ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2555

‘อีซี่ ฟาร์แมกซ์’ เปิดโค้ดไม่ลับ 427 รหัสเรียนรู้ผุดนักขายสร้างผู้นำ



“อีซี่ ฟาร์แมกซ์” เร่งเครื่องตลาดไทย หลังซุ่มใช้เวลา 2 ปีวางรากฐานบริษัท ชูกลยุทธ์ “427” รหัสลับเนรมิตนักธุรกิจระดับผู้นำ โอ่! ภาคใต้สุดยอดตลาดของ บริษัท เตรียมโฟกัสกรุงเทพฯ เพิ่ม พร้อมภาคกลาง แจงปี 55 วางแผนดูดคน บวกโปรโมชั่นท่องเที่ยวเต็มพรืด หมายขย่มตลาดไต่ฝัน 400 ล้านบาท

นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า หลังจากที่บริษัทได้เข้ามาในประเทศไทยได้ประมาณ 2 ปี บริษัทได้ใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมานี้ ในการวางมาตรฐานของบริษัท เพื่อเป็นรากฐานให้บริษัทสามารถเดินหน้าได้อย่าง มั่นคงในอนาคต “โดยปี 2555 นี้ บริษัทพยายามที่ จะเร่งผลักดันเรื่องของการเติบโตของบริษัทให้เดินหน้าอย่างที่คาดหวังให้จงได้ ด้วยความพร้อมที่บริษัทสะสมมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา” ศุภชาติ กล่าว

อย่างไรก็ดี บริษัทได้มีการปรับในเรื่องของแผนการจ่ายของบริษัท ให้เหมาะสม กับตลาดในประเทศไทย ซึ่งในส่วนของแผนการตลาดที่บริษัทได้ปรับขึ้นใหม่นี้ ก็เป็นแผนที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานรัฐ โดยสคบ. เป็นที่เรียบร้อย อีกทั้งบริษัทยังได้ ใช้เวลาในช่วงที่ผ่านมาในการจดยื่นสินค้า ต่อทางอย. เพื่อที่จะได้ใช้ในการลุยตลาดอย่างเต็มที่ในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผุดเรื่องของระบบการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อระบบ ว่า “427” ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้ สร้างนักธุรกิจอิสระของบริษัท เพื่อให้สมาชิกทั้งเก่าและใหม่ได้ทำงานง่ายยิ่งขึ้น โดยสามารถแยกออกมาได้ดังนี้

4 คือ 4 ขั้นตอนในการเรียนรู้ ได้แก่ 1.รู้จักสินค้า โดยที่สมาชิกต้องมีความรู้ความเข้าใจในสินค้า มีการใช้เพื่อเป็นการตอบคำถามลูกค้าให้ได้อย่างถูกต้อง 2.การเรียนรู้ในงานขาย โดยการศึกษาวิธีการทำงานขายตรง เพื่อมีความ รู้ในการชักชวนคน 3.การชักชวน คือ การชวนคนเข้ามาในระบบขาย ตรงของบริษัท และ 4.การติดตาม คือ การติดตามทีมงานของตนเอง
ถัดมาคือเลข 2 เลข 2 ในที่นี้ คือ การหาเครือข่ายของตัวเอง 2 คน วางองค์กร ซ้าย ขวา และเลข 7 คือ ตัวเลขของโครง สร้างเครือข่ายของตนเอง โดยหลัง จากที่วาง 2 คน ซ้าย ขวา แล้ว หลังจากนั้น ก็หาอีกข้างละ 7 คน เพื่อที่จะให้เครือข่ายเพิ่มทวีคูณ และต่างคน ก็ต่างทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ซึ่งจากแผนที่กล่าวมา บริษัทมีความมั่นใจว่า จะสามารถทำให้บริษัทมียอดขาย และสมาชิกเพิ่มขึ้นได้อย่างมหาศาล ซึ่งในส่วนของการเรียนรู้ “427” นี้ บริษัทได้นำเข้าไปแทรกในหลักสูตรการอบรมของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการสร้างผู้นำ และการสร้างนักธุรกิจอิสระของ บริษัทในส่วนของตลาดของบริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ นั้น จะมีภาคใต้เป็นตลาดที่สำคัญของบริษัท ซึ่งเป็นเขตที่มีผู้สนใจในธุรกิจของบริษัทอยู่มาก ซึ่งบริษัทพยายามที่จะใช้ภาคนี้ เป็นภาคในการทำยอดขาย ซึ่งในปีนี้ อีซี่ ฟาร์แมกซ์ ยังต้องการโฟกัสในส่วนของตลาดในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น รวมถึงภาคกลางโดยรวมอีกด้วย ส่วนเรื่องของสินค้าในปีนี้ บริษัทมีสินค้าอยู่ทั้งหมด 20 รายการ มี 4 กลุ่ม สินค้า โดยบริษัทได้เน้นเป็นพิเศษในส่วนของ กลุ่มสินค้า ที่เป็นดีท็อกซ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่อีซี่ ฟาร์แมกซ์ คิดว่าเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยม ของบริษัทจากผู้บริโภคมากที่สุดโดยในเรื่องของสินค้านั้น ในปีนี้ บริษัท ยังต้องการที่จะนำเข้ามาขายเพิ่มในประเทศ ไทยให้มากขึ้น โดยมีการวางแผนในการเพิ่ม สินค้าอีกประมาณ 3-4 รายการในอนาคต

นอกเหนือจากเรื่องของสินค้า และแผนแล้ว บริษัทยังต้องการใช้โปรโมชั่นต่างๆ ในการดึงดูดสมาชิกหน้าใหม่เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของโปรโมชั่นท่องเที่ยว โดย ตลอดปี บริษัทได้วางโปรโมชั่นท่องเที่ยวไว้อย่างมากมายอีกทั้งยังมีในส่วนของการ สร้างเว็บไซต์ของบริษัทใหม่ เพื่อเป็นตัวลิงค์ ในการสร้างการทำงานให้ง่ายขึ้น เพิ่มในส่วน ของสปอนเซอร์ของบริษัทให้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของยอดขายของบริษัท ในปีนี้ บริษัทได้มีการตั้งเป้ายอด ขายอยู่ที่ 400 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายที่ทางบริษัทจะใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่ผุดขึ้นในข้างต้นนี้ มาใช้ในการผลักดันยอดขาย ซึ่งในส่วนของยอดขายในปีที่ผ่านมา บริษัท อีซี่ ฟาร์แมกซ์ยอมรับว่าไม่เป็นไปตามเป้าที่วาง ไว้มากนัก เนื่องจากปัญหาวิกฤติอุทกภัยที่เกิดขึ้นมาในช่วงปลายปี ทั้งนี้ ในส่วนของการสร้างแบรนด์ บริษัทได้มีการใช้กิจกรรมต่างๆ เป็นตัวสร้าง แบรนด์ โดยให้กิจกรรมเป็นตัวนำสื่อ ส่วนในเรื่องของการใช้สื่อบริษัทยังไม่ต้องการโหมมากนัก จะมีก็ไม่มากเท่าไรนัก

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1266 ประจำวันที่ 14-1-2012 ถึง 17-1-2012

นู สกิน ได้รับสิทธิในการครอบครอง ไลฟ์เจน เทคโนโลยี อย่างเป็นทางการ



บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ อเมริกา แถลงการณ์ในการได้รับสิทธิครอบครองสถาบันพันธุวิศวกรรมไลฟ์เจน เทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ ซึ่งไลฟ์เจนเป็นบริษัทที่ดำเนินงานและมีชื่อเสียงเกี่ยวกับการวิจัยและค้นคว้าด้านรหัสพันธุกรรม หรือยีน ตั้งอยู่ที่เมืองเมดิสัน มลรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอมเริกา โดย นู สกิน ได้ใช้เงินลงทุน 11.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 351 ล้านบาท เพื่อให้ได้รับสิทธินี้ และการลงทุนในครั้งนี้ส่งผลให้ทรัพย์สินทั้งหมดของไลฟ์เจน ไม่ว่าจะเป็นคลังเนื้อเยื่อ ฐานข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงออกของยีน สิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆที่เกี่ยวกับการค้นคว้าวิจัยยีนส์เพื่อการต่อต้านความชรา จะถูกโอนเป็นกรรมสิทธิของ นู สกิน โดยทันที

นอกจากนี้ทางบริษัทฯ ยังได้ลงนามในสัญญาร่วมกันกับ ดร. ริชาร์ด เวนดรอช และดร. โทมัส พรอลล่า ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งไลฟ์เจน ในการค้นคว้าวิจัย และพัฒนาผลงานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ รวมไปถึงการให้คำปรึกษา และข้อตกลงในการไม่ทำงานให้บริษัทที่เป็นคู่แข่งของ นู สกิน โดยทั้งดร.ริชาร์ด และดร.โทมัส จะเป็นหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ดูแลการค้นคว้าวิจัยที่ฐานการวิจัยเมืองเมดิสัน รวมทั้งจะดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านศาสตร์แห่งการต่อต้านความชราของ นู สกิน อีกด้วย

ดร.โจเซฟ แชง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับสิทธิในการครองครองสถาบันไลฟ์เจนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเราเชื่อว่าการได้รับสิทธิในครั้งนี้ เป็นการช่วยเสริมจุดยืนของ นู สกิน ในการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการต่อต้านความชราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดย นู สกิน ได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของไลฟ์เจน ในผลงานวิจัย และการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญที่เกี่ยวกับกลุ่มยีนที่เป็นต้นตอของความชรา ซึ่งใช้เวลาในการศึกษามากกว่า 30 ปี รวมทั้งขั้นตอน และระเบียบวิธีการในการชี้เฉพาะกลุ่มยีนที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมชรา โดยตลาดต่อต้านความชราทั่วโลกถูกจับตามองว่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“การที่เราได้กรรมสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินทางวิทยาศาสตร์ของสถาบันไลฟ์เจน ผนวกกับความเชี่ยวชาญของทีมนักวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม เพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถคงความอ่อนเยาว์ตราบนานเท่านาน” ดร.โจเซฟ แชง กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ นู สกิน เริ่มร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กับสถาบันไลฟ์เจนตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งการวิจัยเกี่ยวกับยีนของไลฟ์เจนได้นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราระดับสุดยอดนวัตกรรม รวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดอย่างเอจล็อคอาร์สแควร์

“เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว นู สกิน ซึ่งเราได้มีการค้นคว้าและทำความเข้าใจร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการแสดงออกของกลุ่มยีน และสารอาหารจากธรรมชาติ ในการช่วยต่อต้านความเสื่อมชรา”และดร.ริชาร์ด เวนดรอช กล่าว

ดร. โทมัส พรอลล่า กล่าวเพิ่มเติมว่า “เรามีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันระหว่างไลฟ์เจนและ นู สกิน จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอความเสื่อมชราได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไปอีก”

ดร.โจเซฟ แชง กล่าวปิดท้ายว่า “เราได้นำข้อมูลการวิจัยของสถาบันไลฟ์เจน มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคเทคโนโลยี ที่จะเปิดตัวในปี 2013 โดยเราได้ค้นพบปรากฏการณ์ใหม่ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก และการมีอายุที่ยืนยาว ซึ่งสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาความเสื่อมชราได้โดยเฉพาะ และจากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น เรามีความมั่นใจว่าการผนึกกำลังระหว่างสถาบันไลฟ์เจน และ นู สกิน ในครั้งนี้ จะทำให้เราสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราได้ในอีกไปกี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: NU SKIN ENTERPRISES (THAILAND) LTD.

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

‘มาบุญครอง’พร้อมรบ! ประกาศศักดาผ่าทะลุธุรกิจขายตรง



ผ่าเกมรบ “มาบุญครอง” น้องใหม่ไฟแรงแห่งธุรกิจเครือข่ายขายตรง เตรียมฉีกหน้าประวัติศาสตร์ ดับกระแสเรื่องราวธุรกิจเจ้าสัว ที่เข้ามาพลาดพลั้งในธุรกิจนี้ เตรียมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ปั๊มรายได้สู่มือประชาชน หวังเทียบชั้นไต่ขึ้น เป็นบริษัทขายตรงที่ครองใจคนเครือข่ายติด 1 ใน 5 ของประเทศให้ได้...จับตาปี’55 “มาบุญครอง” เปิดเกมรุกหนักทุกพื้นที่ หวังขยายฐานผู้นำ ปันรายได้สู่พี่-น้องประชาชน กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ...!!!
...หลายปีที่ผ่านมา “ธุรกิจเครือข่าย” หรือที่เรียก ติดปากว่า “ขายตรง” ได้มีบริษัทหลายแห่งผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด นับไม่ถ้วน เล็กบ้างใหญ่บ้าง ว่ากันตามกำลังทรัพย์ และสายป่านของเงินถุงเงินถังของเจ้าของธุรกิจ ซึ่งหากรวมเข้ากับบริษัท ที่ยึดสมรภูมินี้เป็นที่ “ขุดทอง” เชื่อว่า บริษัทเครือข่ายขายตรง นับรวม 1,000 บริษัทอย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา การเปิดตำราล่าฝัน หวังสร้างตำนานบนใหม่ให้เกิดขึ้นบนสมรภูมิแห่งนี้ มีหลายบริษัทที่ขะมักเขม้น เร่งเฟ้นหายุทธวิธีใหม่ๆ ออกมาประชัน เพื่อบุกจับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การขยับขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้า หรือเฟ้นหากลยุทธ์ใหม่ๆ มาหยุดคู่ต่อสู้อย่างไม่มีลดละ ทำให้บริษัทสามารถกระชากลูกค้า เข้ามาร่วมอุดมการณ์เพื่อเดินในเส้นทางสายเดียวกันนี้...!!!
ต้องยอมรับว่า ความหอมหวานของธุรกิจเครือข่ายขายตรง ส่งกลิ่นยั่วยวนไปติดจมูกผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจอื่น ให้หลงเดินเข้ามาสู่เวทีแห่งนี้อย่างมากมาย แต่ที่ผ่านมาก็ใช่ว่า ขาใหญ่ ที่มีชื่อเสียงในด้านธุรกิจอื่น จะสามารถประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ ยืนสู้ในสนามรบนี้ได้นาน เพราะร่ำลือกันมาว่า “สนามรบแห่งนี้ เป็นสนามปราบเซียนอย่างแท้จริง”
...แม้จะมีประวัติศาสตร์ให้จดจำ แต่ก็ยังไม่อาจหยุดความคิดของธุรกิจเจ้าสัวต่างๆ ไม่ให้หันมามองธุรกิจเครือข่ายขายตรงได้ และล่าสุดน้องใหม่ที่อยาก “ลองของ” เข้ามาประลองฝีมือในสนามนี้ นั่นก็คือ “บริษัท มาบุญครอง จำกัด” ธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งผู้นำพ่อค้าปลีกไทย ที่กล้าจะก้าวลงสู่สนามศึกของธุรกิจนี้อย่างจริงจัง
การเปิดตัวที่ไม่ค่อยหวือหวามากนัก เมื่อเทียบกับค่ายอื่น ทำให้หลายคนมองว่า การมาของ “มาบุญครอง” น่าจะเข้าอีหรอบเดิม ตามยักษ์ใหญ่ธุรกิจทั่วไป ที่เข้ามาก่อนหน้านี้
...“แต่ความเงียบสงบ” นั้น ใครจะเชื่อบ้างว่า “มาบุญครอง” กลับสามารถเข้าไปครองใจคนบางส่วนได้ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกต่างหาก
เมื่อสืบสาวราวเรื่อง พบว่า กระแสต่างๆ ที่ได้มานั้น ล้วนมาจากความเชื่อมั่นในเรื่องความมั่นคงและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง...!!!
แบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่กล้า ประกาศศักดา ลงมาลุยในธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง อย่าง “มาบุญครอง” และได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้บริโภคที่เคยใช้สินค้ามาแล้ว ย่อมไม่ธรรมดา ซึ่งว่ากันว่า กระแสตอบรับพุ่งแรงอย่างคาดไม่ถึงในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากองค์ประกอบที่เพียบพร้อมทั้ง ผู้บริหาร สินค้า และแบรนด์โดดเด่นเป็นที่ตั้ง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะคว้าชื่อเสียงมาเป็นบริษัทต้นๆ ในธุรกิจเครือข่ายขายตรง
“สุรวุฒิ บูลกุล” รองประธานกรรมการ บริษัท มาบุญครอง จำกัด เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า ต้นกำเนิดของ “บริษัท มาบุญครอง จำกัด ” เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยคุณปู่ ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว 50% จากการทำโรงสีข้าว ถือเป็นแบรนด์ที่รู้จักคุ้นหู และคุ้นหน้าคุ้นตากันดีในแวดวงธุรกิจหลายเครือข่าย คับแก้วด้วยคุณภาพของสินค้าที่โดดเด่นจากผลิตภัณฑ์ “ข้าวมาบุญ ครอง” จึงใช้สิ่งนี้มาโน้มน้าวแนวคิดให้ผู้บริหาร อยากเห็นทุกคนมีสุขภาพดี กับนโยบายมองหาธุรกิจที่สามารถขยายเจริญเติบโตได้เร็ว สินค้าถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ด้วยความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ให้ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์มากที่สุด “กับการปูพรมอย่างมืออาชีพ” จึงเริ่มลงมืออย่างไม่ลังเล
ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นเต็มเปี่ยม ที่ถึงแม้จะเป็นน้องใหม่ แต่ก็ไม่หวั่นเพราะมีชื่อเสียงเป็นจุดยืน ถึงแม้จะหินขนาดไหน แต่มีความตั้งใจมุ่งมั่นใช้กลยุทธ์ในการผลักดันนักขายให้ก้าวสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กัน “ด้วยการพัฒนาคนให้มีความสามารถ มีรายได้ และมีคุณภาพ...กับผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าว จมูกข้าวสกัดเย็น หนึ่งเดียวที่ไร้คู่แข่ง” ร่วมกันพัฒนาลบภาพพจน์ด้านเสียๆ ของธุรกิจนี้ออกไปมาเดินในรูปแบบเดียวกัน กับจุดเด่นในเรื่องแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่ “มาบุญครอง” ตลอดคัดสรรคุณภาพล้วนๆ ถ้าของไม่ดีเราไม่เอามานำเสนอ จึงเอามาเป็นอาวุธหลักต่อกรคู่แข่ง และสร้างสินค้าใหม่ให้เป็นที่รู้จักกับ “โสมกึมซาน” นำเข้าจากประเทศเกาหลี ที่เตรียมเดินเครื่องเต็มตัวปีหน้า
เมื่อธุรกิจพร้อมสินค้าพร้อม จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นนักธุรกิจ จึงได้ “ชวลิต สุขสวัสดิ์” ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร มาร่วมชี้นำแนวทางในการรุกหน้าวาง แผนก่อนเปิดธุรกิจ 4 เดือน คือ ไม่ได้โหมเต็มที่แต่เน้นรากฐานแข็งแรง เลือกระบบให้สมาชิกมีรายได้เร็ว ด้วยแผนงานสร้างผู้นำลงพื้นที่ คือ สร้างในระดับพื้นที่ไม่เอาพื้นที่มาสร้างส่วนกลาง
“โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ใช้วางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่มองว่าสินค้าดี ถึงมือผู้บริโภคแล้วมีรายได้ ไม่มองการสร้างนักขาย แต่ “ มาบุญครอง” ต้องการสร้างผู้นำที่มากกว่าผู้นำ เน้นการสร้างไอดอล คือ พร้อมที่จะเดิน พร้อมที่จะนำ พร้อมที่จะคิด พร้อมที่จะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กับองค์กร และจุดนี้ถือว่าเป็นโจทย์หลัก” ชวลิต เปิดเผยกับ “ตลาดวิเคราะห์”
จากระยะเวลาเพียงไม่ถึงปี “มาบุญครอง” ถือว่า ยังใหม่มากในแวดวงธุรกิจเครือข่ายขายตรง แต่ด้วยความสามารถที่คิดบวกใน 3 องค์ประกอบหลัก คือ สร้างนักธุรกิจให้เร็ว ให้ไว และการก็อบปี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะนี่คือภารกิจหลักของ “มาบุญครอง” ที่ต้องทำให้ได้ ไม่สนใจเรื่องยอดขาย แต่เน้นสร้างคนให้ประสบความสำเร็จ นี่คือแนวทางที่ชัดเจนของมาบุญครอง แน่นอนกับสิ่งที่นักธุรกิจต้องการ คือ PV หรือคะแนน โปรโมชั่น กับผู้บริโภค คือ ความต้องการลดแลกแจกแถมเราก็มีให้
…ความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาอันสั้น และมุ่งมั่นที่จะขยายฐานการรองรับรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง กับตำแหน่งเกียรติยศของบุคลากรบริษัทมากถึง 100 – 200 คน ซึ่งคาดว่าในปีหน้าจะสร้างผู้นำให้มีรายได้ 6 หลัก ขั้นต่ำ 100 คน และวางแผนการสัมมนาที่เข้าถึงชัดเจนทั้งรายเดือน รายไตรมาส และรายปี รวมถึงมองข้ามไปถึงขยายพื้นที่ของสำนักงานใหญ่ที่ชั้น 12 ไอทีสแควร์ เพื่อรองรับสมาชิกในการจัดฝึกอบรมต่างๆ และอำนวยความสะดวกสำหรับสมาชิกให้มาใช้สำนักงานใหญ่เราอย่างสมบูรณ์แบบ
ถ้าถามถึงการย่างก้าวสู่ความสำเร็จนั้นบริษัทที่ผ่าน 6 เดือนไปได้ ผ่าน 1 ปี ไปได้ นั่นคือ แนวโน้มที่ดีมีความพร้อมและความเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือองค์ประกอบอยู่ภายนอก แต่บางบริษัทอาจจะคิดว่าผ่านช่วง 2 – 3 ปี ไปได้คงเป็นช่วงที่ดีที่สุดของบริษัท แต่ “มาบุญครอง” ไม่คิดอย่างนั้นยังมีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่าจากการทำธุรกิจไม่ถึงนี่เองจึงพิสูจน์ได้ว่าประสบความสำเร็จมากขนาดไหน พร้อมมองการณ์ไกลใน 3 ปีข้างหน้าต้องติดท็อปไฟว์ 1 ใน 5 ของธุรกิจเครือข่ายขายตรงแน่นอน
...แม้จะขยายผู้นำในระยะเวลาอันสั้นร่วม 200 คน แต่ความตั้งใจจริงของ “มาบุญครอง” ยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่จับตาของหลายต่อหลายค่ายด้วยแบรนด์ที่ไม่เป็นรองใคร จึงเป็นที่ทำให้ทั้ง 2 ท่านนี้มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะฝากอนาคตไว้ได้
“วีระ ยูโซ๊ะ” ช่างรับเหมาเล็ก ๆ ทางภูธรภาคใต้ตอนล่าง อยู่ในพื้นที่เสี่ยงชายแดนใต้ ถึงจะเกิดความไม่สงบของพื้นที่บ้านเกิด แต่ “วีระ” ยังมองธุรกิจเครือข่ายนี้เป็นสิ่งน่ารัก สวยงาม และสร้างรายได้ให้กับคนรากหญ้า จากที่บาดเจ็บมาจากหลายบริษัท “วีระ” จึงไม่ท้อที่จะลงสู้ต่อด้วยการมองแนวคิดผู้บริหารที่มีประสบการณ์มาเกือบ 20 ปี ร ากฐานแบรนด์มาบุญครองที่ความมั่นคง รวมถึงสินค้าที่คุ้นตาเป็นอย่างดีจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ลุกขึ้นมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง
ทุกครั้งที่เข้าประชุมได้คิดเสมอว่าน้อยนักที่ได้ใกล้ชิดกับผู้บริหารระดับหมื่นล้านเช่นนี้ ทำให้เชื่อมั่น 100% แม้จะเป็นมือใหม่ในธุรกิจขายตรง ด้วยการวางรากฐานตั้งแต่เริ่มต้นมีความมั่นคงอยู่แล้ว และเห็นได้จากการจัดประชุม OPP เล็กๆ ทางภาคใต้ เพียงไม่กี่ร้อยคน ด้วยกระแสการยอมรับที่มาแรง จนทำให้ทุกวันนี้การก้าวกระโดดของสมาชิกรวมไปกว่า 2 พันคน ที่ ณ ปัจจุบันมีรายได้ 200,000 ต่อเดือน ด้วยความมั่นใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อนาคต ผู้นำน้อย ๆ มือใหม่ ระดับภูธรใต้ตอนล่างอย่าง “วีระ” บอกได้คำเดียวว่าไม่เกินกำลังที่จะก้าวไปแตะเงินล้านเกินกว่า 5 ล้านขึ้น ในปีหน้าแน่นอน
ในอนาคตได้บอกครอบครัวและลูกๆ ทุกคน ว่าสุดท้ายเราจะต่อสู้กับมาบุญครองจนกว่าจะไม่เอาเรา นั่นเป็นสิ่งที่ “วีระ” ตั้งในใจไว้ ที่ถือว่านำร่องธุรกิจเครือข่ายได้อย่างดีเยี่ยม และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าน่าจะเป็นธุรกิจที่น่าร่วมงานที่สุด ณ เวลานี้
อีกหนึ่งผู้นำ “ณัชพล โพนทอง” หนุ่มนักวิศวกรโรงกลั่นน้ำมัน ที่ทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วม 10 ปี รายได้เดือนละ 120,000 บาท เรียกว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่เค้ากลับมองว่าไม่ต้องอะไรกับลูกจ้างมนุษย์เงินเดือนถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ทุกคนใฝ่ฝัน แต่กลับเบื่อกับการที่ทำงานไม่หลากหลายซ้ำไปซ้ำมา จึงเริ่มมองว่าธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย และสามารถใช้ระยะเวลาสั้นๆ เป็นมนุษย์เงินล้านได้ มีรายได้หลักแสน หลักล้านได้ในระยะเวลา 1 – 2 ปี
ด้วยความมั่นใจของ “ ณัชพล” จากแบรนด์มาบุญครองที่เห็นตั้งแต่เด็ก จนมองไปถึงภาพรวมองค์กร ผู้บริหารเองเลยให้คิดว่าคงไม่มาทำเล่น ๆ แน่นอน และตัดสินใจมาทำธุรกิจกับมาบุญครองแบบไม่ลังเลว่าจะเป็นมนุษย์เงินล้านกับบริษัทมาบุญครองให้ได้ เลยตัดสินใจลาออก
“เป้าหมายของเรา คือให้ทีมงาน อย่างน้อยๆ ในจำนวน 500 คนมีรายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท พอเรามีรายได้แล้วเราก็อยากสร้างคนให้มีรายได้ เพราะความมั่นคงของเราต้องมาจากความมั่นคงของสมาชิกหรือใต้ล่างเราก่อน”
ด้วยการมองระยะไกลเป้าหมายของ “ณัชพล” จึงไม่สูญเปล่า จากระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนทำให้ “ณัชพล” มีรายได้ขึ้นมาทันตาเห็น มีพื้นที่ดูแลอยู่ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง มีทีมงานสร้างรายได้ไปทั่วทุกภูมิภาค
เพราะฉะนั้นคำว่า ถูกที่ ถูกทีม ถูกเวลา ยังเป็นคำคมที่ใช้ได้ตลอดกาลของในการทำธุรกิจเครือข่าย และ 3 สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่เหมาะสมกับบริษัทมาบุญครองมาก และการหาคำตอบของใครหลาย ๆ คน ที่อยากจะประสบความสำเร็จ เป็นมนุษย์เงินล้าน มาที่มาบุญครองได้เลย ธุรกิจเครือข่ายแห่งนี้มีตำตอบที่ดีที่สุดแล้ว
“...มาบุญครอง” ระบบความสำเร็จที่พิสูจน์แล้ว...ว่าทำได้จริง!!! กับกระแสตอบรับแรงแซงโค้งเพื่อนร่วมเครือข่าย จนเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้เป็นที่สนใจจับตามองของนักธุรกิจหลายต่อหลายคน ตัดสินใจจะร่วมธุรกิจด้วย...”
จากประสบการณ์อันยาวนานของการบริหารธุรกิจกว่า 40 แห่ง รวมมูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท ทำให้หลายคนมั่นอกมั่นใจว่า “ตระกูลบูลกุล” จะนำพา “มาบุญครอง” ให้เจริญก้าวไกลและเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างไม่ยาก และความหวัง ที่ต้องการจะติดอันดับครองใจคนขายตรง 1 ใน 5 ของประเทศให้ได้ คงไม่ไกลเกินฝันอย่างแน่นอน...!!!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 311 ประจำวันที่ 1 - 15 มกราคม 2555

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

‘วิน วิน เวิลด์ไวด์’ ยอดร่วง 20 ล. วางแผนจับลูกค้าธ.ก.ส.ขายปุ๋ยฟันกำไร



“วิน วิน เวิลด์ไวด์” โอดครวญ วิกฤติน้ำท่วมปลายปีก่อน เล่นงานยอดขายบริษัทหนัก ลดลงกว่าเป้า 20 ล้านบาท เตรียมขุนยอดคืนด้วย การส่งสินค้าเกษตรอย่างปุ๋ยของบริษัทปั่นรายรับ วางแผนจับลูกค้า ธ.ก.ส. เป็นหลักในอนาคต พร้อมกลยุทธ์ปั้นนักขายเพิ่มอัพบัญชี แตะ 100 ล้านบาท

เภสัชกรประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยกลยุทธ์การตลาดปี 2555 กับ “สยามธุรกิจ” ว่า “ในปีหน้า “วิน วิน” จะเน้นกลยุทธ์สำคัญ 2 ประการ คือ การผลิตสินค้าใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น และการเน้นในเรื่องของการอบรมหรือ out meeting”

“โดยขณะนี้บริษัทมีไลน์สินค้าอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ย และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง ซึ่งใน กลุ่มเสริมอาหาร และเครื่องสำอาง เราวางแผนไว้ว่า จะออกสินค้าใหม่อย่างละประมาณ 5 ตัว ส่วนผลิตภัณฑ์ปุ๋ยบริษัทจะผลิตเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3 ตัว และในเร็วๆ นี้ปุ๋ยของเราจะเข้าไปตีตลาดใน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การ เกษตร หรือ ธ.ก.ส.และเข้าสู่เกษตรกรรายใหญ่ให้จงได้” ประธาน วิน วิน เผยด้านกลยุทธ์การฝึกอบรม บริษัทจะ เน้นให้สมาชิกทุกคนสามารถจัด out meeting หรือการเรียนรู้สินค้า พูดขายสินค้า และการจัดประชุมให้มีความชำนาญ เพราะ ตนมั่นใจว่าหากเราเน้นการฝึกอบรมดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การขยายงาน ขยายเครือข่ายของทีมสมาชิกและบริษัทเป็นไปด้วยความง่ายดาย

ทั้งนี้ “ประเสริฐ” ยังได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสมาชิกในปี 55 ว่า “ตนมองว่าในปีนี้กลุ่มคนอาจเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก ไม่มากนัก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในภาคกลางได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามผู้บริโภคโดยทั่วไปที่เข้ามาน่าจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจุดนี้ “วิน วิน” ตั้งเป้าว่าผู้บริโภคน่าจะเข้ามาใช้สินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 1 หมื่นคนในปี 55
ส่วนความเสียหายที่เกิดกับบริษัทในช่วงน้ำท่วมนั้น เภสัชกรประเสริฐ กล่าว ว่า บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักตลอด ระยะเวลาสองเดือนที่เกิดอุทกภัย เนื่องจาก โรงงานผลิตปุ๋ย ซึ่งตั้งอยู่ที่บางบัวทอง ผลิต สินค้าไม่ได้เลย บริษัทจึงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก คือ ยอดขายในช่วงสองเดือน นั้นลดลงถึง 50% ทำให้ยอดขายปลายปี 54 ลดลงเหลือ 50 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้า ไว้ว่า น่าจะได้ประมาณ 70 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทได้เล็งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท แม้อาจ ต้องเจอวิกฤติใดๆ อีกก็ตาม ส่วนการขยาย สาขาเครือข่าย ในขณะนี้บริษัทไม่มีนโยบาย ที่จะเปิดเพิ่มเติม หลังจากเปิดศูนย์สาขาที่ เชียงใหม่, พิษณุโลก, ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี แต่ทั้งนี้สมาชิกอาจจะจัดตั้ง เป็นลักษณะของศูนย์บอส ซึ่งคล้ายกับศูนย์ โมบายในสมัยก่อน คือจะเป็นศูนย์สาขาที่ บริษัทให้สมาชิกขายสินค้าเอง แล้วเราก็จะ ให้ค่าบริหารแก่เขาประมาณ 10%

นอกจากนี้ แม่ทัพ วิน วิน ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจ ขายตรงโดยภาพรวมว่า “ตนมองว่าจริงๆ ธุรกิจเครือข่ายโดยรวมดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในสมาคมขายตรง เนื่อง จากเขาได้ดำเนินการด้วยหลักคุณธรรม ซึ่งตนคิดว่าบริษัทไหนที่ใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมในการทำธุรกิจ บริษัทเหล่านั้นก็จะไม่มีวันลำบาก ยอดขายจะต้องเพิ่มขึ้น อย่างแน่นอน ส่วนบริษัทไหนที่ทำธุรกิจใน รูปแบบมันนี่เกม ตนมั่นใจว่าอยู่ได้ไม่นาน เพราะพฤติกรรมเช่นนั้นเหมือนกับทุบหัวให้เขาเข้าบ้าน เสร็จแล้วก็จบเกมกันไป ดังนั้นเมื่อมองโดยภาพรวมแล้วตนมั่นใจว่างานขายตรงจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่”

“ธุรกิจเครือข่ายในขณะนี้น่าจะเป็น ที่พึ่งของคนจน คนรากหญ้าได้ดีที่สุด เพราะการลงทุนน้อยลงในการเข้ามาทำธุรกิจ และตนคิดว่าตอนนี้ธุรกิจเครือข่าย น่าจะเป็นธุรกิจเดียวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคนที่จะเข้ามาในบริษัทเครือข่าย จึงควรเลือกดูบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะจะได้ไม่เสียเวลาในการดำเนินธุรกิจ และคนที่เข้ามาก็ควรทำงานแบบค่อยเป็น ค่อยไป คือ ศึกษาอย่างถ่องแท้ก่อน อย่าทำแบบก้าวกระโดด “แค่นี้ก็คงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ประเสริฐ กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1265 ประจำวันที่ 11-1-2012 ถึง 13-1-2012

‘อาเจล’ นอนฝันแดดส่อง โกยพันล้านขีดเส้น 5 ปี เข้าตลาดหลักทรัพย์



“อาเจล” เดินหน้าปีมังกรเต็มสูบ ไล่ล่าความฝันพันล้านบาท ด้วยการขยายสาขาต่างประเทศเพิ่ม พร้อมอัดโปรโมชั่นหนักตลอดปี แถมด้วยการวาดวิมานฝันตั้งตู้กดสินค้าของบริษัทตามห้างสรรพสินค้ายันสนามบิน หวังเป็นตัวสร้างความล้ำสมัยปั่นแบรนด์ ทั้งยังดึงบริษัทขนส่งชั้นนำเข้าร่วม หมายมั่นอีกไม่เกิน 5 ปี บริษัทเข้าหลักทรัพย์

หลังจากที่โดนมากมายหลายวิกฤติ จนต้องเปิดป้ายบริษัทใหม่ขึ้นมา สำหรับค่ายขายตรงเชื้ออเมริกันนาม “อาเจล” ซึ่งในปี 2555 นี้ ทางบริษัทหวังเสียเหลือเกินว่าจะเป็นปีทอง ในการเริ่มต้นทวงชื่อม้ามืดกลับมาให้จงได้ ด้วยแผนงาน กลยุทธ์ที่ผู้นำหมายมั่นว่าดีในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการโกยเค้กก้อนโต

นายวสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา แม้บริษัทจะเจอวิกฤติหลายด้านทั้งจากภายในและภายนอก เช่น ในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่เกิดภาวะน้ำท่วม ทำให้ยอดขายในเดือนพฤศจิกายน ลดลงประมาณ 18-20% แต่ อย่างไรก็ดี บริษัทได้แก้ปัญหาด้วยการอพยพทีมงานไปตั้งหลักที่สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์สาขาใหม่ที่พัทยา ทำให้ความเสียหายที่ได้รับไม่กระทบมากนัก คือหากเปรียบเทียบยอดขายของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกกับครึ่งปีหลังของปี 54 พบว่ายอดขายยังคงเติบโตขึ้นประมาณ 27.5%

ซึ่งปีนี้ในฐานะที่อาเจลประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 บริษัทก็พร้อมเปิดเกมเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยแผนกลยุทธ์แรกที่อาเจล วางไว้ คือการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เจลใหม่ถึง 3 ตัว หลังจากออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Body Care และ Hair Series มากกว่า 10 ตัว ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวได้รับการตอบรับอย่างดีจากสมาชิกและ นักธุรกิจอาเจลทั้งภายในประเทศไทยและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ในแถบอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ถือว่ามีสัดส่วนการขาย ประมาณ 25% จากยอดขายโดยรวม

“อาเจลวางแผนไว้ว่าปีนี้ บริษัทจะสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และเส้นผม รวมถึงกลุ่มออรัลแคร์ คือเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 30-35% ตามความต้องการของสมาชิก และจะนำผลิตภัณฑ์เจลต่างๆออกมาวางจำหน่ายตลอดปี 55 ให้ได้ 10-12 ตัวด้วยกัน” นายวสันต์ กล่าว

ส่วนกลยุทธ์ถัดไปบริษัทเตรียมออก สิทธิพิเศษให้กับสมาชิกอย่างหลากหลาย เช่น การออกโปรฯ พิเศษ เพิ่มรายได้ 50% จากรายได้ปกติที่อยู่ในแผนรายได้เดิมให้กับผู้นำที่เข้ามาร่วมธุรกิจ, การมีเครื่องมือ ทางการเงินสำหรับสมาชิก ให้สามารถผ่อน จ่ายได้ ด้วยการร่วมมือกันระหว่างอาเจลกับธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย, สำหรับ ผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่บริษัทมีทุนประกันชีวิตซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัทเมืองไทย ประกันชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ เริ่มต้นทำธุรกิจกับบริษัทและความล้ำสมัย

ที่สำคัญเอเจลยังได้ผุดแผนหนึ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความสะดวกให้กับสมาชิก ผู้บริโภคของบริษัท โดยการทำตู้หยอดเหรียญอาเจล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับตู้กดน้ำดื่มกระป๋อง โดยเครื่องนี้จะเป็นการ ซื้อสินค้าอาเจลผ่านตู้ โดยจะติดตั้งไว้ตาม สถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน เพื่อความสะดวก รวดเร็วต่อสมาชิกของบริษัทในการใช้สินค้า ซึ่งในส่วนนี้คาดว่า น่าจะเริ่มมีให้เห็น ในปี 2555 นี้

ด้านการขยายเครือข่าย อาเจลวาง เป้าหมายไว้ว่าในปี 55 บริษัทจะขยายสาขาให้ได้มากกว่า 20 สาขา ทั่วประเทศ และในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับเขต ความร่วมมืออาเซียน (AFTA) ในปี 2558 โดยประเทศที่เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อย แล้วคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถัดไปบริษัท จะเตรียมเปิดตัวที่ประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และท้ายสุดกับกัมพูชาในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

“ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถือว่าเป็นการปูทางสู่เส้นชัยที่อาเจลประเทศไทยตั้งเป้าไว้ว่าในปีนี้ เราจะขอปิดยอดการขายที่ 1,000 ล้านบาท ให้ได้ และนอกจากนี้ยังเพื่อก้าวสู่ความฝันอันสูงสุดของอาเจลประเทศไทยที่จะเป็น บริษัทมหาชน ในปี 2560 เพื่อตอกย้ำความมั่นคงและรองรับการ เติบโตของภูมิภาคอาเซียน ในอนาคตอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม แผนงานอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ นายวสันต์กล่าวว่า “ขณะนี้บริษัทก็ได้นำมือดีทางด้านการบริหารจัดการลอจิสติกส์ที่มีประสบการณ์การบริหารในบริษัทมหาชนชั้นนำมากว่า 20 ปี เข้ามาช่วยดูแลด้านคลังสินค้าและการจัดส่ง นอกจาก นั้นบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากทีมคณะแพทย์ นักวิจัย และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษ จากสาขาวิชาต่างๆ ในการให้ความ รู้และวางแผนพัฒนาวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท และปีนี้อาเจลจะมีการจัดการประชุมครั้งยิ่งใหญ่ “อาเจลเวิลด์” ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองซอลเลค ซิตี้ ประเทศอเมริกา ซึ่งอาเจลประเทศ ไทยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพาสมาชิกกว่า 1 พัน คนบินลัดฟ้าเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1265 ประจำวันที่ 11-1-2012 ถึง 13-1-2012

กูรู ชี้ขายตรงส่อแววเดือด!ผู้ค้างัดอาวุธใหม่ห้ำหั่น



ธุรกิจขายตรงในความเป็นจริง ธุรกิจนี้มีมูลค่าการตลาดไม่น่าจะน้อยกว่าแสนล้านบาท ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันของธุรกิจย่อมสูงตาม เพราะ กว่า 500 บริษัทที่จดทะเบียนขึ้นเป็นแบรนด์ขายตรง ส่วนใหญ่ ล้วนแต่ต้องการโกยส่วนแบ่งตรงนี้ให้ได้ มากที่สุด ซึ่งที่สุดแล้วใครจะได้มากน้อยกว่ากันก็อยู่ ที่กึ๋นของผู้นำ และความสามารถในการหาอาวุธออกมาห้ำหั่นกัน

โดยทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ก็พยายามที่จะเปิดความเห็นของผู้ค้าที่เรียกว่ากูรูของวงการขายตรง ว่าแต่ละบุคคลมีความเห็นเกี่ยวกับการ แข่งขันในปีนี้อย่างไร ซึ่งตัวละครที่นำเสนอความคิดในครั้งนี้ ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ และคร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจมาเป็นระยะเวลานาน

นายปรีชา ประกอบกิจ อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่เพิ่งวางมือไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ก็ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายในอนาคต ว่า ธุรกิจเครือข่ายยังมีอนาคตอันยาวไกล เพราะ ถ้าบริษัทอันดับ 1 เติบโต ก็ทำให้อุตสาหกรรมโดยภาพรวมเติบโตเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตในธุรกิจเครือ ข่ายก็ต้องเติบโตบนพื้นฐานของการเคารพหลักการ 3 ประการ คือ ประการแรก นักขายอิสระต้องเคารพ ซึ่งกฎหมาย กฎจรรยาบรรณ ประการ ถัดมา ต้องมีการแข่งขันอย่างเสรี ภายใต้หลักคุณธรรม จริยธรรม และ ประการสุดท้าย ต้องเคารพกฎจรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงโลก

“เพราะตนมั่นใจว่าระบบแชร์ ลูกโซ่ หรือการทำผิดกฎระเบียบจะไม่มีวันหมดไป เพียงแค่รอวันพลิกโฉมหน้าในรูปแบบที่แตกต่างเท่านั้น ดังนั้นเราในฐานะผู้ทำงานเครือข่าย จึงควรร่วมกันปกป้องความใฝ่ฝันของคนไทยอีกหลายล้านคน ที่อยากประสบความสำเร็จ หลุดพ้นจากสถานะแห่งความยากจน

ด้านดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า “ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงแพร่กระจาย ซึ่งบรรดาบริษัทพยายามใช้สื่อต่างๆในการสร้างแบรนด์ซึ่งในส่วนนี้ จะทำให้ประชาชนผู้บริโภคเดินเข้า วงการเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการใช้จ่ายเพิ่ม การหารายได้เสริมเป็นสิ่งที่พวกเขาคิดถึง การเติบโตของมูลค่าตลาดรวมขายตรงในปีหน้า มีโอกาสที่จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 20%” ประธาน นีโอ ไลฟ์ฯ เผย

ทั้งนี้ เรื่องการแข่งขัน ดร.นพรุจ มองว่า ธุรกิจขายตรงจะเน้นเรื่องของการบริการเป็นสำคัญ ในการนำขึ้นมาเป็นอาวุธสร้างยอดขาย เพราะ เรื่องของสินค้า และแผน ก็เป็นสิ่งที่หลายบริษัทใช้เป็นอาวุธมานานอยู่แล้ว ซึ่งการบริการจึงเป็นอาวุธที่จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบของธุรกิจขายตรงในอนาคต

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่อาจทำให้ธุรกิจ ขายตรงในปี 55 ดร.นพรุจ เผยว่า “น่าจะเป็นในเรื่องของการขึ้นค่าแรงของรัฐบาล ซึ่งหากค่าแรงขึ้น บรรดาพนักงาน อาจมีความพึงพอใจในรายได้ต่อเดือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจขายตรง แต่หากมองในแง่ดี เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่ม ก็จะมีกำลังในการซื้อเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน”

โดยในส่วนของพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ในส่วนของการแข่งขันในปีหน้า พ.ญ.นลินี หัวเรือใหญ่ของ กิฟฟารีน ได้ให้ความเห็นว่า “การแข่งขันในปีหน้า ธุรกิจ ขายตรง จะใช้เรื่องของตัวสินค้าเป็นอาวุธ ในการเก็บเกี่ยวยอดขาย โดยส่วนของแผน การตลาดจะไม่ใช่จุดผู้ค้าจะเอาขึ้นมาใช้ในการทำตลาด เนื่องจากความเหมาะสมที่ บรรดาผู้ค้า และนักธุรกิจได้เห็นและสัมผัส ในช่วงที่ผ่านมา น่าจะทำให้พวกเขารู้แล้ว ว่า ตัวเองมีความเหมาะสมกับแผนการตลาดแบบใด”

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางสินค้า หมอต้อยก็ได้ขยายความว่า “เรื่องราคาและความต้องการของสินค้า จากผู้บริโภค นับเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคจะใช้ เงินในส่วนที่ไม่จำเป็นมากนักน้อยลง การ ขายสินค้าต้องคำนึงถึง 2 ส่วนนี้ เป็นหลัก เพราะผู้บริโภคมองไปที่ปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต”

โดยปัญหาใหญ่ที่หมอต้อยมองว่า อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า และสร้างผลกระทบ ต่อธุรกิจ ก็น่าจะยังคงเป็นเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งหลายภาคส่วน รวมถึงตัวประชาชนเอง ก็ต้องตระหนักถึง แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ยังมีความมั่นใจในตัวรัฐบาลว่า ไม่น่าจะปล่อยให้ ปัญหาเดิมเกิดขึ้นมาอีก โดยในส่วนของ มูลค่า ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงนั้น พ.ญ.นลินี มองว่า น่าจะโตที่ 15% ในปีหน้า

ทางด้านท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า การแข่งขันในปีนี้ บรรดาบริษัทหลายบริษัท คงไม่สามารถสร้างกระแสที่เป็นการวาดวิมานในอากาศได้อีก เพราะต่อไป เรื่องการสร้างกระแสเพื่อดึงคน จะเป็นเรื่องเก่า ที่ผู้บริโภครู้สึกเบื่อหน่าย เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีแต่กระแส ซึ่งผู้บริโภคจะเลือกบริษัทที่สามารถให้ความสำเร็จกับเขาได้จริงๆ มากกว่าโดยในปี 55 นักธุรกิจหน้าใหม่จะเพิ่ม มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาคือ ความรู้ของ คนรุ่นใหม่ที่เดินเข้าสู่ธุรกิจ เพราะคนรุ่นใหม่ เหล่านี้ จะมีความรู้ มีการสืบค้นข้อมูล ซึ่ง ยากที่จะเดินเข้าสู่บริษัทตามกระแสอย่างที่เคยมีมา

ส่วนเรื่องของการทำงาน หมอลพา เผยว่า “ในปี 55 ต้องรีบทำงานในช่วงต้นปี โดยพยายามที่จะคิดแผน เพื่อสร้างยอดขายไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้นในปลายปี เพราะมีแนวโน้มว่า ในปี 55 น้ำก็จะยังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการธุรกิจทุกวงการเหมือนเดิม ซึ่งต้อง เร่งสร้างยอดขายในช่วงต้นให้มากที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเติบโต ในปีหน้า ธุรกิจขายตรงก็จะยังคงสามารถ เติบโตได้ดีขึ้นมาก หากเทียบกับปี 54 เพราะไม่ว่าจะมีปัญหาใดเข้ามา การเตรียม ตัวย่อมมีเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบที่อาจจะได้ รับก็คงไม่หนักหนาอย่างที่เป็นมา แต่ต้อง ประกอบกิจการบนความไม่ประมาทเป็นสำคัญ

ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยในเรื่องเดียวกัน กับ “สยามธุรกิจ” ว่า เรื่องของตลาด โดยเฉพาะการแข่งขันของบริษัท ในปี 55 แนวโน้มการแข่งขันน่าจะหนักไป ที่เรื่องของความเป็นรูปธรรม เนื่องจากเมื่อมีผู้คนที่สนใจในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวัง ซึ่งบรรดาแบรนด์ ขายตรง ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกด้วยการโฆษณาที่ไม่โอเวอร์เกินจริง ความสำเร็จต้องเป็นรูปธรรมเท่านั้นจึงจะสามารถอยู่ได้

ทั้งนี้ ในส่วนของปัญหา ก็จะมีในเรื่องของกำลังซื้อในช่วงต้นของบรรดาผู้บริโภค เพราะในปี 55 ช่วงต้นปีถือเป็นช่วง ที่กำลังซื้อยังไม่เข้าที่ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่ต้อง มาฉุกคิดว่าจะทำอย่างไรในการแก้ไขเรื่องนี้ แต่จำนวนคนที่จะเดินเข้าหาธุรกิจนั้น มี มากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านเภสัชกรประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า “ตนมองว่าจริงๆ ธุรกิจเครือข่ายโดยรวมดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในสมาคมขายตรง เนื่องจากเขาได้ดำเนินการด้วยหลักคุณธรรม ซึ่งตนคิดว่า บริษัทไหนที่ใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมใน การทำธุรกิจ บริษัทเหล่านั้นก็จะไม่มีวันลำบาก ยอดขายจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนบริษัทไหนที่ทำธุรกิจในรูปแบบมันนี่เกม ตนมั่นใจว่าอยู่ได้ไม่นาน เพราะพฤติกรรมเช่นนั้นเหมือนกับทุบหัวให้เขาเข้าบ้าน เสร็จแล้วก็จบเกมกันไป ดังนั้นเมื่อมองโดยภาพรวมแล้วตนมั่นใจว่างานขาย ตรงจะต้องเติบโตขึ้นอย่างแน่นอนไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่”

“ธุรกิจเครือข่ายในขณะนี้น่าจะเป็น ที่พึ่งของคนจน คนรากหญ้าได้ดีที่สุด เพราะการลงทุนน้อยลงในการเข้ามาทำธุรกิจ และตนคิดว่าตอนนี้ธุรกิจเครือข่าย น่าจะเป็นธุรกิจเดียวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคนที่จะเข้ามาในบริษัทเครือข่าย จึงควรเลือกดูบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะจะได้ไม่เสียเวลาในการดำเนินธุรกิจ และคนที่เข้ามาก็ควรทำงานแบบค่อยเป็น ค่อยไป คือ ศึกษาอย่างถ่องแท้ก่อน อย่าทำแบบก้าวกระโดด “แค่นี้ก็คงจะประสบความสำเร็จได้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ประเสริฐ กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1265 ประจำวันที่ 11-1-2012 ถึง 13-1-2012

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

จับตา! ขายตรงปี 55 ขยับแบรนด์โกอินเตอร์/ปั่นยอดขาย คึก!

ธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน นับได้ว่าเป็นธุรกิจที่เฟื่องฟูมากที่สุดธุรกิจหนึ่ง เมื่อดูจากตัวเลขของยอดขายรวม หรือมูลค่าตลาดที่มีเงินสะพัด อยู่ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ในเวลานี้ และดูจะเพิ่มขึ้นอีกในทุกเดือน ทุกปี อีกทั้งยังมี คนไทยจำนวนกว่า 16 ล้านคน ที่มีส่วนในแขนงธุรกิจเครือข่าย

สิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นได้ เพราะน้ำมือ ของผู้ค้า ผู้ประกอบการของแต่ละบริษัท ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้วงการ ขายตรงทวีความรุ่งเรืองในทุกๆ ปี โดย ในปี 2554 เป็นปีที่หลายฝ่ายมีการคาด คะเนกันว่า ธุรกิจขายตรงจะเป็นธุรกิจ ที่อู้ฟู่จากปีก่อนๆ ไม่น้อยกว่า 10% แต่ ดูเหมือนว่า ธรรมชาติยังไม่เป็นใจตาม เพราะเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายท่านคงทราบกันดีว่าเกิดอะไรขึ้น “น้ำท่วม” คือตัวแปรที่ทำให้ยอดขายของแต่ละบริษัทต้องชะลอตัว หรือหนักจน เกิดการชะงักขึ้นในที่สุด

แต่เมื่อเรื่องไม่ดีผ่านไป พร้อมการขึ้นหน้าพ.ศ.ใหม่ บริษัทต่างๆ จะมีแผน และความฝันของตัวเองอย่างไร ในปี 55 ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” จึงต้องการเปิดความฝันเหล่านั้นออกมาให้ได้เห็น เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้มอง และ ติดตามว่าจะเป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด สำหรับความฝันต่างๆ ที่เกิดขึ้น ของบรรดาค่ายขายตรงน้อยใหญ่

เริ่มต้นที่บริษัทบิ๊กเนมหลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น “นีโอ ไลฟ์” ที่มองปี 55 นี้ให้เป็นปีทองของบริษัทอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของยอดขายบริษัท และจำนวนการเดินเข้ามาร่วมวงบริษัท โดยมีการออกแคมเปญต่างๆ ขึ้นมามากมาย โดยมีความฝันใหญ่อยู่ที่ การ นับจากปี 54 อีก 5 ปี บริษัทจะทำยอด ขายให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท

นอกจากในส่วนของ “นีโอ ไลฟ์” แล้ว บริษัทค่ายเบอร์หนึ่งอย่าง “แอมเวย์” ก็ยังมีความฝันในปี 2555 นี้ ซึ่งจะเป็นปีสุดท้ายของการเดินล่าฝัน 2 หมื่นล้านให้จงได้ โดยจากการเปลี่ยนหางเสือ จาก “ปรีชา ประกอบกิจ” ซึ่งถึงเวลาเกษียณอายุงาน ก็เป็นหน้าที่หลักของขุนพลท่านต่อไป อย่าง “กิจธวัช ฤทธีราวี” หัวเรือคนใหม่ของบริษัท ที่จะมีหน้าที่สานต่อความฝันนี้ให้จงได้

l>> ปักธงตปท. ฝันยอดนิยม

หันมามองค่ายเล็ก แบรนด์ใหม่กันบ้าง เริ่มที่ อ.กรพล รักขพันธุ์ รองประธาน บริษัท โกลด์ สตาร์ 999 จำกัด ซึ่งเปิดเผยให้ฟังว่า “ในอนาคตโกลด์ สตาร์จะต้อง โกอินเตอร์อย่างแน่นอน เพราะด้วยความ ที่ตนเคยทำธุรกิจกับต่างประเทศมาก่อน ฉะนั้น ตนจึงมั่นใจว่าการบริหารจัดการบริษัทให้โกอินเตอร์เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากเกินฝัน และประการสำคัญ ณ ขณะนี้บริษัท ก็มีสมาชิกในต่างประเทศอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ในประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งโกลด์ สตาร์ เองก็มีแผนที่จะไปเปิดศูนย์สาขาที่นั้น เพราะ ตลาดกำลังเป็นที่นิยม สมาชิกชื่นชอบในตัว ผลิตภัณฑ์มาก”

โดย อ.กรพล ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายในปีที่ผ่านมาว่า “หากหลายคนมองว่าปีนี้เป็นปี ทองของธุรกิจเครือข่าย ตนกลับมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเราเห็นตัวอย่างได้จาก นักธุรกิจขายตรงต่างชาติที่เข้ามา แล้วอยู่ ได้ไม่นาน หรือผู้นำหลายคนที่ไม่มั่นคงกับ บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด เราคงต้องดูจากเจ้าของกิจการ หรือผู้บริหารก่อนว่า พวกเขาเข้าใจในธรรมชาติของขายตรงดีหรือไม่ เพราะหาก มีแต่ทุนอย่างเดียว แต่ไม่รู้และเข้าใจในธรรมชาติของขายตรง ตนคิดว่าเป็นเรื่อง ยากที่จะประสบความสำเร็จ”

“สิ่งที่ทำให้ธุรกิจขายตรงประสบความสำเร็จนั้น ต้องมี 4 ประการคือ 1.บริษัทต้องมีโรงงานเอง 2.ราคาสินค้าต้องถูก แผนสมาชิกต้องไม่ยุ่งยากหรือซับซ้อน 3.บริษัทต้องมีความมั่นคง คือ มีทุน และผู้บริหารต้องเข้าใจหลัก MLM ไม่ ฉ้อฉลโกง และบริหารบริษัทด้วยความโปร่งใส และ 4.สมาชิกภายในองค์กรต้องมี ความรัก ความสามัคคีให้แก่กัน บริษัทจึงจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและประสบความสำเร็จ ดังหวัง” รองประธาน โกลด์ สตาร์ กล่าว ทิ้งท้าย

l>> ค่ายเล็กมุ่งอัพแบรนด์ ฟันกำไร

ด้านนายศุภพงศ์ จันทระวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ ประเทศ ไทย และเวียดนาม ได้เปิดเผยถึงแผนในอนาคตว่า “เวลานี้ผมเชื่อว่า ทุกคนให้ความ สำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมาก ผมมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์ของ Synergy ซึ่งมีอยู่ หลากหลายกลุ่มด้วยกัน มีส่วนช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้กับสมาชิกของเราได้เป็นอย่างดี ตอนนี้เรามีทิศทางการดำเนินงาน เพื่อเป็นการส่งเสริมตลาดให้กับสมาชิกของเรา ด้วยการเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพ หลอดเลือดและหัวใจ ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายของทาง Synergy Worldwide สำนักงานใหญ่ ที่ได้นำผลิตภัณฑ์ ProArgi-9 Plus เป็นตัวชูโรง โดยเรามีโครงการภายใต้ สโลแกน Heart Healthy by Synergy สุขภาพดี หัวใจแข็งแรง เพื่อบอกว่า เราพร้อมที่จะเป็นที่ปรึกษาเกี่ยวกับผู้ที่มีปัญหา เกี่ยวกับสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดทุกคน”
โดยจากคำพูดที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นการแสดงความเชื่อมั่นในการผลักดันบริษัทให้เป็นแบรนด์ขายตรงที่มุ่งเน้นในส่วนของสุขภาพหัวใจเป็นหลัก ซึ่งบริษัทต้องการสร้างจุดขายในส่วนนี้เป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเป็นเบอร์หนึ่งในสินค้าประเภทดังกล่าว

ส่วนนายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวภายหลังการตั้ง บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด แทนที่ “นูไลฟ์” หลังจากที่ต้องปิดไปเนื่องจากเหตุผลภายใน โดยกล่าวว่า “หลังจาก นิว ไลฟ์ บุกเบิกตลาดในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทก็มีแผนดำเนินงานขั้นต่อไปว่าจะต้องขยายเครือข่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ให้ได้ โดยในปัจจุบัน บริษัทมีพันธมิตรต่าง ประเทศที่สนใจเข้าร่วมเป็นบริษัทในเครือ เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย บรูไน อังกฤษ มาเก๊า จีน ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น โดยใ สยามธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ดี เด่น ดัง! MLM ปีกระต่าย



ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาของข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการขายตรง สร้างจุดเดือดในการแข่งขันชิงเค้กในทุกไตรมาสของปีในช่วงปีที่ผ่านมา แวดวงธุรกิจขายตรงนับเป็นหนึ่งในหลายแขนงธุรกิจที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงบรรดาประชาชนผู้บริโภค ซึ่งดูแล้วว่าในปีกระต่ายจะเป็นปีทองของวงการ MLM เมืองไทยเลยก็ว่าได้

เฉกเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทีมข่าว “สยาม ธุรกิจ” ในช่วงฉบับท้ายปีเช่นนี้ ก็จะฉายให้เห็นถึงความเป็นไปของวงการเครือข่ายตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้รวบรวมข่าวสารที่เป็นกระแสของธุรกิจในปีนี้ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนผู้อ่าน อีกทั้งบาง ท่านอาจลืม บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมา

>> เปิดหัวปี ผู้ค้าเปิดรายรับโชว์รวย

เริ่มต้นกันที่ช่วงไตรมาสที่หนึ่ง เปิดปีมาธุรกิจขายตรงก็เกิดเสียงฮือฮาทันที หลังจากที่ “บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด” นำโดย “ท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้งบริษัท จัดการเปิดตัวเลขยอดขายในปี 53 ให้แก่สื่อมวลชนได้เห็น โดยสามารถปิดยอดการขายในตัวเลข 4,901 ล้านบาท
ซึ่งในความฝันของ “เอมสตาร์” คือการทำยอดขายให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท ในส่วนของปี 53 อีกทั้งยังต้องการโค่นบัลลังก์แชมป์จากพี่เบิ้มอย่าง “แอมเวย์” ให้จงได้ ซึ่งถึงแม้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นไป
อย่างที่ใจนึก แต่ต้องยอมรับ และนับถือถึงความยอดเยี่ยมของบริษัท เอมสตาร์ เนื่องจากเมื่อมองไปที่ตัวเลขการ เติบโตของบริษัทนามนี้ในแต่ละปี ต้องปรบมือให้อย่างไม่อิดออด เพราะจัดได้ว่า “เอมสตาร์” เป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสูงอย่างแท้จริง ในช่วงปีก่อนหน้า

นอกเหนือจาก “เอมสตาร์” แล้ว ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายค่ายก็จัดการเปิด ตัวเลขโชว์ต่อสาธารณชนกันไม่เว้นแต่ ละวัน ส่วนแชมป์ก็ยังเป็นเจ้าเก่ารายเดิม คือ “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ที่ปิดไปได้ถึง 14,370 ล้านบาท ต่อยอดความฝันของตัวเองในปี 55 ที่ต้องการไปให้ถึง 2 หมื่นล้านบาทให้จงได้

นอกจากในส่วนของตัวเลขยอดขาย ของแต่ละบริษัทที่เป็นไปตามเป้าบ้าง ไม่เป็นอย่างที่ฝันบ้าง ในช่วงไตรมาสที่หนึ่งนี้ ก็ดูท่าว่าธุรกิจขายตรงดูจะไต่ระดับความโด่งดังเป็นที่สุด เมื่อหน่วยงานรัฐอย่างสคบ. ผู้เป็นเหมือนกรรมการในสนามขายตรง จัดการเปิดแนวคิดเก่า แต่นำมาทำใหม่ เพื่อ ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเสียที เมื่อจัดการนั่งโต๊ะแถลงไขว่า ต้องการที่จะผลักดันหลักสูตร ขายตรง เข้าสู่วิชาทางเลือกของนิสิตในรั้ว มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายบริษัทพยายามประกาศกลยุทธ์สู้ศึก ของตัวเองออกมา ที่จะใช้เป็นอาวุธในการ ฟาดฟันตลาดปีกระต่ายนี้ ซึ่งเรื่องที่เป็นประเด็นนั่นก็คือ การส่งสินค้าออกสู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชนผู้บริโภค รวมถึงการปรับแผนจ่ายของบริษัท ให้สามารถดึงดูดคนได้มากกว่าที่ผ่านมา

>> รัฐเปิดโต๊ะถกพ.ร.บ.ใหม่ ไร้ข้อยุติ

ถัดมาในไตรมาสที่ 2 ของวงการเครือข่าย ซึ่งช่วงนี้คงไม่มีข่าวคราวใดจะ ดังเทียบเหตุการณ์ผลิกแผ่นดินของคดี “แชร์ลูกโซ่” ซึ่งในปี 2553 “บริษัท เบสท์ 59 จำกัด” ค่ายขายตรงแบรนด์ “ปูแดง” ของ “นายสมปอง แซ่ตั้ง” ถูกจับในคดีเข้าข่ายทำธุรกิจโกง ออกแนวแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง ในช่วงนั้น ต้องยอมรับตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประจำวงการชื่อต่างๆ หรือนอกวงการ ก็ฉายแต่ในเรื่องนี้

โดยในท้ายที่สุด “นายสมปอง แซ่ตั้ง” ก็หลุดคดี การจับกุมปิดบริษัทของดีเอสไอ กลายเป็นเรื่องไม่จริง เมื่อตรวจสอบเรียบร้อย “ปูแดง” ไม่มีความผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา ด้วยประการทั้งปวง นำไปสู่การฟ้องร้องกลับ และเปิดโต๊ะแถลงข่าวระบายความอัดอั้นออกมาต่อสาธารณชน โดยทาง “สมปอง แซ่ตั้ง”

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ ทางรัฐ นำโดยสคบ. ก็จัดการเดินหน้าเกม รุกอีกครั้ง ด้วยการเปิดโต๊ะแถลงเชิงสัมมนา ในหัวข้อ “ค้าขายอย่างไร ให้ถูกกฎหมาย และถูกใจผู้บริโภค” โดยได้มีการเชิญ 4 สมาคมใหญ่ ประจำวงการเครือข่าย อย่าง สมาคมการขายตรงไทย (TDSA), สมาคม พัฒนาการขายตรงไทย (TSDA), สมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) และสมาคมนักธุรกิจอิสระ เข้าร่วมวงการถก
ซึ่งในเนื้อหาสาระสำคัญก็อยู่ที่เรื่อง ของกฎหมาย โดยเฉพาะการร่างพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ซึ่งยืดเยื้อมานานพอควร อีกทั้งยังมีในเรื่องของการปรับ และจำกัดแผนการจ่าย ที่ดูจะยากเหลือเกินที่จะหาข้อความที่ลงตัว และยุติในการถกเถียง ซึ่งถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีพ.ร.บ.ฉบับใหม่มาใช้ จึงต้องถูไถกันไปในฉบับเก่า ที่ผู้ค้าว่าดีไม่พอ

>> กลางปีสารพัดเรื่อง ดี เลว เด่น ดัง

ผ่านไป 2 ไตรมาส ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เปิดหัวไตรมาสที่ข่าวไม่สู้ดีของวงการ เครือข่าย เมื่อเกิดกระแส “แชร์ลูกโซ่” ประจำปีกระต่ายขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในส่วนของเขตภูธร เหยื่อก็คือ สหกรณ์ครูจังหวัดเลย ซึ่งเป็น “แชร์ ล็อตเตอรี่” สร้างความปั่นป่วน และทำให้ภาพของธุรกิจลดลง โดยไม่นานหลังจากนั้น ก็ คล้ายไฟลามทุ่ง เมื่อข่าวแชร์ดังกล่าวแพร่ สะพัด ที่ตามมาคือพื้นที่อื่น ที่เริ่มมีตอผุดขึ้นมาให้เห็น

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ “บริษัท เอเจล” ที่กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องกันระหว่าง บรรดาแม่ทีมยักษ์ใหญ่ของบริษัท เกิดอาการไม่พอใจบริษัท กล่าวอ้างว่า เอเจล เบี้ยวค่าคอมมิสชั่น นำมาซึ่งการขึ้นโรงพัก แจ้งความ ซึ่งในเหตุการณ์ แกนนำการฟ้องร้องก็คือ “ชนิดา บูรณะบุตร” ผู้นำของบริษัท รวมกับนักขายอีกร่วม 10 คน แจ้งความต่อตำรวจเอาผิดบริษัทเอเจล
โดยในเรื่องนี้ นำไปสู่การเกาเหลาใน เอเจล เกิด “สึนามิใต้น้ำ” บรรดาผู้นำบริษัททั้งรายเล็กรายใหญ่หิ้วกระเป๋าไม่ขอ เป็นครอบครัวเอเจลอีกต่อไป ทำเอาบริษัท ต้องปิดตัวลง ผู้บริหาร แม่ทีม คนดังพากัน หาแหล่งน้ำแหล่งใหม่

โดยบริษัทนามใหม่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “โมนาวี” “บีฮิบ” และอีกมากมาย กลายเป็นแหล่งน้ำแห่งใหม่ของบรรดาผู้นำเอเจล ซึ่งในช่วงนี้ต้องยอมรับว่า บริษัทต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ใน ทันที เพราะมีการประกาศถึงชื่อเสียง ระดม พลผ่านโลกออนไลน์ สร้างกระแสกันอย่าง อึกทึก ครึกโครม ส่วนเรื่องเอเจล ดูเหมือน จะกลายเป็นของเก่าที่ผู้นำไม่พูดถึง และปล่อยให้กลายเป็นอดีตในฉับพลัน
นอกจากเรื่องที่ไม่ดีที่กล่าว ในไตรมาสนี้ก็ยังมีในส่วนของข่าวดีของหลายบริษัท โดยเฉพาะ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่จัดงานประดับเข็มงานใหญ่ ประจำปีขึ้น ที่เมืองทองธานี โดยใช้พื้นที่ชาเลนเจอร์เป็นจุดในการจัด ซึ่งในพื้นที่นี้ ถ้าไม่เจ๋งจริงคงยากที่จะได้จัด เพราะเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาบริเวณ เมืองทองธานี พร้อมการประกาศลั่นงานจากทาง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ประธานใหญ่ของบริษัทว่า อีกไม่กี่ปี นับจากนี้ นีโอ ไลฟ์ จะมียอดขายแตะหมื่นล้านบาทอย่าง แน่นอน สร้างความตื่นเต้นให้กับสมาชิกใหม่เก่าที่เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนได้ แสดง ความยินดีในความยิ่งใหญ่ของ “นีโอ ไลฟ์” ในปัจจุบัน ที่เดินไปสู่อนาคต

ทั้งนี้ ในช่วงนี้ ยังเป็นช่วงที่การเมือง ดูจะเริ่มมีทิศทางที่ดี เมื่อการเลือกตั้งครั้งสำคัญจบลงด้วยดี นำมาซึ่งการตั้งหน้าตั้งตา ประกอบธุรกิจของบรรดาค่ายขายตรงอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป

>> สุดช้ำน้องน้ำซัดยอดขาย

สุดท้าย ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของ ปี ดูจะเป็นเรื่องดี ขายตรงเดินสู่ทางบวก ในทุกด้าน และดูเหมือนว่า MLM จะขยาย ตัวได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ในช่วงต้น หลายบริษัทตั้งหน้าทำธุรกิจด้วย ความอิ่มเอิบในตัวเลขรายรับ

แต่ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็มา ถึง เป็นปัญหาใหญ่ประจำปีกระต่ายก็คือ “วิกฤติอุทกภัย” ที่เล่นงานจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลาง รวมทั้งเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งกินเวลานาน ทำเอาบรรดาผู้ค้าต้องเปิดโปรโมชั่น เฉพาะกิจขึ้น เพื่อรักษายอดขาย และไม่ทำ ให้ผลกระทบที่ได้รับมากกว่าที่จะเป็น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็หนักหนา จนเป็นตัวฉุดยอดขายของเหล่า บริษัทขายตรงหลายนาม นำไปสู่การขยาย ตัวของภาพรวมธุรกิจที่ดูจะไม่เป็นอย่างที่ ฝันกันเสียแล้ว
ถึงอย่างไร ดูเหมือนหลายค่ายก็แสดง ความเป็นสุดยอดด้วยการหาแผนจัดการได้ เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส เดินสายสร้างแบรนด์ ด้วยการช่วยเหลือสังคมในเขตน้ำท่วม เล่นเอาคะแนนเสียงพุ่งของหลายค่าย

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกปีที่ธุรกิจขาย ตรงเจอกับเรื่องน่ายินดี และต้องปวดหัว แต่ทั้งหมดก็ล้วนเกิดขึ้นในแวดวงของธุรกิจ ซึ่งจะวัดความเป็นที่สุด ก็คงต้องรอตัวเลข ปิดยอดขายของบริษัทต่างๆ ในปีหน้า ซึ่ง ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ก็จะติดตามต่อไป

อ้างอิง : นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1261 ประจำวันที่ 24-12-2011 ถึง 27-12-2011

มูลนิธิเอมสตาร์ ร่วมบริจาคโลหิตแก่สภากาชาดไทย

‘อีซี่ฯ’ผุด‘e-System427’ ดึง‘สมบัติ’นั่งพรีเซ็นเตอร์



“อีซี่ ฟาร์แม็กซ์” ชูระบบฝึกอบรม “e-System 427” การันตีรายได้ 1-3 เดือนแรกขั้นต่ำ 3 หมื่นบาทถึงหลักแสนเผยแม้น้ำท่วมแต่ไม่สะเทือน เหตุตลาดใต้โตพรวดครองสัดส่วนกว่า 50% นักขายปรับตัวทำตลาด นอกพื้นที่ เปิดตัว “สมบัติ เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์ “BIO-Refine” ดีท็อกซ์ตามกรุ๊ปเลือด คาดสิ้นปียอดรวมเติบโตได้ตามเป้าหมาย
นายศุภชาติ อังค-สุวรรณศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “เส้นทางนักขาย” ว่า แม้ขณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ จะกำลังประสบกับปัญหาน้ำท่วม แต่ในส่วนของบริษัทนั้น ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากสัดส่วนตลาดส่วนมากอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด

“ยอดขายของเราส่วนมากอยู่ที่ภาคใต้เป็นหลัก โดยครองสัดส่วนยอดขายมากกว่า 50 % รองลงมาคือภาคอิสาน ต่อด้วยภาคกลางและกรุงเทพฯตามลำดับ ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตครั้งนี้ขึ้น เราจึงได้รับผลกระทบไม่มากเท่าไหร่ จะมีเพียงการเลื่อนจัดแคมป์ในพื้นที่กรุงเทพฯออกไปก่อน แต่คาดว่าเดือนหน้าคงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนทางด้านนักขายเอง ก็ปรับตัวได้ดีโดยการหันไปทำตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดแทน ผู้นำบางท่านก็เวิร์คมากที่ตลาดใต้ทำให้ตอนนี้ ตัดสินใจยังไม่เดินทางกลับมาทำตลาดที่นี่จนกว่าน้ำจะลด อีกทั้งเชื่อว่าในวิกฤตมีโอกาส เพราะมีอีกหลายคนที่ต้องการรายได้เพิ่มไปซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด ส่วนสำนักงานของเราเองก็ได้วางแผนไว้เป็นที่เรียบร้อยว่า หากน้ำมาถึงหน้าอาคารออฟฟิศ ที่ไซเบอร์เวิร์ลถนนรัชดา ก็จะย้ายไปที่ทำการชั่วคราวแถวสุวรรณภูมิแทน ซึ่งมั่นใจได้ว่านักธุรกิจจะยังคงทำการตลาดได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน”

นอกจากนี้เพื่อรากฐานที่เข้มแข็งของบริษัท จึงได้มีการจัดระบบการเรียนรู้ขึ้นโดยร่วมมือกับผู้นำหลายๆท่าน จัดระบบ “e-System 427” พร้อมเครื่องมือการตลาด “e-Marketing Tools” ขึ้นซึ่งเป็นลิขสิทธ์เฉพาะของอีซี่ฟาร์แม็กซ์ โดยระบบ “e-System 427” ประกอบไปด้วย 4 เริ่มต้น 2 องค์กร 7 โครงสร้างคน โดยสำหรับผู้ที่ทำตามระบบนี้จะสามารถสร้างยอดขายใน 1 – 3 เดือนแรกได้ถึง 30,750 บาท สูงสุด 7 แสนบาท

ส่วนกิจกรรมในเดือนนี้บริษัทยังคงมีการจัด “So Easy Camp” ในพื้นที่ต่างหวัดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น จังหวัดอุบลราชธานี สงขลา สตูล สุราษฎ์ธานี เพชรบุรี ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีสม่ำเสมอจากผู้รักสุขภาพ ล่าสุดยังได้เปิดตัว “สมบัติ เมทะนี” พระเอกตลอดการ เป็นพรีเซ็นเตอร์ “BIO-Refine” ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์ตามกรุ๊ปเลือดอีกด้วย
นายศุภชาติกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า “ระบบและเครื่องมือการตลาดดังกล่าวข้างต้น จะเป็นหัวใจในการทำงานภาคสนามของผู้นำและสมาชิกที่ง่ายๆ ให้เกิดความสำเร็จในการเลียนแบบและทำซ้ำ เพื่อก่อให้เกิดการเติบโตอย่างทวีคูณในเวลาอันสั้นแต่มั่นคงยั่งยืนในระยะยาว และสร้างเป้าหมายในสิ้นปีนี้ ให้เป็นไปได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน”
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 215 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2554

‘ดีเน็ทเวิร์ค’เบนเข็มสู่ตะวันออก ยอดโตทวนมวลน้ำทะลุ100ล้าน



“ดีเน็ทเวิร์ค” เฮ! โตสวนกระแสน้ำท่วม ล่าสุดยอดทะลุ 100 ล้านแล้ว หลังเบนเข็มหนีน้ำท่วมกทม.
บุกหนักภาคตะวันออก เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กลางเดือนที่พัทยา คาดคนแห่ร่วมทะลุ 1,000 คน วางแผนหลังน้ำลด เตรียมจัดงานระดมพลังสมาชิก ทั่วประเทศครั้งยิ่งใหญ่

นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ปัญหาอุทกภัยในเขตกรุงเทพฯ บริษัทได้รับผลกระทบเล็กน้อย ทำให้ยอดขายในพื้นที่กรุงเทพฯลดไปประมาณ 30 % แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากทางบริษัทได้วางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า สร้างกลยุทธ์ใหม่ปั้นยอดขายมาทดแทนผลกระทบจากภาวะน้ำท่วม
“ตอนนี้เราบุกหนักมากในพื้นที่ตะวันออก เพื่อปรับกลยุทธ์ใหม่ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พักการขยายงานในกรุงเทพไว้ก่อน หันมาบุกภาคตะวันออก ซึ่งเราได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทำให้เราสามารถชดเชยยอดขายที่ขาดหายไปเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม ที่สำคัญล่าสุดตอนนี้ยอดขายของเราพุ่งสู่ตัวเลข 100 ล้านบาทได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว” นายสาครกล่าว

นอกจากนี้ทางบริษัทได้วางแผนว่าจะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่มอาหารผิวที่พัทยา ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ดังนั้นแม้ยอดขายในเขตกรุงเทพมหานครหายไปร่วม 30 เปอร์เซ็นต์ แต่กลับได้ยอดขายของภาคตะวันออกมาช่วยมหาศาล สร้างอัตราการเติบโตได้อย่างสวนกระแส

“ส่วนแผนงานหลังจากน้ำลด บริษัทจะเร่งทำการจัดงานเปิดตัวสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ที่สำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ โดยจะรวมพลังสมาชิกจากทั่วประเทศเข้ามาร่วมงาน ส่วนตอนนี้ยังคงเน้นไปที่การขยายฐานสมาชิกให้กว้างขึ้นออกไปยังพื้นที่อื่นที่น้ำไม่ท่วม เจาะตลาดใหม่ สร้างคนใหม่ เน้นการขยายฐานสมาชิกเป็นหลัก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม เกินเป้าหมายที่วางเอาไว้” นายสาครกล่าว
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 215 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2554

‘กิฟฟารีน’ย้ายคลังไป‘อมตะนคร’ยอดขายสินค้ากินใช้จำเป็นพุ่ง30%



“กิฟฟารีน”ย้ายคลังสินค้าขนาดใหญ่ไป “อมตะนคร” ผนึกกำลังนักธุรกิจทั่วประเทศขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าในกลุ่มสินค้าจำเป็นในช่วงน้ำท่วม จัดหนักโปรโมชั่นเร่งยอดปลายปี สินค้าจำเป็นสำหรับร่างกายโต 30% ย้ายฐานการให้บริการของศูนย์ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ไปยังศูนย์ธุรกิจในจังหวัดใกล้เคียง ย้ำให้นักธุรกิจกิฟฟารีน สู้ “น้ำท่วมโรงงานได้ แต่ท่วมใจของพากเราไม่ได้” คาดอีก 2 สัปดาห์ เข้าฟื้นฟูโรงงานที่นวนคร

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการรับมือวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ว่า ได้เตรียมแผนรับมืออย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้ย้ายคลังสินค้าทั้งหมดไปยังนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับย้ายส่วนงานคลังและโลจิสติกส์เข้าวางระบบการกระจายสินค้าไปยังศูนย์ธุรกิจทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดีมาก ด้วยแนวคิดที่ว่า “น้ำท่วมโรงงานได้ แต่ท่วมใจของพวกเราไม่ได้” พร้อมสู้วิกฤติน้ำท่วมอย่างเข้มแข็ง ทางบริษัทฯ ได้มีนโยบายจัดประชุมกลุ่มย่อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดอบรมกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อเอาชนะวิกฤติน้ำท่วม ชูการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าในกลุ่มสินค้าที่จำเป็น ได้แก่ เครื่องกรองน้ำ ข้าวสาร อาหารแห้ง ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์สำหรับร่างกาย ฯลฯ

การขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในช่วงวิกฤตน้ำท่วมนี้ ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าว มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของยอดขายอย่างน่าสนใจ ในภาคเหนือถึง 25 เปอร์เซ็นต์และภาคใต้ 30 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับในส่วนของศูนย์ธุรกิจที่เป็นด่านหน้าของการกระจายสินค้า และให้บริการทางธุรกิจแก่นักธุรกิจนั้น ได้รับผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจกระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 112 ศูนย์ และมีศูนย์ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพียง 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ธุรกิจปทุมธานี นวนคร อุทัยธานี บางใหญ่ และปิ่นเกล้า

โดยศูนย์ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ได้ย้ายฐานการให้บริการไปยังจังหวัดใกล้เคียง โดยนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตามปกติ สำหรับในส่วนของฐานการผลิตที่โรงงานนวนคร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มีแนวโน้มว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะสามารถเข้าฟื้นฟูโรงงานได้

นอกจากนี้ นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้เปิดเผยถึง การจัดโปรโมชั่นพิเศษเร่งยอดในช่วงวิกฤติน้ำท่วม และในช่วงของเทศกาลปีใหม่ ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ด้วยการจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษกับแคมเปญต่างๆ เพื่อลุ้นรับสิทธิประโยชน์มากมายที่เป็นประโยชน์ในการขยายงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนจนถึงสิ้นปี

“ในช่วงสถานการณ์มหาอุทกภัยในครั้งนี้ กิฟฟารีนของเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน และมั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งอดทน และการช่วยเหลือ เอื้ออาทรกัน” นายพงศ์พสุ กล่าว


อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 215 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2554

ปิดตำนานขายตรง‘นูไลฟ์’‘สุเทพ’เปิดใหม่‘นิวไลฟ์’2ธ.ค.นี้



ปิดฉาก! “นู ไลฟ์” ปรับผู้ถือหุ้นใหม่ บิ๊กบอส “สุเทพ” ทุ่ม 30 ล้านบาท! เดินเครื่องเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “นิว ไลฟ์” ดีเดย์แกรนด์โอเพ่นนิ่ง “2 ธันวาคม” นี้ จัดทัพปักหลักสำนักงานใหญ่ที่อาคาร KSP ชูแผนผสมผสาน พร้อมเตรียมคลอดสินค้าเสริมทัพร่วม 20 รายการ จัดโปรสมัครสมาชิกฟรีถึงสิ้นปี คาดหลังเปิดตัวปีแรกดันยอดสู่เป้า 1,000 ล้านบาท ผ่าน 5 ปีเข็นเข้าตลาดหุ้น

นายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “เส้นทางนักขาย” ว่า จากที่มีข่าวมาว่า บริษัท นู ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด จะปิดตัวลงนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหม่ที่บริษัทแม่ประเทศฮ่องกง โดยทางประเทศไทยเอง จึงมีการเปลี่ยนแปลงและเตรียมเปิดตัว แบรนด์ใหม่ในนามของ “นิว ไลฟ์” ซึ่งจะมีการจัดงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม 2554 นี้

“บริษัทใช้งบประมาณเบื้องต้นมากกว่า 30 ล้านบาท ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้น โดยย้ายไปตั้งสำนักงานใหม่ที่อาคาร KSP ใช้พื้นที่ชั้น 2 และ ชั้น 6 มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดประมาณ 700 ตารางเมตร มีห้องประชุมย่อยและห้องประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทำงานแบบสมบูรณ์แบบ โดยในชั้น 2 นั้นจะถูกใช้เป็นโชว์รูมแสดงสินค้าด้วย ส่วนชั้น 6 จะถูกแบ่งเป็นส่วนของสำนักงานและห้องประชุม ทั้งนี้จะมีการแถลงข่าวและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคมนี้”

สำหรับแผนการจ่ายผลตอบแทน ถูกปรับปรุงใหม่แบบผสมผสานสแตร์สเต็ปและยูนิเลเวล แบ่งออกเป็นแผนรายได้หลัก 5 ทางได้แก่ 1. รายได้แผนผู้บริโภค (Unilevel Bonus) สูงสุด 10 % 2. โบนัสการบริหารงาน (Performance Bonus) สูงสุด 35 % 3. โบนัสผู้บริหารระดับสูง (Leadership Bonus) สูงสุด 59 % 4. กองทุนรถยนต์ บ้าน และทุนการศึกษา (Car, Housing & Education Achiever’s Allowance - CHEAA) สูงสุด 5 % 5. โบนัสผู้บริหารระดับเรนโบว์ 1 % จากยอดขายทั่วโลก และโบนัสการสร้างสายงานผู้บริหารระดับเรนโบว์ 2% จากยอดขายทั่วโลก (Rainbow Achievement Bonus 1% WPS & Rainbow Produce Bonus 2% WPS)

“ตอนนี้สมาชิกเดิมของเราจากนูไลฟ์มากกว่า 95 % ก็ยกโครงสร้างมาอยู่ที่นิวไลฟ์ โดยไม่มีการแย่งสายงานกัน ทุกคนตอบรับเป็นอย่างดี เพราะรู้ว่าที่นี้จะสร้างความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม จากแผนการตลาดใหม่ที่ทำได้ง่ายขึ้น สร้างรายได้มากขึ้น อีกทั้งภายในสิ้นปีนี้จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่เสริมทัพเพิ่มเข้ามาอีก 15 รายการ ในกลุ่มของสกินแคร์และของใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อรวมกับผลิตภัณฑ์เดิมของเราที่มีการปรับสูตรและจดทะเบียนอย.ในแบรนด์ใหม่ทุกรายการ ทำให้เราจะมีสินค้าทำตลาดรวมแล้วมากกว่า 20 รายการ

อีกทั้งขณะนี้ยังจัดโปรโมชั่นช่วยน้ำท่วมรับสมัครสมาชิกฟรีจากปกติ 350 บาท จนถึงสิ้นปีนี้เพื่อให้สมาชิกทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย คาดว่าหลังเปิดตัวภายในปี 1 ปีจะสร้างยอดขายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท และภายใน 5 ปีจะสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้ในที่สุด”

ทั้งนี้จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ทะเบียนเลขที่ : 0105553156768 วันที่จดทะเบียน 30 ธันวาคม 2553 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 296 อาคารเคเอสพี ชั้น 6 ห้อง 6 เอ ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

“ส่วนการยื่นจดทะเบียนขอใบอนญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. นั้นได้ทำการยื่นไปในเดือนมิถุนายนและได้รับอนุญาตในเดือนกรกฎาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และด้วยเหตุนี้เองนูไลฟ์เดิมคงต้องปิดตัวไปโดยปริยาย ทำให้ผมได้ยื่นลาออกจากสมาชิกสมาคมการขายตรงไทย เพื่อที่หลังจากเปิดตัวนิวไลฟ์แล้ว จึงจะทำการยื่นสมัครเป็นสมาชิกใหม่ในชื่อใหม่อีกครั้งในอนาคต” นายสุเทพกล่าว

อนึ่ง ในปี พ.ศ. 2534 บริษัทแม่ของ นู ไลฟ์ ได้ก่อตั้งขึ้นในฮ่องกง และมาเก๊า และเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจแบบ MLM แห่งแรกที่สามารถ จัดการประชุมขนาดใหญ่ ที่ฮ่องกงโคลีเซี่ยม เพียงปีแรกยอดจำหน่ายรวมของ นู ไลฟ์ พุ่งขึ้นสูงถึง 50,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ขยายเครือข่ายรวมกว่า 10 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง มาเก๊า มาเลเซีย บรูไน ไทย จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร และฟิลิปปินส์ โดยขยายตลาดเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงปีพ.ศ. 2540 ในชื่อของ บริษัท นู ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดดำเนินการมาในประเทศไทยจนครบรอบปีที่ 14 ในปีนี้ ก่อนจะปิดฉากลงในที่สุด
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 215 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2554

ปิดตำนาน ‘ปรีชา ประกอบกิจ’ ‘กิจธวัช’ รับลูกสานภารกิจ 2 หมื่นล.



“ปรีชา ประกอบกิจ” อำลาเก้าอี้บริหาร “แอมเวย์ ประเทศไทย” หลังกุมบังเหียน บริษัทกว่า 20 ปี พร้อมบอก วิธีการทำงาน แนวคิดในการ สร้างแบรนด์ขายตรง บอกธุรกิจนี้ยังสามารถโตได้อีกมหาศาล ส่วนยอดขาย 2 หมื่น ล้านบาท ปีหน้า มอบหมาย “กิจธวัช ฤทธีราวี” สานงานต่อ

นายปรีชา ประกอบกิจ อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดใจถึง ความรู้สึกในขณะก้าวลงจากตำแหน่ง หัวเรือใหญ่ของแอมเวย์ ประเทศไทยว่า “ตนรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติจากแอมเวย์สำนักงานใหญ่ให้รับผิดชอบ ดูแลบริษัทตลอดมา จากวันนั้นถึงวันนี้ ตนอยากขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ ร่วมสร้างแอมเวย์ให้สามารถเติบโต เป็นบริษัทครองใจคนไทยมาอย่างยาว นานเช่นนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตน เชื่อว่าไม่ใช่ความสำเร็จของตัวเองคน เดียว แต่มันคือความสำเร็จของทุกฝ่าย”

“ตนมีความศรัทธาและความเชื่ออย่างหนึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา คือเชื่อในความเป็นมนุษย์ ตนเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในตัวเองและสามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการสร้างธุรกิจของตนให้ ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องรอคอย ความช่วยเหลือจากใคร” นี่คือพลังศรัทธาในความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ทำให้นายปรีชาสามารถสร้างแอมเวย์ ให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ขยายเครือข่ายธุรกิจจากปีแรกที่มีพนักงานเพียง 10 คน ยอดขายเพียง 60 ล้านบาท สู่ปีนี้ที่มีพนักงานกว่า 800 คน ยอดขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

“ตนคิดว่าในตัวเลขดังกล่าวมีสิ่งสวย งามหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการ ทำให้ประชาชนหลายแสนคนได้รับโอกาส ที่ดีในชีวิต ทำให้พวกเขาก้าวพ้นวิกฤติที่ยากจะจดจำในชีวิตมาได้ บริษัทสามารถกระจายรายได้สู่ประชากร หลายพันล้านบาทในแต่ละปี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าในเมืองไทย นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันยุค ทันสมัย”

โดยที่ผ่านมาตนยึดหลักปรัชญาแนว คิดที่ได้จากการเรียนรู้จากบุคคลสำคัญมา ว่า “หากเราจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด เราก็ต้องเป็นบริษัทอันดับ 1 หรือ 2 ถ้าทำไม่ ได้คุณก็ต้องขายมันทิ้ง เพราะว่าการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เราจำเป็นต้อง มองหาโอกาส และต้องจริงจังกับมัน”

ซึ่งนายปรีชาได้เล่าว่า เมื่อตอนที่ แอมเวย์ปิดยอดการขายได้ที่ 5 พันล้านบาท ขณะนั้นก็ทิ้งระยะห่างจากอันดับ 2 มามากแล้ว หลายคนบอกว่าหยุดก็ได้ แต่ ตนมองว่า ถ้ามองตลาดในอีกด้านหนึ่ง คือ การแข่งขันกับร้านโชวห่วย เซเว่น พบว่า คู่แข่งมีมากมาย ตลาดสินค้าปลีกมีมูลค่าหลายแสนล้าน สิ่งนี้จะทำให้เราไม่หยุดนิ่ง มันจะทำให้เรามีพลังขับเคลื่อนที่อยากจะเติบโตอยู่ตลอดเวลา นี่คือสูตรเฉพาะที่ทำ ให้ตนเองนำพาแอมเวย์ให้ก้าวสู่จุดสูงสุดจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้นายปรีชาจะหมด วาระการบริหารงานในตำแหน่งกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะลาจากแอมเวย์ไปทันที เพราะเขายังคงดำรงตำแหน่ง “กรรมการที่ปรึกษาของแอมเวย์ประเทศไทย” และ “ประธานกรรมการมูลนิธิแอมเวย์เพื่อสังคมไทย” เสมือนกับนายปรีชาจะยังคอยเฝ้ามองความสำเร็จของคนรุ่นหลังที่จะขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตยิ่งๆ ขึ้นสมกับที่เป็นผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจขายตรงในเมืองไทย เพราะ สิ่งที่นายปรีชาปูทางและมีส่วนร่วมสร้างรากฐานไว้อย่างมั่นคงไม่เพียงเพื่อแอมเวย์ เท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อวงการขายตรงไทยที่คนขายตรงรุ่นต่อไปจะต้องจดจำรำลึกถึงชื่อ “ปรีชา ประกอบกิจ” ให้เป็นบุคคลต้นแบบตลอดไป

โดย “ปรีชา” ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงภาพรวมของธุรกิจเครือข่ายในอนาคต ว่า ธุรกิจเครือข่ายยังมีอนาคตอันยาวไกล เพราะถ้าบริษัทอันดับ 1 เติบโต ก็ทำให้อุตสาหกรรมโดยภาพรวมเติบโตเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตในธุรกิจ เครือข่ายก็ต้องเติบโตบนพื้นฐานของการเคารพหลักการ 3 ประการ คือ ประการแรก นักขายอิสระต้องเคารพซึ่งกฎหมาย กฎจรรยาบรรณ ประการถัดมา ต้องมีการ แข่งขันอย่างเสรี ภายใต้หลักคุณธรรม จริยธรรม และประการสุดท้าย ต้องเคารพ กฎจรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงโลก

“เพราะตนมั่นใจว่าระบบแชร์ลูกโซ่ หรือการทำผิดกฎระเบียบจะไม่มีวันหมดไป เพียงแค่รอวันพลิกโฉมหน้าในรูปแบบที่แตกต่างเท่านั้น ดังนั้นเราในฐานะผู้ทำงาน เครือข่ายจึงควรร่วมกันปกป้อง ความใฝ่ฝัน ของคนไทยอีกหลายล้านคน ที่อยากประสบความสำเร็จ หลุดพ้นจากสถานะแห่งความยากจน”

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้ที่จะเข้ามาดำรง ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ ประเทศไทย คงเป็นใครอื่นไป ไม่ได้ นอกจาก “กิจธวัช ฤทธีราวี” ผู้จัดการทั่วไป แอมเวย์ ซึ่งเป็นตัวเก็งใน การเข้าดำรงตำแหน่ง โดยงานใหญ่ที่หัวเรือใหญ่ท่านต่อไปต้องทำนั่นคือ การ ผลักดันยอดขายของบริษัทให้ไปถึงจุดมุ่งหมาย 2 หมื่นล้านบาท ในปี 55 นี้ ให้ได้ ซึ่งดูจะไม่ใช่งานง่ายเลย เมื่อมองจาก ตัวเลขยอดขายของปีที่ผ่านๆ มา

อ้างอิง นสพ. สยามธุรกิจ

ตั้ง ‘ดร.นพรุจ’ ที่ปรึกษารมต. ‘สุรวิทย์’ ประเดิม...‘สคบ.สัญจร’ ฟื้นฟูน้ำท่วม สร้างงาน สร้างอาชีพ

น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร และรัชนี มหานิยม ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสมาชิก บ.นีโอ ไลฟ์ฯ ขณะทอดกฐินที่ จ.ชัยภูมิ

วงการขายตรงเฮ! “น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เล็งเห็นความสำคัญธุรกิจ แต่งตั้ง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ประธาน “นีโอ ไลฟ์” นั่งที่ปรึกษา ดันขายตรงเป็นธุรกิจสร้างชาติ เริ่มงานแรก “สคบ.สัญจรพบ ผู้บริโภค” หวังสร้างความรู้ให้ประชาชน ฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วม สร้างงาน สร้างอาชีพ คนไทย

หลังจากที่ประเทศไทยได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ในช่วงกลางปี 2554 ที่ผ่าน มา ทางรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ได้จัดตั้งขึ้นมานี้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจดังกล่าวในปัจจุบัน เป็นธุรกิจสร้างฐานะ สร้างอาชีพ ให้กับคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งจากการสำรวจพบว่า มีคนไทยไม่น้อยกว่า 16 ล้านคน เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง

“น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์” รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ดูแลธุรกิจขายตรง ได้เล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจขายตรงดังที่กล่าวมา จึงได้มีการแต่งตั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ โดยมอง จากความเหมาะสม ทั้งในส่วนของงานบริหาร และชื่อเสียงของบริษัท เพื่อเข้ามา รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประจำรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่ง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ประธาน บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ที่ถูกคัดสรรให้มาดำรงตำแหน่งดังกล่าว

โดยมีหนังสือคำสั่งแต่งตั้ง อย่างเป็น ทางการ ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้ปฏิบัติภารกิจของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์) เป็นไปด้วยความรอบคอบมีประสิทธิภาพ และ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ และวิธีการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี รัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์) จึงแต่งตั้งที่ปรึกษาขึ้นอำนาจหน้าที่ คือ 1.เสนอแนะและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานในภารกิจของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์) 2.ปฏิบัติงานอื่นตามที่รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุรวิทย์) มอบหมาย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มองถึงความเหมาะสมของ “ดร.นพรุจ เวชกุล” ในฐานะที่ปรึกษา เพราะเป็นผู้รู้ในเรื่องของ ธุรกิจขายตรง และดำเนินธุรกิจด้วยหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด จนกระทั่ง บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ จึงสมควร อย่างยิ่งในการเข้ามาดำรงตำแหน่ง ดังกล่าว เพื่อผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็น ธุรกิจสร้างชาติอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

โดย น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ได้เปิดเผยถึง แนวทางการทำงานคุ้มครองผู้บริโภคที่จะเดินหน้าในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้หน่วยงาน ราชการเป็นกองหนุนสำคัญให้กับภาคธุรกิจ เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจ ของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องฟื้นฟู ประเทศหลังจากมหาอุทกภัยเช่นนี้

เบื้องต้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวทั้งในภาคประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้เปิด โครงการ “สคบ.สัญจรพบผู้บริโภค” โดยจะจัดเป็นกองคาราวานทั้งสินค้า บันเทิงและงานวิชาการ ตระเวนตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทย เพื่อเป็นการรณรงค์และสนับสนุนให้เกิดการค้าขายที่เป็นธรรม โปร่งใส ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ไม่เน้นการ จับผิด แต่จะเน้นการให้กำลังใจ ให้ความรู้ให้เกิดความเข้าใจในวงกว้าง ตลอดจนการจัดหาทุนให้กับธุรกิจธรรมาภิบาล ด้วยหวังว่าจะใช้ธุรกิจสีขาวเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

“เราคาดหวังจะสร้างเสริมธุรกิจที่ดี เป็นพลังของสังคม และสร้างเศรษฐกิจประเทศอย่างยั่งยืน เพื่อฟื้นฟูประเทศ หลัง ประสบภัยน้ำท่วมโดยเร็ว ในช่วงแรกนี้ จะเน้นไปที่พื้นที่ที่เคยถูน้ำท่วมหนัก เพื่อให้ เกิดความตื่นตัว และกระตุ้นให้ประชาชน ให้เห็นความสำคัญของธุรกิจธรรมาภิบาล และงานคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เราจึงได้ดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็นหนึ่งในแกนนำเพื่อจัดงานครั้งนี้” น.พ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ กล่าว

ขณะเดียวกัน ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานบริหาร บริษัท กรีนรอยเตอร์ เจ้าของหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ และ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนกลางในการจัดงานครั้งนี้ ได้เปิดเผยว่า ในฐานะสื่อ และฐานะนักธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบสังคมเป็นสำคัญ พร้อมจะ เป็นสื่อกลางในการประสานภาคเอกชนอื่นๆ เข้าร่วม เพื่อให้เกิดการตื่นตัวเรื่องนี้ อย่างจริงจัง โดยในการเดินสายจัดงานครั้งนี้ จะมีทั้งงานบันเทิง การจำหน่ายสินค้าราคาถูกจากบริษัทห้างร้านต่างๆ ทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สินค้า โอท็อป ตลอดจนงานด้านวิชาการ นิทรรศการและงานสัมมนา เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดแนวทางในการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาล

“ในรายละเอียด จะมีการให้จัดสัมมนา อาชีพเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพ สร้างรายได้กับพี่น้องประชาชน ตลอดจนการ พบปะกับผู้ประกอบการ การให้รางวัลกับ ธุรกิจที่ดี โปร่งใส โดยเราจะไม่เน้นผลประกอบการ แต่จะเน้นที่การทำธุรกิจเป็น สำคัญ เพื่อให้กำลังใจกับธุรกิจที่ดีๆ เป็นแบบอย่างของธุรกิจต่อไปอีกประการที่อยากจะปลูกฝังในระดับ เยาวชน จะมีการจัดประกวดบทความคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนกิจกรรมการแสดงงานคุ้มครองผู้บริโภค ชิงทุนการศึกษา ในระดับนักเรียน นักศึกษา เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์และแตกหน่อทางความคิด ของเด็กและเยาวชนทั่วประเทศอีกด้วย” ดร.นพรุจ เวชกุล กล่าวทิ้งทาย
ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เป็นการเดินหน้า ในเชิงรุกอีกครั้งของสำนักนายกรัฐมนตรีและ สคบ.ที่จะสร้างความตื่นตัวให้กับธุรกิจ และผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการสร้างธุรกิจ และเศรษฐกิจของชาติในแนวทางที่ถูกต้อง ต่อไป

อ้างอิง นสพ. สยามธุรกิจ