ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

ขายตรง MLM จัดหนักวัดกึ๋นดูดสมาชิก

ช่วงต้นปี นับเป็นช่วงที่บรรดาค่ายขายตรงทำการขยับตัวเริ่มต้น ซึ่งใครเริ่มต้นได้ดีกว่าย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง นั่นเป็นคำพูดที่ติดปากกันมาหลายยุคหลายสมัย และในช่วงต้นปีเช่นนี้ บรรดาค่ายขายตรงก็พยายามที่จะงัดยุทธวิธีต่างๆ ขึ้นมาปลุกปั้นสิ่งที่เรียกว่า “โปรโมชั่น” เพื่อดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาในระบบ

โดยบรรดาบริษัทขายตรงต่างๆ ก็พยายามที่จะขุดโปรฯต่างๆ ขึ้นมา ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นโปรโมชั่นท่องเที่ยว ซึ่งนักขายคุ้นเคย แต่สิ่งนี้นับเป็นวิธี กระตุ้นการขายของนักธุรกิจได้เป็น อย่างดี ไม่เพียงแต่เรื่องนี้เท่านั้นที่ค่ายขายตรงหลายแห่งพยายาม ผุดขึ้นมาล่อตาล่อใจนักธุรกิจ แต่ยังมีเรื่องของระบบเทรนนิ่งสร้างบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ ซึ่งคงต้องวัดกึ๋นว่า แบรนด์ใด หรือใครจะดีกว่าในช่วงต้นนี้

>> “สุพรีเดอร์ม” เน้นคอมมิสชั่นดูดคน

เริ่มต้นเปิดศักราชกันด้วย “สุพรีเดอร์ม” ขายตรงสัญชาติไทยแท้ ซึ่งนาย ธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึง “แผนโปรโมชั่นของบริษัทภายในปี 2555 กับ “สยามธุรกิจ” ว่า ปีนี้สุพรีเดอร์ม มีแผนโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดใจสมาชิกอยู่หลายประการ โปรโมชั่นในส่วนแรก ซึ่งเกี่ยวกับการท่องเที่ยวจะวางไว้ 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ทำยอดขายตามเกณฑ์เพื่อไปท่องเที่ยวประเทศเกาหลี ส่วน ที่สอง ซึ่งเป็นอีกเกณฑ์หนึ่ง เพื่อไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น และนอกจากนี้ อาจจะมีการจัด ท่องเที่ยวภายในประเทศด้วย ซึ่งอย่างไรก็ดีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ยังต้องดูอีกที

ทั้งนี้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสร้างยอดขายเพื่อการท่องเที่ยวนี้ นายธรรมนูญ กล่าวว่า นักธุรกิจคนเดียวอาจสร้างยอดท่องเที่ยวได้ไม่จำกัด คือคนหนึ่งอาจจะชนะได้ไปท่องเที่ยวหลายคนก็ได้ แล้วแต่ความสามารถของเขาเอง ไม่ได้จำกัดว่าทำเข้าหลักเกณฑ์แล้วไปได้เพียงหนึ่งคนหรือสองคน”

ส่วนโปรโมชั่นถัดมาในเรื่องของสินค้า กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่า บริษัท วางโปรโมชั่นเตรียมดำเนินการไว้มากมาย เช่น วันที่ 16-20 มกราคม บริษัทกำหนด นโยบายไว้ว่าเมื่อสมาชิกซื้อสินค้าครบ 3,000 บาท จะได้รับสินค้าพิเศษจำนวนหนึ่ง

นอกจากนี้ เกี่ยวกับด้านการฝึกอบรม บริษัทก็วางแผนดำเนินงานไว้มากมายเช่นเดียวกัน เช่น ทุกวันพุธ บริษัทจะมีการ จัดอบรมสัมมนาที่โรงแรมอินทรา ซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมประมาณ 1 พันคน เป็นการ อบรมแบบโอเพ่น นอกเหนือจากนี้ ในแต่ ละเดือนบริษัทก็วางหลักไว้ว่าจะมีการประชุมอบรมทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เนื่องจากบริษัทมีสาขาอยู่ประมาณ 97 สาขาทั่วประเทศ ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมตลอดทุกเดือน เดือนหนึ่งประมาณ 40 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการอบรมพิเศษต่างๆ โดยเชิญวิทยากรจากภายนอกมาให้ คำบรรยาย ซึ่งจะมีนักธุรกิจเข้าร่วมประมาณ 500 คน

อย่างไรก็ดี นายธรรมนูญกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ตนมองว่าการสร้างโปรโมชั่นในธุรกิจขายตรงไม่ใช่เป็นปัจจัยหลัก คงเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจมีสีสัน เนื่องจากโดยหลักของธุรกิจขายตรง น่า จะเน้นเรื่องของรายได้ หรือค่าคอมมิสชั่น มากกว่า”

>> “อาเจล” เน้นยุทธการสร้างความล้ำสมัย

ด้าน “อาเจล” ขายตรงสัญชาติ มะกัน ก็ไม่นิ่งนอนใจ อัดโปรฯ หนัก เพื่อพิชิตใจสมาชิก โดยนายวสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2555 นี้ บริษัทเตรียมออกสิทธิพิเศษให้กับสมาชิก อย่างหลากหลาย เช่น การออกโปรฯ พิเศษ เพิ่มรายได้ 50% จากรายได้ปกติที่อยู่ในแผนรายได้เดิมให้กับผู้นำที่เข้ามาร่วมธุรกิจ, การมีเครื่องมือทางการเงินสำหรับ สมาชิกให้สามารถผ่อนจ่ายได้ ด้วยการร่วมมือกันระหว่างอาเจลกับธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย

ส่วนสำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่บริษัทมีทุนประกันชีวิตซึ่งเป็นความร่วมมือ กับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจกับบริษัท และความล้ำสมัยประการสำคัญของ อาเจล คือ การสร้างตู้หยอดเหรียญอาเจล ติดตั้งไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน เพื่อความสะดวก รวดเร็วต่อสมาชิกของบริษัท ในการใช้สินค้า

ในด้านโปรโมชั่นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของบริษัท ปีนี้นอกจากบริษัทจะนำสมาชิกท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ ภายในประเทศแล้ว ในช่วงการจัดการประชุมครั้งใหญ่ “อาเจลเวิลด์” ซึ่งจัดขึ้น ณ เมือง ซอลค์เลค ซิตี้ ประเทศอเมริกา อาเจล ประเทศไทยก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะพา สมาชิกกว่า 1 พัน คนบินลัดฟ้าเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย

>> “โกลด์ สตาร์” อัดรายได้เพิ่ม 20%

อาจารย์กรพล รักขพันธุ์ รองประธานบริษัท โกลด์ สตาร์ 999 จำกัด เปิดเผย กับ “สยามธุรกิจ” ว่า โปรฯ สำหรับ การท่องเที่ยวของบริษัท ในปีนี้โกลด์ สตาร์ วางไว้ว่า ช่วงไตรมาสแรกบริษัทจะนำสมาชิก ไปท่องเที่ยวในแถบประเทศเอเชีย ซึ่งประเทศที่กำหนดไว้ คือ ฮ่องกง-เสิ่นเจิ้น และในช่วงไตรมาสท 3 บริษัทจะนำสมาชิก ไปท่องเที่ยวยุโรป โดยน่าจะเป็นประเทศฝรั่งเศส

ส่วนโปรโมชั่นเกี่ยวกับสินค้า อ.กรพล บอกว่า “ตอนนี้สินค้าทุกตัวที่กระจายสู่ตลาด สามารถตอบโจทย์ชีวิตของสมาชิก ได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์โกลด์ เอนไซม์ ที่เป็นเอนไซม์สกัดจากธัญพืชซึ่งให้คุณค่าทางอาหารสูงและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ดังนั้นในปีนี้บริษัทจึงจะเน้นหนักจัดโปรฯ สร้างจุดขายให้กับสินค้าดังกล่าว มากขึ้น เช่น ให้สิทธิพิเศษ ลดราคา แถม สินค้าต่างๆ เป็นต้น ถือได้ว่าในปีนี้บริษัทน่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่สมาชิก เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 20% จากปีที่แล้ว”

“นอกจากนี้ เกี่ยวกับโปรแกรมการฝึกอบรม บริษัทก็ได้วางคอนเซปต์ไว้ 4 คอร์สหลัก คือ 1.จุดไฟสร้างฝัน 2. เบสิกคอร์ส 3.คอร์สโฮมปาร์ตี้ และ 4.ผู้นำต้นแบบ ซึ่งแต่ละคอร์สจะต้องทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่คอร์สแรกจนถึงคอร์สสุดท้าย โดยบริษัทจะจัดให้มีการประชุม ฝึกอบรมดังกล่าวทั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด” อาจารย์กรพล กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1268 ประจำวันที่ 21-1-2012 ถึง 24-1-2012

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ รวมพลังผู้นำนักธุรกิจแอมเวย์ มอบเงินสนับสนุนศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา



นายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด (กลาง) คณะผู้บริหารและนักธุรกิจระดับเพชรและสูงขึ้นไปใหม่ ปี 2553/2554 ในฐานะผู้นำนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ ร่วมมอบเงิน 100,000 บาท ให้แก่ นายสุภาพ ไพรพนาพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่งที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ พร้อมร่วมปล่อยเต่าตนุกว่า 30 ตัว ลงสู่ทะเล ณ หาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Amway Thailand

ข่าวคังเซน พิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง

คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร และคุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.คังเซนฯ เข้าร่วมพิธีถวาย ราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง พร้อม ผช.ศจ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหงและคณาจารย์ ณ บริเวรณลานพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อเช้าวันอังคารที่ 17 มกราคม 2555

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล

[gallery]

ข่าวแอมเวย์ รวมใจชาวแอมเวย์ ร่วมช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยผู้ประสบภัยน้ำท่วม



นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการน้ำท่วมใหญ่ เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นจากภาคเหนือของประเทศ นับตั้งแต่นั้นมา บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ระดมช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผ่านการช่วยเหลือทุกช่องทางเท่าที่จะทำได้ เริ่มต้นด้วยการ ร่วมบริจาคเงินกว่า 100,000 บาท ผ่านหน่วยงานภายรัฐ อาทิ เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี และกรมสรรพากร เป็นต้น พร้อมได้มอบเงินจากการเปิดบัญชี “บจก.แอมเวย์ (ประเทศไทย) ช่วยภัยน้ำท่วม” ซึ่งบริษัทได้เปิดขึ้นเพื่อให้นักธุรกิจแอมเวย์ พนักงาน รวมถึงประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยได้รับยอดบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,000,000 บาท (นับยอด ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2554) และบริษัทได้ร่วมบริจาคสมทบจำนวน 1,000,000 บาท รวมยอดเงินที่ได้รับทั้งสิ้น เป็นเงิน 2,000,000 บาท โดยเงินจำนวนดังกล่าวได้มอบให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้ บัญชีดังกล่าวยังคงเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเพิ่มเติม โดย ณ ปัจจุบัน (15 ธันวาคม 2554) มียอดคงเหลือในบัญชีกว่า 700,000 บาท และทางบริษัทจะทำการส่งมอบให้หน่วยงานที่ช่วยฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมต่อไป นอกจากนี้ แอมเวย์ประเทศไทยยังได้บริจาคข้าวขาวหอมมะลิแอมเวย์ 5 กิโลกรัม จำนวน 1,000 ถุง และผ้าอนามัย 5,700 ห่อ ให้แก่หน่วยงานราชการของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมติดตั้งเครื่องกรองน้ำอีสปริง จำนวน 23 จุด กระจายไปยังศูนย์อพยพต่างๆ รวมไปถึง ณ แอมเวย์ ช็อปหลายสาขา เพื่อให้บริการน้ำดื่มสะอาดฟรีและล่าสุด แอมเวย์ประเทศไทยได้จัดงาน “น้ำพัดพาอะไรไป… น้ำใจก็พัดกลับมา” เป็นงานระดมทุนและให้กำลังใจแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยได้เงินสมทบบัญชี (บจก.แอมเวย์ (ประเทศไทย) ช่วยภัยน้ำท่วม) อีกเกือบ 2 แสนบาท

ความช่วยเหลือยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ในฐานะที่บริษัทและนักธุรกิจแอมเวย์มีพันธสัญญาในความเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจต่อกัน บริษัทจึงได้ให้ความช่วยเหลือแก่นักธุรกิจแอมเวย์ในด้านต่างๆ อาทิ การแจกถุงน้ำใจให้นักธุรกิจแอมเวย์ในพื้นที่ประสบภัย จัดโปรโมชั่นพิเศษ และมอบความช่วยเหลือและเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 90 ล้านบาท เป็นต้น
ทุกอุปสรรค เอาชนะได้ด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Amway Thailand

ข่าวกิฟฟารีน ดีเดย์บิ๊กคลีนนิ่งนิคมอุตสาหกรรมนวนคร

ผ่านพ้นวิกฤตมหาอุทกภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ที่ในวันนี้น้ำแห้งสนิท พร้อมจัดงาน Big Cleaning Day ฉลองความสำเร็จต้อนรับปีใหม่ โดยมี พญ.นลินี ไพบูลย์ และนพ.จักรพงศ์ ไพบูลย์ ประธานและรองประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ให้เกียรติร่วมงาน
ยิ่งไปกว่านั้นที่โรงงานของกิฟฟารีนก็เช่นกัน สามารถผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมจนกู้โรงงานได้สำเร็จนั้น ต้องขอยกนิ้วให้คุณหมอต้อย - พญ. นลินี ไพบูลย์ ผู้นำคนเก่งของพวกเราชาวกิฟฟารีน ที่สามารถนำทีมกู้โรงงานได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะกิฟฟารีนครองแชมป์เป็นโรงงานสุดท้ายในนวนครที่น้ำเข้า และเป็นโรงงานแรกที่น้ำแห้งก่อนใคร ในวันนี้โรงงานของเรากลับมาสวย สะอาด สดใส ได้มาตรฐาน ไฉไลยิ่งกว่าเก่า พร้อมเดินหน้าเปิดไลน์การผลิตเป็นโรงงานแรกๆ ของนวนคร อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Giffarine Thailand

[gallery]

ข่าวกิฟฟารีน ร่วมคิดลึก คิดไกล ไปกับหอการค้า

ในช่วงของการรับมือวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่โรงงานกิฟฟารีนในนิคมนวนครมาร่วมเดือน บริษัท มีเดีย แอสโซซีเอตเต็ด จำกัด และหอการค้าไทย ได้เล็งเห็นแผนการจัดการที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพของกิฟฟารีน จึงได้ขอเข้าสัมภาษณ์พิเศษ แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ในประเด็น “ แผนกู้โรงงานจากปัญหาอุทกภัย ” เพื่อนำเสนอในรายการ Money Daily ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี (ช่อง 9 อสมท) และรายการ คิดลึก คิดไกล ไปกับหอการค้า ทางสถานีโทรทัศน์ TNN2 (True Vision 8 ) ณ อาคารสิริพิชชา เมื่อเร็วๆ นี้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Giffarine Thailand

[gallery]

ข่าวกิฟฟารีน ปันข้าว ปันน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม

“โครงการ ปันข้าว ปันน้ำใจ ช่วยภัยน้ำท่วม” ผนึกพลังนักธุรกิจกิฟฟารีนและสมาชิกผู้บริโภคทั่วประเทศ ร่วมกันบริจาคข้าวหอมมะลิกิฟฟารีนรวมกว่า 8,666 กิโลกรัม (มูลค่ารวม 433,300 บาท) พร้อมสมทบทุนเงินสด 250,000 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านองค์กรการกุศลต่างๆ ได้แก่ สภากาชาดไทย รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ช่อง 3 มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และโครงการจิตอาสาเพื่อผู้ประสบมหาอุทกภัยโดยสถานีวิทยุ จส. 100 ร่วมกับ นิตยสารดิฉัน และนิตยสารคอสโมโพลิแทน รวมมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 683,300 บาท นำโดย พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท กิฟฟารีน ฯ และตัวแทนนักธุรกิจระดับสูงจากทุกภูมิภาค ร่วมเดินสายมอบข้าวหอมมะลิ และเงินสดให้แก่องค์กรการกุศลเพื่อบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัย เมื่อเร็วๆ นี้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Giffarine Thailand

[gallery]

ข่าวกิฟฟารีน ร่วม ชิล ออน เดอะ บีช กับ ชิล 89 fm

จัดเป็นประจำทุกปี กับงาน ชิล ออน เดอะ บีช โดยคลื่นวิทยุ ชิล 89 fm โดยในปีนี้ กิฟฟารีน นำผลิตภัณฑ์สุดฮิต กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน ส่งตรงถึง หาดบ้านชานทะเล จังหวัดชะอำ เพื่อผู้บริโภควัยโจ๋ ได้ชิมกันอย่างจุใจ พร้อมกิจกรรมและของรางวัลไม่อั้น งานนี้ได้ทั้งสวยหล่อ แถมผลิตภัณฑ์กลับบ้านไปใช้อีกเพียบ ใครที่พลาดงานนี้ไม่ต้องเสียดาย คอยติดตามข่าวคราวจากกิฟฟารีน รับรองว่ามีงานดีๆ คืนกำไรผู้บริโภคอย่างนี้ตลอดปีค่า

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Giffarine Thailand

[gallery]

ข่าวกิฟฟารีน ร่วมรักษ์โลกกับคลื่นวิทยุกรีนเวฟ

กรีนเวฟ 106.5 fm จัดงาน Green Fan Club Music in The Park ดนตรีลดโลกร้อน ฟังเพลงเพราะสบายๆ ในสวนสวย จากศิลปินคุณภาพอาทิ แอม-เสาวลักษณ์ เบล-สุพล และวงเคลียร์ โดยกิฟฟารีนได้นำ “กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน” ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ทั้งชิมฟรีไม่อั้น แถมกิจกรรมและของรางวัลจากกิฟฟารีนแบบจัดเต็ม อีกทั้งบูธกิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาจน ยังได้รับความสนใจจากดีเจชื่อดังพี่อ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล และคุณอั๋น-ภูวนาถ คุณผลิน มาร่วมชิมและเล่นเกมภายในบูธอีกด้วย นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมงานยังได้รับไม้มงคล เพื่อนำกลับไปปลูกช่วยลดโลกร้อน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในออฟฟิศกันทุกคน เรียกได้ว่ามางานเดียวได้สนุกกับกิจกรรมครบรส ที่สำคัญยังได้ช่วยกันลดโลกร้อนกันแบบชิลๆ ณ สวนเบญจกิตติ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Giffarine Thailand

[gallery]

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

งาน Unicity Thailand Convention 2012



บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด
ขอเรียนเชิญสื่อมวลชนทุกท่านร่วมงาน Thailand Convention 2012 ร่วมแสดงความยินดีในพิธีประดับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 2555
ภายใต้คอนเซปต์ LIVE THE DREAM เธอ คือ ความฝัน เดอะ มิวสิคัล อลังการแห่งละครเวที

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2555
เริ่มงาน09.00 น.
ลงทะเบียน10.00-18.30 น.
สถานที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี

กรุณาตอบกลับ ภายในวันที่ 16-19 มกราคม 2555
ติดต่อ OUTLAURS PR TEAM คุณฟาง, คุณตั้ม
Tel: 0 2636 2611-2
Email:fang@outlaurs.net, tum@outlaurs.netี

‘ดีเน็ทเวิร์ค’ กรุยทางค้าเสรีอาเซียนปลุกเสกเว็บไซต์ 12 ภาษารับลูกค้าไทย-เทศ



“ดีเน็ทเวิร์ค” เป็นปลื้ม หลังยอดขายปี 54 ทะลุ 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเฉียด 50% สวนวิกฤติน้ำท่วมกรุง ล่าสุดเปิดพิมพ์เขียวนโยบายปี 55 ทุ่มงบขนสินค้าลงตลาดเพียบ ประเดิมตัวแรกต้อนรับปี “Seven Zeed” ช็อกโกแลตขาวสำหรับท่านชาย หวังกวาดยอดขาย 500 ล้านบาท พร้อมโปรเจกต์ปลุกเสกเว็บไซต์บริษัท 12 ภาษารองรับลูกค้า กรุยทางการค้าเสรีอาเซียนปี 58

นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า การวางนโยบายที่ผ่านมาของบริษัทจะวางเป็นสเต็ป คือในปี 2553 บริษัทได้เน้น ในเรื่องของการเตรียมบุคลากร เพื่อรองรับการทำงาน ต่อ มาในปี 2554 นโยบายของดีเน็ทเวิร์ค คือเน้นการดำเนินงานด้านส่งเสริมการตลาด ซึ่งบริษัทได้ทุ่มงบให้กับการขยายตลาดจำนวนมาก โดยจะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมาบริษัท มีสินค้าเพิ่มเข้ามาเพื่อตีตลาดถึง 23 รายการ มีการจัดหลักสูตรอบรมกว่า 100 รุ่น สามารถขยายเครือข่ายสมาชิก สร้างนักธุรกิจดีเน็ทเวิร์ครุ่นใหม่ประมาณ 3 หมื่นคน

“ทั้งนี้ สินค้าที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งในช่วงปี 2554 เป็น ผลิตภัณฑ์เรจินส์มียอดขายประมาณ 46 ล้านบาท อันดับรองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์ดีเทน 9 ล้านบาท กาแฟโอลีฟ 8 ล้านบาท ดีบูน ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งออกสู่ตลาดประมาณ 7 เดือน มียอดขาย 6 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์ดีเบอรี่ 5 ล้าน บาท ตามลำดับ ซึ่งยอดการขายรวมทั้งหมดในปีที่ผ่านมาสามารถปิดยอดขายได้ที่ 110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ประมาณ 49% โดยยอดการขายเหล่านี้มาจากตลาดในพื้นที่ กรุงเทพฯ อย่างเดียว”

ซึ่งนโยบายสำคัญในปี 2555 นี้ บริษัทโดยการประชุม ร่วมกันของผู้บริหารได้วางแผนงานไว้หลายประการ เรื่อง แรกคือ เราจะนำสินค้าเข้ามาเพิ่มอีกประมาณ 22 รายการ โดยจะเป็นรายการเกี่ยวกับสินค้าเสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์ ในเรื่องของความสวยความงาม โดยผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เปิด ตัวต้อนรับปีใหม่นี้ก็คือ “Seven Zeed” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากการผสมผสานจากส่วนผสมของสมุนไพรหลาย ชนิด ไม่ว่าจะเป็น Maca ดอกไม้ชนิดพิเศษ หายาก และเคยถือว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติของเปรู, ถั่งเฉ้า, ตังกุย, สาร สกัดจากโสมไซบีเรีย, ผงเครื่องเทศ และน้ำตาลแลคโตส ซึ่ง เป็นน้ำตาลธรรมชาติที่มักพบในนมวัว นมแพะ หรือนมแกะ โดยผลิตภัณฑ์ “Seven Zeed” มีลักษณะเป็นช็อกโกแลตขาว มีสรรพคุณเหมาะสำหรับผู้ชายที่ต้องการเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย และช่วยรักษาเกี่ยวกับโรคหัวใจ หลอดเลือด โรคเกี่ยวกับระบบประสาท เหน็บชา เป็นต้น

ส่วนแผนงานเรื่องต่อไป นายสาครกล่าวว่า จากการที่ปีที่แล้วบริษัททำการตลาดเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ แล้วประสบ ความสำเร็จตามที่วางเป้าหมายไว้ ในปีนี้เราจึงปรึกษากันว่าจะกรุยทางสู่เป้าหมาย ส่วนภูมิภาค คือจะใช้การตลาดแบบคลื่นกระทบฝั่ง ซึ่งจะแตกต่างจากธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่ที่มักจะใช้ทฤษฎีป่าล้อมเมือง คือดีเน็ทเวิร์คจะสร้างความแข็งแกร่งจาก ศูนย์ใหญ่กทม.แล้วเริ่มขยายเครือข่ายไปสู่ส่วนภูมิภาค ซึ่งตนเองคิดว่า ทฤษฎีนี้ต้อง ได้ผลอย่างแน่นอน

“ขณะนี้บริษัทกำลังมองพื้นที่ 7 จุด สำคัญในการเตรียมตัวขยายตลาดสินค้าเพิ่ม ได้แก่ พื้นที่กทม. พัทยา ขอนแก่น อุบลฯ พิษณุโลก เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้นักธุรกิจของดีเน็ทเวิร์คกำลังจัดเตรียมทีมเริ่มประชุมกันแล้ว นอกจากนี้เรายังได้วางหลักสูตรแห่งความสำเร็จในการขยายเครือข่ายผู้บริโภคประมาณ 27 หลักสูตร แต่จะมี 3 หลักสูตรหลักๆ ที่ต้อง ดำเนินการก่อน” แม่ทัพใหญ่ ดีเน็ทเวิร์ค เผย

แผนงานถัดไป นายสาคร กล่าวว่า ดีเน็ทเวิร์คจะมีการจัดอบรมวิทยากรภูมิภาค คือจะมีการรวมทีม 40 ทีม โดยจะเป็นการ อบรมที่นักธุรกิจต้องทำกันเอง แต่บริษัทจะมีการสอนหลักพื้นฐานในการทำธุรกิจให้ก่อน ซึ่งในขณะนี้ดีเน็ทเวิร์คเองมีวิทยากร ประจำบริษัทประมาณ 20 ท่าน

อย่างไรก็ดี นโยบายสำคัญต่อไปที่ ทางฝ่ายบริหารประชุมร่วมกันว่าจะต้องให้ เกิดขึ้นในปี 55 นี้คือ บริษัทจะจัดสร้างเว็บ 12 ภาษา เพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคทั่วโลก ในขณะนี้กำลังเร่งทำสัญญา ซึ่งการ จัดสร้างเว็บไซต์ดังกล่าวมีมูลค่าเกือบล้าน บาท โดยเว็บไซต์จะมี 4 ภาษาหลัก คือ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และอาหรับ ส่วนอีก 8 ภาษาจะเป็นภาษาในแถบอาเซียน ยกเว้น สิงคโปร์กับบรูไนที่สามารถใช้ภาษาจีน และอาหรับทดแทนได้ และในขณะนี้เรากำลังเริ่มจัดสร้างภาษาอังกฤษ ซึ่งคาดว่า จะเสร็จสมบูรณ์ในเดือนมีนาคม ซึ่งการจัด สร้างเว็บไซต์ 12 ภาษานี้จะเป็นการกรุยทางไปสู่การเข้าร่วมประชาคมอาเซียน ที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2558 และในขณะนี้บริษัทก็กำลังจะสร้างสำนักงานที่ขอนแก่น เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานอาเซียนด้วย เพราะขอนแก่นเป็นจังหวัดที่มีสนามบินสะดวก และปราศจากน้ำท่วม

“ทั้งนี้นโยบายเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจไม่ได้มีเฉพาะเรื่องการจัดสร้างเว็บไซต์ 12 ภาษาอย่างเดียว เพราะในตอนนี้บริษัทได้ นำเข้าเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ที่เรียกว่า D-Net เข้ามาสู่ประเทศไทยเป็นเจ้าแรก ถือเป็นการสร้างเครือข่ายสำหรับนักธุรกิจ ดีเน็ทเวิร์คโดยเฉพาะ เป็นเครือข่ายของบริษัทเอง เพื่อเตรียมไว้สำหรับสมาชิกได้ติดต่อสื่อสารร่วมกัน แต่บุคคลภายนอกจะเข้ามาใช้เครือข่ายนี้ก็ได้ แม้จะยังไม่ตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจกับเรา ซึ่งนอกจาก บริษัทจะแจกซิมการ์ดให้แก่สมาชิกแล้ว เรายังแจกโทรศัพท์มือถือไปพร้อมกันด้วย ในขณะนี้ได้ประเดิมไปแล้วประมาณ 200 ซิม 200 เครื่อง” สาคร กล่าว

“โดยจากแผนการดำเนินงานทั้งหมด ที่วางไว้ในปี 2555 นี้ ตนคาดว่าจะสามารถ ทำให้ดีเน็ทเวิร์คก้าวไปสู่เป้าหมายของยอดขายที่วางไว้ 500 ล้านบาท เพิ่มสมาชิก 2 แสนรหัสได้ในสิ้นปีนี้ ถือว่าเราจะทำการ ตลาดแบบเต็มสูบ ลุยเต็มที่ แต่อย่างไรก็ดี ทิศทางการดำเนินงานก็ต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งจรรยาบรรณ และใช้ความเป็นมืออาชีพที่แท้จริง ธุรกิจจึงจะมั่นคง และประสบความสำเร็จได้” สาคร กล่าวทิ้งท้าย

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1267 ประจำวันที่ 18-1-2012 ถึง 20-1-2012

‘ขึ้นค่าแรง’ ไร้ผล ผู้ค้าลอยหน้ามั่นใจ ขายตรงยังแรง!



เนื่องจากที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจขายตรงจัดเป็นทั้ง ธุรกิจรายได้หลัก และรายได้เสริมของประชาชนไทย นโยบายการขึ้นค่าแรงดังที่กล่าวมาในข้างต้น อาจส่งผล ให้ผู้คนมีความสุขกับรายได้หลักที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ ความนิยมในส่วนของขายตรงลดลง แต่ในมุมกลับของเหล่าผู้ค้ามองว่า นโยบายดังกล่าว ยิ่งส่งผลให้ประชาชน มีกำลังซื้อเพิ่ม วงการเครือข่ายย่อมได้รับผลดีมากกว่าผลเสีย

>> TNI มั่นใจกำลังซื้อเพิ่ม

นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด แสดงความคิดเห็นกับ “สยามธุรกิจ” เกี่ยวกับเรื่องการขึ้นค่าแรงของทางรัฐบาลที่อาจส่งผลกับธุรกิจขายตรงว่า ด้วยความที่ธุรกิจ MLM เป็น เสมือนการสร้างรายได้เสริม ตนจึงมองว่าการขึ้นค่าแรง น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นค่าใช้จ่าย ในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป คือหากพิจารณาดูแล้วน่าจะเป็นผลได้มากกว่าผลเสีย เนื่องจากหากมีรายได้ มากขึ้น การจับจ่ายใช้สอย หรือการบริโภคของคนก็จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจอิสระที่สามารถทำให้เขาเข้าร่วมได้ง่าย ตรงนี้ตนมองว่า น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขาอยากมีรายได้เพิ่ม ขึ้นมากกว่า

“สาเหตุที่คนทำ MLM เพราะว่าหลายคน มีใจรัก หลายคนมีค่าใช้จ่ายสูงแล้วมีรายได้ไม่พอ แต่เมื่อพวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ พวกเขามีกำลังใจที่จะทำงาน นอกจากนี้ในการทำธุรกิจขายตรง ก็ต้องมีการซื้อผลิตภัณฑ์ ซื้อสินค้าไปใช้ ดังนั้นถ้าบางคน มีรายได้ไม่พอที่จะซื้อสินค้า ก็อาจเป็นเหตุให้พวกเขาไม่มีศักยภาพซื้อตามจำนวนเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ดังนั้นตนจึงมองว่าประเด็นการขึ้นค่าแรงจึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีมากกว่า” นางวิภารัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี นางวิภารัตน์ ให้ความเห็นว่า “ปีนี้ธุรกิจขายตรงน่าจะมีการเติบโตมากขึ้น เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใช้การลงทุนน้อยกว่าทุกอย่าง แต่รายได้จากการทำงานจะสูงกว่า ดังนั้นแนวโน้มปี 55 นี้ น่าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน และยิ่งภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาทำให้แรงงาน หลายคนถูกเลิกจ้างงาน จนเกิดการว่างงาน ตนมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้น่าจะเดินเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายอย่างแน่นอน”

>> “เนเจอร์โนวา” เชื่อเสน่ห์ MLM ยังเย้ายวน

ด้านนายกฤษณ์ เหลืองอร่าม กรรมการบริหาร และผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนเจอร์โนวา จำกัด กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ประเด็นการขึ้นค่าแรง ดังกล่าวนั้น ตนคิดว่า ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจ MLM อย่างแน่นอน คือ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม หลักๆ คือ กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ และกลุ่ม วัยทำงานกับผู้สูงอายุ ซึ่งในกลุ่มแรกนั้นหากเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำเป็น 15,000 บาทตามที่รัฐบาลออก นโยบาย จากฐานเดิมประมาณ 10,000 บาทนั้น ตนมองว่าเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 พันบาทเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นมากมาย เงินจำนวนดังกล่าว เมื่อนำไปซื้อเสื้อผ้า หรือสินค้าตามแฟชั่นก็หมดไปแล้ว ส่วนกลุ่มวัยทำงานและผู้สูง อายุก็เช่นเดียวกัน การปรับขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรง ซึ่งมีฐานเพดานที่แน่นอนในแต่ละเดือน โดยเฉพาะจำนวนที่ไม่มากมาย ก็ไม่สามารถทำให้ชีวิตพวกเขาเปลี่ยนแปลง ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่า ผลกระทบด้านลบกรณีการขึ้นค่าแรงนี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่อธุรกิจเครือข่ายอย่างแน่นอน

การมีรายได้ประจำที่เพิ่มสูงขึ้น อาจ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีเงินลงทุน หรือต่อยอดในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ MLM สามารถทำให้สมาชิกทั่วไปทำงานได้สะดวกขึ้น คล่องขึ้น มีเงินในการ จับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ตนพบ ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายนั้น จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญเกิดขึ้นจากความประทับใจและความต้องการของ ตัวพวกเขาเองมากกว่า เช่น ประทับใจใน สินค้า ที่ใช้แล้วช่วยรักษาสุขภาพ ช่วยรักษาจุดบกพร่องของตนเองได้ หรือธุรกิจ เครือข่ายสามารถตอบโจทย์ความต้องการ ในชีวิต อย่างความต้องการชีวิตที่อิสระ หรือการมีรายได้ที่ไม่จำกัด เป็นต้น ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าภาพรวมการปรับขึ้นค่าแรงที่สูงขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการทำธุรกิจนี้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นายกฤษณ์ยังแสดงความคิดเห็นถึงทิศทางของธุรกิจเครือข่ายต่อไปว่า ทิศทางของธุรกิจนี้จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าภาครัฐบาลให้ความใส่ใจ กล่าวคือ ตนมองว่าในปัจจุบันการทำงานของภาครัฐเกี่ยวกับการตั้งกฎกติกา ในการเริ่มเปิดธุรกิจขายตรง การติดตามตรวจสอบผลยังหละหลวมอยู่มาก ดังจะเห็นได้จาก การที่ปัจจุบันยังมีธุรกิจขายตรง ในลักษณะมันนี่เกมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจุดนี้อาจจะ ส่งผลกระทบทางลบต่อธุรกิจเครือข่ายโดยภาพรวมได้

>> “ยูนิไลฟ์” มั่นใจขายตรงแรงต่อเนื่อง

ในส่วนของนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิด เผยว่า “ตนคิดว่าประเด็นการขึ้นค่าแรงไม่ น่าจะมีผลเสียต่อธุรกิจเครือข่าย เพราะถึงแม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนจำนวนมาก ก็ยังคงต้องการรายได้เพิ่มอยู่ดี ดังนั้นคงไม่เกี่ยวว่าเมื่อมีรายได้ในค่าแรงเพิ่มขึ้น เราก็จะไม่ทำอาชีพเสริมอื่นๆ เลย ตนมอง ว่าธุรกิจเครือข่ายก็ยังคงมาแรงมากในยุค ปัจจุบัน เพราะมันสามารถเข้าสู่ธุรกิจได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ให้รายได้อย่างคุ้มค่า ถ้าเราตั้งใจจริง”

นอกจากนี้ นางปราณี ก็ได้แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายโดยภาพรวมต่อไปว่า ทิศทางของธุรกิจขายตรงต้อง เติบโตต่อไปอย่างแน่นอน คือ ตนมีความคิดอย่างหนึ่งว่า ผลกระทบต่างๆ ก็ย่อมมี ในธุรกิจเครือข่ายและธุรกิจอื่น แต่ธุรกิจนี้ มีข้อดี คือ มีการทำงานในลักษณะกระจาย เช่น แม้พื้นที่น้ำท่วมอาจจะได้รับผลกระทบ แต่พื้นที่อื่นๆ สมาชิกก็ยังคงทำงานกันได้อยู่ โดยจากตัวเลขการสำรวจของสมาคม เท่าที่ตนทราบ ก็มีการเติบโตขึ้นทุกปี คือเฉลี่ยปีละประมาณ 10% ดังนั้นแม้จะโดน ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมบ้างในช่วงปีนี้ แต่ตนมองว่าธุรกิจเครือข่ายโดยรวมก็ยังคงเติบโตอยู่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1267 ประจำวันที่ 18-1-2012 ถึง 20-1-2012

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

สุดยอด 13 ผู้ทรงอิทธิพลวงการตลาดขายตรงแห่งปี 2554



ปีแห่งวิกฤตการณ์ ปี 2554 ที่ได้ปิดฉากไปแล้วจะถือเป็นปีที่มีเรื่องราวให้ชวนระทึกและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าปีไหนๆ แต่สำหรับธุรกิจเครือข่ายขายตรงถือเป็นช่วนเวลาในการพิสูจน์ความเหนือชั่นให้เห็นกันอีกครั้ง โดยเฉพาะกับผู้ที่ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้บริหารผู้นำองค์กรให้ก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อมายืนอยู่ ณ ตำแหน่งที่ปลอดภัย 100% ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะสามารถทำได้ทุกคน….และบทความนี้ก็หยิบยกมาด้วยกันทั้งหมด 13 คน 13 คนนี้ก็คือผู้บริหารที่สุดยอดแห่งปี 2554 ที่ผ่านมา

กิจธวัช ฤทธีราวี สุดยอดผู้ขับเคลื่อนยักษ์เบอร์หนึ่งรุดก้าวดัน “แอมเวย์” ทะลุเกิน 15,000 ล้าน

นับเป็นสุดยอดผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่สุด ณ เวลานี้สำหรบ กิจธวัช ฤทธีราวี ทั้งในฐานะทายาทแชมป์ผู้ก้าวขึ้นรั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ ของยักษ์ขายตรงเบอร์หนึ่ง “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด แทนอดีตบอสใหญ่ “ปรีชา ประกอบกิจ”ที่ถือเป็นตำนานผู้สร้างความสำเร็จให้กับ “ยักษ์แอมเวย์ไทย” มายาวนานกว่า 23 ปีก่อนเกษียณลงจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554

ในปี 2554 ที่ผ่านมาที่แม้จะมีวิกฤติกาณ์เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็มิได้สร้างแรงกระเทือนให้กับ “ยักษ์แอมเวย์ไทย” สักเท่าใดนัก โดยดูจากอัตราเติบโตซึ้งคงเพิ่มขึ้นกว่า 10% หรือคิดเป็นตัวเลขยอดขายที่มีความเป็นไปได้สูงเกินกว่า 15,000 ล้านบาท พร้อมกับได้รับคำยืนยันจากปากบอสใหญ่ “กิจธวัช” ถึงความแข็งแกร่งของแอมเวย์ไทยที่ยากจะสะดุ้งสะเทือนกับวิกฤติการณ์ใดๆก็ตามที่ผ่านเข้ามา



พญ.นลินี ไฟบูลย์ สุดยอดบอสหญิงแกร่งผู้กู้วิกฤติ ทะลวงยอดขายประมาณ 5,300 ล้าน

ถ้าหากจะกล่าวถึงคุณลักษณะที่ลืมไม่ได้สำหรับผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา คือความกล้าเสี่ยงกล้าตัดสินใจทั้งทางด้านการไข่วคว้าโอกาส หรือกล้าที่จะจัดการกับวิกฤติปัญหาจากหนักให้กลับกลายเป็นเบาได้อย่างทันท่วงทีนั้งคงเป็นใครไปมิได้นอกจากบอสหญิงแกร่งแห่งกิฟฟารีน “พญ.นลินี ไฟบูลย์” ในความเป็นสุดยอดผู้กู้วิกฤติล่วงหน้าให้กับ โรงงานกิฟฟารีน ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร เพื่อมิให้ถูกน้ำถาโถมเข้ามาสร้างความเสียหายได้มากไปกว่านี้ โดยนอกจากจะสามารถขนย้ายเครื่องจักรทั้งหมดขึ้นไปเก็บไว้บนชั้น 2 ของโรงงานหลังสั่งเร่งเครื่องผลิตสินค้าเก็บสต๊อกไว้ได้เป็นจำนวนมากตามต้องการแล้ว โรงงานกิฟฟารีน ยังถือเป็นโรงงานที่น้ำทะลักเข้าไปได้แห่งสุดท้ายเลยก็ว่าได้ ในขณะที่ยอดขายของกิฟฟารีนตลอดทั้งปี 2554 ที่ผ่านมานั้นแม้จะได้ไม่ถึงตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ว่าจะเติบโตขึ้น 15% หรือคิดเป็นยอดขายเพิ่มถึง 5,500 ล้านบาท แต่กิฟฟารีนก็คาดหวังว่าสิ้นปีนี้จะสามารถปิดยอดขายได้ประมาณ 5,300 ล้านบาท



ดร.ปิยะวัชร์ บุญยืนยงสกุล สุดยอดบอสใหญ่ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สู่ก้าวทะยานยอด 5,200 ล้าน

การบริหารงานที่ดีจะต้องมีผู้บริหารที่มีภาวะความเป็นผู้นำและเก่งงาน เก่งคน เก่งคิด เก่งการดำเนินชีวิตไปพร้อมๆกันซึ่งชื่อของ “ดร.ปิยะวัชร์ บุญยืนยงสกุล” บอสใหญ่ ซูเลียน (ประเทศไทย) ก็ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดผู้บริหารที่มีคุณลักษณะเช่นนั้นอย่างครบถ้วน ซึ่งเห็นได้จากมุมมองความคิดที่ ดร.ปิยะวัชร์ ถ่ายทอดออกมาให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจซูเลียนไปสู่ความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่งว่าเบื้องหลังของความสำเร็จ ก็คือความผิดพลาดเป็นพันพันครั้งแต่ถึงกระนั้นผมก็ไม่ยอมมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อหวังแต่ผมจะสร้างความหวังให้เกินขึ้นด้วย 1 สมอง 2 มือที่พร้อมจะทุ่มเทและก้าวไปข้างหน้าและจะไม่ยอมให้อดีตที่ผิดพลาดมาเป็นตัวกำหนดปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งไม่ยอมให้ความล้มเหลวนั้นตามมาหลอกหลอนจนทำอะไรไม่ได้ เพราะผมเชื่อว่า “ความสุขกับความสำเร็จ” ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดที่จะบันดาลให้เราได้ นอกจาก “ตัวเราเอง” และด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ยอดขายของ ซูเลียน เพิ่มขึ้นอย่างทะลักทะลวงในแต่ละปี รวมถึงปี 2554 ที่ผ่านมานี้แม้ ซูเลียน จะเป็นหนึ่งในผู้ประสบภัยถูกน้ำท่วมสำนักงานใหญ่ย่านบางบัวทอง แต่ก็สามารถขยับยอดขายให้เติบโตขึ้น 25% หรือคิดเป็นตัวเลขยอดขายที่ไต่ระดับขึ้นไปถึง 5,200 ล้านเลยก็ว่าได้



ทญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ สุดยอดบอสหญิงทรงอทธิพล 5 ปีปั้นเอมสตาร์ดันยอดขึ้นที่ 3

ในขณะเดียวกันเมื่อพูดถึง “สุดยอดบอสหญิงที่ทรงอิทธิพล”ในโลกธุรกิจเครือข่ายขายตรงโดยเฉพาะในประเทศไทย ในระดับแถวหน้าของเมืองไทยแล้วต้องยกให้กับ ทญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอมสตาร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เพราะตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจเครือข่ายที่ชื่อ “เอมสตาร์” บริษัทขายตรงสัญชาติไทยล้านเปอร์เซ็นต์ได้โดดเด่นขึ้นมาอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศและกำลังทะยานไปสู่ในระดับโกลบอล ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทพิสูจน์ความสามารถของ ทญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ผู้บริหารคุณภาพที่นำพาธุรกิจเอมสตาร์ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2549 จากออฟฟิศเล็กๆที่ใช้เป็นสำนักงานใหญ่ในซอยสุขุมวิท 1 ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่เป็นของตัวเองด้วยงบลงทุนกว่า 150 ล้านบาท จากเริ่มต้นมียอดขาย 54 ล้านบาทในปี 49 ปัจจุบันมากกว่า 4,901 ล้านบาท (ปี 53) ส่วนยอดขายในปี 2554 นี้ ก็ต้องมาลุ้นกันต่อไปว่าในเดือนมกราคม ตัวเลขยอดขายเอมสตาร์จะเลิศหรูแค่ไหน อย่างไรก็ดีตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอมสตาร์ได้สร้างสถิติใหม่ให้กับวงการธุรกิจเครือข่ายประเทศไทย โดยมียอดขาย 4,901 ล้านบาทในปี 2553 และมีหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มีรายได้หลักล้านบาทต่อเดือนในปัจจุบันมากถึง 10 รหัส รายได้หลักแสนต่อเดือนในปัจจุบันมากกว่า 600 รหัส และในช่วงกลางปี 2554 ที่ผ่านมาเอมสตาร์ได้ขยายตลาดใหม่เพิ่มขึ้น ได้แก่ที่เมืองซานตามอนิกา สหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้านี้ได้ขยายตลาดไปที่กัมพูชา และญี่ปุ่นมาแล้ว ซึ่งบริษัทได้เตรียมแผนจะขยายไปตลาดที่ประเทศอินเดียเป็นลำดับต่อไป



ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ สุดยอดบอสหญิงผู้ไม่เป็นสองรองใครนำทัพ นู สกิน ลุยชิงยอด 2,500 ล้าน

ความเป็น “สุดยอดของบอสหญิงแกร่ง” อย่าง “ภคพรรณ ลีวุฒินันท์” ผู้นั้งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด นั้นได้รับการการันตีจากผลงานล้วนๆและแม้ว่าต้องใช้เวลาอยู่นานพอสมควรกว่าจะได้ยอดขายตามเป้าหมายที่เฝ้ารอในระดับ 2,000 ล้านบาท ซึ่ง นู สกินสามารถไขว่คว้ามาได้สมใจเมื่อปี 2553 พร้อมกับอัตราการเติบโตที่ดีดตัวสูงขึ้นถึง 40% จากนั้นเป็นต้นมาก็ดูเหมือนว่าทุกก้าวเดินของ นู สกิน ภายใต้การนำพาของบอสหญิง “ภคพรรณ” ก็ยิ่งสดใสขึ้นเรื่อยๆ



อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ สุดยอดบอสใหญ่ผู้มีหัวใจนักสู้วิ่งฝ่าวิกฤติคว้ายอดกว่า 1,900 ล้าน

ผู้ขับเคลื่อนธุรกิจยักษ์ขายตรงสัญชาติไทยแท้ในนามบริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ้งแม้จะต้องเผชิญหน้าทั้งกับวิกฤติเศรษฐกิจซ้อนวิกฤติ “การสูญเสีย” เสาหลักผู้เป็นพ่อ “ประธานฯคมศักดิ์ธนา อำพันยุทธ์” ไปอย่างกระทันหันเกินกว่าจะทำใจยอมรับได้ นี่ยังไม่นับรวมวิกฤติจาก “มหาอุทกภัย” ซึ่งยากที่ใครจะหลีกเลี่ยงได้ และจากทั้งหมดทั้งมวลนี่เองจึงส่งผลให้ยอดขายของ คังเซน-เคนโกฯ ลดลงไปจากเดิมราว 10% หรือคิดเป็นตัวเลขยอดขายที่น่าจะไขว่คว้ามาได้ 1,900 ล้านบาท แต่ถึงกระนั้นบอสใหญ่ผู้นี้ก็พร้อมเดินหน้าสู้และรอเวลาผงาดอีกครั้ง



หมอเส็ง-ฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร สุดยอดหมอเทวดารู้ลึกด้านสุขภาพก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ยอดขาย 2,500 ล้าน

นอกจากชื่อเสียงสะท้านฟ้ายกให้เป็นเจ้าตลาดสินค้าสมุนไฟรไทย จีนลือชื่อที่ได้บ่มเพราะจากความรู้ความชำนาญของคุณหมอเส็งแล้ว ยังมัดใจห่วงใยสมาชิกด้วยวิธีการแมะ(กดจุด)ตรวจเช็กสุขภาพได้อย่างแม่นยำ จนแพร่สะพัดถึงความเก่งกาจยกย่องจากสมาชิกว่าหมอเทวดา นอกจากความศรัทธาที่เกิดจากตัวบุคคลแล้ว ด้วยความใจป้ำของหมอเส็งก็ยังครองใจสมาชิกหลายคน เรียกได้ว่าทุกขบวนการลงทุนเริ่มตั้งแต่สำนักงานใหญ่ โรงงานผลิตทั้งที่อยุธยาและสระบุรีรวมถึงอีกหลายโปรเจ็คใหญ่ที่เตรียขยับขยายความมั่นคงในอนาคตและต้องใช้เม็ดเงินลงทุนหลักหลายพันล้านลงทุนด้วยเงินสดทั้งสิ้น ดังนั้นจึงส่งผลให้ตลอดเวลาการทำงานภายใต้โคร่งข่ายที่แข็งแกร่ง ทำให้ขายตรง หมอเส็ง จึงเป็นอีกหนึ่งค่ายที่หลายคนให้ความเชื่อนั่น พร้อมประกาศลั่นถึงเป้าหมายยอดขายปีนี้ 2,500 ล้านบาท



ดร.นพรุจ เวชกุล สุดยอดพ่อพระนีโอไลฟ์ ดับเครื่องชนทุกวิกฤติพิชิต 3,500 ล้าน

สุดยอดผู้บริหารคนต่อมา ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานบริหาร บริษัทนีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ได้เริ่มต้นไต่ระดับความสำเร็จจากคนที่เคยเป็นผู้นำธุรกิจมาก่อน จึงรู้และเข้าถึงระดับความต้องการของงานขายตรงและคนขายตรงเป็นอย่างดี ซึ่งหายมองย้อนกลับไปช่วงปลายปีที่ผ่านมานีโอไลฟ์ประสบหลุมดำทางธุรกิจถูกพิพากษา จากรายการทีวีช่องหนึ่งนำเสนอข่าวว่าบริษัทนีโอไลฟ์ว่าเป็นธุรกิจขายตรงที่ส่อไปในทางหลอกลวงผู้บริโภค หรือเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ สร้างความเสื่อมเสียให้กับบริษัทได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะทำให้ธุรกิจเสียสูญไปบ้างแต่ก็ไม่ทำให้พลังใจต้องสูญเสีย พร้อมเดินหน้าพิสูจน์ความโปร่งใสทางธุรกิจที่อยู่มาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ได้อย่างชัดเจน และด้วยกลยุทธ์ตลาดป่าล้อมเมืองที่นีโอไลฟ์เดินเกมมาถูกทางตั้งแต่เริ่มแรก ผลักดันให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นในทุกปีและเชื่อมั่นว่าเป้าหมายยอดขายสิ้นปีที่ 3,500 ล้านบาทแน่นอน



ดร.สมชาย หัชลีฬา สุดยอดบอสใหญ่ผู้สร้างนัวตกรรม ขยับก้าวผงาด J&C ยอดพุ่ง 2,000 ล้าน

และหากพูดถึงอีกหนึ่งคุณลักษณะในความเป็น “สุดยอดผู้บริหาร” นั้นคือ การมุ่งเน้นที่ “นวัตกรรม” เพราะนวัตกรรม คือการสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นกับสินค้าและบริการที่ชัดเจน ทำให้คู่แข่งยากจะตามทัน ซึ่งคุณลักษณะเช่นนี้คงไม่มีใครโดดเด่นเท่า “ดร.สมชาย หัชลีฬา” บอสใหญ่นักคิดนักสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นกับบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด มาโดยตลอด โดยมีรางวัล “นวัตกรรมการตลาด ขายตรงแนวใหม่ ขายตรงสะดวกซื้อ (JoinMart) รายแรกของไทย ที่ได้รับจาก ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี และสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยเป็นเครื่องการันตีความเหนือชั้นของ J&C ภายใต้ “สูตรสำเร็จเฉพาะตัว” ได้เป็นอย่างดีก่อนขยับก้าวไปสู่ความเป็น “ห้างสรรพสินค้าขายตรงหนึ่งเดียวในสยาม” อย่างสมภาคภูมิในที่สุด ในขณะที่ยอดขายของ J&C ก็ดีดตัวขึ้นทุกปี รวมถึงปี 2554 ที่ผ่านมานี้ยังคงทะยายเป้าเติบโตมากกว่า 35% หรือคิดเป็นตัวเลขยอดขายเพิ่มขึ้นในระดับ 2,000 ล้านบาทกันเลยทีเดียว



มร.คริสโตเฟอร์ คิม สุดยอดบอสใหญ่ระดับอินเตอร์ ปลุกพลังยูนิซิตี้พิชิตยอด 2,000 ล้าน

การได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น “ประธานกลุ่มบริษัทภาคพื้นเอเซียแปซิฟิค” สำหรับ “มร.คริสโตเฟอร์ คิม” บอสใหญ่แห่งค่ายยูนิซีตี้ นั้นย่อมเป็นคำตอบได้ดีถึงความเป็น “สุดยอดผู้บริหารมือเซียนระดับอินเตอร์” ที่สามารถผลักดันยอดขายให้ก้าวทะยานเติบโตอย่างมากเมื่อเที่ยบกับปี 2553 รวมถึงในส่วนของ “ยูนิซิตี้ไทย” ซึ้งแม้จะมีเรื่องให้ท้าทายความสามารถ จากวิกฤติการณ์ที่รายล้อมรอบด้านแต่ด้วยความเหนือชั้นของ “ยูนิซิตี้ไทย” ที่มีอยู่เป็นทุนเดิมโดยเฉพาะแนวทางการบริหารของ มร.คริสโตเฟอร์ คิม ที่มุ่งมั่นกับการพัฒนาคนให้เป็นผู้นำมากยิ่งขึ้น โดยมองว่าการมีผู้นำที่ดีเป็นสินทรัพย์ที่ดีของบริษัท ดังนั้นจึงต้องพัฒนาคนที่มีอยู่พัฒนาให้เป็นผู้นำให้เยอะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีจำนวนมากแล้วจะต้องมีคุณภาพดีขึ้นด้วย และจากจุดนี้นี่เองจึงไม่น่าแปลกใจเมื่อได้เห็นหมู่มวลสมาชิกผู้คนตบเท้าเข้าร่วมธุรกิจขายตรงยูนิซิตี้ไทยกันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันในส่วนของผู้นำนักธุรกิจก็ต่างทยอยกันก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จกันเป็นทิวแถว ส่งผลให้ตลอดทั้งปี 2554 ที่ผ่านมานี้ ยูนิซิตี้ไทย ขยับก้าวเติบโตขึ้นอีกกว่า 20% หรือน่าจะปิดยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 2,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน



สุชาดา ธีรวชิรกุลสุดยอดหญิงเก่งคนสร้างแบรนด์ ดัน “อาวียองซ์” ติดตลาดความงาม

ปัจจับันฐานสมาชิกของอาวียองซ์พุ่งทะลุ 4 แสนรหัสไปเป็นที่เรียบร้อย และที่สำคัญฐานสมาชิกของอาวียองซ์ยังมีอัตราส่วนระหว่างสมาชิกอภิสิทธิ์ และกลุ่มคนทำธุรกิจอยู่ในอัตราที่ไกล้เคียงกันมาก นี่ยังไม่นับรวมฐานผู้บริโภคที่ไม่เน้นทำธุรกิจที่มีอยู่อีกมากมายกว่า 1 แสนคน ขณะเดียวกันยังได้ช่วยให้คนไทยมีรายได้จากธุรกิจอาวียองซ์เป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนมีชื่อติดอยู่ใน “Millionaire Club” มากกว่า 14 คนและเชื่อว่ายอดมนุษย์เงินล้านจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีถัดๆไป



ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี สุดยอดบอสใหญ่ยึดมั่นคุณภาพคู่คุณธรรมปิดแนวคิดบันได 7 ขั้นสร้างอาณาจักรลาชูเล่

ตลอดระยะเวลาที่โลดแล่นอยู่บนถนนขายตรงธุรกิจลาชูเล่สามารถฟันฝ่าวิกฤติหนักๆมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สามารถผ่านพ้นอุปสรรคนั้นมาได้ ทำให้ธุรกิจลาชูเล่ยืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้ องค์ประกอบที่ทำให้ธุรกิจลาชูเล่ยืนหยัดมาได้เกิดจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและการสร้างความสำเร็จด้วยเคล็ดลับแนวความคิดแบบบันได 7 ขั้นหรือหลักการของ “7ผ” เพื่อผลักดันธรกิจให้แข็งแกร่งและมั่นคง ด้วยแผนกลยุทธ์ 7 ขั้นถือเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจของลาชูเล่ได้นำมาใช้ในการบริหารงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทและเป็นแนวการบริหารในฐานะที่เป็นธุรกิจขายตรงคนไทย และจากกลยุทธ์นี้ลาชูเล่ได้ยึดมาโดยตลอดและจะเป็นกลยุทธ์ที่จะใช้สืบเนื่องต่อไปในปี 2555 นี้ด้วย



อคิรณัฐ สุทธิพงษ์เกษตร สุดยอดนักบริหารผู้พลิกชะตา ปั้น อาเจล ทวงเก้าอี้ยอดพันล้าน

หายมีการจัดอันดับบุคคลคุณภาพแห่งปีของวงการขายตรงไทยทางด้านการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ต้องยกให้กับซีอีโอดีเด่นที่ชื่อ “อคิรณัฐ สุทธิพงษ์เกษตร” รองประธานกรรมการ บริษัทอาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพราะหลังจากเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ อาเจล หรือ เอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) เดิม ซึ่งถือเป็น เฝือกร้อน เนื่องจากในช่วงนั้นได้เกิดเหตุการณ์การแตกหักระหว่างผู้บริหารและเหล่าบรรดาผู้นำในยุคบุกเบิกเอเจลที่ได้ย้ายค่ายแบบยกทีม พร้อมกับทิ้งภาระอันหนักอึ้งไว้ให้กับผู้บริหารชุดใหม่ที่เข้ามาสานงานต่อโดยเฉพาะกระแสข่าวที่ระบุว่า บริษัทแม่ในสหรัฐอมเริกาไม่ไห้การช่วยเหลือเอเจลประเทศไทย จนหลายคนปรามาสว่าเอเจลคงต้องปิดตังลงอย่างแน่นอน แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักของ อคิรณัฐ ประกอบกับมีความเข้าใจในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นและค่อยๆคลายปมปัญหาทีละปมจนทำให้ภาพลักษณ์ของอาเจลในวันนี้เริ่มกลับมายืนอย่างสง่างามอีกครั้งในวงการขายตรงเมืองไทย



เนื้อหาข่าวจากหนังสือพิมพ์ Leader Time ฉบับที่ 9 ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2555



ข้อมูลทั้งหมดนี้ไม่ใช่ข้อมูลของยอดขายของแต่ละบริษัทเป็นเพียงการวิเคราะห์เท่านั้น ถ้ายอดขายของแต่ละบริษัทออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อไหร่จะรีบเอามาบอกกล่าวโดยทันทีในหัวข้อ “10 อันดับบริษัทเครือข่ายขายตรงที่มียอดขายสูงสุดประจำปี 2554”

‘โกลด์แคทส์’สาดอาวุธเผด็จศึกขายตรง อัดสื่อทีวีงัดไม้เด็ด!เจาะสมาชิกทั่วไทย



“โกลด์แคทส์” เปิดแผนรับปีมังกร ตีปีกอัดกลยุทธ์ครบเครื่อง ประกาศพร้อมรบในสนาม ไม่หวั่นคู่แข่ง เชื่อในด้านชื่อเสียง คุณภาพสินค้าที่ดีกว่า เผยผลิตภัณฑ์สามารถตอบโจทย์ลูกค้าอย่างชัดเจน พร้อมเปิดตัว 2 ทายาทนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เตรียมแผนบุกตลาดเต็มร้อย งัดไม้เด็ด! ทุ่มทุนสร้างสื่อทีวีดาวเทียมช่อง “GIFT Channel” ลุยตีธุรกิจตลาดในวงการขายตรงด้วยสื่อทีวีเต็มรูปแบบ หวังขยายฐานลูกค้าทั่วไทย ตั้งเป้าเดินหน้าสู่โกอินเตอร์
ณ ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า สมรภูมิรบใน “ธุรกิจขายตรง” ค่อนข้างมีการแข่งขันที่สูงอย่างมากทีเดียว เห็นได้จากมี “เหล่าผู้ประกอบการ” มากหน้าหลายตากระโดดเข้ามาสู่ธุรกิจนี้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งค่ายเล็ก-กลาง-ใหญ่ เรียกได้ว่า ต่างจากเมื่อก่อนที่มีเพียงไม่กี่ค่ายเท่านั้นเอง
ขณะเดียวกันแต่ละค่ายล้วนแล้วแต่ชูความโดดเด่นของตัวเองออกมาแบบใส่ไม่ยั้งกันเลยทีเดียว ทั้งกลยุทธ์ แผนการตลาด สินค้า เพื่อหวังสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคและสมาชิกเช่นเดียวกับ “บริษัท โกลด์ แคทส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด” ที่โลดแล่นอยู่ในแวดดวงธุรกิจเครือข่ายมาพอสมควร และคนเครือข่ายต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี
ในปี 2555 นี้ ต้องบอก “โกลด์ แคทส์” เองก็เช่นเดียวกัน เตรียมความพร้อมที่จะประกาศสู้ศึกในสนามรบนี้อย่างเต็มตัว แม้จะมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งและมากฝีมือเพียงใดก็ตาม แต่ด้านชื่อเสียงและคุณภาพสินค้าของ “โกลด์ แคทส์” นั้นมีคับแก้ว ทั้งในหมวดของสุขภาพ ความสวยความงาม และผลิตภัณฑ์ด้านเกษตร จนยากที่คู่แข่งจะล้มลงได้ง่ายๆ และจากการที่สะสมประสบการณ์มานานนับ 20 ปี ทำให้ในวันนี้ “โกลด์แคทส์” ได้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างชัดเจนแล้ว ด้วยนโยบายบริษัทที่ต้องการขยายงานไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงต่างประเทศด้วยเช่นกัน
การค้นหาตัวเอง คือ การค้นหาสมบัติตนเอง และเป็นสมบัติอันล้ำค่า ท่านลองมาค้นหาตัวเอง และพิสูจน์ตัวเองใน “โกลด์แคทส์” ที่นี่พร้อมจะให้โอกาส และชี้แนวทางในการค้นหาตัวเองก้าวสู่มนุษย์เงินล้าน
“ธัชกร ณัชชกรุตม์” ประธานกิตติมศักดิ์ หัวเรือใหญ่แห่ง บริษัท “โกลด์ แคทส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด” จากเดิมที่เป็นแค่บุคคลธรรมดา แต่ได้พกพาความมุ่งมั่นมาเต็มสองมือ ทำให้ทุกวันนี้ยืนหยัดสู่ความสำเร็จได้ และพร้อมจะก้าวหน้าอีกขั้น ด้วยการมอบหมายบทบาทหน้าที่แก่ทายาทนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง “นภปก” หนึ่งในตระกูลวิวัฒนาช่าง ให้มาดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการฝ่ายบริหาร ทำหน้าที่แทนผู้เป็นพ่อ ที่คอยให้คำแนะนำอยู่ข้างหลังอย่างไม่ขาดกับหน้าที่หลักๆ ด้วยองค์รวมทั้งหมด พร้อมเน้นเรื่องการบริหารองค์กร การบริหารสื่อ การทำงานของผู้นำฝ่ายบริหารต่างๆ รวมไปถึงการดูแลลูกค้า ทั้งการบริการและสินค้า
ถึงแม้จะเป็นหนุ่มรุ่นใหม่ที่เพิ่งมาหยิบจับธุรกิจขายตรงอย่างเต็มตัว แต่ “ นภปก ” ก็พร้อมที่จะนำพา “โกลด์ แคทส์” สู่จุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้ให้ได้ ด้วยพื้นฐานของบริษัทที่ปูทางมาอย่างเป็นระบบอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะสานต่ออย่างจริงจัง
และอีกหนึ่งทายาท “กฤษณะ วิวัฒนาช่าง” หนุ่มจบด้าน “ Communication Art” เกี่ยวกับสื่อโดยตรงที่พร้อมจะโลดแล่นในวงการธุรกิจ ด้วยการงัดกลยุทธ์ทุ่มทุนสร้างสื่อทีวีดาวเทียมช่อง “GIFT Channel” ตีธุรกิจตลาดในวงการขายตรงด้วยสื่อทีวีเต็มรูปแบบ เพื่อให้ออกมาตอบโจทย์ขยายฐานลูกค้าอย่างชัดเจน และรับรู้ข่าวสารของผู้บริโภค ที่ครบเครื่องครบสูตรไม่ว่าจะเป็นความบันเทิง รอบรู้เรื่องสุขภาพ เจาะลึกการเกษตร หรือแม้กระทั่งเรียลลิตี้ตามสถานที่ต่าง ๆ
แต่การมาจับสื่อทางทีวีนั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิด “กฤษณะ” ต้องเรียนรู้ทั้งเรื่องการถ่ายทำ การตัดต่อ เรื่องสคริป ที่ใช้เวลากว่า 5 เดือน จนศึกษาอย่างถ่องแท้และนึกเสมอว่าลูกค้าต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด ด้วยระยะเวลาเพียง 1 ปี ที่สื่อทางทีวีได้เผยแพร่ และเปิดตัวเป็นที่รู้จักในวงการนี้ พร้อมกับประสบความสำเร็จด้วยดี ทำให้การกระจายข่าวสาร ภาพลักษณ์บริษัท ภาพลักษณ์ของสินค้า กระจายออกสู่สายตาประชา ชนไปอย่างไม่หยุดยั้ง อีกทั้งยังเป็นช่องทางที่จะทำให้ผู้นำทำงานง่ายขึ้น
ในด้านการบริหารงาน “โกลด์แคทส์” เน้นในเรื่องการสร้างองค์กร โดยมีระบบการเทรนนิ่งเพื่อพัฒนาองค์กรอย่างมืออาชีพ ด้วยทีมงานวิทยากรที่มีประสบการณ์มากว่า 20 ปี ตามหลักสูตรสากล ที่ถือว่าสมาชิกส่วนใหญ่เข้ามาเริ่มจากการเป็นผู้บริโภค สินค้าดีก็แนะนำต่อเพื่อนบ้านและเครือญาติ เมื่อสินค้าดีแล้ว ทำให้หลายๆ คนเริ่มสนใจในธุรกิจและรายได้ที่เข้ามา ด้วยระบบการฝึกอบรม 3 หลักสูตร คือหลักสูตรรองรับเรื่องของพื้นฐานสำหรับผู้ทำธุรกิจมือใหม่ ด้วยการจัดกลุ่มผู้นำที่มีประสิทธิ ภาพคอยฝึกอบรมและฝึก สอนหลักสูตรเรื่องผู้นำมืออาชีพที่จริงจังการทำธุรกิจด้านนี้โดยตรง และหลักสูตรเรื่องผู้บริหาร ให้สามารถบริหารองค์กรทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เรียกว่าทุกปัญหาที่สมาชิกเจอสามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน...!!
เมื่อช่องทางธุรกิจพร้อมระบบการทำงานตอบโจทย์ได้ดี ทำให้ทุกวันนี้ยอดสมาชิกพุ่งขึ้นเป็นหลักแสนด้วยสื่อที่สามารถติดตามลูกค้าจากยอดตอบรับการสั่งซื้อได้ และพร้อมที่จะประชุมปรับปรุงให้ความรู้เพิ่มเติมกับผู้บริโภค จากความแข็งแกร่งที่สร้างขึ้นนี้เองทำให้ “โกลด์แคทส์” พร้อมที่จะประกาศศักดารุกและขับเคลื่อนอย่างเต็มตัว
ปัจจุบัน “โกลด์แคทส์” มีศูนย์กระจายสินค้า ทั้งจังหวัดอุดรธานี จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดลพบุรี ที่เป็นศูนย์หลักๆ ส่วนศูนย์กระจายสินค้าเรื่องการเกษตรนั้นจะมีศูนย์เซ็นเตอร์ รวมแล้วประมาณ 10 – 30 ศูนย์ กระจายทั่วประเทศ เพื่อรองรับผู้บริโภคที่สนใจสินค้าด้านการเกษตรที่ถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน
นอกเหนือจากนี้ ยังรวมไปถึงอาวุธทางสื่อทีวีช่อง “GIFT Channel” ที่เป็นช่องทางสำคัญเหนือกว่าบริษัทอื่นที่ทาง “กฤษณะ” หยิบจับมาเป็นกลยุทธ์ในการบุกตลาด เพื่อเข้าถึงผู้บริโภค และดึงดูดใจลูกค้าได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากที่แต่เดิมการออกไปพบปะลูกค้าได้แต่ละวันจะได้เพียง 3 – 4 คนเท่านั้น แต่ทุกวันนี้เมื่อมีสื่อทางทีวีเข้ามาช่วยทำให้สามารถกระจายความรู้ออกไปแก่ผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และเร็วขึ้น
และด้วยการรอบรู้เรื่องสินค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ทำให้ประสิทธิภาพสินค้า “โกลด์แคทส์” มีมากกว่าบริษัทอื่นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะรายการเกี่ยวกับสินค้าสำหรับสุภาพสตรีและสุขภาพอย่าง “เอ็นไซน์นาโน” เพราะเป็นสินค้ารุ่นใหม่ และมีประสิทธิ ภาพดีกว่ารุ่นเก่า ทำให้ผู้บริโภคไว้วางใจ และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี
แม้นวัตกรรมความงามจะมีหลายค่ายแข่งขันกันแต่ “โกลด์แคทส์” ก็ไม่หยุดยั้งพร้อมนำ “ขีปนาวุธ” เพื่อสุขภาพตัวใหม่มาเสริมทัพ สร้างพลังการขายได้แรงเกินพิกัดนั่นคือ “เอ็นไซม์” หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 3 เดือนแรก สามารถทุบสถิติยอดขายในวงการขายตรงได้อย่างสวยงาม ปลุกพลังความฮึกเหิมให้สมาชิกได้อุ่นเครื่องเต็มรูปแบบ ที่จะช่วยเติมเต็มปรับปรุงส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกาย รวมถึงสินค้าในยุคแรกๆ “เคี่ยงเซียมเจ็ง” สมุนไพรสูตรจากประเทศจีน และ “เคี่ยงเซียมจู” สำหรับสุภาพสตรีที่เน้นในเรื่องผิวพรรณ ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีมากว่า 12 ปีแล้ว
จากระยะเวลา 12 ปี ย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 “โกลด์แคทส์” ได้ผ่านการลองผิดลองถูก อุปสรรคปัญหาต่างๆ มามากมาย ปัจจุบันได้ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ปรับปรุงทั้งเรื่องของสมาชิก การให้บริการ คุณภาพสินค้า และการบริหารผู้นำจนประสบความสำเร็จ รวมถึงผู้บริโภคที่เน้นตรงนี้เป็นหลัก ก้าวไปสู่จุดเดินต่อไปโดยไม่กลับมามีปัญหาอีก ซึ่งเป็น “ก้าวแรกที่ผ่านมา และจะเป็นก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่” เรียกว่าถ้าพูดถึง “โกลด์แคทส์” เรื่องความโดดเด่นแล้วต้องนึกถึงผู้นำ ผู้บริหาร สินค้า และแผนการตลาดเป็นสำคัญ
สำหรับเป้าหมายที่ทาง “นภปก วิวัฒนาช่าง” และ “กฤษณะ วิวัฒนาช่าง” ได้วางไว้นั้น คือ ต้องการให้ทุกส่วนของประเทศ ได้เห็นภาพและรับรู้ถึงสินค้าของ “โกลด์แคทส์” ที่ผ่านการคัดกรอง และพัฒนาอย่างมีคุณภาพ โดยกระจายไปทั่วประเทศ รวมไปถึงช่องรายการ “GIFT Channel” ที่สามารถเป็นสื่อและเป็นศูนย์รวมของสมาชิกจากทั่วประเทศ ที่จะนำข่าวสารเกี่ยวกับ “โกลด์แคทส์” ภาพลักษณ์ และสินค้า ให้ผู้บริโภคไว้วางใจ ที่จะเป็นอาวุธหลักให้สมาชิกทำงานและประสบความสำเร็จได้มากยิ่งขึ้น
จากประสบการณ์ที่ “โกลด์แคทส์” สะสมมา ทำให้ทุกวันนี้เดินมาถูกทางแล้ว ...!!! กับ “ธุรกิจขายตรง” ที่ทุกบริษัทใฝ่ฝันถึงความเจริญก้าวหน้าและหยิบจับเงินล้านอย่างไม่ลังเล

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 312 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

ศึกชี้ชะตาสื่อขายตรง 2012



วิเคราะห์เจาะลึก “สื่อขายตรงยุคใหม่” จะเดินไปทิศทางใด เมื่อกลุ่มผู้ประกอบการเครือข่ายต่างก็หันมาเปิดสื่อเป็นของตัวเอง“บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ” นำทัพบุกยึดโฆษณาทุกสื่อขายตรงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมเข้าเทคโอเว่อร์สื่อ และเปิดสื่อเป็นของตัวเองเพียบ “ค่ายP5, อมตะ, โกลด์ แคทส์, มิทเชลล์ฯ, จอยแอนด์คอยน์ฯ, กิฟฟารีน, สตาร์ ซันไชน์, มีช่องทีวีดาวเทียม และวิทยุชุมชนเป็นหัวหอกสำคัญในการรุกตลาด ส่วนค่ายขายตรงระดับกลางที่ใช้งบโฆษณามากที่สุดกว่า 40 บริษัท ต่างก็แบ่งขั้วจับมือกับสื่อขายตรงอาชีพ 3 กลุ่มไปเรียบร้อยแล้ว อีก 3-5 ปีสื่อขายตรงที่เหลือจะปรับตัวอย่างไรเพื่อความอยู่รอด
ใครจะคิดล่ะว่า การแข่งขันในธุรกิจเครือข่ายยุคใหม่ จะพลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้เมื่อในอดีต “สื่อสิ่งพิมพ์ขายตรง” ได้เข้ามามี “บทบาทสำคัญ” ในการกำหนดทิศทางการตลาดของอุตสา หกรรมนี้อย่างเห็นได้ชัด กินเวลายาวนานถึง 10 ปี เกือบ 10 แบรนด์
เมื่อปี 2550-2551 สื่อหนังสือพิมพ์ขายตรงทั้งระบบ เริ่มปรับขบวนยุทธครั้งใหญ่ เพื่อแข่งกับ “โซเชียล เน็ตเวิร์ค” นั่นคือ อินเตอร์เน็ต หรือเว็บไซต์ ซึ่งลูกค้าในกลุ่มบริษัทเครือข่ายต่างเข้าไปใช้ระบบดังกล่าวหรือเป็นเจ้าของเว็บได้ไม่ยาก
กอปรกับในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดสื่อใหม่ๆ ที่สามารถเข้าไป “เจาะทะลุหัวใจ” ของคนเครือข่ายได้ถึงในห้องนอน นั่นคือ “สื่อทีวีดาวเทียม” ผู้คนสามารถสัมผัสได้ทั้งภาพและเสียง
นอกจากนี้ยังมี “สื่อวิทยุชุมชน” ได้เข้ามาผสมโรง ส่งผลให้โฉมใหม่ของธุรกิจขายตรงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จนกลายเป็นว่า บท บาทของสื่อหนังสือพิมพ์ขายตรง ที่เคยเป็น “กุญแจ” ดอกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้เมื่อในอดีต ขณะนี้กำลังถูกท้าทายอย่างมาก เพราะกลุ่มลูกค้าจำนวนไม่น้อยทำท่าจะมองว่า เป็นแค่ไม้ประดับหรือทางเลือกสุดท้ายไปโดยปริยาย เนื่องจากเกิดข้อเปรียบเทียบระหว่าง “สื่อทีวีดาวเทียม, วิทยุชุมชน และอินเตอร์เน็ต” ว่า สื่อขายตรงแบบดั้งเดิมเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้น้อยกว่านั่นเอง
นี่คือ “โจทย์ข้อใหญ่” ที่เจ้าของสื่อหนังสือพิมพ์ขายตรงค่ายต่างๆ จะต้องนำไปขบคิดกับการเปลี่ยน แปลงครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสื่อของตนเองว่าจะเดินไปทางไหน ชนิดที่นอนไม่หลับเลยทีเดียว
ลำพัง “สื่อทีวีดาว เทียม, วิทยุชุมชน” ที่เข้ามามี “อิทธิพล” ต่อธุรกิจขายตรงของเมืองไทย ด้วยคนทำสื่อมืออาชีพอย่างเดียวคงไม่เท่าไหร่
สิ่งหนึ่งที่ควรจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคนที่ทำสื่อขายตรงเป็นอาชีพ “ห้ามกะพริบตา” เด็ดขาด เมื่อลูกค้า หรือเจ้าของบริษัทขายตรงต่างหันมาเปิดสื่อเป็นของตัวเองเพิ่มมากขึ้น แถมมีประสิทธิภาพ “ส่งตรงถึงบ้าน” เข้าถึงผู้บริโภค มากกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ที่มีอยู่หลายฉบับด้วยซ้ำไป
“จุดแตกหัก” ที่จะทำให้เจ้าของสื่อหนังสือ พิมพ์ขายตรง ที่ยังยึดติดกับความคิดล้าหลัง และเข้าข้างตัวเองมาโดยตลอดจะต้องหันกลับมา “ทบทวน” บทบาท และรูปแบบการทำงานของตัวเองชนิดที่ใจหายใจคว่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ภาวะน้ำท่วมที่ผ่านมา ก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับสื่อหนังสือพิมพ์ขายตรง เพราะบางพื้นที่ไม่สามารถวางจำหน่ายได้เป็นเวลานานกว่า 3-4 เดือน
ทำให้สื่อหนังสือพิมพ์ไปอยู่ในมือของผู้บริโภคได้น้อยลง ส่งผลกระทบกับลูกค้าที่ลงโฆษณา ซึ่งไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจ
เวลานี้จึงมีสื่อหนังสือ พิมพ์ขายตรง 2-3 ฉบับ ได้พากันปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสร้าง “แอพพลิเคชั่น” เป็นของตัวเอง เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเสพข่าวสารได้ทาง “แท็บเล็ต และ Ipad 2” แบบฟรีๆ ถือเป็นบริการเสริมอีกช่องทางหนึ่ง เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ ซึ่งนอกเหนือจากการมีเว็บไซต์ไว้บริการเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
มาโฟกัสกันชัดๆ อย่าง “บริษัท อมตะ จำกัด” นี่ก็มีช่องทีวีดาวเทียมเป็นของตัวเอง “บริษัท พี 5 จำกัด นี่ก็มีสื่อทีวีเป็นของตัวเอง บริษัท โกลด์ แคทส์ฯ นี่ก็มีทีวีดาวเทียมช่อง Gift Channel เป็นของตัวเอง บริษัท มิทเชลล์ฯ ก็มีช่อง Pink TV เป็นของตัวเอง
และที่น่าจับตาชนิดที่ห้ามกะพริบเป็นอันขาด นั่นก็คือ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ” เวลานี้มีช่อง Neo TV เป็นของตัวเอง แถมไปเทค โอเว่อร์ หนังสือพิมพ์ราย 3 วันอย่าง “สยามธุรกิจ” เป็นที่เรียบร้อยเมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา
“บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นี้ ยังมีแผนเปิดสำนักข่าวเพิ่มอีก 1 ช่องทาง โดยอาศัยทีมข่าวหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจเป็นหัวหอก ซึ่งจะเปิดช่องทีวีดาวเทียมช่องใหม่เพิ่มขึ้นอีกในเร็วๆ นี้ ส่วนที่จะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ อีกไม่นานคงรู้ผล
“นพรุจ เวชกุล” ยังโปรยงบโฆษณาครองพื้นที่สื่อขายตรงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แถมยังมีสายสัมพันธ์อันแนบแน่นกับผู้บริหารสื่อขายตรงเกือบทุกฉบับ นี่ยังไม่นับรวม “สื่อฟรีทีวี” ชั้นนำอีกหลายช่องด้วยกัน
ขณะที่ “บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด” ค่ายนี้กลับไปเอาดีทางสื่อวิทยุชุมชน “โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ” ไล่กว้านซื้อสถานีวิทยุชุมชนกว่า 40 สถานีกระจายไปทั่วทุกภาคของไทย
นอกจากนี้ “บริษัท จอยแอนด์คอยน์ฯ”ก็เตรียมเปิดช่องทีวีดาวเทียมเป็นของตัวเอง ซึ่งจะเริ่มแพร่ภาพออกอากาศในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
หรืออย่าง “บริษัท กิฟฟารีนฯ” นี่ก็ได้ข่าวว่าจะเปิดช่องทีวีดาวเทียมเป็นของตัวเองเช่นกัน
ส่วนบริษัทขายตรงระดับกลางที่ใช้งบโฆษณามากในอันดับต้นๆ อีกกว่า 40 บริษัท ที่ไม่มีสื่อเป็นของตัวเอง เวลานี้ได้เข้าไปจับมือกับสื่อขายตรงอาชีพ 2-3 กลุ่มอย่างเหนียวแน่น
กลับกลายเป็นว่า สื่อหนังสือพิมพ์ขายตรงแบบเดิมๆ เวลานี้ ไม่ได้แข่งขันในกลุ่มสื่อด้วยกันเองอีกต่อไป แต่เป็นการแข่งขันระหว่าง ลูกค้าขายตรงที่มีสื่อเป็นของตัวเอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นับว่า ในปี 2555 นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการ “พลิกโฉมใหม่” ของสื่อขายตรงไทยทั้งระบบอย่างไม่ต้องสงสัย และในอีก 3-5 ปีข้างหน้า อาจเหลือสื่อสิ่งพิมพ์ขายตรงเพียง 3-4 ฉบับเท่านั้น ที่ยังคงอยู่ได้ เพราะมีพลังหนุนจากสื่อด้านอื่นๆ เสริมเขี้ยวเล็บ ส่วนที่เหลือยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งอาจมีการควบรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งก็เป็นได้
ฉะนั้น สื่อขายตรงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด นั่นคือ การก้าวเข้าสู่ระบบ “โซเชียล เน็ตเวิร์ค” อย่างสมบูรณ์แบบ กล่าวคือ การสร้าง “แอพพลิเคชั่น” เพิ่มอีกช่องทางหนึ่งเพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสข่าวสารขายตรงอย่างง่ายดาย
เมื่อ “Ipad” เข้ามามีบทบาทสำคัญ ย่อมจะทำให้สื่อประเภทนิตยสารขายตรง ถ้าไม่มีการปรับตัวด้วยการสร้าง “แอพพลิเคชั่น” ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าไปอ่านในโลกไซเบอร์ได้ จะเริ่มเสื่อมมนตร์ขลังลงไปเรื่อยๆ
เชื่อว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้า “แท็บเล็ต และ Ipad” จะเข้ามามีบทบาทสูงสุดต่อการทำอาชีพเครือข่ายขายตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสามารถพกพาไปไหนมาไหนอย่างสะดวกสบาย
สามารถบรรจุสื่อหลากหลายยี่ห้อไว้ในเครื่องเดียวกันได้ไม่มีขีดจำกัด เปิดข้อมูลให้กลุ่มผู้มุ่งหวังให้ดูข่าวสารความเคลื่อน ไหวทั้งภาพ และเสียงบริษัทที่ตนสังกัดอยู่ได้แบบง่ายๆ ช่วยเร่งเร้าให้ผู้บริโภคตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจได้เร็วขึ้น
นี่คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของ “สื่อหนังสือ พิมพ์ขายตรงไทย” ที่ทุกค่ายจะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด!

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 312 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555