ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จับตา! แดนใต้ ยุทธภูมิทองคำ MLM



ความเฟื่องฟูของธุรกิจขายตรงภาคใต้ดูจะกลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยก เพราะหาก มองโดยผิวเผิน ภาคใต้ก็เป็นเพียงพื้นที่หนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าภาคอื่นๆ แล้วเหตุใดธุรกิจขายตรงในส่วนของภาคใต้ปัจจุบัน ดูจะเป็นภาคที่ทำเม็ดเงินได้สูงที่สุดเมื่อหยิบเอาทุกพื้นที่มาวัดกัน

จากที่ทราบกันดีว่า ภาคใต้ เป็น พื้นที่ที่มีการเพาะปลูกพืชไร่พืชสวนมีเม็ดเงินเข้ามาจากการเกษตร และการท่องเที่ยวเป็นหลัก และสิ่งหนึ่งที่ ทำให้ประชาชนในภาคใต้มีฐานะขึ้นมา คงหนีไม่พ้นในส่วนของการปลูกยางพารา ซึ่งถือเป็นพืชการเกษตรอันดับ หนึ่งของภาค โดยจากการที่รัฐบาลใน ทุกยุคก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับราคาของยางพาราโดยตลอด ทำให้รายได้ ของประชาชนในพื้นที่ยิ่งงอกงามไม่เว้นในทุกฤดูกาล

นี่จึงเป็นเหตุให้ผู้คนในพื้นที่มีกำลังซื้อ กำลังจ่าย มากกว่าพื้นที่อื่นๆ ของประเทศ ธุรกิจขายตรงซึ่งเป็นอีก หนึ่งธุรกิจทางเลือกในการเพิ่มรายได้ จึงเข้ามามีอิทธิพล เพราะเมื่อกำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่มีมาก เรื่อง ของสินค้าของวงการเครือข่ายจึงเข้า มามีส่วนสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มรายได้ ซึ่งจากข้อมูลการเติบโตของธุรกิจขายตรงภาคใต้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า ภาคใต้คือแหล่งทองคำ ของธุรกิจขายตรง เพราะมีการเติบโต ไม่ต่ำกว่า 10% ในทุกปี โดยเฉพาะช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

โดยนายวชิรชัย คงชัย ประธาน ชมรม ธุรกิจขายตรงภาคใต้ ได้เผย “สยามธุรกิจ” ว่า เอกลักษณ์สำคัญ ของธุรกิจเครือข่ายในภาคใต้ นั่นคือ บริษัทขายตรงแต่ละค่ายไม่ค่อยมีปัญหา หรือมีความเดือดร้อนในการทำธุรกิจ มากนัก นอกเหนือจากนี้ ตนมองว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคยังส่งผลดีต่อการทำธุรกิจ ในพื้นที่ด้วยซ้ำ เนื่องจากเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็เสมือนกับเป็นช่องทางหนึ่งให้สมาชิก และแม่ทีมได้ไปมาหาสู่ เยี่ยมเยียนซึ่ง กันและกัน ซึ่งจะช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน

ทั้งนี้ วชิรชัย ยังได้วิเคราะห์ภาพรวม ของธุรกิจขายตรงในปี 2555 นี้ว่า “ปีนี้ ถือ เป็นปีแห่งมืออาชีพ เพราะจากข่าวในแวดวง ธุรกิจขายตรงจะเห็นได้ว่า สมาชิกเอาจริง เอาจังกับการทำงานเครือข่ายกันมากขึ้น โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งมีการจัดตั้งเป็นสมาคมต่างๆ เริ่มมีการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งจุดนี้ตนมองว่าจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ ที่ดีให้แก่วงการธุรกิจขายตรงของไทยเรา ให้คนทั่วไปที่ยังไม่เข้าใจ ได้เห็นถึงคุณค่า ความคุ้มค่า และโอกาสชีวิตที่ดีมากมายเมื่อเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย

นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐที่ให้ความใส่ใจธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น หรือภาค วิชาการที่มีการตื่นตัว เริ่มปรับหลักสูตร จัด ทำหนังสือคู่มือเกี่ยวกับธุรกิจนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ได้รู้จักธุรกิจนี้อย่างแท้จริง ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปีนี้ ธุรกิจเครือข่าย “เป็นปีแห่งมืออาชีพ” การตลาดมีการเติบโตมากขึ้น สะดวกขึ้น ผู้คนเข้ามาสู่ธุรกิจเพิ่มขึ้น

ส่วนความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีก ประการหนึ่งในวงการธุรกิจเครือข่าย ตนมองว่า น่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มคนกลุ่มใหม่ ที่เข้ามาในธุรกิจนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบุคคล ที่อยู่ในฐานะปานกลางถึงระดับสูง ที่จะเริ่ม มองหาอาชีพซึ่งไม่เกิดความเสี่ยง แม้ว่าจะ เกิดภัยพิบัติใดๆ หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ไม่ว่า จะเป็นวัยรุ่น นักเรียน นักศึกษา ที่มีความ เข้าใจในธุรกิจเครือข่ายจากระบบการเรียน การสอนจากการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กเพิ่มขึ้น

จากประเด็นที่เกี่ยวเนื่องจากการที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน มีการนำธุรกิจขายตรงเข้าสู่หลักสูตรตัวเลือกของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นวิชาเรียนที่ให้นักศึกษา ได้เลือกเรียน โดยหลักสูตรนี้จะเป็นการสอนให้นักศึกษาได้ทราบถึงธุรกิจขายตรง ในหลายรูปแบบ ซึ่งหลังจากเรียนจบ นักศึกษาก็จะมีความรู้ในธุรกิจ นำมาซึ่งการให้ ความสำคัญ และเดินเข้าสู่ระบบเครือข่าย

ด้านพัฒนาการของธุรกิจขายตรงภาคใต้ พบว่าในปีนี้มีทิศทางการเจริญเติบโต ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วเกือบเท่าตัว คือ จากการ ที่ตนได้มีโอกาสทัวร์ภาคใต้เกือบทุกจังหวัด ในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่า ธุรกิจขายตรง ภาคใต้ได้พัฒนาไปทุกมิติ ทุกมุมมอง โดย สังเกตได้จากหลายๆ บริษัทมีการเติบโตกัน อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ยอด สมาชิก หรือแม้แต่ความสำคัญของธุรกิจในการช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชนในทุกระดับมากขึ้น ถือว่าปีนี้การทำงานในภาคใต้คึกคักมาก

>> ผู้ค้าการันตีภาคใต้แรง!

นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงตลาดทางภาคใต้ ว่า “ตลาดภาคใต้ถือเป็นตลาด ที่สำคัญในธุรกิจขายตรง เพราะจากอัตรา การเติบโตในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ใน ระดับที่สูง จนทำให้บริษัทเครือข่ายหลายค่ายสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่ภาคใต้มากขึ้น ซึ่งบริษัทสุพรีเดอร์มเองก็มียอดขายในตลาดภาคใต้เป็นที่น่าพอใจ คือมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 15% จากยอดการขายรวมทั้งหมดของบริษัท”

เมื่อมองถึงสาเหตุที่ตลาดทางภาคใต้ เป็นตลาดหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตสูง นาย ธรรมนูญ กล่าวว่า “เกิดจากการที่สมาชิก ในภาคใต้เข้มแข็ง ขยัน มีกำลังซื้อ และประการสำคัญ คือ คนใต้เป็นคนที่ช่างเลือก ใช้ของ หรือใช้สินค้า เช่น เมื่อเลือกซื้อก็ต้องซื้อของที่ดีจริงๆ ดังนั้นเมื่อสุพรีเดอร์ม เข้าไปเจาะตลาด บริษัทก็สามารถเติบโตได้ เพราะตนมั่นใจว่าสินค้าของสุพรีเดอร์มมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของชาวใต้ เขาไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ฉะนั้นทิศทางในตลาดภาค ใต้ทั้งของบริษัทเองและขายตรงโดยภาพรวมตนมั่นใจว่าจะต้องเติบโตอย่างต่อเนื่อง แน่นอน

ด้านนายบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเครือข่าย เอสเนเจอร์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ภาคใต้ถือเป็นภาคที่มีผลตอบรับในเรื่อง ของธุรกิจเครือข่ายมานานแล้ว แม้อาจจะ มีปัญหาบ้างในเรื่องของการเดินทาง โดย เฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ แต่หากมีการปรับปรุงในเรื่องของการขนส่งสินค้าให้มีความสะดวกขึ้น ตนก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา นอกจากนี้ สิ่งสำคัญอีกประการของการทำธุรกิจเครือข่ายไม่ว่าพื้นที่ใดก็ตาม ตนคิดว่า คือเรื่องระบบการจัดฝึกอบรมของแต่ละบริษัท ซึ่งจะต้องมีระบบ ระเบียบที่ชัดเจน และมีความเป็นไปได้จริงๆ จึงจะทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ ดังนั้น ตนมองว่าหากบริษัทเครือข่ายเน้นใน 2 เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเกิดปัญหาใดๆ

ทิศทางต่อไปตนมองว่าธุรกิจเอสเนเจอร์และธุรกิจเครือข่ายโดยรวมในภาค ใต้จะต้องเติบโตมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะนอกจากเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน ของบริษัทเครือข่ายที่มีคุณภาพแล้ว ประชาชนในภาคใต้ก็ถือว่ามีกำลังซื้อสูงเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ นอกจากนี้ ชาวใต้ยังมีความรู้ในเรื่องธุรกิจเครือข่ายดีมาก ตนจึงมั่นใจได้ว่าสมาชิกเครือข่ายในภาคใต้ของบริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องแน่นอน
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘กิฟฟารีน’จัด‘50 ล้าน’ฟื้นฟูโรงงาน ‘หมอต้อย’ดีเดย์ 20 ธ.ค.เดินเครื่องผลิตสู่ภาวะปกติ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด



“เราเป็นโรงงานสุดท้ายในนวนครที่ถูกน้ำโจมตี
จากจำนวน 221 โรงงาน”

เมื่อ 2 ฉบับก่อน “เส้นทางนักขาย” นำเสนอสกู๊ปพิเศษ...ห้วงวิกฤตน้ำพิโรธ! “กิฟฟารีน” หนึ่งเดียวแห่ง “นวนคร”…ว่าด้วยเรื่องราวของการต่อสู้กับ “มหาอุทกภัย” เพื่อปกป้องโรงงานของ “กิฟฟารีน” ที่ตั้งอยู่ใน “นิคมอุตสาหกรรมนวนคร” ภายใต้การบริหารงานของ “พญ.นลินี ไพบูลย์” ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด
“BIZ RECORD” ฉบับนี้จึงขอนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษของ “พญ.นลินี” ที่ให้สัมภาษณ์ผ่าน “รายการโทรทัศน์เส้นทางนักขาย” ออกอากาศทางเนชั่นทีวีไปเมื่อไม่นานมานี้ ถึงลำดับขั้นต่อไปของการฟื้นฟูโรงงานหลังน้ำลด จนถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา
อาณาจักร‘กิฟฟารีน’บนเนื้อที่ 25ไร่

เริ่มต้นด้วยการย้อนไปดูข้อมูลของ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัดโดยได้เปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2539 ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ มีศูนย์ธุรกิจมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

ต่อมาในปีพ.ศ.2551 บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด มีการจัดตั้งโรงงานเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ กิฟฟารีน และแพททรีนา โดยโรงงานของกิฟฟารีนใช้งบลงทุน 700 ล้านบาท ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 25 ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ออกแบบถูกต้องตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice) ทั้งในด้านโครงสร้างและวัสดุที่ใช้ เป็นโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตระดับสากล สามารถรองรับกำลังการผลิตได้มากกว่า 10,000,000 ชิ้น/เดือน ดำเนินงานโดยบุคลากรมืออาชีพ อีกทั้งยังเป็นโรงงานที่รักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โรงงานในกลุ่มบริษัท กิฟฟารีน ประกอบไปด้วย 3 บริษัท

ได้แก่ 1. บริษัท สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ จำกัด ผลิตเครื่องสำอางประเภท ครีม ของเหลว แป้งสำหรับผิวหน้า ผิวกาย ลิปสติก น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ภายใต้ชื่อ “Giffarine”
2. บริษัท สกายไลน์ เฮลท์แคร์ จำกัด ผลิตอาหารเสริมเพื่อสุขภาพและกลุ่มยาแผนโบราณ
3. บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ แลบบอราทอรี่ แอนด์ เฮลท์แคร์ ดูแลงานด้านการตลาดระหว่างประเทศ รวมทั้งงานในส่วนของห้องปฏิบัติการกลาง หรือ Central Lab ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยโรงงานในกลุ่มบริษัทกิฟฟารีน

ได้รับรางวัลมากมาย อาทิเช่น รางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่นประจำปี 2553 หรือ PM Award 2010ประเภทที่ใช้ตราสินค้าของตนเอง (Thai – Owned Brand), รางวัล Superbrands2008-2010 จาก Superbrands ประเทศไทย, รางวัล อย. Quality Award 2009 จากส านักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข, ใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2008 จากหน่วยงาน Bureau Veritas Certification Accredited by ANAB, ใบรับรองระบบจัดการสุขลักษณะ GMP จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข, GMP การผลิตเครื่องสำอาง, GMP การผลิตยาจากสมุนไพร, GMP การผลิตอาหาร

คาด‘20 ธ.ค.’โรงงานกลับสู่ภาวะปกติ

สำหรับ “ความเคลื่อนไหวล่าสุด” ของการวางแผนจัดการฟื้นฟูโรงงานกิฟฟารีนนั้น “พญ.นลินี” คาดว่าหลังจากได้เริ่มสูบน้ำออกตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน “ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้” พื้นโรงงานของ กิฟฟารีนคงจะแห้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ในส่วนของถนนโดยรอบที่อาจใช้เวลาอีกพักหนึ่ง เนื่องจากโดยปกติแล้วพื้นที่ของโรงงานถมสูงกว่าถนน

“ส่วนหนึ่งที่เราดีใจคือ เราได้ป้องกันอย่างดีไว้หมดแล้ว ย้ายเครื่องจักรสำคัญขึ้นที่สูง ตัดสินใจหยุดการผลิตก่อนที่นวนครน้ำจะเข้า แม้สุดท้ายน้ำจะเข้ามาได้เพราะความสูงเกินระดับรั้วป้องกันของเรา แต่ก็เสียหายน้อยมาก เพราะเราเตรียมความพร้อมตั้งแต่เห็นน้ำล้อมนิคมโรจนะแล้ว กิฟฟารีนเป็นโรงงานรายแรกในนวนครที่สร้างระบบป้องกัน และเราเป็นโรงงานสุดท้ายที่ถูกน้ำโจมตี จากทั้งหมดจำนวน 221 โรงงาน เราใช้กระสอบทรายถึง 30,000 กระสอบ ได้กำลังใจกำลังแรงจากสมาชิกจำนวนมากที่มาช่วยกันก่อกระสอบทรายเป็นที่ซาบซึ้งใจอย่างมาก”

ถึงตอนนี้ “พญ.นลินี” สรุปได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงงานน้อยมาก มีเพียงระบบความเย็นของโรงงานเท่านั้นที่เสียหาย ส่วนเครื่องจักรไม่เสียหายเลย เนื่องจากย้ายไปชั้น 2 ก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ก็ไม่เสียหายเช่นเดียวกันเพราะย้ายทุกอย่างไปเก็บในที่ปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยไว้ล่วงหน้าเช่นกัน

“หลังน้ำลดเราคงต้องมาเช็คระบบแอร์ ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบทำน้ำบริสุทธิ์ ทั้งหมดเราได้สั่งซื้ออะไหล่ไว้ซ่อมบำรุงหมดแล้ว เพราะเล็งเห็นแล้วว่า ต้องมีการรอระยะเวลาจัดส่งแน่นอน เนื่องจากมีหลายรายที่ประสบปัญหาแบบนี้”

อย่างไรก็ดี “พญ.นลินี” คาดว่าโรงงานจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติประมาณ วันที่ 20 ธันวาคมนี้ ส่วนในเรื่องของการจำหน่ายสินค้านั้น ขอให้สมาชิกสบายใจได้ว่า สินค้าส่วนมากไม่ขาดตลาดแน่นอน เนื่องจากได้วางนโยบายเตรียมพร้อมในการผลิตสต็อกสินค้าเพิ่มขึ้นให้เพียงพอไปจนถึงเดือนธันวาคม โรงงานเร่งผลิตทำโอทีกันตั้งแต่ก่อนน้ำจะมาถึงประมาณครึ่งเดือน

“สมาชิกมั่นใจได้เลยว่าสินค้าของเราไม่ขาดตลาดจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมแน่นอน ถ้าขาดก็เพียงบางรายการ ซึ่งไม่น่าเกิน 7 รายการ ขอให้ทุกคนสบายใจได้ ทั้งนี้สิ่งที่เป็นผลกระทบที่ชัดเจนไม่ใช่โรงงานน้ำท่วม แต่เป็นที่ศูนย์สาขาในกรุงเทพฯ แทบทุกศูนย์ต้องหยุดทำการ ประชุมไม่ได้ ขยายเครือข่ายยาก บ้านนักธุรกิจบางท่านก็น้ำท่วม อีกทั้งสมาชิกหลายคนอยู่ในอารมณ์เศร้าโศกจากการสูญเสีย จุดนี้คือสิ่งที่น่าห่วงที่สุด มากกว่าโรงงานน้ำท่วม”

เปิดตัวเลขงบฟื้นฟู ‘50 ล้านบาท’

ทางด้านของการประเมินตัวเลขความเสียหายและฟื้นฟูโรงงานในเบื้องต้นนั้น “พญ.นลินี” เปิดเผยว่า ในช่วงที่น้ำเข้ามาโรงงานสูงที่สุดคือประมาณ 1.20 เมตร ขณะที่ถนนด้านหน้าสูงที่ประมาณ 2 เมตรกว่า ดังนั้นหากจะตรวจสอบความเสียหายในเบื้องต้น บริษัทจึงคาดไว้ว่า หากส่วนไหนของโรงงานที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 1.50 เมตร ก็มีสิทธิ์น้ำท่วมถึงแน่นอน ซึ่งความเสียหายดังกล่าวน่าจะใช้งบฟื้นฟูอยู่ที่ประมาณ “50 ล้านบาท”

“แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะโชคดีอีกอย่างคือ อาคารของกิฟฟารีนทุกแห่งเราทำประกันอุทกภัยไว้อยู่แล้ว ดังนั้นก็สามารถเคลมประกันตามความเสียหาย 50 ล้านได้จากการคาดการณ์ในเบื้องต้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุด “พญ.นลินี” บอกว่าคือการเยียวยา ดูแล และฟื้นฟูสภาพจิตใจ “นักธุรกิจกิฟฟารีน” ที่ทุกคนต้องคอยสอบถามกันและกันด้วยความเป็นห่วงว่าใครประสบภัยอย่างไรบ้าง ส่วนของบริษัทจะเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไร
“นอกจากนี้จะมีการออกโปรโมชั่น พิเศษเพื่อช่วยกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภค ที่ต้องบอกว่ายากที่สุด เพราะหลังน้ำลด สมาธิและกำลังซื้อทุกอย่างจะไปอยู่ที่การซ่อมบ้านแน่นอน”

ยอดขายต่างจังหวัดโตพุ่ง

ทางด้านเป้าหมายทางธุรกิจ ที่ขณะนี้มาถึงโค้งสุดท้ายของไตรมาส 4 แล้ว เหตุการณ์อุทกภัยสร้างผลกระทบต่อยอดขายโดยรวมของกิฟฟารีนอย่างไรนั้น “พญ.นลินี” เปิดเผยว่า ยอดขายโดยรวมของ “กิฟฟารีน” ตั้งแต่ “1 ม.ค. - 31 ต.ค.” มีอัตราการเติบโตที่ 14 % ซึ่งถือว่าทำไว้ดีมาก กระทั่งมาพบกับมหาอุทกภัยครั้งนี้

“น้ำท่วมทำให้ยอดขายระหว่างวันที่ 1 – 12 พ.ย.ที่ผ่านมา มีการเติบโตลดลงกว่าปีก่อน เพราะเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้ศูนย์ในกรุงเทพฯของเราหลายสาขาเปิดทำการไม่ได้ จัดประชุมไม่ได้ แต่น่ามหัศจรรย์ว่า ยอดขายในศูนย์พื้นที่ต่างจังหวัดกลับโตขึ้นมามหาศาล โดยเฉพาะทางใต้ที่โตขึ้นมากกว่า 30 % ภาคเหนือโตประมาณ 25 % ซึ่งทุกภาคบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เขาอยากจะช่วยคนกรุงเทพฯ แต่ทั้งนี้เนื่องจากปกติแล้ว ไตรมาสสุดท้ายจะเป็นช่วงพีคของธุรกิจ หากเหตุการณ์น้ำท่วมยังไม่คลี่คลายก่อนปีใหม่ แน่นอนว่ายอดขายทั้งหมดจะได้รับผลกระทบแน่นอน”

อย่างไรก็ตามสุดท้าย “พญ.นลินี” ได้ฝากข้อคิดไปถึงทุกคนว่า “เหตุการณ์นี้จะทำให้คนไทยทุกคนเข้มแข็งมากขึ้นและไม่ประมาท ทุกคนควรหันมาเตรียมเงินออมฉุกเฉินให้จริงจังมากขึ้น ตอนนี้ทุกคนกำลังมีเงินใช้แบบเดือนชนเดือนหรือเปล่า แล้วถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จะทำอย่างไร เคยวางแผนเตรียมการณ์ไว้บ้างไหม? หมอบอกทุกคนอยู่เสมอว่า อย่าใช้เงินเกินตัว เพราะหมอเองก็ไม่เคยประมาทเรื่องนี้ และหากอะไรจะเกิดขึ้น เราไม่ควรประมาท หมอจะพยายามเตรียมตัวก่อนคนอื่นเสมอก้าวหนึ่ง ใครจะว่าขี้กลัว ใครจะว่ากระต่ายตื่นตูม หมอไม่เคยสนเลย เพราะหมอดูแลคนเป็นแสนเป็นล้าน เราไม่มีสิทธิ์เสี่ยง เราไม่มีสิทธิ์ลุ้น สุดท้ายนี้ก็ขอให้กำลังใจกับทุกท่าน ให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็วที่สุด ขอให้ทุกคนมีหัวใจที่เข้มแข็งไว้เสมอ”
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 217 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2554

ยอดขาย ‘เอสเนเจอร์’ ปี 2554 ปิดที่ โชว์ยอด353ล. ทุ่ม30ล้านเปิดแล็บระดับDNA



“เอสเนเจอร์” ได้เฮ! โชว์ยอดขายรวมปี 2554 โตพรวดกว่า 165% ครองยอดขาย “353 ล้านบาท” ทุ่ม! 30 ล้านบาท เปิด
“เอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ” ตรวจสุขภาพลงลึกระดับ “DNA” ชูธง “BIG CHANGE, BIG SUCCESS” คาดปีนี้โกยยอดอีกไม่ต่ำกว่า 460 ล้านบาท สมาชิกสู่หลักแสนรหัส

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานคณะกรรมการและกรรมการผู้จัดการ เอสเนเจอร์ ธุรกิจเครือข่ายขายตรง บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลดำเนินงานปี 2554 ที่ผ่านมาว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้ทะลุเป้า 353 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตสูงถึง 165 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้จึงขอประกาศนโยบายรุกตลาดรับปีมังกรทองด้วย Big Change, Big Success พลังขับเคลื่อนอย่างสร้างสรรค์ สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน พร้อมชูนวัตกรรม Greenovative สร้างแบรนด์ครองใจผู้บริโภคอาเซียน ขึ้นเป็น Top 3 Most Admired brand ในประชาคมอาเซียน

ทางด้าน นายบัญชา เหมินคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านธุรกิจเครือข่าย เอสเนเจอร์ กล่าวว่า ในวาระครบรอบ 3 ปี บริษัทประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จากจุดเริ่มต้น มียอดขาย 65 ล้านบาทในปี 2552 และพุ่งสูงขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยยอดขาย 133 ล้านบาทในปี 2553 และในปีที่ 2554 ที่ผ่านมาก็เติบโตก้าวกระโดดถึง 165 เปอร์เซ็นต์ คว้ายอด 353 ล้านบาทมาครอง และมีนักธุรกิจมากกว่า 70,000 คน

“ปี 2555 นี้เราจึงตั้งเป้าหมายว่าจะเติบโตได้ที่ 460 ล้านบาท สร้างยอดสมาชิกรวมได้มากว่า 100,000 รหัส มีเป้าหมายในการเป็น Top 3 Most Admired brand สร้างแบรนด์เอสเนเจอร์ให้ครองในตลาดอาเซียน (AEC) ซึ่งกลยุทธ์หลักของเราคือการชูความเป็น Greenovative หมายถึงการนำผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้ามีนวัตกรรมและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสรรค์กิจกรรมส่งสริมการขายที่เป็น Most Attractive promotion, โปรโมชั่นการท่องเที่ยว และการจัดอีเว้นท์ต่างๆ ด้วยงบประมาณสื่อสารการตลาด 50 ล้านบาท ซึ่งจะสนับสนุนให้นักธุรกิจทำงานบรรลุเป้าหมายได้ง่ายมากขึ้น”

ปัจจุบัน เอสเนเจอร์มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 4 กลุ่ม มีสัดส่วนยอดขายแบ่งออกเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 65 % ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว 17 % ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนตัว 10 % ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือ 8 % สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 2555 ที่จะเป็น Greenovative Product ผลิตภัณฑ์ที่ก้าวล้ำด้วยนวัตกรรมได้แก่ ชุดชั้นในปรับสรีระ S-curve Nasara by S Natur และ Magnetic Pen ปากกากดจุดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์เหยือกปรับสภาพน้ำ S Aqualife ซึ่งนำเข้าจากประเทศเยอรมนี และผลิตภัณฑ์อื่นอีกมากมายที่จะวางตลาดต่อเนื่องตลอดปี 2555

ล่าสุดบริษัทยังได้ใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท เปิด “เอสเนเจอร์ จีโนมิก แล็บ” ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีการตรวจสุขภาพระดับ DNA วางแผนให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ ทำพิมพ์เขียวสุขภาพเฉพาะรายเอาใจผู้รักสุขภาพ

นอกจากนี้แผนการลงทุนในการขยายธุรกิจและสาขา จากจำนวน 15 แห่ง ในปีนี้จะเพิ่มสาขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ สาขาอุดรธานี และมีแผนที่จะปิดในภาคใต้อีก 1 สาขา ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาว่าจะเปิดที่จังหวัดใด ส่วนในต่างประเทศนั้น จะมีการเปิดสาขาในอีก 2 ประเทศคือ กัมพูชาและอินโดนีเชีย
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 221 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555

‘นีโอไลฟ์’ ผงาด!สู่ ASEAN ‘ดร.นพรุจ-รัชนี’ ปั้นล้านรหัส



จับตา “นีโอไลฟ์” ขายตรงไทยสุดแกร่ง! วางกลยุทธ์สู่อนาคตรับมือสู้ศึก “ประชาคมอาเซียน 2558” ปูพรมสมาชิกทั่วไทยแล้วกว่าล้านรหัส
จัดหนัก อบรมเข้ม เพิ่มผลิตภัณฑ์สนองตลาด ขยาย “นีโอ ไลฟ์ ช็อป” มากกว่า 1,500 จุด เปิดเกมบุกตลาดเพื่อนบ้านฉลุย “ดร.นพรุจ เวชกุล” - “รัชนี มหานิยม” คาดสิ้นปี 2556 เปิดสาขาครบทุกประเทศทั่วภูมิภาค!

ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร และ นางสาวรัชนี มหานิยม ประธาน บริหารฝ่ายสมาชิก เปิดเผยว่า การทำตลาดตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นีโอไลฟ์ทำ ธุรกิจภายใต้แนวความคิด สร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้คนในสังคมของธุรกิจขายตรงแบรนด์ นีโอ ไลฟ์ ปลุกปั้น แบรนด์ นีโอ ไลฟ์ ให้เป็นที่รู้จัก ยอมรับนับถือกันอย่างกว้างขวางถึงความมั่นคง แข็งแกร่ง ของธุรกิจและทรงอิทธิพลในฐานะธุรกิจขายตรงแบรนด์ไทยแท้ ที่มีนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศในวันนี้

ในแนวความคิดเดียวกัน ของ นีโอ ไลฟ์ ไม่ได้จำกัดหรือวางกรอบขอบเขตเพียงแค่ผู้คนในสังคมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นธุรกิจขายตรงสัญชาติไทย ที่สามารถสานฝันต่อไปยังตลาดโลก ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย ความตั้งใจดังกล่าวทำให้ นีโอ ไลฟ์ เตรียมความพร้อมพัฒนาคน พัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องจริงจังมาโดยตลอด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นีโอ ไลฟ์ ได้ติวเข้มจัดหนักทั้งหลักสูตรการอบรมบุคลากรภายใน และสมาชิกนักธุรกิจ การพัฒนาสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้หลากหลายสอดรับความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นสมาชิกอย่างจริงจัง

จากอดีตสู่ปัจจุบันแท่งสถิติบอกความเติบโตอยู่ในระดับน่าพึงพอใจ ไล่เรียงมาตั้งแต่จำนวนของสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจขายตรง ระบบแผนการตลาดของนีโอ ไลฟ์ ความโดดเด่นอยู่ที่ตัวเลขของสมาชิก ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีมากเฉลี่ยเดือนละกว่า 1,000 รหัส นับตั้งแต่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการตลาด ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด รองประธานฝ่ายการตลาด และประธานฝ่ายการตลาด หรือ ตำแหน่งเพรสซิเด้นท์(PRESIDENT) สถิติเป็นตัวแปล สอดรับกันกับจำนวนสมาชิกที่ประสบความสำเร็จ เมื่อมากขึ้น สมาชิกทั่วไปก็มากขึ้นตาม แต่เป็นตัวเลขที่มากกว่าอย่างแรกเท่าทวีคูณ

ปัจจุบันนีโอไลฟ์มีสมาชิกรวมแล้วกว่าล้านรหัสทั่วประเทศ มีศูนย์สาขาที่รองรับความต้องการ การทำธุรกรรมของสมาชิกจำนวน 35 ศูนย์หลัก และมีศูนย์ย่อยที่เป็นอาคารเช่าอีก 30 ศูนย์ ขณะที่ตัวเลขการซื้อขายระบบเฟรนด์ไชส์ จุดบริการสินค้า นีโอ ไลฟ์ ช็อป (Neo life Shop) มีจำนวนมากกว่า 1,500 จุดบริการ ทั้งหมดตอกย้ำถึงความพร้อมกับการก้าวสู่เวทีของประชาคม ASEAN ในวันนี้

“การปูฐานตลาดบนเวทีประชาคม ASEAN นีโอ ไลฟ์ เริ่มชิมรางกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศลาวเป็นแห่งแรก ในภาคปฏิบัติการ นีโอ ไลฟ์ ต้องพบเจอปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางด้านภาษาและวัฒนธรรม มุมมองและแนวความคิด การบริหาร การจัดการ ระหว่างเจ้าของพื้นที่กับสมาชิกนักธุรกิจของไทย กว่า2ปีในประเทศลาวที่ นีโอ ไลฟ์ บุกเบิก ทำงานอย่างหนัก เพื่อพิสูจน์ตนเอง และในวันนี้ นีโอ ไลฟ์ เป็นที่ยอมรับในตลาดของประเทศลาวจนปัจจุบันมีศูนย์สาขาอยู่ในประเทศลาวถึง 4ศูนย์ได้แก่ ศูนย์สาขาเวียงจันทร์ ศูนย์สาขาสหวันเขต ศูนย์สาขาจำปาสัก และศูนย์สาขาอุดมชัย” ประธานฯทั้งสองกล่าว

จากความสำเร็จในประเทศเพื่อนบ้านลาวดังกล่าว นีโอ ไลฟ์ จึงใช้แนวความคิดเดียวกันนี้เป็นยุทธวิธีในการรุกตลาดประเทศเวียดนาม เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์ ไปพร้อมกัน หมายมั่นปั้นมือคาดการณ์ว่าภายในปี 2556 นีโอ ไลฟ์ จะสามารถเปิดศูนย์สาขาในภูมิภาคอาเซียน ได้สำเร็จครบทุกประเทศ อย่างเต็มภาคภูมิ

“เรามีระบบการจัดการที่ดีเยี่ยม เป็นสากล ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างทักษะให้กับบุคลากรทีมงานและสมาชิกนักธุรกิจโดยสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักที่ชัดเจนคือ ให้บริษัทเติบโตได้อย่างสง่างาม และเรายังมีแผนต่อไปอีกว่าเราจะนำบริษัท นีโอ ไลฟ์ฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใน 5 ปีข้างหน้า หรือทันทีเมื่อเราบรรลุเป้าหมายหมื่นล้านเป็นผลสำเร็จ” ดร.นพรุจ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะยืนยันความสำเร็จของธุรกิจขายตรง นีโอ ไลฟ์ นอกเหนือจากแผนด้านต่างๆที่ถูกวางรัดกุม 360 องศา นั่นคือรางวัลความสำเร็จที่ นีโอ ไลฟ์ได้รับ เริ่มตั้งแต่ในปี 2546 คือรางวัล “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพดีเด่น”
ในปี 2552 ผู้บริหารขึ้นรับรางวัลอีกครั้งในรางวัล “สร้างงาน สร้างอาชีพ จากธุรกิจเครือข่ายดีเด่น ” ในปี 2553 รับรางวัล “สร้างงาน สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน” โดยมีนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มอบ

ล่าสุดบริษัทนีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอีกครั้งภายในงานสมาคมช่างภาพข่าวสื่อมวลชนประจำปี 2554 ถึง2 รางวัลคือ “คืนชีวิตใหม่สู่สังคมไทย” และรางวัล “ นักบริหารหญิงยอดเยี่ยม ” ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลหลังคือ นางสาวรัชนี มหานิยม ประธานบริหารฝ่ายสมาชิกของบริษัทฯ ผู้สร้างแบรนด์เครื่องสำอาง เพียวเซ็นเต้
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 221 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555

‘แอมเวย์’ดัน‘กิจธวัช’นั่งMDมีผลตั้งแต่1มกราคม2555



“แอมเวย์” ปรับตำแหน่ง “กิจธวัช ฤทธีราวี” นั่งเก้าอี้ “กรรมการผู้จัดการ” อย่างเป็นทางการ มีผล “1 มกราคม 2555” / อีกข่าวช็อค!
แวดวงนักขาย “มาณวิกา ขุนคล้าย” นักธุรกิจแอมเวย์ระดับ มงกุฏ ฑูต - “ศักดิ์ ธนประกอบ” อดีตประธาน นธอ. เสียชีวิตกระทันหัน!

รายงานข่าวจาก บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด มีการประกาศแต่งตั้ง นายกิจธวัช ฤทธีราวี ดำรงตำแหน่ง “กรรมการผู้จัดการ” มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบภาพรวมการบริหารและดำเนินงานของบริษัท ซึ่งการแต่งตั้งในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเจริญเติบโตในอนาคต โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป

สำหรับประวัติการทำงานของนายกิจธวัช ได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2545 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ จากนั้นดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป โดยการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ นับเป็นเครื่องหมายแห่งความสำเร็จในเส้นทางการปฏิบัติงานอย่างทุ่มเทและเป็นหนึ่งในทีมบริหารงานที่แข็งแกร่ง รวมถึง มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาบริษัทให้เติบโต ท่ามกลางความท้าทายและการแข่งขันทางธุรกิจที่เข้มข้นต่อไป

ทั้งนี้ นายกิจธวัชจบปริญญาโทสาขาการบริหาร สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มีประสบการณ์ด้านงานขายและการตลาด จากบริษัทชั้นนำในวงการสินค้าอุปโภคบริโภคมานานกว่า 20 ปี และมีประสบการณ์ด้านธุรกิจขายตรงมานาน 10 ปี
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกความเคลื่อนไหวสำคัญ ที่เกิดขึ้นในแวดวงนักธุรกิจแอมเวย์ ช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือข่าวการเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ของนักธุรกิจแอมเวย์ชื่อดัง 2 ท่าน

ท่านแรกคือ คุณมาณวิกา ขุนคล้าย นักธุรกิจแอมเวย์ระดับมงกุฏฑูต หนึ่งในผู้สร้างตำนานแห่งความสำเร็จของธุรกิจเครือข่ายและต้นแบบแห่งความสำเร็จของนักขายทุกรุ่น ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 21 มกราคม 2555

ท่านที่สองคือ คุณศักดิ์ ธนประกอบ อดีตประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานักธุรกิจแอมเวย์ (ABOC) ประเทศไทยและนักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่ เจ้าของคอลัมนิสต์ “ผมไม่ได้มาว่าใคร” ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขายมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยได้เสียชีวิตลง วันที่ 23 มกราคม 2555 ห่างกับท่านแรกเพียง 2 วัน ทั้งนี้ข่าวการถึงแก่กรรมของทั้งสองท่าน ได้สร้างความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก กับเครือข่ายนักธุรกิจแอมเวย์ทุกสายงานทั่วประเทศ
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 221 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555

‘ยูซานา’ เปิดไทยเป็นทางการ อนาคตสมัครสมาชิกTDSA



มาแล้ว! “ยูซานา” เปิดตัวสำนักงานใหญ่สาขาประเทศไทย หลังโด่งดัง ในระดับสากลมายาวนาน “อึ้ง เคง เฮียน” มือบริหารคุมไทย
ตอกย้ำขอชูกลยุทธ์ให้ความรู้สินค้า สร้างฐาน ผู้บริโภคแน่นปึ้ก ดีเดย์ ออนไลน์ ระบบ 100% 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ทางด้านนักขายเบอร์ 1 “ปทิตตา สงวนนาม” ดีใจสุดพลัง เตรียมบูมเครือข่ายทั่วประเทศเต็มสูบ ภายใต้สโลแกน True Health & True Wealth

นายอึ้ง เคง เฮียน รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ยูซานา เฮลธ์ ไซแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ภายในงานเปิดสำนักงานใหญ่สาขาประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมาว่า วันนี้เป็นวันเปิดทำการวันแรกของบริษัท น่ายินดีมากที่นักธุรกิจเครือข่ายให้การตอบรับเป็นอย่างดี ส่วนสาเหตุที่บริษัทแม่ ตัดสินใจเลือกที่จะเปิดสาขาประเทศไทยนั้น เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพของนักธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย ที่อยู่ในอันดับต้นของเอเชีย โดยได้เริ่มระบบออนไลน์ธุรกิจเต็มที่ได้ 100 % มีผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเป็นตัวนำทัพ ในวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

“การที่ยูซานาจะตัดสินใจเปิดสาขาที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องบอกตามตรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเป็นบริษัทระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ดำเนินธุรกิจมากว่า 19 ปี ปัจจุบันเปิดสาขาใน 18 ประเทศ นั่นหมายถึงว่าเราต้องมั่นใจแล้วจริงๆ ว่าที่แห่งนั้นจะสร้างการเติบโตได้มหาศาลแน่นอน” นายอึ้ง เคง เฮียน กล่าว

สำหรับสาขาของยูซานาใน 18 ประเทศได้แก่ 1. สหรัฐอเมริกา 2. แคนาดา 3. แม็กซิโก 4. สหราชอาณาจักร 5. เนเธอร์แลนด์ 6. เบลเบี่ยม 7. ฝรั่งเศส 8. มาเลเซีย 9. สิงคโปร์ 10. ออสเตรเลีย 11.นิวซีแลนด์ 12. จีน 13. เกาหลี 14. ญี่ปุ่น 15. ไต้หวัน 16. ฮ่องกง 17. ฟิลิปปินส์ และ 18. ไทย

รองประธานฯ กล่าวต่อว่า “เราดำเนินแผนการตลาดเหมือนกันทั่วโลก นั่นคือแผนไบนารี่ ส่วนที่ถามว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแผนการตลาดให้เข้ากับเมืองไทยหรือไม่นั้น เรายังไม่มีนโยบายตรงนี้ เนื่องจากกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัทแม่ คือการเน้นฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้า เพราะสินค้าของเราถือเป็นจุดแข็งของบริษัท เราต้องการให้สมาชิกให้มีความรู้จริง และปูฐานเครือข่ายผู้บริโภคสินค้าให้แน่น ย่อมสร้างความแข็งแกร่งได้ในระยะยาวมากกว่า มุ่งเน้นแต่เฉพาะเรื่องของแผนการตลาดอย่างแน่นอน”

นอกจากนั้น รองประธานฯยังกล่าวต่อว่า ในอนาคตคงจะมีการยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA อย่างแน่นอน เนื่องจากบริษัทแม่ก็เป็นบริษัทสมาชิกของ สมาพันธ์การขายตรงโลก หรือ WFDSA อีกทั้งตามปกติเมื่อยูซานาเข้าไปเปิดยังประเทศไหนก็ตาม จะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงในประเทศนั้นๆอยู่แล้ว

ทางด้านผู้นำหมายเลข 001 สายงานไทย นางปทิตตา สงวนนาม กล่าวว่า “เมื่อยูซานาได้ตัดสินใจเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในไทย รู้สึกดีใจมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ ทุกคนทราบกันดีว่า การที่บริษัทแม่จะตัดสินใจเปิดสาขาที่ใดที่หนึ่ง ไม่ใช่เปิดง่ายๆ ต้องมั่นใจแล้วว่าศักยภาพทุกอย่างต้องพร้อมจริง รวมไปถึงเรื่องของผู้นำต้องแข็งแกร่งพอ ที่จะทำทีมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน สำหรับตนเองก็ได้ขยายฐานของผู้บริโภคที่ชื่นชอบในสินค้ามานานแล้ว มาถึงตอนนี้ ถือได้ว่าบริษัทได้เล็งเห็นถึงความแข็งแกร่งของเรา จึงได้ตัดสินใจเข้ามาเปิดธุรกิจอย่างเต็มตัว ดังนั้นกลยุทธ์ต่อไปจากนี้ในด้านการทำขยาย คงจะเน้นการเข้าไปบูมเครือข่ายผู้บริโภคที่เราได้ปูพรมไว้เกือบทั่วประเทศก่อนหน้าแล้ว ภายใต้สโลแกน True Health & True Wealth เพื่อสุขภาพที่ดีและอิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง ให้การทำธุรกิจเครือข่ายเป็นเรื่องง่าย ใครก็สำเร็จได้”

ขณะที่ผู้นำระดับสูงอีกราย นางกัลยาณี วงศ์ขัติยะ ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หลังจากการเปิดตัวในครั้งนี้ทุกคนดีใจมาก เพราะจะทำให้ทีมงานขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องใช้การจัด Home Meeting เพียงอย่างเดียว แต่ขณะนี้มีสถานที่ให้ทีมงานได้รวมตัวกันง่ายขึ้น มีระบบรองรับที่ดี สินค้าคุณภาพที่โดดเด่น ขนาดในสหรัฐอเมริกาผลิตภัณฑ์หลายรายการ ยังได้รับการบรรจุลงใน คู่มือแพทย์ที่ใช้ในการจ่ายยาและอาหารเสริมให้แก่คนไข้ หรือ “PDR” มากถึง 6 รายการ และในประเทศออสเตรเลียมากถึง 12 รายการ จุดนี้บริษัทจึงเน้นหนัก กลยุทธ์การฝึกอบรมที่รู้ลึก รู้จริง และคาดว่าหลังการเปิดตัวครั้งนี้ จะสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการขายตรงได้มหาศาลแน่นอน
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 221 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555

‘UnicityThailandConvention’ เปิดตัวสินค้าใหม่-แอปพลิเคชั่นมือถือ



“Presidential Club Member” พร้อม คลอด “Aestival Prime” สินค้าใหม่ลงสนาม พัฒนาไอทีเปิดตัวเว็บไซต์ - แอปพลิเคชั่นมือถือ

เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้การบริหารของ นายคริสโตเฟอร์ คิม ประธานกลุ่มบริษัทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค จัดงาน Unicity Thailand Convention 2012 และ พิธีประดับเข็มเกียรติยศประจำปี 2555 ภายใต้คอนเซปต์ LIVE THE DREAM เธอ คือ ความฝัน เดอะ มิวสิคัล อลังการแห่งละครเวที ณ อิมแพ็คอารีนา เมืองทองธานี

ภายในงานดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นด้วยการเปิดตัวผู้บริหารยูนิซิตี้ ได้แก่ นายคริสโตเฟอร์ คิม ประธานกลุ่มบริษัทภาคพื้นเอเชียแปซิฟิค และ นายสจ๊วต ฮิวส์ ซีอีโอ ยูนิซิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงเวลาอันทรงเกียรติของการเปิดตัวผู้นำนักธุรกิจระดับสูง Presidential Club member 21 รหัส โดยมีไฮไลท์ตำแหน่งสูงสุดคือ “รสา คำแบน” นักธุรกิจระดับ Presidential Crown Diamond

นอกจากนี้ยังได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Aestival Prime (เอสติวัลไพรม์) ผลิตภัณฑ์ช่วยลบเลือนริ้วรอย ด้วยอนุภาคโมเลกุลเล็กและละเอียดอ่อน ด้วยกลไกการทำงานของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยหักเหแสงที่กระทบใบหน้า ช่วยให้ผิวหน้าแลดูกระจ่างใส ริ้วรอยดูลบเลือนลง ควบคุมความมันบนในหน้า แลดูอ่อนเยาว์ ด้วยส่วนผสมสูตรเข้มข้น อาทิ “Edelweiss Extract” สมุนไพรธรรมชาติแห่งเทือกเขาแอลป์, “Lentil Extract” คุณค่าของพืชพรรณ แก้ปัญหาผิวที่ไม่เรียบเนียน ปกปิด ลบเลือนร่องรูขุมขน, “Spring Sea Water” นวัตกรรมของการปกป้องผิวตามธรรมชาติ ที่จะช่วยปรับสมดุลน้ำหล่อเลี้ยงผิว, “Qryza Vitamin E” วิตามินที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว มีคุณสมบัติเป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ และ “Aloe Vera Extract” คุณสมบัติช่วยปกป้องผิวจากการระคายเคืองจากรังสียูวีหรือแสงแดด ช่วยให้ผิวอิ่มน้ำ คงความชุ่มชื่นได้ยาวนาน

ทั้งนี้บริษัทฯได้ทำการเปิดตัวระบบจัดการเว็บไซต์รูปแบบใหม่ เป็นการสร้าง Application เพื่อให้ผู้ใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆได้ นอกเหนือจากการใช้งานผ่านหน้าจอ Web Browser ทั่วไป เป็นระบบที่สามารถจัดการควบคุม และดำเนินการสื่อสารทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบแจ้งเตือนทางธุรกิจ และความล้ำสมัยของการติดตามความคืบหน้าตามเวลาจริง นอกจากนี้ยังเพิ่มฐานในการเสาะหาตลาดจากคนใกล้ชิด

สามารถนำข้อมูลการติดต่อคนใกล้ชิดเข้าสู่ระบบได้อย่างง่ายดาย โดยใช้รูปแบบการสนทนา การส่งข้อความ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ยูนิซิตี้ และการแสดงความเห็นในสังคมเครือข่าย ผ่านทางระบบจัดการเว็บไซต์ ติดต่อลูกทีมโดยดูจากตำแหน่ง หรือจังหวัด สามารถแจ้งข่าวสาร การส่งเสริมการขาย เรื่องราวความสำเร็จ หรือข่าวสารกิจกรรม การแบ่งปันรูปภาพ วิดิโอ ความเห็นและบันทึกส่วนตัวได้อีกด้วย
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 221 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555

‘โมนาวี’ ลุ้นผ่าน‘อย.’ข้ามปี!เตรียมเปิดออฟฟิศใหม่ม.ค.นี้



“โมนาวี” รอเปิดธุรกิจค้างปี! สินค้ายังไม่ผ่าน “อย.” ขณะทีมบริหารบุกยึดตึกไฮโซ “Interchange 21” ย่านสุขุมวิท ซุ่มตกแต่งออฟฟิศใหม่

“เดวิด” แย้ม!หากทุกอย่างพร้อม เตรียมจัดแถลงข่าวใหญ่เปิดกลยุทธ์รุกตลาด ด้านเครือข่ายออนไลน์คาดตัวเลขพุ่ง 4 - 5 หมื่นคนแล้ว

จากการที่ “เส้นทางนักขาย” ได้รายงานความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติอเมริกาที่เข้ามาบุกตลาดไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เข้าสู่ปี 2555 ยังคงมีบริษัทขายตรงที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวสำคัญ คือการเปิดดำเนินการธุรกิจ ในไทยของ บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ วันที่ 28 พ.ค.2554 ที่ไบเทค บางนา พร้อมเปิดตัวนายเดวิด เอ็น เฟลปส์ ขึ้นอย่างเป็นทางการ กับตำแหน่งผู้จัดการประเทศไทย ควบกับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถึงขณะนี้ยังคงไม่สามารถประกอบธุรกิจขายตรงตามปกติในไทยได้ ต้องใช้วิธีการทำตลาดและสั่งสินค้าผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น เนื่องจากยังคงติดปัญหาอยู่ที่การขออนุญาตผลิตภัณฑ์จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ต่อประเด็นดังกล่าว ล่าสุด นายเดวิด เอ็น เฟลปส์ เปิดเผยกับ “เส้นทางนักขาย” ว่า “ที่ผ่านมาธุรกิจของเราเกิดกระแสตื่นตัวดีมาก ต้นปีนี้เรากำลังเตรียมที่จะแถลงข่าวในเดือนม.ค.นี้อย่างเป็นทางการ แต่ตอนนี้ขอไม่ตอบรายละเอียดของธุรกิจมากนัก เพราะยังไม่เสร็จสมบูรณ์แบบดี บอกได้เพียงว่าเรากำลังตกแต่งสำนักงานแห่งใหม่ บนอาคาร Interchange 21 ย่านอโศก- สุขุมวิท ด้วยทุนสร้างที่มหาศาลมาก เพื่อสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการขายตรงไทย แม้ขณะนี้สินค้ารายการสำคัญจะยังไม่ผ่าน อย. แต่เรื่องก็กำลังดำเนินการอยู่ จึงไม่เป็นอุปสรรคอะไร เพราะการทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ยังสามารถทำได้ตามปกติ อีกทั้งคุณภาพสินค้าก็ได้รับความเชื่อถือจากสมาชิกทุกคนอยู่แล้ว โดยปัจจุบันเรามีเครือข่ายประมาณ 4 – 5 หมื่นคนแล้วในขณะนี้”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางปี 2545 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด มีกรรมการบริษัท 3 คน ตามรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นาย แรนดี้ ลาร์เซ่น 2. นาย กราเดน พอล แจ๊คสัน 3. นาย เดล กอร์ดอน บราวน์ ทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท

แต่จากการตรวจสอบล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา พบว่ากรรมการบริษัทรายที่ 3 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นายเดวิด เอ็น เฟลปส์ พร้อมกับเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 4,000,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ “กองบรรณาธิการ” จึงได้ทำการติดต่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัท คือ “ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ Monavie Juice” ไปทาง กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ประจำกองฯว่า ขณะนี้โมนาวีมีเพียงการยื่นขออนุญาตเป็นบริษัทนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น แต่ยังไม่มีเลขที่การอนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตัวดังกล่าวแต่อย่างไร

ก็เป็นไปได้ว่า อาจกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจริงอย่างที่ผู้บริหารกล่าว แต่ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเมื่อมีผู้บริโภคโทรเข้ามาสอบถามจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องบอกไปว่า สินค้ายังไม่ผ่าน อย. อาจจะปลอดภัยหรือไม่ก็ได้ หากไม่แน่ใจในสินค้า ก็ขอให้รอซื้อหลังมีการออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 220 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มกราคม 2555

ดีเน็ทเวิร์ค รุกผ่านแผน 5D มั่นใจสิ้นปียอดทะลุ 500 ล้าน




“ดี เน็ทเวิร์ค” ชูนโยบาย 5 D รุกปีมังกรทอง! เปิดเว็บไซต์ 12 ภาษา รองรับการดำเนินธุรกิจภูมิภาคอาเซียนปี 2558
เตรียมเข็นสินค้าใหม่ลงสนามตลอดปีนี้อีก 20 กว่ารายการ ประเดิมเปิดตัว “Seven Zeed” สินค้าบำรุงท่านชาย ในรูปแบบช็อคโกแลตปฏิวัติวงการเสริมอาหาร ผุดโทรศัพท์มือถือ แท็ปเลท พร้อมโปรสุดเด็ด ลั่นสิ้นปียอดขายพุ่งหลัก 500 ล้านบาท ยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 รหัส

นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้ทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะบุกตลาดขายตรงผ่านกลยุทธ์ 5 D โดย “D แรก” คือ ตัวบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค ที่มีการวางรากฐานความมั่นคง โดยในปีนี้ทางบริษัทจะเน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี มีการเปิดเว็บไซต์ 12 ภาษา มี 4 ภาษาหลักคือ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่นและอาหรับ ส่วนอีก 8 ภาษาเป็นภาษาของประเทศในอาเซียน โดยเว็บไซต์ 12 ภาษานั้นทาง ดี เน็ทเวิร์ค ลงทุนไปกว่าล้านบาท มีการเซ็นสัญญาและได้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมไปแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดเว็บไซต์ได้ในเดือนมีนาคมนี้ โดยเว็บไซต์ 12 ภาษานี้เป็นส่วนหนึ่งของการรองรับการบุกตลาดอาเซียนของทาง ดี เน็ทเวิร์คในปี 2558

นอกจากนี้ ดี เน็ทเวิร์ค ยังเปิดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ภายใต้แบรนด์ “D Net” และเครือข่ายของ “D Net” ซึ่งใช้สัญญาณของทรู ผู้ใช้สามารถโทรได้ไม่อั้น ทุกเครือข่ายตั้งแต่ 8.00 – 22.00 น. เสียค่าใช้จ่ายเดือนเพียงละ 490 บาทเท่านั้น

“ดี เน็ทเวิร์ค จำหน่ายเครื่องพร้อมซิมในราคา 2,990 บาท เป็นนวัตกรรมการสื่อสารแบบใหม่ ที่นิยมใช้กันในอเมริกาและไต้หวัน ซึ่งตอนนี้ได้นำเสนอให้กับสมาชิก สินค้ากลุ่มนี้เป็นสินค้าส่งเสริมการขาย และจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้นักธุรกิจของเราทำงานได้ง่ายขึ้น เราเริ่มแจกซิมไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา คาดว่าเครื่องมือถือจะสามารถวางจำหน่ายได้ราวปลายเดือนมกราคมนี้ ส่วนแท็ปเลทจะสามารถวางจำหน่ายได้ในช่วงเดือนมีนาคม โดยนำมาขายให้สมาชิกในราคาต้นทุน ราคาราว 4,000 – 5,000 บาท คาดล็อตแรกจะเข้ามา 1,000 เครื่อง”

ประธานผู้ก่อตั้ง กล่าวต่อไปว่า “D ที่ 2” คือ สินค้า ที่ปัจจุบัน มีสินค้าทั้งสิ้น 22 รายการ และในปีนี้ทางบริษัทจะทำการเปิดตัวสินค้าเพิ่มอีกกว่า 20 รายการ โดยจะทยอยเปิดสินค้าตลอดทั้งปี เริ่มจาก สินค้า Seven Zeed สินค้าสำหรับผู้ชาย วันที่ 29 มกราคม จะทำการเปิดสินค้าสำหรับสุภาพสตรี และในเดือนมีนาคมจะเปิดสินค้ากลุ่มบำรุงสมอง ลิขสิทธิ์เฉพาะ ดี เน็ทเวิร์ค จากอินเดียอีกด้วย

“ยุคต่อไปผมเชื่อว่าอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสินค้าอาหารแท่งที่เรากำลังดำเนินการปรับปรุงสูตร จะทำการเปิดตัวในปีนี้ ซึ่งเราจะเป็นเจ้าแรกในตลาดที่ทำ ตอนนี้เราฉีกแนวทำอาหารเสริมให้อยู่ในรูปแบบของอาหารและขนมขบเคี้ยว การที่เราทำอย่างนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการอาหารเสริมเลยทีเดียว”

ส่วน “D ที่ 3” คือแผนการตลาด “ดี เน็ทเวิร์ค พาวเวอร์แพลน” ที่ดีที่สุดอยู่แล้ว จึงทำให้ทางบริษัทจะไม่เคยทำโปรโมชั่นเกี่ยวกับแผนมาก่อน แต่หันไปทำโปรโมชั่นเกี่ยวกับการสมัคร โปรโมชั่นเกี่ยวกับสินค้าแทน

“D ที่ 4” การฝึกอบรม จัดเต็มทั้ง 27 หลักสูตร โดยจะมีการเพิ่มรอบการฝึกอบรม ในปีนี้ทางบริษัทจะบุกตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยใช้การฝึกอบรมเป็นตัวนำ โดยวางเป้าหมายที่ กรุงเทพฯ พัทยา ขอนแก่น อุบลราชธานี พิษณุโลกและหาดใหญ่

“D ที่ 5” คือบุคลากร ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาทางบริษัทได้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่บุคลากร ตอนนี้ได้ส่งผลแล้ว ส่งผลให้ทางบริษัทมีความแข็งแกร่ง บุคลากรมีศักยภาพ การทำธุรกิจขายตรงอยู่ที่บุคลากร การทำธุรกิจขายตรงแพ้ชนะขึ้นอยู่กับบุคลากร และต้องทำให้บริษัทมีเสถียรภาพซึ่งขึ้นอยู่กับการรักษาคนให้อยู่กับบริษัท

“บริษัทไหนคอนโทรลกรุ๊ป ได้ดีกว่ากัน บริษัทนั้นจะเติบโตและแข็งแกร่ง ซึ่งจุดเด่นของเราคือมีความแข็งแกร่งทางด้านบุคลากร เรามั่นใจว่าเราสามารถสร้างยอดขายได้เดือนละ 40 ล้านบาท และเชื่อว่ายอดขายในปีนี้จะปิดยอดได้ที่ 500 ล้านบาท ยอดสมาชิกจะขยับไปเป็น 200,000 รหัส” นายสาคร กล่าวปิดท้า
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 220 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มกราคม 2555

นูสกิน ซุ่ม!ปรับคิดคอมฯใหม่ เปิด3แผนเสริมขายตลอดปี



“นู สกิน” ซุ่ม! เริ่มคำนวณคอมมิสชั่นแบบใหม่ ตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ชู “คอมมิชชั่น แมคซิไมเซอร์”

พัฒนาเพื่อขจัดผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ รักษาผลประโยชน์ระยะยาว พร้อมเปิดตัว 3 โบนัส และทริปท่องเที่ยวสุดเด็ด เป็นโปรแกรมส่งเสริมการขายตลอดปี 2012

รายงานข่าว จาก บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้การบริหารของ นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร เปิดเผยว่า ล่าสุดบริษัทได้มีการประกาศให้นักธุรกิจทุกคนรับทราบถึง การปรับวิธีคำนวณคอมมิสชั่นแบบใหม่ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ที่เรียกว่า “คอมมิสชั่น แมคซิไมเซอร์” (Commissions Maximizer)

โดยเป็นการผสมผสานเข้ากับกลไกของเวลธ์ แมคซิไมเซอร์ แผนปันผลระดับโลก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในทุกวันนี้ ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อมูลค่ารายได้ที่นักธุรกิจได้รับเช่นกัน เหตุนี้เองคอมมิสชั่นแมคซิไมเซอร์ จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยขจัดผลกระทบของภาวะเงินเฟ้อนี้ที่มีต่อยอดคอมมิสชั่น ที่จะช่วยรักษาผลประโยชน์ในระยะยาวได้อีกด้วย

ดังนั้นนู สกิน จึงได้นำเสนอคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า มูลค่ายอดจำหน่ายสินค้า ที่นำมาคำนวณคอมมิสชั่นได้ (Commissionable Sales Value หรือ CSV) โดย CSV จะมีมูลค่าเท่ากับราคาผู้แทนจำหน่ายที่หักภาษี หักโบนัส (เช่น ฟาสต์ สตาร์ท เพย์เมนต์) และหักส่วนลด (เช่นโปรแกรม ARO หรือโปรโมชั่นต่างๆ เป็นต้น) ออกแล้ว

สินค้าแต่ละรายการจะระบุยอดคะแนนส่วนตัว (PSV) และมูลค่าของยอดจำหน่ายสินค้าที่นำมาคำนวณคอมมิสชั่นได้ (CSV) การทำคุณสมบัติต่างๆ เพื่อการรักษาตำแหน่งผู้บริหาร รวมถึงการทำคุณสมบัติในโปรแกรมส่งเสริมผู้แทนจำหน่ายใดๆ จะใช้ยอดคะแนนส่วนตัว (PSV) และยอดคะแนนกลุ่ม (GSV) ในการพิจารณาเสมอ ยอดคอมมิสชั่นที่จะได้รับ จะคำนวณจาก CSV ส่วนตัว (PCSV) และ CSV กลุ่ม (GCSV) ซึ่งจะพิจารณา ตามเงื่อนไขของแผนปันผลเวลธ์ แมคซิไมเซอร์

จุดเด่นของวิธีคำนวณแบบใหม่นี้ คือ เมื่อเวลาผ่านไป ค่า CSV สามารถเพิ่มขึ้นได้โดยขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อและการปรับราคาสินค้า แต่ค่า PSV จะคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง การใช้ CSV และ GCSV ในการคำนวณคอมมิสชั่นจึงทำให้ธุรกิจของนักขายแต่ละคน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้

นอกจากนี้บริษัทฯยังได้มีการเปิดตัวโปรแกรมส่งสริมการขายปี 2012 เป็นโบนัสและทริปท่องเที่ยวฟรี 3 รายการเด็ด ได้แก่ รายการแรก โปรแกรม Go Double Double ที่มีทั้งโบนัส 450,000 บาท เมื่อสร้างทุก 50 ผู้บริหารใหม่ในองค์กรได้ตามเงื่อนไข และ ทริปอะโลฮ่า ฮาวายสิ้นสุดการแข่งขัน มิ.ย.55นี้

รายการที่สอง 4 ทริปท่องเที่ยวแห่งความสำเร็จ (Roadmap to Success) ได้แก่ ทริปสัมมนาผู้บริหารใหม่ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา มีปีละ 3 รอบ, ทริปสัมมนาผู้บริหารระดับทับทิมใหม่ ปี 2012 เดอะรอยัล คาร์ริบเบียน ครู๊ซ และ ปี 2013 ปักกิ่ง ประเทศจีน, ทริปสัมมนาผู้บริหารระดับบลูไดมอนด์ใหม่ ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมร่วมงานคอนเวนชั่นระดับโลกทุกๆ 2 ปี และ ทริปสัมมนาผู้บริหารระดับทีมอิลิท ปี 2012 ปารีส ฝรั่งเศส และปี 2013 เกาะคาวายอิ ฮาวาย
รายการที่สาม โปรแกรม โบนัสพิเศษสำหรับผู้บริหารใหม่ปี 2012 มกราคม – ธันวาคม 2555 เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขการทำคุณสมบัติ ผู้บริหารใหม่รักษายอดคะแนนกลุ่ม 3,000 GSV ตั้งแต่เดือนแรกที่ปรับตำแหน่ง และต่อเนื่องสูงสุดถึง 6 เดือน ในแต่ละเดือนจะได้รับโบนัสต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 27,000 บา
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 220 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มกราคม 2555

‘อาวียองซ์’ฉลองผู้นำ2รหัสใหม่ ผุด‘ThePeakRewardTrips’



“อาวียองซ์” เปิดเกมรุก! จัด “U-Success Day” ฉลองความสำเร็จให้กับผู้ร่วม ธุรกิจอาวียองซ์กว่า 600 รหัส เชิดชูผู้นำระดับ

“Regional Executive Business Associate” 2 รหัสล่าสุด พร้อมเปิดตัวทริปท่องเที่ยว “The Peak Reward Trips” ตลอดปี 2555 - 2556 สะกิดต่อมคึกนักขายรับปีใหม่

นางสุชาดา ธีรวชิรกุล กรรมการผู้จัดการ อาวียองซ์ ภาคธุรกิจผลิตภัณฑ์ชั้นสูง บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เริ่มต้นศักราช 2012 กับความสำเร็จครั้งใหม่ที่อาวียองซ์ ด้วยการจัดงาน U – Success Day ฉลองความสำเร็จให้กับ ผู้ร่วมธุรกิจอาวียองซ์กว่า 600 รหัส โดยมีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ และเข็มเกียรติยศให้กับผู้ร่วมธุรกิจตั้งแต่ระดับ Senior Business Associate จนถึงระดับ Regional Executive Business Associate 2 รหัสล่าสุด

ได้แก่ คู่แม่ลูกที่ช่วยกันฟันฝ่ามรสุมแห่งชีวิตกว่าจะประสพความสำเร็จในวันนี้ คุณพวงแก้ว – คุณธารินทร์ อุเทนรัตน์ และสาวเก่งนักการตลาดจากบริษัทปูนชื่อดัง ที่พลิกชีวิตประสพความสำเร็จสู่รายได้ 6 หลัก คุณอรอนงค์ ศิริวาณิชย์ จากนั้นความเข้มข้นในงานทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ

กับการเปิดตัวทริปท่องเที่ยว The Peak Reward Trips ตลอดปี 2555 – 2556 ด้วย 3 ประเทศในฝัน ฮ่องกง – เซิ่นเจิ้น, ญี่ปุ่น และอังกฤษ ต่อด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ อาวียองซ์ บลอสซั่ม ไวท์ (Aviance Blossom White) ผลิตภัณฑ์สำหรับวัยแรกสาว เพื่อผิวหน้าขาวกระจ่างเปล่งประกายดุจดอกไม้แรกบาน ซึ่งบรรยากาศภายในงานยังอบอุ่นไปด้วยเหล่าบรรดาผู้ร่วมธุรกิจที่รับตำแหน่งใหม่ และผู้ร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาประเทศเราต้องประสบกับวิกฤตของน้ำท่วม จากเหตุการณ์ในครั้งนี้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง หลายคนอาจจะบอกว่า ได้เรียนรู้ว่าเราจะตั้งรับกับสถานการณ์นี้อย่างไร แต่หลายคนอาจจะบอกว่า น้ำท่วมจะทำอะไรได้ เช่นเดียวกันธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้ร่วมธุรกิจของเราหลายๆ คน ก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน หลายคนออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว แต่ก็สามารถทำธุรกิจได้ด้วย ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนี้มีหลายๆ ธุรกิจที่ต้องล้มไป แต่จุดเด่นของธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์นั้น เป็นธุรกิจที่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถทำธุรกิจได้”

นางสุชาดา กล่าวอีกว่า หากดูจากผลงานช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา มีผู้ร่วมธุรกิจอาวียองซ์หลายๆ คนมีผลงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องยอดขายและยอดสมาชิกที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้มีออฟฟิศประจำก็ตาม กระทั่งสมาคมการขายตรงไทยยังคาดการณ์ไว้ว่า จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะทำให้คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจธุรกิจเครือข่ายมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นธุรกิจสำรองจากงานประจำ หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็ยังมีธุรกิจสำรองนี้รองรับชีวิตอยู่ และในปี 2012 อาวียองซ์ยังได้เตรียมโปรแกรม The Peak 2012 โปรแกรมที่ปีนี้อาวียองซ์จะเร่งเครื่องเดินหน้า เชิญชวนผู้มุ่งหวังให้มาเป็นผู้ร่วมธุรกิจให้มากที่สุด พร้อมทั้งสนับสนุนให้ผู้ร่วมธุรกิจของอาวียองซ์สามารถสร้างองค์กรของตัวเองและเติบโตให้สูงที่สุด จึงอยากให้ทุกคนตั้งเป้าหมาย และทำเป้าหมายนั้นให้ได้ เพื่อพีคผลงาน สู่การพีคความสุข ไม่เพียงเท่านี้อาวียองซ์ยังจะช่วยดูแลและสนับสนุนการขยายตำแหน่ง Team Business Associate ให้มากที่สุด เพราะอาวียองซ์ต้องการสนับสนุนให้ผู้ร่วมธุรกิจทุกคนมีรายได้ 6 หลักให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมงานดังกล่าว ยังได้เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ที่มาร่วมแชร์แบ่งปันความสำเร็จ พร้อมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกัน ก่อนจบงาน U – Success Day ท่ามกลางรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และเสียงบูมเชียร์ จากผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างกึกก้อง
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 220 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มกราคม 2555

‘กิฟฟารีน’ ย้ายคลังไป‘อมตะนคร’ยอดขายสินค้ากินใช้จำเป็นพุ่ง30%



“กิฟฟารีน”ย้ายคลังสินค้าขนาดใหญ่ไป “อมตะนคร” ผนึกกำลังนักธุรกิจทั่วประเทศขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าในกลุ่ม
สินค้าจำเป็นในช่วงน้ำท่วม จัดหนักโปรโมชั่นเร่งยอดปลายปี สินค้าจำเป็นสำหรับร่างกายโต 30% ย้ายฐานการให้บริการของศูนย์ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ไปยังศูนย์ธุรกิจในจังหวัดใกล้เคียง ย้ำให้นักธุรกิจกิฟฟารีน สู้ “น้ำท่วมโรงงานได้ แต่ท่วมใจของพากเราไม่ได้” คาดอีก 2 สัปดาห์ เข้าฟื้นฟูโรงงานที่นวนคร

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการรับมือวิกฤติน้ำท่วมในครั้งนี้ว่า ได้เตรียมแผนรับมืออย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ได้ย้ายคลังสินค้าทั้งหมดไปยังนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับย้ายส่วนงานคลังและโลจิสติกส์เข้าวางระบบการกระจายสินค้าไปยังศูนย์ธุรกิจทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว ที่สำคัญนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดีมาก ด้วยแนวคิดที่ว่า “น้ำท่วมโรงงานได้ แต่ท่วมใจของพวกเราไม่ได้” พร้อมสู้วิกฤติน้ำท่วมอย่างเข้มแข็ง ทางบริษัทฯ ได้มีนโยบายจัดประชุมกลุ่มย่อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อจัดอบรมกลยุทธ์ธุรกิจเพื่อเอาชนะวิกฤติน้ำท่วม ชูการขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าในกลุ่มสินค้าที่จำเป็น ได้แก่ เครื่องกรองน้ำ ข้าวสาร อาหารแห้ง ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์สำหรับร่างกาย ฯลฯ

การขยายเครือข่ายผู้ใช้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในช่วงวิกฤตน้ำท่วมนี้ ส่งผลให้สินค้าในกลุ่มดังกล่าว มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอัตราการเติบโตของยอดขายอย่างน่าสนใจ ในภาคเหนือถึง 25 เปอร์เซ็นต์และภาคใต้ 30 เปอร์เซ็นต์ในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับในส่วนของศูนย์ธุรกิจที่เป็นด่านหน้าของการกระจายสินค้า และให้บริการทางธุรกิจแก่นักธุรกิจนั้น ได้รับผลกระทบน้อยมาก เนื่องจากกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจกระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 112 ศูนย์ และมีศูนย์ธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพียง 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ธุรกิจปทุมธานี นวนคร อุทัยธานี บางใหญ่ และปิ่นเกล้า

โดยศูนย์ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ได้ย้ายฐานการให้บริการไปยังจังหวัดใกล้เคียง โดยนักธุรกิจที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตามปกติ สำหรับในส่วนของฐานการผลิตที่โรงงานนวนคร จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มีแนวโน้มว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะสามารถเข้าฟื้นฟูโรงงานได้

นอกจากนี้ นายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้เปิดเผยถึง การจัดโปรโมชั่นพิเศษเร่งยอดในช่วงวิกฤติน้ำท่วม และในช่วงของเทศกาลปีใหม่ ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี ด้วยการจัดเต็มโปรโมชั่นพิเศษกับแคมเปญต่างๆ เพื่อลุ้นรับสิทธิประโยชน์มากมายที่เป็นประโยชน์ในการขยายงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนจนถึงสิ้นปี

“ในช่วงสถานการณ์มหาอุทกภัยในครั้งนี้ กิฟฟารีนของเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน และมั่นใจว่าคนไทยทุกคนจะสามารถผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งอดทน และการช่วยเหลือ เอื้ออาทรกัน” นายพงศ์พสุ กล่าว


อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 215 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 กันยายน 2554

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ขายตรง ‘ซินเนอร์จี้’ ยิ้มร่ายอดพุ่งฮึกเหิมเปิดแผนรองรับค้าเสรี



“ซินเนอร์จี้” สุดดีใจ หลังยอดขายปี 54 ไต่ระดับโตขึ้นจากปี 53 ถึง 150% ปิด ยอดขายที่ 400 ล้านบาท ได้ใจตั้งเป้าปี 55 รายรับต้องไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท พร้อมแผนงานร่วมสาขาสิงคโปร์ตั้งตัวเป็นศูนย์กลางสินค้าเสริมอาหาร ผลักดัน แบรนด์ปักธงพื้นที่อาเซียน หมายรับมือการเปิดการค้าเสรีปี 58

นายศุภพงศ์ จันทระวีระกุล ผู้จัดการ ทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง ประเทศไทยและเวียดนาม เปิดเผย ว่า ในปี 2554 บริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 400 ล้านบาท ถือว่าเติบโตขึ้นจากปี 2553 ประมาณ 150% ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่อง ที่น่ามหัศจรรย์มาก เนื่องจากผลประกอบการหรือกำไรของบริษัทขาดทุนสะสมมาตั้งแต่เปิดธุรกิจ ดังนั้นในปี 2555 บริษัทจึง คาดหวังว่าจะสามารถปิดยอดขายได้ประมาณ 500-600 ล้านบาท

ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 55 นี้นายศุภพงศ์ กล่าวว่า จากการที่บริษัทประกาศ ตัวเมื่อปีที่แล้วว่า เป็น Heart Healthy Company หรือผู้นำด้านสุขภาพหลอดเลือด และหัวใจ ขณะนี้บริษัทจึงมีสินค้าหลายตัว ที่กำลังทยอยขึ้นทะเบียนกับอย.โดยคาดว่าภายในต้นปีนี้บริษัทจะได้รับการจดทะเบียน ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด คือ ตัว Omega-3 ที่ จะมาช่วยส่งเสริมสุขภาพคนไทยให้ดีขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสินค้าที่ง่ายต่อการขาย ดังนั้นตนคาดว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สามารถสร้างความสะดวกในการทำธุรกิจของสมาชิกได้มากขึ้น โดยสมาชิกของบริษัท ในปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 1 หมื่นคน ซึ่งแบ่งเป็นสมาชิกที่แอ็กทีฟประมาณ 5 พันคน

นอกจากนี้ แผนการดำเนินงานที่สำคัญ อีกเรื่องหนึ่งในขณะนี้คือ การที่ซินเนอร์จี้ ประเทศไทย ได้จับมือร่วมกับซินเนอร์จี้ประเทศสิงคโปร์ เพื่อสร้างศูนย์กลางการนำ เข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ผู้จำหน่ายสามารถ นำเข้ามาเพื่อทำตลาดได้มากกว่าเดิม

“ขณะนี้ ประเทศสิงคโปร์ ได้เป็น HUB หรือศูนย์กลางการกระจายสินค้าที่สำคัญของซินเนอร์จี้ ดังนั้นบริษัทจึงได้จัดกิจกรรม พิเศษ โดยจัดทริปเดินทางไปสัมมนาที่สิงคโปร์ ซึ่งจะจัดทุกๆ 4 เดือน เพื่อให้นักธุรกิจได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมกับผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายชนิด ที่ยังไม่มีการนำเข้ามาในเมืองไทย เพื่อให้นักธุรกิจได้รู้จักผลิตภัณฑ์ของซินเนอร์จี้มากขึ้น เพื่อสามารถ แนะนำ และขยายตลาดในประเทศไทยได้ต่อไป” นายศุภพงศ์ กล่าว

โดยนายศุภพงศ์ยังกล่าวต่ออีกว่า ปี 2568 ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ ประชาคม อาเซียน หรือ AEC ซึ่งถือเป็นแหล่งศูนย์ กลางทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญในภูมิภาคหนึ่งของโลก ดังนั้นซินเนอร์จี้ประเทศ ไทยจึงได้เริ่มเตรียมความพร้อม เพื่อก้าวสู่ความเป็นสากลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ในตลาดอาเซียน ซินเนอร์จี้ มี ยอดขายหลักมาจาก 3 ประเทศ คืออินโดนีเซียอันดับหนึ่ง ถัดมาจะเป็นประเทศไทย และเวียดนาม ตามลำดับ

“อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้ตลาดซินเนอร์จี้ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คึกคักมากขึ้น เนื่องจากบริษัทมีสาขาในประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังเริ่มมีการติดต่อ ธุรกิจในแถบชายแดนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศพม่า และกัมพูชา ซึ่งจุด นี้จะแสดงให้เห็นว่า ตลาดสินค้าซินเนอร์จี้ เริ่มมีฐานการตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ นักธุรกิจของบริษัททำงานได้ง่ายขึ้นเช่นกัน”

ทั้งนี้ นายศุภพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้บริษัทวางนโยบาย จัดทริปการท่องเที่ยว ต่างประเทศให้กับนักธุรกิจตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการตอบแทนความทุ่มเทของนักธุรกิจที่ทำงาน และขับเคลื่อนซินเนอร์จี้อย่างเต็มกำลัง โดยทริปต่างๆ จะประกอบไปด้วย การ เดินทางไปสัมมนาที่สิงคโปร์ ทริปท่องเที่ยว ญี่ปุ่น และยุโรป-ฝรั่งเศส นอกเหนือจากปีนี้ ยังถือเป็นปีที่สำคัญของซินเนอร์จี้ประเทศไทยอีกเรื่องหนึ่ง คือ การเป็นเจ้าภาพงาน ประชุมระดับภูมิภาคที่มีประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งรวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันจะมา ร่วมงานในครั้งนี้ด้วย บริษัทจึงเร่งเตรียมความ พร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012

ขายตรง เอสเนเจอร์ ‘ศรีไทย’ วางทุนเพิ่มไลน์ผลิตเน้นจ้างต่างด้าวหลังแรงงานไทยเมิน



“ศรีไทยซุปเปอร์แวร์” พลาดเป้าปี 54 จิ๊บๆแค่ 5 ล้านบาท วางงบลงทุนปีมังกร 1 พันล้านบาท ขยายไลน์ผลิตกลุ่มพลาสติกเป็นหลักพร้อม เจียดงบใส่ “เอสเนเจอร์” ปั้นแบรนด์ แอบบ่นแรงงานไทยเมิน หันจ้างต่างด้าวเพิ่ม มองเวียดนาม เป็นฐานการผลิตใหม่ ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งสินค้าเมลามีน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2555 ว่า “สิ่งสำคัญประการแรก ที่ศรีไทยฯจะต้องรีบดำเนินการภายในปีนี้ คือ นโยบายการปรับลดกำลังการผลิตสินค้าจำพวกชิ้นส่วนรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก และใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งต่อไปค่าแรงน่าจะเริ่มสูง ขึ้น ฉะนั้นศรีไทยซึ่งเป็นบริษัทใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมผลิตพลาสติก คงต้องลดกำลังการผลิต และกำลังแรงงานลง โดยจากปี 2554 ที่ยอดขายในกลุ่มนี้อยู่ที่ 650 ล้านบาท ดังนั้นปี 55 บริษัทจะลดการผลิตลงครึ่งหนึ่ง และในปี 2556 จะหยุดการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้โดยสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ บริษัทศรีไทยฯ จะหันมาเน้นการผลิตเกี่ยวกับภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กล่องบรรจุอาหารของบริษัท ซีพี ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มการผลิตอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันสินค้าในกลุ่มขวด pet บรรจุน้ำ หรือน้ำอัดลม บริษัทก็เร่งเตรียมการในการขยาย การผลิตสินค้าจำพวกพรีฟอร์มเป่าขวด และฝาปิดขวด โดยเฉพาะการผลิตฝาปิดขวด รูปลักษณ์ใหม่ให้กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งจะเป็นฝาที่มีลักษณะบาง แต่สามารถลดกำลังการผลิตช่วยประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม

นายสนั่นเปิดเผยต่อว่า “นอกจากนี้ บริษัทก็กำลังมีนโยบายในการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทถังบรรจุสีทาบ้าน และถังบรรจุผงซักฟอก ซึ่งถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ใหม่ที่บริษัทไม่เคยผลิตมาก่อน จุดนี้ตนมองว่าอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ศรีไทยฯ สามารถขยายกำลังการผลิตได้โดยง่าย”

“ฉะนั้นโดยภาพรวมปีนี้ บริษัทน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศ ประมาณ 1 พันล้านบาท จากตอนแรกที่ตั้งไว้ 860 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในผลิตภัณฑ์ เมลามีน 100 ล้านบาท, พลาสติก 600 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะลงทุนในบริษัทลูก เช่น เอสเนเจอร์ และอาจรวมถึงการลงทุนในต่างประเทศด้วย”

ซึ่งนโยบายการดำเนินงานในต่างประเทศนั้น นายสนั่นกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 38 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า direct sale ในผลิตภัณฑ์เมลามีนของศรีไทยฯไม่เคยส่งออกต่างประเทศ บริษัทเติบโตภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้นภายในปีนี้บริษัทศรีไทยฯ จึงคาดว่าจะมีการเปิดตัวในประเทศลาวและพม่า ซึ่งทั้งสองประเทศจะดำเนินการจัด สร้างโรงงานการผลิตด้วย คือในประเทศลาว บริษัทวางนโยบายไว้ว่าจะเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ เพื่อผลิตพลาสติก โดยเฉพาะตัวพรีฟอร์มเพื่อเป่าขวด ให้กับโรงงานน้ำดื่มและโรงงานน้ำอัดลมในประเทศลาว ส่วนประเทศพม่า ซึ่งถือเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่น่าสนใจในการจัดสร้างโรงงานผลิตเมลามีน เนื่องจากพม่ามีแรงงานเป็นจำนวนมาก และราคาถูก และนอกจากนี้ ยังเป็นฐานพื้นที่เชื่อมต่อในการส่งออกไปสู่ตลาดโลกด้วย

นอกจากนี้ เกี่ยวกับการจัดตั้งโรงงาน ในต่างประเทศ นายสนั่นเปิดเผยอีกว่า ศรีไทยฯ อาจจะมีการจัดสร้างโรงงานเพิ่ม ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากกำลังการผลิตจานชามเมลามีน ในโรงงานใหญ่ทั้งสอง ซึ่งตั้งอยู่ที่โคราชมีอัตราการผลิตเต็ม กำลัง เพราะศรีไทยฯ ถือเป็นเจ้าโลกของผลิตภัณฑ์เมลามีน ดังนั้น แม้การเร่งมากแค่ไหนก็ผลิต ไม่ทันสู่การส่งออก และเหตุผลที่สำคัญอีก ประการ คือ บริษัทหาคนไทยมาร่วมงานยากมาก โดยจะเห็นได้ว่าขณะนี้โรงงานของศรีไทยฯ ในโคราช ต้องจ้างแรงงานพม่าถึงประมาณ 700 คน กัมพูชาอีก 600 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นบริษัทจึงมีกลยุทธ์เพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม โดยจะมีการเพิ่มเครื่องจักรกลจาก ที่มีอยู่เดิมประมาณ 20 เครื่องเป็น 40 เครื่อง

ทั้งนี้บริษัทศรีไทยฯ ก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศเวียดนาม คือ นอกจากที่บริษัทผลิตสินค้าพลาสติก และเมลามีนแล้ว ปีนี้บริษัทวางแผนไว้ว่า จะเตรียมการผลิตสินค้าในกลุ่มพรีฟอร์มสำหรับการเป่าขวดและตัวฝาปิดขวด ซึ่งจะต้องใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท โดยการขยายงานเพิ่มในประเทศเวียดนาม บริษัทไม่กังวลในเรื่องของยอดขายมากนัก เนื่องจากศรีไทยฯ ได้ร่างสัญญาร่วมกับบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ในโลก โดยทำสัญญาไว้ 3 ปี ซึ่งตนคาดว่าปีหนึ่งบริษัทสามารถทำยอดขายที่เวียดนามได้ประมาณ 600 ล้านบาท

ส่วนตลาดนอกอีกประเทศหนึ่งที่มีความน่าสนใจ โดยศรีไทยฯ เร่งเตรียมการ ที่จะขยายการลงทุน คือ ตลาดประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนี้บริษัทมี sale office ที่ใช้ระบบ direct sale ในประเทศอินเดีย แล้ว 3 แห่ง ปีนี้จึงตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม sale office อีกหนึ่งแห่ง เนื่องจากขณะ นี้บริษัทมีคู่แข่งผู้ผลิตเมลามีนรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกสองราย และศรีไทยฯ มีความเสียเปรียบบริษัทเหล่านั้น เนื่องจากการนำเข้า เมลา-มีนไปประเทศอินเดีย ต้องเสีย ภาษีนำเข้าถึง 28% และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการขนส่งอีก ดังนั้นบริษัทจึงคาดหวังว่าในเร็วๆ นี้ประเทศ ไทยจะได้รับการปรับลดภาษีนำเข้าจากรัฐบาลอินเดีย

ดังนั้น โดยสรุปจากแผนการดำเนิน งานทั้งหมดของบริษัทในปีนี้ ศรีไทยฯ ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 7,800 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นศรีไทยซุปเปอร์แวร์ 7,050 ล้าน และอีก 750 ล้านบาทเป็นของบริษัทในเครือที่ ศรีไทยฯ ถือหุ้น 100%
ซึ่งนายสนั่นกล่าวถึงเป้าหมายยอดขายดังกล่าวว่า “ตนมั่นใจว่านโยบายในปี นี้จะทำให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ โดยเฉพาะยอดขายซึ่งจะเห็นได้จากปีที่แล้วที่บริษัทตั้งเป้าไว้ 6,700 ล้านบาท แม้ ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน บริษัทจะได้รับผลกระทบจาก ภาวะน้ำท่วม แต่เมื่อถึงเดือนธันวาคมทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ทำให้สิ้นปีศรีไทยฯ สามารถปิดยอดการขายได้ที่ 6,695 ล้านบาท พลาดเป้าไปเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012

MLM ค่ายเล็กขนอาวุธเปิดศึกเน้นจุดต่างสร้างจุดขาย



ปี 2555 นี้ เป็นปีทองของธุรกิจขายตรง จากการคาดคะเนของบรรดากูรูผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง แน่นอนสิ่งที่ต้องตามมาคือ การแข่งขันของเหล่าแบรนด์ขายตรง ไม่ว่าจะเป็นชื่อเล็ก กลาง หรือว่าใหญ่ ทั้งหมดล้วนแล้วต้องการ ส่วนแบ่งจากเค้กก้อนโตของมูลค่าการตลาดขายตรงเข้าบัญชีของตนเองให้มากที่สุด

เทรนด์การแข่งขันในปีนี้ จะหนักไปที่เรื่องของสินค้านวัตกรรม ที่ ต้องมีของใหม่มาวางตลาด เพื่อสร้าง กระแสให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้บริโภคในยุคเสริมอาหารค้างฟ้าเช่นนี้ ที่สำคัญอย่างที่สุด โปรแกรมการฝึกนักขายให้ มีความเป็นมืออาชีพ และมีประสิทธิภาพในงานขาย ย่อมไม่สามารถมองข้าม ซึ่งบรรดาค่ายขายตรงต่างขนอาวุธในแผนงานนี้สาดเข้าใส่กันอย่าง ดุเดือดตั้งแต่ต้นปี

>> ‘อาเจล’ ล้ำสมัยผุดตู้กดสินค้าบริษัท

นายวสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ว่า กลยุทธ์แรกที่อาเจลวางไว้ คือการเปิด ตัวผลิตภัณฑ์เจลใหม่ถึง 3 ตัว หลังจากออก ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Body Care และ Hair Series มากกว่า 10 ตัว ในปีที่ผ่านมา ซึ่ง แต่ละตัวได้รับการตอบรับอย่างดีจากสมาชิก และนักธุรกิจอาเจลทั้งภายในประเทศไทยและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านในแถบอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ถือว่า มีสัดส่วนการ ขายประมาณ 25% จากยอดขายรวม

“อาเจลวางแผนไว้ว่า ปีนี้บริษัทจะสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และเส้นผม รวมถึงกลุ่มออรัลแคร์ คือเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 30-35% ตาม ความต้องการของสมาชิก และจะนำผลิตภัณฑ์ เจลต่างๆ ออกมาวางจำหน่ายตลอดปี 55 ให้ได้ 10-12 ตัวด้วยกัน”

กลยุทธ์ถัดไปบริษัทเตรียมออกสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกอย่างหลากหลาย เช่น การออกโปรฯ พิเศษ เพิ่มรายได้ 50% จาก รายได้ปกติที่อยู่ในแผนรายได้เดิมให้กับผู้นำที่เข้าร่วมธุรกิจ, การมีเครื่องมือทาง การเงินสำหรับสมาชิก ให้สามารถผ่อนจ่าย ได้ ด้วยการร่วมมือกันระหว่างอาเจลกับธนาคารต่างๆ ในประเทศไทย, สำหรับผู้ที่สมัครสมาชิกใหม่บริษัทมีทุนประกันชีวิต ซึ่งเป็นความร่วมมือกับบริษัทเมืองไทยประกัน ชีวิต เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจกับบริษัท, และความล้ำสมัย

ที่สำคัญ อาเจลยังได้ผุดแผนหนึ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความสะดวกให้กับสมาชิก ผู้บริโภคของบริษัท โดยการทำตู้หยอดเหรียญอาเจล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับตู้ กดน้ำดื่มกระป๋อง โดยเครื่องนี้จะเป็นการ ซื้อสินค้าอาเจลผ่านตู้ โดยจะติดตั้งไว้ตาม สถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน เพื่อความสะดวก รวดเร็วต่อสมาชิกของบริษัทในการใช้สินค้า ซึ่งในส่วนนี้คาดว่า น่าจะเริ่มมีให้เห็นในปี 2555 นี้

ด้านการขยายเครือข่าย อาเจลวาง เป้าหมายไว้ว่าในปี 55 บริษัทจะขยายสาขา ให้ได้มากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ และในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับเขตความ ร่วมมืออาเซียน (AFTA) ในปี 2558 โดย ประเทศที่เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถัดไปบริษัทจะเตรียม เปิดตัวที่ประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และ ท้ายสุดกับกัมพูชาในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้

>> “วิน วิน” เน้นกระจายการอบรม

ด้านเภสัชกรประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด เผยว่า กลยุทธ์การฝึกอบรม บริษัทจะเน้น ให้สมาชิกทุกคนสามารถจัด out meeting หรือการเรียนรู้สินค้า พูดขายสินค้า และการจัดประชุมให้มีความชำนาญ เพราะตน มั่นใจว่าหากเราเน้นการฝึกอบรมดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้การขยายงาน ขยายเครือข่ายของทีมสมาชิกและบริษัทเป็นไป ด้วยความง่ายดาย

“ตนมองว่าในปีนี้กลุ่มคนอาจเข้ามา สมัครเป็นสมาชิกไม่มากนัก เนื่องจากประชาชน ส่วนใหญ่ในภาคกลางได้รับผลกระทบจาก ภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ ตาม ผู้บริโภคโดยทั่วไปที่เข้ามาน่าจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจุดนี้ “วิน วิน” ตั้งเป้าว่าผู้บริโภคน่าจะเข้ามาใช้สินค้าของบริษัทเพิ่ม ขึ้นประมาณ 1 หมื่นคนในปี 55

โดยบริษัทได้ตั้งยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 100 ล้านบาท แม้อาจต้องเจอวิกฤติใดๆ อีก ก็ตาม ส่วนการขยายสาขาเครือข่ายในขณะนี้ บริษัทไม่มีนโยบายที่จะเปิดเพิ่มเติม หลังจากเปิดศูนย์สาขาที่เชียงใหม่, พิษณุโลก, ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี แต่ทั้งนี้สมาชิก อาจจะจัดตั้งเป็นลักษณะของศูนย์บอส ซึ่ง คล้ายกับศูนย์โมบายในสมัยก่อน คือจะเป็น ศูนย์สาขาที่บริษัทให้สมาชิกขายสินค้าเอง แล้วเราก็จะให้ค่าบริหารแก่เขาประมาณ 10%

>> “อีซี่ ฟาร์แมกซ์” งัด 427 รหัสปั้นมือทอง

นอกเหนือจาก 2 ค่ายที่กล่าวมา ด้านนายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้เปิดเผยถึงแผนการตลาดของบริษัทปี 55 ว่า บริษัทได้มีการปรับในเรื่องของแผนการ จ่ายของบริษัท ให้เหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย ซึ่งในส่วนของแผนการตลาด ที่บริษัทได้ปรับขึ้นใหม่นี้ ก็เป็นแผนที่ได้รับ อนุญาตจากหน่วยงานรัฐ โดยสคบ. เป็นที่ เรียบร้อย อีกทั้งบริษัทยังได้ใช้เวลาในช่วง ที่ผ่านมาในการจดยื่นสินค้าต่อทางอย. เพื่อ ที่จะได้ใช้ในการลุยตลาดอย่างเต็มที่ในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผุดเรื่องของ ระบบการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อระบบ ว่า “427” ซึ่งเป็นระบบการเรียนรู้ สร้างนักธุรกิจอิสระของบริษัท เพื่อให้สมาชิกทั้งเก่าและใหม่ได้ทำงานง่ายยิ่งขึ้นโดยสามารถแยกออกมาได้ดังนี้ 4 คือ 4 ขั้นตอนในการเรียนรู้ ได้แก่ 1.รู้จักสินค้า โดยที่สมาชิกต้องมีความรู้ความเข้าใจในสินค้า มีการใช้เพื่อเป็นการ ตอบคำถามลูกค้าให้ได้อย่างถูกต้อง 2.การ เรียนรู้ในงานขาย โดยการศึกษาวิธีการทำงานขายตรง เพื่อมีความรู้ในการชักชวน คน 3.การชักชวน คือ การชวนคนเข้ามาในระบบขายตรงของบริษัท และ 4.การติดตาม คือ การติดตามทีมงานของตนเอง

ถัดมาคือเลข 2 เลข 2 ในที่นี้ คือ การหาเครือข่ายของตัวเอง 2 คน วางองค์กร ซ้าย ขวา และเลข 7 คือ ตัวเลขของโครงสร้างเครือข่ายของตนเอง โดยหลังจากที่วาง 2 คน ซ้าย ขวา แล้ว หลัง จากนั้น ก็หาอีกข้างละ 7 คน เพื่อที่จะให้เครือข่ายเพิ่มทวีคูณ และต่างคนก็ต่างทำ เช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ซึ่งจากแผนที่กล่าวมา บริษัทมีความ มั่นใจว่า จะสามารถทำให้บริษัทมียอดขาย และสมาชิกเพิ่มขึ้นได้อย่างมหาศาล ซึ่งใน ส่วนของการเรียนรู้ “427” นี้ บริษัทได้นำเข้าไปแทรกในหลักสูตรการอบรมของบริษัท อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการสร้างผู้นำ และการสร้างนักธุรกิจอิสระของบริษัท

>> “แฮปปี้ เอ็มพีเอ็ม” วางโปรฯ เที่ยวเต็มพรืด

สุดท้ายข้ามฟากมาที่ นายพีรพงษ์ หลังปูเต๊ะ กรรมการบริหาร บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม จำกัด ซึ่งมีการเปิดเผยในส่วนของแผนงานว่า ในเรื่องของสินค้า บริษัท กำหนดไว้ว่าปีนี้ เราจะนำสินค้าใหม่ออกสู่ ตลาดประมาณ 2 กลุ่ม ส่วนแรกจะเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องยนต์ เพื่อรองรับ กับอุปกรณ์เครื่องยนต์รุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องยนต์ที่ใช้ระบบคอมมอนเรล หรือใช้ระบบก๊าซเอ็นจีวีในการขับเคลื่อน ส่วน กลุ่มสินค้าอีกชนิดหนึ่งก็คือ ผลิตภัณฑ์ Slack ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มลดน้ำหนัก ที่จะ นำมาโมดิฟายใหม่ เพิ่มคุณภาพ และเปลี่ยน รูปลักษณ์ เพื่อดึงดูดใจสมาชิก

ขณะเดียวกันในเรื่องของแผนโปรโมชั่น ในปีนี้บริษัทกำหนดว่า ในช่วงครึ่งปีแรก เราจะนำสมาชิกไปท่องเที่ยวหลาย ประเทศด้วยกัน ซึ่งประเดิมประเทศแรกใน ปลายเดือนมกราคมนี้ด้วยการนำสมาชิกทัวร์ลาวใต้ ถัดจากนั้นในช่วงเดือนพฤษภาคม บริษัทจะขนขบวนสมาชิกท่องเที่ยว 3 ประเทศดัง ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง มาเก๊า และเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน ส่วนผู้ที่เปิดโมบาย ใหม่ เมื่อซื้อสินค้าครบตามที่บริษัทกำหนด จะมีการแถมสินค้าพิเศษให้ เช่น ซื้อสินค้า ครบ 4 ชิ้น ได้สินค้าราคาพิเศษ 1 ชิ้น เพราะนอกจากสมาชิกจะได้ซื้อสินค้าราคา ประหยัดแล้ว ยังถือเป็นการโปรโมตโมบาย ไปด้วยในตัว

ในส่วนของการฝึกอบรมนั้น ขณะนี้ บริษัทได้นำเอาหลักสูตรเดิมที่เคยมีอยู่แล้ว นำมาปรับปรุงใหม่ พร้อมๆ กับเติมเต็มหลักสูตรใหม่เข้ามาเสริมองค์ความรู้แก่สมาชิก ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีหลักสูตรเส้นทางรวยเพิ่มเติมเข้ามา โดยจะบ่งบอกถึงการทำงานในแฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม ให้ประสบ ความสำเร็จและสร้างความร่ำรวยในอนาคต นั้นทำอย่างไร ซึ่งบริษัทได้มีการเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่และจัดอบรมใหม่เพื่อหลักสูตรนี้โดยเฉพาะ โดยบริษัทคาดว่าจากแผนงานดังกล่าวจะสามารถดึงดูดใจให้ประชาชนเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็มได้ 100%

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012