีกชุบมือเปิบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...ไหน จะต้องแข่งกันในเวทีอาเซียน ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ แทบจะไม่มีความพร้อมเอาเสียเลย
ย้อนรอยอดีตกาลกันสักหน่อย ทำไม.. จุดเริ่มต้นของสมาคมขายตรงไทย ถึงเดินไปไม่ค่อยสวย อาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากสมาคมแรกที่เริ่มก่อตั้ง ถึงคำเขียนนี้อาจจะยัดเยียดและไม่ใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเสมอไป..แต่ก็มีส่วนถูกบ้างมิใช่หรือ เพราะการตั้งกฎระเบียบยิบย่อยที่ไม่ให้บริษัทเล็ก บริษัทน้อยเข้าไปอยู่ในสังกัดได้ง่าย ณ วันนั้น

กลายเป็นเกมที่นักธุรกิจขายตรงที่ไร้ต้นสังกัด ต้องปรับเกมสู้ศึกในวันนี้ เพราะต้องป้องกันตัวเองให้รอดจากปากเหยี่ยวปากกาที่ถูกใส่ร้าย...แม้สมาคมใหญ่จะมีถ้อยแถลงออกมา การไม่รับบริษัทเข้าเป็นสมาชิกได้ง่าย ๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจขายตรงเพลานั้น มักถูกปะปนไปกับแชร์ลูกโซ่ จนแยกไม่ออกว่า บริษัทไหนขายตรงพันธุ์แท้ บริษัทไหนพันธุ์เทียม

ฉะนั้น การเป็น สมาคมพี่ใหญ่ ที่เกิดขึ้นเป็นสมาคมแรก จึงเลือกวิธีเอากฎหมู่มากกว่า...ที่จะเฟ้นรับสมาชิกไม่เลือกหน้า สมาคมพี่ใหญ่ ยังวางตัวแบบทรงคุณค่าและมีมาตรฐานสูงเฉียดฟ้าตามที่เคลมกันอยู่บ่อย ๆ

ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่ไร้สังกัด เล็ก น้อย ใหญ่ ทั่ว ๆ ไปเปรียบเหมือน มดแดง ตัวเล็ก ๆ ที่คอยเฝ้าลูกมะม่วง แต่ไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มชิมรส และโอกาสที่จะเข้าไปสังกัดนั้น ทำท่าว่าจะริบหรี่เต็มที

สมาคมน้อย ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความไม่พร้อม ก่อเกิดสมาคมที่ 2 ตามมาติด ๆ เมื่อสมาคมที่ 2 ก็มิใช่ทางเลือกของผู้ประกอบการที่ยังไร้ต้นสังกัด สมาคมที่ 3 จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่ง...ฉะนั้น สมาคมที่ 4 ซึ่งเป็นสมาคมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็มิใช่เรื่องที่ผิด เพราะมิอาจตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ทั้งหมด...อีกเช่นเดียวกัน

ถามว่า...สมาคมที่ 5 6 7 และ 8 จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีกหรือไม่...ต้องบอกว่า เป็นไปได้ ฟันธง!!
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น.. สมาคมหลายสมาคมเกิดอาการลมปราณแตกซ่าน หรืออย่างไร...ต้องบอกว่าจะใช้เหตุผลใด ก็ย่อมกากบาท (ถูก) แทบทั้งสิ้น อาทิ
ข้อที่ 1. จุดยืนของแต่ละสมาคม วางตัวโอเว่อร์โหลด ตั้งตนเป็นสมาคมชั้นสูงเกินจนไม่เป็นที่ยอมรับ...ก็ถูกต้อง
2. นายกสมาคมฯ บางคนถูกวางตัวเป็น หุ่นเชิด ไร้บทบาท อัออั้นทนไม่ไหว ก็เลยออกมาโจมตีกันเองต่อหน้าเวทีสื่อ เพราะอำนาจการตัดสินใจมีไม่เต็มใบ...ก็ถูกอีก
3. การวางตัวไม่เป็นกลางของนายกสมาคมฯ ชอบดึงบริษัทตัวเองมาเกี่ยวข้อง และวางตัวเป็นพี่ใหญ่ สอนบริษัทในสมาคมด้วยกันเอง...ก็ถูกอีกนั่นแหละ
4. การถูกรังแกจากหน่วยงานรัฐ แต่ไร้การเหลียวแลจากเพื่อนร่วมอาชีพ...ก็นับว่าถูกต้อง
และ 5. เหตุผลที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ความสมาน - สามัคคี ของแต่ละสมาคม ไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเป็นของตัวเอง...สำหรับข้อนี้ให้คะแนนถูกต้องเป็นที่สุด

ในเมื่อกฎเกณฑ์การตั้งสมาคมใดสมาคมหนึ่ง วางตัวไม่เป็นกลาง เลือกที่รัก มักที่ชัง...จนเป็นช้อยส์ไม่น่าให้เลือกเข้าสังกัด...
คราวนี้ สมาคมขายตรง ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หากสามารถลบจุดด้อย - เพิ่มจุดเด่น...แล้วขีดเส้นหนา ๆ ยืนบนความเป็นกลางได้สำเร็จ ก็ย่อมมีโอกาสสร้างความสำเร็จมากกว่า เพราะมีบทเรียนหลายบท นำมาแก้ไขให้ถูกทางได้...

เพราะอย่าลืมว่า...ธุรกิจเครือข่ายขายตรงเป็นธุรกิจเฉพาะ และอยู่กับมหาชนคนเครือข่าย ที่สามารถสร้างพลังวัตรและความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก เนื่องจากมีฐานสมาชิกเป็นมหาชน นับหมื่น นับแสนคน ฉะนั้น การที่จะเลือกตั้ง สมาคมใหม่ ด้วยตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และสมาคมที่ผ่าน ๆ มา ก็จะถูกเมิน และบริษัทสมาชิกที่ยังไม่มีต้นสังกัด สามารถกด LIKE เลือกได้ตามใจชอบ เพราะสมาคมของคุณ จะไม่กด LIKE และเป็นผู้ถูกเลือกอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ สถานการณ์เกมการแข่งขันถูกเปลี่ยน เปลี่ยนไปแข่งในสนามที่ใหญ่กว่าเดิมในวันข้างหน้า นั่นคือ การเปิดเวทีประชาคมอาเซียน ปี 2558 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้น...1 ใน 5 สมาคม ควรสังคายนาตัวเองใหม่ หันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมขายตรงไทยบอบช้ำไปกว่านี้ หันมาจับมือแล้วสู้รบปรบมือกับตลาดอาเซียนดีกว่า เพราะวันนี้...เวทีที่ใช้วัดความยิ่งใหญ่ ด้วยการแบ่งแยกดินแดนกันบริหารในอดีต มันหมดเวลาลงแล้ว และร่อยหรอลงไปทุกที ทุกที...เพราะฉะนั้นร่วมกันสู้ ดีกว่ายืนรอวันตาย เพราะหลายค่ายที่บอกว่า พร้อมสู้ในเวทีอาเซียน คุณพร้อมจริงหรือ...ลองถามย้ำกับตัวเองอีกครั้ง


แจงจุดยืนนายกฯคนใหม่
.ใหญ่ยินดีต้อนรับส.น้องใหม่
นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย แถลงข่าวในวันที่ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ ทันทีที่ทีมข่าวยิงคำถามถึงสมาคมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น นายกฯ คนใหม่คิดอย่างไรกับสมาคมที่ 4 (MLM) ก็ได้รับคำตอบว่า ในฐานะที่เราเป็นองค์กรเดียวกัน อยู่ร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน คงต้องบอกว่าสิ่งที่เราทำได้ในสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย คือ เราคงมีจุดยืนของเรา แล้วก็คิดว่าจะเปิดกว้างเปิดความคิดที่จะมาร่วมงานกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในธุรกิจองค์กรเดียวกัน ตราบใดที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีอุดมคติเดียวกัน มีดุลวิธีการบริหารจัดการ ในการยกระดับการจัดการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม มันก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่มีปัญหาอะไร สามารถแลกเปลี่ยนพูดจากันได้เหมือนกัน

อย่างที่ทราบกันว่า เราก็เคารพสิทธิของทุก ๆ ท่าน ผู้ประกอบการหรือผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคน ก็อยากจะย้ำอีกครั้งว่า เราเปิดประตูกว้าง อีกอย่างเราก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า เป็นสมาคมพี่ใหญ่ เพียงแต่ว่าเราก็อยู่ด้วยกันแล้วก็มีจุดยืนที่เข้มแข็ง สร้างเอกภาพให้กับสมาคมฯ ของเรา แต่อาจจะมีปัจจัยใดก็ตามที่ไม่แน่ใจ ที่ไปเปิดสมาคมใหม่เป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร อย่างที่บอกเรามีกฎเกณฑ์ในการรับสมาชิกชัดเจน เบื้องต้นเราไม่ได้มีข้อจำกัดนะ ว่า ห้ามเป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง อย่างที่ผมเรียนแล้ว ก็ย้ำไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ตราบใดสมาชิกท่านนั้น มีความสอดคล้อง มีคุณสมบัติตามที่สมาคมฯ เรากำหนด เราก็ยินดี ถ้าเชื่อมาตรฐานสมาคมการขายตรงไทย ก็เชิญเข้ามาสมัครสมาชิกได้


สมาคมน้องใหม่แถลงจุดยืน
นโยบายภายใต้ว่าที่นายกฯ
ทางด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นีโอ ไลฟ์ และตัวเต็งนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งสมาคมใหม่ในงานเกียรติยศ นีโอ ไลฟ์ ประจำเดือนที่ผ่านมา ว่า จากตัวเลข 40 บริษัทของธุรกิจขายตรง ที่เข้าไปค้นข้อมูลจากกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และค้นข้อมูลการเสียภาษีรายได้ ซึ่งได้ตัวเลขที่เป็นทางการค้าแล้ว นำเอามารวมเป็นมูลค่าการตลาดเป็นตัวเลขจริง ที่ยื่นแสดงรายได้กับทางราชการ ตัวเลขออกมาเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ แต่เอาตัวเลขกลม ๆ มารวมไว้แล้วกัน เมื่อประมาณปี2548 - 2549ยอดอุตสาหกรรมขายตรงรวมเติบโตสูงถึง 100,000 กว่าล้านบาท

แต่มูลค่าการตลาดก็จะมียอดขายของค่าย ยูนิลีเวอร์ แยกออกไป เพราะยูนิลีเวอร์แยกออกมาเป็นแผนกของธุรกิจขายตรงแผนกหนึ่งเท่านั้น ส่วนค่าย ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ก็เช่นเดียวกัน ก็แยกเป็นขายตรงแผนกหนึ่ง รวมถึงค่าย สหฟาร์มฯ ที่แยกออกมาเป็นแผนกหนึ่งเช่นเดียวกัน ถ้าหักตัวเลขตรงนี้ออกไป ยอดขายตรงรวมก็จะเติบโตประมาณ 78,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันตัวเลขจะเป็นเท่าไร ผมว่ารวบรวมจริง ๆ แล้วน่าจะทะลุแสนล้าน ถือเป็นตัวเลขมากมายมหาศาล จากบริษัทขายตรงไทย 800 กว่าบริษัท น้อง ๆ นักข่าวลองไปค้นข้อมูลดูนะครับ ว่า สมาคม (MLM) ที่มีอยู่ 3 สมาคมของผู้ประกอบธุรกิจ นับรวมกันแล้วมีสมาชิกไม่เกิน 50 บริษัท ก็ไม่เท่าไหร่ ที่พูดถึงกรณีนี้มันไม่เกี่ยวกัน เพราะบริษัทที่จดทะเบียนหรือทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย เหมือนว่า ทำไมใน 3 สมาคมมีบริษัทที่จดเบียนถูกต้องสมัครน้อยจัง
ยิ่งเดี๋ยวนี้มันนี่เกมมันทำผิดยากขึ้น ถึงจะมีวิธีฉลาดขึ้น แต่เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมันมีมาก สื่อก็เฝ้ามองกันมาก แต่ทำไมบริษัทที่ทำถูกกฎหมาย มีบริษัทที่สมัครสมาชิกในสมาคมน้อยลง นี่คือมันเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องพูด และนั่งคิดว่าถ้าเราจะตั้งสมาคมสักอีก 1 สมาคม เพราะยังมีอีกหลายแง่มุม ในสมาคมนี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้ทำทั้งเนื้อหาที่จะขยายออกไปให้ประชาชนรู้จักขายตรงที่ชัดเจน ถูกต้องรอบด้าน ฉะนั้น การจัดตั้งสมาคมใหม่มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ และจะเป็นสิ่งที่ดีกับองค์กรต่าง ๆ และสายสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ธุรกิจเกี่ยวกับขายตรงก็ทำได้ เราจึงตั้งสมาคมขึ้นมาอีก 1 สมาคม แต่ต้องปิดไว้ก่อน เพราะต้องมีการจดทะเบียนให้ถูกต้องสมบูรณ์


TSDAเดินหน้าหาสมาชิกเพิ่ม
ก่อนรวมตัวตั้งสหพันธ์อาเซียน
ทางนายอนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาธิการ สคบ. และ นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย กล่าวถึงสมาชิกในสมาคมฯ ที่ขึ้นรับโล่เกียรติยศพิเศษ จาก ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ว่า วันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีกับบริษัทขายตรง และสมาคมหลาย ๆ สมาคม และหลายบริษัทได้รับเกียรติจากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน ให้มารับรางวัลจากรองนายกฯ นับเป็นเกียรติประวัติของนักธุรกิจขายตรงคนไทยที่กำลังพัฒนาและกำลังก้าวไปข้างหน้า และทางสมาคมฯ ของเราอีก 3 ปีจะต้องไปเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงการธุรกิจของประเทศไทยได้อย่างยาวนาน

ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีจึงมีนโยบายเชิงรุก ซึ่งเราได้แถลงไปแล้วว่า เราจะนำสมาคมฯ ไปสู่เวทีอาเซียน แล้วเราจะได้พัฒนาบริษัทที่อยู่ในสมาคมฯ ของเราให้ได้มาตรฐานขายตรง ผมเองได้ทำงานกับสหพันธ์ขายตรงโลกที่มาจัดในเมืองไทย ก็จะจัดให้ธุรกิจขายตรงให้เป็นหนึ่งในสหพันธ์ขายตรงอาเซียน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเข้าไปเป็นสมาชิก

แต่ต้องรวมตัวกันทั้ง 3 สมาคม เพราะการรวมตัวธุรกิจนี้ให้เป็นสมาพันธ์ของไทย จะจัดอยู่ในสหพันธ์อาเซียนแห่งโลกด้วย โดยนโยบายเด่น ๆ ของสมาคมฯ จะจัดให้นักธุรกิจได้ใบรับรองมาตรฐานในอาชีพขายตรง ก็ได้รับความนิยมอยู่ ปีนี้ก็จะจัดงานเป็นครั้งที่ 3 แต่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง เลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ชัดเจนก่อน หลังจากนั้นเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนเราก็จะจัดงานกันอีกครั้ง นอกจากนั้นเราจะให้ความรู้กับบริษัทที่สังกัดของสมาคมฯ เราไม่ได้ไปขอร้องให้ใครขึ้นมา แต่บริษัทใดเห็นว่าสมาคมฯ นั้นทำประโยชน์ให้สมาชิกของสมาคมฯ และทำให้ธุรกิจขายตรงได้พัฒนาให้เป็นมาตรฐานขึ้น ทางสมาคมฯ ก็ยินดีต้อนรับทุกบริษัท ไม่ว่าคุณจะทำแผนอะไรก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นนโยบายสำคัญของเรา และเราก็จะพัฒนากิจการของเราไปด้วย ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ 14 บริษัทแล้ว ถ้าได้สัก 20 บริษัทก็จะเป็นการดีสำหรับปีนี้


สมาคมอุตฯออกอาการยุ่งเหยิง
นายกฯถอนตัว-เหตุกุมอำนาจไม่เต็มใบ
นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ประกาศถอนตัวต่อหน้าสื่อมวลชุดใหญ่ที่มาทำข่าว ภายหลังจากไม่พอใจในตำแหน่งนายกฯ ที่ได้รับ นั่งบริหารได้ไม่เต็มใบ เพราะไม่ได้รับแต่งตั้งอย่างแท้จริง พร้อมแถลงข่าวผ่านสื่ออย่างเปิดเผยว่า
วันนี้เป็นโอกาสพิเศษ ผมอยากจะเรียนว่า สมาคมขายตรงไทยดำเนินกิจกรรมมา ณ วันนี้ เราเองก็ได้รับความเชื่อถือในสายตาของในหน่วยงานราชการพอสมควร ครั้งที่แล้วสื่อมวลชนเล่าให้ผมฟัง มีคำนิยามถึงสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยของเราว่า ไม่มีความประสงค์จะทำอะไรให้โดดเด่น ผมระลึกอยู่เสมอว่า การที่เราทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน เรื่องนี้นะเรื่องจริง ผมสำนึกอยู่เสมอ สุภาษิตเหล่านี้ใช้ได้ดีกับการทำงานของเรา

ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเป็นเรื่องของสังคมก็มุ่งมั่นที่จะช่วยในสังคมที่เราอยู่ ณ จุดนี้ให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคง ก็เป็นหน้าที่ที่เราโดดเข้ามารับใช้สังคมในส่วนนี้ จึงจำเป็นจะต้องทำอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็จะทำ บัดนี้ที่เคยพูดมาทั้งหมด ผมคงจะยกเลิกและลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ หากผมทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่บทลงเอยวันนี้ผมยังทำงานไม่เสร็จสิ้น เมื่อไม่เสร็จสิ้นแต่ก็ต้องลาออกก่อน ก็ถือโอกาสกราบเรียนกับพี่น้องทั้งหลาย ในสถานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ประกาศต่อหน้าพี่น้องสื่อทั้งหลายว่า ผม อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ขอลาออกจากนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และจะมีผลต่อเมื่อยื่นต่อคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ผมเป็นห่วงในการเริ่มประสานงานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ได้ไปชักชวนบริษัทหลายบริษัทเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย แต่กลับได้ไม่เป็นผลเท่าไร เพราะมีสมาคมกำลังจะเกิดใหม่ และมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้การร่วมเป็นสมาชิกในการเชิญชวนไม่เป็นไปเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลทั่วไปแล้วนี้ การที่ผมต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงนั้น ต้องมีกำลัง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งใจจริง มีความเห็นตรงกันในวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สมาคมฯ มีความเจริญยั่งยืนเป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขายตรงไทย เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คงไม่อยากเสียเวลาที่ต้องไปดึงให้มันช้าที่จะก้าวในการพัฒนาต่อไป ผมก็เห็นควรที่จะเปิดทางให้คนที่ทำหน้าที่ใหม่ระหว่างที่คณะกรรมการเลือกสรร ให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป วันนี้ก็มีพี่น้องที่ประกอบกิจการขายตรงที่มาอยู่ในสมาคมฯ ซึ่งดำเนินการและได้มาแสดงตัวในที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมฯ ไปแล้วเมื่อต้น ๆ เดือนที่ผ่านมา เราถือโอกาสนี้ได้เชิญ 2 บริษัท ที่ได้แสดงตัวที่จะร่วมในสมาคมเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ผมอยากจะฝากบรรดาพี่น้องเหล่าสื่อมวลชนว่า การใดที่ผมอาจจะทำให้กรรมการไม่พอใจ หรือทำเกินเลยสิ่งใดก็ตาม ผมขออนุญาต ต้องกล่าวคำว่า ขออภัย ผมก็ถือโอกาสนี้ที่มีคณะกรรมการอยู่พร้อมแล้ว ทั้ง คุณนาคา ฟูรังษีโรจน์ และ คุณศิริพร ธรรมภักดี และอีกหลายท่าน ๆ ที่ได้มาร่วมมือกัน ก็อยากจะให้ดำเนินงานต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555


 

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวTDIA (สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย) : แย้งบริษัทไร้สังกัดรับตราสคบ. แนะเปิดทางตั้งหลายสมาคมเพื่อรัฐคุมง่าย


สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย หรือ TDIA แย้งสคบ. ไม่ควรให้ตราสัญลักษณ์กับบริษัทไม่สังกัดสมาคม หวั่นผู้ค้าขี้ฉ้อสวมรอยขอตรา พร้อมบอก ขายตรงไม่เหมือนวงการธุรกิจอื่น เห็นด้วยมีหลายสมาคม เนื่องจากความคิด และแผนธุรกิจอาจสร้างความต่างจนต้องแตกเป็นหลายกลุ่ม ชี้อย่างน้อยการมีหลายสมาคม ก็ตรวจสอบได้ง่ายกว่าการปล่อยให้ 800 บริษัท ทำใคร ทำมัน


นายนาคาญ์ ธวิชาวัฒน์ เลขาธิการ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้กล่าวถึงประเด็นการติดตราสัญลักษณ์ สคบ. ว่า ทางสมาคมอุตสาหกรรมขายตรง ไทย เห็นด้วยกับการติดตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค และยินดีให้ความร่วมมือ อย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่อยากจะเรียนเสนอแนะ กับทางสคบ.ก็คือ อาวุธสำคัญของขายตรง มีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ฝีปาก อย่างที่สอง คือ สัญลักษณ์แสดงความน่าเชื่อถือ ฉะนั้น หากสมมติมีบริษัทที่เป็นมันนี่เกม ซึ่ง ไม่สังกัดสมาคมใด สมาคมหนึ่งได้รับการติดตราสัญลักษณ์แล้วไปหลอกลวงประชาชน จนมีการจับกุมได้ รับรองว่าสัญลักษณ์สคบ. ดังกล่าวจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ลงทันที ดังนั้นตนจึงมองว่า การที่บริษัทขายตรงต่างๆ ได้สังกัดสมาคมใดสมาคมหนึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยควบคุมการทำผิดระเบียบ จรรยาบรรณได้อีกชั้นหนึ่ง ตนจึงอยาก เสนอให้สคบ.เร่งดำเนินงานให้บริษัทขายตรงไทยที่มีกว่า 800 บริษัทในปัจจุบัน เข้า สังกัดสมาคมใด สมาคมหนึ่งจาก 3 สมาคม หรืออาจมีการจัดตั้งสมาคมขายตรงอื่นๆ ขึ้นมาอีกก็ได้


ในฐานะสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยซึ่งเป็นสมาคมเพิ่งเกิดใหม่ และเราได้มีโอกาสสัมผัสกับบริษัทขายตรงค่าย เล็ก ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อลักษณะขายตรง มันนี่เกม มากกว่าสมาคมอื่นๆ ตนอยากบอกว่า บริษัทที่มีลักษณะมันนี่เกมมีเยอะมาก และบางบริษัทก็มีคนสนับสนุนที่มีอำนาจ ซึ่งการที่เราจะเข้าไปทำอะไรจึงอาจมีความเสี่ยงสูง ตรงส่วนนี้ตนจึงมองว่า ต้องดึงผู้ใหญ่อย่าง สคบ.เข้ามาจัดการ และคิดว่าการเสนอแนะให้บริษัทต่างๆเข้าสังกัดสมาคม หรือรับผิดชอบร่วมกันเป็นสมาพันธ์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก และ ประเด็นที่หลายฝ่ายอาจไม่เห็นด้วยกับการ ที่ธุรกิจการขายตรง ทำไมต้องมีสมาคมเกิดขึ้นมามากมาย ตนขอแย้งว่า การที่จะ มีสมาคมขายตรงใหม่ๆ เกิดขึ้นมาไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะตนคิดว่า เราแตกต่างจาก วงการอื่นๆ ที่เมื่อเกิดสมาคมมากมายอาจ ทำให้เกิดการแตกความสามัคคี แต่ตนคิด ว่า วงการขายตรงซึ่งมีความแตกต่างกันในเรื่องแผนการตลาด น่าจะมีหลายสมาคม ได้ แต่ทุกสมาคมต้องมีความร่วมมือกัน


จะมีสัก 10 สมาคมก็ได้ เพราะแทนที่ สคบ.จะดูแลถึง 800 บริษัท ซึ่งแน่นอนว่า เจ้าหน้าที่ของสคบ.ย่อมจะดูแล ได้ไม่ทั่วถึง จนที่ผ่านมาทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของสคบ.มากมาย แต่เมื่อบริษัทต่างๆ เข้าสังกัดสมาคม ก็จะ ทำให้การดูแล ควบคุมของหน่วยงาน เป็น ไปโดยสะดวกขึ้น เพราะจะมีคณะกรรมการ และสมาชิกภายในสมาคมช่วยกันกำกับดูแลอีกชั้นหนึ่ง


ทั้งนี้ นายอัศวินก็ได้เสนอแนะแนวทางสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับวงการขายตรงไทยอีกอย่างหนึ่ง คือ การขอตรา Thailand Trust Mark (TTM) ของกรมส่งเสริม การส่งออก เพื่อนำมาติดบนสินค้าควบคู่ไป กับการติดตราสัญลักษณ์ของ สคบ.ตามแบบ อย่างของประเทศเกาหลี เพื่อสร้างความเชื่อถือในการส่งออกไปจำหน่ายที่ต่างประเทศ


หากทางสมาคมร่วมกันยื่นขอตราสัญลักษณ์นี้ของกรมส่งเสริมการส่งออก เพื่ออนุญาตให้นำมาติดบนสินค้าของเราควบคู่ไปกับการติดตราสัญลักษณ์สคบ. ตนเชื่อว่าธุรกิจขายตรงจะแข็งแกร่งขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาจากที่ตนได้ดูตัวอย่างการใช้ตราสัญลักษณ์ดังกล่าวของประเทศเกาหลี พบว่าบริษัทที่มีการติดตราดังกล่าวสามารถดึงสมาชิกเข้ามาได้อีกมาก สามารถกู้ชื่อเสียงของธุรกิจขายตรงคืนมาได้ เพราะประชาชนจะเกิดความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ขายตรงเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และสมาคมเรายินดีที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในทุกๆเรื่องอย่างเต็มกำลัง


ทั้งนี้ในส่วนของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 20 บริษัท รวมบริษัทที่เพิ่งเข้ามาใหม่ 2 บริษัท และนโยบายต่อไปคือเร่งดำเนินงาน ติดต่อรวบรวมบริษัทขายตรงอื่นที่อยู่นอกสมาคมต่างๆ ให้เข้ามารวมสังกัดสมาคม ทั้งนี้แนวคิดการจัดตั้งสมาพันธ์ของนายกอัศวิน ตนคิดว่าเรายังไม่ละทิ้งอย่างแน่นอน ยังคงจะสานต่อแนวคิดนี้ต่อไป เพราะเชื่อว่าเมื่อเป็นแนวความคิดที่ดี และต้องการช่วยเหลือสังคมจริงๆ เมื่อ โอกาสหน้าฟ้าใหม่มาเยือน ความตั้งใจ ดังกล่าวจะต้องไม่เสียเปล่าอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1321 ประจำวันที่ 28-7-2012 ถึง31-7-2012

แผนตั้งสมาพันธ์ล่ม!!! "กิจธวัช ฤทธีราวี" ปฏิเสธร่วมวง "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" น้อยใจทิ้งเก้าอี้นายก TDIA!


อัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย หรือ TDIA ประกาศ ลาออกจากตำแหน่ง กลางงานแถลงข่าวเปิดตัว บริษัทสมาชิกใหม่ เหตุสุดน้อยใจ กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA คนใหม่ หลังปัดความร่วมมือจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรง ทั้งที่ อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ นายก TDSA คนก่อนมีท่าทีเห็นด้วย ทั้งยังบอก คนเบื้องบนไม่ต้องการเห็นการรวมตัวเป็นสมาพันธ์ แรง! บอก แม้ท่านทำงานกับบริษัท ต่างชาติ และเป็นบริษัทใหญ่ ก็ขอให้สำนึกว่าเป็นคนไทย น่าจะร่วมมือทำเพื่อคนไทย
นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) กล่าวว่า ในวันแรกที่ตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ นโยบายสำคัญที่ตนอยากจะเร่งให้เกิดขึ้น คือ แนวคิดการจัดตั้งสมาพันธ์การขาย ตรงไทย เพราะอยากให้เกิดความรัก ความสามัคคีกันระหว่างสมาคมต่างๆ ในอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศ แต่ ณ วันนี้ ตนคงต้อง ยอมรับแล้วว่า แนวความคิดดังกล่าวคงไม่สัมฤทธิผลอย่างที่หวังไว้อีกต่อไป เนื่องจากประเด็นการรวม 3 สมาคมเป็นหนึ่งเดียวไม่สอดรับกับนโยบายของทางเบื้องบน และไม่เป็นที่ยอมรับของผู้นำในบางสมาคม


หลังจากตนได้แถลงนโยบาย การจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงไทย ก็ได้เข้าไปพูดคุยกับหลายๆ ภาคส่วน โดยเฉพาะสมาคมขายตรงของไทยอีก 2 สมาคม ในครั้งแรกที่ได้มีการพูดคุย ชี้แจงรายละเอียด ปรากฏว่าผลตอบรับเป็นไปด้วยดี มีการพูด คุยถึงรายละเอียดกันไปแล้วมากกว่าครึ่ง


ในช่วงนั้นได้มีการพูดคุยกับคุณสมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย และคุณอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ อดีตนายกสมาคมการขายตรงไทย ผลปรากฏว่า การตอบรับเป็นไปด้วยดี ทุกคนเห็นด้วยว่าเราควรจะร่วมมือกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมขายตรงไทยอย่างแท้จริง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็กลับยุติลงเพียงแค่นั้น หลังจากสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ได้เปลี่ยนนายกคนใหม่ ซึ่งตนก็ได้เข้าไปขอความร่วมมืออีกครั้ง แต่ผลปรากฏว่าเขาไม่ได้แสดงท่าทีเหมือนคุณอิทธิศักดิ์ เราจึงไม่จำเป็นต้องไปตื้ออะไรเขามาก เพราะวันเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่า ถ้าเราทำเพื่อ ประโยชน์ของคนไทย ทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดีในวันข้างหน้า


ด้วยแนวความคิดของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน นายอัศวินจึงคงต้องยอมรับแนวคิดดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เขา ก็อยากจะฝากไปถึงนายกสมาคมการขายตรงไทยคนใหม่ว่า ผมอยากให้คุณคำนึงด้วยว่า คุณก็เป็นคนไทย อยากขอร้องให้ทำ อะไรเพื่อคนไทยด้วย แม้ว่าท่านจะทำงานในบริษัทต่างชาติและเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ ก็ขอให้สำนึกด้วยว่าเราเป็นคนไทย ฉะนั้น โปรดหาทางช่วยกันหน่อย อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของคนไทยก็น่าจะมีการร่วมมือกัน


อย่างไรก็ดี นายอัศวิน ได้เผยอีกว่า เหตุผลสำคัญอีกประการ ที่ทำให้แนวคิดการ จัดตั้งสมาคมไม่สัมฤทธิผล เนื่องจากตนได้ทราบมาว่า นโยบายของเบื้องบน ไม่มีความ ประสงค์ที่จะให้รวมกัน ดังนั้น เมื่อเบื้องบน ไม่ประสงค์ให้เกิดความรัก ความสามัคคีในแผ่นดิน ตนก็ไม่อยากที่จะไปขัดท่าน ดังนั้น ตนจึงขอถือโอกาสนี้เรียนทุกท่านอย่างเป็นทางการว่า ตนคงไม่สามารถประสานงานให้ เกิดความกลมเกลียวกันในหมู่ผู้ประกอบกิจการขายตรงในประเทศไทยได้ แนวคิดการจัดตั้งสมาพันธ์การขายตรงไทย คงจะยุติไปสักระยะหนึ่ง ความตั้งใจเรามี โอกาส หน้าฟ้าใหม่ แนวคิดนี้อาจกลับมาสานต่อได้ อีกครั้ง


ทั้งนี้ ภายในงานวันแถลงข่าวเปิดตัว สมาชิกใหม่ของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย นายอัศวินก็ได้สร้างความแปลกใจ ให้กับทุกๆ คนอีกครั้ง เมื่อเขาได้ประกาศลาออก โดยอัศวิน กล่าวว่า จะขอลาออก จากตำแหน่งนายกสมาคม และบริษัทของเขาก็ขอถอนตัวจากการเป็นสมาชิกสมาคมฯ วันนี้คงต้องถือโอกาส กราบเรียนกับพี่น้องทั้งหลายว่า ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย ผม นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ ขอลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดย จะมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อยื่นหนังสือให้กับคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว ส่วนบริษัท ของตนก็จะถอนตัวออกจากสมาคมเช่นกัน


นายอัศวิน ได้เปิดเผยถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ตนตัดสินใจลาออกว่า การที่ตนจะทำงานให้สำเร็จลุล่วงนั้น จะต้องมีกำลัง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง คือมีคณะกรรมการที่มีความตั้งใจจริง มีความเห็นตรงกันในวัตถุประสงค์หลักของสมาคม ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สมาคมมีความยั่งยืน เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้ประกอบการกิจการขายตรง แต่เมื่อ เห็นแล้วว่า ยังไม่สามารถทำให้บรรลุสิ่งเหล่านี้ได้ ตนก็ไม่อยากเสียเวลาที่จะต้องไป ทำให้คนอื่นเขามีความล้าช้า ในการที่เขาจะ ก้าวเดิน อย่างที่เขาต้องการอีกต่อไป


การใดที่ตนอาจจะทำให้หลายๆ คนไม่พอใจ หรือทำเกินเลยในสิ่งใดก็ตาม ตนก็คงต้องขอกล่าวคำว่าขออภัย ตนอาจจะเป็นคนที่ทำอะไรเร่งด่วน ชัดเจน ไม่มีอะไรคาใจ เมื่อตั้งใจทำอะไรแล้วก็ควรทำให้เกิด ประโยชน์ ทำไมเราต้องมาเสียเวลาในการที่จะต้องมานั่งทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ให้มันมากเรื่อง ไปเปล่าๆ กิจการใดที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้อง ในอุตสาหกรรมขายตรง ก็ควรจะต้องรีบทำ


อย่างไรก็ดี ตนก็ต้องยอมรับข้อผิดพลาดว่า ที่ผ่านมาตนไม่ได้หล่อหลอมความ คิดของทุกฝ่ายให้ตรงกัน จึงทำให้เกิดข้อบกพร่องในการทำงาน ต้องบอกว่า การเป็น นายกสมาคม ไม่ได้ประโยชน์ ตนไม่เคยคิดว่าจะได้ประโยชน์ หรือมีชื่อเสียง เพราะว่าชื่อเสียงมันต้องสร้างด้วยความดี สร้างโดย รูปธรรม นามธรรม นี่คือปัจจัยหลักที่ทำให้ตนลาออก อีกเหตุผลหนึ่ง นายอัศวิน บอกว่า ตนเองมีงานเยอะมากจริงๆ เนื่องจากบริษัท ของตนก้าวเข้าไปสู่ต่างประเทศอย่างเต็มตัว ตนเองจึงอยากจะสานงานในส่วนต่างประเทศ อย่างเต็มที่ต่อไป


ด้าน นายนาคาญ์ ธวิชาวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย กล่าวว่า วันนี้ตนรู้สึกตกใจมากกับการตัดสินใจของท่านนายก เพราะวันก่อนยังนัดประชุมวิสามัญกันอยู่เลย อย่างไรก็ดีต้องเรียนคุณอัศวินว่า ตลอดช่วงเวลาที่ท่านทำหน้าที่เป็นผู้นำของสมาคมฯ สมาชิก ทุกคนภูมิใจมาก ซึ่งการลาออกครั้งนี้อาจเป็น ด้วยอารมณ์น้อยใจหรือไม่ อย่างที่เคยบอก ว่า สมาคมฯ เราอยู่เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นสัญญาใจที่อยู่ร่วมกัน แต่ทาง ท่านอัศวิน อาจจะเคยผ่านการทำงานในระบบราชการ จึงอาจทำให้หลายๆ อย่างไม่ถูกใจ อาจจะไม่ทันใจ ซึ่งตรงนี้อยากจะบอกว่า พวกเราอยู่กันด้วยใจจริงๆ จากวันที่ท่านรับตำแหน่ง ทำให้เราได้รับข้อมูล ได้รับสิ่งดีๆ มากมาย และคิดว่าภายใต้การบริหารงานของท่านอัศวินจะทำให้สมาคมฯ ก้าวหน้าไปได้อีกมาก ดังนั้นหากท่านจะลาออกไปเลยคงจะไม่ได้ อย่างน้อยก็คงต้องเป็นที่ปรึกษาให้กับสมาคมฯ


คุณอัศวิน เป็นคนที่ทำงานเร็วมาก ทุกอย่างต้องการความรวดเร็ว และตอบสนองทันที ซึ่งทางสมาชิกชื่นชอบในการทำงานตรงนี้มาก แต่ในทางกลับกันคงต้อง ยอมรับว่า เมื่อท่านได้มองกลับมาที่สมาคมฯ อาจจะมองว่าเราทำงานกันล่าช้า เนื่องจาก ต้องรอระเบียบขั้นตอนที่ชัดเจน ซึ่งท่านอาจจะคิดว่า ต้องรออะไรกันมากมายน่าจะ ลุยกันเลย ตรงนี้ท่านจึงอาจเกิดความรำคาญ หากเป็นเรื่องนี้ตนและคณะกรรมการทุกท่านคงต้องรีบเข้าไปคุยรายละเอียดกับท่านเป็นการส่วนตัวอีกครั้ง และหากท่านยืนยันจะลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมจริงๆ เราก็ไม่ขัด แต่คงจะไม่ให้ท่านออกไป เลย อย่างไรก็ควรอยู่ช่วยกันก่อน เป็นที่ปรึกษาก็ยังดี นายนาคาญ์ กล่าวอ้อนวอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1321 ประจำวันที่ 28-7-2012 ถึง31-7-2012

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สคบ. กอดคอ 3 สมาคม ขายตรง! ให้ความรู้กฎเกณฑ์ รับตราสัญลักษณ์


สคบ. เชิญ บริษัทสมาชิก 3 สมาคม เข้าฟัง โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจและรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกฯ ให้เกียรติเปิดงาน ส่วนอีกกว่า 700 บริษัทขายตรงไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ระบุว่าให้ความรู้กับผู้ประกอบการของธุรกิจขายตรง

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยในการเป็นประธานงานสัมมนา โครง การสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจและรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555 ว่า วันนี้ เรากำลังจะเปิดตลาดอาเซียน 10 ประเทศ ในปี 2558 กลุ่มประชากรอาเซียนมีอยู่เกือบพันล้านคน ซึ่งแน่นอนก่อนที่เราจะออกสู่ตลาดดังกล่าว ต้องถามว่าใครจะนำทางไป ซึ่งทางสคบ. บอกว่าเราจะนำผู้ประกอบการเจาะตลาดอาเซียน แต่ถาม ว่าวันนี้ใคร บริษัทไหน และใช่ตัวจริงหรือ เปล่า ซึ่งแน่นอนผู้บริโภคย่อมจะไม่รู้ว่า บริษัทนี้ดีหรือไม่ดี ยิ่งเมื่อต่างประเทศเขาก็จะถามกลับมาว่า แล้วบริษัทนี้รับรอง หรือไม่ ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุผลที่เราต้องการจะแยกผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมที่จะก้าวเดินไปบนขีดความสามารถของตัวเอง กับกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มที่เข้ามาแฝงตัวอยู่

สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องแยกให้ได้ว่า ขณะนี้สินค้าตัวไหนคือของจริง ซึ่งเราอาจ จะทำงานหนักกันเพราะเหตุผลนี้ ทางสมาคมต่างๆ ของขายตรง จึงจำเป็นต้อง มาช่วยกันให้ท่านเหลือแต่แก่นแท้ ท่านอย่าคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน แล้วช่วยรับรองกันเข้ามา ท่านต้องช่วยกันกลั่นกรอง ไม่ใช่คือไม่ใช่ ไม่เช่นนั้นเขาก็จะเป็น ตัวถ่วงในธุรกิจของท่าน วันนี้ธุรกิจท่านไม่ถึง 1% ของ GDP ในประเทศไทย ท่านอย่าได้นึกว่าท่านภูมิใจแล้ว ทั้งๆ ที่ด้วยศักยภาพแล้ว สัดส่วนของท่านไม่น่าจะต่ำกว่า 10-20% วรวัจน์ กล่าว

ด้านนายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยในงานสัมมนาให้ความรู้ 3 สมาคม เกี่ยวกับการขอติดตราสัญลักษณ์สคบ. ว่า เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจ ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างสูง เนื่องจากเป็นกลไก สำคัญของการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความเติบโตของระบบเศรษฐกิจของ ประเทศ ในปีที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่าง มหาศาล โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดมูลค่ากว่าแสนล้านบาท ซึ่งมีสมาคมที่มี วัตถุประสงค์เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง 3 สมาคม ได้แก่ สมาคมการขายตรงไทย สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย และสมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย

การสัมมนาในครั้งนี้ ภาครัฐมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อซักซ้อมแนวทางในการขอรับตรา สัญลักษณ์ในธุรกิจขายตรงตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภคกำหนด เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ ขายตรงและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติได้ถูกต้อง 2.เพื่อรณรงค์ เชิญชวน ให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงที่มีความพร้อม มีความสามารถสมัครของรับตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และ 3.เพื่อเป็นการเผย แพร่ ประชาสัมพันธ์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นมิติใหม่ในการคุ้มครองผู้บริโภค ตามนโยบายใหม่ของท่านนายกรัฐมนตรี นพปฎล เผย

อย่างไรก็ดี การเปิดโต๊ะสัมมนาในครั้ง นี้ ทางภาครัฐได้กล่าวในเรื่องของหลักเกณฑ์ การสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ของธุรกิจขายตรงว่า หลักเกณฑ์การขอรับมอบตราสัญลักษณ์ 1.บริษัทนั้นต้องได้รับการจดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 2.บริษัทนั้นต้อง ได้รับการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

3.ไม่เคยกระทำความผิดอาญาตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 หรือพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 เว้นแต่ได้พ้นโทษในความผิดดังกล่าวแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี 4.ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบ ธุรกิจตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 5.จัดให้มีการรับประกันความเสียหายที่เกิดจากการใช้สินค้า หรือมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร้องเรียนให้แก่ผู้บริโภค 6.ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจ การค้ากระทรวงพาณิชย์เป็นประจำต่อเนื่อง ทุกปี 7.ไม่เคยถูกฟ้องดำเนินคดีด้านการชำระภาษี 8.ผู้มีอำนาจจัดการกิจการขององค์กรไม่มีประวัติเสื่อมเสียในการดำเนินธุรกิจมาก่อน

9.การคำนวณแผนการจ่ายผลตอบแทน ของผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่เกินร้อยละ 55 ของราคาสินค้า 10.ผลตอบแทนเกิดจากการ ขายและกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคที่ไม่ได้มาจากการหาสมาชิก และมีรูปแบบที่ชัดเจน ในการขายสินค้า หรือบริการโดยรายได้หลัก มิใช่การชักชวนบุคคลร่วมเป็นเครือข่าย 11. มีรายงานผลการประกอบธุรกิจต่อสคบ. อย่างต่อเนื่องทุกๆ 6 เดือน 12.ไม่มีพฤติกรรมการโน้มน้าวให้ผู้จำหน่ายอิสระรับซื้อสินค้าในปริมาณมากอย่างไม่สมเหตุสมผล 13.สินค้าที่นำมาจำหน่ายต้องได้รับการอนุญาตรับรอง หรือจดแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่เป็นสินค้าที่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ต้องขออนุญาตรับรอง หรือ จดแจ้งจากหน่วยงานดังกล่าว 14.สินค้าที่นำมาจำหน่ายต้องแสดงฉลากถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด

15.การโฆษณา และประชาสัมพันธ์ อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง 16.สัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้จำหน่ายอิสระ หรือผู้บริโภคทุกฉบับต้องเป็นธรรม และไม่เอาเปรียบ 17.มีการกำหนดให้รับคืนสินค้าจาก ผู้จำหน่ายอิสระหรือตัวแทนจำหน่ายภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า โดยการหักค่าดำเนินการตามที่จ่ายจริง 18.มีการกำหนด ให้รับคืนสินค้าจากผู้บริโภคภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า 19.มีการจัดทำ และ ส่งมอบเอกสารการซื้อขายสินค้าหรือบริการ ให้กับผู้บริโภครวมทั้งจัดทำ และส่งมอบเอกสารการซื้อขายสินค้าหรือบริการหรือคู่มือการดำเนินธุรกิจให้กับผู้จำหน่ายอิสระ 20.มีช่องทางการรับแจ้งข้อมูลจากลูกค้า เช่น ข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ อย่างชัดเจน 21.ภายหลังหากพบว่า ผู้ได้รับมอบตราสัญลักษณ์ไม่มีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ทางสคบ.ขอสงวนสิทธิ์ การเพิกถอน หรือ ริบตราสัญลักษณ์คืน พร้อมประกาศให้สาธารณชนได้รับทราบ 22.ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคมีอายุ 2 ปี นับแต่วันระบุ ไว้ในตราสัญลักษณ์ 23.การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ถือเป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของหลักเกณฑ์ การขอยื่นรับตราสัญลักษณ์ดังที่กล่าวมา มีหลายข้อสงสัยที่เกิดขึ้น อาทิ ข้อที่ 9.ซึ่งมีการกำหนดการจ่ายผลตอบแทนของผู้ประกอบการต้องไม่เกินร้อยละ 55 ของราคา สินค้า ซึ่งในปัจจุบันมีหลายบริษัทที่จ่ายอยู่มากกว่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแผนธุรกิจ ในอนาคต และข้อ 11.ซึ่งต้องมีการรายงาน ผลการประกอบธุรกิจต่อสคบ.ทุก 6 เดือนนั้น อาจเป็นการสร้างความยุ่งยากมากจนเกินไป

โดย นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้แย้งในประเด็นที่ว่าต้องทำประกันบริษัทกับทาง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพิ่มนั้น ว่า ในเมื่อทางบริษัทได้ทำประกันกับบริษัทต่างชาติแล้ว และก็ครอบคลุมอยู่แล้ว ซึ่งส่วนนี้จะเพียงพอ หรือไม่อย่างไร อีกทั้งยังไม่เห็นความจำเป็น ต้องทำเพิ่มในส่วนนี้ด้วย

ซึ่งในประเด็นนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาของหลายบริษัท โดยบริษัทส่วนใหญ่ ก็มีการทำประกันอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่มีความ จำเป็นต้องมาทำประกันกับทางทิพยประกันภัยเพิ่ม ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตถึงการสัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งในโครงการมีการระบุว่า เป็น โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจและรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2555 แต่กลับกลายเป็นว่า กว่า 700 บริษัท ในจำนวนกว่า 800 บริษัท ที่ขึ้นทะเบียนขายตรงกับสคบ. ไม่รู้เรื่องดังกล่าว ซึ่งจะมีเพียงบริษัทของ 3 สมาคมเท่านั้น ที่ได้รับการเชื้อเชิญร่วมงาน สัมมนาในครั้งนี้ ซึ่งในจำนวนของบริษัทของ ทั้ง 3 สมาคม ก็จะมีเพียง 64 บริษัท จำแนก เป็นสมาคมการขายตรงไทย 32 บริษัท สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย 15 บริษัท และสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย 17 บริษัท ซึ่งกลายเป็นว่า ทางสคบ.แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ทำงานอย่างเลือกปฏิบัติ นี่จึงเป็น สิ่งที่ทางรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจให้มากขึ้น ไม่เพียงแต่มาเปิดงานและปิดงานเท่านั้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1317 ประจำวันที่ 14-7-2012 ถึง17-7-2012