ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวโมรินดา (Morinda) : ‘มร.จอห์น’ลั่น!พร้อมสนับสนุนโมรินดาเอเชีย เร่งปูพรมกลยุทธ์ใหม่พื้นที่สีขาวสร้างการรับรู้







JohnW (Mobile)

 


บริษัทแม่โมรินดา เดินหน้าประกาศจุดยืนธุรกิจ พร้อมสนับสนุนตลาดเอเชียทุกรูปแบบ ชี้วันนี้ตลาดโมรินดาที่เข้มแข็งที่สุดอยู่ที่ยุโรปและเอเชีย...ล่าสุดเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกเครือข่ายทั่วโลกด้วยกลยุทธ์พื้นที่สีขาว (White space) หวังเข้าถึงพื้นที่กลุ่มใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้…แย้มในอนาคตเตรียมดันโรงงานในจีนส่งสินค้าไปยังทวีปเอเชียทั้งหมด


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทโมรินดา เผยถึงนโยบายหลักในการทำตลาดเมืองไทยว่า บริษัทแม่พร้อมที่จะสนับสนุนโมรินดาในประเทศไทยทุกรูปแบบทั้งในเรื่องของสินค้า การจัดประชุมต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญ ต้องบอกว่าตลาดทั่วโลกของโมรินดา ค่อนข้างที่จะมีความเข้มแข็งอย่างมากโดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, มาเลเซีย และไทย และการที่โมรินดามีสำนักงานในหลายๆ ประเทศนี่เอง ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าในตลาดเอเชียน่าที่จะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ค่อนข้างเติบโตอย่างต่อเนื่องแน่นอน


“ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า โมรินดาถือกำเนิดขึ้นจากการค้นคว้าวิจัยเพื่อส่งมอบคุณค่าทางธรรมชาติให้กับผู้คนทั่วโลก ไม่ใช่ความคิดทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ เรื่องอื่นๆ เป็นสิ่งที่ตามมา จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 17 ปี ที่โมรินดายังคงสานต่อพันธกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีนักวิจัยและพัฒนาสินค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เราก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ และยังได้สร้างมิลเลี่ยนแนร์คลับอย่างต่อเนื่องมากกว่า 250 คนทั่วโลกอีกด้วย”


มร.จอห์น ยังกล่าวถึงทิศทางของโมรินดาในเอเชียอีกว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา โมรินดาได้ประกาศว่าจะสร้างโรงงานในเอเชีย ซึ่งขณะนี้โรงงานดังกล่าวได้สร้างขึ้นแล้ว โดยอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งที่จีนจะเป็นเสมือนศูนย์กระจายและจัดส่งสินค้าของโมรินดาอีกทางหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในส่วนของสินค้าโมรินดาที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยนั้น ขณะนี้ยังคงเป็นการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดิม


ส่วนแผนงานในอนาคตกับโรงงานที่ประเทศจีนนั้น ทางโมรินดามีแผนที่จะส่งสินค้าไปยังทวีปเอเชียทั้งหมดด้วย ส่วนจะเป็นช่วงเวลาไหนนั้น ต้องดูถึงความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันโมรินดามีประเทศที่บรรจุสินค้าส่งไปยังประเทศต่างๆ อยู่ 3 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน


“สำหรับในประเทศจีนนั้น ได้มีการทำการเปิดมาแล้ว 7 ปี ซึ่งในช่วง 7 ปีที่ผ่านมานั้น ที่จีนไม่ได้เป็นในลักษณะของ MLM แต่จะเป็นในลักษณะของการจำหน่ายมากกว่า โดยเป็นการขายแบบปลีกและขายส่งควบคู่กัน ซึ่งตลาดในประเทศจีนหากเทียบกับแต่ละประเทศแล้ว จีนค่อนข้างเติบโตเร็วมาก ซึ่งที่ผ่านมา ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าโมรินดาที่ประสบความสำเร็จได้ส่วนหนึ่งก็มาจากประเทศจีน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การทำตลาดโมรินดาในประเทศจีน ทางบริษัทแม่จึงเน้นที่การทำตลาดที่ถูกต้อง เพราะค่อนข้างที่จะคาดหวังหวังกับตลาดในประเทศดังกล่าวนั่นเอง”


ปัจจุบันยอดขายโมรินดาในทวีปเอเชียที่สูงสุดนั้นอยู่ที่ อันดับ 1 ประเทศญี่ปุ่น อันดับที่ 2 ประเทศจีน และอันดับที่ 3 ยอดขายในแต่และประเทศค่อนข้างใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย ,ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย,สิงคโปร์ เป็นต้น


ประธานบริษัทโมรินดา กล่าวอีกว่า สิ่งที่โมรินดามีแผนที่จะทำต่อจากนี้คือ การประชา สัมพันธ์ TruAge ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ให้ได้มากที่สุด โดยในช่วงที่ผ่านมา ทางโมรินดาได้มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าวไปบ้างแล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นในลักษณะของโมบายแคมเปญ เพื่อให้คนได้รับรู้ถึง TruAge มากขึ้น


นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวเสริมอีกว่า ขณะนี้ TruAge เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นหัวข้อของการสนทนาในทุกๆวัน ในทุกๆประเทศ เราเห็นการเตือนผู้คนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของ AGE ที่เป็นหัวข้อและการค้นพบคำตอบใหม่ๆ ด้านสุขภาพในยุคสมัยนี้ เราเห็นรายการข่าวโทรทัศน์ สารคดีต่างๆ ผู้สื่อข่าวสุขภาพ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ บล็อคและเว็ปไซต์ที่ลงข้อความนี้ และความกระตือรือร้นในการเผยแพร่ข้อความนี้ไปยังผู้เข้าชมและผู้อ่าน เราเห็นภาพเพื่อนสนิทและสมาชิกในครอบรัว เพื่อนร่วมงานและเพื่อนบ้าน เริ่มตระหนักถึง AGE และเป็นหัวข้อการสนทนาในงานสังสรรค์ต่างๆ ในสังคม ในการประชุม ประสานงาน การสนทนาที่ทำงาน และการสนทนาส่วนตัว


“เห็นได้ชัดเจนว่า AGE เริ่มเป็นประเด็นหลัก ผู้คนเริ่มตระหนักถึง AGE มากขึ้น พวกเขาเริ่มเปลี่ยนวีธีการรับประทานและนิสัยส่วนตัวอื่นๆ เพื่อจัดการกับระดับ AGE เครื่อง TruAge Scanner เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น และค่อยๆมีจำนวนหลายร้อย หลายพันคนในแต่ละตลาด และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น การได้รู้ระดับ AGE เริ่มเป็นสิ่งที่สำคัญกับทุก ๆ คน เหมือนกับการรู้ค่าความดันเลือด, คอเลสตอรอล และน้ำตาลในเลือด หรือ ค่าดัชนีมวลกาย”


นางวิภารัตน์ เสริมอีกว่า โมรินดาทั่วโลกยังคงเดินหน้าเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ AGE อย่างต่อเนื่อง กิจกรรมต่างๆถูกส่งต่อไปยังผู้คนจากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน ขยายไปเรื่อยๆทะลุหลักล้านคน จนล่าสุดวีดีโอชุด TruAge ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ TruAge.com และช่องทางอื่นๆ ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัล GOLD STEVIE @ WINNER จากเวที International Business Awardsและจะขึ้นรับรางวัลดังกล่าวในวันที่ 14 ตุลาคม ที่เมืองบาเซโลน่า ประเทศสเปน


นอกจากนี้ มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทโมรินดา ยังกล่าวถึงทิศทางของโมรินดาในทวีปเอเชียอีกว่า โมรินดาบริษัทแม่ยังมีแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งในแต่ละประเทศที่โมรินดามีสำนักงานอยู่ในทวีปเอเชียอีกด้วย อาทิ จีน, อินโดนีเซีย, ไทย เป็นต้น โดยปัจจุบันโมรินดามีสำนักงานอยู่ 36 ประเทศด้วยกัน ที่สำคัญ โมรินดา ยังมีแผนที่จะขยายออฟฟิศอีกหนึ่งแห่งในประเทศเกาหลีอีกด้วย จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 1 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดในประเทศเกาหลีค่อนข้างที่จะได้รับการตอบรับที่ดีนั่นเอง


พร้อมกันนี้ ยังได้มีแผนการสร้างกลยุทธ์ที่เรียกว่าพื้นที่สีขาว (White space) ในพื้นที่ที่ทางโมรินดายังเข้าไปไม่ถึง เพื่อสร้างการรับรู้อีกด้วย โดยกลยุทธ์ดังกล่าวได้มีการเริ่มใช้ไปบางแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มีการเข้าไปรุกในพื้นที่ภาคอีสานบ้างแล้ว อาทิ นครราชสีมา, นครพนม, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ได้เน้นในส่วนของกลยุทธ์พื้นที่สีขาว (White space) ในประเทศไทยมากนัก โดยจะเป็นการเน้นในเรื่องของการสร้างการรับรู้ของ AGE เสียมากกว่าก่อน


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ‘แอมเวย์’รุกหนักตลาดเครื่องกรองอีสปริง ตั้งเป้าสิ้นปี2.3พันล.ตอกย้ำตำแหน่งแชมป์







รัตนา-ชาญนรา-2 (Mobile)

 


“แอมเวย์” แจงยอดขายเครื่องกรองน้ำอีสปริง 8 เดือนเติบโตเพิ่มขึ้น 10% พร้อมทุ่มงบ 80 ล้านทำตลาด พ่วงด้วยกลยุทธ์ 3 ข้อ “เน้นอบรม-บริการหลังการขาย-อัดโปรโมชั่น” ดันธุรกิจ หวังครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยยอด 2,300 ล้าน...ย้ำรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แน่นอน


เปิดเกมรุกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ สำหรับสินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริงจากค่าย “แอมเวย์” ซึ่งต้องบอกว่า สินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าของค่ายแอมเวย์ ที่ค่ายนี้ต้องการจะรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำ


ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นั่นเอง


ทั้งนี้ ทางด้านนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงของแอมเวย์ ยังเติบโตในอัตรา 10% โดยคาดว่าในสิ้นปีนี้ จะสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 2,300 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ประสบความสำเร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยกัน โดยกลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศมีสัดส่วนยอดขาย19% ของยอดขายรวมทั้งบริษัท กลุ่มอาหารเสริมมีสัดส่วน 36% และสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง มีสัดส่วน 17%


ปัจจุบันเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ โดยวางแผนจัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับการซื้อตัวเครื่องใหม่และสำหรับการเปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม ด้วยการเน้นกลยุทธ์ในการทำตลาด 3 ข้อหลัก ได้แก่


1. การอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่นักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้รู้จริงและสามารถบอกความแตกต่างของเครื่องกรองน้ำอีสปริงกับคู่แข่งได้อย่างชัดเจน พร้อมชูจุดขายความเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพและมียอดขายสูงสุดทั้งในระดับโลกและในเมืองไทย


2. เน้นการบริการหลังการขาย ด้วยจุดเด่น ที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกปัญหาของลูกค้า


3. โปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการผ่อน 0% นาน 10 เดือน เป็นต้น


นางรัตนา กล่าวอีกว่า จากผลสำรวจเทรนด์สุขภาพของคนไทยในปีนี้ พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน หันมาใส่ใจในรายละเอียดการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของน้ำดื่มภายในบ้านที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ดังนั้น การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ตอบโจทย์ในจุดนี้ จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจหันมา ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 นี้ คาดว่าตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนจะมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท


“สำหรับประเทศไทย แอมเวย์เป็นผู้บุกเบิกตลาดเครื่องกรองน้ำมาตั้งแต่ปี 2538 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดียิ่ง จนปัจจุบันสามารถจำหน่ายเครื่องกรองน้ำจากแอมเวย์แก่ครัวเรือนคนไทยมากกว่า 600,000 เครื่อง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ คิดค้นและพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับสภาพของน้ำในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้เครื่องกรองน้ำอีสปริงได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมียอดขายเครื่องกรองน้ำทั่วโลก 590,000 เครื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนติดต่อกันเป็นปีที่ 4”


นางรัตนา เสริมต่ออีกว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ได้คุณภาพมาตรฐาน นอกเหนือจากรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสสุดท้ายแล้ว แอมเวย์จะเน้นการสื่อสารออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของอีสปริงง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงและวางผังเว็บไซต์ www.espring.co.th ใหม่ พร้อมกิจกรรมต่างๆ บนเฟซบุ๊คอีสปริงประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าจากการค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์มีความสำคัญมากในการช่วยให้ลูกค้าสามารถหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมถึงสามารถสื่อสารกับแอมเวย์ผ่านช่องทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเจอเนสส์ (Jeunesse Thailand) : "เจอเนสส์" นำทัพสมาชิกขายตรงกว่า 8,000 คน ประชุมระดับโลกในไทย หลังได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บ







iqc43b14ea0c68d700bb743acd620b4356 (Mobile)

 


เจอเนสส์ โกลบอล ธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่มีการเติบโตสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประกาศนำทัพผู้แทนขายตรง กว่า 8,000 คนจากทั่วโลก ร่วมงาน “Jeunesse Expo Thailand” งานประชุมประจำปีระดับโลกในไทย 3-6 ตุลาคมนี้ ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช รอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ในแคมเปญ “Mega Events … Sustainable Challenge”


มร. สก็อต เอ. ลิวอิส Chief Visionary Officer และประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล เปิดเผยกล่าวว่า “ธุรกิจของเจอเนสส์ โกลบอล ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก และประเทศไทยเป็นประเทศที่ธุรกิจของเรามีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยมีอัตราการเติบโตเกินกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่เราเปิดดำเนินธุรกิจในไทยมาตั้งแต่พ.ศ. 2554


“ดังนั้น ในการพิจารณาเลือกสถานที่จัดการประชุมนานาชาติครั้งแรกของเจอเนสส์ในภูมิภาคนี้ เราจึงได้เลือก ที่จะมาจัดงานในประเทศไทย โดยเลือกเมืองพัทยา เพราะนอกจากจะอยู่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ เดินทางสะดวกแล้ว มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการจัดประชุม และยังมีกิจกรรมมากมายที่สนับสนุนการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ นอกจากนี้นักธุรกิจของบริษัทฯ ยังรับทราบถึงชื่อเสียงด้านการบริการอันมีมาตรฐานสูง เป็นกันเอง และมีประสิทธิภาพของประเทศไทย รวมทั้งความพร้อมในด้านสาธารณูปโภค และภูมิประเทศที่งดงาม ทำให้เรามั่นใจว่านักธุรกิจในเครือข่ายเจอเนสส์ที่ได้เข้าร่วมงานจะได้รับความประทับใจ พร้อมที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตของเจอเนสส์ต่อไปในอนาคต”


เจอเนสส์ โกลบอล เป็นหนึ่งในธุรกิจขายตรงระดับโลก โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่ประสบความสำเร็จมาก มีการดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 85 ประเทศ มีการเติบโตสูงถึง 128% ในปีที่ผ่านมา และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Direct Selling News ของสหรัฐอเมริกาให้เป็นอันดับ 3 ของบริษัทขายตรงที่มีการเติบโตสูงสุดในปี 2555


สำหรับในประเทศไทย เจอเนสส์ได้เปิดดำเนินการเมื่อปี 2554 เป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน มีฐานลูกค้าและนักธุรกิจไทยรวมกว่า 45,000 คน และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาโดยตลอด


รายงานของสมาคมการขายตรงของไทยระบุว่า ตลาดธุรกิจขายตรงของภูมิภาคอาเซียน มีการเติบโตถึง 9.7% ต่อปีในปี 2555 และอยู่ในระดับที่สูงกว่าการเติบโตของตลาดอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.4% สำหรับประเทศไทย ตลาดธุรกิจขายตรงมีมูลค่ารวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก และมีการเติบโต 7-10% ในหลายปีที่ผ่านมา


“การเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดการประชุมระดับนานาชาติครั้งแรกของเจอเนสส์ โกลบอลในภูมิภาคนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ทั้งในด้านเงินสนับสนุน การให้ข้อมูล คำปรึกษา และการประสานงานในด้านต่างๆ ทำให้เราได้รับความสะดวกมากในการจัดงานใหญ่สำหรับคน 8,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก” มร. สก็อต ลิวอิสกล่าว


นางสาววิชญา สุนทรศารทูล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการประชุม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า “การจัดการประชุมประจำปี Jeunesse Expo Thailand 2013 ของเจอเนสส์ โกลบอลในครั้งนี้ นับเป็นอีกความสำเร็จของแคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge” ในการดึงดูดธุรกิจขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาจัดงานเชิงการประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในประเทศไทย คาดว่างานนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศรวมประมาณ 640ล้านบาท


“ทีเส็บ ได้เปิดตัวไปแคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge เมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา และมีบริษัทเข้าร่วมแคมเปญนี้แล้วกว่า 8 ราย โดยทีเส็บได้การให้การสนับสนุนทั้งในด้านการเงินและการอำนวยความสะดวก แก่องค์กรที่ยื่นความจำนงขอรับการสนับสนุนจากแคมเปญดังกล่าว การจัดประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในประเทศไทย สามารถสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง และเรายังใช้โอกาสที่นักธุรกิจเข้าร่วมประชุม เผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการต้อนรับอย่างอบอุ่นมีเอกลักษณ์โดดเด่น และแสดงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการของภูมิภาคอีกด้วย” นางสาววิชญากล่าว


แคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge ของทีเส็บ มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการจัดการประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลขนาด 1,000 คนขึ้นไป และมีระยะเวลาเข้าพักอย่างน้อย 3 คืนในประเทศไทย โดยทีเส็บจะให้การสนับสนุนเป็นมูลค่า 1 ล้านบาท สำหรับองค์กรเหล่านี้ซึ่งได้ทำสัญญากับผู้จัดการประชุมในประเทศไทย หรือมีการใช้สถานที่จัดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ มีโครงการด้านการพัฒนาสังคม (CSR) เป็นส่วนหนึ่งของจัดการประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล


“อุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม โดยช่วยสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท หรือ 2,660 ล้านดอลล่าร์ต่อปี เชื่อว่าแคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอื่นๆ จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจไมซ์ของไทย ทีเส็บคาดว่าในปี 2557 จำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 เป็น 987,000 คนต่อปี และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็น 96,900 ล้านบาท หรือ ประมาณ 3,260 ล้านดอลล่าร์” นางสาววิชญา กล่าว


ระหว่างเดือนตุลาคม 2555 ถึงสิงหาคม 2556 มีนักเดินทางกลุ่มไมซ์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยรวมประมาณ 993,072 คน โดยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยประมาณ 86,280 ล้านบาท (2,870 ล้านดอลล่าร์) แบ่งเป็นกลุ่มการประชุมนานาชาติ จำนวน 318,663 คน กลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล จำนวน 247,888 คน กลุ่มการประชุมองค์กร จำนวน 237,701 คน และกลุ่มงานแสดงสินค้านานาชาติ จำนวน 188,820 คน


 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ


ส่วนงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)


อริสรา ธนูแผลง โทรศัพท์ 02-694-6095 อีเมล arisara_t@tceb.or.th


 


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกินชูเอจ ล็อคบุกตลาดขายตรงเวียดนาม







news_img_31013_1 (Mobile)


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่านู สกินยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าไปบุกตลาดเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปลายไตรมาส 3 ปี 2555 ด้วยการเข้าไปเปิดสำนักงานนู สกิน ประเทศเวียดนาม มีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่าย 2 สาขา ที่โฮจิมินห์ และฮานอย และมีแผนจะขยายเพิ่มในอนาคต ซึ่งการเปิดสำนักงานในเวียดนามถือเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และนับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกินในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มอาเซียน ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน


สำหรับการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในเวียดนาม ถือว่ายังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ ไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามได้นั้น จะต้องได้รับการยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลเวียดนามอย่างเข้มงวด ดังนั้นบริษัทขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ


ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนามช่วงเปิดตลาดใหม่นี้ บริษัทจะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์ “เอจ ล็อค” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งขณะนี้สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจ ล็อคอยู่ที่ 65% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 70:30


นางภคพรรณ กล่าวว่า ในปี 2556 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 450 ล้านบาท จากปีที่ 2555 ที่ทำได้ 200 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 80% จึงเชื่อว่าบริษัทจะสามรถทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันนู สกินประเทศเวียดมีสมาชิกแล้ว 25,000 บัญชีรหัส คาดว่าในปี 2556 นี้จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บัญชีรหัส ส่วนในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตอย่างน้อยประมาณ 20% จากปี 2556


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

สบช่องตลาดเอนไซม์บูม แม็กซ์ เฮลท์ตี้ฯ ดึง “เสก โลโซ” ร่วมหุ้น

 








130706fn178840 (Mobile)


 


“แม็กซ์ เฮลท์ตี้” เกาะกระแสเอนไซม์นายพล คนขอนแก่น บูม!! จับมือ “เสก โลโซ” นั่งแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ส่งเอนไซม์ยี่ห้อใหม่ “โลโซ คนโคราช” ระบุตุลาคมนี้เตรียมเปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศ ขณะที่ “ประกาศิต” ส่งซิกจ่อเข็นสินค้าใหม่อีกหลายรายการลงกระทุ้งยอดปลายปี หวังดันยอดสินปี้แตะ 500 ล้านบาท เผยกรณีบริษัทคู่แข่งฟ้องทุกอย่างจบได้ด้วยดีพร้อมจับมือกันเดินหน้าต่อ


ประกาศิต เลิศมุกดา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคอลลาเจน ภายใต้แบรนด์ “แม็กซ์ กลูต้าคอลลาเจน พลัส 35,000 mg” กล่าวว่าบริษัทได้ร่วมหุ้นกับนักร้องเพลงร็อกชื่อดังของเมืองไทย “เสก โลโซ” เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอนไซม์ใหม่ภายใต้ชื่อ “โลโซ คนโคราช” โดย เสก โลโซ จะมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศประมาณเดือนตุลาคม 2556 นี้ ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิ “ระพี เสกสรร” ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เสก โลโซ นั่งเป็นคณะกรรมการด้วย เพื่อสร้างสถานปฎิบัติธรรมในอำเภอชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี บนพื้นที่ 14 ไร่


“โชคดีมากๆ ที่เราได้ พี่เสก โลโซ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเราในครั้งนี้ เพราะการได้ร่วมงานกับศิลปินมีชิ่อระดับประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการที่เราเลือกที่จะเปิดตัวเอนไซม์ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากระแสเอนไซม์ของนายพล คนขอนแก่น ค่อนข้างแรง ดังนั้นด้วยกระแส และการได้พี่เสก โลโซ ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ จึงน่าจะช่วยสร้างกระแสได้อย่างแน่นอน”


นอกจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว บริษัทยังแตรียมจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เช่น ครีมบำรุงผิวที่มีสารสกัดจากเมือกหอยทาก ภายใต้ชื่อ “แม็กซ์ สเนล พลัส” ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับท่านชาย “Sparta” ที่ได้ “อู๊ด เป็นต่อ” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความงามและควบคุมน้ำหนักในเร็วๆ นี้อีกด้วย


ประกาศิต กล่าวอีกว่า ในช่วง 3 เดือนนับจากนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายแม็กซ์กลูต้าคอลลาเจน พลัส 35,000 mg ไว้ที่ 30,000 กล่องต่อเดือน หลังจากได้มีการเจรจากับบริษัทคู่กรณี ซึ่งสามารถตกลงกันได้ด้วยดี ทำให้ยอดขายแม็กซ์กลูต้าฯ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะที่ Spata บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 30,000 กล่องต่อเดือน และ Maxx Snail Plus ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 50,000 กระปุกต่อเดือน ส่วนยอดขายรวมในปีนี้บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท


“นโยบายของเรา คือ สินค้าจะต้องมีผู้จัดการผลิตภัณฑ์ 1 คน คอยรับผิดชอบ เพื่อจะได้ดูแลสินค้าได้อย่างทั่วถึง โดยกลยุทธ์การตลาดจะเน้นไปที่สื่อดาราเป็นหลัก เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา รวมถึงการจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับตัวแทนจำหน่ายที่ทำยอดขายตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนด เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย โดยล่าสุด เราเพิ่งแจกรถยนต์โตโยต้าคัมรี่ มูลค่าร้านกว่าบาทให้กับตัวแทนจำหน่ายไป 1 คัน หลังจากก่อนหน้านั้น เราเพิ่งดาวน์รถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นอี คูเป้ ให้กับตัวแทนขำหน่ายไปแล้ว 2 คัน ”


สำหรับกรณีที่มีการฟ้องร้องกันกับบริษัทคู่แข่งนั้น ประกาศิต กล่าวว่า หลังจากได้มีการเจรจาหันของทั้ง 2 ฝ่าย ก็สามารถตกลงกันได้เป็นอย่างดี โดยการพูดคุยครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตรซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย มีความคิดเห็นที่ตรงกัน คือ ต้องการให้มีการยอมความกันและถอนฟ้องทุกคดี เพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และทางคุณหมอธัญเทพ พู่ประเสริฐศักดิ์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มคอลลาเจนภายใต้แบรนด์ “แม็กซ์คอลลาเจน เอ็กซ์ตร้า พลัส 25,000 mg ได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้ทำการตลาดสินค้าแบรนด์ดังกล่าวทั้งหมด”


“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาถือเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน แต่หลังจากได้มานั่งคุยกันทำให้ทุกคนเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ทีมงานของหมอธัญเทพ ทุกคนมีความเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ต้องการจะไปทะเลาะกับใครอยู่แล้ว ดังนั้น การพูดคุยในครั้งนี้จึงเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเราเป็นนักธุรกิจไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะต้องทำให้รายได้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด เพราะหากยังทะเลาะกันอยู่ก็คงแต่จะเสียกันทั้งสองฝ่าย”


 


 


  


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

ข่าวสตาร์ ซันไชน์ (Star Sunshine) : สตาร์ซันไชน์ ปล่อยหมัดเด็ด ขนสินค้าใหม่ดันยอด 20 %

“สตาร์ซันไชน์” ลั่นกลองรบบุกตลาดขายตรงช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ส่งหมัดเด็ดสินค้าใหม่ทั้งเสริมอาหารผู้หญิง – สเต็มเซลล์เครื่องสำอางลงชิงแชร์มั่นใจดันยอดสิ้นปีเข้า 20 % ด้าน “โกสิทธิ์” สั่งเร่งเร่งเครื่องโหมสื่อโฆษณาพร้อมกันทั่วประเทศ ระบุไม่เกินปลายปีนี้เตรียมเปิดตัวศิลปินคนแรกของค่ายเพลง “สตาร์ซันไชน์มิวสิค”


โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ประธาน บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกหลายรายการอาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิง มาสก์หน้าสเต็มเซลล์ และเครื่องสำอาง เป็นต้น โดยคาดว่าปลายเดือนตุลาคมนี้ น่าจะสามารถเปิดอย่างเป็นทางการได้นอกจากนั้นในช่วงปลายปีคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมรายละเอียดเพิ่มเติม


สำหรับกลยุทธ์ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ บริษัทเตรียมจะรุกตลาดมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นการใช้สื่อเพื่อตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีอยู่ 10 แบรนด์เป็นหลักอาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งปัจจุบันได้นักจัดรายการชื่อดังอย่าง จำเริญ รัตนะ พิธีกรรายการชุมทางเสียงทองทางช่อง 7 เข้ามาช่วยในการผลิตรายการ และการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตรนอกจากนั้นยังได้ กฤษณ์ เหลืองอร่าม เข้ามาช่วยในกลุ่มผลิตภัณฑ์โรแมนซ์ ซึ่งเร็วๆนี้ เตรียมจะจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับสมาชิก เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่เหลือ


“แม้ในช่วงต้นปีจะมีปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจเข้ามากระทบ แต่ในภาพรวมของปีนี้เราเชื่อว่าจะรักษาระดับอัตราการเติบโตให้อยู่ที่ประมาณ 20 % ได้อย่างแน่นอน เพราะในช่วงครึ่งปีหลังเรามีสินค้าใหม่ๆ ออกมาและการรุกสื่อโฆษณามากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย”


โกสิทธ์ กล่าวอีกว่า กลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัทจะเน้นการโฆษณา และการทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เป็นหลัก อาทิ ทางช่อง ฟรีทีวี และช่องเคเบิ้ลทีวี ซึ่งบริษัทมีช่องของเราเอง 2 ช่อง ได้แก่ ช่องฮีโร่ทีวี และช้อปปิ้ง ชานแนล นอกจากนั้นยังได้ไปเช่าเวลาทางช่องเคเบิ้ลอื่นๆๆอีกหลายช่อง รวมไปถึงยังมีช่องวิทยุชุมชนที่เป็นของเราเองไม่ว่าจะเป็นคลื่นมีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี อุบลราชธานี นครพนม ขอนแก่นและเชียงใหม่ และยังมีคลื่นวิทยุที่เป็นเครือข่ายของบริษัทอีกกว่า 100 สถานีทั่วประเทศ


“ผมมองว่าการที่สินค้าจะขายได้ จำเป็นต้องมีโฆษณษและประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วยในการทำตลาด เพราะการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เป็นเหมือนการรบที่ติดชดเทอร์โบจำเป็นจะต้องแรงและเร็วเพื่อทำให้ลูกค้าได้รู้จักตัวสินค้าและได้ทดลองใช้สินค้าก่อน ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาสมัครเลย เพราะส่วนตัวผมมองว่าธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่สวยงามแต่ปัจจุบันคนทั่วไปกลับมองธุรกิจขายตรงไม่ค่อยดีมากนัก ซึ่งอาจจะมีบารงคนเคยประชุมแล้วถูกบังคับให้ซื้อสินค้า หรือโดนหลอกมา ดังนั้นเราจึงต้องโฆษณาสินค้านำไปก่อน เมื่อเขาเห็นโฆษณาแล้วเวลานักธุรกิจไปแนะนำสินค้าก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องอธิบายมากเหมือนในอดีต”


ทั้งนี้ สตาร์ซันไชน์ ค่อนข้างคิดแตกต่างจากบริษัทขายตรงทั่วไปที่จะมุ่งเน้นการทำธุรกิจแบบเดิมเป็นหลัก แต่นโยบายของบริษัทจะเน้นเรื่องการใช้สื่อเป็นหลัก ซึ่งในแต่ละปีบริษัทจะทุ่มงบประมาณ เพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆเป็นจำนวนมาก ซึ่ง สตาร์ซันไชน์ ถือเป็นบริษัทที่ใช้สื่อโฆษณามากที่สุดในบรรดาบริษัทขายตรงในประเทศเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาถือว่าคุ้มค่ามาก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่เปลี่ยนชื่อจากการซื้อสินค้า มาเป็นนักธุรกิจคิดเป็น 50 % ของสมาชิกทั้งหมดกว่า 100,000 รหัส


นอกจากการทุ่มงบเพื่อใช้สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์บริษัทแล้ว ล่าสุด บริษัทยังเตรียมต่อยยอดทางธุรกิจด้วยการเปิดตัวค่ายเพลงภายใต้ชื่อ “สตาร์ซันไชน์มิวสิค” เพื่อช่วยโปรโมตแบรนด์ สตาร์ซันไชน์ บริษัทขายตรงของคนไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นโดยล่าสุด ได้ให้ครูเพลงชื่อดังระดับแถวหน้าของประเทศมาช่วยแต่งเพลงให้ และได้เชิญนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง อาทิ ทศพล หิมพานต์ มาช่วยขับร้องคาดว่าปลายปีนี้น่าจะสามารถเปิดตัวศิลปินคนแรกของค่ายอย่างเป็นทางการได้ หลังจากนั้นบริษัทจะออกเดินสาย เพื่อจัดคอนเสิร์ตตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ


อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนการรุกตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งขณะนี้บริษัทได้จดทะเบียนเพื่อเปิดสาขาที่กัมพูชาและพม่าแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษากฎหมายเพื่อเตรียมเปิดสาขาที่ประเทศลาว ซึ่งนโยบายของบริษัทในการเปิดศูนย์สาขาในต่างประเทศจะเน้นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เร่งรีบ เนื่องจากต้องศึกษากฎหมายและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆให้ถ่องแท้ก่อนจะเข้าไปบุกตลาด


 


  








cคุณโกสิทธิ์-ผะลิวรรณ (Mobile)


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

สมาร์ท เร่งสปีดโค้งสุดท้าย อัดกิจกรรมหวังเป้า 100 ล.







PKOI (Mobile)


 


สมาร์ท ไม่หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัวมองเป็นโอกาสดีไตรมาสสุดท้ายเร่งจัดกิจกรรมประชุม อบรมสัมมนา พร้อมอัด โปรโมชั่นท่องเที่ยวกระต้นยอด หวังสิ้นปีฟันเป้า 100 ล้าน ล่าสุด เตรียมรีแบรนดิ้งสกินแคร์ใหม่ทุกรายการ คาดภายในปีนี้ได้เห็นสาขาแม่สอดชัวร์ มองขายตรงสิ้นปีแข่งเดือดเหมือนทุกปีที่ผ่านมา


นวรัตน์ สัมพันธ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีบริษัทได้เร่งสร้างยอดขายเพื่อให้ถึงเป้า 100 ล้านบาท ตามที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าจะสามารถทำได้ตามเป้า เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้คนสนใจที่จะทำธุรกิจขายตรงมากขึ้น ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะถึงเป้าหมายได้


ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยอดขายตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ทุกๆ ไตรมาสบริษัทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% และยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 50-60% โดยสมาชิกของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 18-40 ปี ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกแล้วกว่า 100,000 รหัส สำหรับในไตรมาสสุดท้ายนี้บริษัทได้เน้นจัดกิจกรรมต่างๆ ตามแผนที่ได้วางไว้ตั้งแต่ต้นปี เช่น กิจกรรมการประชุม อบรม สัมมนา รวมไปถึงการลงทำงานในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับสมาชิก


นอกจากนี้บริษัทยังจัดโปรโมชั่นการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นยอดขาย ที่ล่าสุดได้พาสมาชิกที่สมารถทำยอดขายได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทวางไว้ ด้วยการไปท่องเที่ยวที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะนี้กำลังจัดโปรโมชั่นการท่องเที่ยวในประเทศ ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะไปในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกันยังได้เตรียมโปรโมชั่นการท่องเที่ยวสำหรับปีหน้า โดยมีเป้าหมายจะไปท่องเที่ยวประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย


ในส่วนของสินค้าขณะนี้บริษัทยังคงเน้นทำการตลาดในสินค้ากลุ่มการเกษตร และกลุ่มเสริมอาหารเป็นหลักและล่าสุดบริษัทได้เพิ่มสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารสมุนไพรคาวตอง และเสริมอาหารสำหรับการบำรุงตับ และมีแผนที่จะรีแบรนดิ้งสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มสกินแคร์ทั้งหมด พร้อมกับเพิ่มสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องสำอาง อีกประมาณ 5-7 รายการ จากปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 4 กลุ่ม รวมทั้งสินค้ามากกว่า 60 รายการ


พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เปิดสาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งบนถนนรามคำแหงเพื่อเป็นการรองรับสมาชิกในกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก และบริษัทคาดว่าภายในปีนี้จะเปิดสาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งการที่บริษัทเลือกที่จะเปิดสาขาที่แม่สอดนั้น พบว่ามีสมาชิกใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในอนาคตอำเภอ แม่สอด จะเป็นอีกหนึ่งเมืองเศรษฐกิจของไทย นอกจากนี้บริษัทยังมีสมาร์ทช็อปอีก 2 สาขา ที่อำเภอมหาชัย สมุทรสาคร และอำเภอบางโฉลง จังหวัด สมุทรปราการ


 สำหรับการเตรียมตัวที่จะเข้าไปทำตลาดต่างประเทศ ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาข้อมูลและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ซึ่งคาดว่าประเทศแรกที่จะเข้าไปทำการตลาดได้นั้น คือ ที่ประเทศพม่า และถัดไปเป็นกัมพูชา โดยบริษัทมองว่าทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวเป็นตลาดใหม่และเป็นประเทศที่มีความคุ้นเคยกับภาครัฐ ดังนั้น การที่จะเข้าไปทำการตลาดจึงไม่ใช่เรื่องยาก


นวรัตน์ กล่าวต่อว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี ตลาดรวมขายตรงจะมีการแข่งขันกันสูง โดยทุกบริษัทจะต้องเร่งทำยอดขายเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้ และแม้การทำธุรกิจเครือข่ายในปัจจุบันจะต้องเจอกับหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบ แต่ไม่ควรที่จะละทิ้งเป้าหมาย ใช้ความพยายามที่มีอย่างเต็มที่ แม้ไม่มีอะไรแน่นอนแต่หากมีความเข้มแข็งและมีความเข้าใจในธุรกิจเชื่อว่าสามารถที่จะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน








 

 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

ข่าวไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) : ไอยรา เล็งจับมือ มช. เปิดแล็บ เร่งสร้างความเชื่อมั่นสู้พิษ ศก.

 


 








1174562_440684322713136_824016505_n (Mobile)


ไอยราสู้ไม่ถอยเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว ลุยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยการจับมือ มช. เปิดแล็บวิจัยและพัฒนาสินค้าหวังให้อนาคตคนไทยทุกคนได้รู้จักและใช้เซซามีน พร้อมเพิ่มความเข้มข้นด้านแผนฝึกอบรม วางอนาคตจะต้องเป็นบริษัทขายตรงสีขาวที่มีคุณธรรมและจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ


 ดร.กัมปนาท บุญราศี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปีไม่เป็นที่น่าพอใจและคาดว่าเป้าหมายที่วางไว้ 300 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2556 คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบันที่ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ลดน้อยลง บริษัทจึงเตรียมแผนตั้งรับเพื่อกระตุ้นให้ยอดขายกลับมา ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกและผู้บริโภค


อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่บริษัทไม่ได้หยุดนิ่งในการพัฒนาธุรกิจ ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สมาชิกได้ใช้งานได้ทั้งระบบไอโอเอส และระบบแอนดรอยด์ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะจัดทำห้องแล็บเพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าของไอยรา โดยห้องแล็บดังกล่าวบริษัทจะร่วมมือกับ อ. ปรัชญา คงทวีเลิศ ที่ปรึกษาด้านวิจัยผลิตภัณฑ์ ในการทำวิจัยและใช้ห้องแล็บและเครื่องมือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการทำวิจัยโดยบริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและดูรายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานดังกล่าว


พร้อมกันนี้บริษัทยังได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แกเสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดอบรมใหญ่และอบรมย่อย เพื่อเป็นการช่วยให้สามารถพัฒนาและให้ความรู้แก่สมาชิกได้ทั่วถึง บริษัทได้จัดโครงการ “บ้านไอยรา” ซึ่งเป็นการจัดอบรมแบบย่อยที่จะจัดขึ้นตามบ้านของผู้นำแต่ละคน และโครงการนี้มีผู้นำของไอยราจะเป็นผู้บริหารเองและจาการที่ได้เริ่มทำมาได้รับผลตอบรับจากผู้นำและสมาชิกเป็นอย่างดี


ปัจจุบัน ไอยรา แพลนเน็ต ได้เปิดดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 18 เดือน บริษัทมีสมาชิกแล้วกว่า 53,000


รหัส หรือโดยเฉลี่ยมีสมาชิกใหม่เพิ่มประมาณ 2,000-3,000 รหัสต่อเดือน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีสมาชิกถึง 60,000 รหัส สามารถเปิดสต๊อกคิสต์ได้กว่า 500 สต๊อก มีศูนย์กระจายสินค้าในภาคใต้จำนวน 1 ศูนย์ มีสินค้า 17 รายการ ใน 5 กลุ่ม และสินค้าที่เป็นสินค้าขายดีเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็น IMMURA ส่วนตลาดที่ทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นพื้นที่ภาคใต้


สำหรับปีนี้บริษัทยังคงมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพที่เกี่ยวกับเซซามีน เนื่องจากมองเห็นว่าสินค้าที่เกี่ยวกับเซซามีนยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร และในธุรกิจขายตรงยังไม่มีบริษัทใดทำการเปิดตลาด ดังนั้น จึงต้องการที่จะพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น โดยบริษัทมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนได้รู้จักและมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ IMMURA และมีสินค้าที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นครอบคลุมทุก ความต้องการ


กัมปนาท กล่าวต่อไปว่า การที่บริษัทจะเติบโตสูงขึ้นในอนาคตนั้น จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกและผู้บริโภค คือ จะต้องมีแล็บเพื่อวิจัยสินค้า พร้อมกับเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกอบรมโดยบริษัทจะมีการจักฝึกอบรมออกไปตามต่างจังหวัดต่างๆ ให้มากขึ้น และจะต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงานให้ง่ายขึ้น มีการทำงานที่เป็นมืออาชีพ ที่สำคัญจะต้องเป็นบริษัทขายตรงสีขาวและมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

บอร์ด MLM ไร้ผลงาน 4 ปี นิ่งเป็นเป่าสาก

 ไขก๊อก !! บอร์ดขายตรง หลังใส่เกียร์ว่างมานาน ทำวงการ MLM ไทยยังวนอยู่ที่เดิม ตะลึง..บอร์ดชุดปัจจุบันรักษาการมานาน 4 ปี ตั้งแต่ปี 52 แต่ไร้แววผลงานเด่น วงในแนะประธานบอร์ดลาออก เปิดทางคนใหม่นั่งแทน หลังมักอ้างไม่ค่อยมีเวลา ขณะที่ “จิรชัย” รับลูกจ่อเสนอรายชื่อบอร์ดใหม่เพิ่ม 2-3 ราย ต่อ รมต. ประจำนักนายกฯ พิจารณาเร็วๆนี้ ด้านวงในบอร์ดขายตรงยอมรับหาคนมานั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดขายตรงยาก เหตุคุณสมบัติไม่ตรง ส่วน “อัศวิน” เชียร์ภาครัฐตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่ ดึง 4 สมาคมขายตรงร่วมเป็นคณะกรรมการ


ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง (บอร์ดตรง) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากยังไม่มีมติครม. ออกมา เพื่อสรรหาบุคคลใหม่ให้เข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรงแทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดชุดปัจจุบันต้องรักษาการบอร์ดขายตรงต่อไป ซึ่งหากนับรวมวันเวลาที่บอร์ดชุดดังกล่าวรักษาการมา เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2-3 เดือน ก็จะครบ 4 ปีเต็ม


นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะรักษาการมานานเกือบ 4 ปี แต่บอร์ดชุดนี้ที่ “วีระพงษ์ บุญโญภาส” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการ กลับมีการนัดประชุมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโต และก้าวไปทัดเทียมกับนานาประเทศแทบจะนับครั้งได้ที่สำคัญคณะกรรมการบางท่านได้ลาออกไป และบางท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทุกอย่างกลับดูเงียบเฉย !! โดยเฉพาะประธานคณะกรรมการที่มีอำนาจในการเรียกประชุม แต่ที่ผ่านมากลับไม่ค่อยเรียกประชุมเลยเท่ากับว่าบอร์ดชุดรักษาการใส่เกียร์ว่างกันมานานเกือบ 4 ปี


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าเร็วๆนี้ สคบ. เตรียมเสนอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลขายตรงและตลาดแบบตรงอีก 2-3 ราย เนื่องจากบอร์ดขายตรงชุดปัจจุบันยังขาดกรรมการที่จะเข้ามานั่งเป็นบอร์ดอยู่อีก 2-3 ราย ซึ่งหากรัฐมนตรีฯ มีความเห็นชอบ จึงจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) เพื่อพิจารณาต่อไป


ด้านแหล่งข่าววงในคณะกรรมการขายตรงกล่าวว่า บอร์ดขายตรงชุดดังกล่าวรักษาการมานานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้มีการประชุมบ่อยนัก เนื่องจากไม่มีเรื่องอะไรใหม่ ส่วนจะให้ประธานบอร์ดเรียกประชุมก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะด้วยงานของท่านค่อนข้างมาก ประกอบกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ ไม่ค่อยมีเวลาเช่นกัน จึงดูเหมือนกับว่าบอร์ดชุดรักษาการไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวอะไรเลย


ในส่วนของกระแสข่าวคนในวงการขายตรงต้องการให้บอร์ดขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการให้บอร์ดชุดนี้ลาออก เพื่อเปิดทางให้คนใหม่ที่มีความรู้ และมีประสบการณ์เข้ามานั่งแทน ส่วนตัวคิดว่าบอร์ดชุดนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะประธานบอร์ดซึ่งการที่ใครจะมานั่งเป็นประธานบอร์ดไม่ใช่หาได้ง่ายๆ เนื่องจากคนที่จะมาเป็นประธานได้ต้องเป็นคนที่มีความรู้ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับขายตรง


“ต้องยอมรับว่าบอร์ดชุดรักษาการถือว่าไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว เพราะแต่ละคนก็มีหน้าที่ค่อนข้างมาก ส่วนการที่จะไขน็อตบอร์ดชุดนี้ คงต้องไปกระตุ้นให้คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมา 3 ชุดไปทำงานให้มากขึ้น เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคณะอนุกรรมการอยู่ แต่ก็ทำงานไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”


ขณะที่ ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการขายตรงและตลาดแบบตรงกล่าวว่า ส่วนตัวมีความเห็นว่าต้องการเสนอให้ภาครัฐแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ เนื่องจากชุดปัจจุบันได้หมดวาระไปนานมากแต่ยังคงรักษาการอยู่ซึ่งไม่ได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรง เช่น สมาชิกของแต่ละสมาคมทั้ง 4 สมาคมขายตรงหรือหากไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้ก็อาจจะแต่งตั้งชุดเก่าให้กลับเข้ามาทำงานได้อีก


“ที่กิจการขายตรงไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะมีทิศทางการดำเนินงานไม่ค่อยชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากบอร์ดขายตรงที่ปัจจุบันรักษาการมานานไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับกับขายตรงมากนักสังเกตได้จากที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการประชุมอะไรเลย ดังนั้นถ้าปรารถนาอยากให้วงการขายตรงก้าวไปข้างหน้าบอร์ดขายตรงควรจะลาออก เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามา และหากไม่มีใครเหมาะสมรัฐมนตรีฯ ก็สามารถเสนอให้ ครม. พิจารณากลับเข้ามาใหม่ได้”


ปัจจุบันบอร์ดขายตรงชุดรักษาการมีจำนวนทั้งสิ้น 14 คน ประกอบด้วย 1. วีระพงษ์ บุญโญภาส รองประธานคณะกรรมการ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 2. อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการโดยตำแหน่ง 3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรรมการโดยตำแหน่ง 4.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง 5.เลขาธิการสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กรรมการโดยตำแหน่ง 6. ศานิต ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 7. รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 8.พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง


นอกจากนี้ยังมี วิทวัส รุ่งเรืองผล กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 10 .คมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ (เสียชีวิตแล้ว)ผู้แทนสมาคมขายตรง กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 12.บรรจง บุญรัตน์ ผู้แทนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 13. วิโรจน์ ณ บางช้าง ผู้แทนสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กรรมการ ที่ ครม. แต่งตั้ง และ 14. เลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการ กรรมการโดยตำแหน่ง


อย่างไรก็ตาม ยังมีคณะอนุกรรมการชุดทำงาน ที่ประกออบด้วยกัน 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกำกับกิจการขายตรงและตลาดแบบตรง 2.คณะอนุกรรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ และ 3.คณะอนุกรรมการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง








 

 








Phuket-Thailands-Current-Business-Economy-570x350 (Mobile)

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

"ตามรอยพ่อรวย" โดนพิษกำลังซื้อตกฉุดรายรับไม่เป็นดั่งฝัน ลดเป้าเหลือ 60 ล้าน







1000157_616873658323303_1300720039_n (Mobile)

 


"ตามรอยพ่อรวย" บริษัทขายตรงน้องใหม่ โอดครวญสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ฉุดการเติบโตของบริษัท บีบให้ฝัน 100 ล้านบาท ปีแรกต้องลดลงเกือบครึ่งเหลือ 60 ล้านบาท เตรียมอัดโปรโมชั่นกระตุ้นตลาด ฟุ้ง!เตรียมทุน 20 ล้านบาท สร้างโรงงานที่ จ.กาญจนบุรี ผลิตสินค้าเกษตร สูบเงินเกษตรกร


หลังจากที่ก่อนหน้านี้ "อ.กรพล รักขพันธุ์" อดีตผู้บริหาร "โกลด์สตาร์ 999" จัดการเปิดบริษัทขายตรงขึ้นมา ภายใต้ชื่อ "บริษัท ตามรอยพ่อรวย จำกัด" หรือ TPR และได้ตั้งเป้าปีแรกเน้นวางรากฐานสมาชิกให้แน่น พร้อมการเติบโต 60% ส่วนยอดขายตั้งเป้าไว้ที่ 100 ล้านบาท โดยสิ้นปี 2556 ต้องได้สมาชิกไม่น้อยกว่า 10,000 รหัส


ความเคลื่อนไหว ล่าสุด อ.กรพล รักขพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ตามรอยพ่อรวย จำกัด หรือ "TPR" ได้เปิดเผยกับ "นสพ.สยามธุรกิจ" ว่า หลังจากที่บริษัทได้เปิดดำเนินกิจการมาตั้งแต่ต้นปี จนถึงเวลานี้ก็ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 9 แล้ว ซึ่งบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจขายตรงได้อย่างมั่นคง และยังยืนหยัดที่จะเติบโตไปอย่างยั่งยืนแน่นอน โดยเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ในช่วง แรกๆ ได้มีการปรับลงมาตามสภาพเศรษฐกิจ


"อย่างที่ทราบกันดีว่า บริษัทถือเป็น น้องใหม่ในวงการขายตรง เนื่องจากเพิ่งเริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2556 ที่ผ่านมา และบริษัทก็มีความมั่นใจว่าจะแข่งขันกับธุรกิจ MLM ได้เป็นอย่างดี ถึง แม้จะไม่มีศักยภาพเท่ากับบริษัทขายตรงรายใหญ่ๆ แต่ด้วยประสบการณ์ของทีมบริหาร ประกอบกับสมาชิกใหม่ๆ ที่ต้องการ เป็นท่อน้ำเลี้ยงระดับต้นๆ ทำให้บริษัท เติบโตอย่างรวดเร็ว"


อย่างไรก็ตาม อ.กรพล รักขพันธุ์ ประธานใหญ่ "บ.ตามรอยพ่อรวย" ได้กล่าวถึงผลประกอบการครึ่งปีที่ผ่านมาว่า ตั้งแต่เปิดบริษัทในต้นปีที่ผ่านมา ได้เจอปัญหาอุปสรรคมากมาย แต่ก็แก้ไขมาได้เรื่อยๆ และค่อยๆ ขยายจนถึงเวลานี้ผ่าน มาครึ่งปี บริษัทเติบโตได้ถึง 50% มียอดขายประมาณ 30 ล้านบาท ส่วนสมาชิกทั้งองค์กรอยู่ที่ประมาณ 2,000 รหัส เฉลี่ย เป็นแอ็กทีฟประมาณ 300 รหัส


"ถึงเวลานี้บริษัทได้ทำสำเร็จไปหลายขั้นแล้ว แม้ยอดขายในปัจจุบันยังไม่ถึง 100 ล้านบาทก็ตาม แต่ก็เติบโตในระดับบริษัทขายตรงเล็กๆ คือบริษัทกำลัง พยายามเน้นวางรากฐานให้แน่นก่อน ซึ่ง ได้ออกพื้นที่โรดโชว์ในหลายจังหวัด และ จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งเอาไว้ ก็มั่นใจว่าสิ้นปี 56 น่าจะทะลุเป้าหมายแน่นอน และบริษัท มีกลุ่มสินค้าหลายอย่าง อาทิ สินค้าเสริมอาหาร, กลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง, สินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือน และสินค้าด้านการ เกษตร ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดผ่านการรับรองจาก อย.เป็นที่เรียบร้อย โดยศูนย์กระจายสินค้าหลักๆ ยังเป็นที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่าง จ.บุรีรัมย์ ก็ได้ตั้งศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ รองลงมาก็เป็นภาคใต้ที่หาดใหญ่"


อย่างไรก็ดี "อ.กรพล" กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายในครึ่งปีหลัง มั่นใจว่า บริษัทจะเติบโตขึ้นไปอีก 70% และยอดขายน่าจะขยับขึ้นเกิน 60 ล้านบาท ส่วน สมาชิกจะต้องขยับให้แตะที่ 3,500 รหัสให้ได้ โดยในส่วนของสมาชิกที่แอ็กทีฟก็น่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 500 รหัสขึ้นไป และยังมีกิจกรรมทางการตลาดที่เตรียมกระตุ้นยอด ขาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อได้สิทธิ์ท่องเที่ยวต่างประเทศในทริป สุดพิเศษ


ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมทุ่มงบประมาณ 10-20 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าเองที่จังหวัดกาญจนบุรี อ.เมือง บน เนื้อที่ 28 ไร่ เพื่อผลิตสินค้าในกลุ่มเกษตร โดยจะเริ่มสร้างในเดือนพฤศจิกายน 2556 นี้ ซึ่งโรงงานผลิตแห่งจะต้องได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียง เช่น อย. สคบ. เพื่อความมั่นใจของสมาชิก ในการบริโภคสินค้า และที่เลือก สร้างที่ จ.กาญจนบุรี เพราะก่อนหน้านี้ บริษัทได้จัดตั้งโครงการ "รัฐวิสาหกิจชุมชุนตามรอย" ซึ่งเป็นหลักสูตรให้สมาชิกที่สนใจทำธุรกิจได้เข้าไปเรียนรู้ให้เข้าใจ เสียก่อน โดยถือว่าเป็นการเรียนรู้แบบ "โฮมสเตย์ชุมชน" เนื่องจากสมาชิกทุกคนที่ผ่านการอบรมนี้จะได้เข้าใจถึงธุรกิจ MLM ว่ามีความสวยงามขนาดไหน


อย่างไรก็ตาม การขยายเครือข่ายออกไปในต่างประเทศนั้น ประธานตามรอยพ่อรวย กล่าวต่อว่า "ช่วงที่ผ่านมาได้มีการเจาะตลาดเข้าไปจากผู้นำเก่งๆ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดน โดยเข้าไปตามประเทศใกล้เคียง คือ มาเลเซีย, พม่า, ลาว และอินโดนีเซีย แต่ยังไม่มีศูนย์เซ็นเตอร์ที่นั่น เพราะยังคงต้องให้ฐานสมาชิกโตกว่านี้ รวมถึงได้กำลังศึกษาข้อกฎหมายของที่นั่นด้วย คงต้องค่อยเป็นค่อยไป เพราะอันดับแรกขอเน้นรากฐานในเมืองไทยให้แน่นก่อน จึงค่อยไปลุยการตลาดเพื่อนบ้านต่อไป"








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

ข่าวอาวียองซ์ (Aviance Thailand) : ลบชื่อ! "อาวียองซ์" ตั้ง "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" เปิดเกมรุกครั้งใหญ่ดันไทยศูนย์กลางเอเชีย







01 มร.บาวเค่อ  ราวเออร์ส_resize (Mobile)

 


"ยูนิลีเวอร์" เตรียมเปิดเกมรุกธุรกิจขายตรงครั้งใหญ่ในเอเชีย เปลี่ยนชื่อแบรนด์ขายตรงของบริษัท จาก "อาวียองซ์" มาเป็น "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" เหตุใช้ชื่อหลัก เพื่อสร้างความ เชื่อมั่นในการขยายตลาดต่างประเทศ ปั้นไทยเป็นศูนย์กลาง ใช้ปูพรมสาขาประเทศในทวีปเอเชีย พร้อมประกาศนโยบายหลัก เดินหน้าสร้างธุรกิจตามบริษัทแม่ ดันการเติบโตขึ้น 2 เท่า ทั้งองคาพยพ


มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกรรมการบริหาร กลุ่ม บริษัท ยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยและอินโดจีน เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา อาวียองซ์ จัดเป็นธุรกิจเครือข่าย ที่มียอดการเติบโตสูง ด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์จำนวนของสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และรูปแบบการทำธุรกิจเครือข่ายที่มีเอกลักษณ์ หลากหลายช่องทางทำให้สามารถขยายธุรกิจ และมียอดขายเติบโตในตลาดอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้ง่ายและสามารถเติบโต ได้อย่างรวดเร็วในตลาดต่างประเทศ บริษัทจึงได้ทำการเปลี่ยน ชื่อธุรกิจเครือข่ายเป็น "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค"


"ด้วยศักยภาพของยูนิลีเวอร์ที่มีอยู่กว่า 100 ปี ซึ่งได้รับความนิยมจนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก จึงพร้อมให้การสนับสนุน "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" เป็นธุรกิจเครือข่ายที่มีศักยภาพการเติบโตสูงสุดอย่างเต็มที่ ทั้งด้านของระบบ การบริหารจัดการที่ดีในองค์กร การฝึกอบรม นวัตกรรมต่างๆ เช่น ล่าสุดกับคอนเซปต์ใหม่ "คอมพลีต อิน แอนด์ เอาต์ อัลติเมต บิวตี้" ด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในรูปแบบรับประทานและทาควบคู่กันไป โดยใช้ส่วนผสมตัวเดียว กัน" มร.บาวเค่อ เผย


อย่างไรก็ตาม ในความท้าทายของการก้าวสู่เป้าหมายในการผลักดันให้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ก้าวสู่เวทีระดับโลกอย่างเต็มตัวนั้น "มร.ราวเออร์ส" กล่าวว่า "ความท้าทายไม่ใช่คิดแค่สิ่งที่ทำแตกต่าง แต่ต้องทำให้ดีในทุกด้านทั้งผลประกอบการที่ดี และการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน"


ด้าน นางสุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อ ให้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" สามารถเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า สอดคล้องกับพันธกิจที่ยูนิลีเวอร์ได้วางไว้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ต้องขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และกลุ่มลูกค้า โดยอาศัย ชื่อเสียงและความมั่นคงของยูนิลีเวอร์ โดย จะรุกหนักด้านการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิตอล เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ของบริษัทมากขึ้น


อีกหนึ่งปัจจัยคือ การขยายไลน์สินค้า จะมีความหลากหลายเพื่อตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของสมาชิก และผู้-บริโภค พร้อมทั้งยังได้มีการแบ่งประเภทกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ ภายใต้ชื่อต่างๆ เพื่อความชัดเจน ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเพอร์ซันนอลแคร์ โดยจะเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ "อาวียองซ์" (aviance), กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้ชื่อ "ไวทัลลิตี้" (Vitality), กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปาก ใช้ชื่อ "ไอ-เฟรช" (i-fresh) และกลุ่มผลิตภณฑ์ในครัวเรือน ภายใต้ชื่อ "ลีเวอร์ โฮม" (Lever Home)


อย่างไรก็ดี "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" มีความพร้อมใน 5 ศักยภาพเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนสู่ความสำเร็จทุกมิติ และพร้อม ยืนอยู่ในระดับแถวหน้าของธุรกิจเครือข่าย ประกอบด้วย ศักยภาพการเติบโตในประเทศ (Local Growth) ด้วยความเชี่ยวชาญ และ นวัตกรรมระดับสากลของยูนิลีเวอร์ ทำให้สามารถขยายฐานผู้บริโภค และสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ครอบคลุมทั่วประเทศ เห็นได้ที่ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสนรหัส ซึ่งนับเป็นปีที่สามารถสร้างการเติบโตที่ดีทั้งในแง่สมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และรายได้ที่เพิ่มขึ้น ศักยภาพการเติบโตระดับโลก (Global Growth)


อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้บริษัทต้องมีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ขายตรงจาก "อาวียองซ์" มาเป็น "ยูนิลีเวอร์เน็ทเวิร์ค" ก็เพื่อต้องการให้ผู้บริโภคได้เห็นและรู้จักในแบรนด์ของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีในเรื่องของการขยายตลาดสินค้า รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสนในแบรนด์


ทั้งนี้ บริษัทยังจะเลือกใช้ประเทศไทย ในการสร้างเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งจะขยายแบรนด์ออกไปในหลายประเทศ โดยจะมีสำนักงานหลักอยู่ที่ประเทศไทย


"ความได้เปรียบที่ยูนิลีเวอร์มีฐานการ ตลาดอยู่ทั่วโลก จึงเป็นบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ในการขยายตลาดต่างประเทศ จึงนับเป็นธุรกิจเครือข่ายที่มีศักยภาพเติบโตสูงสุด รวมถึงการสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนอย่าง ไร้พรมแดนให้กับผู้ร่วมธุรกิจ ภายใต้วิสัย-ทัศน์ในปี 2020 ที่มีเป้าหมายให้ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค มอบโอกาสเติมเต็มชีวิตในทุกด้าน ให้เกือบ 3 พันล้านคนทั่วโลก ศักยภาพการ รังสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Product Excellence) ด้วยทุนวิจัยสูงถึง 1 พันล้านยูโร ต่อปี กับศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มาตรฐานระดับโลก 129 แห่ง ผนวกกับความรู้ของผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ กว่า 6 พันคน ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ในความเป็นเลิศทางนวัตกรรมคุณภาพระดับสากล และผลลัพธ์การใช้ที่แตกต่าง ศักยภาพผลตอบแทนที่ผู้ร่วมธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" จะได้รับผลตอบแทน i12 แผนที่เป็นธรรมชาติยั่งยืน ที่มอบรายได้คุ้มค่าจาก ผลงานทางธุรกิจ โดยได้ปรับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นอีก 4-5% เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา และโอกาสในการรับผลตอบแทนจากเครือข่ายทีมงานทั่วโลก โดยผู้ร่วมธุรกิจ 1 รหัส สามารถทำธุรกิจไปได้ทั่วโลก ศักยภาพในการพัฒนาตนเองแบบรอบด้าน" สุชาดา กล่าว


จากปรัชญาแนวคิดของยูนิลีเวอร์ ที่ หากต้องการให้คนใส่ใจในธุรกิจ เราต้องใส่ใจ ในคนก่อนนั้น ทำให้ทุกระดับตั้งแต่พนักงาน ผู้บริหาร เหล่าสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" จะต้องมีการเรียนรู้ เพื่อสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้ จึงมี "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค อะคาเดมี" เพื่อพัฒนาทักษะ พัฒนาความเป็นผู้นำ และคุณลักษณะ โดยมีระบบโคชชิ่งจากอัพไลน์ เพื่อ ให้ผู้ร่วมธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" เติบโตทั้งในด้านธุรกิจ และเติบโตศักยภาพ ของตนเองแบบรอบด้านไปพร้อมๆ กัน


อนึ่ง ธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ประกาศใช้ชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตั้งแต่บัดนี้ โดยยังคงมีประเทศไทยเป็นสำนักงานใหญ่ และเป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ แม้จะเปลี่ยนเป็น ชื่อใหม่ แต่ไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารภายในแต่อย่างใด








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

เส้นทางสู่ความสำเร็จ !!!







Success-flow-chart-003 (Mobile)

 


นักธุรกิจเครือข่ายป้ายแดง ส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาที่สำคัญในการทำงานนั่นก็คือเรื่อง "ทิศทางในการทำธุรกิจ" เนื่องจากความเป็นมือใหม่ในธุรกิจ หรือบางรายอาจได้รับการสนับสนุนจาก อัพไลน์ไม่มากเท่าที่ควร จึงทำให้รู้สึกว่าทำงานยากเหลือเกิน ผมคิดว่าทิศทางในการทำงานจึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจใหม่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจ "เส้นทางของความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย" สิ่งสำคัญสำหรับนักธุรกิจที่จะต้องเริ่มต้น มี 3 ขั้นตอน ดังนี้


1.ความรัก ความศรัทธา และความเชื่อ


ความรักในงานเครือข่าย เชื่อในผลิตภัณฑ์ ศรัทธาแนวทางในการทำธุรกิจ ที่สำคัญคือ ต้องมั่นใจ ในอาชีพนักธุรกิจเครือข่าย รวมทั้งมีความเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในการทำงาน มองเห็นภาพความ สำเร็จของตัวเองในอนาคต ความฝันของตัวเราที่ทำสำเร็จได้จากธุรกิจเครือข่าย สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้น และเพิ่มกำลังใจของเราในการทำงาน


2.การลงมือทำ


ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่บังเกิดผล หากตัวเราไม่ลงมือปฏิบัติ เพราะงานเครือข่ายเป็นงานที่ต้องลงมือ ทำและทำอย่างต่อเนื่อง อาศัยความขยันและการวางแผนการทำงานที่ดี ตัวเราก็จะทำงานง่ายขึ้น การคิดและการวางแผนที่ดีนั้น จะต้องเป็นรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติและเกิดประโยชน์ได้จริง ดังนั้นช่วง 3-6 เดือนแรก ยังต้องอาศัยความสม่ำเสมอของ ตัวเองเป็นสำคัญ


3.เข้าสู่ระบบของการทำงานพื้นฐานที่สำคัญ  เช่น


การเชิญคน เป็นภารกิจหลักที่จะทำให้เครือข่ายของเราเติบโต และขยายตัวได้ เพราะการสร้างเครือ ข่ายเปรียบเสมือนการออมเงินที่เราค่อยๆ เก็บออม การเชิญคนก็จะเป็นการสะสมเครือข่ายของเรา เช่นเดียวกันเป็นสินทรัพย์ของเราตลอดไป


เมื่อเชิญคนมาได้แล้วก็เข้าสู่กระบวนการจัดทำประชุมกลุ่มย่อย (House Meeting) เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจ จากนั้นเราก็ต้องพาเขาไปที่ศูนย์ธุรกิจ ไปงานประชุมหรือกิจกรรม ต่างๆ ที่บริษัทได้จัดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เขาได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และอยู่ท่ามกลางผู้ประสบความสำเร็จ


ทั้งหมดที่ผมได้นำเสนอ เปรียบเสมือนเครื่องมือ ใช้นำทางให้กับนักธุรกิจใหม่ๆ สามารถทำงานได้ในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งนำมาสู่ความสำเร็จ เพียงใช้ความรัก ความศรัทธา และความเชื่อในธุรกิจ พร้อม กับการลงมือทำ นำคนเข้าระบบอันแข็งแกร่งของบริษัท เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ปัญหาของการทำธุรกิจของ คนใหม่ก็จะหมดไป ส่งผลให้เกิดนักธุรกิจใหม่ที่มีคุณภาพอีกมากมายในเครือข่ายของเรา








 

 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

อยากเห็นการแก้ ก.ม. โดยเร็ว !







suphanburi_26-400 (Mobile) 

 


ตราบใดที่กฎหมายขายตรงยังไม่มีการแก้ไข หรือปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็เหมือนว่าเสียงเรียกร้องของ ผู้ประกอบการ และผู้ที่มีส่วนกับธุรกิจขายตรง ก็คง จะยังไม่หยุดให้ความคิดเห็น ว่าถึงเวลาที่กฎหมายจะต้อง มีการปรับ ซึ่งฉบับนี้ก็เป็นอีกครั้งที่หนึ่งในผู้ประกอบการต้องการ เห็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายขายตรง ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรภายใต้แบรนด์ "ดาวปูแดง" เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ในประเด็นกฎหมายขายตรง ว่า ตนอยากให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงเร็วๆ เพราะจะช่วย ให้การทำธุรกิจของบริษัทปลอดภัยขึ้น โดยมีกลุ่มคนที่ไม่หวังดีชอบแอบอ้างทำลายชื่อเสียง อีกทั้งยังมีการปลอมแปลงสินค้าเลียนแบบ ทำให้บริษัทเสียภาพลักษณ์เรื่องนี้ไปอีก


หากมีกฎหมายที่แข็งแรง มีกติกาที่ชัดเจนครอบคลุมทุกมิติ เชื่อว่า จะทำให้คนที่คิดจะกระทำผิดก็จะทำได้ยากขึ้น และเป็นการ ป้องกันไม่ให้บริษัทที่ตั้งใจทำธุรกิจอย่างโปร่งใสต้องคอยตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย พร้อมกับเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยในหลายๆ ประเทศยังไม่มีกฎหมาย ขายตรง หากประเทศไทยทำสำเร็จก็จะเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศในอาเซียน หรือประเทศใดก็ตาม เข้ามาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้


"ผมว่ากฎหมายขายตรงยังมีหลายจุดให้แก้ไข เพราะยัง เอื้อต่อธุรกิจบางประเภทที่ได้รับประโยชน์จากตรงนี้ไป รวมถึงกฎหมายฉบับปัจจุบัน ก็ยังไม่คุ้มครองผู้ประกอบการเท่าที่ควร อาจ จะคุ้มครองผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเวลามีปัญหาเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ รัฐก็จะเข้ามาดำเนินคดีลำบาก เพราะกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมเพียงพอ กว่าจะฟ้องร้องกันเสร็จก็เสียเวลากันนาน ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี"


โดยตอนนี้ใกล้จะเกิดการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ในปี 2558 อยากให้รีบปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยด่วน เนื่องจากหลายๆ บริษัทขายตรงในเมืองไทย จะได้ปรับ ตัวเองรับมือกับเรื่องนี้ เพราะหากกฎหมายขายตรงปรับแก้ไขแล้ว บริษัทต่างๆ จะได้รีบปรับนโยบายธุรกิจของตัวเองให้ควบคู่ ไปด้วย จะได้ไม่ต้องไปปวดหัวกันทีหลัง และเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นของธุรกิจขายตรงต่อไปด้วย


"มูลค่าธุรกิจขายตรงแต่ละปีเป็นแสนๆ ล้าน มีประชากร ที่เข้ามาทำอาชีพนี้เป็นจำนวนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งธุรกิจขายตรง สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ และยังช่วยให้คนตกงานมีอาชีพทำ ถือเป็นข้อดีที่หน่วยงานรัฐควรจะเข้ามาศึกษาและสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะผลประโยชน์จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศชาติด้วย"








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

ข่าวเอสเนเจอร์ (Snatur) : สร้างแรงบันดาลใจ แล้วทำมันให้เป็นจริง "น.ท.พลัฎฐ์ แสนธรรมวุฒิ" นักธุรกิจเครือข่ายตำแหน่ง "Team Leader" จาก "เอสเนเจอร์"







fgfgfgfgf (Mobile)

 


"กุญแจสู่ความสำเร็จ" สัปดาห์นี้ เรายังมีเคล็ดลับดีๆ จากนักขายตรงระดับ ชั้นนำของเมืองไทยมานำเสนอเหมือนเช่น เคย และครั้งนี้เราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับ "น.ท.พลัฎฐ์ แสนธรรมวุฒิ" หรือที่รู้จักกันในวงของนักธุรกิจ "เอสเนเจอร์" ว่า "ผู้พันเอก" นักธุรกิจเครือข่ายตำแหน่ง "Team Leader" จาก "เอสเนเจอร์" แบรนด์ขายตรงในเครือของ บริษัท ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน)


 หลังจากรับราชการทหารเรือมาเป็น เวลา 13 ปี โดยอาชีพประจำจัดว่าดีอยู่แล้ว แต่ "ผู้พันเอก" ยังมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตได้มากกว่านี้ จึงได้เข้ามาทำธุรกิจ MLM จนประสบความสำเร็จในระดับสูง ล่าสุดลาออกจากชีวิตราชการ มาทำธุรกิจ เต็มตัว โดยเลือก "เอสเนเจอร์" เป็นเรือลำใหญ่ในการนำพาชีวิตของตัวเองให้พบกับสิ่งที่ต้องการ และเพียง 4 เดือนเท่านั้น ทำให้เขาผู้นี้สามารถสร้างรายได้แตะที่ 300,000 บาทต่อเดือน


 จุดเปลี่ยนอะไร...ดึงเข้ามาทำ MLM


"ตอนที่ตนรับราชการทหารเรือ ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้รับใช้ชาติ แต่พอดีตนมีเรื่องของค่าใช้จ่ายมากมาย ทำให้แต่ละเดือนชักหน้าไม่ถึงหลัง และสิ่งที่ตนอยากได้คงจะยาก เพราะหากไปกู้ มาก็ต้องเป็นหนี้อีก จึงได้เกิดแรงผลักดันให้อยากเข้ามาศึกษาธุรกิจเครือข่าย ที่ต้องการเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้น"


ใครคือผู้ชักชวนมาทำธุรกิจ MLM


"ก่อนหน้านี้ ตนได้ทำธุรกิจเครือข่าย มาเป็นเวลากว่า 10 ปี แต่ได้เกิดเหตุบาง-อย่างทำให้ต้องย้ายมาอยู่บริษัทใหม่ และ ที่มาอยู่เอสเนเจอร์ ก็เพราะการชวนของนักธุรกิจอิสระ ที่ทำเครือข่ายที่นี่อยู่ก่อนแล้ว พอดีตนมีคนที่รู้จัก ก็เลยลองศึกษาข้อมูลและได้เข้ามาร่วมธุรกิจในที่สุด"


ปกติชอบธุรกิจ MLM ไหม

"สมัยก่อนไม่เคยชอบเลย เพราะไม่ เชื่อว่าจะทำได้จริง และไม่คิดว่าธุรกิจนี้จะ เข้ามาอยู่ในหัวของตนด้วย แต่หลังจากที่ตนได้มาสัมผัสจริงๆ ก็ได้รู้ว่า ที่จริงแล้ว ธุรกิจเครือข่ายสามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ และทำให้ตนได้มิตรภาพใหม่ๆ ได้ช่วยเหลือผู้คนให้มีความมั่นคั่งด้วย"


 เหตุใดจึงตัดสินใจเลือกทำ MLM กับ "เอสเนเจอร์"


"หลังจากศึกษารายละเอียดข้อมูลขององค์กรนี้อยู่นาน ก็ได้พบว่าธุรกิจที่นี่สามารถตอบโจทย์เราได้ ไม่ว่าจะมีแผน การตลาดที่ดี การจ่ายเงินที่ชัดเจน ผู้บริหาร ก็มีวิสัยทัศน์ รวมถึงความมั่นคงขององค์กร ที่เป็นมหาชน ทำให้ไม่ลังเลที่จะเข้ามาร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการประสบความสำเร็จใน ระยะยาว"


เคยท้อแท้และคิดจะเลิกทำ MLM ไหม

"เคยแน่นอน ถึงกับไม่อยากเข้ามา ทำเลย แต่ก่อนที่ตนทำบริษัทขายตรงที่อื่น มาก็ได้เจออุปสรรคมากมายในเรื่องของ การชักชวนคนมาร่วมธุรกิจ แต่พอมาถึงวันนี้ตนได้เข้าใจแล้วว่า หากทำให้เขาเข้าใจ ในธุรกิจก็จะทำให้ตนประสบความสำเร็จได้ หากใครท้อแท้ก็อย่าเพิ่งล้มเลิก ควรยืนหยัด และอดทนให้มากที่สุด"


ทำ MLM มากี่ปี...เป้าหมายต่อไปคืออะไร


"ที่จริงตนมีประสบการณ์ขายตรงมาจากที่อื่นๆ รวมแล้วก็มีความเชี่ยวชาญ กว่า 10 ปี แต่เมื่อย้ายมาอยู่กับ เอสเนเจอร์ ใช้เวลาเพียง 4 เดือน ก็ขึ้นตำแหน่ง Team Leader มีรายได้ต่อเดือน 3 แสนบาท โดย เป้าหมายสิ้นปีต้องมีรายได้แตะที่ 5 แสนบาทให้ได้ จากนั้นภายใน 3 ปี ขอขึ้นตำแหน่ง ที่สูงกว่านี้ต่อไป"


 สิ่งที่ภูมิใจในการทำธุรกิจ MLM


"คงจะเป็นเรื่องของการที่ตนมีทีมงานที่เก่งๆ มีความสามัคคีกัน อย่างตอนนี้มีทีม "ALL FOR ONE" แปลว่า "รวมกันเป็นหนึ่ง" ซึ่งทีมงานนี้มีประสบการณ์ขายตรง และได้ช่วยกันขยายตลาดออกไป หลายจังหวัด ล่าสุด พวกเราได้ไปเจาะตลาดที่กัมพูชากับลาว และได้มองต่อไปที่ พม่า และมาเลเซีย ซึ่งอีกไม่นานที่กล่าวมา ทั้งหมดกำลังจะมีเซ็นเตอร์ใหญ่ที่นั่นเร็วๆ นี้"


ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน...หลังเข้ามาทำ MLM


"เปลี่ยนกันคนละเรื่องกับสมัยรับราชการทหารเรือ แต่ก็ต้องขอขอบคุณจาก ที่เราเป็นทหารมาก่อน ทำให้เรามีระเบียบ วินัยในการรับผิดชอบต่องาน ซึ่งก็นำมาถ่ายทอดให้กับสมาชิกใต้องค์กรหลายคน ส่วนชีวิตถึงวันนี้ก็มีความสุขมาก เพราะได้ ช่วยให้หลายคนได้เปลี่ยนชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่ไร้ขีดจำกัด มีเวลา ทำอย่างอื่นมากมาย และสุขภาพก็ดีตามมา รวมถึงมิตรภาพใหม่ที่ยอดเยี่ยม"


มีเทคนิคอะไร...จะฝากถึงทุกคนที่กำลังทำ MLM อยู่บ้าง


"เราควรหาแรงบันดาลใจให้เจอกัน ว่าต้องการอะไร เพราะความสำเร็จของตัว ผมที่ได้มา ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ หรือว่า ฟลุ้ก แต่เกิดจากความพยายามหลายต่อหลายครั้ง เพราะการที่ผมจะลงทุนทำอะไร จะมองที่ผลลัพธ์ว่าได้จริงไหม เมื่อเรามั่นใจแล้วก็ลงมือทำอย่างจริงจัง อดทน ขยัน หมั่นเข้าไปเรียนรู้อย่างละเอียด และ เชื่อฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนเรา จะทำให้เราไม่เดินผิดพลาด ที่สำคัญความ จริงใจและการให้ รวมถึงความซื่อสัตย์ต่อ องค์กรควรจะมีอยู่ในจิตสำนึกของเราด้วย"


นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีๆ ของนักธุรกิจอิสระระดับสูง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่มีใคร ที่เข้ามาแล้วประสบความสำเร็จโดยไม่มีความพยายาม ซึ่งทุกคนล้วนแต่ต้องทุ่มเท เพื่อคว้าฝันที่เราต้องการ แต่สำคัญก่อนที่ เราจะไปถึงจุดนั้น นั่นคือแรงบันดาลใจที่ เราต้องตั้งไว้ แล้วทำมันให้เป็นจริง


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

ข่าวเจอเนสส์ (Jeunesse Thailand) : กลุ่มเจอเนสส์โกลบอล และ ทีเส็บ จัดงานแถลงข่าว การจัดประชุมเครือข่ายขายตรงระดับโลก “เจอเนสส์ โกลบอล” ครั้งแรกในไทย และการสนับสนุนภายใต้แคมเปญ “Mega Events … Sustainable Challenge”







1001464_563079807063918_279566580_n (Mobile)

 


กลุ่มเจอเนสส์โกลบอลและสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บขอเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวการจัดประชุมเครือข่ายขายตรงระดับโลก “เจอเนสส์ โกลบอล”ครั้งแรกในไทย และการสนับสนุนภายใต้แคมเปญ“Mega Events … Sustainable Challenge”
โดยมร. สก็อต เอ ลิวอิส Chief Visionary Officer (CVO) and President of Asia Pacific บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล จำกัด


 นางสาววิชญา สุนทรศารทูล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการประชุม


สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กลุ่มเจอเนสส์โกลบอล หนึ่งในธุรกิจขายตรงนานาชาติที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดในโลก ได้เอกประเทศไทยเป็นที่จัดการประชุมประจำปี Jeunesse Expo Thailand โดยมีนักธุรกิจจากทั่วโลกกว่า 8,000 คน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บตามแคมเปญ “Mega Events … Sustainable Challenge” ประจำปี 2556


ซึ่งเน้นการส่งเสริมให้องค์กรธุรกิจระดับนานาชาติเข้ามาจัดการประชุมในประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 30 กันยายน 2556 เวลา 10.00-11.30 น. ณ ห้อง ปทุมมา โรงแรมสยามแคมเปนสกี กรุงเทพฯ (หลังสยามพารากอน)








 

 


 


Credit By : http://www.ryt9.com