ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวแอมเวย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวแอมเวย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM แห่ขยายสาขา ตจว. ปักธงหัวเมืองใหญ่รับ AEC







email-mlm-leads (Mobile)

 


MLM เคลื่อนทัพบุกยึดหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เตรียมความพร้อมศูนย์สาขารองรับการเปิดเสรีการค้า AEC "ไทยเฮลท์" บุกหนักเร่งปักธง 4 ภาค ตั้งเป้าสิ้นปีเปิดศูนย์ครบ 10 สาขา เผย กระแสตอบรับเกินคาด หลังดึง 7 ศิลปินดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า เดินสายโรดโชว์จัดอีเวนต์ใหญ่ทั่ว ประเทศ "ออร์กาโน่" โฟกัส อีสาน-ใต้ อัพสมาชิก 2 หมื่นรหัส ด้าน "เอเชีย สุพรีม" เล็งหัวเมืองอีสานผุด 5 สาขา เตรียมคลังสินค้า อีกกว่า 20 แห่งไว้รองรับ ส่วน "ดีไลฟ์" ยึดขอนแก่นประตูสู่อาเซียน


จากการเตรียมความพร้อมของกลุ่มบริษัทขายตรง เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีขึ้นในปี 2558 ส่งผลให้บรรดาบริษัทต่างๆ พยายาม รุกคืบออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ขยายสาขาตาม หัวเมืองใหญ่เพื่อรองรับสมาชิก ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ สร้างฐานการตลาดก่อนที่จะออกไปปักธงในประเทศต่างๆ ทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกประเทศ กลุ่มอาเซียน


นายไตรรัตน์ ธีรทิพย์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในระบบ ขายตรงและแฟรนไชส์ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัว "ไทยเฮลท์กรุ๊ป" ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาได้เกิดกระแสตอบรับจากสมาชิกใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก มาจากการ นำศิลปินดาราถึง 7 คนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์หลักคือน้ำเห็ดสกัดตรา "มัชรูม พลัส" ใบเตย อาร์สยาม เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงตรา "ซ้อเจ็ด เซ็ตคัพ" สามารถ พยัคฆ์อรุณ และสมรักษ์ คำสิงห์ เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าวผสมน้ำมันรำข้าวตรา "ยูนิ ไรซ์" และ สมเล็ก ศักดิกุล พร้อมด้วย หมวย แม็กซิม และอะตอม ภัคจิรา เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ตรา "วีเอ็ม พลัส"


"สิ่งที่บริษัทกำลังดำเนินการคือเร่งขยายเปิดศูนย์ให้ได้ 10 สาขา ภายในสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย โดยคุณสมบัติของสมาชิกที่จะเปิดสาขาจะต้องเป็นสมาชิกกับบริษัท อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งเวลานี้มีสมาชิกตามจังหวัด ต่างๆ หลายแห่ง และจะไล่เปิดตามหัวเมือง จังหวัดใหญ่ๆ ให้ครอบคลุม 4 ภาคทั่วประเทศ"


นายไตรรัตน์กล่าวว่า ตอนนี้ได้ตั้งเป้า หมายว่าภายใน 3 ปีจะมีผู้สนใจเข้าร่วมธุรกิจ เป็นสมาชิกประมาณ 2 หมื่นคนซึ่งจะมีส่วน ช่วยทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 50% ของรายได้ และหากผู้บริโภคเริ่มให้การยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น จากนั้นจะมีการผลักดันเข้าเป็นบริษัท (มหาชน) ต่อไป โดยมีเป้าหมาย 5 ปีว่า จะ สามารถทำยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดรวมด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท


ออร์กาโน่ โฟกัส อีสาน-ใต้


นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการ ทั่วไป บริษัท ออร์กาโน่ โกลด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงการจัดการภายในหลายอย่าง แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่เติบโตขึ้น และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทได้จัดงานใหญ่แบบนี้ ซึ่ง มีสมาชิกกว่า 1 พันคน เข้าร่วมงานทั้งสมาชิก จากไทยและต่างประเทศ ซึ่งถือว่าภาพรวม น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง


ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาด "ออร์กาโน่ โกลด์" ยังพยายามเจาะตลาดไปที่ภาคอีสาน และภาคใต้เหมือนเดิม ส่วน ของเป้าหมายด้านสมาชิก บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ที่ 2 หมื่นรหัสภายในสิ้นปีนี้ โดยมีสมาชิกที่แอ็กทีฟประมาณ 20% จากกลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่เป็นผู้จัดการเองในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมสัมมนา การเทรนนิ่ง โดยที่บริษัทจะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุน ในเรื่องของออฟฟิศ และสินค้าที่จะนำเข้าสู่ตลาด


"เอเชีย สุพรีม" เล็งหัวเมืองอีสานผุด 5 สาขา


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้โปรโมชั่นท่องเที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยสิ้นปียังหวังว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่างก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว


ในส่วนของแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง อ.สุธีร์ ประธานใหญ่ "เอเชีย สุพรีม" ได้กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมจะเปิดสาขาเพิ่ม เป็นแห่งที่ 5 ในภาคอีสาน โดยมองไว้เป็นจังหวัดใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์, อุดรธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และนครราชสีมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เปิดไปแล้ว 3 แห่ง คือที่หาดใหญ่, พิษณุโลก และเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคลังสินค้าอีกกว่า 20 แห่ง ที่อยู่ตามจุดสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศ


"ผมคิดว่า บริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือจะ มีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับรากหญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มีผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาด ออกไปให้ยั่งยืน"


"ดีไลฟ์" ยึดขอนแก่นประตูสู่อาเซียน


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ดีไลฟ์ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตราศึก ทั้งใน ส่วนของการขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาคต่างๆ โดยในปีนี้ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ที่ถือเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัดขอนแก่นนั้น ตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ให้ผู้บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


"ขอนแก่นค่อนข้างมีขายตรงเข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกันการเปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงรากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่า การที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัสนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเปิดได้ เนื่องจากต้องผ่านหลายขั้นตอน พอสมควร และการที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจ ขายตรงที่ห้างโลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน"


นายเทวัญกล่าวว่า สาเหตุที่ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน ในขณะเดียวกันยังเห็นว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาด อาเซียนในปี 2558 นี้ได้ด้วย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทยจับมือจิตอาสา อ่านหนังสือเสียงเพื่อผู้พิการทางสายตาปีที่10







K.Preecha01 (Mobile)

 


“มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย” สานต่อโครงการ ‘หนังสือเสียง’ ปีที่ 10 ภายใต้แนวคิด One by One: เปิดโลกกว้างทางปัญญา จับมือร่วมกับ 5 สำนักพิมพ์ ชวนอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมทักษะการอ่านและการออกเสียงจากวิทยากรของกรมประชาสัมพันธ์ ร่วมอ่านหนังสือเสียงเพื่อน้องผู้พิการทางสายตา


นายปรีชา ประกอบกิจ ประธานกรรมการมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย ได้ดำเนินกิจกรรมด้านการศึกษาเพื่อตอบแทนบุญคุณของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้จัดโครงการ ‘หนังสือเสียง’ เพื่อผลิตหนังสือเสียงคุณภาพดีในรูปแบบซีดีระบบเดซี่ให้ผู้พิการทางสายตารวม 255 เรื่อง เป็นจำนวน 198,600 ชิ้น ตั้งแต่ปี 2547-2555 เพื่อให้น้อง ๆ ผู้พิการทางสายตาสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างเต็มที่


สำหรับโครงการ “หนังสือ เสียง” อยู่ภายใต้แนวคิด One by One: เปิดโลกกว้างทางปัญญา ดำเนินการอย่างต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 10 โดยได้รับความร่วมมือจาก 5 สำนักพิมพ์ ในการให้ลิขสิทธิ์หนังสือ ได้แก่ บริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด, บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน), บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด, สำนักพิมพ์มติชน และบริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด


ซึ่งในปีนี้มีหนังสือรวม 29 เล่ม อาทิ ‘HELLO อาเซียน (ชุดประชาคมอาเซียนฉบับการ์ตูน)’ โดยนางสาวกฤชกร เพชรนอก, ‘หัวใจแห่งความสุข’ โดย พระไพศาล วิสาโล, ‘จากยายอีสานถึงหลานฝรั่ง’ โดย นางสิริวธู วงศโภชย์, ‘อ่านเล่นจนเป็นเรื่อง’ โดย ทราย เจริญปุระ และ ‘เคล็ดวิชาคว้าทุน’ โดย นางสาวสมิตา หมวดทอง เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลิตเป็นหนังสือเสียงได้ 8,700 ชิ้น เพื่อแจกฟรีให้แก่หน่วยงานเพื่อผู้พิการทางสายตา133 แห่งทั่วประเทศต่อไป


นายปรีชา กล่าวทิ้งท้ายต่อว่า “ขอเชิญผู้มีจิตอาสาที่ผ่านการอบรมทักษะการอ่านและการออกเสียงจากวิทยา กรของกรมประชาสัมพันธ์ ที่จัดโดยมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย ร่วมเป็นอาสาสมัครอ่านหนังสือเสียงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ตั้งแต่วันนี้ที่ www.amwayshopping.com เลือกเมนู ‘นักธุรกิจแอมเวย์’ หัวข้อ ‘หนังสือเสียง’ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านการอบรมสามารถลงชื่อล่วงหน้า เพื่อได้รับการติดต่อ มาร่วมฝึกอบรมและอ่านหนังสือเสียงในปี 2557 สนใจติดต่อมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย โทร. 0-2840-8125 และ 0-2840-8118”


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : "แอมเวย์" ผวา! กำลังซื้อหด ดันโปรดักต์-ขายเงินผ่อน







Capture (Mobile)

 


"แอมเวย์" เร่งเครื่องปั๊มยอดขายในครึ่งปีหลัง หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัวกระทบกำลังซื้อผู้บริโภค ด้วยการอัดฉีดโบนัส ให้นักธุรกิจเพิ่ม 6% พร้อมดันเครื่องกรองน้ำ "อีสปริง" เข้าระบบ เงินผ่อน มั่นใจสิ้นปีนี้ขึ้นแชมป์ตลาดเครื่องกรองน้ำด้วยเป้ายอด ขาย 2.3 พันล้านบาท หรือครองส่วนแบ่งตลาด 60% จะเป็นแรง หนุนยอดขายรวม 1.8 หมื่นล้านบาท แน่นอน


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ โดยครึ่งปีแรกมี อัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-10% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัท มีความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภค ลดลง ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดหวังไว้


"การเติบโตของบริษัทที่ "แอมเวย์" ได้ตั้งไว้ในส่วนของยอดขายคือ การมียอดขายเพิ่มขึ้น 7% แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจทำให้บริษัทเติบโตได้เพียง แค่ 3-5% แต่บริษัทยังเชื่อว่าเป้า 1.8 หมื่นล้านบาท บริษัทจะสามารถทำได้เมื่อจบปี 56 นี้" รัตนา เผย


อย่างไรก็ดี หลังจากนี้บริษัทได้พยายามที่จะเน้นการทำงาน เพื่อกระตุ้นนักธุรกิจ และผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งบริษัทจะมีการเพิ่ม รายได้จากงานขายสินค้าให้กับสมาชิกประมาณ 6% โดยบริษัทจะเน้นในเรื่องของการขายสินค้าของสมาชิกเป็นสำคัญ ส่วนเรื่อง ของการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจ ในส่วนนี้บริษัทไม่ได้ตั้งเป็นเป้า หลักแต่อย่างใด


อย่างไรก็ดี "รัตนา" ยังได้กล่าวถึงสินค้าตัวที่มีการเติบโตสูงสุดของบริษัทอย่างเครื่องกรองน้ำ "อีสปริง" ด้วยว่า จากผลสำรวจเทรนด์สุขภาพของคนไทยในปีนี้ พบว่าคนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน หันมาใส่ใจในรายละเอียดการดูแลสุขภาพ ของตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของน้ำดื่มภายในบ้านที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ดังนั้น การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ตอบโจทย์ในจุดนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจหันมา ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเครื่อง กรองน้ำดื่มในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 นี้ คาดว่าตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนจะมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท


"สำหรับประเทศไทย แอมเวย์ ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดเครื่องกรองน้ำมาตั้งแต่ ปี 2538 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค อย่างดียิ่ง จนปัจจุบันเราจำหน่ายเครื่องกรองน้ำจากแอมเวย์แก่ครัวเรือนคนไทยมากกว่า 600,000 เครื่อง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจคิดค้นและพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับสภาพของน้ำในแต่ละ พื้นที่ จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้เครื่องกรองน้ำอีสปริงได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมียอดขายเครื่องกรองน้ำทั่วโลก 590,000 เครื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนติดต่อกันเป็นปีที่ 4" ผอ.ฝ่ายการตลาด แอมเวย์ กล่าว


รัตนา กล่าวอีกว่า อีสปริงเป็นเครื่อง กรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนชนิดแรกที่ผสานเทคโนโลยี การบำบัดน้ำชั้นยอดเข้า ไว้ด้วยกัน และการันตีความเชี่ยวชาญด้าน ระบบการกรองน้ำด้วยสิทธิบัตรกว่า 330 ฉบับทั่วโลกจากการค้นคว้าและวิจัยกว่า 20 ปี ทำให้เกิดการบอกต่อและเป็นที่ยอมรับของลูกค้า จนสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มียอดขายเติบโตเกือบ 10% จึงมั่นใจว่าสิ้นปีนี้จะประสบความสำเร็จด้วยยอดขาย ที่เพิ่มขึ้นถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งจัดว่าเป็น อีกกลุ่มสินค้าที่ประสบความสำเร็จด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ทีเดียว


"เครื่องกรองน้ำอีสปริงเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นิวทริไลท์และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี บริษัทจึงจัดสรรงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ในปีนี้ โดยวางแผนจัดรายการส่งเสริมการ ขายสำหรับการซื้อตัวเครื่องใหม่และสำหรับ การเปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม เราเน้น กลยุทธ์ในการทำตลาด 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1.การอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่นักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้รู้จริงและสามารถบอกความแตกต่างของเครื่องกรองน้ำอีสปริงกับคู่แข่งได้อย่างชัดเจน พร้อมชูจุดขายความเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพและมียอดขายสูงสุดทั้งในระดับโลกและในเมืองไทย 2.เน้นการบริการหลังการขาย ด้วยจุดเด่น ที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกปัญหาของลูกค้า 3.โปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะรายการผ่อน 0% นาน 10 เดือน ซึ่งได้รับความชื่นชอบจาก ลูกค้าอย่างมาก"


"เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน นอกเหนือจากรายการส่งเสริม การขายในไตรมาสสุดท้ายแล้ว แอมเวย์จะเน้นการสื่อสารออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของอีสปริงง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงและวางผังเว็บไซต์ www.espring.co.th ใหม่ พร้อมกิจกรรมต่างๆ บนเฟซบุ๊กอีสปริงประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าจากการค้นคว้าหา ข้อมูลด้วยตนเองผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์มีความสำคัญมากในการช่วยให้ลูกค้าสามารถหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมถึงสามารถสื่อสาร กับแอมเวย์ผ่านช่องทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ" นางรัตนา กล่าวปิดท้าย


ทั้งนี้ หากจะเปรียบเทียบในส่วนของ ยอดขายแต่ละกลุ่มสินค้าของ "แอมเวย์" จะแบ่งเป็นเครื่องกรองน้ำอีสปริง และเครื่องฟอกอากาศ 19% ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 36% กลุ่มเครื่องสำอาง 17% และ อื่นๆ 28% โดยมียอดขายหลักมาจากกลุ่ม ผู้บริโภคภาคกลาง โดยในส่วนนี้เป็นยอดขายจากกรุงเทพฯ ถึง 40%








 

 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

Image


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน


ข้อมูลจาก manager.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ‘แอมเวย์’รุกหนักตลาดเครื่องกรองอีสปริง ตั้งเป้าสิ้นปี2.3พันล.ตอกย้ำตำแหน่งแชมป์







รัตนา-ชาญนรา-2 (Mobile)

 


“แอมเวย์” แจงยอดขายเครื่องกรองน้ำอีสปริง 8 เดือนเติบโตเพิ่มขึ้น 10% พร้อมทุ่มงบ 80 ล้านทำตลาด พ่วงด้วยกลยุทธ์ 3 ข้อ “เน้นอบรม-บริการหลังการขาย-อัดโปรโมชั่น” ดันธุรกิจ หวังครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยยอด 2,300 ล้าน...ย้ำรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แน่นอน


เปิดเกมรุกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ สำหรับสินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริงจากค่าย “แอมเวย์” ซึ่งต้องบอกว่า สินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าของค่ายแอมเวย์ ที่ค่ายนี้ต้องการจะรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำ


ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นั่นเอง


ทั้งนี้ ทางด้านนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงของแอมเวย์ ยังเติบโตในอัตรา 10% โดยคาดว่าในสิ้นปีนี้ จะสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 2,300 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ประสบความสำเร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยกัน โดยกลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศมีสัดส่วนยอดขาย19% ของยอดขายรวมทั้งบริษัท กลุ่มอาหารเสริมมีสัดส่วน 36% และสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง มีสัดส่วน 17%


ปัจจุบันเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ โดยวางแผนจัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับการซื้อตัวเครื่องใหม่และสำหรับการเปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม ด้วยการเน้นกลยุทธ์ในการทำตลาด 3 ข้อหลัก ได้แก่


1. การอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่นักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้รู้จริงและสามารถบอกความแตกต่างของเครื่องกรองน้ำอีสปริงกับคู่แข่งได้อย่างชัดเจน พร้อมชูจุดขายความเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพและมียอดขายสูงสุดทั้งในระดับโลกและในเมืองไทย


2. เน้นการบริการหลังการขาย ด้วยจุดเด่น ที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกปัญหาของลูกค้า


3. โปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการผ่อน 0% นาน 10 เดือน เป็นต้น


นางรัตนา กล่าวอีกว่า จากผลสำรวจเทรนด์สุขภาพของคนไทยในปีนี้ พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน หันมาใส่ใจในรายละเอียดการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของน้ำดื่มภายในบ้านที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ดังนั้น การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ตอบโจทย์ในจุดนี้ จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจหันมา ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 นี้ คาดว่าตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนจะมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท


“สำหรับประเทศไทย แอมเวย์เป็นผู้บุกเบิกตลาดเครื่องกรองน้ำมาตั้งแต่ปี 2538 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดียิ่ง จนปัจจุบันสามารถจำหน่ายเครื่องกรองน้ำจากแอมเวย์แก่ครัวเรือนคนไทยมากกว่า 600,000 เครื่อง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ คิดค้นและพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับสภาพของน้ำในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้เครื่องกรองน้ำอีสปริงได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมียอดขายเครื่องกรองน้ำทั่วโลก 590,000 เครื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนติดต่อกันเป็นปีที่ 4”


นางรัตนา เสริมต่ออีกว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ได้คุณภาพมาตรฐาน นอกเหนือจากรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสสุดท้ายแล้ว แอมเวย์จะเน้นการสื่อสารออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของอีสปริงง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงและวางผังเว็บไซต์ www.espring.co.th ใหม่ พร้อมกิจกรรมต่างๆ บนเฟซบุ๊คอีสปริงประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าจากการค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์มีความสำคัญมากในการช่วยให้ลูกค้าสามารถหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมถึงสามารถสื่อสารกับแอมเวย์ผ่านช่องทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ รับมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง







img_00033_s (Mobile)


บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด รับมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง
คุณกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด รับมอบใบสำคัญการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง จาก ดร.ไชยรัตน์ ไทยเจียมอารีย์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับรองให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงที่มีการจดทะเบียนบริษัทอย่างถูกต้อง และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยแอมเวย์ประเทศไทยเป็นบริษัทแรกที่ได้จดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง เมื่อปี 2545 และเป็นบริษัทที่มียอดธุรกิจเติบโตเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ


ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์รับมอบเข็มกลัดชมรมจรรยาบรรณหอการค้าไทย









คุณพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล (ขวา) ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมอบเข็มกลัดชมรมจรรยาบรรณหอการค้าไทย ให้แก่บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี คุณชุมพฤนท์ ยุระยง (ซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เป็นตัวแทนรับมอบ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล มีจรรยาบรรณ โปร่งใส ในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณจรรยาบรรณดีเด่นหอการค้าไทย ประจำปี 2555 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ


วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์(Amway) : อาร์ทิสทรีทุ่มพีอาร์ฝันยอดขาย3พันล.








 


 


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจขายตรงมีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องมีการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดแบบบูรณาการ รวมไปถึงนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มานำเสนอ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง


ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ อาร์ทิสทรี กลุ่มที่มียอดขายสูงสุดคือ สกินแคร์ โดยมีส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง 20% จากมูลค่าตลาดรวม ที่ 28% ผลิตภัณฑ์สำหรับลดริ้วรอย สัดส่วนกว่า 40% จากมูลค่าตลาดรวม ที่ 37% และสัดส่วนที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเบสิก


"ปี 55 ที่ผ่านมา อาร์ทิสทรี ยังคงครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางพรีเมียมแบรนด์อันดับ 1 ของเมืองไทย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 20% เรามองเห็นโอกาสทางการตลาด โดยเฉพาะการเติบโตของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใส โดยปี 55 นั้น กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิวกระจ่างใสของอาร์ทิสทรี มีรายได้ประมาณ 400 ล้านบาท และคาดว่าปี 56 จะมีรายได้สำหรับกลุ่มนี้ถึง 450 ล้านบาท และมั่นใจว่ายอดขายรวมของอาร์ทิสทรี ปี 56 นี้ จะถึง 3,100 ล้านบาท แน่นอน" นางรัตนา กล่าว


ส่วนงบประมาณที่จะส่งเสริมการขาย และประชาสัมพันธ์ในปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 120 ล้านบาท และสิ้นปีนี้จะทำการเปิดศูนย์บริการแอมเวย์ให้ครบ 80 แห่งทั่วประเทศ จากปีที่แล้วที่มีแค่ 74 แห่ง ภายในงาน อาร์ทิสทรี ได้เปิดตัว อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เป็นชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใสที่ทรงประสิทธิภาพสูง แต่อ่อนโยนต่อผิว.


 


 


Credit by :http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์(Amway): อาร์ทิสทรีรุกตลาดไวท์เทนนิ่ง ส่ง "อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์" ใหม่ มั่นใจยอดขายอาร์ทิสทรีรวมทะลุ 3,100 ล้านบาทสิ้นปีนี้








เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์เสริมทัพผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรีเมียม เปิดตัวสินค้าใหม่ อาร์ทิสทรีไอดีล เรเดียนซ์ ชูเทคโนโลยีเพื่อผิวสว่างใสแบบ 3 มิติ ให้ประสิทธิภาพสูงแต่อ่อนโยนต่อผิว ตอบรับเทรนด์สาวไทยปลื้มผิวขาว เตรียมกลยุทธ์บุกตลาดเต็มรูปแบบ มั่นใจสิ้นปีอาร์ทิสทรีมียอดขายรวมกว่า 3,100 ล้านบาท


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทแอมเวย์ยังมุ่งเน้นการทำตลาดที่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้หญิงเอเชียในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย จีน เวียดนาม และมาเลเชีย พบว่า เทรนด์ความต้องการผิวขาวกระจ่างใสยังคงมาแรงและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคจะมีความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว-มากขึ้น โดยต้องการสกินแคร์ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว ดังนั้น ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อ จึงเลือกจากประสิทธิภาพของสกินแคร์นั้นๆ เป็นหลัก เช่น สามารถช่วยให้ผิวขาวใส สีผิวสม่ำเสมอ ไร้ที่ติ นอกจากนั้น ความนิยมในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง เพราะสาวๆ เชื่อว่า ประโยชน์จากธรรมชาติจะช่วยให้เกิดความงามที่ยั่งยืนและปลอดภัย


ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าในกลุ่มพรีเมียมแบรนด์มีมูลค่าสูงถึง 11,500 ล้านบาท ซึ่งอาร์ทิสทรียังครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางพรีเมียมแบรนด์อันดับ 1 ของเมืองไทย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 20% เรามองเห็นโอกาสทางการตลาดโดยเฉพาะการเติบโตของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใส จึงเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการดูแลสมดุลผิวแบบองค์รวม อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ (ARTISTRY IDEAL RADIANCE) ชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความขาวกระจ่างใสที่สอดรับความต้องการของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยให้ประสิทธิภาพที่สัมผัสได้และส่วนผสมสำคัญที่มาจากธรรมชาติ จึงมั่นใจว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากสาวไทย นางรัตนากล่าว


นางรัตนากล่าวเสริมว่า อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เป็นชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใสที่ทรง- ประสิทธิภาพสูง แต่อ่อนโยนต่อผิว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีผิวกระจ่างใสแบบ 3 มิติ (3D Technology) พร้อมสูตรเฉพาะ มัลติฟลอรา เบลนด์ (MultiFlora Blend) จากดอกไม้นานาพันธุ์ และโปรตีนจากไข่มุก ช่วยให้ผิวเปล่งประกายสมบูรณ์แบบด้วยความงามแบบ 3 มิติ คือ ผิวสว่างใส สีผิวสม่ำเสมอ และเปล่งประกายผิวสุขภาพดี กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ 1.เคล็นเซอร์ 2. โทนเนอร์ 3.เอสเซนส์สูตรน้ำนม 4.ทรีทเมนท์ดูแลจุดด่างดำ 5.มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวสูตรน้ำนม และ 6.ครีมบำรุงผิวกลางคืน เพื่อการดูแลผิวอย่างครบวงจร ซึ่งอาร์ทิสทรีมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการมีผิวเนียนกระจ่างใสของผู้หญิงไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


นางรัตนากล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ในการโปรโมท อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เน้นการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Communication) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงทุกช่องทาง โดยอาร์ทิสทรีประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกที่เริ่มจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้ ทั้งยังเตรียมจัด ไอดีล เรเดียนซ์ 3D ไบรท์เทนนิ่ง เวิร์คช็อป (Ideal Radiance 3D Brightening Workshop) เพื่ออบรมให้นักธุรกิจแอมเวย์กว่า 10,000 ที่นั่ง พร้อมถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไปยัง 6 จังหวัดหลักทั่วประเทศ เพื่อฝึกอบรมให้นักธุรกิจแอมเวย์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างมืออาชีพ โดยเชิญนักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารจากสำนักงานใหญ่ ประเทศสหรัฐอเมริกาบินตรงมาให้ความรู้ถึงเมืองไทย


พร้อมกันนี้ได้มีการจัดทำวิดีโอโฆษณาเผยแพร่ทางยูทูป (YouTube) และโฆษณาผ่านนิตยสารสตรีชั้นนำ โดยทั้งสองสื่อมี เทเรซ่า พาล์มเมอร์ (Teresa Palmer) ดาราฮอลลีวู้ดในฐานะโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์เป็นพรีเซ็นเตอร์แสดงนำ และเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์สินค้าที่แปลกใหม่ อาร์ทิสทรีได้สร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ชื่อว่า อาร์ทิสทรี ไทย เออาร์ (Artistry Thai AR) เพื่อนำเทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือนจริง (Augmented Reality) มาสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกด้วย เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้กระดาษสามารถลุกขึ้นมามีชีวิตได้ด้วยเทคนิค 3D ในการนำเสนอวิดีโอโฆษณา และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนนักธุรกิจแอมเวย์ให้เปิดตลาดง่ายขึ้นด้วย นางรัตนากล่าว


จากคุณภาพของผลิตภัณฑ์กับแผนการตลาดแบบบูรณาการ เรามั่นใจว่า อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ จะช่วยให้ยอดขายของกลุ่มเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใสของอาร์ทิสทรีเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ส่งผลให้อาร์ทิสทรียังครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นางรัตนากล่าวทิ้งท้าย


ที่มา:www.amwayshopping.com

วันเสาร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : บริษัทแม่แอมเวย์ประกาศผลประกอบการปี 2555 ด้วยยอดขาย 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ








 


บริษัทแม่แอมเวย์ประกาศผลประกอบการปี 2555 ด้วยยอดขาย 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ
อีก 1 ปีแห่งการเติบโตต่อเนื่องจากการทุ่มขยายฐานการผลิตทั่วโลก


อัลติคอร์ อิงค์ บริษัทแม่แอมเวย์ ประกาศยอดขายปี 2555 ด้วยตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่ายอดในปี 2554 ที่ 10,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นปีที่บริษัทมีการเติบโตด้านยอด ขายอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 จาก 13 ปีล่าสุดที่ผ่านมา


แอมเวย์เติบโตใน 10 ตลาดที่มียอดขายสูงสุด


แอมเวย์มีการเติบโตใน 10 ประเทศที่มียอดขายสูงสุด ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย รัสเซีย ไต้หวัน ไทย ยูเครน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี รวมถึงมีการเติบโตที่เปอร์เซ็นต์สองหลักในหลายประเทศ เช่น โคลัมเบีย ฮ่องกง อิตาลี เม็กซิโก รัสเซีย ตุรกี และเวเนซูเอลา


มร.สตีฟ แวน แอนเดล ประธานกรรมการ แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า แอมเวย์ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่จะแถลงยอดขายในปีที่ผ่านมาคือ 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวนับจาก 6 ปีก่อนที่เริ่มกลยุทธ์ทางธุรกิจเรื่อง นวัตกรรม (Growth Through Innovation) ธุรกิจของแอมเวย์ทั้ง 4 ภูมิภาคทั่วโลกในขณะนี้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากยิ่งขึ้นภายใต้การนำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีศักยภาพอีกมากที่จะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีกในปีนี้ แอมเวย์ได้ลงทุนในระบบซัพพลายเชน (Supply chain) โดยมุ่งเน้นการผลิตและการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น อันส่งผลให้นักธุรกิจแอมเวย์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้นทุกเวลาและทุกที่ที่ผู้บริโภคต้องการ


มร.ดั๊ก เดอโวส ประธานบริษัท แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้บริโภคหลายล้านคนทั่วโลกกำลังมองหาบางสิ่งที่เหนือกว่า พวกเขาต้องการโอกาสทางธุรกิจซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและมีผลตอบแทนเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นเวลากว่า 50 ปีที่แอมเวย์สร้างโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองให้แก่ผู้คนจำนวนมาก เราภาคภูมิใจกับความสำเร็จนี้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพนักธุรกิจแอมเวย์ในด้านทักษะการขายและเชิงธุรกิจที่เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น แอมเวย์จะยังคงแสวงหาวิธีการใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการสนับสนุนนักธุรกิจแอมเวย์หลายล้านคนทั่วโลกให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้


การลงทุนระดับโลกกว่า 335 ล้านเหรียญสหรัฐในด้านการผลิต การวิจัยค้นคว้าและพัฒนา
แอมเวย์ได้เตรียมจัดสรรงบประมาณมากกว่า 335 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิต การวิจัยค้นคว้าและพัฒนา ด้วยการสร้างโรงงาน 4 แห่งในสหรัฐอเมริกา รวมถึงการสร้างโรงงานผลิต 1 แห่งในประเทศอินเดีย และอีก 2 แห่งในสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศเวียดนาม


ในปี 2555 แอมเวย์ได้ประกาศแผนการลงทุนกว่า 185 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับการสร้างโรงงาน 4 แห่งในสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตและบรรจุวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ อันประกอบด้วย


ส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดและซอฟท์เจล มูลค่า 81 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่โรงงานผลิตสปอลดิง


อะเวนิว เมืองเอด้า รัฐมิชิแกน ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานได้ 200 อัตราภายใน 3 ปี โดยการก่อสร้างจะเริ่มต้นในปีนี้


ส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดผง มูลค่า 24 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในบริเวณพื้นที่สำนักงานใหญ่ของแอมเวย์ ที่เมืองเอด้า รัฐมิชิแกน ซึ่งเปิดดำเนินการแล้วในปีที่ผ่านมา สร้างงานได้ถึง 50 อัตรา


โครงการมูลค่า 42 ล้านเหรียญสหรัฐที่บูเอน่าพาร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย ประกอบด้วยโรงงานอัดเม็ดเพื่อรองรับการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ด สถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงห้องทดลองต้นแบบและอาคารสำนักงานขนาด 2 ชั้นอีกด้วย คาดแล้วเสร็จภายในปีนี้


โรงงานสกัดและผลิตสารสกัดเข้มข้น มูลค่า 38 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เมืองควินซี รัฐวอชิงตัน เป็นโรงงานสกัดสารต่างๆ จากพืชที่ปลูกในฟาร์มชีวภาพของนิวทริไลท์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองเทราท์เลค ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง


สำหรับโรงงานแห่งใหม่ที่รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย แอมเวย์จัดเตรียมงบประมาณ 95 ล้านเหรียญสหรัฐไว้เพื่อการก่อสร้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดแล้วเสร็จในปี 2558 และอีกแห่งที่เมืองกวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน งบประมาณก่อสร้าง 75 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในปี 2559 และล่าสุดคือโรงงานผลิตแห่งที่สองในประเทศเวียดนามซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปีนี้


นอกจากนี้ แอมเวย์ยังลงทุนอีก 10 ล้านเหรียญสหรัฐในการสร้างศูนย์วิจัยด้านพฤกษศาสตร์และศูนย์ทดลองผลิตภัณฑ์ ณ เมืองอู๋ซี สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรและพืชต่างๆ ของเอเชีย ปัจจุบันแอมเวย์มีนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 900 คน ร่วมกันทำงานในห้องทดลองเพื่อการวิจัยพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพกว่า 65 แห่งทั่วโลก ที่พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยใช้วัตถุดิบชั้นเลิศและเทคโนโลยีขั้นสูงสุด


นิวทริไลท์เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดของแอมเวย์


นิวทริไลท์เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร* มีสัดส่วนยอดขาย 46% ของยอดขายรวมทั้งหมด โดยนิวทริไลท์โปรตีนพาวเดอร์ (ซึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่คือ นิวทริไลท์ ออล แพลนท์ โปรตีน), นิวทริไลท์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์ และนิวทริไลท์ ไบโอซี พลัส เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงที่สุดของนิวทริไลท์


สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม อาร์ทิสทรีเป็นเครื่องสำอางบำรุงผิวระดับพรีเมียมที่มียอดจำหน่ายสูงสุด 1 ใน 5 ของโลก* มีสัดส่วน 26% ของยอดขายรวมของบริษัทเมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุดอาร์ทิสทรีได้ เทเรซ่า พาล์มเมอร์ เป็นโกลบอล แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ และได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เพื่อการลดเลือนริ้วรอยชั้นสูง อาร์ทิสทรี ยูธ เอ็กซ์เทนด์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ รวมถึงในประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทย พร้อมเตรียมเปิดตัวในทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกาในปีนี้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามได้แก่ อาร์ทิสทรี ครีมแอล/เอ็กซ์, อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ รีนิววิง พีล และอาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้-ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม


ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในครัวเรือน มีสัดส่วนยอดขาย 22% นำโดยเครื่องกรองอากาศแอทโมสเฟียร์, ชุดภาชนะประกอบอาหาร ไอคุ้ก, เครื่องกรองน้ำอีสปริง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเปิดตัวเครื่องกรองน้ำอีสปริงในสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นผลสำเร็จในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแอมเวย์


และคาดการณ์ยอดขายในปีแรกไว้สูงกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ นอกเหนือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ข้างต้น เช่น กลุ่มสินค้าแค็ตตาล็อกมีสัดส่วนยอดขายในปี 2555 อยู่ที่ 6%


ฉลอง 10 ปีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของเด็กและเยาวชน


ปี 2556 ยังเป็นปีที่น่ายินดีของแอมเวย์ที่โครงการ แอมเวย์ วัน บาย วัน เพื่อเด็กและเยาวชนจะฉลองครบรอบ10 ปี


ถือเป็นโครงการที่นักธุรกิจแอมเวย์และพนักงานได้ร่วมกันสร้างสถิติในการให้ความช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสกว่า 10 ล้านคน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2546 โครงการนี้ได้บริจาคเงินรวม 190 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนทั่วโลก มีนักธุรกิจแอมเวย์และพนักงานสละเวลาเพื่อร่วมเป็นอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ กว่า 2.7 ล้านชั่วโมง

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์จับมือกสิกรไทย เปิดตัว I'm Smart บริการช้อปสะดวก ทุกที่ ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน









นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นายชาติชาย พยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และ นายอภิวัฒน์ ศิริสัมพันธ์ ผู้จัดการบริหารลูกค้าอาวุโส วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย ร่วมเปิดตัว Im Smart บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต ผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน Im Smart และ K-Merchant on Mobile เพิ่มความสะดวก ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์ในการขายสินค้าและบริการแบบไร้ขีดจำกัดได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมส่งเอสเอ็มเอส หรืออีเมลแจ้งยืนยันทุกรายการใช้จ่าย นับเป็นธุรกิจเครือข่ายรายแรกและรายเดียวที่เปิดให้บริการ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจเครือข่ายอันดับ 1 ของไทย และท่านที่สนใจสามารถเข้าชม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.amwayshopping.com

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์ ทิ้งห่างไร้คู่แข่ง!ปิดบัญชีหรู 17,000 ล้านบาท แชมป์ยอดขายสูงสุดปี55









เป็นเวลานานนับสิบปีมาแล้วที่บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่ขายตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกาถือครองบัลลังก์แชมป์ บริษัทขายตรงที่มียอดขายมากที่สุดในประเทศไทย ด้วยยอดขายสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปีติดต่อกันมานานหลายปีและในปี 2555 ที่ผ่านมาก็เช่นกัน แอมเวย์ ได้สร้างสถิติใหม่อีกครั้งด้วยการปิดยอดขายเป็นตัวเลขกลมๆ สูงถึง 17,000 ล้านบาท... ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกราว 1,500 ล้านบาทหรือเติบโตเกือบ 10% ต่อปีเมื่อเทียบกับยอดขาย 15,500 ล้านบาทที่ทำได้ในปี 2554 ที่ผ่านมาและถ้าหากนำเอาตัวเลข 17,000 ล้านบาททมาหารเพื่อหาค่าเฉลี่ยยอดขายต่อเดือนดูจะพบว่าบริษัทแอมเวย์ฯมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนราว 1,417 ล้านบาทและ/หรือเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่วันละประมาณ 47.2 ล้านบาท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าในปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างสถิติยอดขายใหม่ด้วยการเติบโตเกือบ 10 % มียอดขายรวม 17,000 ล้านบาท โดยกว่า 70 % เป็นยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามและผลิตภัณฑ์ที่สร้างยอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ (1) เครื่องกรองน้ำอีสปริง (2) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทรีไลท์ ออล แพลนท์ โปรตีนและนิวทรีไลท์กรีนที นิวทริ- โปรตีน และ (3) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์ โดยปัจจัยความสำเร็จครั้งนี้ คาดมาจากการรุก 3 กลยุทธ์หลักสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน พร้อมการสร้างแบรนด์ที่ตอบสนองทุกมิติของความต้องการของผู้บริโภค


แอมเวย์ได้ประกาศแผนกลยุทธ์ 3 ประการเพื่อความสำเร็จอันยั่งยืนเมื่อต้นปี 2555 ได้แก่ 1) แบรนด์แห่งนวัตกรรม 2) แบรนด์ที่ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และ 3) แบรนด์แห่งจิตสำนึกเพื่อทุกคนในสังคม โดยปีที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการเพื่อรองรับกลยุทธ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดรายการส่งเสริมการขายและโฆษณาประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบ 360 องศาในโอกาสที่บริษัทครบรอบ 25 ปี ประกอบกับความแข็งแกร่งขององค์กรนักธุรกิจแอมเวย์ที่ร่วมแรงร่วมใจในการดำเนินธุรกิจและให้บริการลูกค้าในฐานะมืออาชีพ จึงทำให้ผลประกอบการของบริษัทได้เติบโตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ นายกิจธวัช กล่าว


ปี 2556 แอมเวย์ยังคงเน้นกลยุทธ์เดิมโดยมุ่งเน้นกิจกรรมที่ทำให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด พร้อมชูกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เตรียมนำเสนอไลฟ์สไตล์โซลูชั่นสำหรับกลุ่มบุคคลในวัยและไลฟ์สไตล์ต่างๆ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบสนองปัญหาหรือความต้องการเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น มั่นใจว่าด้วยทีมวิจัยในระดับโลกของแอมเวย์จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี


นอกจากนั้นบริษัทยังสานต่อการสื่อสารเชิงรุก ด้วยการสร้างแบรนด์ให้ใกล้ชิดกับผู้บริโภคผ่านการใช้กระแสโซเชียลมีเดียซึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มจำนวนไลค์ของแฟนเพจรวม 4 แบรนด์ คือ แอมเวย์ อาร์ทิสทรี นิวทริไลท์และอีสปริง มียอดไลค์ (like) ถึง 273,218 ไลค์ บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างแอมเวย์ ช็อป ให้กระจายสู่จังหวัดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก และเป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์แอมเวย์ได้ง่ายและสะดวกขึ้นรวมถึงเป็นการสร้างประสบการณ์โดยตรงให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับแบรนด์และผลิตภัณฑ์จากแอมเวย์


แผนงานหลักที่บริษัทให้ความสำคัญในปีนี้คือ การสร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นให้แก่นักธุรกิจแอมเวย์ในฐานะมืออาชีพ โดยบริษัทได้ตั้งแผนกใหม่ชื่อว่า แผนกส่งเสริมศักยภาพนักธุรกิจแอมเวย์เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของนักธุรกิจแอมเวย์ผ่านการจัดฝึกอบรม สัมมนา สร้าง ประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ โอกาสทางธุรกิจ แนวคิดและปรัชญาของแอมเวย์ รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือในการทำงานของนักธุรกิจแอมเวย์ อาทิ การเปิดให้บริการ แอมเวย์ เอ็กซ์ พีเรียนซ์ เซ็นเตอร์ (Amway Experience Center) เป็นต้นเพื่อสร้างให้อาชีพนักธุรกิจแอมเวย์เป็นอาชีพที่ทรงคุณค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานามากยิ่งขึ้น ดังนั้นด้วยแผนการดำเนินงานปี 2556 ทั้งหมดดังกล่าว บริษัทจึงเชื่อมั่นว่ายอดขายจะเติบโตอีกไม่น้อยกว่า 7 % นายกิจธวัช กล่าว


สำหรับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2530 ปัจจุบันเป็นผู้นำในธุรกิจเครือข่ายระบบการตลาดหลายชั้นผ่านนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศและมียอดขายอันดับหนึ่งของประเทศ (จากรายงานงบการเงินของกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555) ปัจจุบันแอมเวย์มีนักธุรกิจแอมเวย์ที่ดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังและต่ออายุสมาชิกภาพอย่างต่อเนื่องทุกปี 330,000 รหัส มีสมาชิกที่สมัครเพื่อใช้สินค้า 720,000 ทั่วประเทศ


อนึ่งสำหรับผลประกอบการของบริษัทขายตรง 5 อันดับที่มียอดขายสูงสุดประจำปี 2555 ประกอบด้วย อันดับที่ 1.บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายรวม 17,000 ล้านบาท อันดับ.2บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายรวม7,100 ล้านบาท อันดับ 3 บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด มียอดขายรวม 6,000 ล้านบาท อันดับที่ 4 บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มียอดขายรวม 5,400 ล้านบาท และ5.บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายรวม 3,700 ล้านบาท





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 217 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขุดข้อมูลพาณิชย์ใครจริง ใครโม้ เผยสถิติยอดขาย 5 อันดับสูงสุดของธุรกิจขายตรงในรอบ 3 ปี ระหว่างปี 2552-2554 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์









ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ครองแชมป์ เบอร์ 1 ตลอดกาล ขณะที่ กิฟฟารีน รั้งอันดับ 2 เชิดหน้าชูตาขายตรงพันธุ์ไทย ลบคำครหาโดนแซง ด้าน นู สกิน ไต่ขึ้นมาติดท็อปไฟว์ครั้งแรกในปี 2554 แหล่งข้าวชี้หลายบริษัทเคลมตัวเลขเกินจริง หวังเลี่ยงภาษี


ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่-ย 6-10% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันแม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บข้อมูลหรือตัวเลขเพื่อทำสถิติตลาดรวมขายตรง แต่สมาคมอุตสาหรรมขายตรงไทย (TDSA) ได้ร่วมมือกับบริษัทวิจัยชื่อดังในการเก็บข้อมูลตัวเลข 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อหาตัวเลขตลาดรวม โดยในปี 2552 ที่ผ่านมาตลาดรวมธุรกิจขายตรงมีมูลค่า 52,900 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 อยู่ที่ 14.6% จนมาถึงปัจจุบันที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลตัวเลขดังกล่าว แต่มีการคาดการณ์กันว่าตลาดรวมขายตรงน่าจะมีมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านบาท


เผยตัวเลขท็อปไฟว์


จากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นดัชนีวัดได้ว่าอุตสาหกรรมขายตรงปัจจุบันยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดให้เติบโต มาจากการที่ธุรกิจขายตรงมีภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นในสายตาของผู้บริโภค การแข่งขันเพื่อสร้างแบรนด์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ การให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ตลอดจนการออกสินค้าใหม่ที่อิงเทรนด์สุขภาพ ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวถูกนำเสนอในรูปแบบของการเก็บสถิติ การจัดอันดับ 1 ใน 5 ของธุรกิจขายตรงที่มียอดขายสูงสุด ล่าสุดนสพ. เดอะพาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้เก็บสถิติรวบรวมตัวเลขบริษัทขายตรงที่สร้างยอดขายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ได้ว่า บริษัทที่ยังครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ตลอดกาลยังคงเป็นเจ้าตลาดอย่างบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนอันดับสองเป็นของบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิซิตี้ จำกัด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าอันดับที่ 2 เป็นของผู้ประกอบการรายใด ระหว่างกิฟฟารีน แบรนด์สินค้าคนไทย กับบริษัท ซูเลียน(ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชัดเจนว่า ซูเลียน มียอดขายอยู่ในอันดับสาม แค่ในปี 2552 และปี 2554 เท่านั้น เพราะในปี 2553 อันดับยอดขายสูงสุดอันดับ 3 ตกเป็นของ บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด


สำหรับสถิติยอดขายในรอบ 3 ปี (2552-2554) พบว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทที่ทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขายรวม 14,644 ล้านบาท ตามด้วยกิฟฟารีน ที่มียอดขาย 5,146 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 4,980 ล้านบาท อันดับ 4 เอมสตาร์ มียอดขาย 3,933 ล้านบาท และอันดับ 5 เป็นของบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ที่มียอดขาย 1,954 ล้านบาท


ทั้งนี้ จากสถิติยอดขายในปี 2553 นั้น อันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขาย 13,590 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,609 ล้านบาท อันดับ 3 เอมสตาร์ มียอดขาย 4,585 ล้านบาท อันดับ 4 ซูเลียน มียอดขาย 4,184 ล้านบาท และอันดับ 5 บริษัท คังเซน-เคนโกฯ มียอดขาย 2,204 ล้านบาท ขณะที่ปี 2552 อันดับ 1 แอมเวย์ มียอดขาย 12,609 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,355 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 3,309 ล้านบาท อันดับ 4 คังเซน-เคนโก มียอดขาย 2,377 ล้านบาท และอันดับ 5 เอมสตาร์ มียอดขาย 1,805 ล้านบาท


ยักษ์ใหญ่เร่งสร้างแบรนด์


การขึ้นท็อปไฟว์ของ นู สกิน ในปี 2554 นั้น ถือเป็นครั้งแรกของนูสกินที่ขึ้นอันดับท็อปไฟว์ หลังจาก นู สกิน ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปี โดยปัจจัยที่ทำให้ นู สกิน มียอดขายที่เติบโตนั้นมาจากการรุกตลาดเพื่อสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง และการสร้างโพซิชั่นของแบรนด์ที่เป็นสินค้าต่อต้านความเสื่อมชราอย่างชัดเจน และมีการตอกย้ำตำแหน่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายดังกล่าว นูสกินได้ผลักดันทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา เพราะเทรนด์หรือแนวโน้มตลาดของสินค้าในกลุ่มเอนไทน์เอจจิ้งมีการเติบโตเป็นอย่างมาก


ส่วนพี่ใหญ่ในวงการขายตรงอย่างแอมเวย์ ที่สามารถรักษายอดขายได้ติดอันดับ 1 มาโดยตลอด นอกเหนือจากการสร้างธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นผลมาจากแอมเวย์ได้สร้างแบรนด์ และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ครบวงจรทุกด้าน ทั้งสมาชิกกลุ่มผู้บริโภคและการสื่อสารแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งมีการสร้างตำแหน่งสินค้าที่ชัดเจนเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภค อาทิ แบรนด์นิวทริไลท์ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาร์ทิสทรี ในกลุ่มสินค้าความงาม ทั้งกลุ่มสกินแคร์ และสีสัน อีกทั้งแอมเวย์ยังมี รอยัลตี้ แบรนด์กับผู้บริโภคที่สูงไม่น้อย


ส่วนกิฟฟารีนแม้จะเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ยังสามารถสร้างยอดขายได้เป็นอันดับสองตลอดระยะเวลา 3 ปี(2552-2554) ซึ่งเป็นผลมาจากกิฟฟารีนได้สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และหากถามกลับไปว่า ปัจจุบันผู้บริโภครู้จักแบรนด์กิฟฟารีนมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ ของ กิฟฟารีน เผยว่าจากการสำรวจล่าสุดพบว่าผู้บริโภคมากถึง 99% รู้จักแบรนด์กิฟฟารีน ไม่เพียงแค่รู้จักแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรู้จัก น.ต.พญ.นลินี ด้วยว่าเป็นเจ้าของธุรกิจกิฟฟารีน


ขณะที่กิฟฟารีนเองได้สร้างความมั่นใจในธุรกิจให้กับสมาชิกและผู้บริโภคด้วยการตั้งโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มเสริมอาหาร ที่มีการลงทุนมากกว่า 700 ล้านบาท รวมทั้งสินค้าของกิฟฟารีน ก็มีความหลากหลาย ที่สำคัญราคาสินค้าเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ มีการซื้อซ้ำ อีกทั้งคุณภาพสินค้าดี ส่งผลให้กิฟฟารีนมีสมาชิกผู้บริโภคสูงถึง 6,000,000 คน และมีนักธุรกิจอิสระมากกว่า 500,000 คน ประกอบกับที่ผ่านมากิฟฟารีนมีการสร้างแบรนด์ผ่านสื่ออย่างชัดเจน


ซัดบางรายมั่วตัวเลข


อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงชื่อดังหลายบริษัทได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่ามียอดขายหลายพันบาท แต่จากการแจ้งรายได้ไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าหลายบริษัทมียอดขายไม่ถึง 1,000 ล้านบาท บางบริษัทแถลงต่อหน้าสื่อว่ามียอดขายสูงถึง 5,000 ล้านบาท แต่กลับแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่ามียอดขายเพียง 800 ล้านบาทเท่านั้น


สำหรับประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวสามารถตีความได้หลายอย่างที่บริษัทขายตรงเหล่านั้นไม่แจ้งยอดขายตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านั้นอาจหลีกเลี่ยงภาษี หรือต้องการสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้สมาชิก และแม่ทีมมีความตื่นเต้น เป็นการปลุกพลังในการแสวงหาสมาชิกอย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทางหน่วยงานภาครัฐควรจะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นถึงตัวเลขยอดขายทีแท้จริงของแต่ละบริษัท เพื่อสร้างความถูกต้องในธุรกิจอีกทางหนึ่งด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 5 สาววัยทีน พร้อมเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกตลาดอาเซียน









มิสทิน ถือฤกษ์ดี เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมประกาศยุทธ์ศาสตร์ปี56 บุกตลาดต่างประเทศแบบครบเครื่อง รองรับการเปิดตลาด AEC ชี้!หลังเปิดตลาดอาเซียนธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการดำเนินธุรกิจของ มิสทิน ในปีนี้ว่า ปีนี้ มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม โดยสีสันของคำว่า มิสทินจะเริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวคนเก่งอย่าง คุณโอ๋ ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ คือ คุณญาญ่าและคุณมิ้นต์ ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของหญิงสาว ในนามตัวแทนของสาว ไอ แอม คอลเลคชั่น ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้มิสทิน ยังจะตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสัน และความสดใส ผ่านทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่งอีกด้วย


ซึ่งนำโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว มีบุคลิกที่มีความโดดเด่น เฉพาะตัวของแต่ละสาว โดยบุคลิกแต่ละคนนั้น จะถูกดึงออกมา เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมิสทินในปี 2013 นี้


ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเปิดตัวทีมพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว ในการตอกย้ำแบรนด์แล้ว ปีนี้ มิสทินยังได้วางแผนงานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดในประเทศอีกด้วย ด้วยการมุ่งโฟกัสไปที่กลุ่มใหม่ ๆ นั่นคือ กลุ่มวัยรุ่น ที่มีอายุระหว่าง 13-25 ปี เนื่องจากที่ผ่านมา มิสทิน มีกลุ่มดังกล่าวเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในปีนี้ มิสทิน จึงหันมาเน้นสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหรือตัวสินค้าที่จะพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ เนื่องจากปัจจุบันสาวมิสทิน ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 25-30 ปี


ขณะนี้ มิสทิน เอง ได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดมากขึ้น อย่างล่าสุดได้จับมือกับวัตสัน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มีความหลากหลาย พร้อมกับคาดว่า ในปีแรกนี้ จะมีการปูพรมในทุกสาขาของวัตสัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยทีนให้มากขึ้นอีกด้วย


นอกจากนี้ นายดนัย ยังได้เผยถึงแผนการขยายตลาดในต่างประเทศอีกว่า ทางบริษัทฯ จะมีการจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายตลาด ไปยังประเทศ อื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็นการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาอีกแบรนด์


ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทิน จึงได้มีการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ในหลาย ๆ ประเทศ โดยประเทศที่จะเปิดภายในครึ่งปีแรกนี่คือ ประเทศลาว


ปัจจุบันมิสทิน มีรายได้จากตลาดต่างประเทศภาพรวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 30% โดยประเทศที่โตมากในปีนี้ มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ พม่า มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ด้วยกัน


การขยายตลาดเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถึงนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เรื่องของระบบโลจิสติกส์ รวมถึงระบบซัพพลายเชนทั้งหมด พร้อมกับเชื่อว่า ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นและเติบโตในกลุ่มของประเทศอาเซียนที่น่าจับตามอง คือ ธุรกิจขายตรง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มิสทิน จึงได้มีการวางแผนงานรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้าในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่าง ๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่น ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังการเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : เราไม่ได้ใช้คนเพื่อสร้างธุรกิจ แต่เราใช้ธุรกิจเพื่อสร้างคน คุณสุวรรณ คุณเอกภพ เลิศรุ่งอรุณ นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชร









คุณสุวรรณ เลิศรุ่งอรุณ และ คุณเอกภพ เลิศรุ่งอรุณ นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชร บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย จำกัด) จากจุดเริ่มต้นที่ได้รับโอกาสในการเป็นผู้ใช้สินค้า จนเกิดความเข้าใจในแผนการตลาด กระทั่งก้าวสู่เส้นทางที่ประสบความสำเร็จในวันนี้กับเวลากว่า 20 ปี ล่าสุดเธอและเขาก็ได้รับการคัดเลือกให้เป็น นักธุรกิจอิสระดีเด่น ประจำปี 2555 จากสมาคมการขายตรงไทย (Thai Direct Selling Association : TDSA) นับว่าเป็นความภูมิใจอย่างสุดซึ้งกับการเป็นนักธุรกิจแอมเวย์


แม้ว่าวันหนึ่งเคยเป็นผู้ที่ไม่เข้าใจในธุรกิจ เครือข่าย (ขายตรง) เป็นคนหนึ่งที่มองข้ามธุรกิจเครือข่าย กับอคติภายในใจว่า มีคนทำเยอะแล้วจะทำไปทำไม แต่เมื่อวันที่เปิดใจรับก็กลับสามารถเข้าใจ จนหาคำตอบให้ตัวเองได้ว่า ต้องการอะไรจากธุรกิจนี้ และกลายเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนแปลงครอบครัวตลอดไป


อดีต แอมเวย์ ไม่ใช่ตัวเลือกของครอบครัว


คุณสุวรรณและคุณเอกภพ พื้นเพเดิมเป็นคนกรุงเทพฯ และทำงานเป็นพนักงานระดับบริหารของบริษัทแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็เริ่มขยับฐานะด้วยการ เปิดบริษัท ของตัวเอง เป็นบริษัทนำเข้าเคมีสำหรับอาหารและเครื่องสำอาง แต่การทำธุรกิจส่วนตัวนั้นก็เหมือนเป็นพนักงานทั่วไป คือ ทำงาน เหมือนงานประจำทุกอย่าง


กระทั่งเมื่อปี 2540 ธุรกิจส่วนตัวเริ่มเผชิญกับภาวะวิกฤตต้มยำกุ้ง ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เพราะค่าเงินจาก 25 บาท ต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้กำไรหายต้นทุนหด จาการนำเข้าวัตถุดิบต่างๆ


ปัญหาการทำธุรกิจส่วนตัวเริ่มทำให้ทั้งคุณสุวรรณและคุณเอกภพกังวลกับอนาคตของลูกๆ เพราะหากธุรกิจมีปัญหาแก้ไขไม่ได้จนต้องปิดกิจการไป ก็จะทำให้ฐานะครอบครัวลำบากไม่มีทุนสำรองสำหรับการเลี้ยงดูและการศึกษาลูก จึงเริ่มมองหา งานอื่น ที่จะมาเป็นแหล่งรายได้ที่ 2 ให้กับครอบครัว


จุดเริ่มต้นธุรกิจ แอมเวย์


ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้ คุณสุวรรณ และ คุณเอกภพ หันมามอง ธุรกิจแอมเวย์ อย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจาก 4 ปีก่อนหน้านั้น คุณสุวรรณ ได้เข้าไปศึกษาธุรกิจแอมเวย์บ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจอย่างเต็มตัว


เพราะก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ ไม่ได้คิดอะไร หรือมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจแอมเวย์มากนัก เพียงแค่สมัครเพื่อจะใช้สินค้าเท่านั้น กระทั่งเมื่อตัดสินใจจะกลับมาทำอย่างจริงจังได้เข้าร่วมฟังแผนการตลาดและได้เห็นโอกาสความเป็นไปได้ของแผนการตลาดที่จะทำให้มีรายได้ต่อเนื่องและมั่นคงได้


ยิ่งเมื่อได้เข้าประชุมบ่อยขึ้น ทั้งคู่ เริ่มรู้สึกว่า มีความเป็นไปได้สูงกับการจะประสบความสำเร็จในอาชีพนักธุรกิจแอมเวย์และเมื่อเริ่มทำงานผ่านไปได้ระดับหนึ่งก็เริ่มเข้าใจ เส้นทางรายได้ ที่มั่นคงในอนาคต จนรู้สึกว่าการทำงานประจำที่ทำอยู่ทุกวัน แม้จะให้ทำมากขนาดไหน แต่เมื่อเลิกทำทุกอย่างก็จบ และยิ่งมีครอบครัวมีลูกแล้ว ก็ต้องคิดถึงความมั่นคงของฐานะการเงินการงานในอนาคตมากขึ้นอีก


ขณะที่การสร้างเครือข่ายในธุรกิจแอมเวย์ กลับทำให้เห็นภาพที่แตกต่างไปจากการทำงานประจำโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งธุรกิจส่วนตัวที่ทั้งคู่ดำเนินอยู่ก็ยังมีความเสี่ยงหลายอย่าง จึงทำให้ตัดสินใจหันมาร่วมทำธุรกิจแอมเวย์เต็มตัวไดง่ายขึ้น และที่สำคัญการทำธุรกิจเครือข่ายนั้นยังมีอะไรอย่างอื่นที่สร้างแรงจูงใจให้อีกด้วยเหมือนอย่างที่ คุณเอกภพ กล่าวยอมรับว่า สิ่งหนึ่งที่จูงใจคือทริปการท่องเที่ยว ในช่วงนั้นแอมเวย์จัดโปรโมชั่นขึ้น และเราก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งจนสามารถพาลูกไปดิสนีย์แลนด์ได้ ทำให้เป็นแรงจูงใจอย่างแท้จริงในที่สุด


อุปสรรคและแนวทางการทำงานในช่วงแรก


สำหรับอุปสรรคการทำงานธุรกิจเครือข่ายในระยะแรกนั้น ทั้งคู่ได้เจอปัญหาในเรื่องการ เชิญคนใหม่ เพื่อร่วมทำธุรกิจเครือข่ายด้วยกัน ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรจากปัจจุบันนี้เลย ที่ทุกคนจะเจอกับคำปฏิเสธว่า มีคนทำเยอะแล้ว จะทำไป ทำไม อาชีพการงานดีอยู่แล้ว


ทั้งนี้เป็นเสียงสะท้อนจากคนรอบข้าง แม้กระทั่งเสียงจากคนในครอบครัวและสำหรับการทำงานจริงๆ แล้วทั้งสองยอมรับว่าปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่มาจากวิธีการทำงาน แต่เป็นเรื่องของความคิดเห็น ของคนอื่นที่มองธุรกิจเครือข่ายจากภายนอก แต่เมื่อทำความเข้าใจแล้วก็รู้สึก รับได้ กับคำปฏิเสธต่างๆเพราะหากย้อนกลับมามองตัวเองในอดีตก็เคยมองธุรกิจเครือข่ายเป็นแบนี้มาก่อนเหมือนกันคือ อธิบายแผนการตลาด แล้วก็ทำให้คนใหม่รู้จักแอมเวย์มากขึ้น ผู้ที่สนใจก็จะเข้ามางานประชุมในแต่ละระดับขั้นที่มรชีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประชุมแผนหรืองานประชุมใหญ่ที่แอมเวย์จัดขึ้น


ช่วงจังหวะไหนที่เหมาะสม เราก็จะจัดให้เขาได้สัมผัส ได้ใกล้ชิดมากขึ้นไม่ว่าจะสนใจทำธุรกิจหรือไม่ก็ตาม เรามักจะให้เขาลองใช้สินค้า เพราะสินค้ารับประกันความพึงพอใจไม่มีความเสี่ยงในการใช้ เรามั่นใจว่าสินค้าของเรามีคุณภาพที่ดี ถ้าไม่พอใจสามารถรับเงินคืนได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด


การบริหารทีมงานต้องไปในทิศทางเดียวกัน


ด้านการดูแลทีมงานนั้น ทั้งคู่ได้ใช้ความเป็นกันเองและใกล้ชิดกับทีมงานทุกคน หลังเชิญให้เข้ามาร่วมงานแล้วก็คอยที่จะชวนทุกคนให้เข้าร่วมประชุมต่างๆ ในแต่ล่ะโอกาส หรือท้าทายให้เขาหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมธุรกิจทุกคนสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้จากการประชุมกลุ่มเล็ก เรียนรู้วิธีการแสดงแผน ถ้าผู้มุ่งหวังมีข้อสงสัยหรือมีข้อโต้แย้งแบบนี้ เราควรจะตอบเขาแบบไหน ที่สำคัญคือ ทัศนคติ ของนักธุรกิจแอมเวย์ที่มีต่อธุรกิจแอมเวย์


ถ้าเราคิดว่าเราจะสร้างธุรกิจของเราเอง ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น เชื่อว่าจุดเริ่มต้นของทุกคนที่เข้ามาจะคล้ายๆกัน คือ เขาต้องการอะไรจากธุรกิจนี้ ถ้าตอบคำถามนี้ได้ มีการเรียนรู้เป็นขั้นเป็นตอน การบริหารจัดการไม่เหมือนบริษัทเราไม่มีสายงานบังคับบัญชา ทุกคนเข้ามาด้วยความสมัครใจ ทุกคนจะตระหนักว่านี่คือธุรกิจของเรา ไม่มีใครสามารถบังคับใครให้ทำอะไรได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทุกคนต้องรู้ให้ได้ว่า ทำไมเราถึงมาทำธุรกิจนี้


ในการทำธุรกิจหรือทำอะไรก็ตามย่อมจะเจอความท้าทายเสมอ ซึ่ง คุณเอกภพ ยอมรับว่า เราไม่ได้ใช้คนเพื่อสร้างธุรกิจ แต่เราใช้ธุรกิจเพื่อสร้างคน เราใช้ธุรกิจนี้สร้างครอบครัว นี่คือสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจที่จะออกไปหาผู้คน เชื่อว่าหากใครที่มองหาสิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิตของเขา แล้วมีความต้องการที่มากพอ ธุรกิจนี้สามารถตอบโจทย์และสร้างชีวิตที่ดีให้เขาได้


ทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองธุรกิจเครือข่าย


ธุรกิจเครือข่ายหรือธุรกิจขายตรงในปัจจุบันถือเป็นสาขาวิชาชีพหนึ่งที่เติบโตมาก บางคนวางกรอบธุรกิจเครือข่ายหรือธุรกิจขาบตรง จะร้อง ยี้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าที่จริงแล้วมันคืออะไร แต่ถ้ามองอย่างที่เราเข้ามาในธุรกิจแล้ว นี่เป็นอาชีพหนึ่งที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้ให้กับคนมากมายหลายหมื่นหลายแสนคน ไม่ว่าจะบริษัทไหนถ้าทำอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ ก็สามารถสร้างชีวิตใหม่ด้วยธุรกิจนี้


วันนี้ยังไม่สาย... เพราะธุรกิจนี้ไม่มีคำว่าสายเกินไป ธุรกิจแอมเวย์ในประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น ทั้งๆที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วถึง 25 ปี และเห็นได้จากคนที่ประสบความสำเร็จในระดับเพชรมากมาย ในปีนี้ บางคนเพิ่งเข้ามาเมื่อปีหรือสองปีที่แล้วนี่เอง จะสังเกตได้ว่ากว่าแอมเวย์จะมียอดขายเป็นพันล้านใช้เวลาเป็นสิบปี แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีเราก็เป็นดับเบิ้ล แล้วยอดขายก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ จึงไม่มีคำว่าสาย โอกาสขยายช่องทางการทำธุรกิจยังมีอยู่มากมาย เด็กรุ่นใหม่ก็โตขึ้นเรื่อยๆ อายุ 18 ก็สามารถสมัครเป็นนักธุรกิจแอมเวย์ได้แล้ว และยังมีผู้คนอีกมากมายที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้ามาศึกษาธุรกิจนี้


ผมเชื่อว่าตอนนี้ต่างหากที่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ทุกคนจะเข้ามาทำธุรกิจ วันนี้มีโครงสร้างทุกอย่างครบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแอมเวย์ ช็อป การใช้เทคโนโลยี เราสามารถพูดคุยกับคนทั่วโลกด้วยเทคโนโลยีไม่มีอะไรสะดวกกว่านี้อีกแล้วภาพของแอมเวย์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแอมเวย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พูดถึงแอมเวย์ใครๆก็รู้จัก เมื่อเร็วๆนี้ ดาราจากฮอลลีวู้ดเพิ่งมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ยังชื่นชมว่าแอมเวย์โด่งดังมาก


สิ่งที่ได้รับจากการทำธุรกิจแอมเวย์


สิ่งที่ดีที่สุดของแอมเวย์คือทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามากขึ้น มีความหมายมากขึ้น เมื่อเราประสบความสำเร็จไม่ได้หมายความว่าเราประสบความสำเร็จเพียงคนเดียว เราสามารถมีทีมงานที่ประสบความสำเร็จตามเรามากมาย และทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้นเราสามารถใช้ชีวิตที่เลือกได้ มีเวลาให้ครอบครัวได้เต็มเวลา เรามองว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว ลูกๆ เติบโตขึ้นมาท่ามกลางพี่ๆน้องๆที่ทำธุรกิจแอมเวย์คนเหล่านั้นไม่ได้มองที่ปัญหาแต่มองเห็นโอกาส ไม่ได้มองข้อจำกัดแต่มองหาคำตอบ เมื่อลูกๆเติบโตในสังคมแบบนี้ เขาจะซึมซับโดยบรรยากาศรอบตัวที่เกิดขึ้นกับแอมเวย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้และเป็นสิ่งที่ไม่มีในแผนการตลาด


การที่คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จเขาสามารถเลือกได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างบ้านใหม่หรือมีรถคันใหม่เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่แสดงตัวตนของเขาๆจะไม่สนใจว่าใครจะมองเขาอย่างไรแต่จะมองว่าตัวเขาเองจะเป็นอย่างไร สำหรับสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ การมีโอกาสอยู่กับครอบครัว ได้พาครอบครัวไปเที่ยวกันพร้อมหน้า ถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิตเราแล้ว


ทิ้งท้าย


วันนี้ ถ้าเราไม่มี แอมเวย์ ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาอย่างเราเข้าร่วมธุรกิจ เราคงไม่ได้มายืนที่จุดนี้ เราคงไม่สามารถเติบโตได้ถ้าไม่มีผู้บริหารที่มองการณ์ไกล เราคงไม่สามารถเติบโตได้ถ้าไม่มีทีมอัพไลน์ที่คอยประคับประคองเราในช่วงแรกในการทำงาน ขอบคุณเพื่อนร่วมงาน ขอบคุณคนที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้าเราที่เป็นแบบอย่างที่ดีที่ได้สร้างชื่อเสียงของธุรกิจแอมเวย์ ทำให้เราอยู่ในสภาพแวดล้อมของธุรกิจที่มีความสุขและมีความหมาย ซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและทำธุรกิจได้อย่างเต็มที่


ขอบคุณตัวเองที่เลือกทำธุรกิจนี้ขอบคุณแอมเวย์ที่มีปรัชญาที่ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อหาผลกำไรเท่านั้น แอมเวย์มีพันธสัญญาที่ดีในการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจแก่เราในทุกขั้นตอน ทุกครั้งที่แอมเวย์มีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงนั้นจะส่งผลดีสำหรับนักธุรกิจแอมเวย์ พนักงาน ละผู้บริโภคเสมอ ยังไม่เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใดที่ทำให้เรารู้สึกผิดหวังเลยสักครั้ง !!


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์มั่นใจยอดขายฟิลิปปินส์โต 20% 2 ปัจจัยหนุน ความต้องการเพิ่ม-ศก.พุ่ง









แอมเวย์ ขายตรงยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯคาดธุรกิจในฟิลิปปินส์จะเติบโตในอัตราที่สูงเป็นเลขสองหลักได้ในปี2555 และปี 2556 นี้ท่ามกลางการบริโภคที่กำลังเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูง

เลนี่ โอลมีโด ผู้จัดการแอมเวย์ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ธุรกิจในฟิลิปปินส์จะเติบโตถึง 10 % จากที่ตั้งเป้าหมายเติบโต 8-9% ต่อปี ซึ่งปัจจัยผลักดันการเติบโตคือความต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ดูแลผิวพรรณและดูแลบ้านในฟิลิปปินส์มีมากขึ้น


ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพในฟิลิปปินส์มีมูลค่าตลาดรวมถึง 14,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 10,500 ล้านบาท ขณะที่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเครื่องสำอางมีมูลค่า 25,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 18,750 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลบ้านซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วยมูลค่า 55,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 41,250 ล้านบาท


ผู้จัดการแอมเวย์ประเทศฟิลิปปินส์กล่าวว่า บริษัทมีนักขายแอ็คทีฟมากกว่า 60,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้ทำให้บริษัทฯเติบโตได้ถึง 27% โดยมีศูนย์บริการ 6 แห่งรองรับการทำงานของนักขายแอ็คทีฟประกอบด้วยศูนย์บริการที่เขตนครหลวงหรือเมโทรมะนิลารองรับสมาชิกได้ประมาณ 60 % ของสมาชิกทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีที่ เซบู,คากายัน ดาเวา เป็นต้น


โอลมีโด กล่าวว่า แอมเวย์กำลังโปรโมตช่องทางขายตรงเป็นทางเลือกในการทำธุรกิจด้วยตัวเองซึ่งคนฟิลิปปินส์สามารถที่จะเข้ามาร่วมเพื่อใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ


สองแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเราในฟิลิปปินส์คือนิวทริไลท์ และ อาร์ทิสทรี ดันซี ริคาฟอร์ต ผู้จัดการฝ่ายการตลาดแอมเวย์ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าว
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน ดูแลสุขภาพ และดูแลผิวพรรณแล้ว แอมเวย์ยังเปิดตัวสายการผลิตใหม่ๆ เช่น เครื่องดื่ม กาแฟผสมช็อกโกแลต,เครื่องสำอางรวมทั้งผลิตภัณฑ์น้ำหอม


โอลมีโดกล่าวว่า การทำตลาดกาแฟ บริษัทฯได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแฟรนไชส์กาแฟชื่อดังในท้องถิ่น ฟิกาโร่ เพื่อร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น กาแฟสำเร็จรูป และช็อกโกแลต tableas เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในประเทศ


กาแฟจะเป็นอุตสาหกรรมที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับเรา เราจัเปิดประตูธุรกิจไปสู่คนจำนวนมาก ตราบที่ธุรกิจกาแฟเติบโตมากขึ้น ธุรกิจของราก็เติบโตมากขึ้นตามไปด้วย โอลมีโดกล่าว
แอมเวย์เป็นบริษัทขายตรงที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสหรัฐฯ และจำลองแบบธุรกิจดังกล่าวมาเริ่มต้นทำในฟิลิปปินส์และสามารถเติบโตขยายฐานขนาดใหญ่ได้เหมือนกับฐานของปิระมิดได้อย่างรวดเร็วในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีบริษัทขายตรงอื่นๆ เช่น เอวอน และทัพเพอร์แวร์ แต่ในระบบของแอมเวย์ นักขาย 1 คนสามารถที่จะดูแลลูกทีมภายใต้สายงานโดยตรงได้อย่างน้อย 3 หรือ 5 คน และลูกทีมสามารถจะขยายเครือข่ายสร้างนักขายใหม่ได้ในจำนวนที่ใกล้เคียงกันหรือมากกว่าได้ ซึ่งระบบนี้ทำให้เกิดการขยายงานได้อย่างรวดเร็ว


ด้วยระบบที่ดีบวกกับความคาดหวังว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์จะยังคงเติบโตต่อเนื่องทำให้แอมเวย์ฟิลิปปินส์คาดว่าผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่หลากหลายชนิด อาทิ วิตามิน ยาสีฟัน กาแฟ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคทุกระดับยกเว้นกลุ่มคนยากจนจะเติบโตอย่างน้อย 20% ในปี 2556


โอลมีโดกล่าวว่า ด้วยการเติบโตดังกล่าวทำให้แอมเวย์ติดกลุ่มบริษัทขายตรง 5 อันดับ หรือท็อปไฟว์ ในฟิลิปปินส์ ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 35,000 ล้านเปโซ หรือประมาณ 26,250 ล้านบาท ธุรกิจขายตรงในฟิลิปปินส์ เติบโตเฉลี่ย 8 % ต่อปี ตามีเพียง 50% ของบริษัทขายตรงในฟิลิปปินส์ที่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงของฟิลิปปินส์ที่เหลือเป็นบริษัทขายตรงขนาดเล็กและมีค่ายขายตรงบางค่าย ที่มีรูปแบบธุรกิจน่าสงสัย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

สคบ.ขีดเส้นตายขายตรง 15 วัน!ถอดใบอนุญาตแล้ว8-เลิกเอง27









จิรชัย นายใหญ่ สคบ. ลุยต่องานช้าง สังคายนาขายตรง ทั้งระบบ ร่อนหนังสือแจ้งบริษัทขายตรงที่ขอใบอนุญาตไว้ 885 รายเป็นครั้งที่ 2 ก่อนสิ้นปีเพียง 1 สัปดาห์ พร้อมขีดเส้นตายให้เวลาแจ้งกลับสถานภาพภายใน 15 วัน ยันไม่มีตัวตนชัด จำหน่ายออก จากสารบบบัญชีทันที เผยข้อมูล 10 ปี เวนคืน ดำเนินคดีไปแล้ว 8 แห่ง ขอเลิกเองอีก 27 ราย เตือน !! เตรียมประกาศ รายชื่อ ผ่านหนังสือพิมพ์เป็นลำดับต่อไป


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยถึงความคืบหน้าการ สังคายนาธุรกิจขายตรง ทั้งระบบว่า หลังจากปลายปี 2555 ที่ผ่านมา สคบ.ได้ส่งหนังสือเพื่อให้บริษัทขายตรงที่เคยจดทะเบียนกับสคบ. ทั้งหมดไปก่อนแล้ว 1 ครั้ง แล้วได้รับหนังสือยืนยันกลับมาเพียง 180 บริษัท ล่าสุดเมื่อทางสคบ. ได้ออกหนังสือแจ้งการประกอบธุรกิจยังกลุ่มผู้ประกอบดังกล่าวอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนธันวาคม โดยระบุให้ตอบกลับภายใน 15 วัน


สำหรับการติดตามรายชื่อบริษัทขายตรงครั้งที่สองนี้จะมีการนำรายชื่อดังกล่าวไปลงข่าวในหนังสือพิมพ์ต่างๆ อีกครั้งหนึ่งและเมื่อผลออกมาเป็นอย่างไรก็จะนำบัญชีรายชื่อเหล่านั้นมาพิจารณาและจำหน่ายทะเบียนออกจากสารบบ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนรวบรวมจดหมายตอบรับกลับมาถึง สคบ.


อย่างไรก็ตามข้อมูลตัวเลขสรุปการจดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจขายตรง ล่าสุด สิ้นสุด 30 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา โดยย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2545 หลังจากพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ออกมามีผลบังคับใช้ มีสถิติการยื่นขอจดทะเบียนรวมสูงสุดถึง 885 ราย ดังนี้ ปี 2545 จำนวน 56 บริษัท ปี 2546 จำนวย 217 บริษัท ปี 2547 จำนวน 107 บริษัท ปี 2548 จำนวน 70 บริษัท ปี 2549 จำนวน 32 บริษัท ปี 2550 จำนวน 41 บริษัท ปี 2551 จำนวน 30 บริษัท ปี 2552 จำนวน 49 บริษัท ปี 2553 จำนวน 88 บริษัท ปี 2554 จำนวน 105 บริษัท และปี 2555 นับตั่งแต่ 1 มกราคม 30 พฤศจิกายน มีทั้งสิ้น 90 บริษัท


ส่วนข้อมูลตัวเลขสรุปผู้ประกอบการธุรกิจตลาดแบบตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนกับ สคบ.ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาห้วงเวลาเดียวกับการจดทะเบียนบริษัทขายตรงทั้งหมด 202 บริษัท เริ่มปี 2545 จำนวน 24 บริษัท ปี 2546 จำนวน 118 บริษัท ปี 2547 จำนวน 21 บริษัท ปี 2548 จำนวน 7 บริษัท ปี 2549 จำนวน 1 บริษัท ปี 2550 ไม่มีขอจดทะเบียน ปี 2551 จำนวน 3 บริษัท ปี 2552 จำนวน 4 บริษัท ปี 2553 จำนวน 7 บริษัท ปี 2554 จำนวน 8 บริษัท และปี 2555 นับตั้งแต่ 1 มกราคม 30 ธันวาคม รวม 9 บริษัท


แต่ในจำนวนบริษัทขายตรง 885 ราย และบริษัทตลาดแบบตรง จำนวน 202 รายนั้น ล่าสุดมีตัวเลขจากสคบ. ที่บันทึกไว้ถึงการถูก เพิกถอน หรือ เวนคืนใบอนุญาตไปแล้วทั้งสิ้น 35 บริษัท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม และกลุ่มแรกแรงสุดคือได้รับโทษยกเลิกใบอนุญาตและถูกดำเนินคดี มีอยู่ทั้งหมด 8 บริษัท ประกอบด้วย 1.บจก. พาวเวอร์ ซัคเซค อินเตอร์เนชั่นแนล 2. บจก. อีซี่ เน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง 3. บจก. กรีนแพลนเนท 108 คอร์ปอเรชั่น 4. บจก. เบสท์ 59 5.บจก. โฮปยู ซีซี 6. บจก. ซีวัน นูเทรี้ยน 7. บจก. เอเซี่ยนเจมส์ และล่าสุดเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง คือ บจก . ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง (DCHL ขายตะเกียงวิเศษ)


ส่วนกลุ่มที่ 2 บริษัทแจ้งยกเลิกการประกอบธุรกิจเอง มีจำนวน 27 บริษัท ประกอบด้วย 1 บจก. ยินตัน นีโอ พลัส 2. บจก. จีเอสอาร์ไอ เน็ตเวิร์ค 3. บจก. เออร์เบล็คซ อินเตอร์เนชั่นแนล 4.บจก. เจียเตอร์(ไทย) 5. บจก. ลอง ลอง ไลฟ์ 6. บจก.จาปิน (ประเทศไทย) 7.บจก.สยาม แอมโบรเซีย อินเตอร์ กรุ๊ป 8. บจก.นีโอ เฟอร์นิไลน์ 9. คลินิกหมอสมวงศ์การแพทย์แผนไทย(นายสมวงศ์ อโณทัย) 10.บจก. วิชั่นการ์เม้นท์ 11.บจก.เอสเซนเชี่ยลลี่ ยัวส์ อินด์สตรี้ส์ (เอเชีย) 12. บจก. บางกอก เพอชันแนลลิตี้ ดีวิล็อปเมนท์เทรนนิ่ง 13.บจก.วีไดเรด ดีสทีริบิวเตอร์ 14.บจก.จาฟรา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) 15. บจก.มาทอล โบทานิคอล (ประเทศไทย) 16.บจก.บีนิแคร์ 17.บจก.ฟรีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) 18. บจก.ซีนาดา อินเตอร์เนชั่นแนล 19.บจก.แอล-ไดเร็ค 20.บจก.ที.เอ.นิวเวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล 21.บจก.ไทยเทียนซือ อินเตอร์เนชั่นแนล 22.บจก.ฟรีดอมเน็ตเวิร์ค คอนซูเมอร์ คอร์ปอเรชั่น 23.บจก.ภัทรภานันท์ 24.บจก.ยู.เอ็ม.ไอ.อินเตอร์เนชั่นแนล 25.บจก.ศริไชยรัตน์ 26. บจก.เหลียงสวง อินเตอร์เนชั่นแนล และ 27.บจก.ไฮลีฟวิ่ง โกลบอล (ประเทศไทย)


จากรายชื่อกลุ่มบริษัท 8 บริษัทข้างต้นนั้น เป็นกลุ่มบริษัทขายตรงที่ล้วนถูกดำเนินคดีเป็นแชร์ลูกโซ่โกงประชาชน โดยใช้แผนการตลาดขายตรงไปแอบแฝงการหมุนเงินค่าหัวคิวในการสมัครสมาชิก โดยนำสินค้าไม่ได้มาตราฐานมาเป็นสินค้าหลักในการดำเนินธุรกิจ สร้างความเสียหายให้กับสังคมด้วยมูลค่ามหาศาล ละยังมีบางรายที่ท่างการยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ถึงที่สิ้นสุดในเวลานี้





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244


 

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์รวมพลังแบ่งปันโลหิต ครั้งที่ 25









บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม แอมเวย์รวมพลังแบ่งปันโลหิต ครั้งที่ 25


เพื่อรณรงค์ให้นักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิก พนักงาน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปในทุกภูมิภาคของประเทศ


ได้ร่วมกันทำความดีโดยบริจาคโลหิตเพื่อแบ่งปันให้แก่ผู้ป่วยและผู้ที่มีความจำเป็นต้องการโลหิตทั่วประเทศ


ตามรายละเอียด ดังนี้


เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล (สำนักงานใหญ่ สยาม ดิสคัฟเวอรี่ สุขุมวิท


ดอนเมือง ธนบุรี พระราม 2 และนนทบุรี) เปิดรับบริจาคโลหิต วันอังคารที่ 22 มกราคม 2556


เวลา 9.30 15.00 น. ณ ห้องริช แอนด์ เจย์ 3 ชั้น 3 สำนักงานใหญ่ แอมเวย์


ผู้ประสงค์บริจาคโลหิต สามารถติดต่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 20 มกราคม 2556


และในวันบริจาคโลหิต กรุณาเดินทางถึงสำนักงานใหญ่แอมเวย์เพื่อลงทะเบียนกรอกประวัติ


ภายในเวลา 09.00 - 13.00 น. (หากเกินกำหนดเวลา บริษัทขออนุญาตมอบคิวที่ท่าน


ได้สำรองไว้แก่ผู้บริจาคโลหิตท่านอื่นๆ)


ต่างจังหวัด เปิดรับบริจาคโลหิตที่โรงพยาบาลหรือหน่วยสภากาชาดประจำจังหวัด


ในพื้นที่ที่มีแอมเวย์ ช็อป เปิดให้บริการ ผู้ประสงค์บริจาคโลหิต สามารถติดต่อ


ลงทะเบียนล่วงหน้า ณ แอมเวย์ ช็อปทุกสาขา ได้ตั้งแต่วันที่ 1 19 ตุลาคม 2555


และท่านสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากประกาศ ณ แอมเวย์ ช็อปทุกสาขา



ภาคเหนือ


วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556


เชียงใหม่ แอมเวย์ ช็อป เชียงใหม่ 14.00-16.00 น.


วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556


ลำปาง รพ.ลำปาง 9.00-16.00 น.


เพชรบูรณ์ รพ.เพชรบูรณ์ 9.00-16.00 น.


ตาก รพ.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 9.00-16.00 น.


สุโขทัย รพ.สุโขทัย 9.00-16.00 น.


น่าน รพ.น่าน 9.00-15.00 น.


วันพุธที่ 16 มกราคม 2556


กำแพงเพชร รพ.กำแพงเพชร 9.00 - 15.00 น


พะเยา รพ.พะเยา 9.00 - 15.00 น.


อุตรดิตถ์ รพ.อุตรดิตถ์ 9.00 - 15.00 น.


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2556


พิษณุโลก แอมเวย์ ช็อป พิษณุโลก 9.00 - 12.00 น.


แพร่ รพ.แพร่ 9.00-16.00 น.


วันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2556


เชียงราย แอมเวย์ ช็อป เชียงราย 9.00 - 16.00 น.


วันพุธที่ 23 มกราคม 2556


นครสวรรค์ แอมเวย์ ช็อป นครสวรรค์ 9.00-12.00 น.



ภาคกลาง


วันจันทร์ที่ 14 มกราคม 2556


กาญจนบุรี รพ.พหลพลพยุหเสนา 8.30-12.00 น.


วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556


สมุทรปราการ รพ.สมุทรปราการ 9.00-15.00 น.


วันพุธที่ 16 มกราคม 2556


ลพบุรี แอมเวย์ ช็อป ลพบุรี 13.30-16.30 น.


เพชรบุรี รพ.พระจอมเกล้าเพชรบุรี 9.00 - 16.00 น.


อยุธยา รพ.พระนครศรีอยุธยา 9.00-16.00 น.


สระบุรี รพ.สระบุรี 9.00-15.00 น.


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2556


สามพราน รพ.นครปฐม(นายกเหล่ากาชาด) 9.00 - 12.00 น.


วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2556


สุพรรณบุรี รพ.เจ้าพระยายมราช ชั้น 4 9.00-15.30 น.


ราชบุรี รพ.บ้านโป่ง 9.00 - 15.00 น.



ภาคใต้


วันพุธที่ 16 มกราคม 2556


สุราษฎร์ธานี รพ.สุราษฎร์ธานีิ์ 9.00 - 16.00 น.


ภูเก็ต สภากาชาดจังหวัดภูเก็ต 9.00 - 16.00 น.


นครศรีธรรมราช รพ.มหาราช 9.00 - 16.00 น.


ตรัง รพ. ตรัง 9.00 - 15.00 น.


ยะลา รพ.ยะลา 9.00 - 16.00 น.


ประจวบคีรีขันธ์ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ 9.00 - 15.00 น.


กระบี่ รพ.กระบี่ 9.00 - 12.00 น.


พัทลุง รพ.พัทลุง 9.00 - 15.00 น.


สตูล รพ.สตูล 9.00 - 15.00 น.


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2556


หาดใหญ่ รพ.สงขลานครินทร์ 9.00 - 16.00 น.


ชุมพร รพ.ชุมพรเขตอุดมศักดิ์ 9.00 - 16.00 น.



ภาคตะวันออก


วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556


ปราจีนบุรี รพ. เจ้าพระยาอภัยภูเบศร 9.00 - 16.00 น.


วันพุธที่ 16 มกราคม 2556


ระยอง รพ.ระยอง 9.00-16.00 น.


จันทบุรี รพ.พระปกเกล้าจันทบุรี 9.00-16.00 น.


ชลบุรี รพ.ชลบุรี 9.00-16.00 น.


ฉะเชิงเทรา เหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา 9.00 - 12.00 น.



ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


วันอังคารที่ 15 มกราคม 2556


สุรินทร์ รพ.สุรินทร์ 9.00 - 16.00 น.


อุดรธานี รพ.ค่ายประจักศิลปาคม 9.00 - 16.00 น.


ร้อยเอ็ด รพ.ร้อยเอ็ด 9.00 - 16.00 น.


เลย รพ.เลย 9.00 - 16.00 น.


บุรีรัมย์ รพ.บุรีรัมย์ 9.00 - 15.00 น.


ชัยภูมิ รพ.ชัยภูมิ 9.00 - 15.00 น.


มหาสารคาม รพ.มหาสารคาม 9.00 - 15.00 น


กาฬสินธุ์ รพ.กาฬสินธุ์ 9.00 - 15.00 น.


วันพุธที่ 16 มกราคม 2556


นครราชสีมา เหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา 9.00 - 15.00 น.


สกลนคร รพ.สกลนคร 9.00 - 16.00 น.


ศรีสะเกษ รพ.ศรีสะเกษ 9.00 - 15.00 น.


วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2556


ขอนแก่น รพ.ศรีนครินทร์ 9.00 - 16.00 น.


อุบลราชธานี รพ.สรรพสิทธิ์ประสงค์ 10.00 - 16.00 น.


วันศุกร์ที่ 18 มกราคม 2556


หนองคาย รพ.หนองคาย 9.00-15.00 น.


กรุณาติดตามรายละเอียดวัน เวลา-สถานที่บริจาคได้ที่ประกาศของบริษัท


ทุกท่านสามารถแจ้งความประสงค์บริจาคล่วง หน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 20 มกราคม 2556


ณ แผนกบริการธุรกิจและแอมเวย์ ช็อป ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่


คุณน้ำทิพย์ 0-2840-8000 ต่อ 8122


พิเศษ


สำหรับผู้บริจากคโลหิตทุกท่าน


รับ "สำลีแผ่นสำหรับทำความสะอาด


เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี เป็นที่ระลึก



คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต ตามระเบียบของสภากาชาดไทย


- อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปีบริบูรณ์


- น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป สุขภาพทั่วไปสมบูรณ์ดี


- ไม่มีประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง


- ไม่เป็นไข้มาเลเรียมาในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา และไม่เป็นกามโรค โรคติดเชื้อต่างๆ ไอเรื้อรัง


- ไอมีโลหิต โลหิตออกง่ายผิดปกติ โรคเลือดชนิดต่างๆ โรคหอบหืด โรคลมชัก โรคผิวหนังเรื้อรัง


- โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์


- ไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาแก้อักเสบในระยะ 7 วันที่ผ่านมา


- ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์และไม่มีประวัติติดยาเสพย์ติด


- งดการบริจาคโลหิตภายหลังการผ่าตัดหรือคลอดบุตร 6 เดือน


- สตรีไม่อยู่ระหว่างมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์


- ก่อนการบริจาคโลหิตล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ควรรับประทานอาหารมาก่อนและเป็น


- อาหารที่ย่อยง่ายไม่มีไขมัน


- พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอในคืนก่อนวันบริจาคโลหิต อย่างน้อย 6 ชั่วโมง


- ก่อนการบริจาคโลหิตล่วงหน้า 2 วัน ควรงดการรับประทานนิวทริไลท์ น้ำมันปลา นิวทริไลท์


พริมโรส พลัส และสมุนไพรขมิ้นชัน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะน้ำมันในเลือดสูง ตามระเบียบ


ของสภากาชาดไทย


หมายเหตุ


* แจ้งชื่อลงทะเบียนล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 1 20 มกราคม 2556 ณ แอมเวย์ ช็อป ในพื้นที่ของท่าน


* สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณน้ำทิพย์ 0-2840-8000 ต่อ 8122



พิเศษ! สำหรับผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน รับ ยาสีฟันกลิสเทอร์


มัลติ-แอ็คชั่นฟลูออไรด์ขนาดทดลอง เป็นที่ระลึก



แทนคำขอบคุณ สำหรับผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง


5 ครั้ง: รับประกาศนียบัตร และสเปรย์ระงับกลิ่นปาก กลิสเทอร์ รสมินท์


10 ครั้ง: รับประกาศนียบัตร และนิวทริไลท์ แอคทีฟ 8 มิกซ์ (เครื่องดื่ม) รสส้ม


15 ครั้ง: รับประกาศนียบัตร และนิวทริไลท์ สปิแนช พลัส


20 ครั้ง: รับโล่ประกาศเกียรติคุณ และนิวทริไลท์ นิวทริ - โปรตีน

วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : แอมเวย์เปิดโลกการเรียนรู้สู่เด็กไทย จัดคาราวาน ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย









แอมเวย์ เดินเครื่อง กิจกรรมเพื่อสังคม จัด คาราวานส่งมอบความรู้ ครั้งใหญ่ ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย แก่โรงเรียนทั้ง 114 โรงเรียน ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการ ขยายโอกาสทางความรู้ ของเยาวชนไทยให้กว้างขึ้น อย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมเชื่อโครงการดัง กล่าว เยาวชนจะได้รับ ประโยชน์จากต้นแบบ คลัง ความรู้เคลื่อนที่ นี้มากกว่า 22,000 คนทั่วประเทศ
ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย คือ ต้นฉบับคลัง ความรู้เคลื่อนที่ครั้งแรกของ ประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อ ตอบแทนบุญคุณของสังคม โดยจัดขึ้นในโอกาสฉลองการ ดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปีของ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และยังได้รับความ ร่วมมือจากสำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้ให้คำปรึกษาใน การจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่ ภายใต้นโยบายของกระทรวง ศึกษาธิการ ห้องสมุด 3 ดี คือ 1. หนังสือดี 2. บรรยากาศ ดี 3. บรรณารักษ์ดี โดยโครงการ นี้ เพื่อเยาวชนไทยจะได้มีสื่อ การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และช่วย ส่งเสริมพฤติกรรมรักการอ่าน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการ พัฒนาสติปัญญาต่อไป พร้อม เติบโตเป็น ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในอนาคต
โดยทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึง ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ถือว่าเป็นโครงการสร้างต้นแบบ คลังความรู้เคลื่อนที่ เพื่อเปิด โลกกว้างให้แก่เด็กไทย โดยตั้ง เป้าส่งมอบให้ 77 โรงเรียนในทุก จังหวัดทั่วประเทศ ด้วยงบ ประมาณรวมกว่า 10 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้นักธุรกิจ แอมเวย์ พนักงานและผู้สนใจ ร่วมบริจาคเงินจัดทำห้องสมุด เคลื่อนที่เพิ่ม และเนื่องในโอกาสที่ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองครบรอบ 25 ปี จึง ได้ มีการจับมือสำนักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ด้านการศึกษาของไทย โดย แอมเวย์ ได้เปิดตัวโครงการ ใหญ่แห่งปี ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ต้นแบบคลัง ความรู้เคลื่อนที่ รวบรวม หนังสือสารานุกรมและเสริม ทักษะความรู้รวม 100 เล่ม พรอ้มอุปกรณ์การเรียนรู้เพื่อ ส่งมอบไปทุกจังหวัดทั่วไทย หวังตอบแทนบุญคุณของ สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดรับสมัคโรงเรียน ที่ต้องการห้องสมุดเคลื่อนที่ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีโรงเรียนตอบรับ มากกว่า 744 แห่ง ทำให้ต้องคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม และขาดแคลนห้องสมุดจริง ๆ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนในภูมิ ภาคต่าง ๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 25 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 30 แห่ง ภาคตะวันออก 4 แห่ง ภาคกลาง 33 แห่ง และ ภาคใต้ 22 แห่ง ร่วมทั้งสิ้น 114 โรงเรียน ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย ได้รับการ สนับสนุนอย่างดียิ่งจากทุก ภาคส่วน อันได้แก่ สพฐ. โรงเรียนทั่วประเทศ
มูลนิธิ แอมเวย์เพื่อสังคมไทย นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ที่ต่างมี บทบาทสำคัญในการผลักดัน กิจกรรมนี้ให้เป็นที่รู้จัก และได้ รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้เยาวชนไทยและชุมชน ในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทาง ความรู้สูงสุดนั้น เอง ซึ่งโครงการนี้ ยังจะมีต่อ เนื่อง และก็เน้นเรื่องการศึกษา เด็ก และโครงการต่อเนื่อง ก็ยังคงทำทุกโครงการและห้อง สมุดก็ยังคงเปิด เป็นห้อง สมุดใหญ่ แต่ส่วนห้องสมุด เคลื่อนที่ ก็ถือเป็นกิจกรรม พิเศษครบรอบ 25 ปีแอมเวย์ และก็จะมีการประเมินผลดู การตอบรับ เพราะถ้าถือว่าเป็น ประโยชน์อย่างมาก ก็จะอยาก เป็นหนึ่งในความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถไปเอื้อประโยชน์ต่อ สังคมได้
ในโครงการห้องสมุด เคลื่อนที่ บริษัทฯ จะมีการ พิจารณา แต่ว่าตัวโครงการ ใหญ่ ๆ ก็ยังคงอยู่ และใน โครงการ 114 โรงเรียนนั้น ก็ได้ มีการเริ่ม ไปแล้วเมื่อวันพุธที่19 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา โดย เป็นคาราวานส่งมอบของขวัญ ปีใหม่ให้น้องๆที่อยู่ห่างไกล และประเดิมส่งมอบที่โรงเรียน บ้านบ่อตาโล่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรี อยุธยา เป็น ที่แรก ต่อจากนั้น ก็จะกระจาย ไปตามโรงเรียนต่าง ๆ
ส่วนเรื่องการส่งมอบนั้น ทางบริษัทฯ ก็จะส่งมอบหน้าที่ นี้ให้กับทางโรงเรียนเป็นผู้ บริหารจัดการ เพราะขั้นตอน ในการสมัคร โรงเรียนแต่ละ โรงเรียนก็ต้องบอกรายละเอียด มาว่า จะนำห้องสมุดนี้ไปใช้ แบบไหน อย่างไร อย่างเช่น เหมือนกับการให้โรงเรียนใกล้ เคียง ได้ใช้ประโยชน์ด้วย และประโยชน์ที่ใช้ไปก็มอง จากจำนวนนักเรียน พร้อมกับ ห้องสมุดนั้น จะต้องมีกิจกรรม ส่งเสริม เพื่อให้เด็กรักการอ่าน ด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 335

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

แอมเวย์ (Amway Thailand) จัดคาราวานส่งมอบ "ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย"


แอมเวย์จัดคาราวานส่งมอบ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย
เปิดโลกแห่งการเรียนรู้สู่เด็กไทยใน 114 โรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ


แอมเวย์ฉลองส่งท้ายปีแห่งการดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปี จัดงานคาราวานส่งมอบความรู้ครั้งใหญ่ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย แก่ 114 โรงเรียนทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขยายโอกาสทางความรู้ของเยาวชนไทยให้กว้างขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งเป้าเด็กๆ ได้รับประโยชน์จากต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่นี้กว่า 22,000 คนทั่วประเทศ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยเป็นโครงการสร้างต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่ เพื่อเปิดโลกกว้างให้แก่เด็กไทย โดยตั้งเป้าส่งมอบให้ 77 โรงเรียนในทุกจังหวัดทั่วประเทศด้วยงบประมาณรวมกว่า 10 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงานและผู้สนใจร่วมบริจาคเงินจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพิ่ม โดยล่าสุด มีผู้บริจาคอีก 37 ชุด ทำให้สามารถส่งมอบห้องสมุดรวมได้ทั้งสิ้น 114 ชุด ซึ่งบริษัทพร้อมดำเนินการส่งมอบได้ภายในสิ้นปีนี้ และคาดว่าจะมีเด็กไทยได้รับประโยชน์มากกว่า 22,000 คน


เนื่องในโอกาสที่แอมเวย์ประเทศไทยดำเนินธุรกิจครบรอบ 25 ปีในปีนี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหญ่แห่งปีห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเปิดรับสมัครโรงเรียนที่ต้องการห้องสมุดเคลื่อนที่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ปรากฎว่า มีโรงเรียนตอบรับมากกว่า 700 แห่ง ทำให้ต้องมีการคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสมและขาดแคลนห้องสมุดจริงๆ โดยแบ่งเป็นโรงเรียนในภูมิภาคต่างๆ ดังนี้ ภาคเหนือ 25 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 30 แห่ง ภาคตะวันออก 4 แห่ง ภาคกลาง 33 แห่ง และภาคใต้ 22 แห่ง รวมทั้งสิ้น 114 โรงเรียนนายกิจธวัชกล่าวถึงที่มาโครงการ


ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยได้รับการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน อันได้แก่ สพฐ. โรงเรียนทั่วประเทศ มูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงาน และประชาชนทั่วไป ที่ต่างมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกิจกรรมนี้ให้เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้เยาวชนไทยและชุมชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ทางความรู้สูงสุดนั่นเอง นายกิจธวัช กล่าวในที่สุด


นายสุชาติ ไชยสาร รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กล่าวว่า สพฐ. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จของโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปี แอมเวย์ไทย ซึ่งเปรียบเสมือนแม่แบบที่จะกระตุ้นให้หน่วยงานอื่นๆ หันมาให้ความสนใจช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในด้านการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยในอนาคตหากแอมเวย์มีโครงการดีๆ ทางด้านการศึกษาไทยอีก ทางสพฐ. พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่แน่นอน เนื่องจากแอมเวย์มีนโยบายด้านการศึกษาเดียวกับวัตถุประสงค์ของสพฐ. ในการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำด้านการศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


นายประจบ จันทะเวช ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านบ่อตาโล่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าวว่า โรงเรียนบ้านบ่อตาโล่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลชั้นปีที่ 1 ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 163 คน ครู 11 คน และปัจจุบันยังไม่มีห้องสมุด มีเพียงมุมหนังสือเท่านั้น เนื่องจากห้องสมุดเดิมโดนน้ำท่วมเสียหาย ดังนั้นโรงเรียนจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มขึ้น อีกทั้งช่วยให้นักเรียนมีโอกาสอ่านหนังสือเสริมทักษะเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น รวมทั้งได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยโรงเรียนจะนำห้องสมุดเคลื่อนที่มาใช้ในการจัดกิจกรรมระหว่างกลุ่มนักเรียน และสลับหมุนเวียนห้องสมุดเคลื่อนที่นี้ไปในแต่ละชั้นเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้หยิบอ่านหนังสือได้อย่างทั่วถึง และใช้ประโยชน์จากห้องสมุดเคลื่อนที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด