ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วอลลารา ประเทศไทย-Vollara Thailand เลื่อนเปิดไม่ถอยขึงธงไบนารี่หาฤกษ์ใหม่


“วอลลารา” เลื่อนเปิดตัวเป็นทางการ หลังแอบซุ่มฟอร์มทีมหลังม่าน อยู่นาน เหตุติดปัญหาเล็กน้อย ยืนยันชักธง “ไบนารี่” ไล่บี้ตลาด แหล่งข่าวนิรนามเผย ก่อนหน้ามีการพูดคุยขอแทรกตัวเป็นสมาชิก TDSA ชูไทยเป็นสาขาที่ 2 ต่ออเมริกา คาดฤกษ์เปิดใหม่ไม่น่าเกินเดือนหน้า
ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ธุรกิจขาย ตรงเป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง ทั้งจากภาคประชาชนผู้บริโภค รวมถึงบรรดานายทุนเล็ก นายทุนน้อย ที่เฝ้าคอยวันเวลาที่จะมีส่วนร่วมกับธุรกิจเครือข่าย เนื่องจากผลวิจัยของทาง TDRI พบว่า ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ไม่เน้นเรื่องของการลงทุนมหาศาล แต่เน้นในการหาเครือข่ายเป็นหลัก ส่วนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาร่วมแจมเค้กนั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องนำเงินเป็นถุงเป็นถังในการเข้ามาลงทุน เพียงแต่ขอให้มีเงินทุนสำรองในการจ่ายค่าผลตอบแทนในช่วงต้นเท่านั้น
โดยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งวัน ที่คนในวงการขายตรงพยายามจ้องมองไปที่การเปิดตัวของบริษัทใหม่ อย่าง “วอลลารา” ซึ่งเป็นแบรนด์ขายตรงน้องใหม่ล่าสุดของประเทศไทย แต่สำหรับอเมริกาที่เป็นแผ่นดินแม่ของบริษัท ชื่อนี้คงไม่ใหม่มากนัก
“เนื่องด้วยบริษัทวอลลารา ธุรกิจเครือข่ายของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นบริษัทขายตรงอันดับที่ 39 ของ โลก ที่อยู่ในเครือของ Aerus Holding ที่มียอดขายกว่า 9 พันล้านบาทต่อปี ตลอดจนผลิตสินค้า ด้วยเทคโนโลยี แอ็กทีฟเพียว ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาครั้งแรกในโครงการอวกาศ องค์การนาซ่า”
“ในการนี้ วอลลารา สหรัฐอเมริกา ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย จึงจะมาทำตลาดธุรกิจขายตรงของเมืองไทย ดังนั้นจึงได้กำหนดจะแถลงข่าวเปิดตัว วอลลารา บุกตลาดธุรกิจขายตรงครั้งแรกในประเทศไทย พร้อม ชูผลิตภัณฑ์สุดยอดเทคโนโลยีมาตรฐาน องค์กรนาซ่า โดยทีมผู้บริหาร Mr.Carl C. Christoff ประธานกรรมการ บริษัท วอลลารา ประเทศสหรัฐอเมริกา และ Mr.Bill Coyle ประธานกรรมการบริหารฝ่ายขาย พร้อมทั้งทีมผู้บริหารของประเทศไทย ได้แก่ นายโฆสิต สุวินิจจิต รองประธานกรรมการ และนางยุวดี บุญครอง ไดเรกเตอร์ บริษัท วอลลารา (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่ 14 มิ.ย. ณ บริษัท วอลลารา (ประเทศไทย) อาคารรสาทาวเวอร์ 1 ชั้น 3” ข้อความในหมายเชิญที่ถูกส่งต่อ
สุดท้ายทางบริษัท วอลลารา ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไป เนื่องจากเหตุผลบางประการ ที่ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวของบริษัทรายหนึ่งว่า การที่บริษัทต้องเลื่อนการเปิดตัวออกไป เนื่องจากมีสินค้า และความไม่สะดวกบางอย่างที่เปิดเผยไม่ได้ ถูกทางสคบ. ชะลอไว้ เนื่องจากติดในเรื่องของการอนุญาตอีกเล็กน้อย ซึ่งส่วนนี้ ไม่มีผลต่อการเปิดบริษัทมากนัก แต่ด้วยความต้องการที่จะให้เปิดอย่างเป็นทางการ และครบ สมบูรณ์แบบ ทางบริษัทจึงเห็นชอบที่จะชะลอการเปิดอย่างเป็นทางการไปก่อน
บริษัท วอลลารา เป็นบริษัทขายตรงที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนเมืองลุงแซม หรือประเทศสหรัฐ อเมริกา ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 2 แห่ง หากนับในไทย ซึ่งไทยเป็นสาขาที่ 2 ของบริษัท เนื่องจากเล็งเห็นถึงการเติบโตของตลาดเครือข่ายในไทย วอลลารา จึงเลือกพื้นที่แห่งนี้ในการขยายดินแดน
อย่างไรก็ดี วอลลารา เลือกที่จะใช้ “นายโฆสิต สุวินิจจิต” นั่งแท่นเป็นรองประธาน ซึ่งนายโฆสิต จัดว่าเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในวงการธุรกิจเครือข่ายมาได้ระยะหนึ่ง และมีความรู้ในส่วนของธุรกิจขายตรงบ้านเราเป็นอย่างดี ก่อนหน้าที่นายโฆสิต จะเข้ามาอยู่ที่วอลลารา ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” พบว่า เดิมท่านผู้บริหารท่านนี้ เคยอยู่กับทาง “นูทรีเมติกส์” แบรนด์ขายตรงค่ายเล็กมาก่อน ส่วนที่มาที่ไปว่าอย่างไร นายโฆสิตถึงได้มานั่งแท่นในส่วนนี้ได้ ยังไม่ทราบแน่นอน
วอลลารา เป็นแบรนด์ขายตรงที่จะเน้นแผนการจ่าย ในแบบ “ไบนารี่” ซึ่งเป็นแผนการตลาดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในบ้านเราปัจจุบัน เนื่อง จากความที่แผนดังกล่าว สามารถจ่ายให้กับบรรดานักธุรกิจมากกว่า ความซับซ้อนน้อยกว่า ทำให้แผนนี้ได้รับความนิยมจากผู้ร่วมธุรกิจเป็นอย่างดี
“สยามธุรกิจ” ยังแอบสืบทราบมาว่า วอลลารา ก่อนหน้าที่จะถือกำหนด การเปิดอย่างเป็นทางการ และต้องเลื่อนออกไปนั้น ได้มีการวางแผน ตรวจ ตลาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อสำรวจสร้างความมั่นใจในการทำงาน และวางแผนงานที่รัดกุมก่อนเปิด
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระดับสูงของ วอลลารา ยังเผยว่า บริษัทได้มีการยื่นเรื่องเข้าไปที่ TDSA หรือสมาคมการขายตรงแห่งประเทศไทย ว่าจะขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังคงต้องรอการตอบรับ ซึ่งผลจะเป็นเช่นไร คงต้องรอฟังอีกที ส่วนฤกษ์ยามต่อไปที่บริษัทขีดไว้เพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีกำหนด แต่คาดว่าไม่น่าจะเกินเดือนหน้าอย่างแน่นอน เพราะหากช้า คงได้แต่ตามหลังมองเลขทะเบียนของบริษัทใหม่ ที่เขาทยอยเปิดไปก่อนหน้า


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:  นสพ.สยามธุรกิจ  ฉบับที่ 1212 ประจำวันที่ 22-6-2011  ถึง 25-6-2011

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาร์ทิสทรีรุกต่อเนื่อง ตลาดเครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอย



20 มิถุนายน 2554- “อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้ - ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม” ชูจุดเด่นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่ได้ลิขสิทธิ์จากม.มิชิแกนใช้เทคโนฯล่าสุด“ทาร์เก็ตติ้ง คอมเพล็กซ์” รวมส่วนผสมดูแลผิวหย่อนคล้อย มั่นใจสิ้นปียอดขายอาร์ทิสทรีเกิน 3,000 ล้านบาท ครองยอดขายสูงสุดพรีเมี่ยม

คุณกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้-ริงเคิล เฟิร์มมิ่ง ซีรัม เป็นสกินแคร์เข้มข้นในกลุ่มลดเลือนริ้วรอยที่จะทยอยแนะนำสู่ตลาดทั่วโลก โดยเริ่มเปิดตัวเดือนมิถุนายนที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรก มูลค่าตลาดเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าในกลุ่มพรีเมี่ยมแบรนด์สูงถึง 10,500 ล้านบาท และมีผลิตภัณฑ์เพื่อลดเลือนริ้วรอยเป็นสัดส่วนสูงถึง 30% ของตลาดบำรุงผิวหน้าทั้งหมด

สอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจเทรนด์ของสาวเอเชียที่พบว่า ผู้หญิงภูมิภาคนี้มีเทรนด์ฮิตด้านความงามอยู่ 3-4 เทรนด์ หนึ่งในนั้นคือ “ปีเตอร์แพนเทรนด์” หรือ“เทรนด์กลัวดูแก่” นั่นเอง

"ผมมั่นใจว่าการให้ความสำคัญกับสินค้าความงามกลุ่มนี้ เป็นทิศทางที่ถูกต้องและจะทำให้แอมเวย์เติบโตได้ตามเป้าหมายโดยเฉพาะยอดขายของกลุ่มอาร์ทิสทรีที่น่าจะไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทในปีนี้แน่นอน"

คุณรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วงการวิทยาศาสตร์ความงามยอมรับกันว่า เรตินอลเป็นส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดชนิดหนึ่งที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวแลดูกระชับและอ่อนเยาว์ขึ้น โดยเทคโนโลยีทาร์เก็ตติ้ง คอมเพล็กซ์ จะมาช่วยควบคุมการออกฤทธิ์ของเรตินอลให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพอย่างตรงจุด

นอกจากนั้น ซีรัมใหม่ชนิดนี้ยังนำส่วนผสมชั้นเลิศประกอบด้วยเรตินอลเข้มข้น วิตามินซี และเปปไทด์มารวมในสูตรเดียวกัน เพื่อความสมบูรณ์สูงสุดของผลลัพธ์ เมื่อผู้บริโภคได้ทดลองใช้เพียง 1 คืน จะสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผิวหน้า เราจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ชนิดนี้จะสร้างความตื่นเต้นในตลาดเมืองไทยได้อีกครั้ง

“ความต้องการของผู้หญิงในการแก้ปัญหาริ้วรอยสมัยนี้ ต้องการผลิตภัณฑ์ที่เข้มข้น เห็นผลลัพธ์รวดเร็ว แต่อ่อนโยนและไม่ทำร้ายผิวหน้า ดังนั้นผลิตภัณฑ์อาร์ทิสทรีจึงตอบโจทย์ได้ตรงใจลูกค้าเป็นอย่างยิ่ง โดยคาดว่าซีรัมใหม่ชนิดนี้จะสร้างรายได้กว่า 170 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง”

สำหรับกิจกรรมทางการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ บริษัทได้เตรียมแคมเปญต่างๆ อย่างครบวงจร โดยการใช้สื่อที่กลุ่มเป้าหมายให้ความเชื่อถือ ประกอบด้วยสื่อโฆษณาตามนิตยสารผู้หญิงชั้นนำ
สื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย (Social Media) เพื่อสื่อสารจุดแข็งของสินค้าและเปิดพื้นที่แบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้ที่ได้ทดลองใช้สินค้าแล้วเห็นผลลัพธ์จริงมาแชร์ความรู้สึกที่มีต่อสินค้า

นอกจากนั้น ยังเตรียมจัดเวิร์คช็อปอบรมเรื่องเทคโนโลยีและความรู้เกี่ยวกับสินค้าชนิดใหม่นี้ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์รวมกว่า 10,000 ที่นั่ง กระจายตาม 9 จังหวัดหลักทั่วประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานใหญ่ให้นักวิทยาศาตร์เดินทางมาจัดฝึกอบรมด้วยตนเอง จึงมั่นใจได้ว่า นักธุรกิจแอมเวย์จะสามารถออกไปให้บริการลูกค้าได้อย่างมืออาชีพจริงๆ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.brandage.com

 

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิวทริไลท์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์ ส่งต่อความรักเพื่อน้องๆ ที่ขาดแคลน มอบเงินบริจาคแก่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก



ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “นิวทริไลท์ ดับเบิ้ล เอ็กซ์” จากแอมเวย์ นำโดย นางชุมพฤนท์ ยุระยง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร (แถวหลัง, ที่ 3 จากซ้าย) บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด มอบรายได้จากการจำหน่าย “สลัด 5 สี ไฟโตนิวเทรียนท์เพื่อสุขภาพ” เพื่อส่งต่อสุขภาพที่ดีแก่น้องๆ ที่ขาดแคลนในสังกัดมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) โดยมอบเงินทุนการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 50,000 บาท ให้แก่อาจารย์ฐิติมน นาคครุฑ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดดวงแข (แถวหลัง, ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมนำผักผลไม้สดครบ 5 สี มอบเป็นอาหารกลางวันมื้อพิเศษแก่เด็กนักเรียนอีกด้วย

ที่มา : http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=C5C9A3CBC95AEB9D6207652A27A12545&sec=all&query=4c3B4MfC7A==

‘นูทริเดอร์ม’ 7 เดือน แรงเกินพิกัด! แผลงฤทธิ์ยุทธศาสตร์ล้ำลึก สู่เป้าสิ้นปี 1 พันล้่าน



ผ่ากลศึกแผนพิชิตยอด “นูทริเดอร์ม” เน้นสร้างความร่ำรวยสร้างคนให้มีหุ่นสวยสุขภาพดีและมีความสุขผ่านกลยุทธ์ Win Win Winพร้อมชูแผนการตลาดไบนารี่ที่เร้าใจเอาใจคนเครือข่ายเผย 4 เดือนที่ผ่านมาซดยอดขายไปแล้ว 200 กว่าล้านพร้อมตั้งเป้าสิ้นปีขอยอดแตะ 1,000 ล้าน...แย้มหลังปรับแผนภาพรวมธุรกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่องยอดการสมัครสมาชิกใหม่เติบโตขึ้นทุกเดือน...ระบุความพร้อมฐานรบ 96 แห่งทั่วประเทศพร้อมนำทุกท่านสู่ความสำเร็จ
...หากพูดถึง “นูทริเดอร์ม” ในวันนี้ที่ใช้แผนการตลาดเร้าใจในการนำทัพอย่างไบนารี่เทียบกับ “สุพรีเดอร์ม” เมื่อครั้งอดีตที่ใช้แผนสแตร์สเต็ปในการชูโรงธุรกิจ คงต้องบอกว่า “นูทริเดอร์ม” ณ ปัจจุบันนี้กับมาดใหม่ เริ่มที่จะส่องแสงเจิดจรัสในธุรกิจเครือข่ายอย่างน่ามองทีเดียว เห็นได้จากแรงเหวี่ยงของธุรกิจค่ายนี้เริ่มที่จะมีน้ำหนักที่ชัดเจนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในส่วนของยอดขายและในส่วนของจำนวนสมาชิก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง ของความสำเร็จในก้าวแรกหลังจากที่เปลี่ยนแผนใหม่เลยก็ว่าได้
ซึ่งจากนโยบายของ “นูทริเดอร์ม” ที่ทางท่านประธานกรรมการ พ.ต.ท.นพ.มั่น ได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องการที่จะเน้นทำธุรกิจของนูทริเดอร์มด้วยการสร้างความร่ำรวย สร้างคนให้มีหุ่นสวย สุขภาพดีและมีความสุข ภายใต้การขับเคลื่อนที่ผ่านกลยุทธ์ Win Win Win ที่ทางนูทริเดอร์มได้ให้ความสำคัญกับคน 3 กลุ่มคือ
1. ผู้บริโภค 2. กลุ่มนักธุรกิจ และ 3. ตัวบริษัท พร้อมกับแผนการตลาดที่ทรงพลังอย่างไบนารี่นั้น เรียกว่าเริ่มที่จะสัมฤทธิ์ผลตรงเจนตนารมณ์บ้างแล้ว
และความเคลื่อนไหวของธุรกิจ “นูทริเดอร์ม” ในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างนั้น “ตลาดวิเคราะห์” ได้รับการเปิดเผยจากนายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน กรรมการบริหาร บริษัท นูทริเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ว่า หลังจากที่นูทริเดอร์มได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการตลาดใหม่มาเป็นแบบไบนารี่ ผลปรากฏว่า ธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดมากขึ้น อาทิ นักธุรกิจให้ความกระตือรือร้นในการสร้างผลงาน สร้างเป้าการขาย มีการขยายทีมงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทางนักธุรกิจเองมีรายได้ที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนูทริเดอร์มมีสินค้าที่โดดเด่นหลายตัว เป็นสินค้าที่ไม่มีคู่แข่ง สินค้าหลากหลายกลุ่ม ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากกับระบบไบนารี่
ทั้งนี้ ในส่วนของยอดขายช่วง 4 เดือนแรกที่ผ่านมาปีนี้ พบว่า นูทริเดอร์มสามารถสร้างยอดขายไปแล้วกว่า 200 กว่าล้านบาทเลยทีเดียว โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเรียกได้ว่าบริษัทฯ มียอดขายเติบโตค่อนข้างดี แต่พอมาช่วงเดือนเมษายนที่มีวันหยุดยาว ทางบริษัทฯ ก็ได้รับผลกระทบในส่วนของยอดขายที่ลดลงเช่นเดียวกัน จนกระทั่งมาถึงเดือนพฤษภาคมยอดขายเริ่มที่จะขยับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการส่งสัญญาณที่ดีทีเดียว
ในการที่จะพิชิตยอดขาย 1,000 ล้านบาทในสิ้นปีนี้
....หากถามว่าวันนี้อะไรคือกลยุทธ์ที่สำคัญ ในการผลักดันธุรกิจ “นูทริเดอร์ม” ให้ประสบความสำเร็จบ้าง นายธรรมนูญ เผยว่า สิ่งหนึ่งที่ถือว่านูทริเดอร์มโชคดี นั่นคือ บริษัทฯ มีคุณหมอมั่น อุดมพาณิชย์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษมากว่า 20 ปี อีกทั้งยังเป็นพ่อทัพในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติที่ดี มีราคาที่ยุติธรรม และสามารถสนับสนุนให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ธุรกิจ “นูทริเดอร์ม” สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไร้คู่แข่ง
นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ  ยังมีความพร้อมในเรื่องของทีมงานที่มีศักยภาพด้านการอบรม สัมมนา และศูนย์ “นูทริเดอร์ม” ถึง 96 แห่งทั่วประเทศ ที่สามารถรองรับความต้องการของนักธุรกิจที่จะขยายงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับมีห้องประชุมที่สะดวกสบายในการช่วยเหลือทีมงานในการทำงาน รวมถึงทางบริษัทฯ ยังได้จัดการแข่งขันไปท่องเที่ยวสำหรับนักธุรกิจนูทริเดอร์ม ที่สามารถเข้าแข่งขันได้อย่างง่ายๆ อีกด้วย ซึ่งคาดว่าด้วยโปรโมชั่นนี้ จะมีนักธุรกิจสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวกับบริษัทฯ ได้ถึง 1,000 คนในครั้งนี้เลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน “นูทริเดอร์ม” ยังมีสินค้ามากมายที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอีกด้วย อย่างปัจจุบันนี้บริษัทฯ มีสินค้าที่เป็นทัพหน้าอยู่ด้วยกัน 3 รายการ คือ เลซิทิน  มิกซ์ แคโรทีนอยด์, นูทรี วีต มิกซ์ แคโรทีนอยด์ และคลอโรฟิลล์  สินค้าทั้ง 3 ประเภท เหมาะกับผู้ที่ห่วงใยในสุขภาพ และดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งสินค้าเหล่านี้ด้วยคุณค่า ราคายุติธรรม และไม่มีคู่แข่งทางการตลาด จึงเป็นจุดแข็งของนูทริเดอร์ม ที่สามารถส่งเสริมให้นักธุรกิจสามารถปิดการขายกับผู้บริโภคได้ง่าย ซึ่งปัจจุบันสินค้าทั้ง 3 รายการเรียกได้ว่า มีกระแสการตอบรับที่ดีอย่างมาก
“จากการที่คุณหมอมั่น มีความเป็นห่วงในสุขภาพของคนไทย จึงได้คิดค้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าออกมาให้กับคน ไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นการสนับสนุนให้นักธุรกิจมีผลิตภัณฑ์หลากหลาย พร้อมกับมีผลิต ภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติที่โดดเด่น สำหรับเสนอผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้นักธุรกิจนูทริเดอร์มมีทางเลือกในการเสนอสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นด้วย”
สำหรับความเคลื่อนไหวทางด้านสมาชิกของ “นูทริเดอร์ม” ในปัจจุบันนี้นั้น นายธรรมนูญ เผยว่า ปัจจุบันจำนวนนักธุรกิจในระบบ “Diamond Matching” ของนูทริเดอร์ม มีอยู่ถึง 150,000 คน พร้อมกันนี้ ยังมียอดการสมัครและทำธุรกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกๆ เดือน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้คนหันมาสนใจในธุรกิจนูทริเดอร์มมากขึ้น ที่นอกเหนือจากสินค้าที่ดีมีคุณภาพแล้ว ในเรื่องของระบบการเทรนนิ่งของที่นูทริเดอร์มยังถือเป็นอีกหนึ่ง
แรงดูดให้คนเข้ามาสู่ธุรกิจด้วยเช่นกัน
“การเทรนนิ่งของ “นูทริเดอร์ม” นั้น จะเป็นการออกไปจัดประชุม และสัมมนา ถึงตัวนักธุรกิจทั้งใน กทม. และต่างจังหวัดทั่วประเทศ ด้วยการจัดงานเอ็กซ์โป เพื่อแสดงความมีศักยภาพของนูทริเดอร์ม ทั้งความพร้อมของสินค้า และวิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านความสำเร็จ ที่มีรายได้เดือนละล้าน มาให้คำแนะนำการทำ ธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพถึงที่ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้นักธุรกิจและผู้บริโภคต่างให้ความสนใจกับธุรกิจนูทริเดอร์มจนถึงทุกวันนี้”
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะกี่ปี “นูทริเดอร์ม” ภายใต้เงาของ “สุพรีเดอร์ม” ก็ยังคงใช้กลยุทธ์ในการสร้างจุดแข็งให้กับธุรกิจเช่นเดิม นั่นคือ ในเรื่องของการพัฒนาคนด้วยระบบการเทรนนิ่ง ที่ได้มีการวางแผนการอบรมคอร์สต่างๆ ไว้ตลอดทั้งปี เรียกได้ว่า การอบรมของที่นี้ค่อนข้างเน้นมากๆ ทีเดียว ในการที่จะสร้างคนสู่ความสำเร็จทั้งในเรื่องของรายได้ และความมั่นคงในชีวิต

‘นูทริเดอร์ม’เน้นคุณภาพนำ
ชี้แผนใหม่ดันผู้นำสำเร็จจริง
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งส่วนที่เรียกว่าเป็นหัวจักรสำคัญเลยก็ว่าได้ ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนั่นคือฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ โดยทางด้าน “จุฑามาส โตกพุดซา” ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการศูนย์ บริษัท นูทริเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เผยถึงภาพรวมธุรกิจนูทริเดอร์มหลังจากที่ได้มีการปรับเปลี่ยนแผนการตลาดใหม่ว่า หลังจากที่สุพรีเดอร์มฯ ได้มีการเปลี่ยนชื่อมาเป็นนูทริเดอร์มพร้อมกับมีการเปลี่ยนแผนการตลาดใหม่เป็นแผนไบนารี่นั้น เรียกได้ว่าทางบริษัทฯ จำเป็นต้องมีการปรับตัวในเรื่องของการทำงานใหม่หมด โดยสาขาทั้งหมด 96 สาขา ทางบริษัทฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่หมดเลย นอกจากนี้ ยังพบอีกว่ายอดขายมีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นที่น่าพอใจ
ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายในแต่ละสาขาเติบโตเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยสาขาที่มียอดขายเติบโตมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ 1. สมุทรปราการ 2. นวนคร 3. ท่าพระ 4. พระ ประแดง และ 5. ดอนเมือง ซึ่งยอดขายทั้งหมดเกิน 50% จะอยู่ที่กรุงเทพฯ เสียเป็นส่วนใหญ่
“วันนี้การทำตลาดของนูทริเดอร์มไม่ใช่เพียงแค่ตั้งรับและรอลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่เราจะมีการพัฒนาผู้นำให้มีความรู้พร้อมๆ กันไปด้วย ทั้งในเรื่องของการให้ความรู้เรื่องของผลิตภัณฑ์ การเรียกพนักงาน อบรมเป็นระยะๆ และมีการทดสอบ เพื่อให้พนักงานทุกคนแน่นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ เนื่องจากจุดแข็งของนูทริเดอร์มคือ ในเรื่องของผลิตภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีการชูจุดแข็งตรงนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานในการนำเสนอเพื่อประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด ส่วนในเรื่องของแผนนั้น ตนเองคิดว่าผู้นำหรือแม่ทีมของเราน่าจะชี้แนะหรือโมติเวทได้ดีกว่า ที่สำคัญทางบริษัทฯ ยังมีอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้สมาชิกได้ทำงานง่ายขึ้น คือ การโฆษณาผ่านทางเคเบิ้ลทีวีช่อง MV5 และ MV วาไรตี้ ด้วย”
“จุฑามาส” กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเป้าหมายในการเพิ่มสาขาในอนาคตนั้น ทาง บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่จะมีสาขาทั้งสิ้น 100 สาขา โดยอาจจะยังไม่ใช่ในปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ ยังมีหลายอย่างที่จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะยังไม่เน้นในส่วนของปริมาณสาขามากเท่าไหร่ ซึ่งขอเน้นที่คุณภาพมากกว่า แต่หากจะเพิ่มจำนวนสาขาอีกคาดว่าน่าที่จะอยู่ในเขต กรุงเทพฯก่อน เพื่อเป็นการรองรับอัตราการเติบโตของผู้นำ ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีจำนวนสมาชิกที่แอคทีฟอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นคนด้วยกัน พร้อมกับมีผู้นำที่มีรายได้ล้านกว่าบาทอยู่ 2 ท่าน และมีผู้นำที่มีรายได้หลักแสนบาทอยู่หลายท่านด้วยกัน เรียกว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าพอใจทีเดียว
...ทั้งหมดนี้ คือ อีกหนึ่งความพร้อมที่เต็มพิกัดอย่างมากทีเดียวสำหรับค่าย “นูทริเดอร์ม” ที่หลายคนอาจจะมองว่าเป็นค่ายใหม่ก็จริง แต่หากได้เห็นถึงศักยภาพของ “สุพรีเดอร์ม” เก่าแล้วคงจะทราบว่าค่ายนี้นั้นมีลูกเก๋าเกมทางธุรกิจพอสมควร ซึ่งเพียงแค่เปลี่ยนชื่อใหม่กับปรับแผนการตลาดใหม่ที่เร้าใจมากกว่าเดิมเป็นแผนไบนารี่เท่านั้นเอง...เชื่อว่า “นูทริเดอร์ม” ในวันนี้คงเป็นที่ถูกอกถูกใจของใครหลายคนอย่างแน่นอน เห็นได้หลังภาพของอัตราการเติบโตเมื่อครั้งอดีตกับในปัจจุบันของค่ายนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า “นูทริ เดอร์ม” จะแผลงฤทธิ์ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ไว้อีกไม่กี่อึดใจทุกท่านได้รู้แน่!....

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์

นู สกิน ย้ำจุดยืน บริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา



นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “นู สกิน พลิกวัยต้านชรา” ตอกย้ำจุดยืน “บริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา” (Anti-Aging Company) พร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์เพื่อการต่อต้านความเสื่อมชราที่ขายดีที่สุดของบริษัทฯ แนะนำตรงถึงผู้บริโภคเป้าหมาย โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานกว่า 4,500 คน และเข้าร่วมกิจกรรมตรวจสภาพผิวและสุขภาพด้วยเครื่องมือระดับนวัตกรรม พร้อมเข้ารับบริการนวดหน้าด้วยเครื่องกัลวานิค สปา เป็นจำนวนมาก ณ แฟชัน ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยาม พารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้

ที่มา : http://www.newswit.com

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

‘แคนเดซ เอส แมทธิวส์’ เปิดปฏิบัติการณ์ ‘แอมเวย์’ ท้าชิงแชมป์โลก! แคนเดซ เอส แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น

เป้าหมายคือยอดขายทั่วโลก“แอมเวย์”ต้องได้ขึ้นเป็น “ผู้นำอันดับ1” ธุรกิจขายตรงของโลกในปี 2563



นับเป็นโอกาสอันดีที่ “กองบรรณาธิการ” ได้รับเกียรติเข้าร่วมงานแถลงข่าวของ “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งความพิเศษครั้งล่าสุด อยู่ตรงการมาเยือนของ “ผู้บริหารชั้นเซียน” มือการตลาดระดับโลก “แคนเดซ เอส แมทธิวส์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด “แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น”

‘BIZ RECORD’ ฉบับนี้จึงขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับนักบริหารระดับอินเตอร์ท่านนี้ ที่มาพร้อมกับ “กลยุทธ์เด็ด” ส่งแอมเวย์สู่ “แชมป์โลกขายตรง” ให้ได้ในอนาคตอันใกล้!!

ทักทาย‘แคนเดช’มือตลาด ‘แอมเวย์โลก’

“แคนเดซ แมทธิวส์” เกิดที่เมืองนิว ไบรท์ตัน, มลรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโลหการและวิทยาการบริหาร และการจัดการจากมหาวิทยาลัยคาร์เนจี เมลลอน (Carnegie Mellon University) และจบการศึกษาในระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจจากสแตนฟอร์ดบัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจ

เป็นกำลังสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านการตลาด “แอมเวย์” ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการตลาดระดับโลกในด้านผลิตภัณฑ์ความงาม สุขภาพและเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมทั้งแบรนด์แอมเวย์ระดับโลก ดูแลด้านความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคและตลาด อีกทั้งความรับผิดชอบต่อการเป็นพลเมืองที่ดีในสังคม และการสื่อสารองค์กรของแอมเวย์ทั่วโลกอีกด้วย

ก่อนที่จะเข้ามาร่วมงานกับ “แอมเวย์” ในปี 2550 แมทธิวส์เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท ซอฟท์ชีน-คาร์สัน (SoftSheen-Carson) ฝ่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคในเครือลอริอัล (L’OREAL) ประเทศสหรัฐอเมริกา และเคยเป็นรองประธานบริษัทฝ่ายผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการให้กับเครื่องดื่มประเภทที่ไม่ใช่เครื่องดื่มโคล่า ในเครือบริษัทโคคา-โคล่า (Coca-Cola)

นอกจากนี้ แมทธิวส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงสายการตลาดให้กับบริษัทซีบา วิชั่น (CIBA Vision), ผลิตภัณฑ์การดูแลช่องปาก บริษัท บอสช์ แอนด์ ลอมบ์ (Bausch + Lomb), ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (Procter & Gamble) และบริษัท เจเนอรอล มิลส์ (General Mills) ซึ่งเป็นที่แรกที่แมทธิวส์ได้เริ่มงานด้านการตลาด

แมทธิวส์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสภาผู้นำผู้บริหาร และปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณะกรรมการให้กับหน่วยงานด้านเครื่องสำอางเฉพาะผู้หญิง (Cosmetic Executive Women), ธนาคารฟิฟธ์ เธิร์ด (Fifth Third) – มิชิแกนตะวันตก, องค์กรฟิชเกอร์ สเก็ตติ้ง อิน ฮาร์เล็ม (Figure Skating in Harlem), สวนสาธารณะและประติมากรรมเฟรดเดอริก เมย์เยอร์ (Frederik Meijer)

ก่อนหน้านี้เธอยังเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมมาธิการของมหาวิทยาลัยคาร์เนจี เมลลอน (Carnegie Mellon University) เมืองพิตต์สเบิร์ก และยังเคยร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของสแตนฟอร์ดบัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจ ประวัติการทำงานและความเสียสละต่อสาธารณชนของแมทธิวส์ ได้ลงตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังหลายเล่ม เช่น อิบอนี (Ebony), เอสเซ็นส์ (Essence), แบล็ค เอ็นเตอร์ไพรส์ (Black Enterprise), กลาเมอร์ (Glamour), ซาลอน เซ็นส์ (Salon Sense) และ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ซึ่งนิตยสาร แบล็ค เอ็นเตอร์ไพร์ส (Black Enterprise) ยังแต่งตั้งให้เธอเป็นนักบริหารยอดเยี่ยมแห่งปี 2552 อีกด้วย

ลั่น!อีก9ปี‘แอมเวย์’ขึ้นแท่นอันดับ1โลก

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของแอมเวย์นับจากนี้ “แคนเดซ” ตอกย้ำว่า เป้าหมายคือยอดขายทั่วโลก “แอมเวย์” ต้องได้ขึ้นเป็น “ผู้นำอันดับ1” ธุรกิจขายตรงของโลกในปี “2563” หรือในอีก “9 ปีข้างหน้า” นี้ ด้วยการครองส่วนแบ่งมากกว่า “12 %” แทนที่แชมป์เดิมคือ “เอวอน” ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดขายตรงชั้นเดียว (SLM)

จากปัจจุบัน “แอมเวย์” มีส่วนแบ่ง “9.7%” นับว่าเป็นผู้นำตลาดธุรกิจขายตรงหลายชั้น (MLM) ของโลก อีกทั้งในปี 2553 ที่ผ่านมา “แอมเวย์ทั่วโลก” มีการเติบโต 0.2% หรือมีรายได้ “9.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ”

“ยุทธศาสตร์” กับการก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดธุรกิจขายตรงทั่วโลกมุ่งเน้นโฟกัส “2 กลุ่มผลิตภัณฑ์” กลุ่มแรก คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “นิวทริไลท์” ที่วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในปี 2563 จากปัจจุบันที่ครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 4.7%

กลุ่มถัดมา คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เครื่องสำอาง “อาร์ทิสทรี” ซึ่งวางเป้าหมายว่าในปี 2563 จะขึ้นติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาด จากปัจจุบันครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 1.7%

สำหรับแผนการรุกตลาดทั่วโลก “แคนเดซ” โฟกัสไปที่ “5 กลยุทธ์” สำคัญ คือ 1.สร้างความแข็งแกร่งใหักับแบรนด์-การบริการให้กับผลิตภัณฑ์หลักของแอมเวย์ 2.สร้างความใกล้ชิดของแบรนด์ผลิตภัณฑ์กับนักธุรกิจและผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen-Y 3.พัฒนาโซลูชั่นครอบคลุมสินค้าและบริการ 4.เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ผู้บริโภคและนักธุรกิจ 5.ขับเคลื่อนโดยพัฒนาธุรกิจสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ

เจาะคนรุ่นใหม่ผ่าน‘Social Network’

“แคนเดซ” กล่าวว่านอกจากนี้บริษัทได้เพิ่ม “งบการตลาด” มากขึ้น “2 เท่าตัว” นับตั้งแต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาที่ตนได้เข้ามาบริหารงาน เพื่อทำให้แบรนด์แอมเวย์เป็นที่รู้จักกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ผ่านทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งทางโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งสื่อออนไลน์ ทาง “Social Network” ด้วยการเปิดแฟนเพจ 3 แบรนด์หลัก คือ แอมเวย์ อาร์ทิสทรี และนิวทริไลท์

กระทั่งสร้าง “Mobile Application” ช่วยให้นักธุรกิจสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเปิดพัฒนาแอมเวย์ช็อป เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น และทำให้ผลิตภัณฑ์ใกล้ชิดกับผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยมี 48 สาขา ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่

สำหรับ “Mobile Application” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขณะนี้ โดยในส่วนของสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาได้มีการคิดค้น Application AMWAY for iPhone ออกสู่ท้องตลาดให้สมาชิกทำการดาวโหลดฟรีได้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งได้รับการตอบที่ดีมากติดอันดับ 4 ของโลก

“การดาวน์โหลด App. หรือ Application มาลงมือถือในปัจจุบัน ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวันนี้ อยู่กับการใช้โปรแกรมผ่านมือถือมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้ยอดการโหลดได้รับความนิยมมากทั้งในสหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งน่าทึ่งว่า App. Amway นั้นได้รับความนิยมมากติด TOP 4 ของ App. ทั้งหมด อีกทั้งมีการใช้สูงกว่าการโทรสั่งสินค้า โดยการโหลดนั้นทำได้ง่ายดาย และสมาชิกไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เมื่อเทรนด์มาในรูปแบบนี้ ทำให้ขณะนี้บริษัทกำลังพัฒนา App. สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เพิ่มเติม ซึ่งจะสามารถเปิดใช้ได้ในเร็วๆนี้”

‘แอมเวย์ไทย’ขานรับทิศทางรุก คาดโต10%

ส่วนทางด้าน “รัตนา ชาญนรา” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แผนการตลาดของไทยปีนี้ ยังคงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับแอมเวย์โลก คือมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี เครื่องกรองน้ำอีสปริง และเครื่องกรองอากาศ แอทโมสเฟียร์ ซึ่งปัจจุบันการรับรู้ตราสินค้าของแบรนด์มีการรับรู้ 99 % และ 45 % ชื่นชอบผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ผลประกอบการ “ไตรมาสแรก” ของไทย “เติบโต 7-10 %” ตามเป้าหมาย ทำให้มั่นใจว่าในสิ้นปีนี้บริษัทจะสร้างยอดขายเติบโตได้ถึง 7-10 % จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 14,370 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ 34 % เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี 20 % และกลุ่มเครื่องกรองน้ำอีสปริง 20% จากปัจจุบันแอมเวย์เป็นผู้นำตลาดขายตรง ครองส่วนแบ่ง 27 % จากมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบา
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 205 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1- 15 มิถุนายน 2554

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

“เอเชีย สุพรีม” ขายตรงไทยพันธุ์ใหม่ ชูจุดแข็ง ทุนแกร่ง ทีมเก๋า นวัตกรรมเจ๋ง เทรนนิ่งแรงเสริมฐานรบแกร่ง มั่นใจยอดขายพุ่ง 300 ล้าน








"เอเชียสุพรีม" ขายตรงไทยพันธุ์ใหม่ ชูจุดแข็ง

ทุนแกร่ง ทีมเก๋า นวัตกรรมเจ๋ง เทรนนิ่งแรง เสริมฐานรบแกร่ง มั่นใจยอดขายพุ่ง 300 ล้าน

 

บริษัท  เอเชียสุพรีม จำกัด บริษัทขายตรงน้องใหม่  ชูยุทธศาสตร์สำคัญคือ มีทุนที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ ทีมผู้บริหารมีประสบการณ์ในธุรกิจมากกว่า 20 ปี นวัตกรรมทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกและมี "สถาบันธุรกิจเครือข่ายเอเชีย"เพื่อสร้างผู้นำเลือดใหม่สู่มืออาชีพอย่างมีคุณธรรมเป็นแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมลุยตลาดอินโดจีน คาดสิ้นปีรายได้แตะ 300 ล้านบาท



อาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด / ประธานสถาบันธุรกิจเครือข่ายเอเชีย (Asia Network Business Institute) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันธุรกิจขายตรงหรือการสั่งซื้อสินค้าแบบไดเร็กซ์เซลเป็นช่องทางใหม่ในการจับจ่ายใช้สอยสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่องขึ้นทุกปี จึงเกิดการรวมตัวและร่วมทุนของทีมผู้บริหารที่คร่ำหวอดในวงการธุรกิจขายตรงมากว่า 20 ปีที่มีเป้าหมายเดียวกัน มาร่วมก่อตั้งบริษัท เอเชีย สุพรีม ขึ้น ให้เป็นบริษัทธุรกิจขายตรงด้วยระบบเครือข่ายชั้นนำของคนไทย ที่มีนักลงทุนจากต่างประเทศมาร่วมลงทุน และช่วยกันผลักดันธุรกิจเพื่อให้ก้าวไปเป็นผู้นำอันดับ 1 ในเมืองไทย รวมทั้งมุ่งขยายธุรกิจสู่ตลาดอินโดจีนและก้าวสู่การเป็นธุรกิจเครือข่าย 1 ใน 5 ของเอเชียอีกด้วย เราต้องการเห็นเอเชีย สุพรีมเป็นบริษัทต้นแบบของธุรกิจเครือข่ายที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพให้กับผู้บริโภคและสังคม”

 

คุณธวัชชัย วงศ์ธนสารสิน ประธานกรรมการบริษัท  บริษัท เอเชียสุพรีม จำกัด เปิดเผยว่า "เอเชียสุพรีมมีฐานการผลิตในประเทศไทย โดยการร่วมทุนกับบริษัท ทีโอพี คอสเมติค แอนด์ แมนูแฟคเจอร์ จำกัด ที่ได้ชื่อว่าเป็นโรงงานผลิตที่มีอุปกรณ์การผลิตอันทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จนได้รับรองมาตรฐาoจาก  GMP, ISO9001-2008 และ Halal ภายใต้แบรนด์ Noiris ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาผิวพรรณ ป้องกันแสงแดด ริ้วรอยจุดด่างดำ ทำให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเราผ่านการควบคุมคุณภาพ และค้นคว้าวิจัยจากนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์กว่า 20 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในวงการอุตสาหกรรมรวมกันมากกว่า 13 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าได้มอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค"

"นอกจากนั้นเรายังร่วมมือกับหน่วยงานธุรกิจชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ คัดสรรวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ก้าวทันนวัตกรรมการผลิตอยู่เสมอ ล่าสุดทีมวิจัยสามารถค้นคว้านวัตกรรมใหม่จนได้ผลิตภัณฑ์ Noiris MTP Anti Melasma  ครีมขึ้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดูแลปัญหาเรื่องฝ้า ให้จางลง รอยหมองคล้ำดูจางลง ทำให้ผิวเนียนสวยกระจ่างใส อย่างเป็นธรรมชาติด้วยนวัตกรรม Micro เอนแคปซูเลส ซึ่งมีอุนภาพขนาดเล็ก สามารถซึมเข้าสู่ผิวได้ดี ช่วยให้สารสำคัญออกฤทธิ์ได้ดีที่มีประสิทธิภาพ" คุณธวัชชัย วงศ์ธนสารสิน กล่าว

"นอกจากนั้น เราก็ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างผู้นำให้แข็งแกร่งด้วย "การเทรนนิ่ง" โดยบริษัทฯ เรามีสถาบันธุรกิจเครือข่ายเอเชีย หรือ Asia Network Institute เพื่อเป็นแหล่งรวมเครือข่ายด้านวิชาการ ข้อมูล ข่าวสาร และบุคลากรทางด้านการขายและการตลาดโดยตรงเป็นแห่งแรกในประเทศไทยขึ้น ซึ่งจะเป็นเสมือนศูนย์รวมของวิทยากร ผู้บรรยาย ผู้จัดการสัมมนา เพื่อฝึกอบรม ฝึกฝนให้ผู้แทนจำหน่ายอิสระแต่ละท่านมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการธุรกิจการขายตรงอย่างถูกต้อง  เรามุ่งหวังที่จะพัฒนาบุคลากรในธุรกิจเครือข่ายการขายตรงให้มีเป็นคนดีและคนเก่ง มีศํกดิ์ศรีที่สังคมยอมรับ มีจิตอาสาสาธารณะ อาสารับใช้สังคมและประเทศชาติต่อไป" อาจารย์ไพบูลย์ สำราญภูติ กล่าวเสริม

 

นายอุชาเดช อุทยานานนท์ กรรมการ / ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท เอเชียสุพรีม จำกัด กล่าวว่า "ตัวผมเองมีประสบการณ์ในวงการมากกว่า 20 ปี ในธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่า เอเชียสุพรีมจะต้องเดินหน้าไปอย่างมั่นคง ผมไม่ได้มาคนเดียว ผมมากับผู้จำหน่ายที่เคยประสบความสำเร็จและติดตามเรามาเพื่อทำธุรกิจเอเชียสุพรีม ด้วยกัน ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรา ในธุรกิจนี้มีองค์กรประกอบสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือผู้จำหน่าย เราถือว่าผู้จำหน่ายเป็นบุคลากรอันมีค่าที่เราจะต้องดูแลให้ดี เพราะเมื่อเค้าประสบความสำเร็จ บริษัทก็จะประสบความสำเร็จ เช่นกัน องค์ประกอบต่อไป คือสินค้าต้องเยี่ยม ต้องตอบโจทย์ได้ว่าเป็นสินค้าที่ใช้แล้วเห็นผล และสุดท้ายคือแผนการตลาดที่จ่ายค่าตอบแทนคุ้มค่า ทำได้จริงและสามารถสนับสนุนให้นักธุรกิจเอเชียสุพรีมทุกท่านบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จโดยเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจอย่างแท้จริง"

"ส่วนแผนการตลาดในขั้นต้นนี้ เรามุ่งเน้นไปที่การจัดโรดโชว์ไป 4 จังหวัด คือ จังหวัดนครราชสีมา  ขอนแก่น อุบลราชธานี และสุราษฏร์ธานี คาดสิ้นปีรายได้แตะ 300 ล้านบาท และจำนวนสมาชิกพุ่ง 2,000 คน นอกจากนั้น เรายังมีแนวทางที่ชัดเจนในการมุ่งตรงสู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในขณะนี้บริษัทได้มีฐานเครือข่ายนักธุรกิจอยู่ที่ประเทศพม่า และเวียดนาม ซึ่งคาดว่าอีก 2 - 3 ปี จะรุกขยายธุรกิจไปที่ประเทศอินโดนีเซีย และจีนได้" นายอุชาเดช อุทยานานนท์ กล่าวปิดท้าย

 

บริษัท เอเชียสุพรีม จำกัด มีความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจเครือข่ายและพร้อมที่จะสนับสนุนให้นักธุรกิจเอเชียสุพรีม ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด เพื่อให้ผู้จำหน่ายทุกคนก้าวไปพร้อมกับเรา เป็นครอบครัวเดียวกันที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุดในการสร้างธุรกิจเครือข่ายที่ถูกต้องร่วมกันก้าวสู่ภูมิภาคเอเชียอย่างมั่นคงและยั่งยืน






ที่มา : http://www.asiasupreme.co.th

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ท่านรองประธาน นายสัตวแพทย์กษิดิ์เดช ได้เข้าร่วม โครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ



ท่านรองประธาน สัตวแพทย์กษิดิ์เดช  ธีรนิตยาธาร และคณะอธิบดีกรมปศุสัตว์ คุณปรีชา  สมบูรณ์ประเสริฐ ,

รองอธบดีกรมปศุสัตว์สัตวแพทย์หญิงฉวีวรรณ  วิริิยะภาค ได้เข้าร่วมโครงการสัตวแพทย์พระราชทานใน

พระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในวันที่  8 - 10 มิถุนายน 2554 ณ สวนชมวิวเทศบาล

ท่าม่่วงจังหวัดกาญจนบุรี

[gallery link="file"]

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด

อาร์ทิสทรี ชวนแต่งหน้าออนไลน์ ด้วย เวอร์ชวล เมคโอเวอร์ รุกตลาดความงาม ตอบเทรนด์สาวรุ่นใหม่ บนโลกดิจิทัล



เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์เดินหน้ารุกตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ต่อเนื่อง ตอบสนองไลฟ์สไตล์สาวยุคใหม่ ล่าสุดนำเสนอโปรแกรมแต่งหน้า “อาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์” สำหรับกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการเปลี่ยนลุคตนเองกับหลากหลายรูปแบบความงาม มั่นใจช่วยสนับสนุนช่องทางออนไลน์ให้เป็นช่องทางที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างและรองรับความต้องการผู้หญิงในยุคดิจิตอล
นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมาแอมเวย์ยังคงเดินหน้าทำการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีอย่างต่อเนื่อง และจากการศึกษาพฤติกรรมผู้หญิงไทยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่และสาววัยทำงานให้ความสนใจเสาะหาข้อมูลความงามจากโลกดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสื่อที่ผู้หญิงให้ความเชื่อถือในการค้นหาข้อมูลความงามคือ สื่อนิตยสารและสื่อออนไลน์ ซึ่งเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีได้ปูพื้นฐานทำการตลาดออนไลน์ด้วยการแนะนำเว็บไซต์อาร์ทิสทรี ( www.artistry.co.th ) มาตั้งแต่ปี 2548 และก้าวสู่โลกสังคมออนไลน์ (Social Network) โดยแนะนำเฟซบุ๊คอาร์ทิสทรีเมื่อปีที่ผ่านมา
“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อาร์ทิสทรีได้ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความงามได้อย่างง่ายดายและสร้างความใกล้ชิดเชื่อมโยงกับสังคมเฟซบุ๊คมากขึ้น จึงได้รับเสียงตอบรับจากสาวๆเป็นอย่างดี โดยประสบความสำเร็จจากจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาเดือนละกว่า 34,700 ราย มียอดใช้บริการเดือนละ 360,000 ฮิต (hit) และมีจำนวนแฟนเพจในเฟซบุ๊คเมื่อเดือนพฤษภาคมถึง 16,430 ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 37% ดังนั้น เพื่อตอบสนองสมาชิกแบรนด์อาร์ทิสทรีและขยายการทำตลาดออนไลน์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงแนะนำโปรแกรมแต่งหน้าเสมือนจริง “อาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์” บนเว็บไซต์ขึ้น” นางรัตนากล่าว
นางรัตนากล่าวต่อไปว่า โปรแกรมแต่งหน้าออนไลน์นี้ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรความสวยได้ในแบบที่ต้องการ วิธีการง่ายๆ เพียงแค่คลิกอัพโหลดรูปหน้าตนเองหรือจะเลือกเป็นรูปนางแบบ แล้วเลือกแต่งเติมเมคอัพให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ดวงตา พวงแก้ม คิ้ว ริมฝีปาก เพื่อค้นหาสีสันและสไตล์การแต่งหน้าที่ต้องการ ตลอดจนสามารถเลือกทรงผมที่ดูเหมาะกับตนเองมากที่สุด เมื่อสวยถูกใจแล้วก็สามารถคลิกเชื่อมโยงไปสู่การสั่งซื้อออนไลน์ได้ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่อาร์ทิสทรีคิดค้นเพื่อตอบรับความต้องการของผู้หญิงที่มักประสบปัญหาในการเลือกสีสันของเมคอัพตลอดจนทรงผมและสีผมให้เหมาะกับตนเอง ทั้งยังเป็นบริการใหม่ที่เข้ากับเทรนด์ผู้หญิงวัยเริ่มทำงานในยุคดิจิตอลที่ใช้เวลาบนสังคมออนไลน์มากขึ้นรวมถึงการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก
“นอกจากนั้น โปรแกรมอาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์ ยังเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการขยายตลาดของนักธุรกิจแอมเวย์ โดยสามารถแนะนำลูกค้าให้ทดลองเมคอัพจนเกิดความพึงพอใจก่อนการสั่งซื้อได้ จากการทำตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี บริษัทมั่นใจว่าแอมเวย์จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 7-10% ในปีนี้ โดยจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ประมาณ 5% และจากยอดขายรวมแบ่งเป็นสัดส่วนของเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีประมาณ 20% เรามั่นใจว่า จะยังยืนหยัดครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางเพรสทีจที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย” นางรัตนากล่าวในที่สุด
โปรแกรม “อาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์” เปิดให้บริการแล้ววันนี้ทาง www.artistry.co.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: เวิรฟ
พรชนันท์ มงคลกุล (กิฟท์) โทร.0-2204-8223
วรญา มณีวรรณ (เพชร) โทร. 0-2204-8229

ที่มา : ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

 

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาวียองซ์ Grow Together โตไปด้วยกัน



สุชาดา ธีรวชิรกุล กรรมการผู้จัดการ อาวียองซ์ ภาคธุรกิจผลิตภัณฑ์ชั้นสูง บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด จัดงาน “Grow Together โตไปด้วยกัน” แนะนำธุรกิจอาวียองซ์ในรุปแบบหลากหลายช่องทาง ให้กับผู้ที่มีความมุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของชีวิต พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์ดีๆ จากผู้บริหาร อาวียองซ์ รวมถึงผู้ร่วมธุรกิจที่ประสพความสำเร็จทั้งเจ็ดรหัส ที่มาร่วมแบ่งปันแง่คิด และถ่ายทอดประสบการณ์ดีๆ ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด โทร 02-434-8300, 02-434-8547
สุจินดา, แสงนภา ,อริสา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

‘เนเจอร์โนวา’ ไม่ยอมตลาดกรุง เดินเครื่องปั๊มสินค้า ชักธงห้างยาสู้

ข่าวเนเจอร์โนวา

การจัดงานในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ ให้เห็นว่าเนเจอร์โนวาสามารถทำให้สมาชิก ในองค์กรเติบโต และสามารถก้าวสู่ตำแหน่ง ระดับผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเติบโตของสมาชิก เกิน 10% และในปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกทั้งสิ้น 7 พันคน และผมตั้งเป้าว่าภายในปีนี้ต้องมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเท่าตัวคือ ประมาณ 15,000 คน แม้อัตราการเติบโตบริษัท อาจ จะไม่หวือหวาเหมือนที่อื่น แต่ผมเชื่อว่า ณ ตอนนี้คนเริ่มที่จะรู้จักเนเจอร์โนวามากขึ้น
“ในปีนี้ทางบริษัทจะใช้แผนการตลาดที่มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์เนเจอร์โนวาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยสร้างความ ชัดเจนของความเป็นบริษัทในเครือ เกร็ทเตอร์ฟาร์ม่าอุยเฮง ที่มุ่งเน้นการให้สิ่งที่ดีกับผู้บริโภค และเป็นบริษัทผู้ผลิตยาที่ได้ รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ โดยทางบริษัทได้มีการกำหนดเป้าไว้ว่าต้องการยอดเท่าไหร่ แล้วกระจายไปสู่ภูมิภาค และจังหวัดว่าในแต่ละพื้นที่ต้องทำยอดให้ได้เท่าไหร่”
พร้อมกันนี้บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างฐานให้บริษัทอยู่ในธุรกิจนี้ในระยะยาว ไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในลักษณะ ไฟไหม้ฟาง โดยทางบริษัทจะมีการออกสินค้า ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ที่ไม่เหมือน กับบริษัทอื่น
นโยบายเชิงรุกของเนเจอร์โนวา บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพเป็นตัวนำตลาด เพื่อให้เกิดการบอกต่อ และนำมาซึ่งการเพิ่มฐานสมาชิก ในที่สุด เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างให้บริษัทอยู่ในธุรกิจนี้ในระยะยาว ไม่ใช่เป็น การทำธุรกิจในลักษณะไฟไหม้ฟาง แต่ต้องการให้ธุรกิจเป็นในลักษณะของไฟไหม้ ซุงมากกว่า
ซึ่งบริษัทจะมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ที่จะออกสินค้านำเทรนด์ผู้บริโภค เพื่อสร้างสุขภาพ ที่ดีและการป้องกันให้กับผู้บริโภค เนื่องจาก บริษัทมีความแข็งแกร่งของเกร็ทเตอร์ฟาร์ม่า ที่มีทีมวิจัยและพัฒนาสินค้า และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถประเมินสถานการณ์ด้านโรคภัย และแนวโน้มสุขภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้ ซึ่งบริษัทจะใช้จุดแข็งดังกล่าวในการผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เกิดขึ้น รวมทั้งนโยบายจะเปิดตัวสินค้าในกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ไม่ใช่สินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย
อีกทั้งบริษัทเกร็ทเตอร์ฟาร์ม่า ที่ผลิตสินค้าให้กับเนเจอร์โนวายังมีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทีมวิจัย และพัฒนาสินค้า และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถประเมินสถานการณ์ด้านโรคภัย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการผลิตสินค้า รวมทั้ง การผลักดันสินค้าในกลุ่มที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น และไม่ใช่สินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย
ทั้งนี้แผนการตลาดเชิงรุกในการสร้าง แบรนด์นั้น บริษัทได้มีการกิจกรรมการสนับสนุนด้านโปรโมชั่น และกิจกรรมต่างๆ ให้กับสมาชิกตลอดทั้งปี โดยทางบริษัทจะมุ่งเน้นที่ภาคกลาง และเขตปริมณฑล โดยคิดเป็น 70% ของยอดขายทั้งหมด เนื่อง จากถ้าแบรนด์เนเจอร์โนวาเป็นที่รู้จักในคนเมืองหลวงแล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายต่อการรับรู้หรือเป็นที่ยอมรับในต่างจังหวัด เนื่องจากมีการกระจายข่าวสาร กันไปแบบปากต่อปาก อีกทั้งระบบการจ่ายผลตอบแทน ของบริษัทจ่ายแบบยุติธรรม และสถานการณ์การเมืองไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ
“ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์สินค้าทั้งหมด 4 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มอาหาร เสริมเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีสัดส่วนสินค้าราว 40% กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 30% และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลและสินค้าในครัวเรือน 30% โดยแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนการขายเท่าๆ กัน และจากแผนการรุกตลาด ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ราว 100 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีรายได้ 50 ล้านบาท”
อนึ่ง ทางบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยน เครื่องมือภายในโรงงาน เพื่อให้มีความ ทันสมัยขึ้น สามารถผลิตสินค้าเพิ่มมาก ขึ้น และต้องการลดต้นทุนในการผลิต ขณะนี้ทางบริษัทได้หาตัวแทนการจำหน่าย สินค้าที่ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าไปขยายแบรนด์สินค้า และคาดว่าในอนาคตจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่ต้องการ ศึกษา หรือพิจารณาในหลายๆ ด้าน เนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1207 ประจำวันที่ 4-6-2011 ถึง 7-6-2011

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ข่าว 4ไล้ฟ์ ประกาศชื่อ งานประชุม 2555



วันที่ 6 มิถุนายน 2554 ณ.เมืองซอลล์ เลค ซิตี้มลรัฐยูท่าร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา 4ไล้ฟ์ยินดีที่จะประกาศชื่องานประชุมนานาชาติของ ในปี 2555: Passport to Freedom (หนังสือเดินทางสู่อิสรภาพ) ซึ่งคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานมากกว่า 8,000 คน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่18-21 เมษายน 2555

เทรนท์ เทนนี่ รองประธานอาวุโส ฝ่ายการตลาด กล่าวว่า: “Passport to Freedom จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้จำหน่าย 4ไล้ฟ์ ก้าวข้ามอุปสรรคและทำให้พวกเขาได้รับอิสรภาพตามวิถีชีวิตที่ตนเองต้องการ
4ไล้ฟ์ คือหนังสือเดินทาง และConvention2555 คือตราประทับแรกของคุณ!”

นี่เป็นงานประชุมนานาชาติครั้งแรกของบริษัทในมลรัฐเพนซิลวาเนีย ผู้อำนวยการการจัดงาน เลสลี่ ดันน์ กล่าวว่า: “มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รัฐเพนซิลวาเนียน่าสนใจ นอกเหนือไปจากจำนวนของผู้จำหน่ายที่มีจำนวนมากทางชายฝั่งตะวันออก เราต้องการที่จะจัดเวทีการประชุมนี้ในเมืองที่มีประเพณีแห่งความอิสระที่แข็งแกร่งมีหอประชุมแห่งอิสรภาพ ระฆังแห่งเสรีภาพ และอนุสรณ์สถานแห่งชาติเบนจามิน แฟรงค์กลิ้น เมืองนี้เหมาะสมกับPassport to Freedomอย่างที่สุด”

ฟิลาเดลเฟียคือเมืองใหญ่เป็นลำดับ 5 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนิวยอร์คประมาณ 80 ไมล์ หอประชุมแห่งอิสรภาพ คือที่ที่ผู้ก่อตั้งประเทศประกาศอิสรภาพ และรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

Passport to Freedom จะรวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่, การประชุมวิชาการทางวิทยาศาสตร์, การนำเสนอของผู้นำระดับแพลทตินั่ม อินเตอร์เนชั่นแนล ไดมอนด์, เครือข่ายทางสังคมต่างๆ, การประกาศเกียรติคุณของผู้จำหน่าย, ความบันเทิง, เครื่องมือในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และอื่นๆอีกมากมาย

ผู้ก่อตั้ง 4ไล้ฟ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดวิด ลิซันบี กล่าวว่า: “มีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จของคุณ ในการการเข้าร่วมงาน Passport to Freedom ,คือ จากสถิติได้แสดงให้เห็นว่าผู้คนที่เข้าร่วมประชุมนานาชาติมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าซึ่งผม และเบียงก้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับคุณ”


4ไล้ฟ์มีสำนักงานต่างๆใน 5 ทวีปทั่วโลก เพื่อบริการเครือข่ายธุรกิจให้กับผู้จำหน่าย4ไล้ฟ์ผ่านทางวิทยาศาสตร์ ความสำเร็จ และการบริการ

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม:
เคลวิน จอลลี่
รองประธานฝ่ายการสื่อสาร
4ไล้ฟ์ รีเสริ์ช สหรัฐอเมริกา
CalvinJolley@4life.com

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท 4ไล้ฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตามติดภารกิจ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย



จุดเริ่มต้น TSDA;
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันนี้มีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับวงการขายตรงไทยหลักๆ อยู่ 3 สมาคม นั่นคือ สมาคมการขายตรงไทย  - Thai Direct Selling Association (TDSA) สมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย - Thai Direct Sell Industry Association (TDIA) และสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย – Thai Direct Selling Development  Association (TSDA) ซึ่งสมาคมหลังสุด เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2553 ที่ผ่านมา
แม้หลายคนอาจมองว่า สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เป็นแหล่งรวมของพลพรรคจากค่ายไบนารี่ แต่ว่าแท้จริงแล้ว ทางสมาคมนี้ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าบริษัทขายตรงที่ใช้แผนการตลาดแบบอื่นๆ จะไม่สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้
เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งสมาคมใหม่ขึ้นนั้น เป็นไปโดยเจตนารมณ์เพื่อยกระดับวงการขายตรงไทยล้วนๆ
หากให้ร่ายกันเป็นข้อๆ ก็คือ สมาคมนี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาวงการขายตรงไทย ให้ทัดเทียมเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ภาครัฐ และสาธารณชน สนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกแก้ไขอุปสรรค ข้อขัดข้อง ทำวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิสาหกิจประเภทที่อยู่ในวัตถุประสงค์ แลกเปลี่ยนเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการ ส่งเสริมการขายสินค้าของสมาชิกให้เข้ามาตรฐาน ร่วมมือกับรัฐ นิติบุคคล ในการส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม การเงิน วางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ เพื่อให้การประกอบวิสาหกิจตรงตามวัตถุประสงค์ และดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ปกป้อง คุ้มครองสมาชิกของสมาคมผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย สวัสดิการ รักษา ไว้ซึ่งมาตรฐานอันดีงามในการปฏิบัติหน้าที่
หันมาดูหัวหอกในการนำสมาคมนี้ เริ่มต้นจาก นายกสมาคม “อนุวัฒน์ ธรมธัช” อดีตเลขาธิการ สคบ. อุปนายกสมาคม “พล.ต.ต สุชาติ กาญจนวิเศษ” อดีตผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนคดีทางเศรษฐกิจ ส่วนตำแหน่งเลขาสมาคมซึ่งเปรียบเสมือนแม่บ้าน ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริษัทจอย แอนด์ คอยน์ เรียกว่าไล่มาตั้งแต่นายกสมาคม อุปนายกสมาคม และเลขาสมาคม ล้วนยกทัพมาจากค่ายจอย แอนด์ คอยน์ ทั้งสิ้น
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อพิจารณาจากคุณวุฒิและวัยวุฒิของทั้ง 3 ท่าน ตัวนายกสมาคมเองนั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรง อีกทั้งเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เกิดกฏหมายขายตรงขึ้น ด้านอุปนายกสมาคม คือ พล.ต.ต.สุชาติ  ก็เรียกว่าทำงานเข้าขากับนายกฯ อนุวัฒน์ ตั้งแต่สมัยเป็นเลขาสคบ.มาก่อน และสำหรับตำแหน่งเลขาสมาคม ซึ่งมี ดร.สมชาย นั่งแท่นนั้น ก็เป็นผู้ประกอบการที่ผ่านสมรภูมิขายตรงมานานหลายปี เมื่อทั้ง 3 ผสานมาทำงานร่วมกันภายใต้ “สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย” ประสบการณ์ที่ทุกคนสั่งสม คงนำมาใช้พัฒนาวงการขายตรงไทยให้เกิดประโยชน์ได้แน่

เดินหน้าพบภาครัฐ;
สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เริ่มงานแรกด้วยการเข้าพบ “นิโรธ เจริญประกอบ” เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) โดยไปเพื่อชี้แจงถึงวัตถุประสงค์การก่อตั้งสมาคม และแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้แก่ธุรกิจขายตรงไทย ทั้งนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขานรับนโยบายสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นับเป็นก้าวแรกของสมาคม ที่ได้แสดงเจตนาอย่างแน่วแน่ ว่าต้องการมีส่วนช่วยยกระดับวงการขายตรงไทย
แม้จะเป็นสมาคมใหม่ ที่อาจจะยังไม่สามารถช่วงชิงความสนใจ และยึดพื้นที่สื่อได้มากมายเท่าใดนัก ทว่าสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ยังออกเดินสายพบปะภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
คล้อยหลังการเข้าพบเลขา สคบ.ได้ไม่ทันไร สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นำโดย นายกฯ อนุวัฒน์ คนเดิม ก็ได้นำคณะกรรมการกว่า 10 ชีวิต เข้าพบ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งการไปก็ไม่ต่างจากครั้งที่แล้ว นั่นคือไปเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของสมาคม รวมถึงยืนยันในการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แสดงความโปร่งใสในการดำเนินงานภายใต้การดูแลของสมาคม และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
นอกจากการเข้าพบอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว ทางสมาคมฯ ยังรุกคืบต่อด้วยการไปพบ “สรรเสริญ ปาลวัฒน์วิไชย์” รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ “พันเอกปิยะวัฒน์ กิ่งเกตุ” ผู้บัญชาการสำนักคดีพิเศษ เพื่อตอกย้ำความตั้งใจจริง ในการประสานความร่วมมือกับภาครัฐอีกครั้ง
ความร่วมมือกับ บกปคบ;
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ก็มีโอกาสได้เข้าพบ “พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์”ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจากการพบปะหารือกันในครั้งนี้ ทำให้เกิดที่มาของการจัดประชุมสัมมนา ว่าด้วย “การแนะนำแนวทางการปฏิบัติงานแก่
ข้าราชการตำรวจ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค และธุรกิจขายตรงไทย” ซึ่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีหน้าเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และธุรกิจขายตรงโดยตรง
ในวันนั้นยังมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค “ภูวเนศวร์ เนียมมีศรี” นิติกรชำนาญการ ได้มาบรรยายและให้ความรู้แก่ข้าราชการตำรวจ พร้อมกับกล่าวแสดงความคิดเห็นถึงการจัดงานในครั้งนั้นว่า “เห็นบทบาทของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยในความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการแล้วก็ต้องขอบคุณและขอชื่นชมจากใจจริง”
โดยทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่ในการดูแล ตรวจสอบและให้การสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งหวังว่าภาคเอกชน จะได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ และภาครัฐเองก็น่าจะมีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว การทำงานย่อมเกิดประสิทธิภาพ ธุรกิจขายตรงที่ดี ก็ย่อมได้รับการสนับสนุนให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ข้ามฝั่งมาที่นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย “อนุวัฒน์ ธรมธัช” ที่แม้จะเดินสายค่อนข้างถี่ แต่คงแฮ็ปปี้มากกว่าเหนื่อย เมื่อกิจกรรมของสมาคม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องแทบทุกหน่วยงาน
“มันเป็นนิมิตหมายใหม่ที่ภาคเอกชนโดยสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยร่วมมือกับภาครัฐคือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แนวทางแก่ตำรวจเกี่ยวกับการขายตรงการตลาดแบบตรงและการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งสมาคมรู้สึกยินดีมากที่ได้มาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะนำความรู้เหล่านี้ไปดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง” อนุวัฒน์กล่าว
นายกฯอนุวัฒน์ บอกอีกว่า ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ยังมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงไม่มากที่ควร ซึ่งการดำเนินการจับกุมในบางครั้ง ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ธุรกิจ ไม่เฉพาะแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น หากแต่เสียหายไปถึงผู้บริโภค รวมถึงนักธุรกิจอิสระจำนวนมากสืบเนื่องจากธุรกิจขายตรง ที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องจากสคบ.ถือว่ามี พรบ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง คุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ดำเนินการจ่ายผลตอบแทนผิดรูปแบบตามที่จดทะเบียนไว้ หรือเปลี่ยนแผนแต่ได้แจ้ง สคบ.แล้ว แนวทางดำเนินการของอัยการสูงสุด ให้พิจารณาโดยใช้กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง ไม่ใช่ไปใช้กฎหมายอาญาเข้าจับกุม ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยราชการอาจไม่รู้ดีเท่าที่ควร
อนุวัฒน์ ยืนยันว่า ยินดีให้ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ซึ่งสมาคมฯ คาดหวังให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสืบสวน จับกุม ดำเนินการไปตามกฎหมายที่ถูกต้อง แต่หากบริษัทไหนที่ทำผิดทั้งกฎหมายขายตรง และกฎหมายอาญา หรือผิด พรก.การกู้ยืมเงินและกู้ฉ้อโกงประชาชน ก็สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย สมาคมจะไม่ปกป้องผู้ที่ทำผิดกฎหมาย แต่จะปกป้องสมาชิกที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง
ด้านเลขาธิการสมาคมอย่าง ดร.สมชาย หัชลีฬหา การร่วมจัดสัมมนากับภาครัฐในวันนี้ สิ่งที่คาดหวังไว้สูงสุดก็คือ ความเข้าใจที่มากขึ้น เจ้าหน้าที่เห็นถึงแนวทางของขายตรง ว่าเขาทำกันอย่างไรจึงถือว่าเป็นขายตรงที่ดี พร้อมสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ ถึงวิธีการทำงานอย่างไรไม่ให้ละเมิด หรืออะไรที่ควรเข้าไปดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำความผิด
ต้องยอมรับว่า พัฒนาการธุรกิจขายตรงในส่วนของการตลาดมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปเสนอแก่ผู้บริโภค หากแต่วิธีการนำเสนอ แผนการตลาด กลยุทธ์ใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น การสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจ ย่อมมีส่วนช่วยให้ธุรกิจขายตรง มีวิวัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น
อีกหนึ่งทหารเสือจากจอย แอนด์ คอยน์ “พล.ต.ต. สุชาติ กาญจนวิเศษ” ซึ่งสวมหมวกอีกใบในฐานะ อุปนายกสมาคม นับเป็นหนึ่งคีย์แมนคนสำคัญ ผู้มีส่วนในการประสานงานสิบทิศกับภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานตำรวจ ที่เขาอาศัยคอนเน็คชั่นเก่า สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน
“หลายครั้งที่เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลธุรกิจขายตรงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ชัดเจนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการสมาคมจึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาทำความเข้าใจในธุรกิจขายตรงและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันเพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยเจตนารมณ์อันดีย่อมท้อถอยและได้รับความเสียหายจนส่งผลให้เกิดความชะงักงันของเศรษฐกิจในประเทศ”
“สิ่งที่ทางสมาคมดำเนินการเรื่อยมานั้นอย่างน้อยๆก็เป็นการชี้แนวทางให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมโดยเฉพาะในแง่มุมที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการทำงานอย่างมีหลักเกณฑ์ให้เป็นการป้องกันปราบปรามดูแลและสนับสนุนธุรกิจขายตรงในเวลาเดียวกัน” พล.ต.ต.สุชาติกล่าว
เห็นภารกิจที่ “สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย” ได้พยายามทำเพื่อยกระดับวงการขายตรงไทยแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยไว เพราะการทำสิ่งดีๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกค่าย เลือกแผน เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นแผนการตลาดแบบใด หากตั้งใจทำธุรกิจที่สวยงาม บนพื้นฐานของความถูกต้อง และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ก็ย่อมสมควรได้รับการสนับสนุน อย่าลืมว่าหากวงการนี้มีภาพลักษณ์ที่ดีตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทุกคน ทุกค่าย ทุกแผนการตลาด ที่เวียนว่ายอยู่ในวงจรธุรกิจเครือข่าย ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ไปตามๆ กันไม่ใช่หรือ?

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 298 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2554

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาร์ทิสทรี ตอบเทรนด์ สาวเอเชีย มอบ แป้งรองพื้น เพื่อ ผิวสวยกระจ่างใส



เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์ตอบเทรนด์สาวเอเชีย มอบผิวเนียนกระจ่างใสด้วยอาร์ทิสทรี เพียว ไวท์ พาวเดอร์ ฟาวน์เดชั่น เอสพีเอฟ 28 พีเอ+++ (ARTISTRY Pure White Powder Foundation SPF 28PA+++) แป้งแข็งผสมรองพื้นที่ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสด้วยอนุพันธ์วิตามินซีและส่วนผสมทรงประสิทธิภาพ จากสูตรผสมพิเศษ True-to-skin อณูแป้งเนื้อละเอียด ช่วยให้เกลี่ยง่าย สีผิวที่ได้จึงดูสวย สม่ำเสมอ ผนวกกับเทคโนโลยีการกระจายแสงบนผิว Second Skin Powder เพื่อทำให้ริ้วรอยและจุดด่างดำแลดูเลือนลง ผิวจึงเนียนกระจ่างใส ชวนมอง นอกจากนั้น ยังมีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดทรงประสิทธิภาพ SPF 28 PA+++ ที่ช่วยปกป้องผิวสวยจากรังสี UVA/UVB สาเหตุของการเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำ

อาร์ทิสทรี เพียว ไวท์ พาวเดอร์ ฟาวน์เดชั่น เอสพีเอฟ 28 พีเอ+++ ผ่านการทดสอบอาการแพ้จากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแล้วว่า ไม่ทำให้รูขุมขนอุดตันและไม่ก่อให้เกิดสิว ผ่านการทดสอบกับผิวแพ้ง่าย รับประกันความพอใจ ยินดีคืนเงิน ราคารีฟิลล์พร้อมตลับบรรจุ 2,075 บาท ราคาสมาชิกเพียง 1,660 บาท

เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้ สนใจสั่งซื้อได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ www.amwayshopping.com หรือwww.facebook.com/artistrythailand
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: เวิรฟ

พรชนันท์ มงคลกุล (กิฟท์) โทร.0-2204-8223

วรญา มณีวรรณ (เพชร) โทร. 0-2204-8229

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com

 

บีฮิบ ได้ฤกษ์โหมโรง ตลาดไทย ชูแผนไบนารี่จ่าย 4 ทางสู้ศึก จับตาขายตรง ครึ่งหลังแข่งดุ



บีฮิบ  ไฟเขียว  ได้ใบอนุญาต  สคบ.ผ่านฉลุย  ดีเดย์พร้อมกัน  26  มิถุนายนนี้  ประกาศทิศทางบีฮิบชัดเจน  พร้อมใช้สูตรสำเร็จกับแผนไบนารี่จ่าย  4  ทางไม่แพ้ค่ายอื่น  ย้ำชัดช่วงแรกปักธงรบพื้นที่กรุงเทพฯก่อนย้ายไปภาคอื่น  ขณะที่ภาพรวมขายตรงครึ่งปีหลังแข่งเดือด  ผู้ประกอบการพาเหรดเปิดตัวอีกเพียบ  งัดสงครามโปรโมชั่น  และแผนโบนัสจูงใจ

นายชัยวัฒน์  ชัยจินดาวัธน์  ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท  บีฮิบ  (ไทยแลนด์)  จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้นจากสหรัฐอเมริกา  กล่าวกับ  “ดอกเบี้ยธุรกิจ”  ว่าหลังบริษัทได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  หรือ  สคบ.ตั้งแต่วันที่  4  พฤษภาคม  2554  ที่ผ่านมา  ล่าสุดบริษัทได้เตรียมแผนงานเพื่อเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการในวันที่  26  มิถุนายนที่จะถึงนี้  โดยเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มเสริมอาหารไฟเบอร์  และกลุ่มสกินแคร์  ขณะที่สินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มเสริมอาหารซุปเปอร์ฟรุตแบรนด์มาคี  (Maqui)  ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากคณะกรรมการอาหารและยา  คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานในการตรวจสอบสินค้า

ทั้งนี้การเปิดตลาดบีฮิบในไทยถือเป็นประเทศที่  3  ในเอเชีย  หลังจากก่อนหน้านี้เปิดตลาดฮ่องกงเป็นแห่งแรก  และมาเลเซียเป็นแห่งที่  2  ดังนั้นการวางแผนทำตลาดของบริษัทจากนี้ไปจะเน้นแผนจัดอบรมให้ความรู้กับสมาชิก  ทั้งในด้านแผนการทำธุรกิจ  และการให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้ากับสมาชิกและผู้นำ  โดยในเบื้องต้นจะโฟกัสพื้นที่กรุงเทพก่อนที่จะไปยังภูมิภาคอื่นๆ  ส่วนการเปิดตัวเว็บไซต์บีฮิบที่พัฒนาเป็นภาษาไทยนั้นจะเริ่มใช้ได้ต้นเดือนกรกฎาคมนี้

ในส่วนของแผนการจ่ายผลตอบแทน  บริษัทจะใช้แผนผสม  แบบไบนารี่  ซึ่งไม่ต่างจากบริษัทอื่นๆทั่วไป  ที่ใช้แผนในการล่อใจสมาชิก  โดยแผนการจ่ายผลตอบแทนแบ่งเป็น  3  ระดับ  เริ่มจากช่วงเริ่มต้น  จ่าย  30-35%  ของรายได้  ช่วงกลางจ่าย  40%  และช่วงบนจ่าย  25%  โดยจะเน้นระดับเริ่มต้นที่เพิ่งทำงานให้ทำงานได้  ขณะที่แผนการจ่ายรายได้แบ่งเป็น  4  ระดับ  ได้แก่1.โบนัส  สปอนเซอร์  2.โบนัสสร้างผู้นำระดับกลาง  3.โบนัสยอดวอลุ่มของกลุ่ม  และ4.โบนัสผู้นำ

นอกจากนี้สมาชิกใหม่จะต้องเสียค่าสมัครสมาชิก  350  บาท  โดยบริษัทจะมีประกันชีวิตให้กับสมาชิก  ซึ่งการรักษาตำแหน่งในแต่ละเดือนนั้นจะต้องทำยอดให้ได้  1,400  บาท  และหากสมาชิกไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ  ในช่วง  6  เดือนบริษัทจะถือว่าขาดการเป็นสมาชิก

“ถามว่าทำไมผมถึงตัดสินใจเข้ามาบริหารงานให้บีฮิบ  เพราะว่าบีฮิบให้สิทธิ์ในการบริหารงานได้อย่างเต็มที่  ฉะนั้นหลังงานเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการแล้ว  จนถึงสิ้นปีบีฮิบจะทำยอดขายได้เท่าไหร่นั้นเป็นตัวเลขที่คิดไว้แล้ว  แต่ยังไม่อยากบอก  เรื่องนี้ต้องรอลุ้นอีกทีช่วงปลายปี”  นายชัยวัฒน์  กล่าว

อย่างไรก็ดีทิศทางตลาดขายตรงในช่วงครึ่งหลังของปี  บริษัทมองว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์สูงสุด  จากผู้ประกอบการรายใหม่อย่างบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาเปิดตลาดไทยเพิ่มขึ้น  ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น  แบ่งเป็นการแข่งขัน  2  ด้านคือ  การดึงสินค้าดีมีคุณภาพเข้ามาทำตลาด  และการดึงแผนการจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดใจสมาชิก

ดังนั้นทิศทางตลาดขายตรงในช่วงปลายปี  ทุกค่ายจะให้ความสนใจกิจกรรมการตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจ  ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่  การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย  ส่งผลให้เกิดปัญหาการดึงผู้นำจากค่ายนั้นๆไป  โดยเฉพาะผู้นำระดับกลาง  ที่จะสนใจบริษัทเปิดใหม่  ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำระดับกลางมากกว่าระดับสูงที่จะเปลี่ยนค่ายไปอยู่ที่ใหม่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.dbbnews.com