ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคทส์ดอทคอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แคทส์ดอทคอม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MLM"ไทย-เทศ"เคลื่อนทัพ ดาหน้าขยายสาขาอาเซียน







people-linked (Mobile)


ตลาดอาเซียน กลายเป็นจุดขายกลุ่มบริษัทขายตรงดึงขึ้นเป็นกลยุทธ์ ขยายสาขา บริษัทแม่ "แคทส์ดอทคอม" ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน "สตาร์ซันไชส์" ใช้ปี 56 เป็นปีแห่งการลุยขยายอาณาเขต "ยูนิไลฟ์" เตรียมสินค้าเกษตรลุยเพื่อนบ้าน "ปูแดง" เริ่มปล่อยนักขายล่าสมาชิกชายแดน "แซนสยาม" จับมือ "กรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์" ลุย AEC


นายเกียรติพงษ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ดอทคอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือน ที่ผ่านมาของปีนี้ บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยที่บริษัท ต้องการที่จะขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น เรื่องยอดขาย ในประเทศจึงเพิ่มไม่มากดังที่กล่าว


"สาขาของบริษัทในประเทศไทยมีความพร้อมในการลุยตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มขยายไปแล้วที่ เวียดนาม, ลาว และมาเลเซีย โดยในอนาคตบริษัทต้องการที่จะขยายสาขาไปในประเทศพม่าต่อไป"


"ในเรื่องของการขยายสาขา บริษัทจะขยายไปในรูปแบบการตั้งบริษัทให้มีความคล้ายคลึงสาขาประเทศไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของแผนการจ่าย ซึ่งตอนนี้ติดในเรื่องของภาษี ในแต่ละประเทศ ที่ทำให้การขยายตลาดติดขัดในการทำเรื่องแผนงาน แผนจ่ายอยู่บ้าง" เกียรติพงษ์ กล่าว


โดยที่ผ่านมา บริษัท แคทส์ดอทคอม ได้เริ่มมีการขยาย ธุรกิจไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว และ มาเลเซีย อย่างไรก็ดี นี่ยังถือเป็นก้าวแรกของบริษัทในการทำธุรกิจ ซึ่งเรายังมีโอกาสอีกมากในการเติบโต โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจแคทส์ดอทคอม ในแถบอาเซียน


อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมา แคทส์ดอทคอม บริษัทแม่มีความต้องการที่จะให้ สาขาในประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการ ขยายตลาดในแถบประเทศอาเซียน จากเหตุผลด้วยเรื่องความสะดวกของไทย ที่มี อาณาเขตติดต่อเพื่อนบ้านหลายประเทศในแถบอาเซียน ทั้งยังมีทำเลอยู่ตรงกลาง ของภูมิภาค ซึ่งดูจะพร้อมกว่าที่สาขาแม่ในญี่ปุ่นจะเข้ามาสร้างการขยายตลาดเอง


"ในส่วนของเรื่องโรงงานผลิตสินค้า บริษัทแม่คงต้องดูที่ความพร้อม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาสำรวจความต้องการของตลาด ออกไปอีก หากต้องมีการเปิดโรงงานสินค้า ที่ประเทศไทย ซึ่งในช่วงแรกของการขยาย ตลาดอาเซียน คงต้องเป็นการสั่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นไปก่อน" ประธานใหญ่ กล่าว


ด้านนายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2556 นั้น บริษัทเห็นความ สำคัญของการเปิดตลาดอาเซียน หรือ AEC จึงขยายตลาดไปเปิดสาขายังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดวันและเวลา ในการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มุ่งมั่น ให้ทางพนมเปญเป็นฮับในการเปิดตลาดก่อน เนื่องจากประเทศนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เต็ม 100% เพราะ ฉะนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำตลาดที่ไม่ก่อให้เกิดรอยต่อของธุรกิจที่ทำแบบไบนารี่ หากมีขาทางประเทศไทยสามารถไปต่ออีกขาหนึ่งที่ประเทศกัมพูชาก็ได้


หลังจากนั้นบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายไปเปิดสาขายังประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ที่กฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% เช่นกัน จากนั้นก็จะไปยังประเทศ ลาว ขณะนี้กำลังเจรจาร่วมกันถึงสัดส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งทางประเทศลาวใช้กฎหมายคล้ายกับประเทศไทยที่คนต่างชาติถือหุ้นได้ไม่ถึง 50% แต่ขณะนี้มีลูกค้าซื้อสินค้าของบริษัทเข้าไปใช้และจำหน่ายบ้างแล้ว จึงถือว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน


ในส่วนของนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มองเห็นโอกาสในภาคเกษตรของทางประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งพื้นที่และประชากรส่วนใหญ่ของอาเซียน อยู่ในภาคธุรกิจเกษตรนี้ บริษัทจึงได้มองลู่ทางขยายฐานธุรกิจไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ ลาว, พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้เตรียมการบางส่วนรองรับไว้บ้างแล้ว แต่คงต้องรอความชัดเจน ในกฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมๆ กัน คาดว่าการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 จะส่งผลบวกกับทางบริษัทด้าน การขยายตลาดมากยิ่งขึ้น


ส่วนนายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้เผยว่า "ตอนนี้ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้เจาะตลาดเข้าไปมากนัก เพราะส่วนใหญ่ ธุรกิจจะเป็นลักษณะของการจำหน่ายผ่าน ตัวแทนออกไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผู้นำหลายคนนำสินค้าเข้าไปขายเองตามตะเข็บ ชายแดนต่างๆ และมีเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ลาว, กัมพูชา, พม่า และอินโดนีเซีย ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเราเป็นจำนวน มาก สั่งครั้งละประมาณ 100-200 ตัน แสดงให้เห็นว่า สินค้าจากบริษัทเราได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการแถวๆ เพื่อนบ้านต้องการทำธุรกิจกับเรา บริษัทก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่แน่นอน"


ด้านนายสมชาย อินทิราวรนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยว่า "ตอนนี้เราได้จับมือกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับตลาดอาเซียน และเพื่อความสะดวกในการทำการค้า จึงได้มีการทำ "เทรดแฟร์" รวมถึงสร้าง "บิสซิเนสแมชชิ่ง" เพื่อหาคนเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรามากๆ"


"ตอนนี้เรามีพันธมิตรอย่าง เวียดนาม, จีน, ฟิลิปปินส์, ลาว, พม่า, มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ในส่วนของประเทศจีนค่อนข้างเป็นตลาดใหญ่ เราได้พยายามเร่งสร้างแบรนด์ ขายปลีก ขายส่ง โดยได้ไปทำตลาดที่เมืองเซี่ยงไฮ้มา ถือว่า น่าสนใจมาก เราตั้งใจจะเปิดกว้างเพื่อให้นักธุรกิจที่นั่นได้ดำเนินธุรกิจได้หลายรูปแบบ"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บ.แม่ "แคทส์" สั่งสาขาไทยลุยอาเซียนปักธง ปท.ชายแดนนำร่องยึดโมเดลเดิม







picture-2965-1371039165 (Mobile)


"แคทส์ดอทคอม" จัดฉลองลุยไทยครบ 4 ปี พร้อมประกาศบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น แต่งตั้งสาขา ไทยเป็นแกนกลางขยายสาขาอาเซียน รับมือ AEC นำร่องเปิดแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา, เวียด-นาม, ลาว และมาเลเซีย วางพม่าเป็นประเทศต่อไป ชี้การขยายสาขาเป็นไปในรูปแบบตั้งบริษัท ใช้ไทย เป็นโมเดลต้นแบบ แต่ยอมรับการเปิดตลาดต่างประเทศไม่ง่าย กำแพงภาษีเป็นปัญหาหลัก ด้านประธานบริษัทชาวญี่ปุ่น บอกพอใจงานบริหารสาขาไทย 70%


มร.โทชิมาซะ ชิ ชิ โด ประธาน บริษัท แคทส์ดอทคอม (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทขายตรงจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น ทั้งเรื่องน้ำท่วมที่ประเทศไทย โรงไฟฟ้าระเบิดที่ญี่ปุ่น แต่เราก็ดำเนินธุรกิจมาได้อย่างต่อเนื่อง


"สำหรับตนค่อนข้างจะมีความผูกพันกับประเทศไทย มานานตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 หรือร่วม 42 ปีมาแล้ว บางท่านอาจจะยังไม่เกิด ผมเข้าเมืองไทยครั้งแรกโดยเริ่มงานในฝ่ายวิจัยและ พัฒนาของ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่ง ตนเป็นผู้ออกแบบเครื่องยนต์รถฮอนด้า ซีวิค รุ่นแรก" ประธานแคทส์ฯ เล่าความหลัง


โดยที่ผ่านมา บริษัท แคทส์ดอทคอม ได้เริ่มมีการขยายธุรกิจไปยังประเทศใกล้-เคียง เช่น กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว และมาเลเซีย อย่างไรก็ดี นี่ยังถือเป็นก้าวแรกของบริษัทในการทำธุรกิจ ซึ่งเรายังมีโอกาส อีกมากในการเติบโต โดยประเทศไทยจะเป็น ศูนย์กลางของธุรกิจแคทส์ดอทคอมในแถบ อาเซียน


"จากความร่วมมือของทั้งผู้บริหาร รวมถึงสมาชิกของบริษัททุกคน ทำให้บริษัทได้จัดงานฉลอง 4 ปีของบริษัทในไทย ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนนักธุรกิจ โดยการ จัดงานครั้งนี้ มีผู้ร่วมงานเกือบ 1 พันคน อีกทั้งยังมีสมาชิกจากต่างประเทศเข้าร่วมอีกด้วย อาทิ ญี่ปุ่น, ลาว และมาเลเซีย"


อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมา แคทส์-ดอทคอม บริษัทแม่มีความต้องการที่จะให้สาขาในประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดในแถบประเทศอาเซียน จากเหตุผลด้วยเรื่องความสะดวกของไทย ที่มีอาณาเขตติดต่อเพื่อนบ้านหลายประเทศในแถบอาเซียน ทั้งยังมีทำเลอยู่ตรงกลางของภูมิภาค ซึ่งดูจะพร้อมกว่าที่สาขาแม่ใน ญี่ปุ่นจะเข้ามาสร้างการขยายตลาดเอง อีกทั้งประธานชาวญี่ปุ่นยังกล่าวอีกว่า พอใจการบริหารของสาขาในประเทศไทย 70 เปอร์เซ็นต์


"ในส่วนของเรื่องโรงงานผลิตสินค้า บริษัทแม่คงต้องดูที่ความพร้อม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาสำรวจความต้องการของตลาด ออกไปอีก หากต้องมีการเปิดโรงงานสินค้า ที่ประเทศไทย ซึ่งในช่วงแรกของการขยาย ตลาดอาเซียน คงต้องเป็นการสั่งสินค้าจาก ประเทศญี่ปุ่นไปก่อน" ประธานใหญ่ กล่าว


ด้านนายเกียรติพงษ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ดอทคอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในส่วนของประธานบริษัท แคทส์ดอทคอมฯ ออกจากฮอนด้า ก็ได้มีการมาค้นคว้าสินค้าชื่อ "มะโฮ" ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัทในเวลาต่อมา จนทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นสินค้าขายดีของบริษัทเช่นเดิม


อย่างไรก็ดี ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ของปีนี้ บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยที่บริษัทต้องการที่จะขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น เรื่องยอดขายในประเทศจึงเพิ่มไม่มากดังที่กล่าว


"สาขาของบริษัทในประเทศไทย มีความพร้อมในการลุยตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มขยายไปแล้วที่ เวียดนาม, ลาว และมาเลเซีย โดยในอนาคต บริษัทต้องการที่จะขยายสาขาไปในประเทศพม่าต่อไป"


"ในเรื่องของการขยายสาขา บริษัทจะขยายไปในรูปแบบการตั้งบริษัทให้มีความคล้ายคลึงสาขาประเทศไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของแผนการจ่าย ซึ่งตอนนี้ติดในเรื่องของภาษีในแต่ละประเทศ ที่ทำให้การขยายตลาดติดขัดในการทำเรื่อง แผนงาน แผนจ่ายอยู่บ้าง" เกียรติพงษ์ กล่าว


ในงานฉลองครบรอบ 4 ปีของบริษัท ประเทศไทย ได้มีแคมเปญแจกรถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์ โดยมีผู้มาร่วมงานเกือบพันคน อีกทั้งยังมีการมอบรางวัลเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของบริษัทอีกด้วย


ทั้งนี้ ในปี 2556 แคทส์ฯ ได้ทำการขยาย ตลาดไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ ซึ่งเป็นผู้ผลิตมะโฮ ในการขยายกำลังการผลิต และวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มอีก 10 รายการ จากที่ในปี 2555 ได้เพิ่มมาแล้ว 7 รายการรวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับจากยีสต์ดำ


ในส่วนของระบบการทำงานของสมาชิก แคทส์ฯ ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ทั้งรูปแบบการทำงานแบบ Offline, Online และ Airline ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกสามารถที่จะสร้างเครือข่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยการพัฒนา Application บนมือถือซึ่งใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย รองรับการเดินทางสู่ ต่างประเทศ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการขายชื่อเสียงของตัวเองดังนั้น ผู้ที่จะทำอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่จะได้ หรือมองว่าสินค้าขายได้ง่าย ควรมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อถึงรุ่นลูกหลานถามว่าทำไมถึงทำธุรกิจนี้ แล้วสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่าธุรกิจนี้ดีอย่างไร ดังนั้น ควรมองที่ชื่อเสียงมากกว่าเรื่องเงิน เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด







556718_567903129892455_1716829364_n (Mobile)


หากเอ่ยถึง แคทส์ ดอท คอม ในตอนนี้ หลายคนที่อยู่ในวงการขายตรงคงรู้จักกันดี เพราะเป็นอีกหนึ่งบริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจขายตรงในประเทศไทยกว่า 4 ปี โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา บริษัทเจอมรสุมกับปัญหาต่างๆ มากมาย มาถึงวันนี้บริษัทจะก้าวเดินไปในทิศทางใดนั้นต้องฟังทิศทางการบริหารงานของ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ


ปีนี้บริษัทมีทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างไรบ้าง


ปีนี้นับว่าเป็นปีที่บริษัทค่อนข้างมีการเปลี่ยนแปลงว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารหรือแม้แต่สมาชิกเอง แต่ปัญหาเหล่านั้นขณะนี้ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการฟื้นฟูบริษัทให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การกลับมาเติบโตครั้งนี้บริษัทจะไม่ขอเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่จะเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะที่ผ่านมาบริษัทได้เรียนรู้แล้วว่าการเติบโตที่เร็วจนเกินไป มักจะประสบปัญหาหลายๆ ด้าน


ส่วนด้านการตลาดในปีนี้บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นได้มีนโยบายขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้น เพราะบริษัทมองว่าตลาดขายตรงของประเทศไทยปัจจุบันมีคู่แข่งไม่น้อย ดังนั้น จึงไม่ต้องต้องการที่จะแย่งตลาดเฉพาะประเทศไทย อีกทั้งผู้บริหารคนใหม่ที่เข้ามาบริหารงานนั้น มีประสบการณ์ในการขยายตลาดต่างประเทศเป็นอย่างดี โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถขยายตลาดต่างประเทศได้ อย่างน้อย 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย พม่า และเวียดนาม จากเดิมที่มีการเปิดดำเนินการที่ สปป.ลาว และกัมพูชา


อย่างไรก็ตาม การเข้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ บริษัทจะเป็นผู้เข้าไปติดต่อเกี่ยวกับการประสานงานราชการ แต่การดำเนินธุรกิจจะให้สมาชิกที่อยู่ในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการ โดยสินค้าที่จะนำเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศจะเป็นสินค้าที่นำจากประเทศไทยไปจำหน่าย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ที่เอื้ออำนวยมากกว่าประเทศที่ก้าวมาข้างต้น



บริษัทมีการเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดอาเซียนอย่างไร


จากการที่ได้เข้าฟังสัมมนาที่ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาถึงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ AEC บริษัทได้แจ้งไปยังบริษัทแม่แล้วว่า หากมีการเปิดตลาด AEC ในปี 2558 ก็จะเป็นการเปิดโอกาสในการทำธุรกิจในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ดังนั้น จึงได้เสนอไปยังบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นให้มีการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจ เพื่อที่จะให้แผนการทำตลาดเข้ากับประเทศต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยบริษัทแม่ได้นำเสนอให้มีการจัดทำแผนธุรกิจพื้นฐานขึ้นมาหนึ่งแผน ละมีการปรับเปลี่ยนโปรโมชั่นให้เข้ากับแต่ละประเทศ ซึ่งคาดว่าแผนดังกล่าวจะนำออกมาใช้ได้เร็วๆนี้



ด้านสมาชิกของแคทส์คณะนี้เป็นอย่างไร


ที่ผ่านมาการที่มีสมาชิกที่มีประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดปัญหาหลายด้าน เช่น ปัญหาการขายสินค้าตัดราคาการทำธุรกิจมันนี่เกม ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเหล่านี้ บริษัทจึงได้ทำการตัดรหัสสมาชิกที่ก่อปัญหาดังกล่าวออกไป และได้ให้ความสำคัญกับสมาชิกกลุ่มที่ยังไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจขายตรงมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวจะเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้สินค้าจริง ซึ่งจะพบได้ว่าในปัจจุบันมีสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคมากถึง 90%



บริษัทวางแผนเกี่ยวกับสินค้าอย่างไร


ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง และในส่วนของกลุ่มเสริมอาหาร ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)


ในปีนี้มีแผนที่จะจัดงานใหญ่บ้างหรือไม่


บริษัทมีแผนที่จะจัดงานครบรอบ 4 ปี ในประเทศไทย ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9 มิถุนายน ที่โรงเบียร์ถนนรามอินทรา โดยในงานจะมีการมอบรางวัลและมอบเข็มเกียรติยศให้แก่สมาชิก รวมไปถึงผู้บริหารและผู้นำจากญี่ปุ่นมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ภายในงานรวมกว่า 20 คน ซึ่งบริษัทคาดว่างานดังกล่าว จะมีสมาชิกชาวไทยเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500 คน



มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการรอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. แต่ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงสมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ไม่เห็นด้วยเพราะการเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมไม่ได้แสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้องเสมอไป แต่มองว่าการเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมนั้น ควรเปลี่ยนมาเป็นการตรวจสอบว่า แต่ละบริษัทมีการส่งงบประมาณ ส่งภาษีตรงหรือไม่ หรือควรมีการส่งสินค้าทุกรายการไปตรวจในทุกๆปี สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งทีดีกว่าการเข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคม อย่างไรก็ตาม ก็ยังมองว่าการที่มีตราสัญลักษณ์รับรองในการทำธุรกิจยังคงเป็นเรื่องดีและเป็นเรื่องทีควรทำ



มองภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปัจจุบันอย่างไร


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันมีคู่แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้น เพราะมองว่าตลาดในประเททศไทยเปิดได้ง่าย แต่การที่จะทำธุรกิจนี้ ผู้ที่จะทำต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่การขายของแต่เป็นการขายชื่อเสียงของตัวเอง ดังนั้นผู้ที่จะทำอย่ามองแค่ผลตอบแทนที่จะได้ หรือมองว่าสินค้าขายได้ง่าย ควรมองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เมื่อถึงรุ่นลูกหลานถามว่าทำไมถึงทำธุรกิจนี้ แล้วสามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่าธุรกิจนี้ดีอย่างไร ดังนั้นควรมองที่ชื่อเสียงมากกว่าเรื่องเงิน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"แคทส์ ดอท คอม" คุยโวสิ้นปี56ปิดยอด 400 ล้าน. พร้อมย้ายบ้านใหม่ - ชูแผนรับมือตลาด AEC


ประกาศย้ายถิ่นฐานสังกัดสถานที่ใหม่ สำหรับแคทส์ ดอท คอม หลังกวาดยอดขาย 200 ล้าน.สิ้นปี คุยโวปีหน้าขอโตเท่าตัวฟาดยอดอีก 400 ล้าน.หลังรีแบรนด์ดิ้งใหม่ นายใหญ่ญี่ปุ่นเทงบ

พีอาร์เต็มอัตราศึก...จับตา แคทส์ ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่จะเป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่หรือไม่..

ถึงจะมีกระแสข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ถึงการถอนตัวของนายใหญ่ที่ยอมทิ้งฐานประเทศไทยไปเป็นที่เรียบร้อย แต่หากสำรวจความเคลื่อนไหวภายในล่าสุดกับ นายเกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ข่าวก็ไม่เป็นจริงตามคำกล่าวอ้าง เพราะล่าสุดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ว่า บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้อยู่ที่ 150 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายที่อยู่ในประเทศไทยอยู่ที่ 130 ล้านบาท ส่วนยอดขายในสาขาที่ประเทศกัมพูชาอยู่ที่ 6 แสนเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 20 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าหมายยอดขายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 200 ล้านบาท

สำหรับทิศทางของธุรกิจ แคทส์ ดอท คอม ต่อจากนี้ไป ยังเตรียมแผนที่จะรีแบรนด์ ดิ้งใหม่ เพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นในช่วงปี 2558 นี้อีกด้วย และยังได้กล่าวยอมรับอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ค่อนข้างที่จะเจอในเรื่องของข่าวลือต่าง ๆ นานา รวมถึงปัญหาต่าง ๆ จากภายนอก ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้บริษัทฯ มองไปข้างหน้า พร้อมกับเตรียมการพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยการมีแนวคิดที่จะรีแบรนด์ดิ้งบริษัทใหม่ ที่จะทำให้สมาชิกและบุคคลภายนอกมองเห็นว่า แคทส์ ดอท คอม ไม่ใช่เป็นเพียงบริษัทขายตรงทั่วไปเท่านั้น แต่จะเป็นบริษัทที่สามารถสร้างอนาคตให้ทุกคนได้

โดยการรีแบรนด์ดิ้งครั้งนี้ จะมีอยู่หลายมิติด้วยกัน คือ
1. เรื่องของหน้าตา ภาพลักษณ์บริษัท
2. เรื่องของวิธีการทำงานของสมาชิก เรื่องของความรู้สึกที่เกิดขึ้นเวลาบุคคลภายนอกมองเข้ามา และสิ่งสำคัญเราต้องการที่จะเปลี่ยนภาพของบริษัทญี่ปุ่นหรือบริษัทในประเทศไทยให้มีความเป็นสากลมากขึ้น
3. เรื่องของการทำพีอาร์ - ประชาสัมพันธ์ การสื่อสารทางการตลาด และ
4. ระบบที่จะรองรับกับสมาชิกให้ทำงานได้สะดวกมากขึ้น

วันนี้หลาย ๆ ท่าน คงทราบดีว่า อีกประมาณเกือบ 3 ปีข้างหน้านับจากนี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็จะเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวกันอย่างมาก ซึ่งจุดนี้เองถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่บริษัทฯ จะรุกตลาดแบบเต็มอัตราศึก พร้อมกับการประกาศที่จะรีแบรนด์ดิ้งองค์กรใหม่อีกด้วย

และสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ บริษัทฯ ยังมีแผนการสร้างมาตรฐานการทำงานของสมาชิก ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งรูปแบบการทำงานแบบ Offline Online และ Airline ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกสามารถที่จะสร้างเครือข่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือซึ่งใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ในเดือนมกราคม 2556 เป็นต้นไป

นับจากนี้เป็นต้นไป บริษัทฯ เริ่มที่จะเข้มงวดดำเนินการกับสมาชิกผู้ที่ทำผิดระเบียบ จรรณยาบรรณ ทั้งในเรื่องของการขายตัดราคา การแย่งสายงาน หรือการแอบอ้างชื่อบุคคลอื่นมาสมัคร โดยใช้มาตรฐานการตักเตือน การระงับรายได้ และการยกเลิกสมาชิกภาพ ซึ่งหลังจากที่มีการใช้มาตรการดังกล่าว ผลปรากฏว่าค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจอย่างมากทีเดียว แถมยังเป็นการยกระดับมาตร ฐานการทำงานแบบ Clean Business ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย

วันนี้ แคทส์ ดอท คอม ได้มีการปรับเปลี่ยนธุรกิจเป็นสีขาว เพื่อต้องการที่จะให้สอดคล้องกับที่ญี่ปุ่น ที่พบว่าธุรกิจของเขาส่วนใหญ่จะยึดหลักที่ว่า ธุรกิจจะต้องสีขาว พร้อมกันนี้จะยึดแนวทางที่ว่า การสร้างคนและคนจึงสร้างยอด จึงได้มีการสร้างระบบเพื่อให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เนื่องจากในปี 2556 นี้ แคทส์ฯ ได้เตรียมพร้อมกับการขยายตลาดไปสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ ผู้ผลิตสินค้ามะโฮ ในการขยายกำลังการผลิต พร้อมกับการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีเพิ่มอีก 10 รายการ จากปี 2555 ได้เพิ่มมาแล้ว 7 รายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวระดับพรีเมี่ยมจากยีสต์ดำอีกด้วย
ส่วนการขยายตลาดไปตามประเทศเพื่อนบ้าน นายเกียรติพงศ์ บอกว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้มีการขยายตลาดไปที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งผลตอบรับค่อนข้างดีอย่างมาก พร้อมกันนี้ ในปี 2556 ก็จะมีการขยายตลาดเข้าไปสู่ประเทศเวียดนาม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทและการขออนุญาตอย่างถูกต้อง

โดยเป้าหมายในปี 2556 นี้ บริษัทแม่ได้วางงบการตลาดอีก 50 ล้านเยน ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และย้ายสำนักงานใหญ่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงมีแผนที่จะมีโปรโมชั่นพาสมาชิกไปเที่ยวเกาหลี และอำนวยความสะดวกสบายให้กับสมาชิกมากขึ้น คาดว่าในปีหน้าบริษัทฯ น่าที่จะมีสมาชิกครบ 100,000 คน และยอดขายรวม 400 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายที่ประเทศไทย 300 ล้านบาท ประเทศกัมพูชา 60 ล้านบาท และประเทศเวียดนาม 40 ล้านบาท นายเกียรติพงศ์ กล่าวปิดท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เปิดใจ 2 บอสใหญ่ Cats.Com โนริคาซู ทานิกูจิ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กับปฏิบัติการณ์ล้างบ้านใหม่








แม้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาบริษัทขายตรงจากแดนซามูไร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Cat.Com จะโดนมรสุมเล่นงานอย่างหนักทั้งปัญหาแม่ทีมที่มีรายได้สูงไหลออก,กรณีมีสินค้าขายตัดราคาอันเป็นผลมาจากแม่ทีม (ตัวแสบ)ปั่นราคากันเองและปัญหาการแย่งสายงานกันภายในบริษัท ทำให้ข่าวคราวของแคทส์ดอทคอมในช่วงที่ผ่านมาจึงดูเงียบหายไปจากวงการขายตรงเมืองไทย แต่หลังจากที่ทีมผู้บริหารทั้งจากเมืองไทย และบริษัทแม่จากญี่ปุ่นได้ทำความสะอาดบ้านกันใหม่แบบยกกระบิทำให้ภาพลักษณ์ของ Cats.Com เริ่มดูดีขึ้นตามลำดับ


ล่าสุดหลังจากการปฏิวัติล้างบ้านใหม่แล้วเสร็จ ทีมผู้บริหารของ Cats.Com ก็พร้อมใจกันออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น พร้อมกันเผยแผนกลยุทธ์ที่จะใช้เป็นแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า ในปี 2556 ที่จะถึงนี้ โดยหนึ่งในคีย์แมนสำคัญที่จะช่วยให้ Cats.Com กลับมาผงาดในเวทีขายตรงเมืองไทยได้อีกครั้ง นั่นคือ โนริคาซู ทานิกูจิ รองประธานกรรมการ และ เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ซี่งทั้งสองท่านนี้ถือเป็นบุคคลที่มีส่วนอย่างมากในการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของแคทส์ดอทคอมให้กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในถนนขายตรงอีกครั้ง


เกียรติพงศ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข่าวที่ไม่ดีเกี่ยวกับ Cats.Com ออกมามากมายไม่ว่า ข่าวเกี่ยวกับมีผู้นำในอันดับต้นๆได้ออกไปทำบริษัทอื่น หรือมีข่าวว่าบริษัทได้ปิดตัวไปแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้ออกมาให้ข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของบริษัทเลยเพราะเรากำลังทำความสะอาดบ้านใหม่ทั้งหมด ดังนั้นหลังจากที่เราปรับปรุง และแก้ไขปัญหาภายในเสร็จแล้ว ทำให้เราพร้อมที่จะออกมาเปิดตัวกับสื่อมวลชนอีกครั้งเพื่อให้รู้ว่าต่อไปนี้เราจะทำอะไรบ้าง


โดยกลยุทธ์ที่ Cats.Com จะใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการกลับมาผงาดบนถนนขายตรงอีกครั้ง เกียรติพงศ์ บอกว่า ได้แก่


1.ปรับรูปแบองค์กรด้วยการรีแบรนดิ้งใหม่โดยเน้นการเป็นธุรกิจขายตรงสีขาวแบบ 100% 2. พัฒนาเครื่องมือทางการตลาด3.เพิ่มช่องทางการสื่อสารทางการตลาด4.พัฒนาระบบการส่งเสริมกับสมาชิก ซึ่งการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของ Cats.Com ในครั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558


เราไม่ได้สนใจว่าที่ผ่านมาจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่พวกเรายังคงเดินหน้าต่อไป เพราะเรามีจุกมุ่งหมายเดียวกันคือ การเป็นธุรกิจสีขาว โดยการยึดมั่นในการทำธุรกิจแบบโปร่งใส และมีคุณธรรม เพื่อสร้างเป็นธุรกิจต้นแบบ ก่อนที่ Cats.Com จะขยายสาขาออกไปยังประเทศอื่นๆ ใน๓มิภาคอาเซียน ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ในญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยวางระบบการทำงานอย่างเป็นระบบ


เกียรติพงศ์ ยังบอกอีกว่า การทำงานของ Cats.Com รูปแบใหม่จะเน้นการสร้างวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง โดยจะไม่เน้นการสร้างยอดขายเป็นหลัก แต่จะเน้นการสร้างทีม และสร้างเครือข่ายกับผู้บริโภคเป็นหลัก ดังนั้นบริษัทจึงได้พัฒนาระบบการจัดฝึกอบรมต่างๆ เข้ามาช่วยในการต่อยอด เพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นคง โดยการใช้สินค้าในการเดินตลาด ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาที่บรรดาแม่ทีมมักจะปลูกผังให้ทีมงานหาคนมาปิดยอดเพียงอย่างเดียว ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 นี้เป็นต้นไปบริษัทจะเริ่มประกาศใช้โครงการ ธุรกิจสีขาว อย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศ


ขณะที่ มร.โนริคาซู ทานิกูจิรองประธานกรรมการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่าในส่วนของสินค้านั้นบริษัทแม่ที่ประเทศญี่ปุ่นพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2556 จะมีสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดประมาณ 5-10 รายการเพื่อกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้บริษัทยังได้นำระบบการทำงานที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาใช้ อาทิ การทำงานแบบออนไลน์ การทำงานแบบตั้งรับ หรือ ออฟไลน์ และการทำงานแบบแอร์ไลน์เพื่อช่วยให้สมาชิกสามารถสร้างเครือข่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา อาทิ การพัฒนาระบบแอพพลิเคชั่นผ่านทางมือถือ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกใช้งานได้ง่ายขึ้น สะดวก รวดเร็วและประหยัดเวลาในการเดินทางอีกด้วย


ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเราได้เพิ่มทีมผู้บริหารที่มีความสามารถเข้ามาช่วยในการวางแผนงาน อาทิ คุณกฤษณะ ศิลปษา ผู้จัดการฝ่ายไอที ซึ่งจะดูแลทางด้านไอทีและการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ และคุณอภิสันต์ มารศรี ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซึ่งจะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องของระบบการฝึกอบรมให้กับสมาชิก นอกจากนี้หลังจากที่คุณโนริคาซู ทานิกูจิ ประธาน แคทส์ดอทคอม ประเทศไทยคนปัจจุบันได้ครบวาระในการบริหารงานในประเทศไทย ทางบริษัทแม่จึงได้มอบหมายให้คุณซิซิโด๊ะ โตชิมาซะ มารับหน้าที่ตำแหน่งประธานบริหารแทนคุณมิจือชิเกะ นากามิจิ ซึ่งนั่นเท่ากับว่าจะทำให้แคทส์ดอทคอมประเทศไทยมีความแข็งแกเร่งมากยิ่งขึ้น มร.โนริคาซู ทานิกูจิ กล่าว


สำหรับแผนการรุกตลาดต่างประเทศนั้น เมื่อต้นปี 2555 ที่ผ่านมา Cats.Com ได้เปิดดำเนินการแห่งแรกในประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกในประเทศดังกล่าวมากกว่า 2,000 รหัสและในช่วงของไตรมาส2/2556 มีแผนจะเปิดสำนักงานอย่างเป็นทางการในประเทศเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันมีนักธุรกิจระดับผู้นำได้เข้าไปขยายตลาดในประเทศดังกล่าวบางส่วนแล้ว


ส่วนผลประกอบการในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาถือว่าเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้โดยมียอดขายอยู่ที่ 150 ล้าสนบาท แบ่งเป็น ยอดขายในประเทศไทย 130 ล้านบาท และอีก 20 ล้านบาทมาจากประเทศกัมพูชา คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ยอดขายน่าจะแตะที่ละดับ 200 ล้านบาท ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามในปี 2556 บริษัทคาดว่ายอดขายรวมทั้งหมดอยู่ที่ 400 ล้านบาท แบ่งเป็นไทย 300 ล้านบาท กัมพูชา 60 ล้านบาท และเวียดนาม 40 ล้านบาท


มร.โนริคาซู ทานิกูจิ บอกอีกว่า ภาพลักษณ์ของแคทส์ดอทคอทต่อจากนี้ไป เราจะเน้นการเป็นธุรกิจเครือข่ายสีขาว โดยจะไม่เน้นแข่งขันทางด้านการสร้างยอดขายกับบริษัทอื่นๆ เพราะสินค้าของบริษัทถือว่าแตกต่าง และไม่มีคู่แข่ง ซึ่งบริษัทกล้าพูดได้ว่าแคทส์ดอทคอมเป็นผู้นำทางด้านเบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำมะโฮ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปแข่งกับใคร ซึ่งในปีนี้บริษัทได้ตั้งงบประมาณทางการตลาดกว่า 50 ล้านเยน หรือประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อใช้ในการรีแบรนดิ้ง และงบโฆษณาและประชาสัมพันธ์ รวมถึงใช้เป็นงบในการโยกย้าย สำนักงานใหญ่แห่งใหม่จากห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าวไปยังสถานที่แห่งใหม่ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหาสถานที่ที่เหมาะสม โดยบริษัทจะเน้นในเรื่องของการเดินทางที่สะดวกกับสมาชิก คาดว่าสำนักงานแห่งใหม่จะเริ่มเปิด ให้ดำเนินการได้ประมาณต้นปี 2556 นี้อย่างแน่นอน


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

แคทส์ รีแบรนด์ครั้งใหญ่เร่งล้างบ้านปั้นโมเดลสีขาว








แคทส์ ระทม หลังเจอสมาชิกวางยา เดินหน้าสร้างบ้านใหม่ ปูพรมธุรกิจสีขาว หวังสร้างภาพลักษณ์ขายตรงที่ดี ยันสมาชิกทำผิดกฎพร้อมฉะไม่เลี้ยง ระบุเน้นทำธุรกิจถูกต้อง เตรียมแผนปีหน้าสร้างภาพลักษณ์ใหม่ภายใต้แผน 4 ข้อหลักพร้อมเทงบอีก 20 ล้านบาท ย้ายบ้านใหม่ใจกลางเศรษฐกิจบนถนนสุขุมวิท ลั่นเป้าหมายปีหน้ายอดขายแตะ 400 ล้านบาท


กรณี บริษัท แคทส์ฯ ประสบปัญหาภายใน เมื่อแม่ทีมกลุ่มหนึ่งได้เล่นแร่แปรธาตุทำธุรกิจแบบไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการสั่งซื้อสินค้าลอตใหญ่เป็นจำนวนมาก เพื่อขายสินค้าตัดราคาในท้องตลาด ส่งผลให้เกิดความเสียหายไม่น้อย โดยที่ผ่านมาแคทส์ได้ออกมายืนยันแล้วว่าได้ทำการตัดรหัสสมาชิกบางกลุ่มไปแล้ว อีกทั้งยังได้ดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มคนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ไปบริษัทจะเตรียมแผนในการขับเคลื่อนบริษัทต่อไป ด้วยการเตรียมฟอกภาพลักษณ์บริษัทใหม่ให้ดูสดใสยิ่งขึ้น


เกียรติพงศ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ ดอท คอม(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังเจอวิกฤติปัญหาภายในบริษัท จากนี้ไปบริษัทเตรียมแผนขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวต่อไป ด้วยการเตรียมแผนปรับภาพลักษณ์บริษัทครั้งใหญ่ภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.การปรับรูปแบบองค์กรใหม่ให้เป็นธุรกิจสีขาว


เน้นการทำธุรกิจที่ถูกต้องเป็นหลัก 2.การพัฒนาเครื่องมือการตลาดให้ทันสมัย ซึ่งเป็นระบบใหม่ที่จะต่อยอดทางธุรกิจ 3.เพิ่มช่องทางการสื่อสารทางการตลาด และ 4.การพัฒนาระบบสนับสนุนสมาชิก ด้วยการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ให้กับสมาชิก


นอกจากนี้บริษัทเตรียมทุ่มงบประมาณ 20 ล้านบาท ย้ายสำนักงานจากอิมพีเรียลลาดพร้าว ไปยังสถานที่แห่งใหม่ ซึ่งพื้นที่ ที่บริษัทได้เล็งไว้คือถนนสุขุมวิท คาดว่าจะย้ายสำนักงานใหม่ได้ประมาณต้นปี 2556 อีกทั้งบริษัทเตรียมแผนสร้างธุรกิจภายในให้เป็นสีขาว ยึดหลักการทำธุรกิจที่ถูกต้อง ด้วยการตั้งประเทศไทยเป็นโมเดลแรก


การวางแผนปรับภาพลักษณ์ใหม่ของแคทส์ครั้งนี้ เพื่อต้องการให้คนภายนอกมองแคทส์เป็นบริษัทที่ดี เป็นบริษัทที่สร้างโอกาสให้กับธุรกิจ ดังนั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องทำคือการปรับวิธีการทำงานของสมาชิก ด้วยการหาระบบใหม่รองรับการทำงานของสมาชิก ซึ่งระบบนี้จะเป็นภาพใหม่ที่เป็นมาตรฐานสากลและเป็นหน้าเป็นตาให้กับแคทส์ซึ่งสิ่งแรกที่มองคือการก้าวไปสู่ตลาด AEC ปี 2558


เกียรติพงศ์ เผยต่อว่า ที่ผ่านมามีสมาชิกคิดเป็นสัดส่วน 60% ทำธุรกิจไม่ถูกต้องทั้งขายสินค้าตัดราคา การดำเนินธุรกิจสีเทา ดังนั้น การดึงโมเดลธุรกิจสีขาว ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบใหม่จึงได้เริ่มขึ้น ซึ่งสิ่งที่บริษัทจะดำเนินต่อไปคือการทำความสะอาดบ้านให้สะอาด แม้ว่าผู้นำกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทได้สูงสุด หากทำผิดกฎ บริษัทก็พร้อมจะตัดออกทันที โดยในเดือนตุลาคม 2555 ที่ผ่านมายอดขายของบริษัทหายไปถึง 20% หลังจากที่มีการตัดรหัสสมาชิกที่ทำผิดกฎส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสมาชิกที่ทำธุรกิจและซื้อสินค้าเป็นประจำ จำนวน 2,000-3,000 รหัส


ในส่วนของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทได้ขยายตลาดเครือข่ายไปยังประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ต้นปี 2555 ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและบริษัทเตรียมแผนขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนาม ขณะนี้จัดตั้งสำนักงานเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ไม่เกินไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีจำนวนสมาชิกที่เวียดนามแล้ว 2-3 รหัส ขณะที่กัมพูชามีจำนวนสมาชิกที่ทำธุรกิจจำนวน 2,000 รหัส


สำหรับภาพรวมบริษัทในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายไปได้ 150 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดไทย130 ล้านบาท และตลาดกัมพูชา 20 ล้านบาท และจนถึงสิ้นปีคาดว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 200ล้านบาท และในปีหน้าบริษัทตั้งเป้ายอดขาย 400 ล้าน-บาท แบ่งเป็นยอดขายจากในประเทศ 300 ล้านบาทกัมพูชา 60 ล้านบาท และเวียดนาม 40 ล้านบาทขณะที่แผนปีหน้าบริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ 5-10รายการ หลังจากที่บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ไปแล้ว2 รายการในปีนี้ ได้แก่ เสริมอาหารคาสลิส ออริโอ และ ไวท์คอร์ส รวมถึงกลุ่มเครื่องสำอาง จากปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ สุขภาพ, ความงาม และผู้สูงอายุ


อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ หลังจาก มิจือชิเกะ นากามิจิ ประธานบริษัท แคทส์ ได้หมดวาระลง (วาระการบริหาร 3-4 ปี) และได้กลับไปประจำการที่บริษัทแม่ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น บริษัทจึงตั้ง ซิซิโด๊ะ เป็นประธานบริษัท แคทส์ฯ คนใหม่แทนมิจือชิเกะ ต่อไป



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16-30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2555

ยอดขาย บริษัทขายตรงฟันยอดขายกระฉูด ไตรมาสแรกของปี 2555

แหยงซ้ำรอย “เอาไม่อยู่” ผ่าน Q1 ขายตรงฟันยอดกระฉูด              !!!!
ผ่านไตรมาสแรกของปี 2555 ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นด่านทดสอบอีกหนึ่งด่านของทุกธุรกิจ และแม้หลายธุรกิจจะยังซึมจากผลกระทบน้ำท่วมกันอยู่ก็ตาม แต่สำหรับธุรกิจขายตรงไทยแล้วกลับมียอดการเติบโตสวนกระแสหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดปล่อยตัวในยกแรก ทุกค่ายต่างพากันเหยียบคันเร่งกันสุดแรง เหตุไม่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีวิกฤติน้ำท่วมรอบใหม่เข้ามากระทบหรือไม่ โดยเฉพาะยักศ์ขายตรงรายเก๋าที่ต่างพากันงัดแผนเด็ดโกยยอดขายเป็นว่าเล่น ทั่งฟากสแตร์สเต็ปอย่าง “แอมเวย์-ซูเลียน-กิฟฟารีน” ยอด Q1 มาแรงไม่มีตก ยึดเก้าอี้อันดับ 1-3 อย่างเหนียวเน่น ขณะที่เหล่าบิ๊กไบนารี่ตบเท้ากันแข่งกวาดยอดพุ่งกระฉูดกันทั่วหน้าด้วยเช่นกัน


 



“แอมเวย์” ยึดเก้าอี้แชมป์ Q1 โตตามเป้า
“นายกิจธวัช ฤทธีราวี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยอัตราการเติบโตขอยอดขายในปี 2554 ที่ป่านมา แอมเวย์มีการชยายตัวเพิ่มขึ้นโดยมียอดขายรวมอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท เติบโต 8% ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปีนี้แอมเวย์ยังคงเติบดตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7-10% ทั้งนี้เป็นผลมาจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมกาตลาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงดังกล่าวจะมีบริษัทเปิดใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้การแข่งขันในธุรกิจขายตรงในประเทศมีสีสันเพิ่มมากขึ้น แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเนื่องจากจะทำให้บริษัทมีการพัฒนาตัวเอง และเชื่อมั่นว่าการที่แอมเวย์ได้สร้างรากฐานการทำธุรกิจมานาน ทำให้นักธุรกิจของแอมเวย์ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ


 



“ซูเลียน” ปลื้มยอด Q1 ทะลุ 1,400 ล้าน
“ดร. ปิยะวัชร์ บุญยืนยงสกุล” ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมาซูเลียนจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ แต่บริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมในปี 2554 อยู่ที่ 5,540 ล้านบาท จากยอดขายดังกล่าวทำให้ซูเลียนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทขายตรงที่มียอดขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และจัดการประชุมให้ความรู้กับสมาชิกในศูนย์เอเยนซี่เฉลี่ยวันละ 200 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทโดยเฉพาะในไตรมาสแรกเติบโตมากกว่า 20% หรือมียอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบดตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤติอย่างไร คนก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องแปรงฟัน ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีสำหรับ ซูเลียน แล้วยิ่งสวนกระแส รวมถึงวันนี้แม้ ซูเลียน จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน หรือแม้กระทั้งจะทำได้ตามเป้าหมายแล้วก็ตามก็ไม่คิดที่จะหยุดอยู่แค่นี้เพราะชีวิตเรามีเป้าหมายเสมอและมีเป้าหมายให้ไปได้ตลอด


 



“กิฟฟารีน” ชี้ไตรมาสแรกโตตามเป้าที่ 10%
“นายพงศ์พสุ อุณาพรหม” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร การตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวถึงผลประกอบการของกิฟฟารีนในไตรมาสแรกว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ กล่าวคือ ธุรกิจกิฟฟารีนเติบโตที่ตัวเลข 10% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาและถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าพอใจมาก โดยสืบเนื่องจากบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ๆ หลากรายการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงส่งผลให้นักธุรกิจ และตลาดการจับจ่ายใช้สอบในธุรกิจกิฟฟารีนมีความคึกคัก รวมทั้งยังมีการจัดกิจกรรมในส่วนของการอบรมที่โรงแรมอินทรา และยังมีในส่วนของการสัมมนาในเขตพื้นที่ตามต่างขจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเข้มข้นของธุรกิจฟื้นตัวเร็วมากจากเมื่อปีที่ผ่านมาที่ได้รับผลกระทบในส่วนของน้ำท่วมครั้งใหญ่
“ปีนี้กิฟฟารีนได้รุกหนักมาตั้งแต่ต้นปี โดยมีการทำงานภายใต้สมมุตืฐานที่ว่าน้ำกำลังท่วมอยู่เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีการวางแผนงานทางด้านการผลิต ที่ต้องมีสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องการขนส่ง มีการวางแผนใรการลุยธุรกิจทั้งแผน A และ แผน B จึงส่งผลให้ในไตรมาสแรกปีนี้ของกิฟฟารีนเติบโตเป็นอย่างที่น่าพอใจที่ตัวเลข 10% “ นายพงศ์พสุ กล่าว


 



“เอม สตาร์” ดันยอด 3 เดือนแรกพุ่ง 15%
“พญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตขึ้นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ตามธุรกิจ เอม สตาร์ของเราจะไม่เหมือนบริษทอื่นๆ เพราะมีกาทำงานที่เน้นการสร้างผู้นำ จัดฝึกผบรมเรียนรู้ ให้กับนักธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ของสินค้าหลากรายการ สอดรับกับแผนการทำงานของ “เอม สตาร์” ที่มีการซอบแบบถี่ยิบตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าน้ำจะท่วมหรือน้ำจะแล้ง ดังนั้น ไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทจึงได้ลุยทำงานกันอย่างเต็มที่ ทำให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“เชื่อว่าไตรมาส 2 และ 3 จะคึกคักมากกว่านี้ เนื่องจาก เอม สตาร์ จะรุกหนัก และลุยอย่างเต็มพิกัด จึงสามารถคาดการณ์ในส่วนของยอดขายในปลายปีนี้ว่าน่าจะปิดได้ที่ตัวเลข 5,000 กว่าล้านบาท เพราะธุรกิจเอม สตาร์ เป็นธุรกิจที่สร้างแรงเหวี่ยง ซึ่งจริงๆ แล้วเราต้องการที่จะทะลุยอดขาย 10,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตามปัจจุบันเรามีนักุรกิจที่เป็นมนุษย์เงินล้านเพิ่มขึ้นมาอีก  1 รหัสรวมเป็น 11 รหัส นี่จึงเป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุดแล้ว เพราะเป็นการเติบโตและประสบความสำเร็จไปพร้อมกันระหว่างบริษัทและนักธุรกิจ เอม สตาร์ ซึ่งทางที่เรามาถึง ณ จุดนี้ได้คุณหมอรู้สึกพอใจอย่างมาก เพราะเราทำธุรกิจขึ้นมาทำธุรกิจขึ้นมามิใช่เพียงการขายของ แต่กำลังส่งมอบโอกาสที่ดี และสวยงามไปยังคนทั่วไปด้วยธุรกิจ เอม สตาร์” พญ.ลพา กล่าวทิ้งท้าย


 



“หมอเส็ง” โอ่ยอดขาย 3 เดือนแรกโต 25%
“นายฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร (คุณหมอเส็ง)” ประธานกรรมการ บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด กล่าวว่าสำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ของปีนี้ ธุรกิจหมอเส็งเติบโตราว 20-25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปีที่ผ่านมาซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 10-15% เท่านั้น ปัจจัยที่ผลักดันให้ยอดขายเติบโตได้นั้น มาจากแรงหนุนสำคัญที่บริษัทได้มุ่งเน้นโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์รอบด้านอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเทไปนั้นจะผลักดันให้ยอดขายโดยรวมพุ่งสุงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้
“กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมๆ เราจะมุ่งเน้นการเปิดศูนย์ให้บริการ เพื่อสร้างความสะดวกในการซื้อขาย การจัดฝึกอบรมสมาชิกให้มีความซื่อสัตย์ การเทรนนิ่งสินค้า แต่ในปีนี้ถือเป็นปีแห่งการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งจุมุ่งเน้นเจาะตลาดขายตรง และตลาดสากลสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจอย่างเช่นล่าสุดได้โหมโฆษณาแบรนด์สินค้า ผ่านทางรถโดยสารประจำทาง ขสมก. Bus Ad จำนวน 10 คัน 10 สายทั่วกรุงเทพฯ อีกทั้งเพื่อเป็การขยายเครือข่ายรองรับการ เติบโตทางธุรกิจหมอเส็ง ได้จัดให้มีระบบคอลเซ็นเตอร์ เพื่อตอบคำถาม และมีปัญหาให้กับผู้ที่สนใจโทรมาปรึกษาได้ทุกวัน”


 



“J&C” จอย แอนด์ คอยน์ แรงดีไม่มีตก 3 เดือนฟัน 600 ล้าน
“ดร. สมชาย หัชลีฬหา” ประธานกรรมการ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ จำกัด (J&C) เผยถึงตัวเลขยอดขายไตรมาสแรกของปี 2555 ว่า เติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยมียอดขายอยู่ที่ 600 กว่าล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ยอดขายเติบโตดังกล่าวมาจากการที่บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และโปรโมชั่นต่างๆ ให้กับสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนทิศทางการเติบโตในไตรมาส 2 ของปีนี้คงต้องรอประเมินสถานการณ์ในภาพรวมของบริษัทก่อนว่า กิจกรรมที่ทำมาในช่วงไตรมาสแรกมากไป หรือน้อยเกินไป จากนั้นจึงจะค่อยมาปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดกันอีกครั้ง
“ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่โดดเด่นมากนักสำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหลายบริษัทอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปกติหลังจากช่วงปลายปีที่แล้วได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมใหญ่ดังนั้นเอว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป จะได้เห็นหลานยบริษัทปรับกลยุทธ์รูปแบบการนำเสนอธุรกิจแบบใหม่ และจัดโปรโมชั่นต่างๆมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งในส่วนของ J&C เองก็ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,500 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้”


 



“Cats.Com” บุกตลาดต่างประเทศโกยยอด 120 ล้านบาท
“นาย เอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว” รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Cats.Com เปิดเผยว่า ยอดขายรวมในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 120 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10 กว่าเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทได้ขยายตลาดออกไปยัง่างประเทศโดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชาที่เพิ่งจัดงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งไป โดยได้รับความสนใจจากสมาชิกในประเทศดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และล่าสุดบริษัทได้เจรจากับนักลงทุนจากประเทศลาวเพื่อเข้าไปเปิดเป็นศูนย์สาขาในประเทศดังกล่าวเช่นกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีสมาชิกบางส่วนได้เข้าไปขยายตลาดแล้วล่วงหน้าซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ยอดขายในปีนี้เติบโตตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ 550 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 2 ของปีนี้นั้น นายเอกวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มอีกประมาณ 2-3 รายการ ทั้งในกลุ่มอาหารเสริม และเครื่องสำอาง เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ยังได้ขยายฐานตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ การเข้าไปแนะแนวการทำธุรกิจขายตรงให้กับนักศึกษาของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) ในจังหวัดนครพนม ที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาอยู่ แต่สามารถมีรายได้เสริมอีกทางด้วย ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจจากนักศึกษาและอาจารย์เป็นอย่างมาก


 



“ยูแคนดู” อู่ฟู่ 3 เดือนแรกโตเกินเป้า
“นายภคินท์ ยมโชติ” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูแคนดู จำกัด กล่าวว่า ยอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 50 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการไปสร้างยอดขายขึ้นมา แต่เกิดจากการบริโภคของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงการที่บริษัทได้ทำกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร (CSR) ทำให้จำนวนสมาชิกเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ต่อเดือนส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกมากกว่า 3.5 หมื่นรหัสแล้ว
ส่วนกลยุทธ์ในช่วงไตรมาส 2 นั้นบริษัทจะเน้นการทำ CSR เพิ่มมากขึ้น และการทำการตลาดผ่านทางระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเพิ่ม และการเปิดตัวสถานบันวิจัยและพัฒนายูแคนดู (R&D) อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย และเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มากขึ้น ขณะที่ไตรมาส 3-4 จะเน้นการตลาดด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากอค์ประกอบดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ยอดขายในช่วงสิ้นปีนี้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 350-400 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


 



“ดีไลฟ์” เปลี่ยนแผนใหม่ดันยอดพุ่ง 120% 


“นายเทวัญ ดีใจงาม” ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายอยู่ที่ 40 กว่าล้านลาท หรือเติบโตมากกว่า 120% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับเปลี่ยนแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกจากเดิมเป็นแบบสแตร์เสต็ป มาเป็นโครงสร้างไบนารี่ ทำให้อัตราการเติบโตค่อนข้างชัดเจน รวมถึงการขยายศูนย์สาขาดีไลฟ์ เซ็นเตอร์ (DC) ทั่วประเทศ ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภ ได้เร็วขึ้น ทำให้มั่นใจว่าสิ้นปีนี้ยอดขายน่าจะทะลุ 500 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


 



“Agel” ยอดพุ่งสวนกระแสโต 31%
นาย อครณัฐ สุทธพงษ์เกษตร รองประธานกรรมการ บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ Agel กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2554 ที่ผ่านมาประมาณ 31% โดยมีองค์ประกอบหลายปัจจัยอาทิ
1. บริษัทแม่ในสหัฐอเมริกาประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนการลงทุนในไทยอย่างเต็มที่
2. การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค
3. การแสข่าวการโจมตีบริษัท อาเจล จากบริษัทคู่แข่งเริ่มน้อยลง ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น
“ผลประกอบการใตรมาสแรกของปี่นี้เติบดตต่อเนื่องจาก ไตรมาส 4 ปีที่แล้วซึ่งเป้นการส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าอาเจลณเริ่มกลับมาแล้ว แต่หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนคงต้องบอกว่าลดลง เนื่องจากปีที่แล้วเกิดปัญหาภายในขึ้น ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2 ของปีนี้เราเชื่อว่าอาเจลฯ จะยังคงเติบโตต่อเนื่องต่อไปอีก เพราะเราเตรียมจะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่มอีกหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดูแลช่องปาก และอาเจล โอเมก้า 3 ซึ่งจะทำให้ช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาส 2 ได้นอกจากนี้บริษัทแม่ในสหรัฐฯ ยังไฟเขียวให้เข้าไปขยายตลาดไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกของอาเจลฯ ทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น


อย่างไรก็ดีจากการคาดการณ์ของสมาคมการขายตรงไทย ได้ระบุถึงมูลค่าธุรกิจขายตรงในปี 2555 ว่าน่าจะอยู่ที่ตัวเลข 71,500 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 5-7 เนื่องจากนำนวนผู้ว่างงานและความต้องการรายได้เสริมเพิ่มสูงขึ้น ด้านภาพการแข่งขันมีแนวโน้มว่าทุกค่ายจะหันมาเร่งสร้างยอดขายตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากความไม่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีปัจจัยเข้ามากระทบหรือไม่ประกอบกับหลายๆบริษัทชะลอหรืองดการออกแคมเปญมาตั้งแต่ปลายปีจากเหตุการณ์น้ำท่วม


ในขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิการไทย มองว่าธุรกิจขายตรงยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2555 เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ประกอบการจากสหรัฐฯ ที่เข้ามารุกธุรกิจนี้ในไทย และผู้ประกอบการคนไทยทำให้คาดว่าจะมีการแย่งตัวสมาชิกผู้แทนจำหน่าย โดยการปรับเพิ่มผลตอบแทน นอกจากนี้ การแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละค่าย ยังอาจเกิดขึ้นทั้งในมิติของสินค้า และการให้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมทั้งการกระตุ้นยอดขายจากการปรับกลยุทธ์ด้วยการเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น การ ใช้คะแนนสะสมสำหรับซื้อสินค้าในราคาพิเศษ การเพิ่มแคมเปญทริปท่องเที่ยว เป็นต้น


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:  นิตยสาร ลีดเดอร์ ไทม์   

ยอดขาย บริษัทขายตรงฟันยอดขายกระฉูด ไตรมาสแรกของปี 2555

แหยงซ้ำรอย “เอาไม่อยู่” ผ่าน Q1 ขายตรงฟันยอดกระฉูด              !!!!
ผ่านไตรมาสแรกของปี 2555 ไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นด่านทดสอบอีกหนึ่งด่านของทุกธุรกิจ และแม้หลายธุรกิจจะยังซึมจากผลกระทบน้ำท่วมกันอยู่ก็ตาม แต่สำหรับธุรกิจขายตรงไทยแล้วกลับมียอดการเติบโตสวนกระแสหลังจากสิ้นเสียงนกหวีดปล่อยตัวในยกแรก ทุกค่ายต่างพากันเหยียบคันเร่งกันสุดแรง เหตุไม่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีวิกฤติน้ำท่วมรอบใหม่เข้ามากระทบหรือไม่ โดยเฉพาะยักศ์ขายตรงรายเก๋าที่ต่างพากันงัดแผนเด็ดโกยยอดขายเป็นว่าเล่น ทั่งฟากสแตร์สเต็ปอย่าง “แอมเวย์-ซูเลียน-กิฟฟารีน” ยอด Q1 มาแรงไม่มีตก ยึดเก้าอี้อันดับ 1-3 อย่างเหนียวเน่น ขณะที่เหล่าบิ๊กไบนารี่ตบเท้ากันแข่งกวาดยอดพุ่งกระฉูดกันทั่วหน้าด้วยเช่นกัน


 



“แอมเวย์” ยึดเก้าอี้แชมป์ Q1 โตตามเป้า
“นายกิจธวัช ฤทธีราวี” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ด้วยอัตราการเติบโตขอยอดขายในปี 2554 ที่ป่านมา แอมเวย์มีการชยายตัวเพิ่มขึ้นโดยมียอดขายรวมอยู่ที่ 15,500 ล้านบาท เติบโต 8% ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปีนี้แอมเวย์ยังคงเติบดตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7-10% ทั้งนี้เป็นผลมาจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมกาตลาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงดังกล่าวจะมีบริษัทเปิดใหม่เกิดขึ้นมากมาย ทำให้การแข่งขันในธุรกิจขายตรงในประเทศมีสีสันเพิ่มมากขึ้น แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเนื่องจากจะทำให้บริษัทมีการพัฒนาตัวเอง และเชื่อมั่นว่าการที่แอมเวย์ได้สร้างรากฐานการทำธุรกิจมานาน ทำให้นักธุรกิจของแอมเวย์ทุกคนมีความเป็นมืออาชีพ


 



“ซูเลียน” ปลื้มยอด Q1 ทะลุ 1,400 ล้าน
“ดร. ปิยะวัชร์ บุญยืนยงสกุล” ประธานกรรมการ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ในช่วงปลายปี 2554 ที่ผ่านมาซูเลียนจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ แต่บริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทสามารถสร้างยอดขายรวมในปี 2554 อยู่ที่ 5,540 ล้านบาท จากยอดขายดังกล่าวทำให้ซูเลียนก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทขายตรงที่มียอดขายเป็นอันดับ 2 ของประเทศ และตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และจัดการประชุมให้ความรู้กับสมาชิกในศูนย์เอเยนซี่เฉลี่ยวันละ 200 แห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทโดยเฉพาะในไตรมาสแรกเติบโตมากกว่า 20% หรือมียอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบดตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
“ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะวิกฤติอย่างไร คนก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องแปรงฟัน ยิ่งเศรษฐกิจไม่ดีสำหรับ ซูเลียน แล้วยิ่งสวนกระแส รวมถึงวันนี้แม้ ซูเลียน จะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน หรือแม้กระทั้งจะทำได้ตามเป้าหมายแล้วก็ตามก็ไม่คิดที่จะหยุดอยู่แค่นี้เพราะชีวิตเรามีเป้าหมายเสมอและมีเป้าหมายให้ไปได้ตลอด


 



“กิฟฟารีน” ชี้ไตรมาสแรกโตตามเป้าที่ 10%
“นายพงศ์พสุ อุณาพรหม” ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร การตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวถึงผลประกอบการของกิฟฟารีนในไตรมาสแรกว่า เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ กล่าวคือ ธุรกิจกิฟฟารีนเติบโตที่ตัวเลข 10% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาและถือว่าเป็นการเติบโตที่น่าพอใจมาก โดยสืบเนื่องจากบริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ๆ หลากรายการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงส่งผลให้นักธุรกิจ และตลาดการจับจ่ายใช้สอบในธุรกิจกิฟฟารีนมีความคึกคัก รวมทั้งยังมีการจัดกิจกรรมในส่วนของการอบรมที่โรงแรมอินทรา และยังมีในส่วนของการสัมมนาในเขตพื้นที่ตามต่างขจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเข้มข้นของธุรกิจฟื้นตัวเร็วมากจากเมื่อปีที่ผ่านมาที่ได้รับผลกระทบในส่วนของน้ำท่วมครั้งใหญ่
“ปีนี้กิฟฟารีนได้รุกหนักมาตั้งแต่ต้นปี โดยมีการทำงานภายใต้สมมุตืฐานที่ว่าน้ำกำลังท่วมอยู่เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะมีการวางแผนงานทางด้านการผลิต ที่ต้องมีสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องการขนส่ง มีการวางแผนใรการลุยธุรกิจทั้งแผน A และ แผน B จึงส่งผลให้ในไตรมาสแรกปีนี้ของกิฟฟารีนเติบโตเป็นอย่างที่น่าพอใจที่ตัวเลข 10% “ นายพงศ์พสุ กล่าว


 



“เอม สตาร์” ดันยอด 3 เดือนแรกพุ่ง 15%
“พญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตขึ้นอย่างมาก แต่กระนั้นก็ตามธุรกิจ เอม สตาร์ของเราจะไม่เหมือนบริษทอื่นๆ เพราะมีกาทำงานที่เน้นการสร้างผู้นำ จัดฝึกผบรมเรียนรู้ ให้กับนักธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ของสินค้าหลากรายการ สอดรับกับแผนการทำงานของ “เอม สตาร์” ที่มีการซอบแบบถี่ยิบตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าน้ำจะท่วมหรือน้ำจะแล้ง ดังนั้น ไตรมาสแรกของปีนี้บริษัทจึงได้ลุยทำงานกันอย่างเต็มที่ ทำให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
“เชื่อว่าไตรมาส 2 และ 3 จะคึกคักมากกว่านี้ เนื่องจาก เอม สตาร์ จะรุกหนัก และลุยอย่างเต็มพิกัด จึงสามารถคาดการณ์ในส่วนของยอดขายในปลายปีนี้ว่าน่าจะปิดได้ที่ตัวเลข 5,000 กว่าล้านบาท เพราะธุรกิจเอม สตาร์ เป็นธุรกิจที่สร้างแรงเหวี่ยง ซึ่งจริงๆ แล้วเราต้องการที่จะทะลุยอดขาย 10,000 ล้านบาท แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตามปัจจุบันเรามีนักุรกิจที่เป็นมนุษย์เงินล้านเพิ่มขึ้นมาอีก  1 รหัสรวมเป็น 11 รหัส นี่จึงเป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุดแล้ว เพราะเป็นการเติบโตและประสบความสำเร็จไปพร้อมกันระหว่างบริษัทและนักธุรกิจ เอม สตาร์ ซึ่งทางที่เรามาถึง ณ จุดนี้ได้คุณหมอรู้สึกพอใจอย่างมาก เพราะเราทำธุรกิจขึ้นมาทำธุรกิจขึ้นมามิใช่เพียงการขายของ แต่กำลังส่งมอบโอกาสที่ดี และสวยงามไปยังคนทั่วไปด้วยธุรกิจ เอม สตาร์” พญ.ลพา กล่าวทิ้งท้าย


 



“หมอเส็ง” โอ่ยอดขาย 3 เดือนแรกโต 25%
“นายฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร (คุณหมอเส็ง)” ประธานกรรมการ บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด กล่าวว่าสำหรับผลประกอบการไตรมาส 1 ของปีนี้ ธุรกิจหมอเส็งเติบโตราว 20-25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปีที่ผ่านมาซึ่งนับได้ว่าเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 10-15% เท่านั้น ปัจจัยที่ผลักดันให้ยอดขายเติบโตได้นั้น มาจากแรงหนุนสำคัญที่บริษัทได้มุ่งเน้นโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์รอบด้านอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเทไปนั้นจะผลักดันให้ยอดขายโดยรวมพุ่งสุงถึง 4,000-5,000 ล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้
“กลยุทธ์การตลาดแบบเดิมๆ เราจะมุ่งเน้นการเปิดศูนย์ให้บริการ เพื่อสร้างความสะดวกในการซื้อขาย การจัดฝึกอบรมสมาชิกให้มีความซื่อสัตย์ การเทรนนิ่งสินค้า แต่ในปีนี้ถือเป็นปีแห่งการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งจุมุ่งเน้นเจาะตลาดขายตรง และตลาดสากลสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจอย่างเช่นล่าสุดได้โหมโฆษณาแบรนด์สินค้า ผ่านทางรถโดยสารประจำทาง ขสมก. Bus Ad จำนวน 10 คัน 10 สายทั่วกรุงเทพฯ อีกทั้งเพื่อเป็การขยายเครือข่ายรองรับการ เติบโตทางธุรกิจหมอเส็ง ได้จัดให้มีระบบคอลเซ็นเตอร์ เพื่อตอบคำถาม และมีปัญหาให้กับผู้ที่สนใจโทรมาปรึกษาได้ทุกวัน”


 



“J&C” จอย แอนด์ คอยน์ แรงดีไม่มีตก 3 เดือนฟัน 600 ล้าน
“ดร. สมชาย หัชลีฬหา” ประธานกรรมการ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ จำกัด (J&C) เผยถึงตัวเลขยอดขายไตรมาสแรกของปี 2555 ว่า เติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยมียอดขายอยู่ที่ 600 กว่าล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ยอดขายเติบโตดังกล่าวมาจากการที่บริษัทได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และโปรโมชั่นต่างๆ ให้กับสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนทิศทางการเติบโตในไตรมาส 2 ของปีนี้คงต้องรอประเมินสถานการณ์ในภาพรวมของบริษัทก่อนว่า กิจกรรมที่ทำมาในช่วงไตรมาสแรกมากไป หรือน้อยเกินไป จากนั้นจึงจะค่อยมาปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดกันอีกครั้ง
“ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่โดดเด่นมากนักสำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าหลายบริษัทอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ปกติหลังจากช่วงปลายปีที่แล้วได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วมใหญ่ดังนั้นเอว่าตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป จะได้เห็นหลานยบริษัทปรับกลยุทธ์รูปแบบการนำเสนอธุรกิจแบบใหม่ และจัดโปรโมชั่นต่างๆมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งในส่วนของ J&C เองก็ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,500 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้”


 



“Cats.Com” บุกตลาดต่างประเทศโกยยอด 120 ล้านบาท
“นาย เอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว” รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Cats.Com เปิดเผยว่า ยอดขายรวมในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 120 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 10 กว่าเปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่บริษัทได้ขยายตลาดออกไปยัง่างประเทศโดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชาที่เพิ่งจัดงานแกรนด์โอเพ่นนิ่งไป โดยได้รับความสนใจจากสมาชิกในประเทศดังกล่าวเป็นจำนวนมาก และล่าสุดบริษัทได้เจรจากับนักลงทุนจากประเทศลาวเพื่อเข้าไปเปิดเป็นศูนย์สาขาในประเทศดังกล่าวเช่นกัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีสมาชิกบางส่วนได้เข้าไปขยายตลาดแล้วล่วงหน้าซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ยอดขายในปีนี้เติบโตตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ 550 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการเติบโตในไตรมาส 2 ของปีนี้นั้น นายเอกวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มอีกประมาณ 2-3 รายการ ทั้งในกลุ่มอาหารเสริม และเครื่องสำอาง เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ยังได้ขยายฐานตลาดใหม่ๆ เพิ่มขึ้น อาทิ การเข้าไปแนะแนวการทำธุรกิจขายตรงให้กับนักศึกษาของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) ในจังหวัดนครพนม ที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาอยู่ แต่สามารถมีรายได้เสริมอีกทางด้วย ซึ่งถือว่าได้รับความสนใจจากนักศึกษาและอาจารย์เป็นอย่างมาก


 



“ยูแคนดู” อู่ฟู่ 3 เดือนแรกโตเกินเป้า
“นายภคินท์ ยมโชติ” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูแคนดู จำกัด กล่าวว่า ยอดขายในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 50 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยการเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการไปสร้างยอดขายขึ้นมา แต่เกิดจากการบริโภคของสมาชิกอย่างแท้จริง รวมถึงการที่บริษัทได้ทำกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร (CSR) ทำให้จำนวนสมาชิกเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ต่อเดือนส่งผลให้ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกมากกว่า 3.5 หมื่นรหัสแล้ว
ส่วนกลยุทธ์ในช่วงไตรมาส 2 นั้นบริษัทจะเน้นการทำ CSR เพิ่มมากขึ้น และการทำการตลาดผ่านทางระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเพิ่ม และการเปิดตัวสถานบันวิจัยและพัฒนายูแคนดู (R&D) อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย และเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มากขึ้น ขณะที่ไตรมาส 3-4 จะเน้นการตลาดด้านการท่องเที่ยวและกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากอค์ประกอบดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ยอดขายในช่วงสิ้นปีนี้เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 350-400 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


 



“ดีไลฟ์” เปลี่ยนแผนใหม่ดันยอดพุ่ง 120% 


“นายเทวัญ ดีใจงาม” ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มียอดขายอยู่ที่ 40 กว่าล้านลาท หรือเติบโตมากกว่า 120% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปรับเปลี่ยนแผนการจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกจากเดิมเป็นแบบสแตร์เสต็ป มาเป็นโครงสร้างไบนารี่ ทำให้อัตราการเติบโตค่อนข้างชัดเจน รวมถึงการขยายศูนย์สาขาดีไลฟ์ เซ็นเตอร์ (DC) ทั่วประเทศ ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภ ได้เร็วขึ้น ทำให้มั่นใจว่าสิ้นปีนี้ยอดขายน่าจะทะลุ 500 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


 



“Agel” ยอดพุ่งสวนกระแสโต 31%
นาย อครณัฐ สุทธพงษ์เกษตร รองประธานกรรมการ บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ Agel กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2554 ที่ผ่านมาประมาณ 31% โดยมีองค์ประกอบหลายปัจจัยอาทิ
1. บริษัทแม่ในสหัฐอเมริกาประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนการลงทุนในไทยอย่างเต็มที่
2. การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายรายการซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค
3. การแสข่าวการโจมตีบริษัท อาเจล จากบริษัทคู่แข่งเริ่มน้อยลง ทำให้สมาชิกมีความเชื่อมั่นและมั่นใจในการทำงานมากยิ่งขึ้น
“ผลประกอบการใตรมาสแรกของปี่นี้เติบดตต่อเนื่องจาก ไตรมาส 4 ปีที่แล้วซึ่งเป้นการส่งสัญญาณให้เห็นแล้วว่าอาเจลณเริ่มกลับมาแล้ว แต่หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนคงต้องบอกว่าลดลง เนื่องจากปีที่แล้วเกิดปัญหาภายในขึ้น ขณะที่แนวโน้มไตรมาส 2 ของปีนี้เราเชื่อว่าอาเจลฯ จะยังคงเติบโตต่อเนื่องต่อไปอีก เพราะเราเตรียมจะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาเพิ่มอีกหลายรายการ อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับดูแลช่องปาก และอาเจล โอเมก้า 3 ซึ่งจะทำให้ช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาส 2 ได้นอกจากนี้บริษัทแม่ในสหรัฐฯ ยังไฟเขียวให้เข้าไปขยายตลาดไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกของอาเจลฯ ทำงานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น


อย่างไรก็ดีจากการคาดการณ์ของสมาคมการขายตรงไทย ได้ระบุถึงมูลค่าธุรกิจขายตรงในปี 2555 ว่าน่าจะอยู่ที่ตัวเลข 71,500 ล้านบาท หรือเติบโตร้อยละ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขยายตัวร้อยละ 5-7 เนื่องจากนำนวนผู้ว่างงานและความต้องการรายได้เสริมเพิ่มสูงขึ้น ด้านภาพการแข่งขันมีแนวโน้มว่าทุกค่ายจะหันมาเร่งสร้างยอดขายตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากความไม่มั่นใจว่าในอนาคตจะมีปัจจัยเข้ามากระทบหรือไม่ประกอบกับหลายๆบริษัทชะลอหรืองดการออกแคมเปญมาตั้งแต่ปลายปีจากเหตุการณ์น้ำท่วม


ในขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิการไทย มองว่าธุรกิจขายตรงยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2555 เนื่องจากมีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ประกอบการจากสหรัฐฯ ที่เข้ามารุกธุรกิจนี้ในไทย และผู้ประกอบการคนไทยทำให้คาดว่าจะมีการแย่งตัวสมาชิกผู้แทนจำหน่าย โดยการปรับเพิ่มผลตอบแทน นอกจากนี้ การแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละค่าย ยังอาจเกิดขึ้นทั้งในมิติของสินค้า และการให้บริการที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมทั้งการกระตุ้นยอดขายจากการปรับกลยุทธ์ด้วยการเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น การ ใช้คะแนนสะสมสำหรับซื้อสินค้าในราคาพิเศษ การเพิ่มแคมเปญทริปท่องเที่ยว เป็นต้น


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:  นิตยสาร ลีดเดอร์ ไทม์   

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

Cats.com โชว์ “มะโฮ” ยอดนิยม ธุรกิจขยายตัว “เหนือ จด ใต้”


 


ผ่านไปเพียงไม่ถึง 3 ปี บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ขายตรงร้อยล้านเจ้าของสินค้า “เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน” แบบเจล ภายใต้แบรนด์ “มะโฮ” ได้รับการตอบรับจากประชาชนคนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดงาน “Cats.com Celebrate for Life” เพราะแคทส์ อยากเห็นคนไทยมีชีวิตที่ดีกว่า ทั้งจังหวัดใจกลางภาคเหนืออย่างเช่น เชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม ฮอลิเดย์ การ์เด้น เชียงใหม่ และจังหวัดพื้นที่เศรษฐกิจของภาคใต้อย่างสงขลา(หาดใหญ่) ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมซากุระแกรนด์วิว หาดใหญ่ โดยทั้งสองงานได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะหาดใหญ่มีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 600 คน อีกทั้งยังมีดาราดังอย่าง “เจมี่ บูเฮอร์” หนึ่งในผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ “มะโฮ” ร่วมสร้างสีสันภายในงานด้วย ซึ่งทั้งสองงานจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้


ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี : นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค 

Cats.com โชว์ “มะโฮ” ยอดนิยม ธุรกิจขยายตัว “เหนือ จด ใต้”


 


ผ่านไปเพียงไม่ถึง 3 ปี บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ขายตรงร้อยล้านเจ้าของสินค้า “เบต้า 1,3/1,6 กลูแคน” แบบเจล ภายใต้แบรนด์ “มะโฮ” ได้รับการตอบรับจากประชาชนคนไทยอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดงาน “Cats.com Celebrate for Life” เพราะแคทส์ อยากเห็นคนไทยมีชีวิตที่ดีกว่า ทั้งจังหวัดใจกลางภาคเหนืออย่างเช่น เชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรม ฮอลิเดย์ การ์เด้น เชียงใหม่ และจังหวัดพื้นที่เศรษฐกิจของภาคใต้อย่างสงขลา(หาดใหญ่) ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมซากุระแกรนด์วิว หาดใหญ่ โดยทั้งสองงานได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะหาดใหญ่มีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 600 คน อีกทั้งยังมีดาราดังอย่าง “เจมี่ บูเฮอร์” หนึ่งในผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ “มะโฮ” ร่วมสร้างสีสันภายในงานด้วย ซึ่งทั้งสองงานจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้


ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี : นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค 

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

"แคทส์ ดอทคอม" สยายปีก ต่างประเทศ เตรียมขยายช่องทางใหม่บุก โรงพยาบาล

เอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนการขยายตลาดในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายฐานสมาชิกในประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งจากการทดลองตลาดในช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยได้วางความพร้อมของระบบไอทีรองรับเรียบร้อยแล้ว และ มีแผนการขยายตลาดไปยังประเทศเวียดนามในอนาคตอันใกล้ ขณะที่ในส่วนของตลาดในประเทศนั้น จะเน้นขยายช่องทางจำหน่ายผ่านทางโรงพยาบาลมากขึ้น โดยแพทย์จะใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้ากลูแคนรวมกับยาแผนปัจจบันในการักษาโรค ซึ่งถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการสร้างการเติบโตและความน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ของบริษัท

นอกจากนี้ เพื่อให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้น จากเดิมที่การให้ความรู้ของสมาชิกไปยังผู้บริโภค จะเน้นเอกสารของผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากประเทศญี่ปุ่นในการสร้างความน่าเชื่อถือของสินค้า แต่ล่าสุดบริษัทได้ร่วมกับ ศ.นพ.ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ ประธลนิธิแพทย์เพื่อสุขภาพผู้เชี่ยวชาญและนักวิทยาศาสตร์ ทำการวิจัยเพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์เบต้ากลูแคนร่วมกับการใช้ยาแผนปัจจุบันกับผู้ป่วย 14 เคส จากผู้ป่วยโรงพยาบาลต่างๆ อาทิ โรคมะเร็งปอด มะเร็งโพรงจมูก โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคเอชไอวี ซึ่งปรากฏว่า ผู้ป่วยเหล่านี้มีอาการดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ โดยบริษัทจะใช้ผลวิจัยดังกล่าวในการ้อ้างอิง สำหรับนักธุรกิจรวมทั้งทางบริษัทจะมีการจัดสัมมนาร่วมกับคณะแพทย์เพื่อเผยแพร่ผลวิจัยดังกล่าวในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 นี้ด้วย

ขณะที่แผนการกระตุ้นยอดขายนั้น บริษัทจะเน้นกลยุทธ์ซีอาร์เอ็ม และการใช้การจัดกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR(Corporate Social Responsibility)  เพื่อใกล้ชิดกับสมาชิก ใช้งบทั้งปีกว่า 70 ล้านบาท รวมทั้งมุ่งเน้นในการการซื้อซ้ำเพื่อรักษายอดขาย ล่าสุดได้จัดโปรโมชั่นสำหรับสมาชิกที่รักษายอดขายต่อเนื่อง ด้วยการจ่ายผลตอบแทนจากเดิมที่จ่าย 32% เป็น 64% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 นี้ ซึ่งจากการใช้โปรโมชั่นดังกล่าวในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าสามารถกระตุ้นยอดขายได้เพิ่มขึ้นราว 20% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ และมีการเพิ่มสัดส่วนของคะแนนจากเดิมที่ต้องซื้อสินค้า จำนวน 3,500 บาท จะได้ 500 คะแนน เหลือเพียงซื้อสินค้า 2,500 บาทเท่านั้น

"สิ่งที่บริษัทจะทำนอกเหนือการจัดโปรโมชั่นพิเศษแล้ว จะมุ่งขยายเครือข่ายและสนับสนุนสมาชิกในแง่ของการอบรมด้วย รวมถึงจะมุ่งขยายศูนย์จำหน่ายจากปัจจบันที่มีเพียง 230 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 500 แห่ง ภายในสิ้นปี 2555 ทั้งในส่วนของบริษัทลงทุนเอง และสมาชิกลงทุน ใช้เงินลงทุนต่อแห่งประมาณ 450,000 บาทโดยศูนย์จำหน่ายที่บริษัทได้เปิดสาขาไปแล้วนั้นมีอยู่ 6 แห่งคือ ที่ขอนแก่น,โครช,มุกดาหาร,เชียงใหม่,หาดใหญ่ และกรุงเทพฯ ในอนาคตจะเปิดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีศูนย์เซ็นเตอร์ของสมาชิกที่ลงทุนเอง ปัจจุบันก็มีารเจริญเติบโตต่อเนื่อง"

เอกวัฒน์ กล่าวต่อว่า บริาัทยังมีแผนการเพิ่มไลน์สินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีสินค้า 4 รายการ ที่รออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ประกอบด้วย

  1. แคสซิสเบต้ากลูแคนผสมเบอรี่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับบำรุงสายตา

  2. ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมไวท์ครอส ซึ่งเป็นกลุ่มแคลเซียม

  3. ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ แต่ยังไม่ได้ระบุชื่อที่แน่นอน เพราะต้องรอ อย. อนุมัติก่อน

  4. กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟควบคุมน้ำหนัก ที่บริษัทจะมีการนำเข้าเพื่อมาบรรจุในประเทศไทย เพื่อลดต้นทุนและกำหนดราคาให้สมาชิก และ ผู้บริโภค สามารถซื้อได้ และมีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง


ส่วนรายได้ในปี 2554 นั้น บริษัทสามารถทำยอดขายได้เพียง 330 ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งไว้ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม และการเกิดสึนามิในบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น โดยปัจจุบันบริษัทมีญานสมาชิกราว 65,000 คน และแอคทีฟ กว่า 30,000 คน ปัจจุบัน แคทส์ ดอท คอม มีโรงงานผลิตสินค้าอยู่ 3 แห่ง ที่เมือง อิชิกาวา และมิยาซากิ โดย 3 โรงงานมีศักยภาพในการผลิตป้อนให้ประเทศไทย แต่จากอัตราการเติบโตในตลาดทั่วดลก รวมทั้งเมืองไทยเติบโตขึ้นอย่างสูง ทำให้บริษัทแม่มีนโยบายจะทำการตั้งโรงงานอีกแห่งหนึ่งขึ้นในประเทศไทย เพื่อใช้เป้นฐานการผลิตส่งออกไปทั่วโลกในอนาคตด้วย



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Business Owner Magazine

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แคทส์ ดอท คอม ดึงงานวิจัยช่วยอัพเกรดสินค้าดันตัวเลข 555 ล้านบาท



“แคทส์ ดอท คอม” ขายตรงแดนปลาดิบ เปิดกลยุทธ์ใหม่ สร้างงานวิจัยร่วมกับทีมแพทย์ หวังสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่น่าเชื่อถือ เล็งช่องทาง การจำหน่ายใหม่ใช้โรงพยาบาลเป็นแหล่งกระจายสินค้า พร้อมแผนขยายตลาดออกประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนยอดขายปี 54 ปิดที่ 330 ล้านบาท ปี 55 ฝันตามหน้าปฏิทินที่ 555 ล้านบาท

นายมิจือซึเกะ นากามิจิ ประธาน บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ “มะโฮ” เปิดเผยว่า แผนการรุกตลาดในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะทำยอดขายให้ได้ 555 ล้านบาท จากปีที่แล้วสามารถปิดยอดขายได้ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 160% โดยยอดขาย ดังกล่าวถือว่ามาจากสินค้าหลักเพียงชนิดเดียวของบริษัท คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “เบต้า กลูแคนจากยีสต์ดำ มะโฮ” ซึ่งหากคิดยอดขายสะสมมาตั้งแต่เริ่มต้นเปิดบริษัท พบว่าบริษัท สามารถทำยอดขาย “มะโฮ” ได้ถึงหลักพันล้านบาทแล้ว โดยตลาดที่ลูกค้าให้การตอบรับมาก ที่สุด คือ ตลาดภาคอีสาน ซึ่งมีสาขาอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง คือ มุกดาหาร โคราช และขอนแก่น

ทั้งนี้ นายมิจือซึเกะ กล่าวว่า การเติบโตที่รวดเร็ว และก้าวกระโดดดังกล่าว เป็นผลจากการที่บริษัทได้มีการเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุงทางด้านแผนงานต่างๆ เพื่อ สอดรับกับความต้องการของสมาชิก และลูกค้ามากยิ่งขึ้น และแผนโปรโมชั่น แผนการ จ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่สมาชิก ทำให้ปัจจุบันมีผู้นำและสมาชิกทั้งรายใหม่ และรายเก่า หันมาให้ความสนใจร่วมทำธุรกิจกับ บริษัทเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากในปัจจุบัน บริษัทมีสมาชิกประมาณ 65,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณกว่า 3 หมื่นคน

ด้านนายเอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนงานสำคัญภายในปีมังกรทองนี้ว่า ขณะนี้บริษัท กำลังจัดทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลรักษาทาง การแพทย์กรณีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ ร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีการทดสอบกับเคสผู้ป่วยประมาณ 14 เคส เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง โรค HIV เบาหวาน หรือโรคทางกล้ามเนื้อ เป็นต้น โดยผลวิจัยทางการแพทย์จะมีการบ่งชี้ผลก่อนการรักษาและหลังรักษา ซึ่งพบว่าในขณะนี้ผู้ป่วยในเคสดังกล่าวมีผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยในเคส HIV พบว่าระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายสามารถ กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ทำให้สามารถ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

โดยการจัดทำงานวิจัยในครั้งนี้ นายเอกวัฒน์ กล่าวว่า “ในแง่ของการตลาด จะ ทำให้สมาชิกของบริษัททำงานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีหลักประกัน ทั้งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และตัวผู้ป่วยเอง ว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีผลต่อการรักษาอย่างจริงๆ ซึ่ง จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคโดยทั่วไป และนอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังสามารถ สร้างหนึ่งช่องทางการจำหน่ายใหม่ คือ โรงพยาบาล ซึ่งนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”แผนงานสำคัญถัดไป รองประธานบริหาร กล่าวว่า ปีนี้บริษัทได้นำสินค้าจากบริษัทแม่ญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มเติมอีก ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอ อย. อนุมัติ 4 ตัว และ รอบริษัทแม่อนุมัติ สินค้ากาแฟซึ่งผสมเบต้า-กลูแคนอีกหนึ่งตัวด้วย เพื่อให้สมาชิกสามารถทำการตลาดได้ง่ายขึ้น

ส่วนแผนการขยายสาขานั้น บริษัทอยากจะขยายสาขาในประเทศไทย เนื่อง จากมีอีกหลายจังหวัดที่มียุทธศาสตร์น่าสนใจ เช่น จังหวัดชลบุรี แต่อย่างไรก็ดี อาจ จะต้องดูในเรื่องของปัจจัยภายนอกก่อน โดยเฉพาะปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และการ เมือง เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทอยากจะไปเปิดสาขาในจังหวัดนครสวรรค์ แต่เมื่อมอง ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว แล้ว โครงการนี้คงต้องยกเลิกไป โดยปัจจุบัน ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทมีทั้งหมด 230 ศูนย์ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าว่าจะเปิดให้ครบ 500 ศูนย์ โดยใช้งบการลงทุนศูนย์ละ 450,000 บาท

ทั้งนี้ ในด้านของตลาดต่างประเทศนั้น หลังจากบริษัทได้ไปขยายงานใน 2 ประเทศ คือ ลาวกับกัมพูชา ซึ่งพบว่าสัดส่วน ของยอดขายจากทั้งสองประเทศนี้เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง คือ ปีที่แล้วบริษัทได้รายได้จากทั้งสองประเทศประมาณ 13 ล้าน แบ่ง เป็น จากประเทศลาว 8 ล้าน กัมพูชา 5 ล้าน

ดังนั้น ในปีนี้บริษัทจึงวางแผนว่าจะขยายสาขาไปอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการที่ปัจจุบันระบบไอทีของบริษัท มีความพร้อมที่จะให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับสมาชิกของแต่ละประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีอันเกี่ยวข้องกับ ระบบการรับค่าคอมมิสชั่น ที่บริษัทขายตรง หลายๆ ค่ายประสบปัญหาเมื่อขยายงานไป ต่างประเทศแล้วไม่สามารถจัดให้สมาชิกรับค่าคอมมิสชั่นผ่านทางธนาคารในประเทศ นั้นๆ ได้ แต่ในปัจจุบันสมาชิกของบริษัทแคทส์ ดอท คอม สามารถรับเงินจากธนาคาร ในพื้นที่ หรือท้องถิ่นได้เลย
“โดยบริษัทคาดว่าจะขยายสาขาไปยังประเทศเวียดนามเป็นประเทศถัดไป เนื่อง จากพบว่าในปัจจุบันเวียดนามมีบริษัทขาย ตรงที่เข้าไปดำเนินการไม่เกิน 3 บริษัท ซึ่งถือว่ายังเป็นตลาดที่ใหม่ และน่าสนใจมาก ส่วนสัดส่วนยอดขายในต่างประเทศปีนี้บริษัท ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องเพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 20%” นายเอกวัฒน์ กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1273 ประจำวันที่ 8-2-2012 ถึง 10-2-2012

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

‘แคทส์ฯ’ กางตำรารุกหนัก ลุยปั้นแบรนด์ มะโฮ สอยยอดพันล้าน



แคทส์ดอทคอมแรงทะลุมิติ...4 เดือนแรกยอดขายทะลุเป้าปี’53 เตรียมแผนปรับเป้าใหม่ทะยานขึ้นสู่หลัก 1,000 ล้านสร้างเศรษฐีใหม่ประดับวงการขายตรงอีก
เป็นโขยง...แย้มแผนกางตำรารุกหนักครึ่งปีหลังหว่านงบประมาณสร้างแบรนด์สินค้ามะโฮไม่อั้นหวังจุดกระแสติดลมบนก่อนนำสินค้าตัวใหม่เสริมทัพลุยออกขายเอาใจสมาชิกครึ่งปีหลัง...ประกาศลั่น! อย่างมั่นใจนำพาสมาชิกที่เข้าร่วมธุรกิจก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จหลังบริษัทมีรากฐานและแผนการตลาดที่แข็งแกร่งพร้อมที่จะยืนหยัดอยู่บนสมรภูมิรบแห่งนี้อย่างมั่นคง...!!!
นายเอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ตลาดวิเคราะห์”ว่า ในปีนี้ ถือเป็นปีแห่งการก้าวกระโดดของบริษัท เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นปีที่ผ่านมา ใช้ระยะเวลาเพียง 4 เดือน บริษัทฯ มียอดขายเกือบ 200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายที่ทำไว้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาของปี 2553
ซึ่งการเติบโตที่รวดเร็ว และก้าวกระโดดในครั้งนี้ เป็นผลการที่บริษัทฯ ได้มีการเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุง ทางด้านแผนงานต่างๆ เพื่อสอดรับกับความต้องการของสมาชิก และลูกค้ามากยิ่งขึ้น และแผนโปรโมชั่น แผนการจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่สมาชิก ทำให้ปัจจุบันมีผู้นำและสมาชิกทั้งรายใหม่ และรายเก่า หันมาให้ความสนใจร่วมทำธุรกิจกับบริษัทเพิ่มมากขึ้น เพราะมองเห็นถึงศักยภาพในการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต
“ตอนนี้ผู้นำและสมาชิกหลายคนยอมรับว่า เราเป็นของจริง เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เรามีการลองผิด-ลองถูก อยู่พอสมควร แต่ด้วยเจตนา รมณ์ที่ชัดเจนของบริษัทที่ต้องการทำธุรกิจ ด้วยการใช้สินค้าเป็นตัวนำ และใช้รูปแบบการบริหารจัดการที่เป็นอินเตอร์จริงๆ เข้ามาบริหารแบบโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของระบบไอที ระบบแบ็คออฟฟิศ ฯลฯ จึงทำให้บริษัทฯ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่เห็นในปัจจุบัน”
นายเอกวัฒน์ เปิดเผยต่อว่า ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทฯ วางแผนงานที่จะรุกตลาดมากยิ่งขึ้น หลังจากจับทิศทางของธุรกิจถูก ซึ่งนับจากนี้จะมีการเน้นเรื่องของระบบ การเทรนนิ่ง ทั้งพนักงาน สมาชิก ที่สำคัญจะเน้นหนักในเรื่องของสื่อ เพื่อที่จะขยายฐานลูกค้าให้รู้จักสินค้ามะโฮมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ ยังมีการวางเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า ระยะสั้น กลาง ยาว จะก้าวต่อไปอย่างไร ซึ่งเป้าหมายที่เด่นชัดที่สุดในระยะยาวคือ ต้องการเป็นบริษัทเครือข่ายขายตรงที่ผู้นำ และสมาชิก รวมไปถึงพนักงานเอง ต้องการเข้ามาร่วมงานมากที่สุด โดยมีสินค้าที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ และแผนการตลาดที่ทำแล้วมีรายได้อย่างแท้จริง
“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราถือว่า เงียบเกี่ยวกับเรื่องของสินค้า แต่ปีนี้เราพยายามที่จะให้คนรู้จักสินค้ามะโฮมากขึ้น จากการสร้างแบรนด์ ที่จะทำให้เกิดขึ้นนับจากนี้ไป รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จะสร้างให้สินค้ามะโฮเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น แม้ปัจจุบันสินค้าของเราคนจะเริ่มรู้จักแล้ว แต่เราอยากให้ผู้บริโภครู้จักมากขึ้น เพราะเราต้องการที่จะให้สินค้าของเราอยู่คู่ธุรกิจเครือข่ายและผู้บริโภคตลอดไป ซึ่งในระยะเริ่มต้นเราจะสร้างแบรนด์สินค้ามะโฮ ให้เป็นที่รู้จักก่อน หลังจากนั้น จะแบรนด์ของแคทส์ ดอท คอม ตามมาที่หลัง เพราะมั่นใจว่า สินค้าของเรา สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าและสมาชิกได้เป็นอย่างดี”
นายเอกวัฒน์ เปิดเผยต่อว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทฯ มียอดขายเติบโตในช่วงที่ผ่านมา คือในเรื่องของโปรโมชั่น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทฯ มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น และบริษัทฯ เองก็มีโปรโมชั่นต่างๆ อย่างมากมายมาให้กับสมาชิก และผู้นำให้มีความกระตือรือร้นที่จะแข่งขัน เพื่อทำยอดกัน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด น่าจะ เป็นในเรื่องของสินค้าที่ทำให้บริษัทฯ ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี แทบจะทุกบริษัทจะมียอดขายที่ลดลง เพราะเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของวันหยุดในช่วงสงกรานต์ที่มีติดต่อกันหลายวัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของนักธุรกิจ แต่ในทางกลับกันยอดขายของบริษัทฯ กลับไม่ลดลง มิหนำซ้ำ ยังมียอดขายมากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ และเดือนมีนาคมด้วยซ้ำ
ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นผลพวงมาจากคนให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น และสินค้าของบริษัทฯ สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ แม้จะมีด้านลบจากการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากสินค้าของบริษัทฯ ผลิตที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกลับไม่มีผลกระทบต่อบริษัทฯ
“หลังมีเกิดเหตุการณ์ขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เราก็ได้สร้างความมั่นใจ ด้วยการเชิญท่านประธานใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้สร้างความมั่นใจต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมทั้งประกาศที่จะลงทุนในประเทศไทยอย่างเต็มที่ ทำให้ผู้บริหารที่อยู่ในประเทศไทยยิ่งเกิดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น และสมาชิก ผู้นำ ก็สร้างความมั่นใจให้กับทีมงานใหม่ได้ด้วย ทำให้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมากระโดดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ทุกคนมั่นใจในตัวบริษัท และพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”
ปัจจุบันฐานลูกค้าของบริษัทฯ มีอยู่ประมาณ 40,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก โดยมีสาขาอยู่ 3 แห่งด้วยกันคือ นครราชสีมา, ขอนแก่น และบุรีรัมย์ ซึ่งอีกไม่นานบริษัทฯ มีแผนงานที่จะเปิดสาขาใหม่ที่ อุบลราชธานี ด้านคลังสมาชิก ตอนนี้บริษัทฯ มีคลังสมาชิกอยู่ 70-80 คลัง โดยปัจจุบันมีสมาชิกแห่เข้ามาร่วมทำธุรกิจกับบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นทั้งแบบผสม มีทั้งน้ำเก่า และน้ำใหม่ รวมไปถึงคนที่เป็นผู้บริโภค ที่ชื่นชอบในสินค้าและเข้ามาร่วมทำธุรกิจ
“ปัจจุบัน เรากำลังเดินไปถูกทาง ทั้งรากฐานของบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง และการเข้าถึงความต้องการของสมาชิกและผู้นำมากยิ่งขึ้น ระบบแผนการจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่นักธุรกิจ ที่สำคัญสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นที่ต้องการต่อผู้บริโภค ทำให้เชื่อมั่นว่า สิ้นปีนี้ บริษัทฯ น่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และจะมีคลังสมาชิกถึง 1,000 คลัง พร้อมกับรหัสสมาชิก 100,000 รหัส อย่างแน่นอน”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์