ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวนูสกิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวนูสกิน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : “นูสกินUSA” เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมวิจัยศาสตร์ต้านเสื่อมชราระดับโลก







IMG_2240 (Mobile)

 


นูสกิน เอนเตอร์ไพร์ส อิงค์ ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ เปิดศูนย์นวัตกรรม(Innovation Center) อย่างเป็นทางการ ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 3,000 พันล้านบาทพร้อมขยายพื้นที่อาคารสำนักงานใหญ่ รองรับการเป็นศูนย์กลางการวิขัยด้านศาสตร์ต่อต้านความเสื่อมชรา รวมทั้งเป็นแหล่งรวมการพัฒนาข้อมูล และการประชุมที่ทันสมัยบนแนวความคิดพื้นที่สีเขียว ตอกย้ำการเป็นบริษัทผู้นำด้านชะลอวัยของโลก


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นูสกิน เอนเตอร์ไพร์ส อิงค์ เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าเปิดตัวศูนย์นวัตกรรม นู สกิน อย่างเป็นทางการ ณ นู สกิน สำนักงานใหญ่ สหรัฐอเมริกา โดยได้ว่าจ้างบริษัทสถาปนิก BOHLIN CYWINSKI JACKSON จากซีแอตเทิล เป็นผู้ออกแบบศูนย์วัฒนธรรม และได้เซ็นสัญญากับบริษัท โอ๊คแลนด์ คอนสตรักชั่นจากเมืองซอลต์เล็ค ซิตี้ ในการควบคุมการก่อสร้าง โครงการเพื่อเนรมิตศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ให้กลายเป็นศูนย์รวมงานวิจับแบบครบวงจรที่ทันสมัยของโลก ด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา ซึ่งศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่นี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการขยายระบบโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนกว่า 300ล้านบาทในกาสร้างศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้ เพื่อตอกย้ำการเป็นบริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชราอย่างแท้จริง


ศูนย์นวัตกรรม นู สกิน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมันของเราที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่องในการนำเสนผลิตภัณฑ์และโอกาสทางธุรกิจของเรา ซึ่ง นู สกิน เราใส่ใจใน “วัฒนธรรมของนวัตกรรม” ที่สนับสนุนวิสัยทัศน์ของเราสู่การเป็นบริษัทขายตรงชั้นนำด้านการต่อต้านความเสื่อมชราของโลก ตลอดจนเรามีความยินดีที่จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยแผนพัฒนาโครงการสู่การเป็นศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ในอนาคต และขยายการเติบโตของเขตเมือง ซึ่งโครางการนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อม ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เพื่อลองรับกระแสความล้ำสมัยของผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยอย่างต่อเนื่องและเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายของเรา” ทรูแมน ฮันท์ กล่าว


สำหรับศูนย์นวัตกรรม นู สกิน สร้างขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 164,000 ตารางฟุต จากพื้นที่ทั้งหมดของบริษัทรวมกันกว่า300,000 ตารางฟุต ประกอบด้วยศูนย์วิจัยด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์ต่อยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง มีเนื้อที่ประมาณ 200,000 ตารางฟุต โดยแบ่งเป็นห้องปฏิบัติการจำนวน 5 ห้อง สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นู สกิน ซึ่งได้แก่ ศูนย์ข้อมูล ทำหน้าที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความหลากหลาย เพื่อรองรับการที่ นู สกิน เป็นธุรกิจสากลระดับโลกอย่างแท้จริง ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่บริษัทฯ ใส่ใจเพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานและผู้เยี่ยมชม เพื่อส่งเสริมวิสัยทัศน์ขององค์กรด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนและร้านค้าปลีกที่ผู้คนสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของ นู สกิน ได้


นอกจากนี้ ศูนย์นวัตกรรม นู สกิน ยังได้รับการรับรองจาก LEED ด้านการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยแนวคิดการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่สีเขียว โดยมีการนำเอาความร้อนจากศูนย์ข้อมูลมาใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นในโถงอาคารอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จากความสำเร็จดังกล่าว จะส่งผลให้ นู สกิน ก้าวขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำด้านงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการต่อต้านความเสื่อชราของโลกได้อย่างแน่นอน


 


 


 


 


Credit By : หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : MLM เวียดนามโตกระฉูด! ผู้ค้าไทยชิงหัวหาดรับ AEC "นู สกิน" ปักธง "ฮานอย-โฮจิมินห์"







iq814e06071b21702836aea94cd4ab98ab (Mobile)

 


ธุรกิจขายตรงประเทศเวียดนาม โตทะยานสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนปี 2012 มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท สถิติชี้แบรนด์ต่างชาติ โกยยอดขายได้มากกว่าแบรนด์ในประเทศ เหตุรสนิยมของคนในเวียดนาม ไว้ใจแบรนด์นอก ผลักดัน MLM ฝั่งไทยเปิดศึกชิงพื้นที่หัวเมืองใหญ่ตั้งฐาน รองรับ AEC ด้าน "นู สกิน" เดินเครื่อง บุกตลาดเวียดนามเต็มสูบ ปักธง 2 เมือง เศรษฐกิจ "ฮานอย-โฮจิมินห์" ชูสินค้าต้านแก่ "เอจล็อก" เป็นเรือธง มั่นใจเป้ายอดขายปีแรกผ่านฉลุย 450 ล้านบาท หลังผ่านมาครึ่งปีโกยแล้ว 80%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 3.1 แสนล้านบาท โดยตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ ประเทศ มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ในขณะที่ประเทศ เวียดนามซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน อาเซียน ด้วยปัจจัยที่มีประชากรประมาณ 90 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 13 ของโลก และมูลค่าอุตสาหกรรมขายตรงของเวียดนามในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท มีการเติบโตร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับ ปี 2554 ซึ่งนับว่าเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มเออีซี และนับเป็น การเติบโตสูงสุดติด 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรมขายตรงโลก ในปีระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีบริษัทยื่นขอจดทะเบียนเปิดดำเนินการในเวียดนามจำนวน 78 บริษัท และเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวน 54 บริษัท แบ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น 83.3% และแบรนด์ต่างชาติ 16.7%


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 51% รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวและเครื่องสำอาง 27% และผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ 9% ช่องทางการจำหน่ายใช้วิธีการขายผ่านบุคคลต่อบุคคล 100% เพราะ ยังถือว่าเวียดนามยังคงเป็นตลาดเปิดใหม่สำหรับขายตรง และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนั้น ช่องทางการขายแบบปากต่อปากจึงเป็นช่องทางหลักที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน


"นู สกิน เริ่มเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น สาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และ นับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกิน ในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจากทั้งหมด 10 ประเทศ ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับสภาวะการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในประเทศเวียดนามยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับไทย หรือมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง ใหม่ ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้นจะต้องได้รับการ ยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ดังนั้น บริษัทขายตรงที่จะเข้า ไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องดำเนินธุรกิจ ภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับทัศนคติของผู้บริโภคและให้ความรู้กับคนในประเทศ เวียดนามเปิดรับธุรกิจขายตรงมากขึ้น" นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนาม ช่วงเปิดตลาดใหม่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์เอจล็อกเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดภายใต้กลยุทธ์ "ageLOC Opportunity" ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ของคนในประเทศและด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่คาดการณ์ว่าตัวเลขของประชากรวัย 40 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเดียวกันกับทั่วโลก ซึ่งในขณะนี้สัดส่วนของยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจล็อกอยู่ที่ 65% ของยอด ขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่าง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ที่ 70:30


"เนื่องจากการทำตลาดในระยะนี้ยังถือเป็นช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ จึงเป็นช่วงที่บริษัทต้องการสร้างฐานสมาชิกผู้ทำธุรกิจเป็นหลัก และจากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้อยละ 57 ของประชากรในประเทศเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการเป็นเจ้าของ ธุรกิจของตัวเอง มองหาโอกาสทางการทำงานใหม่ๆ เสมอ อีกทั้งทุ่มเทกับการทำงานหนัก เราจึงจะเน้นไปที่การพิสูจน์ให้ชาวเวียดนามเห็นว่าเราแตกต่างจากบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิสัยทัศน์ของบริษัท โอกาส ทางธุรกิจ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ทำธุรกิจ นู สกิน สามารถประสบความสำเร็จได้จริงจากกลยุทธ์การตลาดที่เราวางไว้นี้ จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2556 จะมีจำนวนสมาชิก 30,000 บัญชีรายชื่อ และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 450 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายจำนวน 2 สาขาที่เมืองโฮจิมินห์ และเมืองฮานอย และจะขยายเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น" ภคพรรณ กล่าว


"ภคพรรณ" กล่าวต่อว่า "ทุกครั้งที่ นู สกิน ไปเปิดดำเนินการที่ประเทศใดก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจ อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศ ปลูกฝังด้านจรรยาบรรณของ ผู้แทนจำหน่าย และสิ่งที่นู สกิน คำนึงถึงตลอดเวลาคือการตอบแทนคืนกลับสู่สังคม สำหรับในเวียดนาม เราได้เริ่มช่วยเหลือเด็ก ผู้ป่วยโรคหัวใจภายในการโครงการ SEA Childrenžs Heart Fund โดยร่วมมือกับองค์กรการกุศล East Meet West ซึ่งภายใน ระยะเวลา 1 ปี ที่นู สกิน เวียดนามเปิดดำเนิน การ เราช่วยเหลือด้านการผ่าตัดเด็กผู้ป่วย โรคหัวใจไปแล้ว จำนวน 5 ราย"


"อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทวางกลยุทธ์ สร้างการเติบโตผ่านการเปิดดำเนินธุรกิจ นู สกิน เพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศเออีซีนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมการทำงานให้กับผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ได้มีโอกาสขยายธุรกิจได้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งนู สกิน เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถสร้างเครือข่ายขยายการทำงานและมีรายได้จากทุกประเทศที่นู สกิน เปิดดำเนินการ กรณีการเปิดเวียดนามผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ที่เป็นคนไทยเองก็มองเห็นโอกาสที่ บริษัทเตรียมพร้อมไว้ให้ ซึ่งมีผู้ทำธุรกิจมากมายที่ประสบความสำเร็จแล้วในขณะนี้" แม่ทัพหญิง "นู สกิน" ไทย-เวียดนาม กล่าว


ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ "นู สกิน" เท่านั้นที่เข้าไปทำตลาดในประเทศ เวียดนาม แต่ที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงทั้งจากประเทศอื่น และขายตรงจากไทยเข้าไป เปิด ทั้ง "แอมเวย์" "โมรินดา" โดยล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ก็มี "นีโอ ไลฟ์" ขายตรงแบรนด์ไทยอีกรายที่เข้าไปเปิดธุรกิจเครือข่ายในเวียดนาม โดยตั้งสาขาอยู่ที่เมืองหลวง ของเวียดนามอย่าง "ฮานอย" และดูเหมือน ว่าธุรกิจที่ได้เข้าไปขยายสาขานี้จะได้รับการ ตอบรับจากคนในเวียดนามเป็นอย่างดี ทำให้ เวียดนามกลายประเทศที่มีการขยายตัวมาก ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ในปีที่ผ่านมา


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกินชูเอจ ล็อคบุกตลาดขายตรงเวียดนาม







news_img_31013_1 (Mobile)


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่านู สกินยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าไปบุกตลาดเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปลายไตรมาส 3 ปี 2555 ด้วยการเข้าไปเปิดสำนักงานนู สกิน ประเทศเวียดนาม มีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่าย 2 สาขา ที่โฮจิมินห์ และฮานอย และมีแผนจะขยายเพิ่มในอนาคต ซึ่งการเปิดสำนักงานในเวียดนามถือเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และนับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกินในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มอาเซียน ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน


สำหรับการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในเวียดนาม ถือว่ายังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ ไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามได้นั้น จะต้องได้รับการยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลเวียดนามอย่างเข้มงวด ดังนั้นบริษัทขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ


ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนามช่วงเปิดตลาดใหม่นี้ บริษัทจะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์ “เอจ ล็อค” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งขณะนี้สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจ ล็อคอยู่ที่ 65% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 70:30


นางภคพรรณ กล่าวว่า ในปี 2556 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 450 ล้านบาท จากปีที่ 2555 ที่ทำได้ 200 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 80% จึงเชื่อว่าบริษัทจะสามรถทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันนู สกินประเทศเวียดมีสมาชิกแล้ว 25,000 บัญชีรหัส คาดว่าในปี 2556 นี้จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บัญชีรหัส ส่วนในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตอย่างน้อยประมาณ 20% จากปี 2556


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ฉลองความสำเร็จกับยอดขาย จัดทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket







Capture (Mobile)


บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศจีน) นำโดย นาย แอนด์ดรู ฟาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศ จีน นำคณะผู้แทนจำหน่ายจากประเทศจีนและเขตการปกครองพิเศษ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า จำนวนกว่า 4,000 คน ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จยอดขายกับ โปรแกรมท่องเที่ยวอินเซนทีฟ ทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket เพื่อร่วมสัมผัสความสวยงามของทะเลตอนใต้ที่เต็มไปด้วย ความงดงามทางธรรมชาติ ที่สวยงาม และอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรม รวมถึงการ ร่วมกิจกรรมสัมมนา พร้อมกันนี้ชาวนู สกินยังรวมใจกันจัดกลุ่มเป็นรูปดาว เพื่อแสดงถึงพลังและศักยภาพความสำเร็จของนูสกิน โดยการมาของ นู สกิน ประเทศจีน ครั้งนี้คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ สร้างรายได้ให้กับชุมชนในจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมหาศาล






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ชูภาพขายตรงพรีเมี่ยม ดึงเอจล็อคอัพยอด 3 ปี 5,000 ล.







iq5c2c5180be416cfe13bff1e75592d34f (Mobile)

 


นู สกิน เดินหน้าสร้างแบรนด์ ตอกย้ำขายตรงระดับพรีเมี่ยม ลุยพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภตได้อย่างตรงจุด พร้อมชูแนวคิดการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือและแตกต่าง ดันสินค้าเอจล็อคนำทัพ วาดเป้า 3 ปี โกยยอด 5,000 ล้านบาท


ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภายหลังที่บริษัทได้เริ่มต้นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการต่อต้านความเสื่อมชราเข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ เอจล็อค โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชะลอวัยครั้งแรก เมื่อปี 2553 จนสามารถสร้างการเติบโตในตลาดความงาม และตลาดชะลอวัยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมั่นใจในแนวทางของธุรกิจมากขึ้น และมุ่งเน้นทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสู่มือผู้บริโภค โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายและมีแนวทางการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ มีรูปแบบธุรกิจที่โดดเด่นแตกต่างจาดคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพส่งผลให้แบรนด์ นู สกิน สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน


เป้าหมายในการทำธุรกิจ คือ เมื่อนึกถึงแบรนด์ นู สกิน สิ่งแรกที่อยากให้ผู้บริโภครู้สึกและสัมผัสได้ คือ นู สกิน เป็นแบรนด์ขายตรงระดับพรีเมี่ยม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมในกลุ่มไทเอจจิ้ง จะเป็นแบรนด์แรกที่อยู่ในใจผู้บริโภค


ทั้งนี้ การสร้างจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งจึงมีความสำคัญไมพ้กลยุทธ์ด้านอื่นๆ สำหรับความโดเด่นของนู สกิน คือ การเป็น บริษัทขายตรงรายแรกที่ลุกขึ้นมาประกาศแสดงจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา หรือ Anti-Aging Company อย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทมั่นใจในศักยภาพทั้งด้านบุคลากร ตลอดจนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านต่อต้านความเสื่อมชราที่มีคุณภาพ ประกอบกับเทรนด์ของตลาดต่อต้านความเสื่อมชราทั่วโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราและ ลดเลือน ริ้วรอย จึงเป็นผลให้สินค้าในธุรกิจขายตรงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อการชะลอวัย และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้บริษัทได้วางเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า จะเดินหน้าผลักดันองค์กรให้เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายจะสร้างยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อน นู สกิน ให้ไปถึงเป้าหมายมาจาก การวางกลยุทธ์ที่ดี การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวนำกลยุทธ์ในการทำตลาด ซึ่งเชื่อว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพเอจล็อคจะยังคงเป็นสินค้าหลักที่สามารถสร้างยอดขายให้กับบริษัท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกทั้งตลาดยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี


จากนี้ไปเราจะยังคงเดินหน้าเสริมทัพด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้แทนจำหน่ายในการขยายฐานสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดโรดโชว์ รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของผู้แทนจำหน่าย เช่น การจัดอบรมสัมมนา และการจัด โปรแกรมท่องเที่ยว Incentive Trip ซึ่งกลยุทธ์ที่กล่าวมาเปรียบเสมือนฟันเฟืองในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ตลอดจนสามารถเพิ่มยอดขาย ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้ นู สกิน ประเทศไทย ก้าวไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ ภคพรรณ กล่าว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นูสกินไต้หวันจัดอีเวนต์ใหญ่ ณ ภูเก็ตแฟนตาซี







556000005311201

 


 


นายกิตติกร คิ้วคชา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ภูเก็ต แฟนตาซี จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับ และมอบของที่ระลึกให้แก่ นายทรูแมน ฮันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นูสกิน บริษัทขายตรงจากไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ในโอกาสมาจัดงาน Event ณ ภูเก็ตแฟนตาซี จำนวนกว่า 3,400 ท่าน โดยจัดกิจกรรม Workshop จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ซีฟูดพาเหรด และชมการแสดงที่ยิ่งใหญ่ มหัศจรรย์กมลา และการแสดงเทคนิคแสงสีเสียงตระการตา ไอยราสเปคตาคูร่า พร้อมทั้งการรวมใจกันของชาวนูสกินจัดทำเป็นรูปดาวนูสกินเพื่อทำลายสถิติของกินเนสส์ บุ๊ก ณ ภูเก็ต แฟนตาซี เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา


 


Credit By :http://www.manager.co.th

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ไต่ยอดปี55 ทะลุ 2,400 ล้าน อัดฉีด 20 ล้าน สร้างหนังโฆษณาครั้งแรกในไทย









นู สกิน ประเทศไทย ปลื้มยอดขายโตเกินเป้า 16% หรือประมาณ 2,400 ล้าน ในขณะที่สัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นถึง 20% พร้อมเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ เดอะ รียูเนี่ยน ด้วยเม็ดเงินลงทุน 20 ล้านบาทจากงบการตลาดก้อนโตทั้งปีกว่า 40 ล้านบาท ร่อนกลยุทธ์การตลาดแบบ 360 องศา หวังเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย กระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภคและสร้างการรับรู้ในแบรนด์ผู้นำต้านชราเพิ่มขึ้น 50 % ภายใน 3 เดือน รวมทั้งยังเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ในตระกูลเอจล็อคออกมากระตุ้นตลาดแอนไทเอจจิ้ง โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2556 เติบโตขึ้นอีกกว่า 20%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ปัจจุบันนู สกินเปิดดำเนินการธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานเป็นเวลา 16 ปี ซึ่งด้วยภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งนี้ผลักดันให้ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมาผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องในทุกปี ส่วนยอดขายปีที่ผ่านมา (2555) ถือเป็นปีที่นู สกิน ประเทศไทย ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้นถึง 16 % หรือคิดเป็นยอดขายรวมประมาณ 2,400 ล้านบาท มีสัดส่วนการเติบโตของผู้แทนจำหน่ายเพิ่มขึ้น 20% จำแนกเป็นสมาชิกทำเนียบ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ 1 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ 2 บัญชีรายชื่อ สมาชิกทำเนียบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ 14 บัญชีรายชื่อและสมาชิกทำเนียบ 1 ล้านบาท จำนวน 503 บัญชีรายชื่อ


นอกจากนี้ เพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลผู้บริโภคอย่างแท้จริง เวลานี้บริษัทได้ทำการเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดนู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ นู สกิน ประเทศไทย ที่ได้นำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยดึงจุดแข็งของความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค ผ่านภาพยนตร์โฆษณาแบบเต็มรูปแบบ ครั้งแรกด้วยเม็ดเงินลงทุนถึง 20 ล้านบาทจากงบการตลาดทั้งปีนี้กว่า 40 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ บริษัท ทีบี ดับบลิว เอ (ประเทศไทย) จำกัด วางกลยุทธ์โฆษณาและผลิตภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน เพื่อตอบโจทย์การตลาดและตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าวจะมุ้งเน้นการสร้างแบรนด์นู สกิน ให้เ)นที่รู้จักโดยสะท้อนผ่านจุดขายเรื่องผลลัพธ์แห่งวิทยาการของการล็อคอายุผิวให้คงความอ่อนเยาว์ไร้ริ้วรอยและมีสุขภาพผิวดี ซึ่งสอดรับกับนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อคที่ยังคงเป็นปัจจัยในการสร้างความสำเร็จและส่งเสริมยอดขายบริษัทฯ คาดการณ์ว่าหลังจากภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ออกอากาศจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและชื่นชอบในตัวผลิตภัณฑ์ และสามารถทำให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้ในแบรนด์ นู สกิน เพิ่มขึ้นถึง 50 % ภายในเวลา 3 เดือน


แนวคิดของภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต้องการเน้นให้แบรนด์และชื่อสินค้าเป็นที่จดจำของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ซึ่งจะเน้นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดแบบ 360 องศา โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดแบบ Below the line ผ่านกิจกรรมโรดโชว์ อีเว้นท์ การจัดประชุมสัมมนา และโปรแกรมโบนัสท่องเที่ยว และ Above-the-line จะเน้นการใช้สื่อ (Mass Media) ที่หลากหลายขึ้น โดยจะใช้ภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน สื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ สื่อโทรทัศน์ ศื่อสิ่งพิมพ์และบิลบอร์ด เพื่อเป็นการแนะนำแบรนด์ นู สกิน ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกรูปเเบบมากขึ้น


นางภคพรรณ กล่าวเสริมว่า กลยุทธ์ความสำเร็จของ นู สกิน ประเทศไทยมี 2556 บริษัทฯ มีการวางแผนและแบ่งกลยุทธ์ออกเป็นด้านต่างๆ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับนโยบายและแผนการดำเนินธุรกิจขององค์กร พร้อมเตรียมปรับกลยุทธ์เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงใช้กลยทธ์ในการกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่โดยการเน้นการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ่งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ เอจล็อค อาร์สแควร์ (ageLOC R2) และ เอ็จล็อคทรูเฟช เอสเซ็นซ์อัลตร้า (ageLOC TRU FACE ESSENCEULTRA) เพื่อชิงผู้นำตลาดแอนไทเอจจิ้ง พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร Mass Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป


เป้าหมายความสำเร็จ นู สกิน ประเทศไทยปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20% และมี ทิศทางการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ยืนยันได้จากตลอด 8 ปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างตน่อนื่อง ซึ่งแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่ได้เคยประกาศไว้ โดยอาศัยปัจจัยหลักมาจากความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและแตกต่างกับคู่แข่ง จำนวนผู้ทำธุรกิจที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตลอดจนทิศทางการขยายฐานผู้บริโภคทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วภูมิภาคที่มีอัตรการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


นอกเหนือจากการเดินหน้าในด้านธุรกิจแล้ว บริษัทฯไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมตามปณิธานที่มุ่งมั่นมาตลอด 15 ปี ในการให้ความช่วยเหลือการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กโรงพยาบาลราชวิถีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจไปแล้วจำนวนกว่า 5,000 ราย ทั้งนี้ บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าปัจจัยบวกต่างๆนี้จะส่งเสริมให้นู สกิน เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้แน่นอน


นางภคพรรณ กล่าวสรุป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขุดข้อมูลพาณิชย์ใครจริง ใครโม้ เผยสถิติยอดขาย 5 อันดับสูงสุดของธุรกิจขายตรงในรอบ 3 ปี ระหว่างปี 2552-2554 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์









ยักษ์ใหญ่ แอมเวย์ ครองแชมป์ เบอร์ 1 ตลอดกาล ขณะที่ กิฟฟารีน รั้งอันดับ 2 เชิดหน้าชูตาขายตรงพันธุ์ไทย ลบคำครหาโดนแซง ด้าน นู สกิน ไต่ขึ้นมาติดท็อปไฟว์ครั้งแรกในปี 2554 แหล่งข้าวชี้หลายบริษัทเคลมตัวเลขเกินจริง หวังเลี่ยงภาษี


ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่-ย 6-10% ต่อปี ซึ่งปัจจุบันแม้จะยังไม่มีหน่วยงานใดเก็บข้อมูลหรือตัวเลขเพื่อทำสถิติตลาดรวมขายตรง แต่สมาคมอุตสาหรรมขายตรงไทย (TDSA) ได้ร่วมมือกับบริษัทวิจัยชื่อดังในการเก็บข้อมูลตัวเลข 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เพื่อหาตัวเลขตลาดรวม โดยในปี 2552 ที่ผ่านมาตลาดรวมธุรกิจขายตรงมีมูลค่า 52,900 ล้านบาท เติบโตจากปี 2551 อยู่ที่ 14.6% จนมาถึงปัจจุบันที่ยังไม่มีการเก็บข้อมูลตัวเลขดังกล่าว แต่มีการคาดการณ์กันว่าตลาดรวมขายตรงน่าจะมีมูลค่าเกือบ 100,000 ล้านบาท


เผยตัวเลขท็อปไฟว์


จากข้อมูลดังกล่าวถือเป็นดัชนีวัดได้ว่าอุตสาหกรรมขายตรงปัจจุบันยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ซึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดให้เติบโต มาจากการที่ธุรกิจขายตรงมีภาพลักษณ์ที่ดีมากขึ้นในสายตาของผู้บริโภค การแข่งขันเพื่อสร้างแบรนด์ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ การให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงให้กับผู้บริโภคในวงกว้าง ตลอดจนการออกสินค้าใหม่ที่อิงเทรนด์สุขภาพ ซึ่งอัตราการเติบโตดังกล่าวถูกนำเสนอในรูปแบบของการเก็บสถิติ การจัดอันดับ 1 ใน 5 ของธุรกิจขายตรงที่มียอดขายสูงสุด ล่าสุดนสพ. เดอะพาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ได้เก็บสถิติรวบรวมตัวเลขบริษัทขายตรงที่สร้างยอดขายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปี 2554 กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ได้ว่า บริษัทที่ยังครองยอดขายเป็นอันดับ 1 ตลอดกาลยังคงเป็นเจ้าตลาดอย่างบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนอันดับสองเป็นของบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิซิตี้ จำกัด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าอันดับที่ 2 เป็นของผู้ประกอบการรายใด ระหว่างกิฟฟารีน แบรนด์สินค้าคนไทย กับบริษัท ซูเลียน(ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุชัดเจนว่า ซูเลียน มียอดขายอยู่ในอันดับสาม แค่ในปี 2552 และปี 2554 เท่านั้น เพราะในปี 2553 อันดับยอดขายสูงสุดอันดับ 3 ตกเป็นของ บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด


สำหรับสถิติยอดขายในรอบ 3 ปี (2552-2554) พบว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทที่ทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขายรวม 14,644 ล้านบาท ตามด้วยกิฟฟารีน ที่มียอดขาย 5,146 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 4,980 ล้านบาท อันดับ 4 เอมสตาร์ มียอดขาย 3,933 ล้านบาท และอันดับ 5 เป็นของบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ที่มียอดขาย 1,954 ล้านบาท


ทั้งนี้ จากสถิติยอดขายในปี 2553 นั้น อันดับ 1 คือ แอมเวย์ มียอดขาย 13,590 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,609 ล้านบาท อันดับ 3 เอมสตาร์ มียอดขาย 4,585 ล้านบาท อันดับ 4 ซูเลียน มียอดขาย 4,184 ล้านบาท และอันดับ 5 บริษัท คังเซน-เคนโกฯ มียอดขาย 2,204 ล้านบาท ขณะที่ปี 2552 อันดับ 1 แอมเวย์ มียอดขาย 12,609 ล้านบาท อันดับ 2 กิฟฟารีน มียอดขาย 4,355 ล้านบาท อันดับ 3 ซูเลียน มียอดขาย 3,309 ล้านบาท อันดับ 4 คังเซน-เคนโก มียอดขาย 2,377 ล้านบาท และอันดับ 5 เอมสตาร์ มียอดขาย 1,805 ล้านบาท


ยักษ์ใหญ่เร่งสร้างแบรนด์


การขึ้นท็อปไฟว์ของ นู สกิน ในปี 2554 นั้น ถือเป็นครั้งแรกของนูสกินที่ขึ้นอันดับท็อปไฟว์ หลังจาก นู สกิน ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปี โดยปัจจัยที่ทำให้ นู สกิน มียอดขายที่เติบโตนั้นมาจากการรุกตลาดเพื่อสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง และการสร้างโพซิชั่นของแบรนด์ที่เป็นสินค้าต่อต้านความเสื่อมชราอย่างชัดเจน และมีการตอกย้ำตำแหน่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนโยบายดังกล่าว นูสกินได้ผลักดันทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา เพราะเทรนด์หรือแนวโน้มตลาดของสินค้าในกลุ่มเอนไทน์เอจจิ้งมีการเติบโตเป็นอย่างมาก


ส่วนพี่ใหญ่ในวงการขายตรงอย่างแอมเวย์ ที่สามารถรักษายอดขายได้ติดอันดับ 1 มาโดยตลอด นอกเหนือจากการสร้างธุรกิจในประเทศไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นผลมาจากแอมเวย์ได้สร้างแบรนด์ และรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ครบวงจรทุกด้าน ทั้งสมาชิกกลุ่มผู้บริโภคและการสื่อสารแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้งมีการสร้างตำแหน่งสินค้าที่ชัดเจนเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภค อาทิ แบรนด์นิวทริไลท์ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาร์ทิสทรี ในกลุ่มสินค้าความงาม ทั้งกลุ่มสกินแคร์ และสีสัน อีกทั้งแอมเวย์ยังมี รอยัลตี้ แบรนด์กับผู้บริโภคที่สูงไม่น้อย


ส่วนกิฟฟารีนแม้จะเป็นสินค้าแบรนด์ไทย ยังสามารถสร้างยอดขายได้เป็นอันดับสองตลอดระยะเวลา 3 ปี(2552-2554) ซึ่งเป็นผลมาจากกิฟฟารีนได้สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และหากถามกลับไปว่า ปัจจุบันผู้บริโภครู้จักแบรนด์กิฟฟารีนมากน้อยเพียงใด เรื่องนี้ น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ ของ กิฟฟารีน เผยว่าจากการสำรวจล่าสุดพบว่าผู้บริโภคมากถึง 99% รู้จักแบรนด์กิฟฟารีน ไม่เพียงแค่รู้จักแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรู้จัก น.ต.พญ.นลินี ด้วยว่าเป็นเจ้าของธุรกิจกิฟฟารีน


ขณะที่กิฟฟารีนเองได้สร้างความมั่นใจในธุรกิจให้กับสมาชิกและผู้บริโภคด้วยการตั้งโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มเสริมอาหาร ที่มีการลงทุนมากกว่า 700 ล้านบาท รวมทั้งสินค้าของกิฟฟารีน ก็มีความหลากหลาย ที่สำคัญราคาสินค้าเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้ มีการซื้อซ้ำ อีกทั้งคุณภาพสินค้าดี ส่งผลให้กิฟฟารีนมีสมาชิกผู้บริโภคสูงถึง 6,000,000 คน และมีนักธุรกิจอิสระมากกว่า 500,000 คน ประกอบกับที่ผ่านมากิฟฟารีนมีการสร้างแบรนด์ผ่านสื่ออย่างชัดเจน


ซัดบางรายมั่วตัวเลข


อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงชื่อดังหลายบริษัทได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ว่ามียอดขายหลายพันบาท แต่จากการแจ้งรายได้ไปยังกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่าหลายบริษัทมียอดขายไม่ถึง 1,000 ล้านบาท บางบริษัทแถลงต่อหน้าสื่อว่ามียอดขายสูงถึง 5,000 ล้านบาท แต่กลับแจ้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่ามียอดขายเพียง 800 ล้านบาทเท่านั้น


สำหรับประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า การกระทำดังกล่าวสามารถตีความได้หลายอย่างที่บริษัทขายตรงเหล่านั้นไม่แจ้งยอดขายตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านั้นอาจหลีกเลี่ยงภาษี หรือต้องการสร้างขวัญกำลังใจและกระตุ้นให้สมาชิก และแม่ทีมมีความตื่นเต้น เป็นการปลุกพลังในการแสวงหาสมาชิกอย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวทางหน่วยงานภาครัฐควรจะมีการตรวจสอบที่เข้มข้นถึงตัวเลขยอดขายทีแท้จริงของแต่ละบริษัท เพื่อสร้างความถูกต้องในธุรกิจอีกทางหนึ่งด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพเดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ยักษ์ใหญ่ MLM สหรัฐฯ เปิดศึกชิงเค้กเวียดนาม นู สกิน บ่ยั่น ปิระมิด ชูผลตอบแทนสูงครีตเลือดใหม่








 


ตลาดขายตรงเวียดนามฝุ่นตลบ ! นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรลส์ ยักษ์ขายตรงผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเสริมอาหารอันดับ 9 ของโลกจากสหรัฐอเมริกาลุยขยายธุรกิจหนักหน่วง สบโอกาสเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนต้องการหารายได้ เดินหน้ารีครูตนักขายใหม่เสริม
ธุรกิจขายตรงในเวียดนามโดย เฉพาะขายตรงหลายชั้น (MLM) มี ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยดีนักเหมือนกับจีนที่ เคยแบนธุรกิจขายตรงหลายชั้นเมื่อหลาย ปีเนื่องจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่ ปกครองประเทศหวั่นระแวงระบบการ ตลาดสีเทาที่เรียกว่าปิระมิด ที่มีรูปแบบ การสร้างเครือข่ายไม่ต่างจาก MLM แฝง ตัวเข้ามาหลอกลวงประชาชนที่ไม่มีความ รู้และอยากมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ จำนวนมาก และจนถึงปัจจุบันระบบการ ตลาดสีเทายังไม่หมด เป็นเรื่องท้าทาย กฎหมายในเวียดนามอยู่กว่า 20 ปีหรือ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นู สกินขยายธุรกิจใน เอเชียอย่างหนักแม้จะเจออุปสรรคจาก กฎระเบียบที่เข้มงวดในหลายประเทศซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการขยายเครือข่ายและ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่นำออกขาย แต่ บริษัทสามารถทำยอดขายและกำไรก้อน ใหญ่ได้จากเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญที่ ทำให้นู สกินเติบโตอย่างมั่นคงและมีผล กำไรต่อเนื่อง

ขายตรงฝ่าวิกฤตศก.เวียดนาม สบช่องคนตกงานชูผลตอบแทนสูง
สำหรับในเวียดนาม นู สกินเพิ่ง เปิดสำนักงานขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจ ของเวียดนามที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยรัฐบาลคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจภายใน ประเทศจะขยายตัวราว 5-6% เทียบกับ หลายปีที่ขยายตัวร้อนแรงถึง 8-10% เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สินในภาค ธนาคารที่กลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการก่อหนี้ของ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประสบปัญหา ผลการดำเนินงานขาดทุนกันเป็นแถวจน กระทั่งมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท จัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐฯประกาศปรับลดอันดับความน่า เชื่อถือเศรษฐกิจเวียดนาม
อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมที่ ยํ่าแย่ในเวียดนามอาจจะส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค แต่ สำหรับบริษัทขายตรงMLM ไม่เป็นปัญหา ด้วยจุดขายโอกาสการทำธุรกิจที่เปิด กว้าง การลงทุนตํ่า ความยืดหยุ่นในการ ทำงานรวมไปถึงอัตราการว่างงานที่ยังคง ยืดเยื้อยังคงเปิดโอกาสในการรีครูตนัก ขายใหม่ๆ ในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างตํ่าประมาณ 3,000 ดอลลลาร์ต่อปีหรือประมาณ 90,000 บาท เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาหาเรา ในเวียดนามมีคนตกงาน หลายล้านคน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะ สมมากๆ สำหรับMLM รูปแบบการ ตลาดที่เพิ่งเริ่มโต ไบรอัน ตรัน หนึ่ง ในชาวต่างชาติจำนวนกว่า 100 คนที่ เดินทางเข้ามาทำงานในเวียดนามและ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารฝ่ายขายระดับ บลู ไดมอนด์ ของนู สกินให้ความเห็น
ตรันมีรายได้ 45,000 ดอลลาร์ หรือ 1.35 ล้านบาทต่อเดือนซึ่งเจ้าตัวบอก ว่าถ้าเทียบตลาดเวียดนามที่เพิ่งจะเริ่มตั้ง ไข่แล้วรายได้ระดับนี้คือขั้นตํ่าที่แม่ทีมจะ ทำได้
ระบบการจ่ายผลตอบแทน อาทิ ค่าคอมมิสชั่นเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ บริษัทขายตรงชั้นนำทั่วโลก อาทิ นู สกิน ซึ่งขยายตลาดผ่านนักธุรกิจอิสระ การ จ่ายค่าคอมมิสชั่นให้กับฝ่ายขายวัดจาก ยอดการขายสินค้า ยิ่งมียอดขายมากจะ ได้ค่าคอมมิสชั่นมากดึงดูดนักขายใหม่ๆ เข้ามาเซ็นสัญญา เส้นทางสร้างรายได้ที่ ไม่มีขีดจำกัดทำให้นักขายระดับแม่ทีม ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก คนเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้และเงินเดือนก้อน ใหญ่เหมือนกับนักขายรุ่นพี่
นู สกินกล่าวว่า คอมมิสชั่นเฉลี่ย ของบริษัทสหรัฐฯสำหรับนักขายน้องใหม่ อยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์หรือ 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ดี นู สกินซึ่งคาดว่าปีนี้ จะมียอดขายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ปฏิเสธ ที่จะเปิดเผยตัวเลขค่าคอมมิสชั่นของ บริษัทฯ ในเอเชีย

ขายตรงเวียดนามโตเยอะ แตะ6 พันล้าน ภาพลักษณ์ไม่ดีปิระมิดเยอะ
ิ ข้อมูลจากธุรกิจขายตรง MLM ระบุ กว่า 10 ปีที่ผ่านมามีขายตรง MLM ผุดขึ้นในเวียดนามจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 2 ร้อยล้านดอลลาร์หรือราว 6 พันล้าน บาท นักขายมากกว่า 1 ล้านคน โดย ภาพลักษณ์ของ MLM ในตลาดเวียดนาม เลวร้ายลงมากเมื่อปีที่ผ่านมาหลังจาก มีประชาชนกว่า 100 คนถูกแก๊งปิระมิด หลอกลวงกระทั่งรัฐบาลต้องขยับคุมเข้ม กฎระเบียบการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ให้เข้มงวดมากกว่าเดิม
ไม่ใช่แค่เวียดนาม แต่ชื่อเสียง ตลอดจนภาพลักษณ์ของ MLM ในประเทศ อื่นๆ ในเอเชียก็ไม่ได้ดีนักในสายตาของ ประชาชนและภาครัฐ
ในช่วงปี 1990 หรือ 2533นู สกิน เจอเรื่องอื้อฉาวในสหรัฐฯที่เป็นตลาด บ้านเกิดเมื่อถูก 5 รัฐกล่าวหาหลังจากมีประชาชนร้องเรียนว่าแผนการตลาดของ นู สกินหลอกลวงและพูดเกินจริงเกี่ยวกับ รายได้ก้อนใหญ่ที่ทางนักขายจะได้รับจน กระทั่งคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ (Federal Trade Commission:FTC) ต้องลงมาสอบสวนและบริษัทไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ต้องจ่ายค่าเสียหาย 1 ล้านดอลลาร์และยังถูกปรับอีก 1.5 ล้านดอลลาร์จากการที่มีลูกค้าร้องเรียน กรณีกินยาลดนํ้าหนักแล้วไม่ได้ผลตาม ที่บริษัทโฆษณาไว้

ยักษ์สหรัฐฯชี้เอเชียขุมทองMLM ตลาดเอื้อ จีน-ญวณ โมเดลเดียวกัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นกระทบกับชื่อ เสียงของนู สกินและผลกำไรของบริษัท มาก ทำให้นู สกินต้องเริ่มขยายธุรกิจไป ยังตลาดต่างประเทศเหมือนกับแอมเวย์ และเอวอนซึ่งพวกเขาค้นพบความ สำเร็จในตลาดเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มี สถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่ง ประชาชนมี ความมุ่งมั่นในการทำงาน นับถือศาสนา เดียวกันและความผูกพันของคนในชุมชน เหมาะกับการขยายเครือข่ายการตลาด แบบMLM
ยกตัวอย่างจีน หลังจากรัฐบาล สหรัฐฯและบริษัทขายตรงขนาดใหญ่ร่วม กันล็อบบี้อย่างหนักจนกระทั่งจีนยอม ยกเลิกแบนและเปิดประเทศให้กับบริษัท ขายตรงของสหรัฐฯเมื่อปี 2549 ขณะนี้จีน กลายเป็นประเทศที่สร้างการเติบโตอย่าง มากให้กับนู สกิน กระนั้นนู สกินยังต้อง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ สอดรับกับกฎหมายของจีนซึ่งยังคงห้าม การตลาดแบบ MLM อยู่
ส่วนในเวียดนาม เฮนรี่ เหงียน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดนู สกินประจำ เวียดนามกล่าวว่า บริษัทให้คำมั่นสัญญา กับนักขายทุกคน โครงสร้างรายได้และ ผลตอบแทนต่างๆจะเป็นไปตามที่บริษัท บอกและบริษัทมีโปรแกรมฝึกอบรมที่จะ ให้นักขายบรรลุเป้าหมายรายได้


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นูสกินปลื้มกลยุทธ์พรีเซลล์!! เดือนเดียว450ล.สิ้นปี2,500ล.









ภคพรรณ นำทีมคุยสื่อเปิดใจความสำเร็จสูงสุดเดือนสิงหาทำยอดทะลุเป้า 450 ล้าน หลังพลิกกลยุทธ์ พรีเซลล์ ยึด แม่ทีมหัวกระทิ


เป็นหัวหอกทดลองสินค้าตัวใหม่ เอจล็อค อาร์สแควร์ รุกตลาดคนกลัวแก่กลัวเหี่ยวได้ผลเกินคาด หวาดฝันดันส่งยอดปลายปีแตะ 2,500 ล้านบาท เตรียมประเดิมตลาดเต็มสูบต้นปีหน้า เผยคว้ารางวัลสุดยอดธุรกิจอเมริกัน สตีวี่ อวอร์ด เปิดตลาด เวียดนาม แล้ว!!


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือนตั้งแต่ มกราคม ถึง สิงหาคม ปีนี้ว่ามีอัตราการเติบโตถึง 27% โดยยอดขายเดือนสิงหาคมเดือนเดียวสามารถสร้างยอดขายได้มากสุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 450 ล้านบาท เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถสร้างผลงานได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 2,500 ล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 20% แน่นอน


นางภคพรรณ กล่าวยอมรับว่า ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายทะลุเป้าครั้งนี้ เป็นผลมาจากกลยุทธ์การทำตลาดแบบพรีเซลล์สินค้าใหม่ ซึ่งเป็นอาหารเสริมเอจล็อค อาร์สแควร์ (ageLOC R2) ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร รวมถึงตลาดสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวสูงขึ้น


เราเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่ใส่ใจลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่างเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราตอบโจทย์ได้ตรงจุด ทำให้ยอดขายเราพุ่ง มั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกินไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท นางภคพรรณกล่าว และว่า ในเดือนตุลาคมนี้นูสกินไทยยังได้รับรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ที่มีองค์กรธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวดอีกด้วย ซึ่งจะเดินทางไปรับรางวัลนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้


นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง 8 เดือนที่ผ่านมายอดขายเติบโต 27% ทำให้ยอดขายเดือนสิงหาทะลุ 450 ล้านบาท ว่า เป็นผลมาจากการขายผลิตภัณฑ์กลุ่มหลักคือ เอจล๊อค 80% และที่เหลือเป็นกลุ่มอาหารเสริมอื่นรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์เอร์ซันแนลแคร์อื่นๆ อีก 20%


จากการทำพรีเซลล์ผลิตภัณ์อาเสริมตัวใหม่เอจล็อค อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหารนี้ ทำให้เราทราบว่าได้ผลเป็นอย่างไร จึงเตรียมที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตลาดช่วงต้นปี 2556 เป็นต้นไป นางวิภาดากล่าว และว่า สำหรับสัดส่วนการทำตลาดของนู สกินในขณะนี้อยู่ในกรุงเทพ 60% ต่างจังหวัด 40% โตขึ้นกว่าปี 2554 เกือบ 100% มีศูนย์ธุรกิจ 9 แห่งเป็น กรุงเทพฯ 2 แห่ง ต่างจังหวัด 7 แห่ง


สำหรับกลยุทธ์ในไตรมาสสุดท้ายนี้นี้ยังคงเน้นให้การสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายหรือนักธุรกิจนู สกินนั้น ด้วยจัดเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคม เที่ยวเมดิเตอร์เรเนียน ครูซ โดยหลังจากประกาศทริปนี้ออกไปได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้แทนจำหน่ายเป็นจำนวนมา โดยตอบรับและเข้าร่วมกิจกรรม สปา วีค ที่นูสกินทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อทดลองสินค้า Ageloc Body System 3 ซึ่งสามารถจำหน่ายมากกว่า 100,000 กระปุกแล้ว


อย่างไรก็ตามนางภคพรรณ ได้กล่าวในตอนท้ายอีกว่า บริษัทยังเตรียมขยายศูนย์เพิ่มทุกปี ภายในปีนี้จะขยายศูนย์ให้ใหญ่ขึ้น และปีหน้าขยายศูนย์ไปในแต่ละจังหวัดที่ยังไม่มีสาขาด้วย ปัจจะบันนู สกินมีจำนวนผู้แทนจำหน่ายรวมสมาชิก 240,000 รหัส แอคทีฟประมาณ 15 20% และสำหรับการขยายตลาดในประเทศเวียดนามนั้นได้เริ่มเปิดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเทศที่ 53 ของนูสกิน และได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจเวียดนามเป็นอย่างดี


ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือคนที่สนใจในธุรกิจ สินค้าเป็นที่ยอมรับ มีกฏหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด และมีข้อจำกัดหลายอย่างๆ ที่ไม่เหมือนประเทศอื่น เดือนกันยายนเป็นเดือนแรกของการเริ่มต้นอย่างจริงจัง พฤติกรรมผู้บริโภคดี เวียดนามเป็นตลาดขายตรงที่ใหม่มาก ต่างจากตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ไทย สินค้าทั้งหมดมาจากสหรัฐอเมริกา นางภคพรรณกล่าว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยนสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 238 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2555

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : ประกาศตัวเลข8เดือนโต27% เดินหน้าดัน "เอจล็อค (ageLOC)" เรือธงรบสู้ศึกเครือข่าย


นู สกิน สร้างเซอร์ไพร์สฉลองความสำเร็จยอดขายผลิตภัณฑ์เอจล็อค เดือนเดียวตัวเลขดีดพุ่ง 450 ล้าน...ล่าสุดประกาศตัวเลข 8 เดือนแรก เติบโตสูงสุดทะลุเป้า 27% พร้อมมั่นใจเป้ายอดขายปีนี้โต 20% หรือ 2,500 ล้าน ตามที่วางไว้แน่นอน...เผยแผนเตรียมเดินหน้าบุกตลาดต้านชรา หวังขยายธุรกิจแบบเต็มสูบ...ด้าน ภคพรรณ แย้มตลาดเวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจอย่างมากทีเดียว หลังเพิ่งควบบริหารอีกหนึ่งประเทศ พร้อมมั่นใจนู สกิน ที่เวียดนามในอนาคตอันใกล้เติบโตแน่นอน

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยถึง ภาพรวมธุรกิจนู สกิน ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาว่า นู สกิน ประเทศไทย สามารถมียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย ที่สำคัญ ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 450 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย และจากอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทางบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน

ปัจจัยความสำเร็จของนู สกิน ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า เกิดจากการพรีเซลล์ผลิต ภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ เอจล็อค อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ซึ่งมีแผนที่จะเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 นี้ นอกจากนี้ ตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา ยังถือว่ามีความต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นู สกิน ยังคงมีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำด้านแอนตี้ เอจจิ้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคนั่นเอง

นางภคพรรณ เผยต่ออีกว่า นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิต ภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด

บริษัทฯ มั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท และนอกเหนือจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว ภายในเดือนเดียวกัน นู สกิน ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด ที่มีองค์กรธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวด จากโครงการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่ก่อตั้ง นู สกิน ในประเทศไทย โดยการขึ้นรับรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ช่วงเดือนตุลาคมนี้

นอกจากนี้ นางภคพรรณ ยังได้พูดถึงตลาดขายตรงในเวียดนามที่ล่าสุดได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรม การบริหาร นู สกิน ที่ประเทศเวียดนามด้วยว่า ตลาดขายตรงในเวียดนาม เรียกได้ว่า คนส่วนใหญ่ต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งตนเองในฐานะที่เพิ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในประเทศเวียดนาม ต้องบอกว่า คงจะต้องศึกษาถึงโอกาสทางธุรกิจอย่างหนักทีเดียว แต่ก็เชื่อว่าการที่นู สกิน เข้าไปในประเทศเวียดนามนั้น ก็น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจของคนเวียดนามด้วยเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจขายตรงยัง



เป็นตลาดใหม่สำหรับคนในประเทศนี้ และคนเวียดนามส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะมีรายได้เสริมด้วย


ด้านนางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฎิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับยอดขายในเดือนสิงหาคม ที่นู สกิน สามารถโกยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจล็อคและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่าง ๆ และเติบโตสูงถึง 450 ล้านบาทนั้น ซึ่งได้แบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายได้ดังนี้คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อค ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเอจล็อค ทรานฟอร์



เมชั่น เซ็ท ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค สปา ซิสเต็ม ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหาร เอจล็อค อาร์ สแควร์ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 80% และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม รวมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนลแคร์ อื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20%



ความสำเร็จของนู สกิน นอกจากด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว บริษัทฯ ยังสามารถสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจให้มีรายได้สูงขึ้นอีกด้วย โดยในเดือนสิงหาคม พบว่า มีผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจมีรายได้จากเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 236% เมื่อเทียบกับรายได้เดือนกรกฎาคม ซึ่งการที่เราสามารถสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกว่าขายตรงอื่น ๆ นั่นเอง



ส่วนแผนการบุกตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้นั้น นางวิภาดา เผยว่า บริษัทฯ ยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมถึงยังคงเดินหน้าเร่งกระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง



นางวิภาดา เผยอีกว่า สำหรับแผนการขยายศูนย์จำหน่ายสินค้านั้น ในปีหน้า บริษัทฯ วางแผนที่จะเพิ่มขึ้นศูนย์จำหน่ายสินค้าอีก 1-2 สาขา โดยแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งการขยายสาขาดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของตัวแทนจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 15-20% จากปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกและนักธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 2.4 แสนราย



...นับได้ว่า การก้าวเดินของธุรกิจขายตรงที่ชื่อ นู สกิน ในช่วงนี้ ถือได้ว่ากำลังที่จะเติบโตแบบไม่หยุดยั้งทีเดียว และด้วยอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดแบบสุด ๆ ของนู สกินเช่นนี้ เชื่อว่าน่าที่จะทำให้หลาย ๆ ค่าย คงต้องมีการปรับกลยุทธ์อะไรบ้างอย่างแน่นอน และยิ่งในช่วงปลายปีของทุกปีด้วยแล้ว ที่ตลาดขายตรงเริ่มที่จะร้อนระอุ หลาย ๆ ท่านคงจะเห็นการเปิดเกมแลกของบรรดาผู้ประกอบการขายตรงที่จะเริ่มปล่อยออกมาเป็นระลอกอย่างแน่นอน!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่16 - 31 ตุลาคม 2555 ฉบับ330

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : อวดยอด ส.ค. โกย 450 ล.สินค้าต้านเหี่ยวขายดีดันรายรับโต 27%


นู สกิน สุดปลื้ม เอจล็อก กลุ่มสินค้าต้านหน้าเหี่ยวขายดี ส.ค. เดือนเดียวโกย 450 ล้านบาท ทำสถิติยอดขายต่อเดือนสูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนตัวเลขรวม 3 ไตรมาส ขยายตัว 27% ได้ใจเดินหน้าดันสินค้าต่อต้านความชราเป็นเรือธงอัดกลยุทธ์แน่นไต่ฝัน 2.5 พันล้านบาท พร้อมแผนเพิ่มศูนย์ธุรกิจอีก 2 แห่ง วางงบ 10 ล้านต่อ 1 ศูนย์

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัทสร้างยอดขายได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือน สูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน

ปัจจัยความสำเร็จมาจากการพรีเซลผลิตภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ เอจล็อก อาร์สแควร์ (ageLOC R2) ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ประกอบกับตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทยังคงมีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มี ความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำด้านแอนตี้ เอจจิ้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท และนอกเหนือ จากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว ภายใน เดือนเดียวกัน นู สกิน ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด ที่มีองค์กร ธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วม ประกวด จากโครงการสนับสนุนการผ่าตัด หัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่ก่อตั้ง นู สกิน ในประเทศไทย โดยการขึ้นรับรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ ช่วงเดือนตุลาคมนี้ นางภคพรรณ กล่าว

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธาน ฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับยอดขายในเดือนสิงหาคม นู สกิน โกยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจ-ล็อกและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่างๆ เติบโตสูง ถึง 450 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนยอด ขายได้ดังนี้ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเอจล็อก ทรานฟอร์เมชั่น เซ็ต ผลิตภัณฑ์เอจล็อก กัลวานิค สปา ซิสเต็ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอจ-ล็อก อาร์ สแควร์ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 80% และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม รวม กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนลแคร์ อื่นๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% และปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ยอดขายเติบโตแบบเท่าตัว นั้น มีผลจากการพรีเซลล์ผลิตภัณฑ์อาหาร เสริมตัวใหม่ เอจล็อก อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแอนตี้เอจ-จิ้งที่ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และสามารถตอบสนองความต้องการรวมถึงแก้ไขปัญหาและจุดบกพร่องของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยวางแผนเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 นี้

นางวิภาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอก จากความสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว บริษัทยังสามารถสนับสนุนผู้แทนจำหน่าย ที่ทำธุรกิจให้มีรายได้สูงขึ้น โดยในเดือนสิงหาคม ผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจมีรายได้ จากเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 236% เมื่อเทียบกับรายได้เดือนกรกฎาคม ซึ่งการ ที่เราสามารถสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนู สกิน ที่ต้องการสร้างให้ผู้แทน จำหน่ายได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกว่าขายตรงอื่นๆ ตลอดเวลาเราจึงมุ่งมั่นสร้างกลยุทธ์การขายเพื่อสนับสนุนนโยบายใน เรื่องนี้

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อกกัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งเป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยี กระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่นที่ได้รับการ พัฒนาขึ้นจาก วิทยาการเอจล็อก ที่เป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน สามารถแยกแยะกลุ่มยีนที่ส่งผลต่อกระบวนการเสื่อมชราของร่างกายและ ตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของ ไขมันและเซลลูไลต์

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางวิภาดา กล่าวสรุป

อย่างไรก็ดี จากการเติบโตของยอด ขายในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ที่บริษัทสามารถ สร้างยอดขายได้ถึง 450 ล้านบาท นับเป็น ยอดขายประจำเดือนที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี ของ นู สกิน ประเทศไทยเลยทีเดียว สำหรับพื้นที่ที่สร้างยอดขายได้สูงสุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งกินสัดส่วนยอดขายได้ถึง 60% อีก 40% เป็นของตลาดต่างจังหวัด

ทั้งนี้ นู สกิน ยังมีแผนในการเพิ่มศูนย์ธุรกิจของบริษัท จากเดิมที่มีอยู่ 9 แห่ง ทั่วประเทศ โดยจะเพิ่มอีก 2 แห่ง แต่ละแห่งของศูนย์ใหม่จะใช้งบลงทุนที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อศูนย์ อีกทั้งบริษัทยังได้เดินหน้าขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยมีประเทศเวียดนามที่บริษัทได้ขยายออกไปแล้ว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวนู สกิน (NU SKIN THAILAND) : ตอกย้ำผู้นำตลาดสินค้าชะลอชราส่งอุปกรณ์ "เอจล็อค กัลวานิค (ageloc Galvanic)" โกยยอดครึ่งปีหลัง


นู สกิน รุกหนักตลาดต้านชรา ส่งนวัตกรรมใหม่ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III อุปกรณ์กระชับสัด ส่วนเพื่อหุ่นฟิตเฟิร์ม บอกได้รับเกียรติจาก บริษัท แม่ เปิดตัวที่ไทยเป็นประเทศแรก หลังนำมาวางจำหน่าย แบบ Pre-Sales เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาท

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมการขายและการตลาด บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาดของบริษัทในครึ่งปีหลัง 2555 จะมีการดำเนินงานใน 2 กิจกรรมหลักๆ คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III หรืออุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น และกิจกรรม โรดโชว์ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัท และสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมทั้งสองของบริษัท จะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาสมาชิก และประชาชนทั่วไป ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดสำคัญที่บริษัทตั้งใจในการจัดเตรียมเพื่อพิชิตยอดขายในครึ่งปีหลัง

โดยผลิตภัณฑ์ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวสุดท้ายที่บริษัทจะเปิดตัวในปีนี้ เนื่องจากนู สกิน ประเทศไทย ตั้งใจ และคาดหวังกับอุปกรณ์กระชับสัดส่วนเครื่องนี้เป็น อย่างมาก เพราะเราถือได้ว่าเป็นประเทศ แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเกียรติให้จัดวางจำหน่ายสินค้านวัตกรรมใหม่เครื่องนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้น จากการที่บริษัทได้นำอุปกรณ์เครื่องนี้มาจำหน่าย ในลักษณะ Pre-Sales เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อดูกระแสการตอบรับ ปรากฏว่า การตอบรับจากบรรดาสมาชิกเกิน ความคาดหมาย บริษัทสามารถจำหน่าย อุปกรณ์เครื่องนี้ในช่วง Pre-Sales ได้รับรายได้ถึง 200 ล้านบาท

บริษัทแม่จึงให้ความไว้วางใจ ให้เกียรติประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้เปิดตัวและวางจำหน่ายสินค้า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งตนเองมั่นใจว่า ด้วยวิถีชีวิตปัจจุบันที่ผู้คนสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะรูปร่างที่ต้องการความกระชับ ดูสมส่วน เพื่อความมั่นใจในการใช้ชีวิต สินค้าชนิดนี้จะได้รับความสนใจ และกระแสตอบรับที่ดี จากประชาชนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งบริษัท นู สกิน ตั้งเป้ายอดขายสำหรับสินค้าตัวนี้ไว้สูงมาก

นางวิภาดาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว กับสินค้าดังกล่าว ว่า ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก วิทยาการ เอจล็อค ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของบริษัท นู สกิน ที่สามารถแยกแยะกลุ่มยีน (พันธุกรรม) ที่ส่งผลต่อ กระบวนการเสื่อมชราของร่างกายได้ ซึ่งเราเรียกกลุ่มยีนกลุ่มนี้ว่า กลุ่มยีนแห่งความอ่อนเยาว์ (Youth Gene Clusters) หรือ YGC บริษัทได้มุ่งเน้นให้ส่วนประกอบ ในผลิตภัณฑ์เอจล็อคไปออกฤทธิ์ทำงานที่กลุ่มยีนกลุ่มนี้โดยตรง เพื่อผลลัพธ์ในการ ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง

เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III เป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น ที่จะส่งประสิทธิภาพสารเอจล็อคเข้าสู่ผิวกายได้มากกว่าวิธีการกระชับสัดส่วนแบบปกติถึง 10 เท่า คือ ตัวอุปกรณ์ที่มีกระแสในแบบ รูปคลื่น จะตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของไขมัน และเซลลูไลต์ พร้อมทำให้ผิวกายเรียบเนียน ดูผอมเพรียว และสีผิวเนียนเรียบสม่ำเสมอ โดยตัวเครื่องมีเทคโนโลยีที่สามารถปรับ กระแสไฟได้ภายในตัวเอง ผู้ใช้สามารถ ใช้งานได้โดยสะดวก และด้วยตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน อาจเรียกได้ว่า เป็นการทำสปาง่ายๆ ได้ที่บ้าน ภายใต้คอน เซปต์ สปา แอท โฮม

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดงานเปิดตัวสินค้า ดังกล่าวภายในงาน นู สกิน โรดโชว์ ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม ภายใต้คอนเซปต์ Live Young by Nu Skin โดยภายในงานมีกิจกรรมออกบูธ ต่างๆ ของบริษัท โดยเฉพาะการสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบรรดาสมาชิกและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มียอดการสั่งซื้อสินค้านี้แล้วจำนวนหลายเครื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1331 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง4-8-2012

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nuskin Thailand) : นูสกิน เปิดรหัสลับ 2.0 ทั่วโลกดันเป้า 5,000 ล้านเหรียฐปี 2558


นู สกิน เดินแผนรบพร้อมกันทั่วโลก กับปฏิบัติการ 2.0 ทำเป้ายอดขายให้ได้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 58 หลัง ขยับเป้าจากปี 63 ขึ้นมา ด้วยการ ชูนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยีเฉพาะ ของนูสกินกับสินค้า เอจล็อค นวัติกรรมการต่อต้านความเสื่อม- ชราตอบรับกระแสตลาดโลก ที่สาวๆ หันมาให้ความสนใจกับสินค้าลดเลือน ริ้วรอยมากขึ้น

ทรูแมน ฮันท์ ประธาน บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์- ไพร์ส อิงค์ อเมริกา เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับพันธกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ นู สกิน 2.0 โดยมีเป้าหมายการสร้างยอดขายของ นูสกินทั่วโลกให้ได้ 5,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายใน ปี 2563 จากปัจจุบันมียอดขายรวมกว่า 1,700 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้แทนจำหน่าย ที่สร้างยอดขายระดับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 2,500 คน จากปัจจุบันที่มีผู้แทนจำหน่ายที่สร้างยอดขาย ระดับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 805 คน แบ่งเป็นการจ่ายผลตอบแทนประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันจ่ายอยู่ที่ 751 ล้านเหรียญดอลลาร์ สหรัฐ และจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ หลังจากบริษัท ตั้งเป้าการเป็นผู้นำในสินค้ากลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะประเทศในแถบ เอเชีย รวมถึงตลาดจีน ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขาย ให้เป็นไปตามเป้าได้ในปี 2558

ในปีที่ผ่านมาภาพรวม นู สกิน ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 27% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือประเทศสิงคโปร์ เติบโต 56% รองลงมาคือ อินโดนีเซีย เติบโต 42%, มาเลเซีย 30%, ฟิลิปปินส์ 29%, บรูไน 18% และประเทศไทย 12% และในไตรมาสแรกของปี 2555 นู สกิน ภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตสูงถึง 72% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับความมั่นใจที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้น เนื่องจากที่ผา่ นมา นู สกิน ได้มีเป้าหมายการขึ้นเป็นผ้นู ำตลาด กลุ่มสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา ซึ่ง นู สกิน เป็นรายเดียวที่มี การพัฒนานวัตกรรมเอจล็อคที่ได้เริ่มรุกตลาดอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ นู สกิน มีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้น จากยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท ทั่วโลก หรือ 1.3 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 1,500 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554 ที่ผ่านมา และปีนี้บริษัทตั้งเป้า ยอดขายของ นู สกิน ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 2,000 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโต 12.8% จากปีก่อน

อย่างไรก็ดี การวางพันธกิจ นู สกิน 2.0 เป็นสิ่งที่บริษัท วางเป้าหมายไว้ โดยมีทีมบริหารช่วยกันระดมสมอง เพื่อ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และสร้างความ มั่นใจให้กับนักธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ประกอบ ด้วย เทคโนโลยีเอจล็อค ที่สามารถต่อยอดพัฒนาสินค้าใน กลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา และการได้รับความร่วมมือจาก นักธุรกิจ พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมของบริษัทที่จะ ให้การสนับสนุนนักธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้นักธุรกิจ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด นู สกิน ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ใน กลุ่มต่อต้านความชรา ประกอบด้วย เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ สปา ผลิตภัณฑ์สปา แอท โฮม และเอจล็อค อาร์ สแควร์ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเสริมอาหาร ที่สามารถสร้าง ยอดขายได้สูงถึง 4,500 ล้านบาท จากการเปิดตัวให้กับผู้แทน จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน ที่ได้สั่งจองสินค้าล่วงหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ถือเป็นการรองรับการ เติบโตของตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราที่มี การเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการพัฒนานวัตกรรมเอจล็อค ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมียอดขายของผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มดังกล่าวทั่วโลกกว่า 30,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ นู สกิน ได้เปิดตัวสินค้าในงานประชุมระดับภูมิภาคเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพในปี 2555 และ ถือเป็นการฉลองความสำเร็จของผู้แทนจำหน่ายด้วย โดย มีนักธุรกิจเข้าร่วมงานกว่า 6,000 ราย ได้แก่ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกินโลก (Nu Skin) : ลุ้น 3 ปี โต 5,000 ล้าน "มร.ทรูแมน" เปิดสาขาใหม่เวียดนาม


นู สกิน กลุ่ม 6 ประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ประชุมระดมกลยุทธ์ผลักดันยอดขาย นู สกินโลก ปีนี้โตแตะ 2,000 ล้าน US วางเป้าอีก 3 ปีโต 5,000 ล้าน US พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อค ชุดใหม่ อาร์สแควร์ (R2) - กัลวานิค บอดี้ สปา กลุ่มต่อต้านความชราเพิ่ม ความอ่อนเยาว์ เผยจองพุ่ง 4,500 ล้านบาท ทรูแมน ฮันท์ ประธานใหญ่บินแจมสิงคโปร์เผยล่าสุดเปิดสาขาใหม่ เวียดนาม ลำดับ 53 แล้ว


เมื่อวันที่ 19-20 ก.ค. 55 นู สกิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเจ้าภาพ จัดงานการประชุมระดับภูมิภาคประจำปี 2555 ภายใต้แนวคิด Nu Generation Regional Convention ณ รีสอร์ท เวิล์ด เซนโตซ่า ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มเอจล็อค และเผยถึงความสำเร็จใน ด้านต่างๆ ของ นู สกินภูมิภาคนี้ พร้อมเผยถึง ยอดจองผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ทะลุยอด 4,500 ล้านบาท มีตัวแทนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ร่วม 6,000 รายจากประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไนและอินโดนีเซีย


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธานบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส กล่าวว่า ในปี 2554 ที่ผ่านมา มูลค่าทางการตลาดของนู สกิน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค เติบโตสูงถึง 27 เปอร์เซ็น เมื่อเทียบกับปี 2553 นู สกิน ภูมิภาคนี้เติบโตสูงขึ้น 72 เปอร์เซ็น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีเดียวกันของ ปีที่ผ่านมา รู้สึกพึงพอใจมากกับความสำเร็จนี้ ซึ่งสำหรับภูมิภาคนี้เคยเห็นตัวเลขความสำเร็จ เช่นนี้มาก่อนแล้ว ทำให้บริษัทตื่นเต้นมากกับ อนาคตที่สดใสของภูมิภาคนี้


นู สกินภูมิภาคนี้ที่ประสบความ สำเร็จได้ เนื่องจากการวางกลยุทธ์ที่แม่นยำ ของผลิตภัณฑ์เอจล็อคที่ตอกย้ำการเป็น ผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราในระดับซุปเปอร์ คลาส และหยิบยื่นโอกาศทางการตลาดที่ ทรงพลังอย่างยิ่งให้กับเหล่าตัวแทนจำหน่าย โดยในงานประชุมครั้งนี้ นู สกินได้เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม เอจล็อค ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร อาร์สแควร์ (R2) และผลิตภัณฑ์ ดูและผิวพรรณ กัลวานิค บอดี้ สปา ซึ่ง เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความชราโดย เฉพาะที่เคยสร้าความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ให้กับ นู สกิน ทั่วโลกมาแล้วด้วยยอดขาย มากกว่า 30,000 ล้านบาท


นอกจากนี้ภายในงานยังได้ปิดเผย การดำเนินงานของ นู สกิน สาขาใหม่ ที่ ประเทศเวียดนามซึ่งนับเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของ นู สกิน ทั่วโลกซึ่งการเปิดในครั้งนี้จะ เป็นการช่วยผลักดันโอกาศทางธุรกิจใหม่ๆ ให้ กับคนในภูมิภาคนี้


ทางด้าน เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธานภูมิภาคแปซิฟิคและเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ กล่าวว่านับตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อคตัวแรกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มทาง การตลาดได้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อ ต้านความชราที่คิดค้นขึ้นมา ได้รับการตอบรับ ของผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ ใหม่ล่าสุดนี้เป็นอย่างดี


ดร.โจเซฟ แชง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ วิทยาศาสตร์และรองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า เชื่อว่านู สกิน ยังค้นคว้าเกี่ยวกับศักยภาพของวิทยาการ เอจล็อคได้อีกไกล สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่ถือว่าเป็นระดับ ซุปเปอร์คลาสของผลิตภัณฑ์ต่อความเสื่อมชรา ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเละผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทีเดียว


สำหรับเป้าหมายในปีนี้ นู สกินโลก ระดมสมองทีมบริหารเพื่อหาแนวทางที่จะทำให้ บริษัทก้าวไปข้างหน้า พร้อมการวางแผน กลยุทธ์ในปีนี้ให้บรรลุเป้าโตที่วางไว้ 2,000 ล้านเหรียญ และในอีก 3 ปีข้างหน้าต้องมีผล กำไร 5,000 ล้านเหรีญ โดยจะโตขึ้นอีกปีละ 1,000 ล้านเหรีญ โดยผู้บริหารนู สกินมีความ มั่นใจขนาดนี้เพราะเชื่อว่าในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน มีการเติบโต แบบก้าวกระโดด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนู สกิน (Nuskin Thailand) คืนชีวิตใหม่สู่หัวใจดวงน้อย สร้าง Nu Skin Children Cardio Ward ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด


กรุงเทพฯ--17 ก.ค.--สยามพีอาร์

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นพ. พีระพัฒน์ มกรพงศ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น สานต่อโครงการพลังแห่งความดี สร้างห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ Nu Skin Children Cardio Ward เพื่อใช้เป็นห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจหลังจากที่ได้เข้ารับการผ่าตัด พร้อมจัดกิจกรรมศิลปะบำบัด 6th Art for Heart by Nu Skin ให้เด็กๆร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบ DIY เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กให้กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ณ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น

ข่าวนู สกิน (Nuskin Thailand) อาเซียนยอดพุ่ง รับ AEC แตกไลน์สินค้าชะลอแก่ "เอจล็อก (ageLOC)"


นู สกิน อาเซียนกอดคอโต สิงคโปร์ขยายตัวมากสุด 52% ไทย 12% ส่วนครึ่งแรกปี 55 สาขาอาเซียนสร้างการเติบโตรวม 72% เดินหน้าชักธงสินค้ากลุ่มชะลอแก่ เอจล็อก ขย่มตลาดลากยาว ตั้งเป้าอีก 8 ปี ยอดขายรวมทั่วโลกแตะ 1.5 แสนล้าน บาท ด้านสาขาไทย ปีนี้ขอโตเพิ่ม 20%


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธาน บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้าง ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยในปี 2554 ที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดของ นู สกิน ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกเติบโต สูงถึง 27% เมื่อเทียบกับปี 2553 และในไตรมาสแรกของปี 2555 นู สกิน ภูมิภาคนี้เติบโตสูงขึ้น 72% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความรู้สึก พึงพอใจมากกับความสำเร็จนี้ ซึ่งสำหรับภูมิภาคนี้เราเคยเห็นตัวเลขความสำเร็จเช่นนี้มาก่อนแล้ว มันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับอนาคตที่สดใสของภูมิภาคนี้


ความสำเร็จของอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากการวางกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์เอจล็อก ที่ตอกย้ำการเป็นผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา ในระดับพรีเมี่ยม และหยิบยื่นโอกาสทาง การตลาดที่ทรงพลังอย่างยิ่งให้กับเหล่า ผู้แทนจำหน่ายของบริษัท โดยในงานประชุม Nu Generation Regional Convention นู สกิน ยังได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม เอจล็อก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ สแควร์ (R2) และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ กัลวานิค บอดี้ สปา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความชราโดยเฉพาะ ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับนู สกิน ทั่วโลกมาแล้ว ด้วยยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี มร.ทรูแมน ยังได้กล่าวถึงตัวเลขการเติบโตของบริษัทในสาขาอาเซียนว่า ในปีที่ผ่านมา สาขาในมาเลเซีย โต 30%, อินโดนีเซีย โต 42%, ฟิลิปปินส์ 19%, สิงคโปร์ 52%, บรูไน 18% และไทย 12%


โดยบริษัทได้วางเป้าหมายว่า ในปี 2020 หรืออีกประมาณ 8 ปีข้างหน้า บริษัท จะต้องทำยอดขายจากทั่วโลกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 แสนล้านบาท อีกทั้งจะต้องมีนักธุรกิจที่ติดทำเนียบเงินล้าน 2.5 พันคน โดยจะเน้นการทำงานไปที่ 3 ส่วนหลักคือ 1.ผลักดันสินค้ากลุ่ม เอจล็อก ให้เป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท 2.ขยายไลน์สินค้ากลุ่ม เอจล็อก และ 3.ขยายยอดสมาชิกนักธุรกิจของบริษัท ซึ่งทาง นู สกิน มีความมั่นใจว่า หาก 3 ส่วน นี้ ขยายได้ตามเป้า ก็จะทำให้เป้าหมายของ บริษัทปี 2020 เกิดขึ้นจริง


ด้านนางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธานภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส เผยว่า แนวโน้มการตลาดได้สอดคล้องกับ ผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อต้านความชราที่เราคิดค้น ขึ้นมา และเราดีใจกับการตอบรับของผู้แทน จำหน่ายและผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดนี้ โดยนับตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกตัวแรกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ กลุ่มต่อต้านความชราสามารถสร้างความสำเร็จให้กับนู สกิน ทั่วโลก


โดยดร.โจเซฟ แชง หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์และรองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า วิทยาการเอจล็อก ต้องการไปแก้ปัญหาความเสื่อมชราของผู้คนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสถิติยอดขายก็ช่วยพิสูจน์แล้วว่าผู้บริโภคประทับใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราเชื่อว่าเราจะค้นคว้าเกี่ยวกับศักยภาพของวิทยาการ เอจล็อกได้อีกไกล สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่เราถือว่าเป็นระดับซูเปอร์คลาสของผลิตภัณฑ์ต่อความเสื่อมชรา ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร


นอกจากนี้ ภายในงานประชุม บริษัท ยังได้ประกาศเปิดการดำเนินงานของนู สกิน สาขาใหม่ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งนับเป็นตลาดที่ 53 ของ นู สกิน ทั่วโลก ซึ่งการเปิดตลาดใหม่นี้จะเป็นการช่วยผลักดันโอกาส ทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้คนในภูมิภาคนี้


ด้านนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทางสาขาในประเทศไทย จะได้รับสินค้าใหม่นี้เข้ามาจำหน่ายเพียง 2 หมื่นเซ็ตเท่านั้นในช่วงแรก เนื่องจากออเดอร์ทั่วโลกมีมาก และผลิตไม่ทัน โดยการเปิดตัวในไทยจะทำ อย่างเป็นทางการในปีหน้า


โดยในส่วนยอดขายของบริษัทในไทย กว่า 70% เป็นของกลุ่มสินค้าเอจล็อก ซึ่งถือเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ซึ่งในส่วนของยอดขายของบริษัทสาขาไทยที่ได้ตั้งเป้าไว้คือ 20% ในการเติบโต โดยในปีที่ผ่านมาโตอยู่ที่ 12% ปิดที่ 2.2 พันล้านบาท สำหรับยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทสาขาไทยมียอดขายเติบโตที่ 20%


ทั้งนี้ ในงานการประชุมของบริษัท ยังคงมีกิจกรรมเกี่ยวกับการตอบแทนสู่สังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคมาโดยตลอดผ่านโครงการพลังแห่งความดี (Nu Skin Force for Good Foundation) โดยภูมิภาคนี้ได้จัดทำ กองทุนผ่าตัดหัวใจเด็กระดับภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการช่วยชีวิตเด็กด้อยโอกาสที่ป่วยด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ส่งผลให้ในปี 2554 บริษัท สามารถช่วยเด็กให้ได้รับการผ่าตัดถึง 439 ราย ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะช่วยเหลือให้ได้ 1 ชีวิตต่อ 1 วัน หรือ 365 ราย ใน 1 ปี โดยตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2541 กองทุนนี้สามารถช่วยชีวิตเด็กไปแล้วกว่า 4,500 ราย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1322 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง3-8-2012

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว นู สกิน-Nu Skin ตอกยํ้าพลังแห่งความดี หนุนห้องพักฟื้นโรคหัวใจเด็ก


นู สกิน สานต่อโครงการ Force for Good อีกหนึ่งกิจกรรมสรรค์สร้าง ความดีให้แก่สังคม นโยบายหลักของ นู สกิน ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ คนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น ล่าสนับสนุนมูลนิธิผ่าตัดหัวใจเด็กสร้างห้องพักฟื้นผู้ป่วย เด็กโรคหัวใจ รพ.เกษมราษฎร์ นำร่อง ก่อนเดินหน้าขยายโครงการต่อไปในอนาคต

เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวว่า โครงการพลังแห่งความดี (Force for Good) เปน็ หนึ่งในภารกิจตอบแทนสังคมของ นู สกิน ทั่วโลก ในการรว่ มสรรค์ สร้างกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ในพื้นที่ที่ นู สกิน เข้าไปดำเนินกิจการอยู่ในแต่ละ ประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่บริษัทให้ความสำคัญ และถือเป็นปณิธานหลัก ของบริษัท คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับโครงการสร้างห้องพักฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ Nu Skin Children Cardio Ward ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จ จากจุดเริ่มต้นในการ ร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร พนักงาน และผู้แทนจำหน่าย นู สกิน ระดับภูมิภาค ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการผ่าตัดหัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Sea Children Heart Fund ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวบริษัทได้ให้ความช่วยเหลือ ผ่าน มูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ประเทศไทย และมูลนิธิ ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ประเทศจีนยังได้นำโครงการดังกล่าวที่ นู สกิน ประเทศไทยทำไปเป็นต้นแบบในการทำโครงการช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา นู สกิน ประเทศไทย ได้สนับสนุน และช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดร่วมกับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการ ผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ตลอดระยะเวลา 15 ปี โดยบริษัทได้สนับสนุนใน การจัดหาทุนเพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ตลอดจนให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม แก่แพทย์และพยาบาล โดยตั้งเป้าหมายในการระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปีละ 5 ล้านบาท ขณะเดียวกัน อัตราการป่วยของเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ เพิ่มสูงขึ้น จำนวนเด็กที่เข้ารับการผ่าตัดจึงมีมากขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาล ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยเด็กได้อย่างเพียงพอ บริษัทจึงสานต่อโครงการด้วยการ สนับสนุนร่วมกับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี อีกครั้ง โดยล่าสุดได้สนับสนุนโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ในการสร้าง ห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ ตลอดจนเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแล ผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด

อย่างไรก็ดี โครงการในการสนับสนุนห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ ถือเป็นโครงการนำร่องแห่งแรกในประเทศไทยที่มีห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ สำหรับ เด็ก ที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดให้ได้ ฟื้นสภาพร่างกายและจิดใจหลังได้ รับการผ่าตัดโดยเฉพาะ ดังนั้น การสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้บริษัทจะยังคง ยืนหยัดในการเป็นองค์การพลังแห่งความดีในการช่วยเหลือสังคม ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น

นพ.พีระพัฒน์ มกรพงศ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อสนับสนุน การผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า จากสถิติประเทศไทย พบ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็กเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยมีเด็ก เกิดใหม่ในจำนวน 1,000 คน พบเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 8-10 คน หรือคิดเป็นอัตราการเกิดต่อปีของประชากรไทยที่มีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 7,000-8,000 คนต่อปี ที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่เป็น โรคหัวใจพิการจะมีฐานะยากจน ไม่มีทุนในการผ่าตัด

ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีเด็กที่มีความผิดปกติทางหัวใจรอรับการผ่าตัด ประมาณ 3,000 คน ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการรอรับการผ่าตัด 6 เดือน ถึง 1 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ซึ่งบางรายได้เสียชีวิตระหว่างรอรับการผ่าตัด ซึ่งการรักษาต่อคนมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 100,000-200,000 บาท สำหรับการรักษา โรงพยาบาลของรัฐบาล และสูงถึง 1 ล้านบาท ในการรักษาในโรงพยาบาล เอกชน ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิได้รับการสนับสนุนที่ดีจาก บริษัท นู สกินฯ ในการให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็นการมอบเงิน ค่ารักษาพยาบาล การซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนการมอบทุนการศึกษา ให้กับแพทย์ในมูลนิธิฯ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาพข่าว: "นู สกิน (Nuskin)" ตอกย้ำคุณภาพ รับเครื่องหมาย "Q-Mark" จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย


กรุงเทพฯ--8 ก.พ.--Siam PR

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงชั้นนำในประเทศไทย โดยนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร เข้ารับเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q-Mark ในด้านภาคการค้าและการบริการจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง (ที่ 3 จากขวา) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นเครื่องการรันตีคุณภาพของบริษัทฯ ที่ได้รางวัลดังกล่าวติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในฐานะที่บริษัทฯ มีการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับและคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักมาโดยตลอด อีกทั้งยังยึดหลักบรรษัทภิบาลในการจัดการที่มีความรับผิดชอบต่อผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งได้ดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และได้รับอนุญาตให้ติดตราสัญลักษณ์ Q-Mark ลงบนฉลากของทุกผลิตภัณฑ์ ณ ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ