ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภญ. ศรีนวล กรกชกร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภญ. ศรีนวล กรกชกร แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อย.สั่งปรับโฆษณาผิดกฎหมาย พบไม่ได้รับอนุญาต/โอ้อวดเกินจริง







Image (Mobile)

 


สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สั่งระงับเปรียบเทียบปรับโฆษณาผิดกฎหมาย ผลิตภัณฑ์อาหารยาเครื่องมือแพทย์ทางสื่อต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสกัดกั้นโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค วอนผู้บริโภคหากพบเบาะแสการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งที่อย. โดยด่วน


ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เผยว่า ขณะนี้ทางสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดําเนินการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากพบการโฆษณาที่ไม่ได้ขออนุญาตหรือมีการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงหลอกลวงผู้บริโภคให้เข้าใจผิดในสาระสําคัญ จะมีการดําเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด ทั้งการเปรียบเทียบปรับ ดําเนินคดีและแจ้งให้เจ้าของผลิต ภัณฑ์และสื่อโฆษณาระงับการโฆษณาทันที


พร้อมทั้งส่งข้อมูลให้สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยบูรณาการการทํางานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับ


การคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สําหรับในส่วนภูมิภาคมอบให้สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดดําเนินการ


ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา อย.ได้มีการดําเนินคดีเกี่ยวกับการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร จํานวน 142 ราย ผลิตภัณฑ์ยา จํานวน 11 ราย และผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ จํานวน 8 ราย และเครื่องสําอาง 1 รายรวมจํานวนทั้งสิ้น 162 ราย ส่วนมากพบการโฆษณาทางนิตยสาร โทรทัศน์ดาวเทียมและเว็บไซต์ โดยพบโฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงและไม่ได้ขออนุญาตโฆษณา เช่น โฆษณาน้ำว่านหางจระเข้


โดยมีเนื้อหาที่ทําให้เข้าใจว่าสามารถรักษาป้องกันโรคมะเร็งความดันโลหิตสูง เบาหวาน โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างช่วยลดอาการวัยทองในผู้หญิงช่องคลอดแห้ง ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ป้องกันบําบัดฟื้นฟูโรคต่างๆ ทั้งเอดส์มะเร็ง เป็นต้น อ้างเสริมสมรรถภาพทางเพศ อ้างรักษาอาการแขนขา ไม่มีแรงอาการปวดเข่า ปวดเมื่อยอ้างช่วยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดโรคหัวใจกระดูกทับเส้น ประสาทตาอักเสบ โรคไวรัสตับอักเสบ โรคปอด เป็นต้น


ซึ่งข้อความโฆษณาเหล่านี้ ล้วนเป็นการโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาตและเข้าข่ายหลอกลวงโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น เพราะผลิตภัณฑ์อาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถอวดอ้างรักษาโรคได้สําหรับผลิตภัณฑ์ยา พบการโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จโฆษณาขายยา โดยมีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณโดยบุคคลอื่น และโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์พบการโฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น


 ภญ.ศรีนวล เสริมต่อว่า อย. จะไม่หยุดนิ่งในการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาผลิต ภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ดาวเทียมเคเบิลทีวีวิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์นิตยสารต่างๆ เพื่อมิให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์โอ้อวดเกินจริง หลอกลวงผู้บริโภคโดยดําเนินงานร่วมกับ กสทช. และ บก.ปคบ. อย่างใกล้ชิดและดําเนินคดีกับผู้โฆษณาและเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค จึงขอเตือนมายังผู้บริโภคควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน อย่าหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นข้อความโฆษณา หรือการนําบุคคลมีชื่อเสียงมาอ้างอิงว่าใช้แล้วได้ผล อย่ารีบตัดสินใจซื้อควรศึกษาข้อมูล สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะอาจได้รับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขออนุญาต และอาจมีสารอันตรายเป็นส่วนผสม ทําให้ได้รับผลข้างเคียงต่อร่างกาย ขาดโอกาสในการ รักษาที่ถูกต้องได้


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/


 


 

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

อย.ไล่หวดสินค้าสุขภาพ 61 ราย โฆษณาครอบจักรวาลแชมป์กระทำผิด







art_41902171 (Mobile)

 


อย. เชือดอีก 61 ราย สินค้า สุขภาพ เครื่องสำอางยังครอง แชมป์ อวดอ้างสรรพคุณโอเวอร์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง เช่น ระบุข้อความ "white" ใต้ชื่อ ให้ผู้บริโภคเข้าใจ ผิดในสาระสำคัญของอาหาร พบโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวนมาก เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อ้างช่วยยับยั้งการ สร้างเม็ดสีเมลานินที่ดำคล้ำ บ้าง อ้างเพิ่มขนาดหน้าอก อ้างสลาย ไขมัน อ้างลดคอเลสเตอรอล ไม่เสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน เป็นต้น โฆษณายาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการรับรองยกย่อง สรรพคุณยาโดยบุคคลอื่น รวม ค่าปรับเบาๆ กว่า 6 แสนบาท


ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติต่างๆ ในช่วงเดือนมกราคม 2556 ได้แก่ พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 จำนวน 28 ราย พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 จำนวน 29 ราย พระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2531 จำนวน 2 ราย และพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535 จำนวน 2 ราย รวมทั้งสิ้น 61 ราย คิดเป็นมูลค่า 604,200 บาท


โดยรองเลขาธิการฯ กล่าวว่า จากการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติอาหาร ได้เปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด ในกรณีต่างๆ ซึ่งพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ยา เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์ทางสื่อต่างๆ ได้แก่ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ที่มี แนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยโฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง และไม่ได้ขออนุญาตโฆษณา เช่น ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร โฆษณาในลักษณะอ้างว่าช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ดำคล้ำ ทำให้ผิวขาวเปล่งปลั่ง อ้างว่าช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก ยกกระชับ อวด อ้างลดความอ้วน ลดไขมัน กระชับสัดส่วน ลดคอเลสเตอรอลไม่เสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน เป็นต้น


อีกทั้งยังพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง เช่น ไม่แสดงข้อความ "ควรกินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นประจำ" บางผลิตภัณฑ์มีการระบุคำว่า "white" ไว้ใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญของ อาหารว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำให้ผิวขาวได้ ซึ่งเป็นการโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาตและเข้าข่ายหลอกลวงโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น เพราะผลิตภัณฑ์อาหารต้องไม่โฆษณาสรรพคุณในทางยาดังที่โฆษณา และในส่วนของผลิตภัณฑ์ยา โฆษณาในลักษณะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดสรรพคุณครอบจักรวาล และโฆษณาขายยาโดยมีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณยาโดยบุคคลอื่น


นอกจากนี้ ยังพบการขายยาอันตรายในระหว่างที่เภสัชกรไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ด้านผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ พบการโฆษณาร้อยไหมโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบข้อความ ร้อยไหม ยกกระชับ สวยสั่งได้ ถือเป็นการโฆษณา โดยไม่ได้รับอนุญาต และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โฆษณาโดยใช้ข้อความ ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เช่น อ้างช่วยลบเลือนฝ้า-จุดด่างดำ ลดริ้วรอยแห่งวัยที่สะสมตลอด 1 ปี ได้ภายในเวลา 6 สัปดาห์ เป็นต้น


กรณีอาหารนำเข้าจากต่างประเทศ พบสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์กาฟอสฟอรัสในบล็อกโคลี และกลุ่มคาร์บาเมตในผักกาดขาว ซึ่งมีคุณภาพมาตรฐานไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้ดำเนินคดีในข้อหานำเข้าเพื่อจำหน่ายอาหารผิดมาตรฐาน


อย่างไรก็ตาม ขอเตือนประชาชน อย่าได้ซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้ขออนุญาตจาก อย. ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และอย่าหลงเชื่อการโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริงเพราะจะทำให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่ได้ผลตามที่โฆษณาอวดอ้าง มิหนำซ้ำยังอาจ ได้รับอันตรายจากผลิตภัณฑ์นั้น หรือเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง


ทั้งนี้ อย. ได้มีการดำเนินคดีเปรียบ เทียบปรับผู้กระทำผิดตามพระราช-บัญญัติต่างๆ ในความรับผิดชอบของ อย.เป็นประจำสม่ำเสมอ โดยผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้กระทำผิดพร้อมรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ www.fda.moph.go.th คลิก "ผลการดำเนินคดี" เพื่อเป็นข้อมูลในการเฝ้าระวัง และหากพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่ต้องขออนุญาตจาก อย. แต่ไม่ขออนุญาต หรือพบการโฆษณาหลอกลวง ผู้บริโภคขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย. โทร.1556 เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวในที่สุด


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"หน่วยรัฐ-เอกชน" จัดหนักปลายปี เร่งเครื่องดันธุรกิจเครือข่ายสู่มาตรฐาน


ขายตรงปลายปีเร่งเครื่องสร้างมาตรฐาน... หน่วยงานรัฐ-เอกชน พร้อมใจยกระดับนักธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นมืออาชีพ ล่าสุด สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) จัดงาน การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 หวังเติบเชื้อไฟนักธุรกิจ...ด้าน จิรชัย เลขาฯสคบ. เผยพร้อมช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดเรียก 30 บริษัท เข้าชี้แจงกรณีการโฆษณาสินค้า ชี้!หากเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง พร้อมระงับโฆษณาทันที...ส่วน ภญ.ศรีนวล รองเลขาฯ อย. ประกาศพร้อมดำเนินการตรวจสอบโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ ย้ำ!หากผิดจริงลงโทษอย่างเดียว
หากใครที่อยู่ในธุรกิจขายตรงมานานคงพอที่จะทราบว่า ธุรกิจขายตรงในอดีตกับปัจจุบัน เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของภาพลักษณ์และหลาย ๆ บริษัทเองต่างก็มีความเป็นมืออาชีพในการทำธุรกิจแทบทั้งนั้น ถึงแม้จะมีธุรกิจสีเทาบางจำพวก มาทำให้ธุรกิจขายตรงสีขาวหม่นหมองก็ตามที

ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรง จะเจิดจรัสได้นั้น ก็ต้องอาศัยหลาย ๆ องค์ประกอบเข้ามาช่วยหล่อหลอมและขัดเกลาธุรกิจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ สมาคมขายตรงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาครัฐที่ดูแลธุรกิจขายตรงนี้ โดยตรงด้วย

อย่างล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ (สคบ.) จัด การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน จาก 5 บริษัท ที่เป็นสมาชิกของ TSDA โดยในงานครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน รวมทั้งบรรยายเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ รวมถึงยังมี ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาบรรยายเรื่อง การขายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และยาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกด้วย

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณที่ดี สำหรับธุรกิจขายตรงที่พร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความเป็นมาตรฐานสู่สากลนั่นเอง และที่สำคัญ ในการอบรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่เป็นนักธุรกิจอิสระเป็นอย่างมาก เพราะนอกจาก จะได้ความรู้แล้ว ยังได้บัตรประจำตัวนักธุรกิจอิสระอีกด้วย ในการที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำธุรกิจขายตรงภายใต้กฎจรรยาบรรณ


สคบ.เร่งสร้างมาตรฐานขายตรง
เรียก30บริษัทคุมเข้มเรื่องโฆษณา
ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า หน่วยงานรัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวจักร ในการส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับบทบาทของ สคบ. ในช่วงเวลานี้นั้น ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะทาง สคบ.เอง ได้มีการเตรียมการที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่ตลาดอาเซียนในทุกรูปแบบ
โดยในเบื้องต้นที่ทาง สคบ. ได้มีการหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อที่จะช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ 1. กรอบของกฎหมายในธุรกิจขายตรง ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้างเรื่อง 2. อยากที่จะให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการ ได้ทำงานร่วมมือกัน เพื่อที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่อาเซียน

ส่วนความคืบหน้าของ ตราสัญญาลักษณ์ สคบ. นั้น นายจิรชัย เผยว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีวรเทพ เอง ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ที่จะส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคแบบชัดเจน พร้อมกับเสนอแนะให้มีการไปปรับในเรื่องของการการันตี การทำประกันว่าจะมีการทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ ทางผู้ประกอบการก็เห็นด้วย ที่จะดำเนินการตามแนวทาง 3 ทาง คือ 1. ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. การตั้งกองทุนขึ้นมา โดยอาจจะเป็นการลงขันของผู้ประกอบการในการตั้งกองทุนตรงนี้ และ 3. การทำประกัน

ขณะนี้ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์ สคบ.นั้น ได้มีการให้ทางผู้ประกอบการเข้ามาสมัครแล้ว โดยจะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยใน 11 บริษัทสมาชิกของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) นั้น ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดที่เข้ามาขอตราสัญญาลักษณ์เลย ซึ่งต้องบอกว่าตราสัญญาลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นโลกทัศน์ใหม่ ที่จะนำธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานของภาครัฐอย่างสคบ. เข้ามาการันตีและดูแลผู้บริโภค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความมั่นใจในสินค้ามากขึ้น ซึ่งวันนี้ หากบริษัทไหนที่พร้อม สามารถที่จะดำเนินการขอได้ทันที

นายจิรชัย เผยต่ออีกว่า ปัจจุบันนี้ทางสคบ. ได้มีการหารือกับทางคณะกรรมการสคบ.ในชาติอาเซียนบ้างแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างมีความยินดี ที่จะประสานความร่วมมือด้วยกัน ในการที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ หากทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในเศรษฐกิจของประเทศและชาติอาเซียนที่ทำงานร่วมมือกันด้วย

ส่วนแผนงานเร่งด่วนของสคบ. ในขณะนี้นั้นคือ การเตรียมที่จะเรียก 30 บริษัท มารับทราบในส่วนของการโฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม โดยทางสคบ.จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ที่บริษัทเรียกมา จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพประมาณ 80% โดยจะเป็นการโฆษณาในลักษณะการลด แลก แจก แถม ซึ่งจะมีทั้งบริษัทขายตรงและไม่ใช่บริษัทขายตรง และหากพบว่าบริษัทไหมมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ทางสคบ.เอง ก็จะมีการออกจดหมายแจ้งเตือนก่อน แต่หากยังมีการกระทำความผิดดังกล่าวนี้อีก ก็จะมีการระงับโฆษณาต่อไป

สิ่งที่ทางสคบ. อยากเห็นในตอนนี้คือ การร่วมมือกันในหลายๆ ฝ่ายของสมาคมขายตรง ที่จะต้องมีการประสาน เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพราะวันนี้การที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลนั้น การทำงานต้องไม่ทำเพียงคนเดียว แต่จะต้องรวมใจกันทำ ยิ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ด้วยแล้ว ธุรกิจขายตรงต้องผนึกกำลังเป็นแผ่นเดียวกันให้ได้


อย.เร่งตรวจโฆษณาผิดกฎ
ประกาศลงโทษจริงหากฝ่าฝืน
...ด้าน ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางอย. ก็ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ. ที่ดูแลในเรื่องของการโฆษณาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด เห็นได้จากทาง สคบ.ก็จะมีในส่วนของกรรมการหลาย ๆ ส่วน ดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงในเรื่องการโฆษณารวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับทาง อย.ก็จะมีการรับเรื่องร้องเรียนในทุก ๆ เรื่องด้วย

ในปีนี้ อย.ได้มีการเซ็นสัญญา MOU กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในเรื่องของการทำโฆษณา ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา อย.เอง ยังได้มีการนำเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องของยา อาหาร ที่โอ้อวดเกินจริง ในทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โดยภายในปลายปีนี้ จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. อีกครั้ง เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนที่อย.จะทำงานร่วมกันกับรัฐบาลคือ การหาข้อมูลของการโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ก็จะมีการส่งข้อมูลไปให้ทาง กสทช.ใช้ในการพิจารณาออกใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ อย.ยังได้รับความร่วมมือกับทางดาวเทียม ที่จะแจ้งข้อมูลของผู้ประกอบการในแต่ละช่องว่าใครเป็นเจ้าของช่อง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ง่ายขึ้นด้วย

ขณะนี้ อย.ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้น โดยมีการทำงานในเชิงของการเฝ้าระวัง ในสื่อของทีวีดาวเทียมและสื่อวิทยุ โดยในส่วนของสื่อวิทยุนั้น จะเฝ้าระวังในส่วนที่รับได้ในกรุงเทพฯ ก่อน รวมถึงสื่อนิตยสาร สื่ออินเตอร์เน็ตที่อย. กำลังมีการเฝ้าระวังอยู่

นอกจากนี้ ภญ.ศรีนวล ยังได้เผยถึงปัญหาของทีวีดาวเทียม ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการเข้าถึงตัวเจ้าของยาก การระงับสัญญาณก็ยาก ซึ่งส่งผลทำให้การทำงานในการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับทาง กสทช.เข้ามาช่วยด้วย โดย
เชื่อว่า หากทาง กสทช. มีการกำหนดใบอนุญาตแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้อย.ทำงานได้ง่ายขึ้นแน่นอน

ส่วนกรณีที่ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขายตรง มีความกังวลมากที่สุดในเรื่องของกฎหมายบางตัวนั้น ภญ.ศรีนวล ให้ความเห็นว่า ในส่วนของกฎหมายบางตัวที่ทำให้ผู้ประกอบการขายตรงเกิดความกังวลใจนั้น ถือว่าใช่ ซึ่งหากวันนี้ผู้ประกอบการทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ตรงนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ กลับพบว่า มีผู้ประกอบการบางราย มีการทำผิดกฎ ทั้งในเรื่องของการโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริง พร้อมกับการใส่สารบางอย่างที่เป็นสารต้องห้ามในสินค้า
ซึ่งความผิดตรงนี้ทำให้ทาง อย. จึงจำเป็นที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการนั้น


TSDAประกาศพร้อมดันขายตรงเกิด
ชี้งานอบรมมาตรฐานวิชาชีพได้ผลจริง
ด้าน อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้กล่าวถึง การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ว่า เป็นการกระตุ้นธุรกิจขายตรงรวมถึงนักธุรกิจอิสระให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของสมาคมที่ต้องการพัฒนาธุรกิจขายตรงไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน

วันนี้มีหลาย ๆ สมาคมและหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวในเรื่องของตลาดอาเซียน และทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยก็ให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ซึ่งการจัดอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ในการที่จะบุกตลาดอาเซียนได้นั้น ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนด้วยถึงจะเกิดผล

อนุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่าจะต้องเติบโตกว่าในปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหน้าเศรษฐกิจของอเมริกาน่าที่จะดีขึ้น ธุรกิจยุโรปก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตตามไปด้วย

...เช่นเดียวกับทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการ และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้เปิดเผยว่า การอบรมมาตร ฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนานักธุรกิจขายตรงไทย โดยงานนี้จะเป็นตัวแปร ที่จะทำให้ทั้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระตระหนักในอาชีพขายตรงมากขึ้น ที่สำคัญ วันนี้อาชีพขายตรงนั้นไม่ใช่อาชีพที่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของกรอบจรรณยาบรรณ เรื่องของกฎหมายที่ควบคุมด้วย

การอบรมครั้งนี้ เป็นเนื้อหาสาระที่ทุกคนควรรู้ ทั้งในเรื่องของแนวทางในการวางแผนงานในการทำธุรกิจ การทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความสำเร็จโดยง่าย พร้อมกับ ยังมีการบอกถึงวิธีการทางการตลาด พูดถึงรูปแบบทางการตลาดในยุคสมัยใหม่ เรื่องของแนวทางที่จะใช้ในการแข่งขัน เพื่อให้สอดรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 นี้

ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกคนหรือนักธุรกิจอิสระทุกท่านเองก็จะต้องมีการปรับตัวให้ได้ ต้องรู้ว่าควรที่จะมีการพัฒนาเตรียมความพร้อมอย่างไร ที่จะสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญ ต้องรู้เท่าทันภาวะการณ์เปลี่ยน แปลงของนโยบายของภาครัฐ รวมถึงรู้ถึงแนวทางของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการรวมตัวกัน

นั่นหมายความว่า เรื่องของการค้าเสรี เรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เรื่องของเงินทุนเสรี จะนำมาซึ่งกำลังซื้อ และการแข่งขันที่มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลทำให้ทุกคนจะต้องมีความรู้ ด้วยพื้นฐานของการตลาด กลยุทธ์การตลาด กรอบกฎหมาย วิธีการและรูปแบบที่จะใช้ในการแข่งขัน ซึ่งงานและกิจกรรมในครั้งนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามารับการอบรม ที่นอกจากจะได้ในเรื่องของประกาศนียบัตรแล้ว ยังได้ในส่วนขององค์ความรู้ และความภาคภูมิใจในอาชีพอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334