ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ใหม่สด‘นิว เคซีฯ’รับปี’57 รหัสลับเครือข่าย‘1+2เป็น4’สั่งรวยทุกมิติ







nkc (Mobile)

 


ผ่าปฎิบัติการณ์แรงเหนือชั้น “ค่ายนิว เคซี ไลฟ์ฯ” บริษัทเครือข่ายสายพันธุ์รวยครบวงจร ปิดจุดบอดให้คนเครือข่ายที่ล้มเหลวได้สนิท ชนิดจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม หลังซุ่มเงียบเตรียมการใหญ่เกือบ 2 ปี “ฉัตรนันทธ์ ภูธนะวณิชย์” กัปตันไทยแลนด์ ได้เวลาพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ การทำอาชีพเครือข่ายขายตรงให้ก้าวไกลไปสู่มิติใหม่ ๆ ซึ่งคนเครือข่ายในยุคเดิม ๆ จะต้องตะลึงกับยุทธศาสตร์ที่เหนือชั้นด้วยการผนึกกำลังพันธมิตร 3 ค่ายกับ 1 บริษัทผู้ผลิตรวมเป็นหนึ่งเดียว ภายใต้“รหัสลับ 1+ 2 เป็น 4” เพิ่มพลังสร้างเครือข่ายแบบรวยทะลุถึงรากหญ้าข่าวล่าสุด “ค่ายนิว เคซี ไลฟ์ฯ” กำลังซุ่มจัดทัพผู้นำคึกคัก พร้อมเปิดตัวกลางเดือนพฤศจิกายนนี้


น่าจะเกิดปรากฎการณ์ เหนือธรรมชาติของวงการเครือข่ายขายตรงไทยอีกครั้งหนึ่ง เพราะในช่วงเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ภาพโดยรวมขายตรงไทยอยู่ในอาการซึมกับซบเซาอย่างต่อเนื่อง จับตาห้ามกระพริบเด็ดขาด เมื่อ “บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ เน็ตเวิร์ค จำกัด” ได้ประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมเข้าสู่สมรภูมิรบเต็มรูปแบบ หลังวางแผนงาน และเตรียมการมานานเกือบ 2 ปี


ว่ากันว่า “ค่ายนิว เคซี ไลฟ์ฯ” จะปะทุความร้อนระอุฝ่าลมหนาวในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2556 นี้ท่ามกลางความสดชื่นแจ่มใส แบบสบาย ๆ ของผู้คนไทยทั้งประเทศ หลังเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมกันเกือบถ้วนหน้ามาแล้ว


การเปิดตัวของ “นิว เคซี ไลฟ์ฯ” ครั้งนี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็นับว่าอยู่ในไทม์มิ่งที่ดี แถมค่ายนี้มาแปลกแหวกเมฆอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการนำทัพของ “ฉัตรนันทธ์ ภูธนะวณิชย์” ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเคยเป็นนักบริหารเครือข่ายขายตรงฝีมือระดับพระกาฬ ด้วยยอดขายปีละ 2-3 พันล้านมาแล้วและผ่านสังเวียนเครือข่ายมาอย่างโชกโชน มีความเข้าใจชีวิต และความเป็นอยู่ของคนเครือข่ายขายตรงแบบทะลุทะลวง


“ฉัตรนันทธ์ ภูธนะวณิชย์” ได้ตั้งปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะนำพา บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ เน็ตเวิร์ค จำกัดให้ผงาดในวงการเครือข่ายให้ได้ภายใน 1 - 2 ปีนี้ โดยเปิดฉากรบเต็มอัตราศึก ด้วยการเปิดหน้าโชว์กลุ่มบริษัทพันธมิตร ที่เข้ามาร่วมผนึกกำลังทางธุรกิจกันจนฐานสะเบียงและกองกำลังรบแน่นปึก


ระเบิดศึก “ติดขีปนาวุธ” ด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่อย่าง “เอ็ม มอลล์ พลัส” เบต้า-กลูแคนพลูคาว ผลิตโดย บริษัท เชียงใหม่โฮลดิ้ง จำกัด โดย “รัฐวิชญ์ สิริอมรสิทธิ์” กรรมการผู้จัดการ นักบริหารโรงงานคลื่นลูกใหม่ ที่มีความเข้าใจ และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ถือเป็นโรงงานผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ เครื่องมือการผลิตได้มาตร ฐาน GMP พร้อมลุยตลาดสุขภาพเต็มรูปแบบกับค่ายนิว เคซีฯ


“ฉัตรนันทธ์ ภูธนะวณิชย์” ซึ่งหัวหอกคนสำคัญ “ค่ายนิว เคซี ไลฟ์ฯ” ไม่ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท เชียงใหม่ โฮลดิ้ง จำกัด เพียงค่ายเดียวเท่านั้น“เขา” ยังได้ผนึกกำลังรบกับ “บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด” ซึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับภายในผู้หญิงผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม ปัจจุบันได้โฆษณาแบบหูดับตับไหม้สร้างแบรนด์เป็นที่รู้จักและติดตลาดไปแล้วในนาม “บีวัน” นั่นเอง


“บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด” โดย “สมศักดิ์ ล้อมทอง” กรรมการบริหาร ยังได้มอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรลดน้ำหนักชนิดที่ลดได้ 2-4 กิโลฯ ภายใน 1 สัปดาห์ ไม่อ่อนเพลีย ไม่มีผลข้างเคียงอย่าง “ซิลวี่” ขณะนี้ก็ได้โหมโฆษณาอย่างบ้าคลั่งสร้างแบรนด์เรียกน้ำย่อยรอท่าอยู่ก่อนแล้ว ด้วยการยิงสปอตต่อเนื่องผ่านทีวีดาวเทียมเมื่อกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา แต่สินค้ายังไม่มีจำหน่าย เรียกว่าโหมโรงไปก่อนที่จะออกสู่ตลาดกันเลยทีเดียว


นายฉัตรนันทธ์ ภูธนะวณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า บริษัทฯได้รับใบอนุญาตจากสคบ.เมื่อปลายปี 2554 ช่วงนั้นเกิดวิกฤติน้ำท่วมพอดีทำให้ต้องชะลอการเปิดตัวลงไป เดิมทีว่าจะเปิดตัวในช่วงปลายปี 2555 แต่สถานการณ์หลาย ๆ อย่างยังไม่เป็นใจสักเท่าไหร่ ก็เลยใช้เวลาดังกล่าวไปกับการเตรียมงาน วางแผน วางระบบให้ลงตัวที่สุด คู่ขนานไปกับการเจรจากับกลุ่มบริษัทพันธมิตรที่จะเข้ามาร่วมผนึกกำลังกัน เพราะการเปิดธุรกิจเครือข่าย จะต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันถึงจะเกิด


“การเปิดบริษัทขายตรงยุคนี้จะทำแบบข้ามาคนเดียว หวังไปรวยเอาข้างหน้าเห็นทีจะเกิดยาก ยกเว้นค่ายปั่นเงินนั่นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะยุคนี้เป็นยุคของการขายความจริง ไม่ใช่การขายฝันอีกต่อไป ผมเข้าใจดีคนทำเครือข่ายที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะขายฝันจนจับต้องอะไรไม่ได้ ในที่สุดคนก็เบื่ออาชีพเครือข่าย เพราะมองว่าหลอกลวง ทำแล้วไม่สำเร็จ คือ ตอบโจทย์ที่แท้จริงของประชาชนไม่ได้”


การเปิดตัวของ บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ฯ ครั้งนี้ ถือเป็นความพร้อมที่สุดในแวดวงค่ายน้องใหม่ก็ว่าได้ เพราะเป็นการผนึกกำลังอย่างเหนียวแน่นของ 3 ฝ่าย คือ บริษัท เชียงใหม่ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตสินค้าหลากหลาย, บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดเครือข่าย และบริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการตลาดโดยการใช้สื่อ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับบริษัท วิณพา จำกัด ซึ่งผลิตสินค้าภายในผู้หญิง “บีวัน”


เท่าที่ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า “บีวัน” ซึ่งขายแบบตรงผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม จากที่ทราบมาว่าในช่วง 4 เดือนที่ทำตลาด “บีวัน” มียอดขายอยู่ในระดับสูงพอสมควร และมีอัตราซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหมาะที่จะเข้ามาทำตลาดในระบบเครือข่ายเต็มรูปแบบ


นอกจากนี้ บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด ยังมีผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก “ซิลวี่” ผลิตจาก บริษัท วิณพา จำกัด เช่นเดียวกัน เพิ่งเปิดตัวทางสื่อทีวีเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา กระแสตอบรับเป็นที่น่าสนใจไม่น้อย มีการพูดถึงกันพอสมควร ทั้ง ๆ สินค้าตัวนี้ยังไม่ได้วางจำหน่ายในท้องตลาด แต่บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัดได้ทุ่มงบโฆษณาสร้างแบรนด์ เรียกน้ำย่อยก่อนลงตลาดจริง ผลิตภัณฑ์ “ซิลวี่” ก็ได้ตกลงที่จะนำเข้ามาสู่ระบบเครือข่ายเช่นกัน โดยให้ บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ฯ รับไม้ต่อ


ในการทำตลาดแต่เพียงผู้เดียว


จะเห็นว่า ทั้ง 3 บริษัท กับอีก 1 บริษัทอย่างวิณพา รวมเป็น 1+2 เป็น 4 ต่างก็มีความพร้อมกันทุกด้าน ฉะนั้น ทีมผู้บริหารนิว เคซี ไลฟ์ฯ ก็มีความพร้อมในเรื่องการตลาดระบบเครือข่ายเป็นอย่างดี เข้าใจถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเครือข่ายอย่างแท้จริง คือ ทุกคนต้องการความมั่นคงในชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ที่ผ่านมาหลาย ๆ คนอาจเคยผิดพลาดมาด้วยกันทั้งสิ้น จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราเข้าใจถึงความผิดพลาดนั้น ๆ แล้วนำมาปรับปรุง แก้ไข พัฒนา เชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการผงาดได้เช่นกัน


“ผมเห็นพี่น้องเครือข่ายจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนค่ายบ่อย ๆ มองอนาคตก็ไม่ค่อยจะเจอ เหมือนมีชีวิตที่ลอยเคว้งคว้าง มองหาแค่ขอนไม้เกาะ เพื่อให้ตัวเองได้มีลมหายใจอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น ฉะนั้น นิว เคซี ไลฟ์ฯ จะปิดฉากความล้มเหลวของพี่น้องเครือข่ายทั้งระบบ ด้วยกลศึก และแผนการตลาดที่จับต้องได้ รวยกระจาย ไปถึงคนรากหญ้า เพราะเราดีไซน์ไว้ให้พี่น้องเครือข่ายได้สำเร็จแบบยั่งยืน ด้วยการขับเคลื่อนซึ่งความพร้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในสัปดาห์หน้าผมได้นัดคุณกาย ไพรินทร์ เพื่อเซ็นสัญญาในการใช้สื่อเต็มอัตราศึก และได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย งบส่งเสริมการบริหารของผู้นำ ซึ่งทุกสายงานเราจะมีรายการทีวีมอบให้เป็นอาวุธในการทำศึกทุกทีม โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าเวลาแต่อย่างใด บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ฯ และบริษัทพันธมิตรจะเป็นผู้จัดให้แบบเต็มอิ่ม ในชั่วโมงนี้จนถึงตลอดทั้งปี 2557 จะไม่มีค่ายขายตรงน้องใหม่รายใดที่มีกำลังรบ สะเบียงพร้อมอาวุธในการทำตลาดพร้อมเทียบเท่า บริษัท นิว เคซี ไลฟ์ฯ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขายตรงไทย จะต้องพลิกโฉมใหม่จากจุดนี้แน่นอน” นายฉัตรนันทธ์กล่าว


นายฉัตรนันทธ์กล่าวอีกว่า ที่สำคัญสุด ๆ บริษัทฯ ต้องการส่งเสริมให้สมาชิกทำงานแบบง่าย ๆ นั่งอยู่บ้านก็ทำเครือข่ายกับนิว เคซี ไลฟ์ฯ ได้ ไม่ต้องเดินทางมากรุงเทพฯให้เสียเวลา ช่วงนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างจัดกองทัพผู้นำ ล่าสุดเราได้ผู้นำจากหลายกลุ่ม เริ่มเข้าเพื่อแสดงเจตนาร่วมรบเต็มอัตราศึก ชั่วโมงนี้เราไม่ต้องการผู้นำที่เป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่เราอยากได้ผู้นำที่ต้อง การก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งมากกว่าเพราะบริษัท นิว เคซี ไลฟ์ เป็นคำตอบเดียวที่พลาดไม่ได้ในปี 2557 นี้ ส่วนสำนักงานตั้งอยู่บนห้างฯอิมพีเรียล ลาดพร้าว พื้นที่กว่า 600 ตร.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุง คาดว่าน่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางเดือน หรือปลายเดือนพฤศจิกายน 2556นี้แน่นอน”


นายรัฐวิชญ์ สิริอมรสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เชียงใหม่ โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ผลิต “เอ็ม มอลล์ พลัส” เบต้า-กลูแคน พลูคาว เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า การที่บริษัทฯ ได้เข้ามาร่วมมือกับบริษัท นิว เคซี ไลฟ์ฯ อย่างเต็มรูปแบบนั้น เพราะได้ติดตามผลงานของท่านประธานฯ ฉัตรนันทธ์ ภูธนะวณิชย์ มานานหลายปี เชื่อมั่นในศักยภาพการทำตลาดในระบบเครือข่าย เพราะคนที่ผ่านงานบริหารด้วยยอดขายปีละ 2-3 พันล้านบาทมานั้น ย่อมไม่ธรรมดาแน่ จะต้องเข้าใจวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของคนทำอาชีพเครือข่าย ซึ่งเป็นสมาชิกและทรัพย์สินอันมีค่าของบริษัทมาเป็นอย่างดียิ่ง


“ผมกับคุณฉัตรนันทธ์ได้พูดคุยกันมานานพอสมควร สิ่งสำคัญที่จับต้องได้ชัด ๆ เลย ก็คือ ท่านประธานฉัตรนันทธ์ เป็นคนเปิดเผยใจกว้าง ติดดิน ไม่ถือยศถือศักดิ์ เข้ากับคนได้ง่าย น่าจะเป็นคุณสมบัติที่ดีของนักบริหารสมาชิกเครือข่ายที่อาจมีเป็นเรือนหมื่นเรือนแสนได้ดียิ่ง กอปรกับความเชื่อมั่นในพลังความสามารถของทีมผู้บริหาร นิว เคซี ไลฟ์ฯ และศักยภาพต่างๆ


...บริษัทฯ จึงได้ร่วมมือกันแบบแนบแน่นในการเปิดบริษัทเครือข่าย โดยให้นิว เคซี ไลฟ์ฯ รับหน้าที่ในการทำตลาดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท เชียงใหม่ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งจะเริ่มจากผลิต ภัณฑ์เพื่อสุขภาพ “เอ็ม มอลล์ พลัส” เบต้า-กลูแคน พลูคาว ชนิดแคปซูลเข้ามาทำตลาดเป็นอันดับแรก เพราะเป็นผลิตภัณฑ์นวัต กรรมใหม่ล่าสุด ที่ดีที่สุดของ บริษัทฯ ในช่วงเวลานี้ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็ให้การสนับสนุนด้านงบในการใช้สื่อต่าง ๆ ผ่านบริษัท นิว เคซี ไลฟ์ฯ ด้วยเงื่อนไขข้อตกลง พร้อมสนับสนุนด้านข้อมูลเชิงวิชาการต่าง ๆ เพราะนิว เคซี ไลฟ์ฯ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งมีผลประโยชน์ร่วมกัน นั่นหมายความว่ามากกว่าการเป็นคู่ค้าที่ส่งสินค้าให้ธรรมดาเท่านั้น” นายรัฐวิชญ์กล่าว


นายสมศักดิ์ ล้อมทอง กรรมการบริหาร บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟิตกระชับสำหรับผู้หญิง “บีวัน” ผ่านสื่อทีวีและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก “ซิลวี่” เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์” ว่า เดิมบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ไว้ที่ การสร้างแบรนด์สินค้าต่าง ๆ ป้อนให้กับบริษัทขายตรงต่าง ๆ เพื่อนำไปจำหน่ายในระบบเครือข่าย เพราะบริษัทฯ มองเห็นจุดอ่อนของค่ายขายตรงจำนวนมากซึ่งไม่มีศักยภาพเพียงพอในการใช้สื่อในการส่งเสริมการตลาด เนื่องจากต้องใช้งบมหาศาลกว่าจะสร้างแบรนด์แต่ละตัวให้ติดตลาดได้


เมื่อกว่า 4 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทดลองทำตลาดผ่านสื่อทีวีดาวเทียม 2-3 ช่อง ด้วยตัวเอง พร้อมสร้างแบรนด์คู่ขนานไปด้วย โดยนำผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิง “บีวัน” เปิดตลาดผ่านช่องทางขายแบบตรง กระแสตอบรับอยู่ในอัตราที่สูงขึ้นทุกเดือน ขณะเดียวกัน ก็มีการพูดคุยกับคุณฉัตรนันทธ์มาระยะหนึ่งควบคู่ไปด้วย เพราะส่วนตัวเคยติดตามผลงานการทำงาน และการบริหารธุรกิจของประธานฯ ฉัตรนันทธ์ มาระดับหนึ่ง ทราบมาว่า เคยส่งเสริมให้ผู้นำร่ำรวยกันมากมายเมื่อในอดีต คือ ถนนทุกสายในระบบเครือข่ายพุ่งตรงไปยังอ้อมกอดของท่านประธานฯ แบบมืดฟ้ามัวดินเลยทีเดียว จึงเกิดความศรัทธาเป็นการส่วนตัว


“หลังได้คุยกัน 3-4 ครั้งมีความรู้สึกเชื่อมั่นในวิสัยน์ทัศน์ของนักบริหารท่านนี้ คือ ดูแล้วเป็นคนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรกับใคร ตรงไปตรงมา มีความเป็นกันเองสูงมากๆ ผมสัมผัสได้เด่นชัดเลย เราก็มีประสบการณ์มามาก รู้ว่าใครเป็นอย่างไร และมาไม้ไหน จึงคิดในใจว่า ถ้าอยากให้บีวันเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับแมสทั่วประเทศ ก็ต้องขายผ่านระบบเครือข่ายเท่านั้น เพราะเป็นระบบสร้างผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างบริษัท ตัวแทน ผู้บริโภค ที่ดีที่สุด”


ซึ่งตรงกับนโยบายของบริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัทขายตรง เพื่อนำไปทำตลาด ก่อนตัดสินใจในการเข้าร่วมธุรกิจกับค่ายนิว เคซี ไลฟ์ฯ ก็คิดอยู่หลายตลบ เพราะการสร้างแบรนด์แต่ละตัวต้องใช้เงินจำนวนมาก ถ้าไปร่วมมือกับผู้บริหารค่ายที่ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเครือข่าย บริษัทฯ ก็จะเกิดการสูญเสียเป็นอย่างมาก จึงได้ปรึกษาผู้ใหญ่ในวงการสื่อท่านหนึ่ง ก็ได้รับคำตอบอย่างมีความมั่นใจเต็มร้อยว่า “คน ๆ นี้สามารถร่วมมือทางธุรกิจได้ เท่าที่รู้จักกันมา ก็ไม่เคยได้ยินว่าเขาโกงเงินใคร”


“เมื่อได้รับคำยืนยันจากผู้ใหญ่ที่คร่ำหวอดเช่นนี้ บริษัทฯ ก็เลยตัดสินใจร่วมมือกับค่ายนิว เคซี ไลฟ์ฯ ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ 2 รายการ คือ บีวัน และผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ซิลวี่ ให้ค่ายนี้ทำตลาด พร้อมสนับสนุนงบโฆษณาประชา สัมพันธ์ทางสื่อ ตามที่ได้ตกลงกันทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกทำตลาดมากขึ้น เพราะการทำเครือข่ายยุคนี้ค่ายไหนไม่มีสื่อถือว่าจบเลย” นายสมศักดิ์กล่าว


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : 'นีโอไลฟ์' ลุยปราบเอกสารปลอมยันฝ่าฝืนนำมาใช้ดำเนินคดีทันที







uuuu (Mobile)

 


จากกรณีที่ "นีโอไลฟ์" แบรนด์ขายตรงยักษ์ใหญ่สัญชาติไทย ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีแอบอ้างข้อมูลผลิตภัณฑ์ของบริษัทในทางที่ผิด ด้วยการนำชื่อของสินค้าของ "นีโอไลฟ์" ไปอ้างว่ามีสรรพคุณทางยา สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ต่างๆ ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงสินค้าของบริษัทที่ถูกนำมากล่าวอ้างนี้ เป็นกลุ่มสินค้าเสริมอาหารมีสรรพคุณเพื่อเป็นตัวเสริมอาหารเท่านั้น ไม่ใช่ตามที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีแอบอ้าง


เรื่องที่เกิดขึ้นนี้มาจากการกระทำของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ต้องการทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย โดยได้มีการตีพิมพ์เอกสารระบุชื่อบริษัท นีโอไลฟ์ฯ รวมถึงชื่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทหลายรายการ พร้อมทั้งจำแนกสินค้าแต่ละรายการว่า สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บอะไรได้บ้าง ทั้งยังระบุในตอนท้ายว่า ประมาณ 2-5 วัน อาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ จะทุเลาหายไป ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่บริษัท ทำขึ้นมาแต่ประการใด เพราะสินค้ารายการต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารนั้น เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่ได้มีสรรพคุณทางยาใดๆ ทั้งสิ้น


เอกสารดังกล่าว ได้ถูกผู้ไม่หวังดีแจกจ่ายไปในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในประเทศลาว ที่บริษัทได้ทำการขยายตลาดออกไป ซึ่งมีการแพร่ระบาดของเอกสารนี้มากที่สุด อีกทั้งที่ผ่านมาเอกสารทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ไม่มี การระบุชื่อของ นีโอไลฟ์ จะมีเพียงก็ชื่อของรายการสินค้าของบริษัทเท่านั้น


ในเรื่องนี้ทางผู้บริหารของ นีโอไลฟ์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงได้มอบหมาย ให้ฝ่ายกฎหมายติดประกาศแจ้งให้กับสมาชิกและผู้บริโภคให้รับทราบแล้ว รวมถึงให้ผู้ที่แอบอ้างชื่อบริษัท หรือผู้ที่นำเอกสารชุดนี้ไปแจกจ่ายให้หยุดการ กระทำ และทำลายเอกสารในทันที หากฝ่าฝืนบริษัทนีโอไลฟ์ฯจะดำเนินคดีตาม กฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่งที่ผ่านมา นีโอไลฟ์ เน้นย้ำตลอดว่าการทำธุรกิจต้อง มีจรรยาบรรณ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่บริษัทยึดถือมาโดยตลอด


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

'สุวิทย์'รีเทิร์น ผอ.ขายตรง เดินหน้าหนุนแก้ ก.ม.ตั้ง'กรม'







555

 


"สุวิทย์ วิจิตรโสภา" หวนนั่งตำแหน่ง ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. เดินเครื่องปรับแก้กฎหมายขายตรงไทย รองานวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีก 6 เดือน หารือเคาะกฎหมายยื่นคณะรัฐมนตรี ชี้มีโอกาสสูงตั้ง "กรมขายตรง" เผยข่าวดี "ก.พ.ร." อนุมัติตั้ง "กองคุ้มครอง ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" ชิมลางความเป็นไปได้การแยกอิสระ พร้อมย้ำชัด ธุรกิจเติมเงินโทรศัพท์ไม่เข้าข่ายขายตรง หากเน้นสร้างเครือข่ายถือเป็นความผิด


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ทาง สคบ.ได้มีการปรับในส่วนของตำแหน่งต่างๆ ในสำนักงาน รวมถึงการเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. ของ "อำพล วงศ์ศิริ" แทนที่ "จิรชัย มูลทองโร่ย" ซึ่งก็ได้มีการรับมอบหมายงานจาก "สันติ พร้อมพัฒน์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการทำงานของ สคบ. หลังจากนี้


"ทางรัฐมนตรีต้องการให้ สคบ. เน้นการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ส่วนเลขาธิการ สคบ.คนใหม่ นั้น กำลังรอการโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นรับตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกินเดือนนี้ เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ก็จะเข้ามานั่ง และทำหน้าที่ อย่างเป็นทางการต่อไป"


ในส่วนของธุรกิจขายตรง ทางภาค รัฐต้องการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เพื่อทำการส่งออกสินค้า หรือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะเน้นหนัก ในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมามักมีการกระทำผิดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก


อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ทางสคบ.ก็มีคดีที่ต้องติดตามอยู่หลายคดี โดย เฉพาะในเรื่องของการทบทวนกฎหมาย สำหรับกลุ่มบริษัทเติมเงินมือถือ ที่ปัจจุบัน นับว่ากำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนายทุน แห่มาเปิดธุรกิจรูปแบบนี้ และพยายามดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง


"ที่ผ่านมา จากกรณีของ "ป๊อปอัพ ทูริช" ที่ต้องการดำเนินธุรกิจขายตรง ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.และดีเอสไอได้พยายามดำเนินคดี เพราะธุรกิจเติมเงินมือถือที่ว่านี้ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรงได้ ซึ่งหากมีการตรวจสอบพบว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จ้องที่จะสร้างเครือข่ายมาก กว่าการขายสินค้าจัดว่ามีความผิด สามารถ ดำเนินขณะได้ตามกฎหมาย ซึ่งทาง สคบ. และดีเอสไอ กำลังเฝ้าติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง" สุวิทย์ เผย


นอกจากนี้ ทาง สคบ.ยังเร่งดำเนินการเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย ที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรับปรุง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีหลายข้อกฎหมาย ที่มีช่องโหว่ ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงเกิดความคลุมเครือ ในสายตาของผู้บริโภค


ขณะนี้ สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัย เพื่อแก้กฎหมายขายตรง โดยได้มีการมอบ หมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เพื่อประมวลภาพรวม โดยที่ผ่านมาก็มีการร่างกฎหมาย ฉบับใหม่ไปแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน ทำให้ต้องดึงตัวร่างกลับมา ซึ่งต่อมาหลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นว่า ตัวร่างเดิมนั้น ดูจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจขายตรงมากนัก ซึ่งอาจต้องมีการร่างกฎหมายกันใหม่


"จากการหารือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรง คาดว่าจะมีการนำร่างเดิมที่ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีเมื่อ 2-3 ปีก่อน มาปรับปรุงแก้ไข ด้วยการหารือกับสมาคม ขายตรงต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนที่มีส่วนกับธุรกิจนี้ รวมไปถึงการใช้งานวิจัยที่ สคบ. ได้ให้ ม.เกษตร ทำ มานั่งขบคิดว่าควรจะแก้ไขตรงไหนอย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจต้องใช้ เวลาอีกประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องมาร่างกฎหมายแล้วส่งคณะรัฐมนตรี ตามขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งสิ่งนี้อาจ ต้องใช้เวลา 3-5 ปี” ผอ.ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรงเผย


ในส่วนของการตั้ง "กรมขายตรง" นั้น "นายสุวิทย์" กล่าวว่า โอกาสที่จะตั้งกรมขายตรงนั้นมีความเป็นไปได้สูง เพราะที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ตั้งกรมขายตรง และสคบ.ก็มองธุรกิจขายตรงว่าคล้ายคลึงกับธุรกิจประกันภัย ที่มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คอยดูแล แต่คงไม่ใช่เร็วนี้ๆ เพราะสิ่งนี้ก็คงต้องรอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงก่อนอยู่ดี


อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ทางสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีการอนุมัติให้ตั้งกองคุ้มครอง ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงขึ้น ซึ่งจะอยู่ในสังกัดของ สคบ.ต่อไป แต่สิ่งนี้ ก็ถือเป็นก้าวแรกที่อาจส่งผลให้มีการตั้งกรมขายตรงในอนาคต


อนึ่ง ถือเป็นการกลับมานั่งในตำแหน่ง ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง เป็นครั้งที่ 2 ของ "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" หลังเคยนั่งทำหน้าที่นี้มาแล้วเมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" เป็นเลขาธิการ สคบ. ก่อนจะถูกโยกย้ายตำแหน่ง เมื่อ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เข้ามาเป็นเลขาธิการ สคบ. เมื่อปี 55 "สุวิทย์" ถือเป็นคนที่คลุกคลีกับวงการขายตรงมานาน และมีความรู้ประสบการณ์ด้านขายตรงเป็นอย่างดี


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

AEC ฟีเวอร์ 'รูอัน' เกาหลีลุยอาเซียน ปักธงไทยตั้งเป็นฮับ/ใช้สินค้าต้านเหี่ยวทำเงิน







ทีมผู้บริหารรูอัน (Mobile)

 


"รูอัน" ธุรกิจขายตรงสัญชาติเกาหลี ภายใต้การกุมบังเหียนของ "พาร์ค อิน ชอน" และ "เจมส์ ลี" ร่วมกับนักธุรกิจไทย จัดงานต้อนรับนักธุรกิจจากเกาหลีกว่า 130 คน เผยเตรียมยึดไทยเป็นแกนกลางลุยตลาดอาเซียน นำเข้าสินค้าต้านความชราเป็นเรือธง โกยเงินคนกลัวเหี่ยว


หลังจากกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มมาแรง ทำให้บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่จากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกันอย่างคับคั่ง ล่าสุดด้านธุรกิจ เครือข่ายไทยได้มีค่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติ เกาหลี "รูอัน" (RUAN) เข้ามาขยายเครือข่ายแห่งความสำเร็จแก่นักธุรกิจไทย ผ่านโอกาสครั้งใหม่กับธุรกิจชื่อว่า "รูอันเวิลด์" (RUAN World) โดย 2 ประธานบริหารจาก บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด นำโดย คุณพาร์ค อิน ชอน (Mr.Park In Cheon) และคุณเจมส์ ลี (Mr.James Lee) ร่วมกับนักธุรกิจ ไทยจากทั่วทุกภูมิภาค จัดงาน "RUAN World" Unity Sharing Vision เพื่อเป็นการต้อนรับนักธุรกิจจากเกาหลีกว่า 130 คน ด้วย การเนรมิตงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อเชื่อม สัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจด้วยความอบอุ่น พร้อมกับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และทัศนคติในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน


มร.พาร์ค อิน ชอน ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด เปิดเผยว่า "รูอันเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ ที่พร้อมเปิดรับนักธุรกิจทุกท่านเข้าสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างไร้ขีดจำกัดและมั่นคง ภายใต้ธุรกิจที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของทุกไลฟ์สไตล์ให้ก้าวไกลสู่ความ เป็นผู้นำระดับสากล"


ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยว่า "เรามีความมุ่งมั่นที่ จะขยายธุรกิจไปยังทุกประเทศทั่วโลก โดยเราเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการ เป็นประเทศศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอาเซียน (Hub of Asean) ซึ่งเหมาะสำหรับการก่อตั้งสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าหลักทางธุรกิจ ด้วยความเป็นจุดกึ่งกลางบนพื้นแผ่นดินอาเซียน ทำให้การคมนาคมขนส่งสินค้ามีความสะดวกสบายและสามารถต่อยอดบริหารจัดการงานให้พัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนโยบายหลักขององค์กรยังมุ่งเน้นด้านสุขภาพและการพัฒนาบุคลิกภาพ รวมถึงความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ความงาม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างลงตัว"


ทางด้าน มร.เจมส์ ลี ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด และในฐานะ ประธานบริหาร บริษัท รูอันเวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์การบริหารงานทางธุรกิจว่า "ปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทและความสำคัญในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่น รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยน ไปตามยุคสมัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับผู้หญิง มาตลอดเวลา นั่นคือ "เสน่ห์แห่งความงาม" ทำให้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น รูอัน เวิลด์ จึงพิถีพิถันในการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกสภาพผิวได้อย่างแท้จริง


โดยบริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ไลน์แรกในกลุ่มต่อต้านความชรา Anti-Aging ด้วย ผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมี่ยม MONG-NIS Skin Vitalizing Essence สเปรย์ เซลล์บูสเตอร์สารสกัดจากธรรมชาติที่จะช่วยปรนนิบัติผิวพรรณให้คงความอ่อนเยาว์ เอาไว้ดังเดิม เสมือนเก็บอายุของคุณให้เป็น ความลับตลอดไป (Keep Your Age As A Secret) เพื่อรุกตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทย พร้อมดำเนินกิจกรรมด้านการสื่อสารทางการตลาดในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา ให้เป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะนำมาสู่การจดจำ และการรับรู้ถึงแบรนด์โพสิชันนิ่งต่อไป"


"ด้วยวิสัยทัศน์การบริหารงานและความทุ่มเทในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เรามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนักธุรกิจรูอันเวิลด์ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล พร้อมเติมเต็มทุกรอยฝันของทุกไลฟ์สไตล์ด้วยอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจแห่งความมั่นคง" คุณเจมส์ ลี กล่าวทิ้งทาย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

เวลาท้อ พยายามมองไปที่เป้าหมาย "สุรศักดิ์ เหลือรักษ์" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ตำแหน่ง "สโมสรมนุษย์เงินล้าน" สังกัด บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด

 








430399_289149044488271_2103927124_n (Mobile)

"เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด...ไม่ได้มาจากการที่เราไม่เคยล้ม...แต่มาจากการลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่ล้มต่างหาก" Key to Success ยังคงเดินหน้าที่จะ นำเคล็ดลับ และเทคนิคดีๆ จากนักขายตรงชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย มา ฉายให้ผู้อ่านทุกท่านได้เห็น เพื่อเปิดใจท่านผู้อ่านทุกท่าน รวมถึง ให้ท่านได้เห็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงสำหรับคนที่ตั้งใจ และพยายามสร้างมันให้เกิดขึ้น


"สุรศักดิ์ เหลือรักษ์" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ตำแหน่ง "สโมสรมนุษย์เงินล้าน" สังกัด บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด ปัจจุบันอายุ 40 ปี พื้นเพเป็นคน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำงานประจำเป็นลูกจ้างนานถึง 10 ปี โดยทำเกี่ยวกับเครื่องใช้ ไฟฟ้า และปกติไม่ได้ชอบธุรกิจเครือข่ายอยู่แล้ว แม้จะมีคนมาชักชวนอยู่บ่อยครั้ง


แต่...เมื่อชีวิตมีความฝัน และอยากมี รายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เขาต้องแหกกฎของ คำว่าอคติที่ตัวเองมี จนที่สุดความฝันก็ เกิดขึ้นจริง จากการเข้ามาร่วมทำธุรกิจขายตรง


จุดเปลี่ยนอะไร....ดึงเข้ามาทำ MLM


"ตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกเบื่องานประจำ อยากหาทำอาชีพเสริมอะไรสักอย่าง เพราะ อยากมีรายได้มากขึ้น สิ่งที่ฝันไว้มีหลายอย่าง แต่ยังขาดเรื่องของเงิน พอดีได้รู้จักกับ คุณภัสสร ที่ทำธุรกิจ กับ บ.ปูแดง อยู่แล้ว หลังจากได้พูดคุยกัน ทำให้เกิดความสนใจ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาฟังแผนธุรกิจ และได้เห็นถึงความเป็นไปได้ ก็เลยตัดสินใจลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ว่าได้จริง รึเปล่า และปรากฏว่า ภายในไม่กี่เดือน ก็มีรายได้เข้ามาหลายหมื่นบาท ซึ่งมากกว่าอาชีพประจำหลายเท่าตัว"


ปัจจัยอะไร...ทำให้ตัดสินใจเลือกทำธุรกิจกับ "ปูแดง"


"เกิดจากได้ฟังแผนการตลาดที่ยอดเยี่ยม ระบบการจัดการที่ดี ความมั่นคงของ บริษัท อีกทั้งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่กว้าง ไกล จึงไม่ลังเลที่จะเลือกประสบความสำเร็จที่นี่ อีกทั้งได้ศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ซึ่งประเทศไทยมีชาวเกษตรกรเยอะมาก และยึดทำอาชีพนี้คิดเป็น 70-80% ทั่วประเทศ ทำให้เห็นถึงภาพ-รวมของตลาดที่ใหญ่มาก ซึ่งส่วนตัวมีความ เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของบริษัทอยู่แล้ว ที่สามารถช่วยชาวเกษตรกรมีรายได้และยังช่วยลดต้นทุนปลอดสารพิษ ซึ่งยังช่วยรักษาสภาพดินได้อีกด้วย"


ทำธุรกิจ MLM มากี่ปี...มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง


"ทำธุรกิจกับ บ.ปูแดง มาได้ 5 ปีเศษๆ อยู่ตำแหน่ง "สโมสรมนุษย์เงินล้าน" รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน 5 แสนบาท โดยเป้าหมายต่อไปจะพยายามมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือนให้ได้ตลอดไป และจะสร้างสมาชิกให้เก่งขึ้นมาเป็นมนุษย์เงินแสนให้มากที่สุด นอกจากนี้ ความฝันยังอยากจะสร้างบ้าน ทรงไทยราคา 10 ล้านบาท เพราะชอบบ้าน ในสไตล์นี้มาก พร้อมกับออกรถยนต์อีกหนึ่ง คันเป็นของขวัญให้ตัวเองในสิ้นปีนี้ด้วย"


หน้าที่หลักๆ ใน บ.ปูแดง ต้องทำอะไรบ้าง


"ถึงวันนี้ตนได้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของบริษัท และยังมีหน้าที่สำคัญ คือ วางระบบแผนการตลาดให้แก่สมาชิกประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด เพราะตนจะคอยออก ไปช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นชาวเกษตรกร สอนกลยุทธ์ต่างๆ และวิธีการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ กับปุ๋ยเคมี มีความแตกต่างกันอย่างไร บอก ถึงสรรพคุณว่าอันไหนให้โทษและให้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งปัญหาการตอบข้อซักถามลูกค้าใหม่ๆ ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคอยเติมเต็มให้แก่สมาชิกในบริษัทอยู่ตลอด"


อุปสรรคและความท้อแท้...แก้ไขจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร


"ถือว่าตอนทำธุรกิจในช่วงปีแรกๆ ค่อนข้างท้อแท้มาก เพราะเจอการปฏิเสธของคนเยอะ บางทีก็ท้อจนเกือบจะเลิกเหมือนกัน แต่ได้มองถึงสมาชิกที่ไปชักชวน มา และมองถึงเป้าหมายที่ฝันเอาไว้ ทำให้เป็นพลังเดินหน้าสู้ต่อจำทำให้สำเร็จมาได้อย่างทุกวันนี้ คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจมากกว่า หากมีความอดทน มุ่งมั่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็สำเร็จได้หมด โดยอยากบอกกับทุกคนที่ท้อแท้ว่า การชักชวนคนมาทำธุรกิจกับเรา และโดนปฏิเสธ ถือเป็นเรื่องปกติและให้มองว่าเป็นแค่รายละเอียดของงานเท่านั้น เพราะว่าหากเราค้นหาคนไปเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องเจอคนที่ใช่สักวันแน่นอน"


มีเทคนิคอะไร...อยากฝากสมาชิกเครือข่ายทั่วประเทศบ้าง


"ที่จริงธุรกิจเครือข่ายมีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจมาก อยากให้ทุกคนที่ไม่เคยทำ ลอง เปิดใจเข้ามาทำธุรกิจขายตรง ลองฟังแผน การตลาดและพิสูจน์ผลลัพธ์ว่าได้จริงมั๊ย ที่สำคัญจะต้องเข้าไปเรียนรู้และทำตามระบบ อย่างถูกวิธี และควรจะเชื่อฟังผู้นำเก่งๆ ที่คอยแนะนำให้ทำตาม เพราะคนไม่ประสบ ความสำเร็จหลายคนที่ทำเอง ไม่เชื่อฟัง จนต้องล้มเลิกไปก็หลายคน แต่หากทำตาม ที่บริษัทได้คิดและวางแผนมาให้แล้ว แค่ตั้งใจ อดทน และตั้งใจจริงๆ ยังไงความสำเร็จก็ต้องมาในไม่ช้า"


นี่คืออีกหนึ่งเคล็ดลับและความคิดดีๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้จากนักธุรกิจมือทองของวงการขายตรงอีกหนึ่งราย ซึ่ง Key to Success หวังว่าจะช่วยให้ใครที่กำลัง ท้อแท้ สิ้นหวัง ได้มีกำลังใจ เดินหน้าลุยต่อบนถนนแห่งชีวิตที่อาจทำให้ท่านเลือก ธุรกิจขายตรงในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ขายตรงฝ่ากระแสน้ำท่วม! เร่งปลุกตลาดแก้กำลังซื้อตก







PF-flood_1533663c (Mobile)

 


พิษเศรษฐกิจฉุดแรงซื้อ น้ำท่วมเรื้อรัง! ถ่วงรายรับบริษัท ขายตรง กลุ่มผู้ประกอบการจูงมือประกาศลดเป้ายอดขายสิ้นปี เผยขายตรงสินค้าเกษตรกระทบยาวถึงสิ้นปี ชี้กำลังซื้อ ตก ชาวบ้านต้องนำเงินไปซ่อมแซมบ้าน "แอมเวย์" ปรับเกม รบดิ้นสู้ยอมรับภาพรวม MLM อาจโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ ด้าน "กิฟฟารีน" ทุ่มงบโหมปลุกตลาดช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี มั่นใจดันยอดขายตามเป้า 6.5 พันล้านบาท ขณะที่ "โมรินดายูนิไลฟ์" มั่นใจอุทกภัยไม่ทำให้ยอดขายร่วง


กลายเป็นวิกฤติของบรรดาบริษัทขายตรง จากพิษเศรษฐกิจ และเหตุการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัด ที่ส่งผลให้เป้าหมายในส่วนของยอดขายกลุ่มบริษัทขายตรงอาจต่ำกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งมีการคาดคะเนว่า ปีนี้ภาพรวมของวงการขายตรงไทยอาจมีการเติบโตน้อยกว่าที่ผ่านมา


นายประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ ไวด์ จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ถึงปัญหาน้ำท่วมในขณะนี้ว่า อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจขายตรงในวงกว้าง จากกำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง และส่งผลกับบริษัทที่ทำสินค้าเกี่ยวกับการเกษตร อาทิ ปุ๋ยจุลินทรีย์ และปุ๋ยเคมีต่างๆ ซึ่งยังกระทบต่อการค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญในการสร้างรายได้เข้าประเทศ ทำให้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกลดลงมากกว่า ไม่มีบริษัทไหนกล้าทุ่มงบประมาณ ด้านการตลาด โดยเฉพาะจังหวัดในภาคอีสานที่กำลังได้รับความเดือดร้อน และหากน้ำท่วมลุกลามไปยังพื้นที่กรุงเทพฯ อาจจะทำให้ หลายบริษัทต้องประสบภาวะขาดทุน หากไม่มีมาตรการรับมือเรื่องนี้


ทั้งนี้ หลังภาวะน้ำท่วมประชาชนที่ได้รับความเสียหายยังต้องใช้ระยะเวลา ในการฟื้นฟู ซ่อมบำรุงทุกอย่างให้กลับ มาดำเนินได้เหมือนเดิม ซึ่งแน่นอนท้ายที่สุด จะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อหดหาย และมีผลต่อผู้ประกอบการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในต้นปีหน้าสถานการณ์น่าจะกลับสู่ภาวะปกติ เนื่อง จากมีอีเวนต์สำคัญทั้งเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่, วันเด็ก, ตรุษจีน, วาเลนไทน์ เป็นต้น ที่จะมาช่วยสร้าง บรรยากาศและกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับมา โดยบริษัทขายตรง ต้องมีแผนรับมือเรื่องนี้อยู่แล้ว และจะเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า บริษัทไหนจะยืนหยัดอยู่บนเส้นทางนี้ได้


อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์อุทกภัยไม่ได้รับ ผลกระทบกับยอดขายของบริษัทมากนัก เนื่องจากสาขาและตลาดหลักของบริษัทจะอยู่ในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ทำให้ยอดขายของบริษัทยังมีทิศทางที่ดี ส่วนสินค้าด้านเกษตรนั้น ก็ไม่ใช่สินค้าหลักของบริษัท โดยยอดขายผลิตภัณฑ์ของแอมเวย์ส่วนใหญ่จะ เป็นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงาม และ สินค้าเพื่อสุขภาพ


"แต่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาตั้งแต่ต้นปีมีผลกระทบมากกว่าน้ำท่วม ส่งผลให้หลายบริษัท โดยเฉพาะค่ายใหญ่ๆ พยายามปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายถือเป็นช่วงทำเงินของธุรกิจขาย ตรง หากทุกค่ายออกมาจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดช่วง 3 เดือนสุดท้ายนี้ เชื่อว่าน่าจะทำให้ยอดขายตลาดโดยรวมเติบโตได้ถึง 7%"


นายกิจธวัชกล่าวต่อว่า จากการ ที่รัฐบาลออกนโยบายต่างๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คันแรก หรือนโยบายอื่นๆ ทำให้ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา บวกกับสภาพเศรษฐกิจ ในช่วงปีนี้ที่ไม่ดีมากนัก ส่งผลทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง แต่หลังจาก ที่บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ในช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทดีขึ้นมา และมั่นใจว่าในปี 56 แอมเวย์จะสามารถทำยอดขายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้


ด้านพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวยอมรับว่าปัญหาน้ำท่วมและเศรษฐกิจมีผลต่อยอดขายเช่นกัน จากกำลังซื้อของประชาชนลดลง และยังกังวลเรื่องแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของบริษัทในปีนี้ลดลงเหลือที่ 5-7% จากที่ตั้งเป้าไว้ 10% ในทุกปี และจากผลกระทบดังกล่าว บริษัทจึงพยายามทุ่มงบด้านการตลาด โฆษณาประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรม ส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดประชุมนักธุรกิจในทุกสัปดาห์เพื่อกระตุ้นสมาชิก


อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้าย "กิฟฟารีน" พยายามที่จะผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้า คือ 6.5 พันล้านบาท


นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ในหลายพื้นที่ บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีสินค้าอยู่ในกลุ่ม เกษตรก็ตามที


"เรื่องของอุทกภัยคงไม่ส่งผลกระทบต่อ "ยูนิไลฟ์" มากนัก ซึ่งจะกระทบก็เป็นเรื่องของเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งมีผลต่อภาคการผลิตของบริษัท ในส่วนของเรื่องน้ำท่วมถือว่าเรายังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด"


ขณะที่นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า น้ำท่วมในปีนี้ บริษัทไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากเหตุอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดในภาคตะวันออกของประเทศ แต่ตลาดของบริษัทจะมีมากในภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


"เรื่องของเหตุการณ์น้ำท่วมไม่มีผลอะไรต่อยอดขายของบริษัท รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจด้วย เนื่องจากบริษัท มีกลุ่มผู้บริโภคอยู่ในภาคอีสาน และภาค กลาง การซื้อสินค้ายังมีต่อเนื่อง ซึ่งจาก ปัญหาที่เข้ามานี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อยอด ขาย เชื่อว่าเมื่อจบปีนี้บริษัทจะสามารถ สร้างยอดขายได้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้"


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ข่าวดีไลฟ์ (Deelife) : "ดีไลฟ์" ครวญแม่ทีมหอบผ้าหนี ยกเครื่องระบบเทรนนิ่งหวังปั้นผู้นำใหม่







deelife (Mobile)

 


"ดีไลฟ์" ยอมรับแม่ทีมตบเท้าย้ายสังกัดหนี เดินหน้าจัดระบบเทรนนิ่งใหม่ ผุด กลยุทธ์ "ซ่อม-สร้าง" ปั้นผู้นำขึ้นมาทดแทน พร้อมฟุ้ง! ถึงแม้กลุ่มแม่ทีมจะย้ายหนี แต่ยอดขายยังเติบโตได้ตามเป้า 100% ชี้อัดสินค้าใหม่เน้นกลุ่มลดอ้วนเป็นเรือธงทำตลาด ด้านการเปิดสาขาอาเซียนโฟกัส "ไต้หวัน-ลาว" ประเทศที่ขยายไปแล้ว ตั้งเป็นโมเดลสร้างตลาดต่างประเทศต่อไป


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ถึงผลการดำเนินงานในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาว่า จากที่เคยประกาศออกไป ในต้นปีว่าจะทำการ "ซ่อม-สร้าง" เนื่องจากในปีก่อนหน้านี้ บริษัทมีแม่ทีมที่มีคุณภาพเข้ามาร่วมงานแต่ท้ายสุดแล้วแม่ทีมกลุ่มนี้ก็ย้ายออกไปพร้อมกับทีมงาน จึงทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์การทำงานใหม่ มีการวางนโยบายใหม่ออกมาเพื่อให้สมาชิกที่อยู่กันมาก่อนได้ปรับตัวรับมือ เพื่อทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ และผลดำเนินงานที่ผ่านมาจนถึงครึ่งปีหลัง ทุกอย่างได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ทั้งหมด


"ภาพรวมถือว่าน่าพอใจ เพราะช่วงแรกๆ ได้มีการทำงานหนัก อย่างมาก เพราะแม่ทีมเก่งๆ ย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ และได้ดึงลูกทีมไปด้วย แต่ก็ยังมีแม่ทีมอีกหลายคนที่จงรักภักดีกับบริษัท และได้ช่วยกันทำงานจนตอนนี้บริษัทเติบโตผ่านช่วงวิกฤตินั้นมาได้ โดยมีการออกไปลงพื้นที่พูดคุยกับสมาชิกตามศูนย์สาขาต่างๆ และได้มีการจัด อบรมเทรนนิ่งติวเข้มพิเศษ เพื่อให้สมาชิกมีศักยภาพออกไปทำตลาดได้ดีขึ้น"


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงาน ในปี 2556 มีการเติบโตตามเป้า 100% ทั้งยอดขายและ สมาชิกและยังได้ทราบถึงความสามัคคีของ สมาชิกทุกคนที่อยู่กับบริษัท โดยปัจจุบันมีการเปิดบริษัทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มีการไหลเข้าไหลออกของคนอยู่ตลอดเวลา แต่บริษัทก็ยังมั่นใจว่า จะเติบโตเพิ่มได้มากกว่านี้ แม้จะมีการแข่งขันในตลาดขายตรงสูงแค่ไหนก็ตาม


สำหรับในไตรมาสที่ 4 ของปี เทวัญ ดีใจงาม หัวเรือใหญ่ "ดีไลฟ์" กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดโปรโมชั่นต่างๆ พร้อมยังมีสินค้าใหม่ๆ ออกมาเพิ่มขึ้นในหมวดสุขภาพ โดยเพิ่งออก ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนัก ซึ่งได้การ ตอบรับดีมาก สามารถได้กลุ่มสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาอย่างนักเรียน และนักศึกษา เพราะเรื่องของรูปร่างเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการกันอยู่แล้ว และเป็นเรื่องที่ดีที่ "ดีไลฟ์" จะมีกลุ่มวัยรุ่นมาทำธุรกิจ ทำให้คาดการณ์ได้ว่า สิ้นปีนี้บริษัทจะโตเพิ่มอีก 100% รวมตลอด ทั้งปีโต 200% ส่วนยอดขายน่าจะเกิน 200 ล้านบาท และสมาชิกจะขยับถึง 3 พันคน


ส่วนโรงเรียนสอนธุรกิจนั้น ดีไลฟ์ ก่อน หน้านี้ได้เปิดจุดหลักๆ ไปแล้ว ที่กรุงเทพฯ และอุดรธานี โดยสองแห่งนี้จะเป็นสถานที่ ให้สมาชิกได้เข้าไปฝึกอบรม เรียนรู้การทำธุรกิจ ซึ่งบริษัทได้มีการปรับปรุงสถานที่เดิม ให้ดูทันสมัยมากขึ้น และภายในต้นปีหน้าจะเร่งไปเปิดศูนย์สอนทำธุรกิจในจังหวัดภาค ใต้ และภาคเหนือต่อไป เพื่อให้ครอบคลุม ทั่วทั้ง 4 ภาค โดยหากนับศูนย์ดีไลฟ์ทั้งหมด จริงๆ ตอนนี้มีประมาณ 20 สาขา ซึ่งศูนย์ใหญ่หลักๆ จะอยู่บริเวณภาคกลางและอีสาน อาทิ ลพบุรี, โคราช, อุดรธานี, อุบล-ราชธานี, หนองคาย, นวนคร และสำโรง เป็นต้น


สำหรับก่อนหน้านี้บริษัทยังมีแนวทาง ที่จะขยายตลาดออกไปสู่ประเทศอาเซียน มากขึ้น ขณะนี้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่าย ผ่านไปทางประเทศไต้หวัน ประเทศลาว ซึ่งกำลังสร้างเป็นประเทศต้นแบบ ถ้าหากสำเร็จก็จะขยายไปยังประเทศพม่า และเวียดนาม โดยยังได้เจาะตลาดไปที่ประเทศ จีน แต่ยังถือว่ายากมากที่จะเข้าไปเปิดศูนย์ ในเมืองจีน เนื่องจากติดเรื่องของกฎหมายและข้อจำกัดหลายอย่าง อาจจะต้องรอเวลา สักระยะ


"การเจาะตลาดอาเซียนนั้น ทางบริษัทได้ขยายไปแล้วหลักๆ มีที่ประเทศลาว กับไต้หวัน ที่ได้ไปเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าที่นั่นมาก่อนหน้านี้ และก็กำลังไปได้สวย โดย กำลังมาคิดต่อว่า จะเริ่มทยอยไล่เปิดประเทศ เพื่อนบ้านไปทีละประเทศ ส่วนประเทศมหาอำนาจอย่างจีน กำลังพยายามเจาะตลาดผ่านสมาชิกเข้าไป แต่ยังไม่ค่อยเรียบร้อยดี แต่หากทำสำเร็จจะเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลเลยทีเดียว"


อย่างไรก็ตาม ในต้นปีหน้าบริษัทยัง ได้เตรียมที่จะเพิ่มไลน์ผลิตสินค้าใหม่ๆ เข้า มาอีกให้ครอบคลุมมากกว่านี้ อาทิ กลุ่มเกษตร, อาหารเสริม, ความงาม และของใช้ ในประจำวัน เพื่อให้สมาชิกสามารถเรียกซื้อ สินค้าได้หมด โดยไม่ต้องไปหาซื้อที่อื่น ที่สำคัญสินค้าของ "ดีไลฟ์" จะต้องมีคุณภาพไม่เป็นรองใครแน่นอน


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

"ทีมงาน ทำงานร่วมกัน"







Teamwork-e1375457135976 (Mobile)

 


อุตสาหกรรมการขายตรงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีความเจริญ ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อธุรกิจขายตรงเติบโตก็ต้องดำเนินการควบคู่กับการ พัฒนาองค์กรไปสู่มูลค่าของธุรกิจอันมหาศาล มีบริษัทใหม่ๆ เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมากมาย จนทำให้เป็นที่น่าจับตามองของผู้บริโภคที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของธุรกิจขายตรงเหล่านั้น


ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ที่แน่นอน คือ ทุกคนต้องการในสิ่งที่ดีๆ ตรงกับที่ตนเองคาดหวัง การขายตรงก็เช่นกัน มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องนำเสนอ ในสิ่งที่ทันสมัย ตรงกับความต้องการของทีมงานและผู้บริโภคเป้าหมาย นั่นแสดง ให้เห็นว่า บริษัทขายตรงจะต้องมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการในรูปแบบใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ของตลาดขายตรง


การขายตรงเป็นการนำเสนอและส่งมอบสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าเป้าหมาย โดยตรง ในลักษณะเจาะจงเฉพาะแต่ละรายหรือแต่ละกลุ่ม ทำให้การขายตรงต้อง พบปะกับลูกค้าที่หลากหลาย โดยลูกค้าแต่ละคนก็จะมีความต้องการและระดับความพึงพอใจที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของนักขายตรงที่ต้องหาวิธีการตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าแต่ละรายให้ได้รับความพึงพอใจ โดยต้องศึกษาทำความ เข้าใจและพัฒนารูปแบบของการนำเสนอที่มีความแตกต่างให้สอดคล้อง และเหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย


ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการขายตรงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยทีมงานหรือเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการทำงานขายตรงต้องกระทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ มีการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกัน มีความสัมพันธ์ กัน และมีจุดประสงค์หรือความคาดหวังร่วมกัน ดังนั้น นักขายตรงต้องให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีม โดยมีเจตนาที่ดี ตั้งใจ มีทักษะเชื่อมั่นในศักยภาพ ความ สามารถของทีมงาน มีการร่วมมือประสานงานกันอย่างดี เข้าใจ ยอมรับ และไว้ใจ ซึ่งกันและกัน สามารถสร้างภาวะความเป็นผู้นำและสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กรได้


การสร้างทีมงานให้ประสบความสำเร็จในการขายตรงต้องยึดถือกรอบเพื่อทำงานร่วมกัน ดังนี้


1.มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ คนในเครือข่ายจะต้องมีเป้าหมาย แนวคิด มุมมองและทัศนคติในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จ ในอาชีพขายตรง ทีมงานที่มีประสิทธิภาพจะมีลักษณะโดดเด่นและสมาชิกทุกคนมีความรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในความสำเร็จด้วย


2.จัดการด้วยตนเอง สมาชิกในทีมงานต้องยอมรับบทบาทของตนในเวลาต่างๆ กัน สอดคล้องกับความจำเป็น ความต้องการและความสามารถของตน บางคน อาจมีประสบการณ์ในงานเฉพาะอย่าง แตกต่างจากคนอื่นก็สามารถนำมาเป็นส่วนร่วมเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับทีมงานหรือเครือข่ายได้ หรือเป็นการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ให้สมาชิกได้ทราบเพื่อใช้ในการพัฒนาแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับตนเองต่อไป


3.พึ่งพาตัวเอง ในการดำเนินงานธุรกิจขายตรงต้องอาศัยทีมงานในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่รอผลงานความสำเร็จจากเพื่อนสมาชิกเท่านั้น นักขายตรง ต้องร่วมกันทำงานตามกำลังความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูง เมื่อจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าที่และแก้ไขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่าง เอื้ออาทรช่วยเหลือกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้ามีบุคคลหนึ่งบุคคลใดทำงาน เกินกำลังหรือประสบปัญหายุ่งยากอันใด ก็จะต้องร่วมมือกันช่วยเหลือนำพาทีมงาน ไปสู่ความสำเร็จ


ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน ต้องทำงานเป็นทีม มีเป้าหมายเดียวกัน ร่วมคิดร่วมสร้าง แล้วก้าวเดินไปด้วยกัน เมื่อสถานการณ์ ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป นักขายตรงก็ต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อความยั่งยืนในอาชีพการขายตรง แต่ไม่ว่า อะไรจะเปลี่ยนไปสิ่งที่สำคัญเราจะต้องมีความสุขในทุกๆ วัน


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปั้นขายตรงสู่ฮับอาเซียนรัฐจี้เอกชนเตรียมรับมือแข่งขันประเทศเพื่อนบ้าน







dfm21may12-01[cover]-20120521170939 (Mobile)

 


นายวิมล จันทร์จิราวุฒ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในงานสัมมนา "ทำธุรกิจขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย" จัดโดยหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ว่า การทำธุรกิจขายตรงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายตัวมากที่สุด สวนกระแสภาวะเศรษฐกิจ สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศมากกว่าปีละหลายหมื่นล้านบาท และคาดว่าหากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปี 2558 แล้ว โดยเฉพาะในตลาดธุรกิจขายตรงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นประมาณ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากตลาดธุรกิจขายตรงปัจจุบันคาดการณ์ว่าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท โดยเฉพาะทิศทางตลาดดังกล่าวนั้น ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยจำนวนมากที่เริ่มหันมาสนใจธุรกิจนี้ และมีแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย


ทั้งนี้ในส่วนของภาครัฐที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้นโยบายและได้ดำเนินการอย่างจริงจังผ่านส่วนราชการในสังกัดต่างๆ เพื่อหาแนวทางยกระดับมาตรฐานธุรกิจตรงให้สูงขึ้น และปรับเปลี่ยนกฎหมายขายตรงเพื่อเอื้อแก่การทำธุรกิจ พร้อมทั้งหาแนวทางในการปราบปรามบุคคลที่ฉวยโอกาสหาผลกระโยชน์จากธุรกิจ จนทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงต้องเสื่อมเสียในอนาคต


นายวิมล กล่าวว่า ในงานสัมมนาครั้งนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ และแนวทางในการประกอบธุรกิจขายตรงให้ประสบความสำเร็จ ถูกต้องตามกฎหมายและยั่งยืน ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดและเพื่อความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการ สมาชิกขายตรงและผู้บริโภค เป็นต้น ดังนั้นภาครัฐต้องการจะให้มีการทำงานอย่างบูรณาการทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้จะมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเหมาะสม


ดีเอสไอเตือนระวังแชร์ลูกโซ่


พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงาน คดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวสัมมนาในหัวข้อ "แนวทางการป้องปรามแชร์ลูกโซ่" ว่า ทางดีเอสไอนั้นมีหน้าที่ช่วยเหลือคุ้มครองประชาชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ไม่เฉพาะคดีแชลูกโซ่เท่านั้น เราดูแลหลายเรื่อง เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น


สำหรับวิธีป้องกันการถูกหลอกจากแชร์ลูกโซ่ คือ อย่ารีบตัดสินใจ อย่าเดินตามเกมของผู้ชักชวน ที่ให้รีบตัดสินใจทันที โดยให้เราผลัดผ่อนไปก่อน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดไปปรึกษาคนใกล้ชิดและผู้รู้ และต้องตั้งคำถามหลายๆ ข้อ แล้วแสวงหาคำตอบให้กระจ่าง เช่น บริษัทน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด จดทะเบียนถูกต้องหรือไม่อย่างไร และคนที่มาชักชวนมีความน่าเชื่อถือได้แค่ไหน ถูกหลอกมาหรือไม่ รวมทั้งผลตอบแทนที่บริษัทจะให้เป็นจริงแค่ไหน จ่ายได้ยาวนานแค่ไหน และในแง่การทำธุรกิจ


ให้ผลตอบแทนมากขนาดนี้ ธุรกิจจะอยู่ได้หรือไม่อย่างไร ขณะที่ในด้านราคาสินค้า เมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพเหมาะสมหรือไม่ ต้นทุนสินค้าน่าจะอยู่ที่เท่าใด ขายแพงเกินจริงหรือไม่ ทั้งนี้ รวบรวมเอกสารทั้งหมด ไปตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น สคบ. และหน่วยงานอื่นๆ ในธุรกิจขายตรงต่อไป เพื่อพร้อมขับเคลื่อนภาคธุรกิจขายตรงให้สามารถแข่งขันที่ในเวทีการเปิด AEC อีก 2 ปีข้างหน้า


พ.ต.ท.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุญนสิทธิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กล่าวว่า บทบาทและอำนาจหน้าที่ของ ปคบ.นั้น ต้องการที่จะให้ผู้ประกอบการขายตรงเข้าสู่ระบบกระบวนการในกฎหมายให้ถูกต้อง เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาตามมา ที่ผ่านมาภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก จึงส่งผลทำให้เกิดปัญหาให้เห็นในปัจจุบัน ประกอบกับมี พ.ร.บ.ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจขายตรงมีมากกว่า 52 พ.ร.บ. ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถบังคับได้เท่าที่ควร


สคบ.จับตาขายสินค้าผ่านสื่อดาวเทียม


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบขายตรง สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวภายใต้หัวข้อ "การรักษาสถานภาพการเป็นผู้ประกอบการขายตรงอย่างยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบ สคบ.ยุคใหม่" ว่า ที่ผ่านมามี พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่ใช้บังคับอยู่ แต่เห็นว่าภายใต้กฎหมายดังกล่าวมีหลายเรื่องที่จะต้องดำเนินการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในเรื่องคำนิยามของธุรกิจขายตรง เนื่องจากในอดีตธุรกิจขายตรง คือ การทำตลาดสินค้าโดยมีตัวแทนเดินไปขายสินค้าตามบ้านเรือนของประชาชน แต่ในปัจจุบันคำนิยามของธุรกิจดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปแล้ว


ไม่ต้องเดินขายสินค้าตามบ้านอีกต่อไปแล้ว


สำหรับการจะดำเนินธุรกิจขายตรงอย่างยั่งยืนนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยต้องยื่นจดทะเบียนเพื่อขอใบอนุญาตก่อนดำเนินธุรกิจ หากยังไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วเปิดดำเนินธุรกิจเลยทันทีจะถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท และจะถูกคิดค่าปรับเป็นรายวันตลอดระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจโดยยังไม่ได้รับใบอนุญาต


ในส่วนของการยื่นขออนุญาตนั้น มองว่า ภายใต้การแข่งขันปัจจุบัน ไทยกำลังเข้าสู่การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะต้องปรับปรุงกระบวนการทำงาน โดย สคบ.ยุคใหม่จะต้องปรับลดขั้นตอนการทำงานให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันเออีซีและต่างประเทศได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับปรุง


อย่างไรก็ตาม จากต่อไปนี้จะต้องมีการบูรณาการหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายทุกแห่งเข้าด้วยกัน เพราะเพียงลำพังหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาผู้บริโภคได้ ตนเห็นว่าเรื่ององค์ความรู้ การทำธุรกิจ เป็นเรื่องการแข่งขัน กำไร-ขาดทุน แต่จะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคได้รู้เท่าทันว่า จะต้องดูอะไรบ้างในการซื้อสินค้า และเข้าร่วมธุรกิจ ต้องรู้ทั้งคุณและโทษ ดังนั้นหน่วยงานรัฐต้องให้องค์ความรู้ทุกด้าน ทุกมิติ


นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า สคบ.ยุคใหม่จะเน้นย้ำให้ความสำคัญกับการโฆษณาสินค้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผ่านช่องทางทีวีดาวเทียม เนื่องจากปัจจุบันถือว่าเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยในเร็วๆ นี้ สคบ.จะลงพื้นที่เพื่อสำรวจและตรวจสอบสถานีทีวีดาวเทียมต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยการขายสินค้าผ่านทีวีดาวเทียมที่มีการส่งมอบสินค้าไปให้ผู้


บริโภคตามบ้านเรือนผ่านมาทางไปรษณีย์ และมีการโอนชำระค่าสินค้าผ่านทางระบบธนาคาร เข้าข่ายลักษณะเป็นธุรกิจตลาดแบบตรง ซึ่งจะต้องมีการจดทะเบียนกับทาง สคบ.ก่อน ถึงจะดำเนินการดังกล่าวได้


ทั้งนี้ สคบ.อยากฝากไปยังผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ดำเนินรายการ กรณีที่ขายอาหารเสริม การโฆษณาต้องได้รับอนุญาต จาก อย ผ่านการเซ็นเซอร์ แต่ปัญหาคือผู้ดำเนินรายการ หรือบางครั้งแขกรับเชิญ มักพูดนอกสคริปต์ที่ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งตรงนี้ตนเห็นว่าต้นน้ำในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ควรต้องกำชับดูแลในเรื่องการโฆษณาอาหาร จะต้องไม่เน้นสรรพคุณไปในทางยา เพราะถ้าโฆษณาเป็นเท็จ หรืออวดอ้างสรรพคุณรักษาโรคครอบจักรวาล ถือว่าหลอกลวง โทษจำคุก 3 ปี และหากไม่ได้รับอนุญาต โทษปรับ 5,000 บาท อย.กำลังปรับเพิ่มโทษให้สูงขึ้นอยู่


"อยากให้ทางผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง สมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง ช่วยกันดูแลสมาชิกให้ปฏิบัติตามระเบียบ จดทะเบียนไปแล้วก็ต้องทำธุรกิจให้เป็นไปตามแผน อย่าไปบิดเบือนต่อไป สคบ.จะลงพื้นที่สำรวจ และตรวจสอบอย่างเข้มงวด และบ่อยขึ้น เราจะเน้นในเรื่องส่งเสริมธุรกิจขายตรงเป็นหลัก แต่เด็กเกเรเราก็ต้องกำจัดออกไป พวกที่จดทะเบียนแต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และพวกที่อยู่นอกระบบ แล้วมาทำให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมมัวหมอง" นายสุวิทย์ กล่าว


สรรพากรแนะเสียภาษีให้ถูกต้อง


นายสมชาย ชูเกตุ ผู้อำนวยการศูนย์บริการข้อมูล กรมสรรพากร กล่าวในหัวข้อ "หลักเกณฑ์ในการเรียกเก็บภาษีเงินได้แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร" ว่า ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ประกอบด้วยภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาวะเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ทั้งนี้ ผู้จ่ายเงินคือบริษัทขายตรง หรือผู้ที่รับค่าคอมฯ จากบริษัท โดยผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย คือผู้จ่ายเงินทุกราย ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ผู้มีหน้าที่เสีย PIT ส่วนอัตราภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย คำนวณเช่นเดียวกับผู้รับเงินเดือน


"ให้นำเงินได้เป็นตัวตั้ง หักออกด้วย ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เหลือจำนวนเงินได้สุทธิ นำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามบัญชีอัตรา PIT" นายสมชาย กล่าว


นายสมชาย กล่าวว่า ส่วนบุคคลธรรมดาที่ได้รับเงิน เกณฑ์เงินสด คือ เงินได้ที่ได้รับจริงในปีภาษี มาคำนวณภาษี ได้ 2 วิธี เหมือนแบบหัก ณ ที่จ่าย และอีกวิธีได้ค่านายหน้ามากกว่าหกหมื่น ก็คูณพันละห้าบาท วิธีไหนมากกว่าให้จ่ายตัวที่มากกว่า แต่หากค่านายหน้าไม่เกินหนึ่งล้านบาทก็ไม่ต้องคำนวณวิธีที่สอง ส่วนค่าลดหย่อนก็เหมือนทั่วๆ ไป เช่น ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา กองทุนแอลทีเอฟ อาร์เอ็มเอฟ เป็นต้น ส่วนวิธียื่น มกราคมถึง มีนาคม กรณีไม่ยื่นเสียค่าปรับ 1.5% ต่อเดือน


ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องเสียแวต ต้องจดทะเบียนแวต มีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ขอจดทะเบียนแวตได้ ยื่นแบบเสียแวตเป็นรายเดือนภาษี ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมีรายรับหรือไม่ ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ขอคืนเป็นเงินสดหรือเครดิตภาษี หากไม่เสียเบี้ยปรับ 2 เท่า หรือ 200% โทษแรง เพราะหลักคิดเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้ใช้บริการ


อย.จ่อเพิ่มโทษคนทำผิด


กรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวสัมมนาในหัวข้อ ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะ"กฎระเบียบ อย. ต่อการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ในธุรกิจขายตรง" ว่า ธุรกิจขายตรงปัจจุบันโฆษณาแล้วผลหลังใช้ไม่เหมือนกัน คุณภาพไม่ตรงกับตอนให้ข้อมูล เลยมีข้อแนะนำ ก่อนตัดสินใจซื้อขายอะไร อย่าหลงเชื่อง่าย สอบถามผู้รู้ อ่านฉลาก และต้องกล้าปกป้องสิทธิ์ของตนเอง


ทั้งนี้ ตัวผลิตภัณฑ์ที่มักมีปัญหา เช่น ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก วิตามิน อาหารเสริม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ครีมบำรุงผิว และบำรุงผม และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งสินค้าที่กำลังจับตามองและได้รับความสนใจมาก คือที่นอนแม่เหล็ก เครื่องนวดผิวหน้า เครื่องนวดเหล่านี้มักได้รับการร้องเรียนค่อนข้างเยอะ


สำหรับภารกิจของ อย. มีปัญหา 2 ประการ คือ ตัวผลิตภัณฑ์ ขออนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงดูการส่งเสริมการขาย การโฆษณา หลักการต้องขออนุญาตก่อน ผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องมือแพทย์ ต้องขออนุญาตโฆษณาก่อน วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง ไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องโฆษณาไม่เป็นเท็จ ทั้งในเรื่องของแหล่งกำเนิด คุณภาพ เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องทดลองเปรียบเทียบการโฆษณากับคุณสมบัติที่อยู่ข้างกล่องหรือขวด หากไม่ตรงจะต้องสอบถามผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งนี้การโฆษณาอาหาร หากดูแล้วว่าเป็นเท็จ มีโทษอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่เป็นการโฆษณาฝ่าฝืน ราชการสามารถให้ระงับการโฆษณาได้ ส่วนการส่งเสริมการขายที่มักมีปัญหา จะมีการให้สาธิต บริการการใช้ เราถือว่าเป็นการส่งเสริมการขายทั้งสิ้น รวมถึงวัตถุอันตรายต่างๆ เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า ผลิตภัณฑ์ลบคำผิด


TSDA แนะใช้ประโยชน์โซเชียล


นายสมชาย หัชลีฬหา นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) กล่าวในหัวข้อ "ในภาคอุตสาหกรรมขายตรงไทยทำอย่างไรถึงจะอยู่รอดในยุคปัจจุบัน" ว่า สมาคมฯมุ่งเน้นพัฒนาอุตสาหกรรม ให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ และทำงานร่วมกับภาครัฐในด้านต่างๆ


ทั้งนี้ สมาคมฯ เป็นการร่วมมือกันของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจ โดยมุ่งเน้นทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการที่อาจยังขาดความเข้าใจ เราประชุมกันทุกเดือน แลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน ให้เข้าใจปัจจุบันว่าจะสามารถปรับตัวอย่างไร ปัจจัยเสี่ยงเป็นอย่างไร และมีการจัดอบรม ให้องค์ความรู้ สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ประกอบการอาชีพธุรกิจอิสระอย่างถูกกฎหมาย


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จับตาท้ายปี MLM แข่งเดือด !!!







conduct-a-competitive-analysis (Mobile)

 


ตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปีเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง แม้ตลาด โดยรวมจะซบเซาจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อในช่วงฤดูกาล ขายปลายปีชะงักตาม งานนี้ผู้ประกอบการต่างก็ออกมายอมรับว่าการที่ สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจด้วยการทำงาน ให้หนักมากขึ้นเป็นเท่าตัว ที่สำคัญคือ การปรับกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับ สถานการณ์ในเวลานั้น


อีก 2 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปี ถือเป็นช่วงวิ่งเต้นเพื่อเก็บเกี่ยวรายได้ให้เข้า เป้าที่วางไว้ แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่แผนงานยังคงต้องเดินต่อไป เพราะ ล่าสุดหลายค่ายต่างงัดแผนเด็ดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ และถือเป็นการช่วยผลักดัน ให้สมาชิกทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย


แผนการทำงานโดยรวมของผู้ประกอบการที่ผลักดันกระตุ้นยอดขาย แทบไม่แตกต่างกันมากนัก จะเห็นได้จากกการผลักดันแคมเปญหรือโปรโมชั่น ต่างๆ ออกมา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้นำและสมาชิกในยามที่เศรษฐกิจ ชะลอตัว และส่งผลให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการลงพื้นที่ จัดอบรมสัมมนาเพื่อสร้างความใกล้ชิดแบบตัวต่อตัวให้สมาชิกได้มีกำลังใจที่ดี ในการทำงานมากขึ้น


แม้ว่าหลายค่ายจะออกมาประกาศศักดาเพื่อช่วงชิงเป้าหมายรายได้ให้เป็น ไปตามเป้า แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในปีนี้มีการคาดการณ์กันว่าจะเติบโต ประมาณ 6-7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ทรงตัวมาหลายปีตามสภาพเศรษฐกิจ และหากย้อนกลับไปดูตัวเลขของอุตสาหกรรมขายตรงไทยในช่วงหลายปี ที่ผ่านมาที่เคยมีอัตราการเติบโตถึง 10% เมื่อเทียบกับปัจจุบันที่มีอัตราการเติบโต ประมาณ 6-7% ก็นับเป็นตัวเลขเติบโตที่ดีไม่น้อย เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เติบโตได้ไม่เท่าอุตสาหกรรมขายตรง


ท้ายที่สุดไม่ว่าผู้ประกอบการจะงัดไม่เด็ดเพื่อรับมือกับการแข่งขัน ในตลาดที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น และเพื่อเป็นการกระตุ้นตลาดให้กลับมา คึกคักด้วยการจัดแคมเปญเด็ดกระตุ้นใจสมาชิก และทำให้กำลังซื้อของ ผู้บริโภคนั้นกลับมา ก็ถือเป็นการผลักดันให้ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย นั้นเติบโตยิ่งขึ้น ยังไงขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปได้ สู้ สู้ !!!


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556

Xclusive interview ผศ.วังสรรค์ สุฉันทบุตร ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอ เอ็ม แอล อินเตอร์ จำกัด หรือ AML







Capture (Mobile)

 


“หลังจากที่บริษัทได้ทำการปรับโครงสร้างภายในใหม่ ทำให้มีความ- พร้อมในการทำตลาดมากขึ้น โดยนโยบายหลักของบริษัทยังคงเน้น เรื่องของการใช้ตัวผลิตภัณฑ์ในการขับเคลื่อนมากกว่าการมุ่งเน้น เรื่องของแผนการตลาดเป็นหลัก ที่สำคัญบริษัทไม่มีนโยบายในการ ซื้อตัวแม่ทีม หรือให้ออฟเฟอร์กับตัวผู้นำ เพื่อมาสร้างยอด เพราะ บริษัทถือว่าเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ โดยเราจะเน้นการเติบโตแบบ ค่อยเป็นค่อยไปไม่เน้นการเติบโตแบบผิดธรรมชาติ”


บริษัท เอ เอ็ม แอล อินเตอร์ จำกัด หรือ AML บริษัทขายตรงน้องใหม่คุณภาพอีกค่ายหนึ่ง ที่ทีมผู้บริหารมีความมุ่งมั่น และความตั้งใจจริง ที่ต้องการจะมอบสุขภาพที่ดีและมีรายได้คืนกลับ ไปสู่ทุกคน โดยมี 2 ผู้บริหารอย่าง ผศ.วังสรรค์ สุฉันทบุตร ประธานผู้ก่อตั้ง และ วสันต์ กอบุตร กรรมการผู้จัดการ นั่งแท่นเป็นหัวเรือใหญ่ ภายใต้ สโลแกนที่ว่า Auto Market Line หรือ “เลือกชีวิต ที่ดีที่สุดอัตโนมัติในแบบของตนเอง”


ด้วยความพร้อมของบริษัทแม่ที่เป็นโรงงาน ผู้ผลิตยาและเสริมอาหารมามากกว่า 80 ปี อย่าง “บริษัท ปานะโอสถ จำกัด” และทีมผู้บริหารที่มี ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงมานาน จึงทำให้ AML เป็นบริษัทขายตรงที่น่าจับตาอย่างมาก ส่วนแนวคิด และกลยุทธ์ทางการตลาดหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร 2 แม่ทัพใหญ่จะเป็นผู้เฉลยคำตอบต้องคอยติดตาม อ่านกัน


ทำไมถึงมีแนวคิดอยากมาทำธุรกิจขายตรง


ก่อนหน้านี้ (ผศ.วังสรรค์ สุฉันทบุตร) เป็นผู้อำนวยการ โรงพยาบาลแหลมฉบังอินเตอร์ได้รู้จักกับ คณุ หมอพิษณุ อุชุวัฒน์ หรือหมอเอก ซึ่งเป็นลูกของหมอเพลินที่ทำเกี่ยวกับการผลิต สมุนไพรแพทย์แผนไทยภายใต้ชื่อ บริษัท ปานะโอสถ จำกัด ซึ่งมีตำรับยาดีๆ มากมาย จึงได้นำผลิตภัณฑ์ที่เด่นๆ มาทดลอง ทั้งกับตัวเองและผู้ป่วยซึ่งก็ได้ผลตอบรับดีมาก จึงมีแนวคิดที่อยาก จะให้ทุกคนได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีโดยคิดว่าช่องทางการตลาดแบบ ขายตรงน่าจะเข้าถึงตรงกลุ่มผู้บริโภคได้ดีและเร็ว จึงนำผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวมาทำการตลาดในรูปแบบขายตรงภายใต้ชื่อ AML


“ในช่วงแรกเรานำสินค้าที่ดีที่สุดมาทำตลาดเพียงแค่ 2 รายการ ได้แก่ แอมไลฟ์ และอะเมซี่ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริม- อาหาร โดยในส่วนของแอมไลฟ์ช่วยในเรื่องของการต่อต้านความ- เสื่อม, เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ผิวกระจ่างใสโดยเราได้ ทำการเก็บตัวอย่างผู้ป่วยมากกว่า 1,000 เคส ซึ่งทุกคนให้ การตอบรับดีมาก ส่วน อะเมซี่ ช่วยในเรื่องของอาการปวดเมื่อย เส้นยึด การไหลเวียนของเลือด และโรคหัวใจ โดยเราได้ให้นักกีฬา มวยปล้ำทีมชาติไทยกว่า 50 คน ทดลองใช้ ปรากฏว่านักกีฬา ดังกล่าวมีผลงานที่ดีขึ้นมาก จึงเป็นเครื่องการันตีว่าผลิตภัณฑ์ เราดีจริง”


จุดแข็งของ AML คืออะไร


AML มีจุดแข็งหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์อยู่ในธุรกิจขายตรง มานาน ซึ่งแต่ละท่านมีความเข้าใจในธุรกิจนี้เป็น อย่างดี นอกจากนั้นเรายังมีโรงงานผลิตยาและเสริม- อาหารอย่างปานะโอสถ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเราที่มี ประสบการณ์อยู่ในวงการนี้มามากกว่า 80 ปี และยัง มีตำรับยาที่มีคุณภาพอยู่ในมืออีกเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญบริษัทยังมีศูนย์คอลเซ็นเตอร์ที่เปิดขึ้นมาเพื่อ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของ AML โดยเฉพาะ


มองการแข่งขันในธุรกิจขายตรงอย่างไร


แม้ปัจจุบันจะมีบริษัทขายตรงเกิดขึ้น เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่สิ่งสำคัญผู้ประกอบการที่เข้ามาในตลาดนี้จะอยู่ รอดได้ต้องอิงอยู่บนพื้นฐานของความจริง กล่าวคือ การเอาตัวผลิตภัณฑ์เป็นตัวนำ ไม่ใช่เน้นเรื่องของ แผนการตลาดเพียงอย่างเดียว เพราะหากใช้แต่ แผนการตลาดนำ เชื่อว่าไม่นานก็ต้องปิดตัวไป ซึ่ง จุดที่ AML แตกต่างจากบริษัทอื่น คือ ตัวผลิตภัณฑ์ ที่ใช้แล้วเห็นผลชัดเจนภายใน 1-2 กล่อง ซึ่งขึ้นอยู่กับ สภาพร่างกายของแต่ละคน และในอนาคตบริษัท มีแผนจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอีกหลาย รายการ เพียงแต่รอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น โดย ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 4 รายการ ได้แก่ แอมไลฟ์ อะเมซี่, แอมไบร์ทสบมูั่งคุด และแอมสเลน ดีท็อกซ์ล้างสารพิษ


บริษัทได้วางกลยุทธ์การตลาดหลังจากนี้ไว้อย่างไร


หลังจากที่บริษัทได้ทำการปรับโครงสร้างภายในใหม่ ทำให้มีความพร้อม ในการทำตลาดมากขึ้น โดยนโยบายหลักของบริษัทยังคงเน้นเรื่องของการใช้ตัว ผลิตภัณฑ์ในการขับเคลื่อนมากกว่าการมุ่งเน้นเรื่องของแผนการตลาดเป็นหลัก ที่สำคัญบริษัทไม่มีนโยบายในการซื้อตัวแม่ทีม หรือให้ออฟเฟอร์กับตัวผู้นำ เพื่อมา สร้างยอด เพราะบริษัทถือว่าเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ โดยเราจะเน้นการเติบโตแบบ ค่อยเป็นค่อยไปไม่เน้นการเติบโตแบบผิดธรรมชาติ “ที่ผ่านมาเราได้ปลูกฝังให้สมาชิกเน้นการใช้สินค้านำ ซึ่งแนวคิดดังกล่าว เริ่มเห็นผลอย่างมากในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 50% จากจำนวน สมาชิกทั้งหมด ดังนั้น เราจะยึดแนวคิดดังกล่าวเพื่อนำไปขยายตลาดออกไปยัง ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนจะขยายศูนย์กระจายสินค้า ไปยังภาคต่างๆ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต จากปัจจุบันเรามีเพียง 2 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ และสาขาหาดใหญ่เท่านั้น”


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

4 ไลฟ์เร่งสร้างแบรนด์ จัดโรวโชว์รุกตลาด ตจว.







10640_535689576469027_1426667048_n (Mobile)

 


4ไล้ฟ์ เร่งปั้นแบรนด์ขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัด เดินหน้า จัดโรดโชว์แนะนำสินค้าต่อเนื่อง พร้อมสร้างความใกล้ชิดกับผู้นำ หวังเพิ่มจำนวนสมาชิกในอนาคต วางเกมลุยโค้งสุดท้าย จัดโปรโมชั่นแรงแจกเงินกระตุ้นสมาชิก และเร่ง กลยุทธ์โซเชียล มีเดีย เจาะกลุ่ม Gen Y ล่าสุด พาผู้นำประเทศไทยเข้าร่วมงานใหญ่ “ไมอามี่ คอน- เวนชั่น” พร้อมฉลองครบรอบ 15 ปี 4ไล้ฟ์ รีเสิร์ช


กิจภูเบศ ธนกิจสุนทร กรรมการผู้จัดการ บริษัท 4ไล้ฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย ว่า เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ 4ไล้ฟ์ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งมีฐานผู้บริโภคจำนวนมาก ดังนั้น แผนการรุกตลาด นับจากนี้บริษัทจะมีการจัดโรดโชว์ไปตามภูมิภาคต่างๆ มากขึ้น ซึ่งนอกเหนือจากการสร้าง แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักแล้ว ยังมีแผนการสร้าง การรับรู้ในผลิตภัณฑ์ 2 รายการ ประกอบด้วย ทรานสเฟอร์แฟกเตอร์ บีซีวี และ นูทราสตาร์ท เพื่อเจาะตรงเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น โดย ที่ผ่านมาได้นำสินค้าทั้ง 2 รายการนี้ ไปทำการ โรดโชว์แล้วในจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา เชียงใหม่ ลำปาง สุพรรณบุรี และอ่างทอง


“ในการจัดโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ นั้น นอกจากเป้าหมายของการสร้างแบรนด์และ แนะนำสินค้าใน 2 กลุ่มแล้ว ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้เข้าไปใกล้ชิดกับทางผู้นำในจังหวัดต่างๆ มากขึ้น เพื่อรับรู้ปัญหา และหาแนวทางสนับสนุน เพื่อให้ผู้นำเหล่านั้นสามารถขยายเครือข่ายให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สินค้าที่ ออกมาทั้ง 2 รายการนั้น ปัจจุบันยอดการขาย ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ดังนั้น บริษัท จึงต้องเข้าไปทำการตลาดสินค้าทั้ง 2 รายการนี้ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ การให้ความรู้ความเข้าใจในตัวสินค้า เพราะ สารประกอบในสินค้าบางรายการยังไม่เป็น ที่รู้จักของคนไทย เช่น ฮอร์ธอร์น ที่เป็นผลไม้ ในกลุ่มของเบอรี่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในประเทศ สหรัฐอเมริกา”


พร้อมกันนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สมาชิก มีแรงขับเคลื่อนในการทำธุรกิจช่วงปลายปี 2556 บริษัทจัดโปรโมชั่นแจกรางวัลเงินสดให้แก่ ผู้ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งไดมอนด์ และเพรส- ซิเดนท์ไดมอนด์ โดยผู้ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่ง ตามที่บริษัทได้กำหนดไว้จะได้รับรางวัล ประกอบด้วย ตำแหน่งไดมอนด์ จะได้รับเงิน รางวัล 40,000 บาท พร้อมผลิตภัณฑ์มูลค่า 10,000 รวมทั้งสิ้น 50,000 บาท และตำแหน่ง เพรสซิเดนท์ไดมอนด์ รับเงินสดมูลค่า 150,000 บาท และขณะนี้มีผู้สามารถทำโปรโมชั่นได้แล้ว ประมาณ 2-3 คน จากแผนการรุกตลาด ดังกล่าวบริษัทตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย ที่วางไว้


นอกจากนี้ ที่ผ่านมาบริษัทแม่ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกาได้จัดประชุมอินเตอร์เนชั่นแนล คอนเวนชั่น ซึ่งในปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ การจัดมาที่เมืองไมอามี และได้เปลี่ยนแปลงชื่อ การประชุมเป็น “ไมอามี คอนเวนชั่น” โดยงาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15-19 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งงาน จะจัดขึ้นในทุกๆ 18 เดือน และครั้งนี้มีสมาชิก เข้าร่วมกว่า 9,000 คน จากประเทศสมาชิกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และในงานนี้มีสมาชิกจาก ประเทศไทยเข้าร่วมทั้งหมด 10 คน อีกทั้งงาน ยังเป็นการฉลองครบรอบ 15 ปี ของ 4ไล้ฟ์ รีเสิร์ช


สำหรับไฮไลต์ในงานจะเป็นการมอบ เงินรางวัลแก่ผู้ที่สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของ4ไล้ฟ์ ได้ การแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เปิดตัว สินค้าใหม่ พร้อมกับเป็นการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น ที่สมาชิกสามารถอัพเดตข้อมูลของตนเอง และ ดูข้อมูลข่าวสารขององค์กร ซึ่งจะช่วยให้สมาชิก สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น โดยแอพพลิเคชั่นนี้ สมาชิกสามารถโหลดมาใช้งานได้ในสมาร์ทโฟน ทั้งในระบบไอโอเอสและแอนดรอยด์


กิจภูเบศ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน 4ไล้ฟ์ ได้ ทำการตลาดผ่านทางโซเซียล เน็ตเวิร์ก มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นขยายฐานสมาชิกในกลุ่ม Gen Y ซึ่งการที่บริษัทพุ่งเป้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง มีไลฟ์สไตล์ ที่เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจเครือข่าย เพราะ เป็นกลุ่มที่รออะไรได้ไม่นาน ดังนั้น กลุ่มนี้มีการ ทำงานที่รวดเร็วและในส่วนของธุรกิจเครือข่าย ก็มีความต้องการความเร็ว บวกกับคนรุ่นใหม่ เป็นกลุ่มที่มีความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ ความสวยความงาม ซึ่งสินค้าของบริษัทสามารถ ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี


สำหรับแผนการตลาดในปี 2557 บริษัท จะยังคงเน้นการฝึกอบรม เพราะบริษัทได้ปรับรูปแบบในส่วนของสมาชิกผู้บริโภคให้มาเป็น สมาชิกที่ทำธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องให้ ความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้บริหารจากประเทศสหรัฐอเมริกาได้เดินทาง เข้ามาให้ความรู้แก่สมาชิกประเทศไทยอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าที่จะมีผู้นำในระดับ โกลด์ไดมอนด์อินเตอร์เนชั่นแนลของประเทศ- ไทย ซึ่งขณะนี้บริษัทได้พยายามที่จะผลักดันผู้นำ 2 คน ให้สามารถขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ให้ได้


ขณะที่ภาพรวมการแข่งขันของตลาด ธุรกิจเครือข่ายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของ ปี 2556 ยังไม่มีการแข่งขันที่หวือหวามากนัก และจากผลของภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับกำลังซื้อของ ผู้บริโภคที่ลดลง และระมัดระวังการใช้จ่าย มากขึ้น จะส่งผลให้ยอดขายของหลายบริษัท ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งในส่วน ภาพลักษณ์ของเครือข่ายที่ยังไม่เป็นภาพบวก มากนักในสายตาของประชาชนทั่วไป และ ภาครัฐยังไม่ได้ให้การสนับสนุนการทำเครือ- ข่ายอย่างเต็มที่


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

ขายตรงกู้วิกฤต ศก. ซบ Q4 อัดแคมเปญดันยอดพุ่ง







Business-development-grants1 (Mobile)

 


3 ค่ายยักษ์ใหญ่ขายตรง ปรับแผนสู้วิกฤติเศรษฐกิจซบ หลัง 3 ไตรมาสแรก กำลังซื้อหด Q4 หวังปาฏิหาริย์ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจฟื้น เร่งจัดโปรโมชั่นดันยอดเข้าเป้า เบอร์หนึ่ง “แอมเวย์” เร่งอัดฉีดโปรโมชั่นด้วยการ Intensive สมาชิกสมัครใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 6% ด้านกิฟฟารีนเร่งสร้างบรรยากาศคึกคักภายในหวังสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก ยกขบวน สินค้าขายดีจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดท้ายปี ส่วน คังเซน-เคนโก ไม่น้อยหน้าจัดแคมเปญปลุกไฟนักขาย เน้นขยายตลาดมากขึ้น เล็งบุกตลาดอาเซียนแก้ลำยอดในไทยไม่กระเตื้อง


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐ ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก และบ้าน หลังแรก ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ระมัดระวังและมีการวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ใน การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทำให้ กำลังซื้อในช่วง 3 ไตรมาสแรก เกิดการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้ คือ การจัดแคมเปญพิเศษ ให้กับสมาชิก เพื่อออกไปขยายตลาดมากขึ้น เช่น การจัดแคมเปญท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือการ จัดโปรโมชั่นซื้อสินค้าแล้วมีของแถม เป็นต้น


ขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาด ภายในประเทศเกิดการชะลอตัว บริษัทได้ออกไปขยายตลาด ยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศ โดยแนวทางการทำตลาด ต่างประเทศจะไม่เหมือนกับ ในประเทศไทย เนื่องจากใน ไทยสมาชิกส่วนใหญ่จะเน้นการขายมากกว่าการขยาย แต่ในต่างประเทศ บริษัทต้องการให้สมาชิกมีแนวทางในการ ที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีวัฒนธรรม และข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศเวียดนาม, พม่า, กัมพูชา อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว เป็นต้น


“เดิมทีสมาชิกของเราจะเน้นการขายมากกว่า ขยายงาน คิดเป็น 70% ต่อ 30% แต่ปัจจุบันเราได้ ปรับแนวคิดในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก โดย หันมาเน้นการขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวเปลี่ยนมาเป็น 50% ต่อ 50% ซึ่งแนวทางดังกล่าวเราได้นำไปใช้กับตลาด ต่างประเทศถือว่าค่อนข้างได้ผลดี โดยเฉพาะใน สปป.ลาว ที่มียอดขายเพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผล ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงมีการปรับกลยุทธ์ การตลาดเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ มากขึ้น ซึ่งภาพรวมบริษัทมองว่าผู้ประกอบการ แต่ละค่ายจะมีการอัดฉีดงบการตลาดเพื่อกระตุ้น ยอดขาย รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ออกมา ช่วยเหลือสมาชิกในไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรง ปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 5-6%


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ที่ยังคงน่าเป็นห่วง จากผลพวงเศรษฐกิจโดยรวม ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง บริษัทจึงปรับแผนการตลาดเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีที่ 18,000 ล้านบาท ด้วย การรุกตลาดผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ 1.จัด โปรโมชั่นให้นักธุรกิจแอมเวย์ให้ทำงานได้ง่าย ยิ่งขึ้น 2.เพิ่ม Intensive สำหรับสมาชิกที่สมัคร ใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 6% หากสร้างยอดขายให้เติบโต เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดโปรโมชั่นดังกล่าวถือเป็นการ ปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจใน ยุคปัจจุบัน เพื่อให้สมาชิกและนักธุรกิจแอมเวย์ ทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น


ขณะที่แผนการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะ รุกตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือ ไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทจะใช้งบ 80 ล้านบาท ทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการจัดรายการส่งเสริมการขาย สำหรับการซื้อเครื่องกรองน้ำใหม่ และสำหรับ ผู้ที่เปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี ที่บริษัทหลายค่ายเจอกับปัญหา เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้กำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัญหา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการ รวมถึงบริษัทจะทำได้ คือการปรับแผนการตลาด และการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะ ในธุรกิจขายตรงบริษัทมองว่าการอบรมให้ สมาชิกมีวินัยในการทำงาน การกระตุ้นให้สมาชิก มีความตื่นตัวในการขยายสายงาน ด้วยการจัด โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อให้สมาชิกและ ผู้นำมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น


“สิ่งที่เราทำ คือ การนำสินค้าที่มียอดขายสูงสุดมาจัดโปรโมชั่นให้กับผู้นำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประจำสัปดาห์ และ กิจกรรมประจำเดือน เพื่อให้บรรยากาศภายใน มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญในปีนี้เราได้ ทุ่มงบการตลาด รวมถึงกิจกรรมสำหรับสมาชิก ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15%” น.ต.พญ.นลินี กล่าว


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่ายนู สกิน เอ็นรเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) กับ คุณวิสกี้-ภคพรรณ ลีวุฒินันท์







Capture

 


 


 


 


 


 


 


 


 


การบุกเบิกเปิดสาขาในต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายๆโดยเฉพาะที่ประเทศเวียดนามซึ่งผู้ประกอบการหลายคนยืนยันว่า “เขี้ยวรากดิน” กันเลยทีเดียว เรื่องนี้ “นู สกิน” เจอมาแล้วเพราะกว่าที่รัฐบาลเวียดนามจะเปิดไฟเขียวอนุมัติให้ นู สกิน” เปิดสาขาในประเทศเวียดนามได้ทำเอาบอสหญิงคนเก่ง “คุณวิสกี้-ภคพรรณ ลีวุฒินันท์” ต้องปาดเหงื่อทำการบ้านอย่างหนักถึง 2 ปี แต่สุดท้ายก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งหลังจากรัฐบาลขานรับผ่านการเห็นชอบเห็นชอบเพราะของเขาดีจริงๆและหลังจากปักธงรบได้ราวปีกว่าต้องยอมรับว่าขายตรง นู สกินเวียดนามฮ๊อตมากๆ มีนักธุรกิจตบเท้าเข้ามาทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่สาขาโฮจิมินห์และสาขาฮานอย


เมื่อฮอตขนาดนี้ นู สกิน จึงได้เตรียมสาขาต่อไปอีกโดยจะเปิดที่ “ดานัง” ซึ่งอยู่ตอนใต้ของเวียดนามในปีหน้าอีกหนึ่งสาขาและแม้ว่าเวลานี้ ตลาดขายตรงเวียดนามมีการแข่งขันสูง แต่ก็มิได้ทำให้กังวลใจแต่อย่างใดเพราะ “คุณวิกกี้” เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา “แบรนด์เอจล็อค” (ageLOC) ว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนได้ดี ภายใต้กลยุทธ์ ageLOC Opportunity อีกทั้งได้คาดหวังว่ากลยุทธ์การตลาดที่วางไว้นี้จะดันยอดสมาชิกเวียดนามมากถึง 30,000 รหัส ที่จะมาพร้อมกับเป้ายอดขาย 450 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าได้ชัวร์ๆ โดยสมาชิกเวียดนามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้หญิงเหตุเพราะผู้ชายที่นี่วันๆนั่งคิดแต่การใหญ่ไม่ค่อยจะกระดิกตัวทำไรเลย ซึ่งเป็นคำบอกเล่าต่อๆกันมา (555)


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 233 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556


 

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย อีพิค (EPIC Thailand) กับคุณชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์







Capture

 


 


 


 


 


 


 


 


ขณะที่บริษัท EPIC Thailand ภายใต้การคุมทัพของ “คุณชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์” นอกจากจะได้ “พรภวิทย์ วงศ์ประเสริฐ” มาลุยเป็นแม่ทัพใหญ่แล้วยังนับวันรอนักขายระดับเทพอีกหลายๆ ที่กำลังตัดสินใจ “ว่าจะมา” ร่วมงาน อีกตรึม !! ซึ่งค่ายนี้โชคดีที่ได้ “คุณเทพฎวิศค์ เตชะสมบูรณะกิจ” ผู้นำกลุ่ม ePower ของ “ค่าย Cosway เดิม” ที่มีรากฐานการสมาชิกและศูนย์ Cosway เกือบทั้งประเทศเข้ามาสมทบด้วยอีกหนึ่งแรงคงทำให้ EPIC ขยายตลาดได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมเพราะค่ายนี้...สายข่าวแจ้งมาว่าจะใช้ “แผนไบนารี่ที่แรงกว่าออร์กาโน่ โกลด์” เป็นเครื่องสังหารคู่ต่อสู่กันเลยทีเดียว นอกจากจะมีฐานผู้นำเดิมแล้วข้อได้เปรียบอีก 2.ประการของค่ายนี้ก็คือ 1.มีสินค้าอยู่ในมือนับพันรายการ 2.มียอดขายในระดับ 200 ล้านบาทต่อปีเป็นทุนเดิม...งานนี้ต้องวัดกันยาวๆรับรองสนุกแน่นอน!!


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 233 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556