ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ท่านรองประธาน นายสัตวแพทย์กษิดิ์เดช ได้เข้าร่วม โครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริ



ท่านรองประธาน สัตวแพทย์กษิดิ์เดช  ธีรนิตยาธาร และคณะอธิบดีกรมปศุสัตว์ คุณปรีชา  สมบูรณ์ประเสริฐ ,

รองอธบดีกรมปศุสัตว์สัตวแพทย์หญิงฉวีวรรณ  วิริิยะภาค ได้เข้าร่วมโครงการสัตวแพทย์พระราชทานใน

พระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในวันที่  8 - 10 มิถุนายน 2554 ณ สวนชมวิวเทศบาล

ท่าม่่วงจังหวัดกาญจนบุรี

[gallery link="file"]

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด

อาร์ทิสทรี ชวนแต่งหน้าออนไลน์ ด้วย เวอร์ชวล เมคโอเวอร์ รุกตลาดความงาม ตอบเทรนด์สาวรุ่นใหม่ บนโลกดิจิทัล



เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์เดินหน้ารุกตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ต่อเนื่อง ตอบสนองไลฟ์สไตล์สาวยุคใหม่ ล่าสุดนำเสนอโปรแกรมแต่งหน้า “อาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์” สำหรับกลุ่มผู้หญิงที่ต้องการเปลี่ยนลุคตนเองกับหลากหลายรูปแบบความงาม มั่นใจช่วยสนับสนุนช่องทางออนไลน์ให้เป็นช่องทางที่แข็งแกร่ง พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างและรองรับความต้องการผู้หญิงในยุคดิจิตอล
นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมาแอมเวย์ยังคงเดินหน้าทำการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีอย่างต่อเนื่อง และจากการศึกษาพฤติกรรมผู้หญิงไทยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่และสาววัยทำงานให้ความสนใจเสาะหาข้อมูลความงามจากโลกดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสื่อที่ผู้หญิงให้ความเชื่อถือในการค้นหาข้อมูลความงามคือ สื่อนิตยสารและสื่อออนไลน์ ซึ่งเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีได้ปูพื้นฐานทำการตลาดออนไลน์ด้วยการแนะนำเว็บไซต์อาร์ทิสทรี ( www.artistry.co.th ) มาตั้งแต่ปี 2548 และก้าวสู่โลกสังคมออนไลน์ (Social Network) โดยแนะนำเฟซบุ๊คอาร์ทิสทรีเมื่อปีที่ผ่านมา
“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อาร์ทิสทรีได้ปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความงามได้อย่างง่ายดายและสร้างความใกล้ชิดเชื่อมโยงกับสังคมเฟซบุ๊คมากขึ้น จึงได้รับเสียงตอบรับจากสาวๆเป็นอย่างดี โดยประสบความสำเร็จจากจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาเดือนละกว่า 34,700 ราย มียอดใช้บริการเดือนละ 360,000 ฮิต (hit) และมีจำนวนแฟนเพจในเฟซบุ๊คเมื่อเดือนพฤษภาคมถึง 16,430 ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 37% ดังนั้น เพื่อตอบสนองสมาชิกแบรนด์อาร์ทิสทรีและขยายการทำตลาดออนไลน์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงแนะนำโปรแกรมแต่งหน้าเสมือนจริง “อาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์” บนเว็บไซต์ขึ้น” นางรัตนากล่าว
นางรัตนากล่าวต่อไปว่า โปรแกรมแต่งหน้าออนไลน์นี้ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกสรรความสวยได้ในแบบที่ต้องการ วิธีการง่ายๆ เพียงแค่คลิกอัพโหลดรูปหน้าตนเองหรือจะเลือกเป็นรูปนางแบบ แล้วเลือกแต่งเติมเมคอัพให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ดวงตา พวงแก้ม คิ้ว ริมฝีปาก เพื่อค้นหาสีสันและสไตล์การแต่งหน้าที่ต้องการ ตลอดจนสามารถเลือกทรงผมที่ดูเหมาะกับตนเองมากที่สุด เมื่อสวยถูกใจแล้วก็สามารถคลิกเชื่อมโยงไปสู่การสั่งซื้อออนไลน์ได้ ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่อาร์ทิสทรีคิดค้นเพื่อตอบรับความต้องการของผู้หญิงที่มักประสบปัญหาในการเลือกสีสันของเมคอัพตลอดจนทรงผมและสีผมให้เหมาะกับตนเอง ทั้งยังเป็นบริการใหม่ที่เข้ากับเทรนด์ผู้หญิงวัยเริ่มทำงานในยุคดิจิตอลที่ใช้เวลาบนสังคมออนไลน์มากขึ้นรวมถึงการค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก
“นอกจากนั้น โปรแกรมอาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์ ยังเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับการขยายตลาดของนักธุรกิจแอมเวย์ โดยสามารถแนะนำลูกค้าให้ทดลองเมคอัพจนเกิดความพึงพอใจก่อนการสั่งซื้อได้ จากการทำตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี บริษัทมั่นใจว่าแอมเวย์จะมียอดขายเพิ่มขึ้น 7-10% ในปีนี้ โดยจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ประมาณ 5% และจากยอดขายรวมแบ่งเป็นสัดส่วนของเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีประมาณ 20% เรามั่นใจว่า จะยังยืนหยัดครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางเพรสทีจที่มียอดขายเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย” นางรัตนากล่าวในที่สุด
โปรแกรม “อาร์ทิสทรี เวอร์ชวล เมคโอเวอร์” เปิดให้บริการแล้ววันนี้ทาง www.artistry.co.th

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: เวิรฟ
พรชนันท์ มงคลกุล (กิฟท์) โทร.0-2204-8223
วรญา มณีวรรณ (เพชร) โทร. 0-2204-8229

ที่มา : ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

 

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาวียองซ์ Grow Together โตไปด้วยกัน



สุชาดา ธีรวชิรกุล กรรมการผู้จัดการ อาวียองซ์ ภาคธุรกิจผลิตภัณฑ์ชั้นสูง บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด จัดงาน “Grow Together โตไปด้วยกัน” แนะนำธุรกิจอาวียองซ์ในรุปแบบหลากหลายช่องทาง ให้กับผู้ที่มีความมุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของชีวิต พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์ดีๆ จากผู้บริหาร อาวียองซ์ รวมถึงผู้ร่วมธุรกิจที่ประสพความสำเร็จทั้งเจ็ดรหัส ที่มาร่วมแบ่งปันแง่คิด และถ่ายทอดประสบการณ์ดีๆ ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด โทร 02-434-8300, 02-434-8547
สุจินดา, แสงนภา ,อริสา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

‘เนเจอร์โนวา’ ไม่ยอมตลาดกรุง เดินเครื่องปั๊มสินค้า ชักธงห้างยาสู้

ข่าวเนเจอร์โนวา

การจัดงานในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ ให้เห็นว่าเนเจอร์โนวาสามารถทำให้สมาชิก ในองค์กรเติบโต และสามารถก้าวสู่ตำแหน่ง ระดับผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเติบโตของสมาชิก เกิน 10% และในปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกทั้งสิ้น 7 พันคน และผมตั้งเป้าว่าภายในปีนี้ต้องมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเท่าตัวคือ ประมาณ 15,000 คน แม้อัตราการเติบโตบริษัท อาจ จะไม่หวือหวาเหมือนที่อื่น แต่ผมเชื่อว่า ณ ตอนนี้คนเริ่มที่จะรู้จักเนเจอร์โนวามากขึ้น
“ในปีนี้ทางบริษัทจะใช้แผนการตลาดที่มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์เนเจอร์โนวาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยสร้างความ ชัดเจนของความเป็นบริษัทในเครือ เกร็ทเตอร์ฟาร์ม่าอุยเฮง ที่มุ่งเน้นการให้สิ่งที่ดีกับผู้บริโภค และเป็นบริษัทผู้ผลิตยาที่ได้ รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ โดยทางบริษัทได้มีการกำหนดเป้าไว้ว่าต้องการยอดเท่าไหร่ แล้วกระจายไปสู่ภูมิภาค และจังหวัดว่าในแต่ละพื้นที่ต้องทำยอดให้ได้เท่าไหร่”
พร้อมกันนี้บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างฐานให้บริษัทอยู่ในธุรกิจนี้ในระยะยาว ไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในลักษณะ ไฟไหม้ฟาง โดยทางบริษัทจะมีการออกสินค้า ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ที่ไม่เหมือน กับบริษัทอื่น
นโยบายเชิงรุกของเนเจอร์โนวา บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพเป็นตัวนำตลาด เพื่อให้เกิดการบอกต่อ และนำมาซึ่งการเพิ่มฐานสมาชิก ในที่สุด เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างให้บริษัทอยู่ในธุรกิจนี้ในระยะยาว ไม่ใช่เป็น การทำธุรกิจในลักษณะไฟไหม้ฟาง แต่ต้องการให้ธุรกิจเป็นในลักษณะของไฟไหม้ ซุงมากกว่า
ซึ่งบริษัทจะมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ที่จะออกสินค้านำเทรนด์ผู้บริโภค เพื่อสร้างสุขภาพ ที่ดีและการป้องกันให้กับผู้บริโภค เนื่องจาก บริษัทมีความแข็งแกร่งของเกร็ทเตอร์ฟาร์ม่า ที่มีทีมวิจัยและพัฒนาสินค้า และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถประเมินสถานการณ์ด้านโรคภัย และแนวโน้มสุขภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้ ซึ่งบริษัทจะใช้จุดแข็งดังกล่าวในการผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เกิดขึ้น รวมทั้งนโยบายจะเปิดตัวสินค้าในกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ไม่ใช่สินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย
อีกทั้งบริษัทเกร็ทเตอร์ฟาร์ม่า ที่ผลิตสินค้าให้กับเนเจอร์โนวายังมีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทีมวิจัย และพัฒนาสินค้า และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถประเมินสถานการณ์ด้านโรคภัย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการผลิตสินค้า รวมทั้ง การผลักดันสินค้าในกลุ่มที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น และไม่ใช่สินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย
ทั้งนี้แผนการตลาดเชิงรุกในการสร้าง แบรนด์นั้น บริษัทได้มีการกิจกรรมการสนับสนุนด้านโปรโมชั่น และกิจกรรมต่างๆ ให้กับสมาชิกตลอดทั้งปี โดยทางบริษัทจะมุ่งเน้นที่ภาคกลาง และเขตปริมณฑล โดยคิดเป็น 70% ของยอดขายทั้งหมด เนื่อง จากถ้าแบรนด์เนเจอร์โนวาเป็นที่รู้จักในคนเมืองหลวงแล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายต่อการรับรู้หรือเป็นที่ยอมรับในต่างจังหวัด เนื่องจากมีการกระจายข่าวสาร กันไปแบบปากต่อปาก อีกทั้งระบบการจ่ายผลตอบแทน ของบริษัทจ่ายแบบยุติธรรม และสถานการณ์การเมืองไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ
“ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์สินค้าทั้งหมด 4 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มอาหาร เสริมเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีสัดส่วนสินค้าราว 40% กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 30% และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลและสินค้าในครัวเรือน 30% โดยแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนการขายเท่าๆ กัน และจากแผนการรุกตลาด ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ราว 100 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีรายได้ 50 ล้านบาท”
อนึ่ง ทางบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยน เครื่องมือภายในโรงงาน เพื่อให้มีความ ทันสมัยขึ้น สามารถผลิตสินค้าเพิ่มมาก ขึ้น และต้องการลดต้นทุนในการผลิต ขณะนี้ทางบริษัทได้หาตัวแทนการจำหน่าย สินค้าที่ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าไปขยายแบรนด์สินค้า และคาดว่าในอนาคตจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่ต้องการ ศึกษา หรือพิจารณาในหลายๆ ด้าน เนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1207 ประจำวันที่ 4-6-2011 ถึง 7-6-2011

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ข่าว 4ไล้ฟ์ ประกาศชื่อ งานประชุม 2555



วันที่ 6 มิถุนายน 2554 ณ.เมืองซอลล์ เลค ซิตี้มลรัฐยูท่าร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา 4ไล้ฟ์ยินดีที่จะประกาศชื่องานประชุมนานาชาติของ ในปี 2555: Passport to Freedom (หนังสือเดินทางสู่อิสรภาพ) ซึ่งคาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานมากกว่า 8,000 คน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในระหว่างวันที่18-21 เมษายน 2555

เทรนท์ เทนนี่ รองประธานอาวุโส ฝ่ายการตลาด กล่าวว่า: “Passport to Freedom จะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้จำหน่าย 4ไล้ฟ์ ก้าวข้ามอุปสรรคและทำให้พวกเขาได้รับอิสรภาพตามวิถีชีวิตที่ตนเองต้องการ
4ไล้ฟ์ คือหนังสือเดินทาง และConvention2555 คือตราประทับแรกของคุณ!”

นี่เป็นงานประชุมนานาชาติครั้งแรกของบริษัทในมลรัฐเพนซิลวาเนีย ผู้อำนวยการการจัดงาน เลสลี่ ดันน์ กล่าวว่า: “มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้รัฐเพนซิลวาเนียน่าสนใจ นอกเหนือไปจากจำนวนของผู้จำหน่ายที่มีจำนวนมากทางชายฝั่งตะวันออก เราต้องการที่จะจัดเวทีการประชุมนี้ในเมืองที่มีประเพณีแห่งความอิสระที่แข็งแกร่งมีหอประชุมแห่งอิสรภาพ ระฆังแห่งเสรีภาพ และอนุสรณ์สถานแห่งชาติเบนจามิน แฟรงค์กลิ้น เมืองนี้เหมาะสมกับPassport to Freedomอย่างที่สุด”

ฟิลาเดลเฟียคือเมืองใหญ่เป็นลำดับ 5 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ห่างจากเมืองนิวยอร์คประมาณ 80 ไมล์ หอประชุมแห่งอิสรภาพ คือที่ที่ผู้ก่อตั้งประเทศประกาศอิสรภาพ และรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

Passport to Freedom จะรวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่, การประชุมวิชาการทางวิทยาศาสตร์, การนำเสนอของผู้นำระดับแพลทตินั่ม อินเตอร์เนชั่นแนล ไดมอนด์, เครือข่ายทางสังคมต่างๆ, การประกาศเกียรติคุณของผู้จำหน่าย, ความบันเทิง, เครื่องมือในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ และอื่นๆอีกมากมาย

ผู้ก่อตั้ง 4ไล้ฟ์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดวิด ลิซันบี กล่าวว่า: “มีเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จของคุณ ในการการเข้าร่วมงาน Passport to Freedom ,คือ จากสถิติได้แสดงให้เห็นว่าผู้คนที่เข้าร่วมประชุมนานาชาติมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าซึ่งผม และเบียงก้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับคุณ”


4ไล้ฟ์มีสำนักงานต่างๆใน 5 ทวีปทั่วโลก เพื่อบริการเครือข่ายธุรกิจให้กับผู้จำหน่าย4ไล้ฟ์ผ่านทางวิทยาศาสตร์ ความสำเร็จ และการบริการ

ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติม:
เคลวิน จอลลี่
รองประธานฝ่ายการสื่อสาร
4ไล้ฟ์ รีเสริ์ช สหรัฐอเมริกา
CalvinJolley@4life.com

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท 4ไล้ฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตามติดภารกิจ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย



จุดเริ่มต้น TSDA;
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันนี้มีสมาคมที่เกี่ยวข้องกับวงการขายตรงไทยหลักๆ อยู่ 3 สมาคม นั่นคือ สมาคมการขายตรงไทย  - Thai Direct Selling Association (TDSA) สมาคมอุตสาหกรรมการขายตรงไทย - Thai Direct Sell Industry Association (TDIA) และสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย – Thai Direct Selling Development  Association (TSDA) ซึ่งสมาคมหลังสุด เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ปี 2553 ที่ผ่านมา
แม้หลายคนอาจมองว่า สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เป็นแหล่งรวมของพลพรรคจากค่ายไบนารี่ แต่ว่าแท้จริงแล้ว ทางสมาคมนี้ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่าบริษัทขายตรงที่ใช้แผนการตลาดแบบอื่นๆ จะไม่สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้
เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของการก่อตั้งสมาคมใหม่ขึ้นนั้น เป็นไปโดยเจตนารมณ์เพื่อยกระดับวงการขายตรงไทยล้วนๆ
หากให้ร่ายกันเป็นข้อๆ ก็คือ สมาคมนี้ ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาวงการขายตรงไทย ให้ทัดเทียมเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ภาครัฐ และสาธารณชน สนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกแก้ไขอุปสรรค ข้อขัดข้อง ทำวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิสาหกิจประเภทที่อยู่ในวัตถุประสงค์ แลกเปลี่ยนเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการ ส่งเสริมการขายสินค้าของสมาชิกให้เข้ามาตรฐาน ร่วมมือกับรัฐ นิติบุคคล ในการส่งเสริมการค้า อุตสาหกรรม การเงิน วางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติ เพื่อให้การประกอบวิสาหกิจตรงตามวัตถุประสงค์ และดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ปกป้อง คุ้มครองสมาชิกของสมาคมผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย สวัสดิการ รักษา ไว้ซึ่งมาตรฐานอันดีงามในการปฏิบัติหน้าที่
หันมาดูหัวหอกในการนำสมาคมนี้ เริ่มต้นจาก นายกสมาคม “อนุวัฒน์ ธรมธัช” อดีตเลขาธิการ สคบ. อุปนายกสมาคม “พล.ต.ต สุชาติ กาญจนวิเศษ” อดีตผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนคดีทางเศรษฐกิจ ส่วนตำแหน่งเลขาสมาคมซึ่งเปรียบเสมือนแม่บ้าน ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ หากไม่ใช่ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริษัทจอย แอนด์ คอยน์ เรียกว่าไล่มาตั้งแต่นายกสมาคม อุปนายกสมาคม และเลขาสมาคม ล้วนยกทัพมาจากค่ายจอย แอนด์ คอยน์ ทั้งสิ้น
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อพิจารณาจากคุณวุฒิและวัยวุฒิของทั้ง 3 ท่าน ตัวนายกสมาคมเองนั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรง อีกทั้งเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เกิดกฏหมายขายตรงขึ้น ด้านอุปนายกสมาคม คือ พล.ต.ต.สุชาติ  ก็เรียกว่าทำงานเข้าขากับนายกฯ อนุวัฒน์ ตั้งแต่สมัยเป็นเลขาสคบ.มาก่อน และสำหรับตำแหน่งเลขาสมาคม ซึ่งมี ดร.สมชาย นั่งแท่นนั้น ก็เป็นผู้ประกอบการที่ผ่านสมรภูมิขายตรงมานานหลายปี เมื่อทั้ง 3 ผสานมาทำงานร่วมกันภายใต้ “สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย” ประสบการณ์ที่ทุกคนสั่งสม คงนำมาใช้พัฒนาวงการขายตรงไทยให้เกิดประโยชน์ได้แน่

เดินหน้าพบภาครัฐ;
สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เริ่มงานแรกด้วยการเข้าพบ “นิโรธ เจริญประกอบ” เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ) โดยไปเพื่อชี้แจงถึงวัตถุประสงค์การก่อตั้งสมาคม และแสดงความพร้อมในการร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อสร้างความโปร่งใสให้แก่ธุรกิจขายตรงไทย ทั้งนี้ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและขานรับนโยบายสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นับเป็นก้าวแรกของสมาคม ที่ได้แสดงเจตนาอย่างแน่วแน่ ว่าต้องการมีส่วนช่วยยกระดับวงการขายตรงไทย
แม้จะเป็นสมาคมใหม่ ที่อาจจะยังไม่สามารถช่วงชิงความสนใจ และยึดพื้นที่สื่อได้มากมายเท่าใดนัก ทว่าสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ยังออกเดินสายพบปะภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
คล้อยหลังการเข้าพบเลขา สคบ.ได้ไม่ทันไร สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นำโดย นายกฯ อนุวัฒน์ คนเดิม ก็ได้นำคณะกรรมการกว่า 10 ชีวิต เข้าพบ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งการไปก็ไม่ต่างจากครั้งที่แล้ว นั่นคือไปเพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ของสมาคม รวมถึงยืนยันในการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แสดงความโปร่งใสในการดำเนินงานภายใต้การดูแลของสมาคม และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
นอกจากการเข้าพบอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แล้ว ทางสมาคมฯ ยังรุกคืบต่อด้วยการไปพบ “สรรเสริญ ปาลวัฒน์วิไชย์” รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ “พันเอกปิยะวัฒน์ กิ่งเกตุ” ผู้บัญชาการสำนักคดีพิเศษ เพื่อตอกย้ำความตั้งใจจริง ในการประสานความร่วมมือกับภาครัฐอีกครั้ง
ความร่วมมือกับ บกปคบ;
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ก็มีโอกาสได้เข้าพบ “พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธ์”ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจากการพบปะหารือกันในครั้งนี้ ทำให้เกิดที่มาของการจัดประชุมสัมมนา ว่าด้วย “การแนะนำแนวทางการปฏิบัติงานแก่
ข้าราชการตำรวจ เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค และธุรกิจขายตรงไทย” ซึ่งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีหน้าเกี่ยวข้องกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และธุรกิจขายตรงโดยตรง
ในวันนั้นยังมีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค “ภูวเนศวร์ เนียมมีศรี” นิติกรชำนาญการ ได้มาบรรยายและให้ความรู้แก่ข้าราชการตำรวจ พร้อมกับกล่าวแสดงความคิดเห็นถึงการจัดงานในครั้งนั้นว่า “เห็นบทบาทของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยในความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและผู้ประกอบการแล้วก็ต้องขอบคุณและขอชื่นชมจากใจจริง”
โดยทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่ในการดูแล ตรวจสอบและให้การสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งหวังว่าภาคเอกชน จะได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่างๆ และภาครัฐเองก็น่าจะมีความเข้าใจในธุรกิจขายตรงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันแล้ว การทำงานย่อมเกิดประสิทธิภาพ ธุรกิจขายตรงที่ดี ก็ย่อมได้รับการสนับสนุนให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ข้ามฝั่งมาที่นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย “อนุวัฒน์ ธรมธัช” ที่แม้จะเดินสายค่อนข้างถี่ แต่คงแฮ็ปปี้มากกว่าเหนื่อย เมื่อกิจกรรมของสมาคม ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่เกี่ยวข้องแทบทุกหน่วยงาน
“มันเป็นนิมิตหมายใหม่ที่ภาคเอกชนโดยสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยร่วมมือกับภาครัฐคือกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้จัดอบรมสัมมนาให้ความรู้แนวทางแก่ตำรวจเกี่ยวกับการขายตรงการตลาดแบบตรงและการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งสมาคมรู้สึกยินดีมากที่ได้มาให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจะนำความรู้เหล่านี้ไปดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง” อนุวัฒน์กล่าว
นายกฯอนุวัฒน์ บอกอีกว่า ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ยังมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงไม่มากที่ควร ซึ่งการดำเนินการจับกุมในบางครั้ง ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ธุรกิจ ไม่เฉพาะแค่ผู้ประกอบการเท่านั้น หากแต่เสียหายไปถึงผู้บริโภค รวมถึงนักธุรกิจอิสระจำนวนมากสืบเนื่องจากธุรกิจขายตรง ที่ได้รับการจดทะเบียนถูกต้องจากสคบ.ถือว่ามี พรบ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง คุ้มครองอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ดำเนินการจ่ายผลตอบแทนผิดรูปแบบตามที่จดทะเบียนไว้ หรือเปลี่ยนแผนแต่ได้แจ้ง สคบ.แล้ว แนวทางดำเนินการของอัยการสูงสุด ให้พิจารณาโดยใช้กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง ไม่ใช่ไปใช้กฎหมายอาญาเข้าจับกุม ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยราชการอาจไม่รู้ดีเท่าที่ควร
อนุวัฒน์ ยืนยันว่า ยินดีให้ความรู้กับหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ซึ่งสมาคมฯ คาดหวังให้เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจสืบสวน จับกุม ดำเนินการไปตามกฎหมายที่ถูกต้อง แต่หากบริษัทไหนที่ทำผิดทั้งกฎหมายขายตรง และกฎหมายอาญา หรือผิด พรก.การกู้ยืมเงินและกู้ฉ้อโกงประชาชน ก็สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย สมาคมจะไม่ปกป้องผู้ที่ทำผิดกฎหมาย แต่จะปกป้องสมาชิกที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง
ด้านเลขาธิการสมาคมอย่าง ดร.สมชาย หัชลีฬหา การร่วมจัดสัมมนากับภาครัฐในวันนี้ สิ่งที่คาดหวังไว้สูงสุดก็คือ ความเข้าใจที่มากขึ้น เจ้าหน้าที่เห็นถึงแนวทางของขายตรง ว่าเขาทำกันอย่างไรจึงถือว่าเป็นขายตรงที่ดี พร้อมสร้างความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ ถึงวิธีการทำงานอย่างไรไม่ให้ละเมิด หรืออะไรที่ควรเข้าไปดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำความผิด
ต้องยอมรับว่า พัฒนาการธุรกิจขายตรงในส่วนของการตลาดมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปเสนอแก่ผู้บริโภค หากแต่วิธีการนำเสนอ แผนการตลาด กลยุทธ์ใหม่ๆ ได้เกิดขึ้นมากมาย ดังนั้น การสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจ ย่อมมีส่วนช่วยให้ธุรกิจขายตรง มีวิวัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น
อีกหนึ่งทหารเสือจากจอย แอนด์ คอยน์ “พล.ต.ต. สุชาติ กาญจนวิเศษ” ซึ่งสวมหมวกอีกใบในฐานะ อุปนายกสมาคม นับเป็นหนึ่งคีย์แมนคนสำคัญ ผู้มีส่วนในการประสานงานสิบทิศกับภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานตำรวจ ที่เขาอาศัยคอนเน็คชั่นเก่า สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน
“หลายครั้งที่เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายและดูแลธุรกิจขายตรงนำไปสู่การปฏิบัติที่ไม่ชัดเจนและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบการสมาคมจึงอยากให้ทุกภาคส่วนมาทำความเข้าใจในธุรกิจขายตรงและการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันเพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยเจตนารมณ์อันดีย่อมท้อถอยและได้รับความเสียหายจนส่งผลให้เกิดความชะงักงันของเศรษฐกิจในประเทศ”
“สิ่งที่ทางสมาคมดำเนินการเรื่อยมานั้นอย่างน้อยๆก็เป็นการชี้แนวทางให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมโดยเฉพาะในแง่มุมที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการทำงานอย่างมีหลักเกณฑ์ให้เป็นการป้องกันปราบปรามดูแลและสนับสนุนธุรกิจขายตรงในเวลาเดียวกัน” พล.ต.ต.สุชาติกล่าว
เห็นภารกิจที่ “สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย” ได้พยายามทำเพื่อยกระดับวงการขายตรงไทยแล้ว ก็ขอเอาใจช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์โดยไว เพราะการทำสิ่งดีๆ นั้น ไม่จำเป็นต้องเลือกค่าย เลือกแผน เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นแผนการตลาดแบบใด หากตั้งใจทำธุรกิจที่สวยงาม บนพื้นฐานของความถูกต้อง และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ก็ย่อมสมควรได้รับการสนับสนุน อย่าลืมว่าหากวงการนี้มีภาพลักษณ์ที่ดีตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ทุกคน ทุกค่าย ทุกแผนการตลาด ที่เวียนว่ายอยู่ในวงจรธุรกิจเครือข่าย ก็ย่อมได้รับอานิสงส์ไปตามๆ กันไม่ใช่หรือ?

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 298 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2554

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อาร์ทิสทรี ตอบเทรนด์ สาวเอเชีย มอบ แป้งรองพื้น เพื่อ ผิวสวยกระจ่างใส



เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์ตอบเทรนด์สาวเอเชีย มอบผิวเนียนกระจ่างใสด้วยอาร์ทิสทรี เพียว ไวท์ พาวเดอร์ ฟาวน์เดชั่น เอสพีเอฟ 28 พีเอ+++ (ARTISTRY Pure White Powder Foundation SPF 28PA+++) แป้งแข็งผสมรองพื้นที่ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใสด้วยอนุพันธ์วิตามินซีและส่วนผสมทรงประสิทธิภาพ จากสูตรผสมพิเศษ True-to-skin อณูแป้งเนื้อละเอียด ช่วยให้เกลี่ยง่าย สีผิวที่ได้จึงดูสวย สม่ำเสมอ ผนวกกับเทคโนโลยีการกระจายแสงบนผิว Second Skin Powder เพื่อทำให้ริ้วรอยและจุดด่างดำแลดูเลือนลง ผิวจึงเนียนกระจ่างใส ชวนมอง นอกจากนั้น ยังมีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดทรงประสิทธิภาพ SPF 28 PA+++ ที่ช่วยปกป้องผิวสวยจากรังสี UVA/UVB สาเหตุของการเกิดริ้วรอยและความหมองคล้ำ

อาร์ทิสทรี เพียว ไวท์ พาวเดอร์ ฟาวน์เดชั่น เอสพีเอฟ 28 พีเอ+++ ผ่านการทดสอบอาการแพ้จากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังแล้วว่า ไม่ทำให้รูขุมขนอุดตันและไม่ก่อให้เกิดสิว ผ่านการทดสอบกับผิวแพ้ง่าย รับประกันความพอใจ ยินดีคืนเงิน ราคารีฟิลล์พร้อมตลับบรรจุ 2,075 บาท ราคาสมาชิกเพียง 1,660 บาท

เริ่มจำหน่ายแล้ววันนี้ สนใจสั่งซื้อได้จากนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ www.amwayshopping.com หรือwww.facebook.com/artistrythailand
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ: เวิรฟ

พรชนันท์ มงคลกุล (กิฟท์) โทร.0-2204-8223

วรญา มณีวรรณ (เพชร) โทร. 0-2204-8229

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com

 

บีฮิบ ได้ฤกษ์โหมโรง ตลาดไทย ชูแผนไบนารี่จ่าย 4 ทางสู้ศึก จับตาขายตรง ครึ่งหลังแข่งดุ



บีฮิบ  ไฟเขียว  ได้ใบอนุญาต  สคบ.ผ่านฉลุย  ดีเดย์พร้อมกัน  26  มิถุนายนนี้  ประกาศทิศทางบีฮิบชัดเจน  พร้อมใช้สูตรสำเร็จกับแผนไบนารี่จ่าย  4  ทางไม่แพ้ค่ายอื่น  ย้ำชัดช่วงแรกปักธงรบพื้นที่กรุงเทพฯก่อนย้ายไปภาคอื่น  ขณะที่ภาพรวมขายตรงครึ่งปีหลังแข่งเดือด  ผู้ประกอบการพาเหรดเปิดตัวอีกเพียบ  งัดสงครามโปรโมชั่น  และแผนโบนัสจูงใจ

นายชัยวัฒน์  ชัยจินดาวัธน์  ผู้จัดการทั่วไป  บริษัท  บีฮิบ  (ไทยแลนด์)  จำกัด  ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้นจากสหรัฐอเมริกา  กล่าวกับ  “ดอกเบี้ยธุรกิจ”  ว่าหลังบริษัทได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  หรือ  สคบ.ตั้งแต่วันที่  4  พฤษภาคม  2554  ที่ผ่านมา  ล่าสุดบริษัทได้เตรียมแผนงานเพื่อเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการในวันที่  26  มิถุนายนที่จะถึงนี้  โดยเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มเสริมอาหารไฟเบอร์  และกลุ่มสกินแคร์  ขณะที่สินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มเสริมอาหารซุปเปอร์ฟรุตแบรนด์มาคี  (Maqui)  ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากคณะกรรมการอาหารและยา  คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานในการตรวจสอบสินค้า

ทั้งนี้การเปิดตลาดบีฮิบในไทยถือเป็นประเทศที่  3  ในเอเชีย  หลังจากก่อนหน้านี้เปิดตลาดฮ่องกงเป็นแห่งแรก  และมาเลเซียเป็นแห่งที่  2  ดังนั้นการวางแผนทำตลาดของบริษัทจากนี้ไปจะเน้นแผนจัดอบรมให้ความรู้กับสมาชิก  ทั้งในด้านแผนการทำธุรกิจ  และการให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้ากับสมาชิกและผู้นำ  โดยในเบื้องต้นจะโฟกัสพื้นที่กรุงเทพก่อนที่จะไปยังภูมิภาคอื่นๆ  ส่วนการเปิดตัวเว็บไซต์บีฮิบที่พัฒนาเป็นภาษาไทยนั้นจะเริ่มใช้ได้ต้นเดือนกรกฎาคมนี้

ในส่วนของแผนการจ่ายผลตอบแทน  บริษัทจะใช้แผนผสม  แบบไบนารี่  ซึ่งไม่ต่างจากบริษัทอื่นๆทั่วไป  ที่ใช้แผนในการล่อใจสมาชิก  โดยแผนการจ่ายผลตอบแทนแบ่งเป็น  3  ระดับ  เริ่มจากช่วงเริ่มต้น  จ่าย  30-35%  ของรายได้  ช่วงกลางจ่าย  40%  และช่วงบนจ่าย  25%  โดยจะเน้นระดับเริ่มต้นที่เพิ่งทำงานให้ทำงานได้  ขณะที่แผนการจ่ายรายได้แบ่งเป็น  4  ระดับ  ได้แก่1.โบนัส  สปอนเซอร์  2.โบนัสสร้างผู้นำระดับกลาง  3.โบนัสยอดวอลุ่มของกลุ่ม  และ4.โบนัสผู้นำ

นอกจากนี้สมาชิกใหม่จะต้องเสียค่าสมัครสมาชิก  350  บาท  โดยบริษัทจะมีประกันชีวิตให้กับสมาชิก  ซึ่งการรักษาตำแหน่งในแต่ละเดือนนั้นจะต้องทำยอดให้ได้  1,400  บาท  และหากสมาชิกไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ  ในช่วง  6  เดือนบริษัทจะถือว่าขาดการเป็นสมาชิก

“ถามว่าทำไมผมถึงตัดสินใจเข้ามาบริหารงานให้บีฮิบ  เพราะว่าบีฮิบให้สิทธิ์ในการบริหารงานได้อย่างเต็มที่  ฉะนั้นหลังงานเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการแล้ว  จนถึงสิ้นปีบีฮิบจะทำยอดขายได้เท่าไหร่นั้นเป็นตัวเลขที่คิดไว้แล้ว  แต่ยังไม่อยากบอก  เรื่องนี้ต้องรอลุ้นอีกทีช่วงปลายปี”  นายชัยวัฒน์  กล่าว

อย่างไรก็ดีทิศทางตลาดขายตรงในช่วงครึ่งหลังของปี  บริษัทมองว่าผู้บริโภคจะได้ประโยชน์สูงสุด  จากผู้ประกอบการรายใหม่อย่างบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาเปิดตลาดไทยเพิ่มขึ้น  ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น  แบ่งเป็นการแข่งขัน  2  ด้านคือ  การดึงสินค้าดีมีคุณภาพเข้ามาทำตลาด  และการดึงแผนการจ่ายโบนัสเพิ่มขึ้นเพื่อดึงดูดใจสมาชิก

ดังนั้นทิศทางตลาดขายตรงในช่วงปลายปี  ทุกค่ายจะให้ความสนใจกิจกรรมการตลาดเพื่อดึงดูดความสนใจ  ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่  การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย  ส่งผลให้เกิดปัญหาการดึงผู้นำจากค่ายนั้นๆไป  โดยเฉพาะผู้นำระดับกลาง  ที่จะสนใจบริษัทเปิดใหม่  ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำระดับกลางมากกว่าระดับสูงที่จะเปลี่ยนค่ายไปอยู่ที่ใหม่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.dbbnews.com

 

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เอเจล ยันข่าว ปิดบริษัท ไม่เป็นจริง



เอเจล ยันข่าวลือปิดบริษัทไม่เป็นจริง ย้ำแม้ขณะนี้โครงการการบริหารยังไม่ลงตัว แต่มีความชัดเจนมากขึ้น หลังจากผู้บริหารงานเมื่อ 2 เดือนก่อน พร้อมเดินหน้าลุยธุรกิจต่อเนื่อง
จากกรณีที่บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจขายตรง มีข่าวในแง่ลบออกสู่สาธารณชนทั้งการย้ายค่ายของแม่ทีม และในกรณีที่นายนายนิติ สว่างทรัพย์ เตรียมย้ายไปอยู่ค่ายใหม่ และส่งผลให้เอเจลในประเทศไทยอาจต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะประเด็นล่าสุดที่มีข่าวว่าบริษัทแม่ของเอเจลที่ประเทศอเมริกาเตรียมปิดตัวลง และยังรวมถึงเครือข่ายในประเทศอื่นๆที่เตรียมปิดตัวลงเช่นเดียวกัน โดยหลังปิดตัวเอเจลจะใช้ประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการขยายฐานไปยังประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย โดยใช้ไทยเป็นประเทศต้นแบบ  และเหตุผลหลักของบริษัทแม่ที่ต้องปิดตัวลง คือการขัดแย้งกันภายในของเอเจลที่ยังไม่ลงตัว โดยเฉพาะโครงสร้างการบริหารงานที่ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง
ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว นายนิติ สว่างทรัพย์ ผู้นำสูงสุดระดับคราวน์ไดมอนด์ไดเร็กเตอร์ บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด  เปิดเผยว่า กรณีบริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะปิดตัวลงนั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งข่าวลือที่เกิดขึ้นนั้น มาจากการสร้างกระแสโจมตีจากผู้ไม่หวังดีเป็นระยะๆ เพื่อทำลายบริษัท โดยยกประเด็นการปรับโครงสร้างผู้บริหารภายในที่ยังคงมีปัญหาและยังไม่ลงตัว หลังเกิดการเปลี่ยนตัวประธานบริหารใหม่ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ผ่านมา
"การที่กล้ายืนยันว่าบริษัทแม่ยังไม่ได้มีการปิดตัวนั้น เนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางเอเจลแล้ว ขณะที่ปัญหาภายในเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารงานนั้น ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่บริษัทอื่นๆ ก็เป็นเช่นกัน แต่ยืนยันว่าหลังจากที่มีการปรับโครงสร้างผู้บริหารใหม่เสร็จสิ้นแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ภาพการบริหารงานมีความชัดเจนมากขึ้น และได้ประธานบริหารคนใหม่มาแล้ว 2 คน และประธานบริษัทเอเจลอีก 1 คน"
ทั้งนี้โครงสร้างผู้บริหารใหม่ของเอเจล ประกอบไปด้วย นายเจฟ ฮิกกินสัน ประธานกรรมบริหาร ดูแลงานฝ่ายขาย และนายเจอราไมด์ แบลดลีย์ ประธานกรรมการบริหารร่วม ที่จะเข้ามาดูแลงานด้านคอมมิสชันให้กับสมาชิก อย่างไรก็ดีประธานกรรมการบริหารทั้ง 2 จะเดินทางมาประเทศไทยประมาณเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่ประธานบริษัทคนใหม่ของเอเจลอีกหนึ่งคนคือนายเครก แบลดลีย์ ที่ดูแลงานเพื่อสังคมในโครงการเอเจล แคร์ คาดว่าจะมาประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายนนี้เช่นกัน
นายนิติ กล่าวต่อว่า ในปีนี้บริษัทจะย้ายสำนักงานใหม่จากยูเนี่ยนมอลล์ไปยังถนนรัชดาภิเษก ขณะนี้ได้เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ นอกจากนี้เอเจลยังมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ที่มีความหลากหลายอีกหลายรายการในปีนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,640 2-4 มิถุนายน พ.ศ. 2554




 

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

‘แคทส์ฯ’ กางตำรารุกหนัก ลุยปั้นแบรนด์ มะโฮ สอยยอดพันล้าน



“แคทส์ดอทคอม” แรงทะลุมิติ...4 เดือนแรกยอดขายทะลุเป้าปี’53 เตรียมแผนปรับเป้าใหม่ทะยานขึ้นสู่หลัก 1,000 ล้านสร้างเศรษฐีใหม่ประดับวงการขายตรงอีก
เป็นโขยง...แย้มแผนกางตำรารุกหนักครึ่งปีหลังหว่านงบประมาณสร้างแบรนด์ “สินค้ามะโฮ” ไม่อั้นหวังจุดกระแสติดลมบนก่อนนำสินค้าตัวใหม่เสริมทัพลุยออกขายเอาใจสมาชิกครึ่งปีหลัง...ประกาศลั่น! อย่างมั่นใจนำพาสมาชิกที่เข้าร่วมธุรกิจก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จหลังบริษัทมีรากฐานและแผนการตลาดที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่บนสมรภูมิรบแห่งนี้อย่างมั่นคง...!!!
นายเอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์”ว่า ในปีนี้ ถือเป็นปีแห่งการก้าวกระโดดของบริษัท เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นปีที่ผ่านมา ใช้ระยะเวลาเพียง 4 เดือน บริษัทฯ มียอดขายเกือบ 200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายที่ทำไว้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาของปี 2553
ซึ่งการเติบโตที่รวดเร็ว และก้าวกระโดดในครั้งนี้ เป็นผลการที่บริษัทฯ ได้มีการเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุง ทางด้านแผนงานต่างๆ เพื่อสอดรับกับความต้องการของสมาชิก และลูกค้ามากยิ่งขึ้น และแผนโปรโมชั่น แผนการจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่สมาชิก ทำให้ปัจจุบันมีผู้นำและสมาชิกทั้งรายใหม่ และรายเก่า หันมาให้ความสนใจร่วมทำธุรกิจกับบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพราะมองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต
“ตอนนี้ผู้นำและสมาชิกหลายคนยอมรับว่า เราเป็นของจริง เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เรามีการลองผิด-ลองถูก อยู่พอสมควร แต่ด้วยเจตนา รมณ์ที่ชัดเจนของบริษัทที่ต้องการทำธุรกิจ ด้วยการใช้สินค้าเป็นตัวนำ และใช้รูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นอินเตอร์จริงๆ เข้ามาบริหารแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของระบบไอที ระบบแบ็คออฟฟิศ ฯลฯ จึงทำให้บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน”
นายเอกวัฒน์ เปิดเผยต่อว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯ วางแผนงานที่จะรุกตลาดมากยิ่งขึ้น หลังจากจับทิศทางของธุรกิจถูก ซึ่งนับจากนี้จะมีการเน้นเรื่องของระบบ การเทรนนิ่ง ทั้งพนักงาน สมาชิก ที่สำคัญจะเน้นหนักในเรื่องของสื่อ เพื่อที่จะขยายฐานลูกค้าให้รู้จักสินค้ามะโฮมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังมีการวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ระยะสั้น กลาง ยาว จะก้าวต่อไปอย่างไร ซึ่งเป้าหมายที่เด่นชัดที่สุดในระยะยาวคือ ต้องการเป็นบริษัทเครือข่ายขายตรงที่ผู้นำ และสมาชิก รวมไปถึงพนักงานเอง ต้องการเข้ามาร่วมงานมากที่สุด โดยมีสินค้าที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และแผนการตลาดที่ทำแล้วมีรายได้อย่างแท้จริง
“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราถือว่า เงียบเกี่ยวกับเรื่องของสินค้า แต่ปีนี้เราพยายามที่จะให้คนรู้จักสินค้ามะโฮมากขึ้น จากการสร้างแบรนด์ ที่จะทำให้เกิดขึ้นนับจากนี้ไป รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะสร้างให้สินค้ามะโฮเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันสินค้าของเราคนจะเริ่มรู้จักแล้ว แต่เราอยากให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น เพราะเราต้องการที่จะให้สินค้าของเราอยู่คู่ธุรกิจเครือข่ายและผู้บริโภคตลอดไป ซึ่งในระยะเริ่มต้นเราจะสร้างแบรนด์สินค้ามะโฮ ให้เป็นที่รู้จักก่อน หลังจากนั้น จะแบรนด์ของแคทส์ ดอท คอม ตามมาที่หลัง เพราะมั่นใจว่า สินค้าของเรา สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าและสมาชิกได้เป็นอย่างดี”
นายเอกวัฒน์ เปิดเผยต่อว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทฯ มียอดขายเติบโตในช่วงที่ผ่านมา คือในเรื่องของโปรโมชั่น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น และบริษัทฯ เองก็มีโปรโมชั่นต่างๆ อย่างมากมายมาให้กับสมาชิก และผู้นำให้มีความกระตือรือร้นที่จะแข่งขัน เพื่อทำยอดกัน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด น่าจะ เป็นในเรื่องของสินค้าที่ทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี แทบจะทุกบริษัทจะมียอดขายที่ลดลง เพราะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของวันหยุดในช่วงสงกรานต์ที่มีติดต่อกันหลายวัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของนักธุรกิจ แต่ในทางกลับกันยอดขายของบริษัทฯ กลับไม่ลดลง มิหนำซ้ำ ยังมียอดขายมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคมด้วยซ้ำ
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากคนให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น และสินค้าของบริษัทฯ สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ แม้จะมีด้านลบจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯ ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกลับไม่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ
“หลังมีเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เราก็ได้สร้างความมั่นใจ ด้วยการเชิญท่านประธานใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้สร้างความมั่นใจต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมทั้งประกาศที่จะลงทุนในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริหารที่อยู่ในประเทศไทยยิ่งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และสมาชิก ผู้นำ ก็สร้างความมั่นใจให้กับทีมงานใหม่ได้ด้วย ทำให้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมากระโดดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกคนมั่นใจในตัวบริษัท และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”
ปัจจุบันฐานลูกค้าของบริษัทฯ มีอยู่ประมาณ 40,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก โดยมีสาขาอยู่ 3 แห่งด้วยกันคือ นครราชสีมา, ขอนแก่น และบุรีรัมย์ ซึ่งอีกไม่นานบริษัทฯ มีแผนงานที่จะเปิดสาขาใหม่ที่ อุบลราชธานี ด้านคลังสมาชิก ตอนนี้บริษัทฯ มีคลังสมาชิกอยู่ 70-80 คลัง โดยปัจจุบันมีสมาชิกแห่เข้ามาร่วมทำธุรกิจกับบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทั้งแบบผสม มีทั้งน้ำเก่า และน้ำใหม่ รวมไปถึงคนที่เป็นผู้บริโภค ที่ชื่นชอบในสินค้าและเข้ามาร่วมทำธุรกิจ
“ปัจจุบัน เรากำลังเดินไปถูกทาง ทั้งรากฐานของบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง และการเข้าถึงความต้องการของสมาชิกและผู้นำมากยิ่งขึ้น ระบบแผนการจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่นักธุรกิจ ที่สำคัญสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการต่อผู้บริโภค ทำให้เชื่อมั่นว่า สิ้นปีนี้ บริษัทฯ น่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และจะมีคลังสมาชิกถึง 1,000 คลัง พร้อมกับรหัสสมาชิก 100,000 รหัส อย่างแน่นอน”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

“อาวียองซ์ เมนส์ โซลูชั่น ดับเบิ้ล แอคชั่น” นวัตกรรม สูตรสองประสิทธิภาพ ที่สะดวกและผลลัพธ์ โดนใจชายหนุ่ม


อาวียองซ์ แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม แนะนำ “อาวียองซ์ เมนส์ โซลูชั่น ดับเบิ้ล แอคชั่น” (aviance Men’s Solutions Double Action) ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับคุณผู้ชาย ด้วยนวัตกรรมสูตรสองประสิทธิภาพ เป็นเจ้าแรก ที่รวมเอาสองคุณประโยชน์ไว้ในหนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ทั้งสะดวกและผลลัพธ์โดนใจหนุ่มๆ ตอบโจทย์ทุกความต้องการที่แตกต่างของผิวผู้ชาย ประกอบด้วย อาวียองซ์ เมนส์ โซลูชั่น ดับเบิ้ล แอคชั่น เฟซ วอช+เชฟวิ่ง ครีม ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าของหนุ่มๆให้ดูสดใสด้วยความกระจ่างใส ไร้หนวดเครา ด้วยผลิตภัณฑ์โฟมล้างหน้า และครีมโกนหนวดสูตรสองประสิทธิภาพในหนึ่งเดียวกัน อาวียองซ์ เมนส์ โซลูชั่น ดับเบิ้ล แอคชั่น เดย์+ไนท์ มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวธรรมดา ครีมบำรุงผิว สูตรสองประสิทธิภาพที่ใช้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมมอบความชุ่มชื้นคืนสู่ผิวอย่างล้ำลึกปรับสภาพผิวให้ดูสว่างสดใส ผลัดเซลล์ผิวเก่า ให้รูขุมขนดูกระชับ อาวียองซ์ เมนส์ โซลูชั่น ดับเบิ้ล แอคชั่น เดย์+ไนท์ มอยซ์เจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวมัน ครีมบำรุงผิว สูตรสองประสิทธิภาพ ที่แทรกซึมสู่ผิว ช่วยดูดซับความมันส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผิวดูเนียนนุ่มไม่มันเงา
หาซื้อผลิตภัณฑ์ “อาวียองซ์ เมนส์ โซลูชั่น ดับเบิ้ล แอคชั่น” ได้ที่ อาวียองซ์ช็อปทุกสาขา หรือผู้ร่วมธุรกิจอาวียองซ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร 02-554-2655 www.aviancethai.com

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด
โทร. 0-2434-8300, 0-2434-8547 คุณสุจินดา, คุณแสงนภา และคุณอริสา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ออริเฟลม เปิดตัว พรีเซ็นเตอร์คนใหม่ “แคโรไลน์ วอซเนียคกี้” นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก ตัวแทนความหวัง มุ่งมั่น อันแข็งแกร่ง แบบฉบับสาวยุคใหม่



ออริเฟลม (Oriflame) ผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติสัญชาติสวีเดน ที่เปิดโอกาสให้คนถึง 3.6 ล้านคนทั่วโลกได้มีธุรกิจแบบอิสระ และสร้างยอดขายที่สูงถึง 1.5 พันล้านเหรียญยูโร เพราะมีสาขาครอบคลุม ถึงกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ออริเฟลมเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่รู้ใจในหมู่สาววัยทำงานที่แม้แต่นักเทนนิสหญิง มือ 1 ของโลก สัญชาติสวีเดน อย่าง “แคโรไลน์ วอซเนียคสกี้” (Caroline Wozniacki) ยังเลือกให้ “ออริเฟลม” เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความงามของเธอทั้งในคอร์ทเทนนิส และชีวิตจริง
?
ออริเฟลมได้ให้การสนับสนุนเป็นพันธมิตรหลักในการแข่งขันเทนนิสหญิงของโลก (WTA : Women’s Tennis Association) ซึ่งจะจัดขึ้นในหลายๆ ประเทศ รวมถึงการแข่งขันอีก 22 รายการที่กำลัง จะเกิดขึ้นในปี 2011 นี้ โดยได้ให้การสนับสนุน แคโรไลน์ วอซเนียคสกี้ นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลกสัญชาติสวีเดน ในการไปแข่งขันที่ต่างประเทศ ด้วยบุคลิกที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น สะท้อนภาพลักษณ์ของสาวยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ที่เปี่ยมด้วยความหวังอันกล้าแกร่ง ในการทำความฝันให้เป็นจริง จนก้าวขึ้นสู่สุดยอดนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลกได้ แคโรไลน์ วอซเนียคสกี้ จึงเปรียบเหมือนเป็นตัวแทนของออริเฟลม ปลุกเร้าให้สาวๆ ทั่วโลก ที่ปรารถนาประสบความสำเร็จมีเธอเป็นต้นแบบแห่งแรงบันดาลใจ



แคโรไลน์ วอซเนียคสกี้ เป็นนักเทนนิสชาวเดนมาร์ก เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2533 แคโรไลน์ได้รับการฝึกฝนการเล่นเทนนิสจาก ปีเตอร์ วอซเนียคกีผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพของประเทศเยอรมันนี โดยครอบครัววอซเนียคกีย้ายมาอยู่ที่เดนมาร์กเมื่อพ่อของเธอ ถูกซื้อตัวไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่เดนมาร์ก

แคโรไลน์ชนะแกรนด์สแลมระดับเยาวชมาหลายรายการ อาทิ แชมป์เยาวชนหญิงเดี่ยวในปี 2006 และแชมป์โอเรนจ์โบวล์ในปี 2005 วอซเนียคกีเริ่มเล่นใน WTA Tour ครั้งแรกที่รายการซินซินเนติ
ในการแข่งขันเทนนิสแกรนด์สแลม ยูเอสโอเพ่น คาโรไลน์ เป็นมือวางอันดับ 9 โดยชนะทั้ง มือวางอันดับ 6 และ อดีตแชมป์ปี 2006สเวตลานา คุซเนตโซวา จากรัสเซียในรอบที่ 4, เมลานี อูแด็ง ดาวรุ่งจากสหรัฐอเมริกาในรอบก่อนรองชนะเลิศ และยานินิ วิคเมเยอร์ จากเบลเยียม ในรอบรองชนะเลิศ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศในระดับแกรนด์สแลม โดยแพ้ให้กับคิม ไคลจ์สเตอร์ส
การแข่งขัน โซนี่ อีริคสัน แชมป์เปียนชิพ ที่กรุงโดฮา ซึ่งเป็นรายการสุดท้ายของปี วอซเนียคแพ้ให้กับ เซเรนา วิลเลียมส์ ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่เธอจะขอถอนตัวในเซตที่สอง
จบการแข่งขันฤดูกาลแข่งขันปี 2009 เธอติดอันดับโลกที่มืออันดับ 4 ของโลก ทำรายได้ไปได้ถึง 2,371,550 เหรียญสหรัฐฯ
แคโรไลน์ วอซเนียคกี้ ขึ้นเป็นนักเทนนิสมืออันดับ 1 ของโลกของดับเบิลยูทีเอในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 2010 และจบปี 2010 ด้วยการเป็นอันดับ 1 ของโลก
ในส่วนของชีวิตประจำวันของแคโรไลน์ นอกจากการเล่นกีฬาต่างๆที่เธอชื่นชอบ เช่น เล่นแฮนด์บอล ฟุตบอล ว่ายน้ำ และเล่นเปียโนแล้วเธอยังสนใจเรื่องความสวยความงามเหมือนหญิงสาวทั่วไปอีกด้วย
“ในฐานะที่ฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เครื่องสำอางเป็นสิ่งที่ฉันรักและหลงใหล เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ ฉันดูดี และฉันก็ชอบที่จะเรียนรู้ทิปการแต่งหน้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่สนุกมากๆ สำหรับฉัน จนอยากที่จะศึกษาอย่างจริงจัง กระทั่งมีโอกาสได้ร่วมงานกับออริเฟลม ทำให้ได้ศึกษาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างลึกซึ้ง ซึ่งการมาร่วมงานในฐานะตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่ที่สามารถทำความฝันได้สำเร็จ จนสามารถเป็นนักเทสนิสหญิงมือ 1 ของโลกได้นั้น ฉันหวังว่าความตั้งใจ มุ่งมั่นของฉัน จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทั่วโลกอีกหลายๆ คน สามารถทำความฝันของตัวเองได้สำเร็จ” แคโรไลน์ วอซเนียคสกี้ นักเทนนิสหญิงมือ 1 ของโลก กล่าว
นับแต่นี้ ออริเฟลมกว่า 60 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมี ศุภราภรณ์ เอสซี เปา สาวเก่งผู้กุมบังเหียน อาณาจักร ออริเฟลมคอสเมติกส์ (ประเทศไทย) นั่งแท่นเป็นกรรมการผู้จัดการเผยภาพของ แคโรไลน์ วอซเนียคสกี้ จะปรากฏ ในแคมเปญโฆษณา แคตตาล็อกสินค้า ในฐานะตัวแทนของ ออริเฟลม สะท้อนภาพลักษณ์ของสาวยุคใหม่ ที่เปี่ยมด้วยความหวัง มุ่งมั่น อันแข็งแกร่ง ในการทำความฝันให้เป็นจริง
พบกับผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ ที่ออริเฟลมคัดสรรมา ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์สาวยุคใหม่ได้อย่างลงตัว สนใจร่วมทำธุรกิจ หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ออริเฟลม สามารถคลิกไปที่ www.oriflame.co.th หรือ www.facebook.com/Oriflameth หรือโทร 02-715-1100
?
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 2525699 Public Hit

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

อาวียองซ์ อะคาเดมี สกัดนิสัยพาอ้วน เพื่อสุขภาพที่ดี



คุณเคยสังเกตตัวเองไหมว่ารูปร่างที่เปลี่ยนไป ดูสมบรูณ์ บางทีมันอาจเกิดจากนิสัยการกินเล็กๆน้อยๆ ในตัวคุณที่ถูกมองข้ามไป ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม สถาบันการเรียนรู้และฝึกอบรม อาวียองซ์ อะคาเดมี เปิดประเด็นชวนคิด “กินทั้งที ต้องกินให้คุ้ม ต้องกินให้หมด”
ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ อรุโณทยานันท์ ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม สถาบันการเรียนรู้และฝึกอบรม  อาวียองซ์ อะคาเดมี กล่าวว่า “คนอ้วนส่วนใหญ่เกิดจากนิสัยการกิน กินทั้งที ต้องกินให้คุ้ม กินให้หมด เสียดายของ และผลสุดท้ายก็เป็นอันตรายต่อการดูแลรูปร่างและสุขภาพอย่างมาก เพราะจากที่ร่างกายต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน แต่การกินทั้งทีต้องคุ้มอย่างบุฟเฟ่ต์ คุณจะได้รับพลังงานโดยเฉลี่ยต่อมื้อถึง 3,000 กิโลแคลอรี่ อีกนัยหนึ่งคือ น้ำหนักคุณจะเพิ่มขึ้นมื้อละ 1.4 ขีด เชียวนะ ถ้าคุณเผลออ้วนแล้วล่ะก็ การที่จะกลับมาทำให้หุ่นดีได้ดังเดิมนั้นมันยาก และอาจใช้เงินมากกว่าค่าอาหารในวันนั้นเป็นไหนๆ แต่ถ้าคุณพลาดไปแล้วล่ะ ให้ลองทำวิธีนี้คือให้ลดปริมาณแคลอรี่ที่จะได้รับในวันต่อๆไปวันละ 500 กิโลแคลอรี่ สัก 4 วัน ก็น่าจะพอช่วยได้ หรือจะออกกำลังกายว่ายน้ำ ประมาณ 2 ชั่วโมง หรือไม่ก็นัดก๊วนแก๊งที่ไปกินบุฟเฟต์ด้วยกันนี่แหละ ไปตีแบตสัก 2-3ชั่วโมง จะได้ไม่อ้วนและก็สุขภาพแข็งแรงกันทั้งกลุ่ม
ส่วนนิสัยเสียดายของ ก็ขอให้ห่อกลับบ้านไปรับประทานในมื้อต่อไป เป็นการช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า พร้อมรักษารูปร่างและสุขภาพให้อยู่กับเรายาวนานออกไปอีก จงอย่าพยายามกินให้หมด เพราะมันจะกลายเป็นไขมันที่หน้าท้อง



สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานฟาสต์ฟู้ดจำพวกแฮมเบอร์เกอร์ โดนัท ไก่ทอด ฯลฯ คุณรู้ไหม? องค์การอนามัยโลกเรียกอาหารเหล่านี้ว่า “อาหารขยะ” เพราะเป็นอาหารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการที่ไม่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ให้แต่เฉพาะพลังงานมากกว่าอื่นๆ และยังมีโซเดียมสูง ไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งหากคุณกิน “อาหารขยะ” ต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ นอกจากจะเป็นอันตรายต่อเส้นรอบเอวแล้ว ยังนำมาซึ่งโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วหันมากินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างอาหารไทยทั่วไปนี่แหละ เช่น ข้าวน้ำพริกกะปิทานคู่ผักสดหรือผักต้ม อร่อยแสนอร่อย อุดมด้วยวิตามินแถมยังให้แคลอรี่น้อยกว่าแฮมเบอร์เกอร์เพียงครึ่งชิ้นอีกต่างหาก
นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเหล้า เบียร์ เป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานสูงพอๆ กับการกินอาหารมื้อใหญ่เลยทีเดียว แล้วยิ่งสาวๆ ทั้งหลายที่มักนิยมดื่มเหล้าจางๆ ผสมน้ำอัดลมด้วยแล้วล่ะก็ คุณก็จะได้ของแถมเป็นน้ำตาลปริมาณพอๆ กับที่ร่างกายต้องการทั้งสัปดาห์ ยิ่งคนที่ดื่มเหล้าหรือเบียร์ทุกวัน จะมีพลังงานส่วนเกินจากเครื่องดื่มเหล่านี้สะสมในร่างกายวันละ50-200 กิโลแคลอรี่ เหมือนกินไขมัน1-4ช้อนชา ทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอาจเดือนละ 1 กิโลกรัม ซึ่งความอ้วนจะมาพร้อมกับความเมาเสมอ
ฉะนั้นโดยส่วนใหญ่กลุ่มที่เสี่ยงกับโรคอ้วน เพราะขี้เกียจออกกำลังกาย จึงควรปรับเปลี่ยนนิสัยหรือหันมาพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถสกัดกั้นการดูดซึมแป้งและไขมัน และช่วยเผาผลาญพลังงานที่เหลือใช้ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี” ภก.ดร.พงศกรพัฒน์ สรุปปิดท้าย
สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาวียองซ์ คอลเซ็นเตอร์ โทร 02-554-2655 www.aviancethailand.com

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด โทร.0-2434-8300
คุณสุจินดา, คุณแสงนภา และคุณอริสา

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

แอมเวย์ ฉลองเครื่องกรองน้ำ อีสปริง คว้ารางวัล Best Practices Award 2010 ส่ง โปรโมชั่นพิเศษ ตอบสนองคนรักสุขภาพ มั่นใจยอดขายปีนี้โต 10%



แอมเวย์ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยความสำเร็จของเครื่องกรองน้ำ “อีสปริง (eSpring)” ไตรมาสแรกเติบโต 7% รับกระแสคนห่วงใยสุขภาพมากขึ้น ตอกย้ำความยอดเยี่ยมระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลผู้นำด้านเครื่องกรองน้ำดื่มแห่งปี “Best Practices Award 2010” จาก “ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน” ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมส่งโปรโมชั่นพิเศษสุดแรงเมื่อซื้อ “อีสปริง” รับฟรีเพิ่มชุดไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์และหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทอีก 1 ชุด มั่นใจสิ้นปี แบรนด์อีสปริงมียอดขายเพิ่มขึ้น 10%
นายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เนื่องจากผู้บริโภคปัจจุบันตื่นตัวและให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพมากยิ่งขึ้น การดูแลเรื่องโภชนาการ น้ำดื่ม อากาศ และความเป็นอยู่ในครัวเรือนจึงมีสูงขึ้น ทำให้ภาพรวมของสินค้ากลุ่มนี้ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกและประเทศไทย โดยในปี 2553 ที่ผ่านมา แอมเวย์ทั่วโลกมียอดขายรวมของกลุ่มสินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริง (eSpring) เครื่องกรองอากาศแอทโมสเฟียร์ (ATMOSPHERE) เครื่องครัวไอคุ้ก (iCook) และแอมเวย์ ควีน (AMWAYQUEEN) รวมกันสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสำหรับยอดขายเครื่องกรองน้ำอีสปริงในเมืองไทย มีการเติบโตสูงเช่นกันโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา (เดือนมกราคม – มีนาคม 2554) ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายด้วยยอดขายที่เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า สิ้นปี 2554 เครื่องกรองน้ำอีสปริงจะสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อีก 10%
นายกิจธวัชกล่าวต่อไปว่า ล่าสุดเครื่องกรองน้ำ ‘อีสปริง’ จากแอมเวย์ตอกย้ำความยอดเยี่ยมระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลผู้นำด้านเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวแห่งปี “Best Practices Award 2010” จาก บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (Frost & Sullivan Asia Pacific) ประจำปี 2553 ซึ่งรางวัลนี้เป็น 1 ใน 9 รางวัลที่ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน มอบให้องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในแต่ละสาขา ซึ่งแอมเวย์ในฐานะผู้ผลิตเครื่องกรองน้ำก็ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้
“แอมเวย์เป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำนวัตกรรมเครื่องกรองน้ำมากว่า 27 ปี โดยที่ผ่านมามีการจำหน่ายเครื่องกรองน้ำมาแล้วกว่า 5 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งทำให้ ‘อีสปริง’ เป็นเครื่องกรองน้ำดื่มที่มียอดขายสูงสุดของโลก* อีกด้วย พร้อมกันนี้ แอมเวย์ยังการันตีความเชี่ยวชาญในการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีระบบการกรองน้ำด้วยสิทธิบัตรกว่า 330 ฉบับทั่วโลก จากการค้นคว้าและวิจัยกว่า 20 ปี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันให้แอมเวย์เป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลในครั้งนี้อย่างสมศักดิ์ศรี” นายกิจธวัชกล่าว
นายกิจธวัชกล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อกระตุ้นตลาดและตอบแทนผู้บริโภค บริษัทได้จัดรายการโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อซื้อเครื่องกรองน้ำ ‘อีสปริง’ 1 เครื่อง ลูกค้ารับฟรีชุดไส้กรองคาร์บอนกัมมันต์และหลอดอุลตร้าไวโอเล็ทเพิ่มอีก 1 ชุด หรือเลือกรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 10 เดือนกับบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ เริ่มวันนี้ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2554 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
“แอมเวย์มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเชื่อมั่นว่าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและตอบรับเทรนด์ผู้บริโภคที่รักและใส่ใจสุขภาพนี้ จะเป็นปัจจัยผลักดันให้เครื่องกรองน้ำ ‘อีสปริง’ เติบโตอย่างต่อเนื่อง” นายกิจธวัชกล่าวสรุป















ที่มา : http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=59F79CC03FE4ABC04596E1EE235098E4&sec=all&query=YW13YXk=

 

แอมเวย์เผย กลยุทธ์การตลาดทั่วโลก มุ่งเน้นผู้นำตลาดขายตรงโลก



นางแคนเดซ แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วยนายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป (ซ้าย) บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (ที่ 2 จากขวา) เผยข้อมูลกลยุทธ์การตลาดของแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่นและภาพรวมความสำเร็จของแอมเวย์ทั่วโลก โดยมุ่งสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจขายตรงทุกด้าน รวมถึงกลยุทธ์การตลาดของแอมเวย์ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แอมเวย์ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจขายตรงหลายชั้นระดับโลก

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com