ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นูสกิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นูสกิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

นู สกิน ประเทศจีนยอดทะลักเกินคาด ทุ่ม 50 ล้านเหรียญ สร้าง สำนักงานใหญ่ เซี่ยงไฮ้

นู สกิน ประเทศจีนยอดทะลักเกินคาด ทุ่ม 50 ล้านเหรียญ สร้าง สำนักงานใหญ่ เซี่ยงไฮ้


NuSkin LOGO


นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ ขายตรงอันดับแปดของโลกหลังจากเปิดตลาดในประเทศจีนไปได้ระยะหนึ่งผลตอบรับดีเกินคาด โดยได้มีการคาดการณ์รายรับที่จะได้ในปี ค.ศ. 2013 ว่าประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลขดังกล่าวได้ประเมินว่าน่าจะทำได้ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งหมายความว่า นู สกิน สามารถสร้างยอดขายได้เร็วกว่าที่คาดถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว


ทั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มงบลงทุนจำนวน 50 ล้านเหรียฐสหรัฐ ในเมืองเซี่ยงไฮ้โดยใช้ชื่อว่า Nu Skin Innovation Park ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นฐานบัญชาการแห่งใหม่ หรือ สำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ตั้งอยุ่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ดี ได้มีการคาดหมายว่าเมืองเซี่ยงไฮ้แห่งนี้จะมีปริมาณประชากรขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้น จาก 14% เป็น 25% ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า


อนึ่ง นู สกิน เป็นบริษัทขายตรงที่มีความเชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Anti-aging โดยจำหน่ายผ่านผู้จำหน่ายอิสระที่กระจายอยู่ทั่วโลก

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ชูภาพขายตรงพรีเมี่ยม ดึงเอจล็อคอัพยอด 3 ปี 5,000 ล.







iq5c2c5180be416cfe13bff1e75592d34f (Mobile)

 


นู สกิน เดินหน้าสร้างแบรนด์ ตอกย้ำขายตรงระดับพรีเมี่ยม ลุยพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภตได้อย่างตรงจุด พร้อมชูแนวคิดการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือและแตกต่าง ดันสินค้าเอจล็อคนำทัพ วาดเป้า 3 ปี โกยยอด 5,000 ล้านบาท


ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภายหลังที่บริษัทได้เริ่มต้นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการต่อต้านความเสื่อมชราเข้ามาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อ เอจล็อค โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ชะลอวัยครั้งแรก เมื่อปี 2553 จนสามารถสร้างการเติบโตในตลาดความงาม และตลาดชะลอวัยได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทมั่นใจในแนวทางของธุรกิจมากขึ้น และมุ่งเน้นทุ่มเทให้กับการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสู่มือผู้บริโภค โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทมีเป้าหมายและมีแนวทางการบริหารที่ชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ มีรูปแบบธุรกิจที่โดดเด่นแตกต่างจาดคู่แข่ง และผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพส่งผลให้แบรนด์ นู สกิน สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างยาวนาน


เป้าหมายในการทำธุรกิจ คือ เมื่อนึกถึงแบรนด์ นู สกิน สิ่งแรกที่อยากให้ผู้บริโภครู้สึกและสัมผัสได้ คือ นู สกิน เป็นแบรนด์ขายตรงระดับพรีเมี่ยม ที่มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างตรงจุด โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมในกลุ่มไทเอจจิ้ง จะเป็นแบรนด์แรกที่อยู่ในใจผู้บริโภค


ทั้งนี้ การสร้างจุดยืนของแบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่งจึงมีความสำคัญไมพ้กลยุทธ์ด้านอื่นๆ สำหรับความโดเด่นของนู สกิน คือ การเป็น บริษัทขายตรงรายแรกที่ลุกขึ้นมาประกาศแสดงจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา หรือ Anti-Aging Company อย่างชัดเจน ซึ่งบริษัทมั่นใจในศักยภาพทั้งด้านบุคลากร ตลอดจนการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านต่อต้านความเสื่อมชราที่มีคุณภาพ ประกอบกับเทรนด์ของตลาดต่อต้านความเสื่อมชราทั่วโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว และผู้บริโภคยังคงให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราและ ลดเลือน ริ้วรอย จึงเป็นผลให้สินค้าในธุรกิจขายตรงในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามเพื่อการชะลอวัย และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้บริษัทได้วางเป้าหมายอีก 3 ปีข้างหน้า จะเดินหน้าผลักดันองค์กรให้เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมีเป้าหมายจะสร้างยอดขายที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อน นู สกิน ให้ไปถึงเป้าหมายมาจาก การวางกลยุทธ์ที่ดี การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวนำกลยุทธ์ในการทำตลาด ซึ่งเชื่อว่าผลิตภัณฑ์คุณภาพเอจล็อคจะยังคงเป็นสินค้าหลักที่สามารถสร้างยอดขายให้กับบริษัท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีอีกทั้งตลาดยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี


จากนี้ไปเราจะยังคงเดินหน้าเสริมทัพด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและการจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้แทนจำหน่ายในการขยายฐานสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการจัดโรดโชว์ รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของผู้แทนจำหน่าย เช่น การจัดอบรมสัมมนา และการจัด โปรแกรมท่องเที่ยว Incentive Trip ซึ่งกลยุทธ์ที่กล่าวมาเปรียบเสมือนฟันเฟืองในการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ ตลอดจนสามารถเพิ่มยอดขาย ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้ นู สกิน ประเทศไทย ก้าวไปสู่เป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ ภคพรรณ กล่าว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 222 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2556

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประมวลช็อตเด็ดขายตรงปี55 ร้อนระอุทุกอณูตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี


ซูมภาพธุรกิจขายตรงปี55 พบคลื่นความแรงปะทุตั้งแต่ต้นปี หลังหลายค่ายยอดขายพุ่งสวนวิกฤติ เผยไตรมาสที่ 1 ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น ทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยโฆษณา-สื่อทีวี-โปรโมชั่น พร้อมระบุครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก...ส่วนครึ่งปีหลังตลาดขายตรงร้อนระอุ หลังหน่วยงานรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีดดิ้นไม่หลุด

หากจะให้พูดถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจขายตรง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปีนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน คงจำเรื่องราวของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็เชื่อว่ามีหลาย ๆ คน จำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่ยังจำเหตุการณ์เรื่องราวในธุรกิจขายตรงไม่ได้แบบเต็มร้อยเสียทีเดียว
โดยปักษ์นี้ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ขอมาประมวลภาพรวม ธุรกิจขายตรง ออกมาให้ทุกท่านได้ ย้อนรำลึก ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2555 ที่ผ่านมาอีกครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ คงจะจำภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างแน่นอน โดยเชื่อว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างล้วนแล้ว น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียว


Q1ขายตรงยอดขายร้อนฉ่า
ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น
...ต้องบอกว่า เริ่มต้นปี 2555 นั้น พบว่า หลาย ๆ ค่ายในบริษัทขายตรง ต่างออกอาวุธหมัดเด็ด ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจอย่างเมามันทีเดียว เห็นได้จาก เมื่อจบไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่เรียกว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่พี่ใหญ่อย่าง แอมเวย์ เอง ที่ยังคงยึดเก้าอี้แชมป์ยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยสามารถมียอดขายเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7-10% เช่นเดียวกับทางด้าน ซูเลียน ที่มียอดขายในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ที่เติบโตมากกว่า 20% หรือมียอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่าย กิฟฟารีน ที่มีตัวเลขเติบโตอยู่ที่ 10% ในช่วงไตรมาสที่ 1 รวมถึงเอม สตาร์ มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่ายหมอเส็ง มีตัวเลขในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เติบโตอยู่ที่ 20-25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปีที่ผ่านมา...เรียกได้ว่าขายตรงแต่ละค่าย ต่างมียอดขายที่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเจอวิกฤติในเรื่องของภาวะน้ำท่วมลากยาวมาถึงต้นปีนี้ก็ตามที

ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของยอดขายในไตรมาสที่ 1 ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ทั้งนี้ยังพบอีกว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาปล่อยทีเด็ดเพื่อกระตุ้นธุรกิจกันอย่างมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านค่าย โกลด์แคทส์ ก็ได้ออกมาอัดกลยุทธ์แบบครบเครื่อง ด้วยการเปิดตัว 2 ทายาทนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ไปพร้อม ๆ กับการเตรียมแผนบุกตลาดเต็มร้อย ด้วยการทุ่มทุนสร้างสื่อทีวีดาวเทียมช่อง GIFT Channel ลุยตีตลาดในวงการขายตรงแบบครบเครื่อง

ค่าย ดีเน็ทเวิร์ค ออกมาประกาศรุกตลาดด้วย 7 จุดยุทธศาสตร์ พร้อมกับการเข็นสินค้าใหม่สู้ศึกอย่างมากมาย โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 นั้น สินค้าที่ทาง ดีเน็ทเวิร์ค นำออกมาตีตลาด คือ สินค้าสำหรับท่านชาย Seven Zeed จากประเทศไต้หวัน...เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมากทีเดียว
ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน คงพอที่จะจำกันได้เป็นอย่างดี ในกรณีของค่าย ไทยเฮลท์ ที่มีข่าวฉ่าวออกมาว่า มีตัวแทนขายโอเวอร์เคลม อวดสรรพคุณเกินจริงผ่านเว็บจนทิ่มตา อย. เข้า...ซึ่งเรื่องนี้ถูกกลายเป็นประเด็น ที่ถูกจับจ้องรับปีมังกรทองกันเลย จนทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องออกมาร่อนออกข่าวประชาสัมพันธ์เตือน! ผู้บริโภค อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อโฆษณาที่เกินความเป็นจริง โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ ที่ตัวแทนขายโอเวอร์เคลมสรรพคุณสินค้าเกินความเป็นจริง...!!.ซึ่งในเวลานั้น ทางด้านเอ็มดีใหญ่ของค่าย ไทยเฮลท์ ก็ออกมาโต้ว่า นโยบายโฆษณาบริษัทฯ อยู่ในกรอบควบคุมของทาง อย. ไม่คิดที่จะออกนอกลู่ นอกทาง แถมที่ผ่านมา ไม่เคยโฆษณาขายสินค้าผ่านเว็บไซต์แต่อย่างใด ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน ต่างเฝ้าดูความคืบหน้าของเรื่องนี้กันอย่างใกล้ชิดทีเดียว

เช่นเดียวกับทางด้านขายตรงน้องใหม่เอง ในช่วงไตรมาสที่ 1 ก็พบว่า หลาย ๆ ค่ายต่างส่งไม้เด็ดออกอาวุธครบมือเพียบ ทั้งในส่วนของ สินค้า-แผนการตลาด-โปรโมชั่น เรียกได้ว่ามีการเปิดเกมรบหมดหน้าตัก หวังเขย่าธุรกิจเพื่อต้องการแจ้งเกิดกันเลย

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีสำหรับค่าย นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ นั่นก็คือ การตอกย้ำบริษัทชั้นนำระดับโลก ด้วยการคว้า 2 รางวัล การันตีคุณภาพความสำเร็จ จากการจัดอันดับของ อินเวสเตอรส์ บิสซิเนส เดลี่ หรือ ไอบีดี ให้เป็น1 ใน 100 บริษัทที่ดีที่สุดประจำปี 2011 และเป็น 1 ใน 1,000 บริษัทมหาชน ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกจาก ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส ไทมส์ หรือไอบีทีอีกด้วย

ต่อกันด้วยค่าย หมอเส็ง ที่ออกมาประกาศรุกฆาต กางตำราทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ลุยสื่อเต็มอัตราศึก เพื่อหวังที่จะปูทางให้สมาชิก พิชิตความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการโฆษณาผ่าน 3,5,7,9 ซึ่งนับว่าหมากเกมนี้ ทางด้านคุณหมอเส็ง วางหมากเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ให้กับสมาชิกได้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นจริง ๆ

ส่วนอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความคึกคักให้กับสมรภูมิรบขายตรงได้ไม่น้อย นั่นก็คือ การเปิดศึกช่วงชิงพื้นที่ความยิ่งใหญ่ในตลาดเครือข่ายขายตรงของค่ายใหญ่หลาย ๆ ค่าย ที่ออกมาเดินเกมได้อย่างน่ากลัวเริ่มจาก ...แอมเวย์ ที่นำร่อง ปรับผลตอบแทนอีกรอบ หวังที่จะดึงสมาชิกไม่ให้ปันใจหนีไปค่ายอื่น แถมยังมุ่งเน้นรุกตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ กิฟฟารีน ก็ไม่น้อยหน้า กางตำราเพิ่มอินเทนซีฟ 2 เท่า พร้อมกับจัดโปรโมชั่นพิเศษ เอาใจสมาชิกตลอดทั้งปี ส่วน คังเซน-มิสทีน-เอสเนเจอร์ ก็ออกมางัดลูกเล่นใหม่สารพัด หลังจากที่โดนขายตรงหน้าใหม่ รุกประชิดติดหน้าประตูบ้าน ด้วยการออกอาวุธแบบครบเครื่องกันเลยทั้งในส่วนของโฆษณาประชา สัมพันธ์ สินค้าที่โดนใจ


ครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ
ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก
...เช่นเดียวกับอีกหนึ่งข่าวดัง ที่ประโคมข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ นั่นก็คือ ผู้บริหารโอทูฯ เดือด หลังถูกบริษัทขายตรงจอมลวงโลก 2 ค่าย แอบอ้างโรงงานการผลิต มาจากแหล่งเดียวกันกับ โอทู ฟลาโวเจน พร้อมกับมีการนำภาพโฆษณาขึ้นเว็บหรา ขนาดเว็บช่อง intv.co.th ยังเข้ามาล้วงคองูเห่า โชว์โลโก้โอทูฯ แต่คลิกดูเนื้อหาข้างในกลับเป็นคนละบริษัท

โดยในช่วงนั้นทางด้าน กัญจนา ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน ก็ได้ออกมากล่าวว่า ตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้ค่ายอื่น ยังให้ความไว้วางใจบริษัท โอทูฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับทางด้าน ขวัญชัย ปิยะทัศน์ ก็ออกมาเคลียร์ใจจับมือโรงงานลุยตลาดเกษตรเหมือนเดิม พร้อมกับเตรียมเปิดตัวโอทูขวดเล็กหวังบุกตลาดล่างกลุ่มเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของกรณีค่าย ซัน คลาร่า สินค้าฟิตกระชับที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ก็เกิดปัญหาเช่นกัน โดยในช่วงนั้น ค่าย สตาร์ ซันไชน์ ที่นำโดย โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ก็ได้ออกแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า คลาร่า พลัส พร้อมกับจ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้ และไม่ใช้บริการ บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทางสมาชิกในช่วงเวลานั้น เกิดความสับสนหวั่นสูตรเพี้ยนคุณภาพไม่เหมือนเดิม จนผลสุดท้ายทางด้าน ธนอรรถ ตรีธิติธัญ ผู้ผลิต ซัน คลาร่า สูตรฟิตกระชับเจ้าตำรับ ก็ได้ออกมาประกาศว่าในกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมที่จะออกผลิต ภัณฑ์ใหม่ชื่อ ซัน คลาร่า พลัส เลขที่ อย. 11-1-03654-1-0005 ที่สำคัญ ยังประกาศอีกว่า หาก สตาร์ ซันไชน์ ไปใช้บริการจากโรงงานผลิตอื่น บริษัทฯ จำเป็นต้องมอบแบรนด์นี้ ให้ค่ายขายตรงรายอื่นทำตลาดต่อไป...เรียกว่ากระแสของผลิตภัณฑ์ ซัน คลาร่า ค่อนข้างที่จะร้อนแรงอย่างมากทีเดียวในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

...นับได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกกระแสของผลิตภัณฑ์ภายในสำหรับสุภาพสตรีค่อนข้างมาแรงอย่างมากทีเดียว หลังจากที่ ซัน คลาร่า ออกมาสร้างกระแสจนดังเปรี้ยงป้าง จนส่งผลให้หลาย ๆ ค่าย ต่างกระโดดเข้ามาร่วมแชร์ในตลาดนี้ เห็นได้จาก ค่าย แอมริช ขายตรงคลื่นลูกใหม่ ที่ได้ส่งผลิตภัณฑ์ ออไรท์ ใช่เลย เพื่อภายในผู้หญิง สูตรดั้งเดิม พร้อมกับทุ่มงบ 80 ล้าน ลงสื่อทีวีดาวเทียม ควบคู่กับวิทยุชมชนกว่า 1,200 สถานี จนวันนี้เรียกว่าผลิตภัณฑ์ ออไรท์ กำลังอยู่ในกระแสของตลาดและหลาย ๆ คนเริ่มที่จะรู้จักกันอย่างมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับทาง โอทู ก็ได้ออกสินค้า ภายในผู้หญิง ที่ชื่อว่า เอฟ-ทู มาเขย่าตลาดเช่นกัน
เช่นเดียวกับข่าวของทางด้านอดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่อย่าง พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ที่ถูก นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง พร้อมกับมีหนังสือย้ายฟ้าผ่าจากผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษมีผลทันที ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลาย ๆ คน ได้อย่างมากทีเดียว และจากนั้นไม่นาน ทางด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ เอง ก็ได้ โบกมืออำลาสื่อ เออรี่ตัวเองก่อนเกษียณ พร้อมกับปิดฉากมือปราบแชร์ลูกโซ่ขายตรงลงทันที


ตลาดขายตรงครึ่งปีหลังระอุ
หน่วยรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีด
...เช่นเดียวกับ ข่าวร้อนมาแรงในช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง ที่ทำให้ทางผู้ประกอบการขายตรงต่างเครียดขึ้นสมองหลังกันเลย หลังจากที่ถูก วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้มีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ บริษัทขายตรง ให้ซื้อประกันสินค้ากับ ทิพยประกันภัย โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปี เพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค โดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวล่อ ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาผู้ประกอบการหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาโต้ว่า ถือเป็นการแบกภาระที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากบริษัทขายตรงทุกค่าย ต่างมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้ว...ซึ่งเป็นข่าวที่หลาย ๆ ฝ่ายต่างเฝ้าจับตามองกันอย่างมากที่เดียวว่าจะหาทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการอย่างไร

ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยทีเดียวนั่นก็คือ การเปิดตัวเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ที่ชื่อ จิรชัย มูลทองโร่ย โดยเลขาฯ คนใหม่ท่านนี้ ต้องบอกว่า เป็นผู้ที่ถูกสื่อวิจารณ์หนัก พรอมกับเป็นเลขาฯสคบ.คนแรก ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากที่สุดด้วย

และหลังจากที่ได้รับตำแหน่งใหม่ได้ไม่นาน เรียกได้ว่า ช่วงนั้นมีข่าวมาว่า เลขาฯ สคบ.ท่านนั้น ค่อนข้างฟิตจัดอย่างมากทีเดียว ด้วยการออกหมัดแรก จี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้า เพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล พร้อมกับบอกว่า ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วย การรับคืนสินค้ามาตรา ๓๖ ...เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่ง แอ็ค ชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน อย่างล่าสุดก็มีข้อสรุปแล้วว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่จะได้ตราสัญลักษณ์ สคบ. นั้น จะต้องปฏิบัติ 3 แนวทาง ด้วยกัน คือ 1.ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. ต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมา และ 3. การทำประกัน
...ส่วนอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่ส่งท้ายปีนี้ เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การปิดบัญชีดำขายตรง DCHL ที่ทางด้าน สคบ. DSI กองปราบฯ ได้ร่วมมือกัน บุกจับตัวการใหญ่ DCHL ที่ย่านพระราม 9 หลังจาก ที่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่า สามารถดำเนินคดีได้ พร้อมกับสามารถออกหมายจับได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเลยก็ว่าได้

...จะเห็นได้ว่า ข่าวต่าง ๆ ที่ทาง นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ได้นำเสนอมานี้ คือ หลาย ๆ เหตุการณ์ที่ใครหลายคนที่อยู่วงการขายตรง คงพอที่จะจำกันได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งทาง ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ ได้หยิบยกออกมาให้ทุกท่านได้ทราบเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น เชื่อว่าตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมานี้ ธุรกิจขายตรง หรือ ธุรกิจไหน ๆ ต่างก็คงที่จะเจอสารพัดปัญหาเข้ามารุมเร้าในธุรกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าธุรกิจนั้นจะเจอปัญหามากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง...ลองมาจับตากันดูต่อไปว่าในปี 2556 ที่กำลังจะคืบคลานมาถึงนี้ จะมีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาในธุรกิจมากน้อยแค่ไหนอีกไม่นานคงรู้กันแน่!!!...


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นูสกินปลื้มกลยุทธ์พรีเซลล์!! เดือนเดียว450ล.สิ้นปี2,500ล.









ภคพรรณ นำทีมคุยสื่อเปิดใจความสำเร็จสูงสุดเดือนสิงหาทำยอดทะลุเป้า 450 ล้าน หลังพลิกกลยุทธ์ พรีเซลล์ ยึด แม่ทีมหัวกระทิ


เป็นหัวหอกทดลองสินค้าตัวใหม่ เอจล็อค อาร์สแควร์ รุกตลาดคนกลัวแก่กลัวเหี่ยวได้ผลเกินคาด หวาดฝันดันส่งยอดปลายปีแตะ 2,500 ล้านบาท เตรียมประเดิมตลาดเต็มสูบต้นปีหน้า เผยคว้ารางวัลสุดยอดธุรกิจอเมริกัน สตีวี่ อวอร์ด เปิดตลาด เวียดนาม แล้ว!!


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในรอบ 8 เดือนตั้งแต่ มกราคม ถึง สิงหาคม ปีนี้ว่ามีอัตราการเติบโตถึง 27% โดยยอดขายเดือนสิงหาคมเดือนเดียวสามารถสร้างยอดขายได้มากสุดเป็นประวัติการณ์มากถึง 450 ล้านบาท เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถสร้างผลงานได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ 2,500 ล้านบาท ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 20% แน่นอน


นางภคพรรณ กล่าวยอมรับว่า ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายทะลุเป้าครั้งนี้ เป็นผลมาจากกลยุทธ์การทำตลาดแบบพรีเซลล์สินค้าใหม่ ซึ่งเป็นอาหารเสริมเอจล็อค อาร์สแควร์ (ageLOC R2) ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร รวมถึงตลาดสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวสูงขึ้น


เราเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่ใส่ใจลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่างเป็นหลัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราตอบโจทย์ได้ตรงจุด ทำให้ยอดขายเราพุ่ง มั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกินไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท นางภคพรรณกล่าว และว่า ในเดือนตุลาคมนี้นูสกินไทยยังได้รับรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ที่มีองค์กรธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวดอีกด้วย ซึ่งจะเดินทางไปรับรางวัลนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้


นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง 8 เดือนที่ผ่านมายอดขายเติบโต 27% ทำให้ยอดขายเดือนสิงหาทะลุ 450 ล้านบาท ว่า เป็นผลมาจากการขายผลิตภัณฑ์กลุ่มหลักคือ เอจล๊อค 80% และที่เหลือเป็นกลุ่มอาหารเสริมอื่นรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์เอร์ซันแนลแคร์อื่นๆ อีก 20%


จากการทำพรีเซลล์ผลิตภัณ์อาเสริมตัวใหม่เอจล็อค อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหารนี้ ทำให้เราทราบว่าได้ผลเป็นอย่างไร จึงเตรียมที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในตลาดช่วงต้นปี 2556 เป็นต้นไป นางวิภาดากล่าว และว่า สำหรับสัดส่วนการทำตลาดของนู สกินในขณะนี้อยู่ในกรุงเทพ 60% ต่างจังหวัด 40% โตขึ้นกว่าปี 2554 เกือบ 100% มีศูนย์ธุรกิจ 9 แห่งเป็น กรุงเทพฯ 2 แห่ง ต่างจังหวัด 7 แห่ง


สำหรับกลยุทธ์ในไตรมาสสุดท้ายนี้นี้ยังคงเน้นให้การสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายหรือนักธุรกิจนู สกินนั้น ด้วยจัดเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวตั้งแต่เดือนตุลาคม เที่ยวเมดิเตอร์เรเนียน ครูซ โดยหลังจากประกาศทริปนี้ออกไปได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้แทนจำหน่ายเป็นจำนวนมา โดยตอบรับและเข้าร่วมกิจกรรม สปา วีค ที่นูสกินทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อทดลองสินค้า Ageloc Body System 3 ซึ่งสามารถจำหน่ายมากกว่า 100,000 กระปุกแล้ว


อย่างไรก็ตามนางภคพรรณ ได้กล่าวในตอนท้ายอีกว่า บริษัทยังเตรียมขยายศูนย์เพิ่มทุกปี ภายในปีนี้จะขยายศูนย์ให้ใหญ่ขึ้น และปีหน้าขยายศูนย์ไปในแต่ละจังหวัดที่ยังไม่มีสาขาด้วย ปัจจะบันนู สกินมีจำนวนผู้แทนจำหน่ายรวมสมาชิก 240,000 รหัส แอคทีฟประมาณ 15 20% และสำหรับการขยายตลาดในประเทศเวียดนามนั้นได้เริ่มเปิดไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเทศที่ 53 ของนูสกิน และได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจเวียดนามเป็นอย่างดี


ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือคนที่สนใจในธุรกิจ สินค้าเป็นที่ยอมรับ มีกฏหมายที่ค่อนข้างเข้มงวด และมีข้อจำกัดหลายอย่างๆ ที่ไม่เหมือนประเทศอื่น เดือนกันยายนเป็นเดือนแรกของการเริ่มต้นอย่างจริงจัง พฤติกรรมผู้บริโภคดี เวียดนามเป็นตลาดขายตรงที่ใหม่มาก ต่างจากตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน ไทย สินค้าทั้งหมดมาจากสหรัฐอเมริกา นางภคพรรณกล่าว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดยนสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 238 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2555

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : ประกาศตัวเลข8เดือนโต27% เดินหน้าดัน "เอจล็อค (ageLOC)" เรือธงรบสู้ศึกเครือข่าย


นู สกิน สร้างเซอร์ไพร์สฉลองความสำเร็จยอดขายผลิตภัณฑ์เอจล็อค เดือนเดียวตัวเลขดีดพุ่ง 450 ล้าน...ล่าสุดประกาศตัวเลข 8 เดือนแรก เติบโตสูงสุดทะลุเป้า 27% พร้อมมั่นใจเป้ายอดขายปีนี้โต 20% หรือ 2,500 ล้าน ตามที่วางไว้แน่นอน...เผยแผนเตรียมเดินหน้าบุกตลาดต้านชรา หวังขยายธุรกิจแบบเต็มสูบ...ด้าน ภคพรรณ แย้มตลาดเวียดนามถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจอย่างมากทีเดียว หลังเพิ่งควบบริหารอีกหนึ่งประเทศ พร้อมมั่นใจนู สกิน ที่เวียดนามในอนาคตอันใกล้เติบโตแน่นอน

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยถึง ภาพรวมธุรกิจนู สกิน ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาว่า นู สกิน ประเทศไทย สามารถมียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย ที่สำคัญ ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถสร้างยอดขายได้สูงถึง 450 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย และจากอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้เอง ทางบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า จะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน

ปัจจัยความสำเร็จของนู สกิน ในช่วงที่ผ่านมา พบว่า เกิดจากการพรีเซลล์ผลิต ภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ เอจล็อค อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ซึ่งมีแผนที่จะเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 นี้ นอกจากนี้ ตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา ยังถือว่ามีความต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นู สกิน ยังคงมีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำด้านแอนตี้ เอจจิ้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคนั่นเอง

นางภคพรรณ เผยต่ออีกว่า นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิต ภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด

บริษัทฯ มั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท และนอกเหนือจากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว ภายในเดือนเดียวกัน นู สกิน ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด ที่มีองค์กรธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วมประกวด จากโครงการสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่ก่อตั้ง นู สกิน ในประเทศไทย โดยการขึ้นรับรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ช่วงเดือนตุลาคมนี้

นอกจากนี้ นางภคพรรณ ยังได้พูดถึงตลาดขายตรงในเวียดนามที่ล่าสุดได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรม การบริหาร นู สกิน ที่ประเทศเวียดนามด้วยว่า ตลาดขายตรงในเวียดนาม เรียกได้ว่า คนส่วนใหญ่ต่างให้การตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งตนเองในฐานะที่เพิ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในประเทศเวียดนาม ต้องบอกว่า คงจะต้องศึกษาถึงโอกาสทางธุรกิจอย่างหนักทีเดียว แต่ก็เชื่อว่าการที่นู สกิน เข้าไปในประเทศเวียดนามนั้น ก็น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจของคนเวียดนามด้วยเช่นกัน เนื่องจากธุรกิจขายตรงยัง



เป็นตลาดใหม่สำหรับคนในประเทศนี้ และคนเวียดนามส่วนใหญ่ก็ต้องการที่จะมีรายได้เสริมด้วย


ด้านนางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธานฝ่ายขายและปฎิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับยอดขายในเดือนสิงหาคม ที่นู สกิน สามารถโกยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจล็อคและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่าง ๆ และเติบโตสูงถึง 450 ล้านบาทนั้น ซึ่งได้แบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายได้ดังนี้คือ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อค ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเอจล็อค ทรานฟอร์



เมชั่น เซ็ท ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค สปา ซิสเต็ม ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหาร เอจล็อค อาร์ สแควร์ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 80% และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม รวมกับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนลแคร์ อื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20%



ความสำเร็จของนู สกิน นอกจากด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว บริษัทฯ ยังสามารถสนับสนุนผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจให้มีรายได้สูงขึ้นอีกด้วย โดยในเดือนสิงหาคม พบว่า มีผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจมีรายได้จากเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 236% เมื่อเทียบกับรายได้เดือนกรกฎาคม ซึ่งการที่เราสามารถสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกว่าขายตรงอื่น ๆ นั่นเอง



ส่วนแผนการบุกตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้นั้น นางวิภาดา เผยว่า บริษัทฯ ยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมถึงยังคงเดินหน้าเร่งกระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง



นางวิภาดา เผยอีกว่า สำหรับแผนการขยายศูนย์จำหน่ายสินค้านั้น ในปีหน้า บริษัทฯ วางแผนที่จะเพิ่มขึ้นศูนย์จำหน่ายสินค้าอีก 1-2 สาขา โดยแต่ละสาขาคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งการขยายสาขาดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการขยายตัวของตัวแทนจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 15-20% จากปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกและนักธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 2.4 แสนราย



...นับได้ว่า การก้าวเดินของธุรกิจขายตรงที่ชื่อ นู สกิน ในช่วงนี้ ถือได้ว่ากำลังที่จะเติบโตแบบไม่หยุดยั้งทีเดียว และด้วยอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดแบบสุด ๆ ของนู สกินเช่นนี้ เชื่อว่าน่าที่จะทำให้หลาย ๆ ค่าย คงต้องมีการปรับกลยุทธ์อะไรบ้างอย่างแน่นอน และยิ่งในช่วงปลายปีของทุกปีด้วยแล้ว ที่ตลาดขายตรงเริ่มที่จะร้อนระอุ หลาย ๆ ท่านคงจะเห็นการเปิดเกมแลกของบรรดาผู้ประกอบการขายตรงที่จะเริ่มปล่อยออกมาเป็นระลอกอย่างแน่นอน!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่16 - 31 ตุลาคม 2555 ฉบับ330

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : อวดยอด ส.ค. โกย 450 ล.สินค้าต้านเหี่ยวขายดีดันรายรับโต 27%


นู สกิน สุดปลื้ม เอจล็อก กลุ่มสินค้าต้านหน้าเหี่ยวขายดี ส.ค. เดือนเดียวโกย 450 ล้านบาท ทำสถิติยอดขายต่อเดือนสูงสุดในรอบ 15 ปี ส่วนตัวเลขรวม 3 ไตรมาส ขยายตัว 27% ได้ใจเดินหน้าดันสินค้าต่อต้านความชราเป็นเรือธงอัดกลยุทธ์แน่นไต่ฝัน 2.5 พันล้านบาท พร้อมแผนเพิ่มศูนย์ธุรกิจอีก 2 แห่ง วางงบ 10 ล้านต่อ 1 ศูนย์

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัทสร้างยอดขายได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือน สูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้แน่นอน

ปัจจัยความสำเร็จมาจากการพรีเซลผลิตภัณฑ์อาหารเสริมตัวใหม่ เอจล็อก อาร์สแควร์ (ageLOC R2) ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ประกอบกับตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทยังคงมีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มี ความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำด้านแอนตี้ เอจจิ้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้านบาท และนอกเหนือ จากความสำเร็จด้านยอดขายแล้ว ภายใน เดือนเดียวกัน นู สกิน ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล โกลด์ สตีวี่ วินเนอร์ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดประเภทธุรกิจนานาชาติ จากอเมริกัน บิสซิเนส อวอร์ด ที่มีองค์กร ธุรกิจหลากหลายสาขาจากทั่วโลกเข้าร่วม ประกวด จากโครงการสนับสนุนการผ่าตัด หัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในกิจกรรมเพื่อสังคมที่เราทำควบคู่กันมาตั้งแต่ก่อตั้ง นู สกิน ในประเทศไทย โดยการขึ้นรับรางวัลดังกล่าวจะมีขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ ช่วงเดือนตุลาคมนี้ นางภคพรรณ กล่าว

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ รองประธาน ฝ่ายขายและปฏิบัติการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับยอดขายในเดือนสิงหาคม นู สกิน โกยรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์เอจ-ล็อกและผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่างๆ เติบโตสูง ถึง 450 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นสัดส่วนยอด ขายได้ดังนี้ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเอจล็อก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าเอจล็อก ทรานฟอร์เมชั่น เซ็ต ผลิตภัณฑ์เอจล็อก กัลวานิค สปา ซิสเต็ม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอจ-ล็อก อาร์ สแควร์ มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 80% และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารเสริม รวม กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนลแคร์ อื่นๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20% และปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ยอดขายเติบโตแบบเท่าตัว นั้น มีผลจากการพรีเซลล์ผลิตภัณฑ์อาหาร เสริมตัวใหม่ เอจล็อก อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ซึ่งผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มแอนตี้เอจ-จิ้งที่ยังคงได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และสามารถตอบสนองความต้องการรวมถึงแก้ไขปัญหาและจุดบกพร่องของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โดยวางแผนเตรียมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2556 นี้

นางวิภาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า นอก จากความสำเร็จด้านผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว บริษัทยังสามารถสนับสนุนผู้แทนจำหน่าย ที่ทำธุรกิจให้มีรายได้สูงขึ้น โดยในเดือนสิงหาคม ผู้แทนจำหน่ายที่ทำธุรกิจมีรายได้ จากเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 236% เมื่อเทียบกับรายได้เดือนกรกฎาคม ซึ่งการ ที่เราสามารถสร้างให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้น เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของนู สกิน ที่ต้องการสร้างให้ผู้แทน จำหน่ายได้รับค่าตอบแทนสูงสุดกว่าขายตรงอื่นๆ ตลอดเวลาเราจึงมุ่งมั่นสร้างกลยุทธ์การขายเพื่อสนับสนุนนโยบายใน เรื่องนี้

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัทเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เอจล็อกกัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งเป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยี กระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่นที่ได้รับการ พัฒนาขึ้นจาก วิทยาการเอจล็อก ที่เป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของ นู สกิน สามารถแยกแยะกลุ่มยีนที่ส่งผลต่อกระบวนการเสื่อมชราของร่างกายและ ตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของ ไขมันและเซลลูไลต์

นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรดโชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นางวิภาดา กล่าวสรุป

อย่างไรก็ดี จากการเติบโตของยอด ขายในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ที่บริษัทสามารถ สร้างยอดขายได้ถึง 450 ล้านบาท นับเป็น ยอดขายประจำเดือนที่สูงที่สุดในรอบ 15 ปี ของ นู สกิน ประเทศไทยเลยทีเดียว สำหรับพื้นที่ที่สร้างยอดขายได้สูงสุดคือ กรุงเทพฯ ซึ่งกินสัดส่วนยอดขายได้ถึง 60% อีก 40% เป็นของตลาดต่างจังหวัด

ทั้งนี้ นู สกิน ยังมีแผนในการเพิ่มศูนย์ธุรกิจของบริษัท จากเดิมที่มีอยู่ 9 แห่ง ทั่วประเทศ โดยจะเพิ่มอีก 2 แห่ง แต่ละแห่งของศูนย์ใหม่จะใช้งบลงทุนที่ประมาณ 10 ล้านบาทต่อศูนย์ อีกทั้งบริษัทยังได้เดินหน้าขยายสาขาสู่ต่างประเทศ โดยมีประเทศเวียดนามที่บริษัทได้ขยายออกไปแล้ว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (MLM World) : ยก "ขายตรง" โมเดลด้านวิบากกรรม ศก.ยุโรป สินค้าตลาดแมสเวิร์ค! ปัจจัยบวก "ความต้องการเยอะ"


แบรนด์ขายตรงชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น เอวอน , แมรี่เคย์ , ออริเฟลม , นู สกิน หรือแม้แต่นาทูร่าที่เปิดธุรกิจอยู่ในยุโรปท่ามกลางปัจจัยท้าท้ายจากภาวะเศรษฐกิจถดอยเห็นตรงกัน ธุรกิจขายตรงคือกุญแจที่จะต่อกรกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรปได้ เห็นได้จากผลประกอบการในภาคพื้นยุโรปของทุกบริษัทยังมีตัวเลขเติบโต

DirectSellingNews ฉบับเดือน สิงหาคมเปิดเผยรายงานของ วายสเตท ดอทคอม บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำที่ได้ รวบรวมผลประกอบการในภาคพื้นยุโรป ของบรรดาบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของ โลกและเพิ่งนำออกเผยแพร่ระบุ บริษัท ขายตรงจำนวนมากมองแนวโน้มธุรกิจ ขายตรงในยุโรปยังคงเป็นบวกอยู่แม้ส ถาณการณ์ด้านเศรษฐกิจจะท้าทายอยู่ มากก็ตามและเห็นทิศทางการขยายตัว เพิ่มขึ้นด้วย

ฝรั่งเศส-เยอรมัน มหาอำนาจขายตรง ผลิตภัณฑ์ตลาดแมสแนวโน้มดี
วายสเตทดอทคอมเปิดเผยว่า ตลาดขายตรงที่มีผลการดำเนินงาน แข็งแกร่งมากในปีที่ผ่านมาคือฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยทั้งสองประเทศคือแหล่ง ผลิตรายได้สูงสุดในอุตสาหกรรมขายตรง ของยุโรป ขณะที่รัสเซียคือประเทศที่มี การจ้างงานขายตรงมากที่สุดของภูมิภาค ซึ่งในปีที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงของรัสเซีย มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียว เทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังมีตลาดขายตรงใน กลุ่มประเทศทะเลบอลติคได้แก่ลิทัวเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนียและฟินด์แลน์ ที่เกิดขึ้น จากการแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต หรือรัสเซียและเป็นประเทศสมาชิกน้อง ใหม่ในสหภาพยุโรป (อียู) ถูกมองว่ามี แนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2555 นี้เช่นกัน รวมไปถึงนอร์เวย์ และตุรกีซึ่งผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางและบำรุงผิวมียอดขายเพิ่ม ขึ้นมาก

สำหรับในปี 2555 ผลิตภัณฑ์ ที่ทำตลาดแมสอาทิ เครื่องสำอางและ แฟชั่นเป็นกลุ่มสินค้าที่จะมีศักยภาพใน การขยายตัวสูงโดยเฉพาะในประเทศ โปแลนด์ บริษัทที่ขายสินค้ากลุ่มนี้จะ ประสบความสำเร็จสูงมาก ขณะที่ยูเครน มีอัตราเติบโตมั่นคงมากเช่นกัน

เครื่องสำอาง-เพอร์ซันนัล แคร์ นำโด่ง ค่ายขายตรงอเมริกา/ยุโรปยังโตได้ดี
ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดใน ตลาดขายตรงยุโรปไม่ต่างจากภูมิภาค อื่นนั่นคือเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัล แคร์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาด(มาร์เก็ต แชร์) อันดับหนึ่ง รองลงมาคือผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับครัวเรือน ขณะที่เสริมอาหารมี อัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับผลงานของค่ายขายตรงชั้นนำเริ่มจากเอวอนแม้ผลงานในภาพ รวมปีนี้จะมีผลกำไรลดลงมาก แต่สำหรับ ในยุโรปแล้ว เอวอนเป็นบริษัทที่ถูกมอง ว่ามีผลประกอบการดีที่สุดทำยอดขายได้ สูงสุดในภูมิภาคนี้ ส่วนแมรี่เคย์ มีผลงาน ที่ดีมากในประเทศยุโรปทั้ง 15 ประเทศ ที่แมรี่เคย์เปิดธุรกิจอยู่ ตลาดใหญ่คือ เยอรมนีมีนักขายอยู่มากกว่า 24,000 คน นอกจากนี้ยังมีออริเฟลม, นาทูร่า คอสเมติค, นู สกิน, เอมอร์ แปซิฟิกและมีนาร์ด เจแปน คอสเมติคซึ่งลล้วนมีผลงานใน ยุโรปดีเช่นกัน

ส.ขายตรงชี้เทรนด์บวก ความต้องการเยอะ ศูนย์กลาง ฟื้นคนใช้จ่าย
Maurits Bruggink กรรมการ บริหารสมาคมการขายตรงยุโรปเชื่อว่า ธุรกิจขายตรงของยุโรปยังคงเติบโตเป็น บวกได้ตลอดปี 2555 บางประเทศจะ เติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค ด้วยซํ้าโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาด เกิดใหม่ทั้งในแถบยุโรปตอนกลางและ โซนตะวันออกไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ยูเครน และประเทศทะเลบอลติค ขณะที่ตุรกียัง คงเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักได้

ปัจจัยบวกกระตุ้นการเติบโตของ กลุ่มประเทศเหล่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ1.มีความต้องการมากในแถบยุโรป ตะวันตกโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีแบรนด์ อาทิ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับครัวเรือน 2.พัฒนาการของเศรษฐกิจ ที่มีอยู่ทั่วไปเป็นปกติทำให้ผู้บริโภคใช้ จ่ายมากขึ้น 3.ความกระตือรือร้นในการ ทำงานของเจ้าของธุรกิจรวมไปถึงการ เสริมสร้างความมั่งมี ยกระดับฐานะของ ตัวเองและ 4.การปรับปรุงกฎระเบียบ ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจ ขายตรง

แม้ประเทศในยุโรปตะวันตกและ ยุโรปตอนใต้บางประเทศจะได้รับผลก ระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน แต่รวมๆ แล้วยังเติบโตได้อยู่เป็นตัวเลข หลักเดียว โดยเยอรมนียังคงเป็นตลาด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปอยู่และเริ่ม เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจ ส่วนฝรั่งเศสและประเทศ แถบสแกนดิเนเวียยังคงมีมุมมองบวก อยู่เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศให้การ รับรองและเพิ่มมาตรการสนับสนุน เศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะที่อิตาลีซึ่งเป็นตลาดขายตรง ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับสองของอียูยังคงไม่แน่ไม่นอนเพราะไม่สามารถคาดเดา ได้ว่าวิกฤตการเงินจะก่อให้เกิดหนี้เสียใน ประเทศเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน

ขายตรงยุโรปอันดับสามดลก ส่วนแบ่งตลาด 21% รองเอเชีย / อเมริกา
ส่วนในอังกฤษ พอล เซาธ์เวิร์ธ กรรมการสมาคมการขายตรงอังกฤษให้ ความเห็นว่า การกลับมามีชีวิตชีวาของ ธุรกิจขายตรงภายในประเทศส่วนหนึ่ง มาจากกฎกติกาในการกำกับดูแลธุรกิจที่มีการปรับปรุงใหม่และนำออกมาบังคับ ใช้เมื่อไม่นานมานี้รวมไปถึงโมเดลธุรกิจ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น สื่อสังคมต่างๆ ที่ช่วย ให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น นักขายใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่หันมาทำขายตรงมาก ขึ้นจากเดิมที่มีแต่ผู้หญิง ซึ่งในปีที่ผ่าน มาอุตสาหกรรมขายตรงของอังกฤษมี นักขายผู้ชายเพิ่มขึ้นถึง 26% เทียบกับปี 2553

ปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงของ ยุโรปมียอดขายมากเป็นอันดับสามของโลก โดยในปี 2554 ตามข้อมูล ของสมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association:WFDSA) ขายตรงของยุโรป ประกอบด้วยยุโรปตะวันตก, ตะวันออก และตอนกลาง มียอดขายรวม 32,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 21.31% นักขาย 20,118,985 คน เทียบ กับธุรกิจขายตรงทั่วโลกที่มียอดขาย ทั้งสิ้น 153,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท) นักขาย91,533 825 คน

ภูมิภาคที่ครองอันดับหนึ่งคือ เอเชีย แปซิฟิกมียอดขาย 66,871 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 44% นักขาย 52,007,014 คน รองลงมาคือ อเมริกา(รวมสหรัฐอเมริกา) มียอดขาย 60,429 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่ง ตลาด 39% นักขาย 26,744,908 คน

สำหรับฝรั่งเศสและเยอรมนีซึ่งจัด เป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลในแวดวงขาย ตรงของยุโรปนั้นติดกลุ่มตลาดขายตรง ที่มียอดขายมาก 10 อันดับ(ท็อปเทน) ของโลกด้วย โดยฝรั่งเศสอยู่อันดับเจ็ด กระโดดขึ้นมาจากอันดับสิบในปี 2553 ด้วยยอดขาย 5,139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 114.39% หรือกว่าเท่าตัว ส่วน แบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% นัก ขาย 480,000 คน ขณะที่เยอรมนีหล่น จากอนั ดบั เจด็ ไปอยอู่ นั ดบั แปดยอดขาย 3,743 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1% ส่วน แบ่งตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นัก ขาย 284,906 คน

ส่วนรัสเซียหล่นจากอันดับเจ็ดไป อยู่อันดับเก้าด้วยยอดขาย 3,589 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.06% ส่วนแบ่ง ตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 4,077,181 คน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวนู สกิน (NU SKIN THAILAND) : ตอกย้ำผู้นำตลาดสินค้าชะลอชราส่งอุปกรณ์ "เอจล็อค กัลวานิค (ageloc Galvanic)" โกยยอดครึ่งปีหลัง


นู สกิน รุกหนักตลาดต้านชรา ส่งนวัตกรรมใหม่ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III อุปกรณ์กระชับสัด ส่วนเพื่อหุ่นฟิตเฟิร์ม บอกได้รับเกียรติจาก บริษัท แม่ เปิดตัวที่ไทยเป็นประเทศแรก หลังนำมาวางจำหน่าย แบบ Pre-Sales เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาท

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมการขายและการตลาด บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาดของบริษัทในครึ่งปีหลัง 2555 จะมีการดำเนินงานใน 2 กิจกรรมหลักๆ คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III หรืออุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น และกิจกรรม โรดโชว์ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัท และสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมทั้งสองของบริษัท จะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาสมาชิก และประชาชนทั่วไป ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดสำคัญที่บริษัทตั้งใจในการจัดเตรียมเพื่อพิชิตยอดขายในครึ่งปีหลัง

โดยผลิตภัณฑ์ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวสุดท้ายที่บริษัทจะเปิดตัวในปีนี้ เนื่องจากนู สกิน ประเทศไทย ตั้งใจ และคาดหวังกับอุปกรณ์กระชับสัดส่วนเครื่องนี้เป็น อย่างมาก เพราะเราถือได้ว่าเป็นประเทศ แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเกียรติให้จัดวางจำหน่ายสินค้านวัตกรรมใหม่เครื่องนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้น จากการที่บริษัทได้นำอุปกรณ์เครื่องนี้มาจำหน่าย ในลักษณะ Pre-Sales เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อดูกระแสการตอบรับ ปรากฏว่า การตอบรับจากบรรดาสมาชิกเกิน ความคาดหมาย บริษัทสามารถจำหน่าย อุปกรณ์เครื่องนี้ในช่วง Pre-Sales ได้รับรายได้ถึง 200 ล้านบาท

บริษัทแม่จึงให้ความไว้วางใจ ให้เกียรติประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้เปิดตัวและวางจำหน่ายสินค้า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งตนเองมั่นใจว่า ด้วยวิถีชีวิตปัจจุบันที่ผู้คนสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะรูปร่างที่ต้องการความกระชับ ดูสมส่วน เพื่อความมั่นใจในการใช้ชีวิต สินค้าชนิดนี้จะได้รับความสนใจ และกระแสตอบรับที่ดี จากประชาชนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งบริษัท นู สกิน ตั้งเป้ายอดขายสำหรับสินค้าตัวนี้ไว้สูงมาก

นางวิภาดาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว กับสินค้าดังกล่าว ว่า ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก วิทยาการ เอจล็อค ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของบริษัท นู สกิน ที่สามารถแยกแยะกลุ่มยีน (พันธุกรรม) ที่ส่งผลต่อ กระบวนการเสื่อมชราของร่างกายได้ ซึ่งเราเรียกกลุ่มยีนกลุ่มนี้ว่า กลุ่มยีนแห่งความอ่อนเยาว์ (Youth Gene Clusters) หรือ YGC บริษัทได้มุ่งเน้นให้ส่วนประกอบ ในผลิตภัณฑ์เอจล็อคไปออกฤทธิ์ทำงานที่กลุ่มยีนกลุ่มนี้โดยตรง เพื่อผลลัพธ์ในการ ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง

เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III เป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น ที่จะส่งประสิทธิภาพสารเอจล็อคเข้าสู่ผิวกายได้มากกว่าวิธีการกระชับสัดส่วนแบบปกติถึง 10 เท่า คือ ตัวอุปกรณ์ที่มีกระแสในแบบ รูปคลื่น จะตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของไขมัน และเซลลูไลต์ พร้อมทำให้ผิวกายเรียบเนียน ดูผอมเพรียว และสีผิวเนียนเรียบสม่ำเสมอ โดยตัวเครื่องมีเทคโนโลยีที่สามารถปรับ กระแสไฟได้ภายในตัวเอง ผู้ใช้สามารถ ใช้งานได้โดยสะดวก และด้วยตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน อาจเรียกได้ว่า เป็นการทำสปาง่ายๆ ได้ที่บ้าน ภายใต้คอน เซปต์ สปา แอท โฮม

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดงานเปิดตัวสินค้า ดังกล่าวภายในงาน นู สกิน โรดโชว์ ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม ภายใต้คอนเซปต์ Live Young by Nu Skin โดยภายในงานมีกิจกรรมออกบูธ ต่างๆ ของบริษัท โดยเฉพาะการสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบรรดาสมาชิกและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มียอดการสั่งซื้อสินค้านี้แล้วจำนวนหลายเครื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1331 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง4-8-2012

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nuskin Thailand) โหมอัดกิจกรรมหวังตุนยอด ส่ง "เอจล็อก (ageLOC)" ต้านชรา-ลดน้ำหนักจับคนกลัวแก่


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลประกอบการครึ่งแรกโต 20% มาจากการตลาดเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีเนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางธรรมชาติ ส่วนครึ่งปีหลังก็จะมีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มต่อต้านความชรา "เอจล็อก" เพื่อดันรายได้สิ้นปีให้โตตามเป้า 20% จากปีก่อนมีรายได้ 2,200 ล้านบาท โต 15%

นอกจากนี้ เดือนกันยายนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณเอจล็อก กัลวานิค สปา บอดี้ ซิสเต็ม จับกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงอายุ 25-65 ปี ที่ต้องการให้รูปร่างกระชับ อ่อนกว่าวัย และเดือนสิงหาคมจะพรีเซลผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอจล็อก อาร์สแควร์ ซึ่งทั้ง 2 รายการเปิดตัวปี 2554 ในสหรัฐ ภายในปีนี้ถึงต้นปี 2556 จะกระจายทั่วเอเชีย

ปัจจุบันกลุ่มเอจล็อกทำรายได้หลักให้บริษัท มีสัดส่วน 70% เคยสร้างความสำเร็จให้นู สกินทั่วโลกด้วยยอดขาย 30,000 ล้านบาท เร็ว ๆ นี้จะเปิดตัวสินค้าดังกล่าวในงานประชุมระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2555 และตอนนี้มียอดจองเป็นมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสินค้าของบริษัทแม่ ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเอจล็อกมาต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะมีออกมาทุก 2 ปี โดยปี 2556 มีแผนขยายไลน์สินค้ากลุ่มเอจล็อกไปยังผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่จะมีสินค้า 4 รายการ และเดือนตุลาคมจะเปิดตัวศูนย์นู สกิน อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ใช้งบฯลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายทรูแมน ฮันต์ ประธานบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้ นู สกินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เติบโตถึง 72% จากปี 2554 ที่โต 27% ส่วนรายได้จากภูมิภาคอาเซียนปี 2554 โต 29% แบ่งเป็น สิงคโปร์โต 56% อินโดนีเซีย 42% มาเลเซีย 30% ไทย 12% ฟิลิปปินส์ 19% บรูไน 18% ถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ และมีอนาคตที่สดใส ล่าสุดเตรียมเปิดตลาดที่เวียดนามเดือนสิงหาคมนี้ด้วย

ผู้บริหารนู สกินกล่าวถึงทิศทางการเติบโตนู สกินทั่วโลกมาจากการพัฒนานวัตกรรมกลุ่มเอจล็อกและเปิดตัวสินค้าไลน์ใหม่ ๆ รวมถึงการรีครูตผู้แทนจำหน่ายและอบรมให้มีประสิทธิภาพ และคาดหวังแต่ละประเทศมีผลกำไรเติบโต ซึ่งแผนปี 2563 ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายเป็น 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปีที่ผ่านมามีรายได้ทั่วโลก 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทมีแผนระยะยาวในการรุกธุรกิจขายตรง

โดยมีพันธกิจสำคัญประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ 1.เป็นธุรกิจขายตรงที่พัฒนาตัวแทนขายให้เติบโตขึ้น 2.ใช้นวัตกรรมเอจล็อกขับเคลื่อนธุรกิจ และ 3.ผลักดันอัตรากำไรในแต่ละประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ยอดขายรวมในปี 2012 จะอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 12.8% ต่อเนื่องจากปี 2009 หรือปี 2552 หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกเข้าทำตลาดอย่างเป็นทางการ และเป็นสินค้าหลักมีสัดส่วนยอดขาย 70% และปีนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกเข้าทำตลาดเพิ่มเติมในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม "อาร์สแควร์" และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ "กัลวานิค บอดี้ สปา"


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ข่าวนู สกิน (Nuskin Thailand) คืนชีวิตใหม่สู่หัวใจดวงน้อย สร้าง Nu Skin Children Cardio Ward ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด


กรุงเทพฯ--17 ก.ค.--สยามพีอาร์

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นพ. พีระพัฒน์ มกรพงศ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น สานต่อโครงการพลังแห่งความดี สร้างห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ Nu Skin Children Cardio Ward เพื่อใช้เป็นห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจหลังจากที่ได้เข้ารับการผ่าตัด พร้อมจัดกิจกรรมศิลปะบำบัด 6th Art for Heart by Nu Skin ให้เด็กๆร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบ DIY เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กให้กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ณ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น

ข่าวนู สกิน (Nuskin Thailand) อาเซียนยอดพุ่ง รับ AEC แตกไลน์สินค้าชะลอแก่ "เอจล็อก (ageLOC)"


นู สกิน อาเซียนกอดคอโต สิงคโปร์ขยายตัวมากสุด 52% ไทย 12% ส่วนครึ่งแรกปี 55 สาขาอาเซียนสร้างการเติบโตรวม 72% เดินหน้าชักธงสินค้ากลุ่มชะลอแก่ เอจล็อก ขย่มตลาดลากยาว ตั้งเป้าอีก 8 ปี ยอดขายรวมทั่วโลกแตะ 1.5 แสนล้าน บาท ด้านสาขาไทย ปีนี้ขอโตเพิ่ม 20%


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธาน บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้าง ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยในปี 2554 ที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดของ นู สกิน ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกเติบโต สูงถึง 27% เมื่อเทียบกับปี 2553 และในไตรมาสแรกของปี 2555 นู สกิน ภูมิภาคนี้เติบโตสูงขึ้น 72% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความรู้สึก พึงพอใจมากกับความสำเร็จนี้ ซึ่งสำหรับภูมิภาคนี้เราเคยเห็นตัวเลขความสำเร็จเช่นนี้มาก่อนแล้ว มันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับอนาคตที่สดใสของภูมิภาคนี้


ความสำเร็จของอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากการวางกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์เอจล็อก ที่ตอกย้ำการเป็นผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา ในระดับพรีเมี่ยม และหยิบยื่นโอกาสทาง การตลาดที่ทรงพลังอย่างยิ่งให้กับเหล่า ผู้แทนจำหน่ายของบริษัท โดยในงานประชุม Nu Generation Regional Convention นู สกิน ยังได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม เอจล็อก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ สแควร์ (R2) และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ กัลวานิค บอดี้ สปา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความชราโดยเฉพาะ ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับนู สกิน ทั่วโลกมาแล้ว ด้วยยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี มร.ทรูแมน ยังได้กล่าวถึงตัวเลขการเติบโตของบริษัทในสาขาอาเซียนว่า ในปีที่ผ่านมา สาขาในมาเลเซีย โต 30%, อินโดนีเซีย โต 42%, ฟิลิปปินส์ 19%, สิงคโปร์ 52%, บรูไน 18% และไทย 12%


โดยบริษัทได้วางเป้าหมายว่า ในปี 2020 หรืออีกประมาณ 8 ปีข้างหน้า บริษัท จะต้องทำยอดขายจากทั่วโลกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 แสนล้านบาท อีกทั้งจะต้องมีนักธุรกิจที่ติดทำเนียบเงินล้าน 2.5 พันคน โดยจะเน้นการทำงานไปที่ 3 ส่วนหลักคือ 1.ผลักดันสินค้ากลุ่ม เอจล็อก ให้เป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท 2.ขยายไลน์สินค้ากลุ่ม เอจล็อก และ 3.ขยายยอดสมาชิกนักธุรกิจของบริษัท ซึ่งทาง นู สกิน มีความมั่นใจว่า หาก 3 ส่วน นี้ ขยายได้ตามเป้า ก็จะทำให้เป้าหมายของ บริษัทปี 2020 เกิดขึ้นจริง


ด้านนางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธานภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส เผยว่า แนวโน้มการตลาดได้สอดคล้องกับ ผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อต้านความชราที่เราคิดค้น ขึ้นมา และเราดีใจกับการตอบรับของผู้แทน จำหน่ายและผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดนี้ โดยนับตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกตัวแรกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ กลุ่มต่อต้านความชราสามารถสร้างความสำเร็จให้กับนู สกิน ทั่วโลก


โดยดร.โจเซฟ แชง หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์และรองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า วิทยาการเอจล็อก ต้องการไปแก้ปัญหาความเสื่อมชราของผู้คนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสถิติยอดขายก็ช่วยพิสูจน์แล้วว่าผู้บริโภคประทับใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราเชื่อว่าเราจะค้นคว้าเกี่ยวกับศักยภาพของวิทยาการ เอจล็อกได้อีกไกล สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่เราถือว่าเป็นระดับซูเปอร์คลาสของผลิตภัณฑ์ต่อความเสื่อมชรา ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร


นอกจากนี้ ภายในงานประชุม บริษัท ยังได้ประกาศเปิดการดำเนินงานของนู สกิน สาขาใหม่ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งนับเป็นตลาดที่ 53 ของ นู สกิน ทั่วโลก ซึ่งการเปิดตลาดใหม่นี้จะเป็นการช่วยผลักดันโอกาส ทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้คนในภูมิภาคนี้


ด้านนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทางสาขาในประเทศไทย จะได้รับสินค้าใหม่นี้เข้ามาจำหน่ายเพียง 2 หมื่นเซ็ตเท่านั้นในช่วงแรก เนื่องจากออเดอร์ทั่วโลกมีมาก และผลิตไม่ทัน โดยการเปิดตัวในไทยจะทำ อย่างเป็นทางการในปีหน้า


โดยในส่วนยอดขายของบริษัทในไทย กว่า 70% เป็นของกลุ่มสินค้าเอจล็อก ซึ่งถือเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ซึ่งในส่วนของยอดขายของบริษัทสาขาไทยที่ได้ตั้งเป้าไว้คือ 20% ในการเติบโต โดยในปีที่ผ่านมาโตอยู่ที่ 12% ปิดที่ 2.2 พันล้านบาท สำหรับยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทสาขาไทยมียอดขายเติบโตที่ 20%


ทั้งนี้ ในงานการประชุมของบริษัท ยังคงมีกิจกรรมเกี่ยวกับการตอบแทนสู่สังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคมาโดยตลอดผ่านโครงการพลังแห่งความดี (Nu Skin Force for Good Foundation) โดยภูมิภาคนี้ได้จัดทำ กองทุนผ่าตัดหัวใจเด็กระดับภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการช่วยชีวิตเด็กด้อยโอกาสที่ป่วยด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ส่งผลให้ในปี 2554 บริษัท สามารถช่วยเด็กให้ได้รับการผ่าตัดถึง 439 ราย ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะช่วยเหลือให้ได้ 1 ชีวิตต่อ 1 วัน หรือ 365 ราย ใน 1 ปี โดยตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2541 กองทุนนี้สามารถช่วยชีวิตเด็กไปแล้วกว่า 4,500 ราย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1322 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง3-8-2012

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว นู สกิน-Nu Skin ตอกยํ้าพลังแห่งความดี หนุนห้องพักฟื้นโรคหัวใจเด็ก


นู สกิน สานต่อโครงการ Force for Good อีกหนึ่งกิจกรรมสรรค์สร้าง ความดีให้แก่สังคม นโยบายหลักของ นู สกิน ที่ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ คนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น ล่าสนับสนุนมูลนิธิผ่าตัดหัวใจเด็กสร้างห้องพักฟื้นผู้ป่วย เด็กโรคหัวใจ รพ.เกษมราษฎร์ นำร่อง ก่อนเดินหน้าขยายโครงการต่อไปในอนาคต

เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก กล่าวว่า โครงการพลังแห่งความดี (Force for Good) เปน็ หนึ่งในภารกิจตอบแทนสังคมของ นู สกิน ทั่วโลก ในการรว่ มสรรค์ สร้างกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ในพื้นที่ที่ นู สกิน เข้าไปดำเนินกิจการอยู่ในแต่ละ ประเทศ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่บริษัทให้ความสำคัญ และถือเป็นปณิธานหลัก ของบริษัท คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับโครงการสร้างห้องพักฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ Nu Skin Children Cardio Ward ถือเป็นการสานต่อความสำเร็จ จากจุดเริ่มต้นในการ ร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร พนักงาน และผู้แทนจำหน่าย นู สกิน ระดับภูมิภาค ได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการผ่าตัดหัวใจเด็กภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Sea Children Heart Fund ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวบริษัทได้ให้ความช่วยเหลือ ผ่าน มูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ประเทศไทย และมูลนิธิ ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ประเทศจีนยังได้นำโครงการดังกล่าวที่ นู สกิน ประเทศไทยทำไปเป็นต้นแบบในการทำโครงการช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา นู สกิน ประเทศไทย ได้สนับสนุน และช่วยเหลือเด็กที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดร่วมกับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการ ผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี ตลอดระยะเวลา 15 ปี โดยบริษัทได้สนับสนุนใน การจัดหาทุนเพื่อซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ ตลอดจนให้ทุนการศึกษาและฝึกอบรม แก่แพทย์และพยาบาล โดยตั้งเป้าหมายในการระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปีละ 5 ล้านบาท ขณะเดียวกัน อัตราการป่วยของเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดได้ เพิ่มสูงขึ้น จำนวนเด็กที่เข้ารับการผ่าตัดจึงมีมากขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาล ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยเด็กได้อย่างเพียงพอ บริษัทจึงสานต่อโครงการด้วยการ สนับสนุนร่วมกับมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี อีกครั้ง โดยล่าสุดได้สนับสนุนโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น ในการสร้าง ห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ ตลอดจนเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการดูแล ผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัด

อย่างไรก็ดี โครงการในการสนับสนุนห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ ถือเป็นโครงการนำร่องแห่งแรกในประเทศไทยที่มีห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ สำหรับ เด็ก ที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดให้ได้ ฟื้นสภาพร่างกายและจิดใจหลังได้ รับการผ่าตัดโดยเฉพาะ ดังนั้น การสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้บริษัทจะยังคง ยืนหยัดในการเป็นองค์การพลังแห่งความดีในการช่วยเหลือสังคม ด้วยความมุ่งมั่น ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น

นพ.พีระพัฒน์ มกรพงศ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อสนับสนุน การผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า จากสถิติประเทศไทย พบ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็กเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยมีเด็ก เกิดใหม่ในจำนวน 1,000 คน พบเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 8-10 คน หรือคิดเป็นอัตราการเกิดต่อปีของประชากรไทยที่มีเด็กเกิดใหม่ประมาณ 7,000-8,000 คนต่อปี ที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่เป็น โรคหัวใจพิการจะมีฐานะยากจน ไม่มีทุนในการผ่าตัด

ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีเด็กที่มีความผิดปกติทางหัวใจรอรับการผ่าตัด ประมาณ 3,000 คน ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการรอรับการผ่าตัด 6 เดือน ถึง 1 ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น ซึ่งบางรายได้เสียชีวิตระหว่างรอรับการผ่าตัด ซึ่งการรักษาต่อคนมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 100,000-200,000 บาท สำหรับการรักษา โรงพยาบาลของรัฐบาล และสูงถึง 1 ล้านบาท ในการรักษาในโรงพยาบาล เอกชน ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิได้รับการสนับสนุนที่ดีจาก บริษัท นู สกินฯ ในการให้ความช่วยเหลือกับมูลนิธิ ไม่ว่าจะเป็นการมอบเงิน ค่ารักษาพยาบาล การซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนการมอบทุนการศึกษา ให้กับแพทย์ในมูลนิธิฯ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาพข่าว: "นู สกิน (Nuskin)" ตอกย้ำคุณภาพ รับเครื่องหมาย "Q-Mark" จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย


กรุงเทพฯ--8 ก.พ.--Siam PR

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงชั้นนำในประเทศไทย โดยนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร เข้ารับเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q-Mark ในด้านภาคการค้าและการบริการจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง (ที่ 3 จากขวา) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นเครื่องการรันตีคุณภาพของบริษัทฯ ที่ได้รางวัลดังกล่าวติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในฐานะที่บริษัทฯ มีการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับและคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักมาโดยตลอด อีกทั้งยังยึดหลักบรรษัทภิบาลในการจัดการที่มีความรับผิดชอบต่อผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งได้ดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และได้รับอนุญาตให้ติดตราสัญลักษณ์ Q-Mark ลงบนฉลากของทุกผลิตภัณฑ์ ณ ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ