ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จบไม่ลง!แนวคิด4สมาคมขายตรง จิรชัยขอเป็นกาวใจเชื่อมต่อสายสัมพันธ์







943251_556722501045849_2088255802_n (Mobile)

 


เปิดศึกทางความคิด 4 สมาคมขายตรงไทย...ล่าสุด สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) เดินหน้าเข้าพบ เลขาธิการฯ สคบ. จิรชัย มูลทองโร่ย ปรึกษาหารือเรื่องการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง...พร้อมสวนกลับ สมาคมการขายตรงไทย ทันควัน การก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ทำได้ ขอให้เข้าใจใหม่...ส่วน ดร.สมชาย นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ย้ำจุดยืนขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย...ด้าน จิรชัย ระบุพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4 สมาคมให้รวมเป็นหนึ่ง แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ระยะเวลา


...เปิดศึกเกมทางความคิดกันแบบจ้าละหวั่น สำหรับ 4 สมาคมขายตรงที่ประกอบด้วย 1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่า การเกิดขึ้นของสมาคมขายตรงทั้ง 4 สมาคมนั้น เมื่อมองดูแล้ว คงต้องบอกว่าเป็นการตกผลึกโครงสร้างทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถึงแม้


นโยบายของทั้ง 4 สมาคมจะมีนโยบายที่คล้ายกันก็คือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโตสู่


สากลนั่นเอง!!


ประเด็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน


บ่มจุดแตกหักรอยร้าวที่ควรแก้ไข


...หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ 4 สมาคมขายตรงแบบชนิดติดขอบสนามแล้วล่ะก็ จะพบว่า ในช่วงที่ผ่านมา การปล่อย ขีปนาวุธทางความคิด ของแต่ละสมาคมนั้น ในเชิงของการโชว์ศักยภาพความพร้อมในหลาย ๆ เรื่องถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้แต่ละสมาคมต่างเกิดความไม่พออกพอใจกันเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก การเริ่มปะทุแนวทางความคิดในเรื่องของการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ได้ออกมาประกาศโชว์ออฟขอเป็นแนวหน้าในการก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน พร้อมกับระบุว่า สมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) นั้น คือ สมาคมเดียวที่มีศักยภาพมากพอในการก่อตั้งสมาพันธ์ดังกล่าวได้


และด้วยประเด็นคำว่า สมาคมการขายตรงไทย นั้น ถือเป็นสมาคมเดียวของไทยที่มีศักยภาพมากพอในการที่จะก่อตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นี่เอง ที่ทำให้เริ่มมีความเคลื่อนของเหล่าสมาคมต่าง ๆ ออกมาให้เห็นกันแบบ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันเลยทีเดียว


...อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ที่มี นิโรธ เจริญประกอบ เป็นนายกสมาคมฯ ก็ได้เดินทางพร้อมสมาชิกในสมาคมเข้าพบกับ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในการปรึกษาหารือในเรื่องของการจัดเตรียมร่างกฎหมายขายตรง ซึ่งถือเป็นอีกนโยบายหลักของทางสมาคมนี้นั่นเอง


โดยเนื้อหาสาระของการหารือในครั้งนั้น ทาง นิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ (TDNA) ก็ได้มีการชี้แจ้งให้กับทางเลขาฯ สคบ. พร้อมกับสื่อมวลชนที่ได้เข้าร่วมประชุมหารือในครั้งนี้ด้วยว่า วันนี้ทางสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงให้ทุกภาคส่วนมีการยอมรับในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งการก่อตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ทางสมาคมฯ มีนโยบายที่จะรณรงค์ให้มีการแก้กฎหมายหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดตั้งสำนักงานกำกับกิจการขายตรง โดยให้แยกธุรกิจตลาดแบบตรงออกไปเป็นกฎหมายอีกฉบับ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลาย ๆ เรื่องที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ให้เสร็จ เป็นต้น พร้อมกับ อยากเห็นธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานที่ดูแลธุรกิจนี้โดยเฉพาะคล้าย ๆ กับธุรกิจประกันที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมด



นิโรธชี้ถอยคำแถลงTDSA


ระบุ!ไม่ใช่สมาคมเดียวที่ดีพอ


ซึ่งนอกเหนือจากในเรื่องของการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายขายตรงแล้วนั้น อีกหนึ่งเรื่องที่ทางด้านนายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้มีการยกขึ้นมาพูดในที่ประชุมครั้งนี้นั่นก็คือ การที่ทางสมาคมการขายตรงไทย หรือ (TDSA) ที่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่ว่า ขอทิ้งน้ำหนักในเรื่องของการรวบรวมสมาคมต่าง ๆ ให้เกิดเป็น สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน นั้น ถือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนกว่า การแก้ไขกฎหมายขายตรง


เรียกว่า การที่ทาง สมาคมการขายตรงไทย ออกมาพูดเช่นนี้ ทำให้ฝั่งทาง นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ถึงกับเลือดขึ้นหูกันเลยทีเดียว พร้อมกับออกมาโต้กลับทันควันด้วยว่า


... วันนี้ทางสมาคมการขายตรงไทยอาจจะมองว่า สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องการที่จะโชว์ออฟในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งทางสมาคมฯ ขอเรียนว่าเราเองไม่เคยพูดว่าสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย จะเป็นผู้ที่เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยลำพังแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของเรา โดยสมาคมอื่น ๆ สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งหากสมาคมไหนมีความคิดที่ดี และทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ก็จะได้นำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อ สคบ.ภายหลังต่อไป เนื่องจากมีทาง สคบ. หน่วยงานเดียวเท่านั้นที่จะมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวกับรัฐบาล และขอบอกว่า จะไม่มีสมาคมไหนที่มีอำนาจตรงนี้แต่อย่างใด...


นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยกล่าวเสริมอีกว่า การที่สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยได้เข้าพบกับทางเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ในครั้งนี้ เพื่อต้องการมาชี้แจ้งทำความเข้าใจว่า ทางสมาคมฯ มีเจตนารมณ์อย่างไร ที่จะเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง และมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ซึ่งในการดำเนินเรื่องดังกล่าวนั้น ก็สุดแต่ทาง สคบ. จะดำเนินการต่อไปในภายหลังต่อไป



จิรชัยพร้อมเชื่อมสัมพันธ์ 4สมาคม


ชี้!เรื่องดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลา


...จากประเด็นในหลาย ๆ เรื่องที่ทาง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย ได้เข้าพบกับทาง จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในครั้งนั้น พบว่า ทางเลขาธิการสคบ. เอง ต่างเล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกับยังได้ขอเป็นกาวใจเชื่อมสายสัมพันธ์ทั้ง 4 สมาคมให้หันหน้าร่วมพูดคุยกันอีกด้วย


สิ่งที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยมีความเข้มแข็งนั่นก็คือ การร่วมมือกันในหลาย ๆ ฝ่าย ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ซึ่งวันนี้หากหลาย ๆ ฝ่ายยังมีแนวคิดที่ไม่ตรงกัน หรือหากมีสมาคมเกิดขึ้นมาใหม่อีก แล้วเราทุกคนจะตอบสังคมได้อย่างไร ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแนวคิดของแต่ละสมาคมค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ตนเองมองว่าทุกอย่างก็ต้องใช้ระยะเวลาเช่นกัน นายจิรชัย กล่าวและว่า พร้อมกันนี้ ทางด้าน จิรชัย ยังได้เผยอีกว่า วันนี้แนวทางการทำงานของสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้มีการแบ่งบัญชีการทำงานไว้ 2 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 คือ บัญชีของผู้ที่ทำธุรกิจอยู่จริงในปัจจุบันที่มีอยู่ 353 บริษัท ซึ่งขณะนี้ก็เริ่มมีเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่มาก ส่วนที่ 2 คือ บัญชีผู้ที่เข้ามาจดทะเบียน แต่ยังไม่มีการรายงานว่า ทำธุรกิจอยู่


นอกจากนี้ เลขาฯ สคบ. ยังกล่าวยอมรับด้วยว่า สิ่งที่หน่วยราชการถูกจำกัดจากทางภาครัฐมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ เรื่องแรกกำลังคนที่ถูกจำกัด เรื่องที่สองงบประมาณที่ถูกจำกัด รวมถึงการถูกจำกัดในเรื่องของการจัดตั้งกรมด้วย โดยทางด้าน สคบ. เอง ก็อยากที่จะเห็นการจัดตั้งกรมในลักษณะดังกล่าวที่คล้าย ๆ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือคปภ. ที่ดูแลธุรกิจประกันทั้งหมดเช่นกัน


วันนี้สิ่งที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาในธุรกิจขายตรงนั่นก็คือ การโฆษณาโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภค ซึ่งทาง สคบ.เอง ก็อยากที่จะให้มีการจัดระเบียบในเรื่องของการโฆษณาด้วยเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมีโฆษณาที่ไม่ค่อยเหมาะสม นอกจากนี้ ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์นั้น ทางสคบ. ยังจะมีการทำต่ออย่างแน่นอน รวมถึงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย และคณะกรรมการขายตรงให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย


เปิดใจนายกส.พัฒนาการขายตรงไทย


ย้ำจุดยืน!ขอส่งเสริมธุรกิจของคนไทย


...เช่นเดียวกับทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ที่มี ดร.สมชาย หัชลีฬหา เป็นนายกสมาคมฯ อยู่ขณะนี้นั้น ก็ได้ออกมาเผยผ่านสื่อในกรณีของการตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ว่า ขณะนี้ตนเองมองว่า การจับมือกับทางสมาคมในเมืองไทยที่มีอยู่เยอะแยะมากมายนั้น น่าที่จะเห็นผลมากกว่าการตั้งสมาพันธ์เสียอีก ที่สำคัญ ยังถือได้ว่าน่าที่จะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ เอง ก็พร้อมที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้เติบโต พร้อมกับต้องการเป็นมิตรกับทุกที่และวันนี้ทางสมาคมฯ เอง ก็ขอที่จะไม่เกี่ยวข้องกับใคร และพร้อมที่จะทำตลาดในไทยรวมถึงส่งเสริมคนไทยด้วย


ดร.สมชาย เผยต่ออีกว่า ในขณะเดียว ภารกิจหลักของ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย นั้น ยังต้องการที่จะพัฒนาองค์กรขายตรงไทยสู่ความเป็นเลิศ พร้อมกับการช่วยเหลือและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นที่ยอมรับในสากลอีกด้วย รวมถึงทางสมาคมฯ เอง ยังจะมีการทำวิจัยเพื่อศึกษาการทำธุรกิจขายตรง เพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตอบสนองความพึงพอใจของผู้ประกอบการให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับภูมิภาคด้วย และรับมือกับการแข่งขันในตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหลังจากที่มีการเปิดเสรีทางการค้าเกิดขึ้น เรื่องของกฎหมายก็น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของความเป็นอินเตอร์มากขึ้นเช่นกัน เพราะฉะนั้นรูปแบบการพัฒนาต้องให้ทันกับสังคมโลกด้วย


นอกจากนี้ อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ของสมาคมฯ ก็คือ การเป็นตัวแทนรับหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยปัญหาต่าง ๆ รวมถึงการสนับสนุนการให้ความรู้แก่สมาชิกในสมาคม เช่น การจัดสัมมนาในเรื่องของหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพการจัดสัมมนากับทางหน่วยงานรัฐบาล เช่น สคบ. บก.ปคบ หรือทาง อย. เป็นต้น พร้อมกับการบูรณาการธุรกิจร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการ ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค


นับได้ว่า การเปิดเกมทางความคิดของทั้ง 4 สมาคมในธุรกิจขายตรงนั้น อาจจะเรียกได้ว่าแต่ละสมาคมต่างออกมาโชว์ออฟสร้างศักยภาพของตัวเองชนิดที่ว่า ไม่มีใคร ยอมใคร กันเลยทีเดียว...ซึ่งก็ต้องมาติดตามกันดูว่า กับทางเส้นขนานที่มองว่าอาจจะมาบรรจบยากนั้น จะสามารถเดินทางมาพบกันได้หรือไม่ ซึ่งวันนี้ก็ยังไม่มีใครคาดเดาได้ แต่หากทั้ง 4 สมาคมสามารถรวมตัวไปในทิศทางเดียวกันได้เมื่อไหร่ เชื่อว่าอุตสาหกรรมขายตรงไทยก็หย่อมเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอน!!


 


 


 


Credit By :http://www.taladvikrao.com

ตลาดคอลลาเจนเดือดพล่าน! ดี เน็ทเวิร์ค-แม็กซ์ เฮลท์ตี้เจอละเมิดลิขสิทธิ์







Capture (Mobile)


ตลาดคอลลาเจน เดือดพล่าน!...หลังพบหลายบริษัทเจอก๊อปปี้สินค้าตัดหน้าเจ้าของสิทธิ์เพียบ..ด้าน ดี เน็ทเวิร์ค ออกโรงแถลงข่าวชี้แจ้งกรณีถูกก๊อปปี้สินค้า ดี-เท็น พร้อมแจงขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเตรียมเอาผิด...ล่าสุดทางด้าน แม็กซ์ เฮลท์ตี้ เจออีกราย เตรียมฟ้องกลับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์สินค้า Maxx Collagen Plus หลังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจและทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งนักธุรกิจและผู้บริโภค


...นับได้ว่า ยุคนี้ พ.ศ.นี้ กระแสของผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้สาว ๆ สวย ใส แบบไม่ต้องใช้เครื่องมือแพทย์อย่าง ผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ค่อนข้างที่จะเป็นที่นิยมของสุภาพสตรีทุกเพศทุกวัยในเมืองไทยอย่างมากทีเดียว เรียกว่าการโหมกระแสของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เริ่มที่จะร้อนแรงแบบทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากมีหลาย ๆ บริษัททั้งค่ายเล็ก กลาง และใหญ่ ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเรื่องของผิวพรรณต่างกระโดดมาร่วมชิงแชร์ ตลาดคอลลาเจน กันอย่างมากมาย


จนวันนี้ ต้องบอกว่า ตลาดคอลลาเจน เริ่มที่จะมีหลาย ๆ ทางเลือก จนผู้บริโภคต่างสับสนว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดีบ้าง ที่สำคัญ จากการแข่งขันที่ดุเดือดในช่วงไม่นานมานี้เอง กับ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจน จนมีบางค่ายที่ประสบความสำเร็จกับการทำตลาดคอลลาเจนและสร้างเม็ดเงินให้กับบริษัทชนิดที่ว่าถล่มทลายกันเลยทีเดียว และจากความแรงนี้เอง ส่งผลให้มีนักธุรกิจจอมปลอมที่หัวใส ได้ใช้กลยุทธ์การทำธุรกิจที่ผิดจรรณยาบรรณ ด้วยการลอกเลียนแบบสินค้าบริษัทที่ค่ายไหนดัง นำมาขายตัดหน้าจนสร้างความเสียหายให้พบเห็นในขณะนี้นั่นเอง!...


...อย่างล่าสุดเมื่อปักษ์ที่ผ่านมา ที่ทางทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้พูดถึงการถูกลอกเลียนแบบสินค้าของ บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ที่เจอพวกหัวใสแอบก๊อปปี้สินค้าที่ชื่อ ดี-เท็น ในช่วงที่ผ่านมานั้น จนทำให้เกิดความเสียหายไปร่วม 4 ล้านบาทด้วยกัน พร้อมกันนี้ ทางค่าย ดี เน็ทเวิร์ค เองก็ได้ออกมาแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว พร้อมโชว์สินค้าที่ถูกลอกเลียนแบบกับสินค้าที่เป็นของจริงผ่านสายตาสื่อมวลชนให้เห็นกันแบบต่อหน้าอีกด้วย


ทั้งนี้ ในส่วนของขั้นตอนการเอาผิดผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เอง อยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป...นับเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องของการก๊อปปี้สินค้าของพวกหัวใสทางธุรกิจอยู่ในขณะนี้


จะเห็นได้ว่า วันนี้เรื่องของสินค้าที่เป็นกระแสโดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์คอลลาเจน ค่อนข้างที่จะมีการถูกดัดแปลงลอกเลียนแบบในเชิงธุรกิจกันอย่างมากมายทีเดียว เหมือนเช่นดั่งค่าย ดี เน็ทเวิร์ค...และล่าสุดความร้อนแรงของ ตลาดคอลลาเจน ก็ได้ปะทุเกิดขึ้นอีกครั้ง!!...เมื่อทางด้าน ประกาสิต เลิศมุกดา หรือ โอ๊ต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย จำกัด ได้ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อขายตรงถึงเรื่องราวของการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในผลิตภัณฑ์แบรนด์ที่ชื่อว่า Maxx Skinn Collagen Plus อีกด้วย


โดยในวันที่ทาง ประกาสิต นั้น ได้เข้ามาเปิดเผยถึงประเด็นดังกล่าวผ่านสื่อนั้น พบว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้มีการเข้าไปบุกจับตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตัวดังกล่าว ที่ถูกแอบอ้างว่าเป็นสินค้าที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย โดยในเรื่องนี้ทาง ประกาสิต เอง ก็ได้ออกมาตอบโต้พร้อมชี้แจ้งว่า ผลิตภัณฑ์ของตัวเองนั้นกระทำถูกต้องทุกอย่างและไม่ได้มีการไปละเมิดลิขสิทธิ์ของใครด้วย ที่สำคัญ บริษัทตนเองยังได้ถูกละเมิดสิทธิ์และถูกลอกเลียนแบบสินค้า Maxx Collagen Plus จากผู้ที่เคยร่วมงานกันมาก่อนด้วย



เปิดบทสัมภาษณ์ประกาสิต


กรณีถูกละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า


...ทั้งนี้ทางด้าน ประกาสิต เลิศมุกดา หรือ โอ๊ต ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย จำกัด ได้ออกมาชี้แจ้งผ่านสื่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า วันนี้สิ่งที่ผมเองค่อนข้างตกใจอย่างมากนั่นก็คือ ทางผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าของผมได้นำเอาตำรวจจำนวนหนึ่งบุกเข้าจับตัวแทนจำหน่ายสินค้าของผม ด้วยข้อหาที่ว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของเขา ทั้ง ๆ ที่ เรานั้นถือเป็นผู้ที่สร้างแบรนด์ตรงนี้ขึ้นมา โดยทางเราได้มีการปรึกษากับทางทนายแล้ว และก็พบว่าทางเรามีหลักฐานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้อความอีเมล์ บทสนทนาบอกเขา รวมถึงการว่าจ้างงาน เป็นต้น


ซึ่งประเด็นที่ว่า มีการดัดแปลงหรือลอกเลียนแบบสินค้าของเรานั่นก็คือ ในเรื่องของชื่อแบรนด์สินค้าที่เรานั้นได้ใช้แบรนด์ที่ชื่อว่า Maxx Collagen Plus มาก่อน แต่ทางด้านฝ่ายที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั่นเขาได้ใช้แบรนด์ที่ชื่อว่า Maxx Collagen Extra Plus โดยได้มีการทำลักษณะของกล่องนั้นเหมือนกัน พร้อมกับมีการดึงรูปภาพบางส่วนมาใช้ด้วย


... ต้องบอกว่า ในช่วงที่ที่ผ่านมาเราเองได้มีการว่าจ้างให้กับทางนายธัญเทพ พู่ประเสริฐศักดิ์ ประธานบริหาร บริษัท วันมอร์ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ผลิตสินค้าให้ พร้อมกับได้มีการสร้างแบรนด์ดังกล่าวร่วมกันมา ซึ่งถือว่าผมกับทางนายธัญเทพได้มีการทำงานร่วมกันด้วยดีเสมอมา แต่ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ผมนั้น ตัดสินใจมาทำกับอีกโรงงานหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าคือ


1. ทางตัวคุณธัญเทพเอง ได้มีการนำเอาสินค้าของผมนั้น ปล่อยหลังโรงงาน และทางผมเองจับได้ว่าเขานั้นกระทำจริง


2. มีการตกลงในสัญญาว่าเขาจะผลิตสินค้าให้กับเรา และจะไม่ผลิตสินค้ามาแข่งขันกับเรา...


ทั้งนี้ ประกาสิต ยังเผยต่ออีกว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้น ต้องบอกว่าผลิตภัณฑ์คอลลาเจนยังถือว่าไม่ดัง โดยผลิตภัณฑ์คอลลาเจนที่มีค่า 10,000 มิลลิกรัม ในช่วงนั้นถือว่าค่อนข้างเยอะแล้ว และผมเองก็ได้มีการขอให้ทางคุณธัญเทพนั้นผลิตสินค้าคอลลาเจนที่มีค่า 25,000 มิลลิกรัม ให้ แต่ผลปรากฏว่ายังไม่มีการดำเนินการเสียที จนสุดท้ายมีแบรนด์สินค้าใหม่ที่ชื่อว่า ยูกิ คอลลาเจน พลัส เกิดขึ้น พร้อมกับมีค่าสูงถึง 30,000 มิลลิกรัมอีกด้วย ต่อมาจึงพบว่า สินค้าตัวดังกล่าวเป็นของทางคุณธัญเทพ เรียกว่าการผลิตสินค้าตรงนี้ ถือเป็นการผิดสัญญาข้อตกลงที่ได้ให้ไว้นั่นเอง


...และจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ทำให้ทางเราจึงขอยุติการทำงานกับทางคุณธัญเทพลง โดยในช่วงนั้นทางเราได้รับความเสียหายจากเรื่องดังกล่าวอย่างมาก เนื่องจากการที่มีการปล่อยของหลังโรงงานนั้น ทำให้ทีมงานของเราทั้งหมดมองว่า ทำไมเจ้าของถึงปล่อยสินค้าหลังโรงงานเสียเอง จนเกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ดี


นอกจากนี้ ในช่วงอีก 2 เดือน ที่จะถึงเวลาแจกโปรโมชั่นรถเบนซ์อี-คลาส คูเป้ 2 คันช่วงนั้น ปรากฏว่าขณะนั้นเหลือเวลาอยู่เพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้นที่จะต้องมีการแจกรถเบนซ์ให้กับผู้ที่ทำโปรโมชั่นได้ และในช่วงนี้เองที่เกิดมีปัญหาในเรื่องของการขายตัดราคากันเกิดขึ้น ที่สำคัญ ทางตัวแทนจำหน่ายยังคิดด้วยว่า ทางเราได้มีการปล่อยสินค้าที่มีการขายตัดราคาออกมา เพื่อไม่ให้เขานั้นสามารถทำยอดถึงเป้า ซึ่งต้องบอกกันตรง ๆว่า เวลานั้นยอดขายของเราค่อนข้างกระทบอย่างมาก เนื่องจากคนที่เคยมาซื้อกับเรา แต่กลับไปซื้อกับอีกฝั่งหนึ่งหมด จนสุดท้ายทางเราไม่อยากที่จะเสียชื่อเสียง จึงได้แจกรถเบนซ์ไปตามที่ได้ประกาศไว้จำนวน 2 คัน


ประกาสิต เผยอีกว่า วันนี้การที่พี่หมอได้ออกผลิต ภัณฑ์ ยูกิคอลลาเจน พลัส มาแข่งขันกับเราด้วยการผิดสัญญานั้น ผมเองค่อนข้างเสียความรู้สึก ผมรับไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่เอาสินค้าของผมไปปล่อยหลังโรงงานก็ถือว่าผิดจรรณยาบรรณแล้ว นอกจากนี้ ยังได้มีการถามผมอีกว่าคอลลาเจนตัว 25,000 มิลลิกรัมมีแล้วนะจะเอาไหม ตรงนี้ยิ่งทำให้ผมเสียความรู้สึกใหญ่ จนล่าสุดผมเองก็ได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ชื่อ Maxx Gluta Collagen Plus ที่มีค่าสูงถึง 35,000 มิลลิกรัมออกมา โดยได้มีการได้รับอนุมัติจากทาง อย.เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับมีการอัดโปรโมชั่นที่แรงด้วย ซึ่งตรงนี้เอง เชื่อว่าน่าที่จะทำให้ทางพี่หมอเองเสียหน้าไปพอสมควรเช่นกัน



ประกาสิตเดินสายประกันตัวแทน


หลังตำรวจบุกจับข้อหาละเมิดสิทธิ์


ซึ่งเหตุการณ์เรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์สินค้าในครั้งนี้นั้น พบว่า ได้มีทางตำรวจเข้าไปบุกจับตัวแทนจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในหลาย ๆ จุดด้วยกัน จนเป็นเหตุให้ทางนายประกาสิตเอง เรียกว่าเดินสายพร้อมประกันตัวให้กับตัวแทนจำหน่ายของตนเองที่ไม่รู้เรื่องอะไรกันเลยในช่วงที่ผ่านมา


พร้อมกันนี้ ทางด้าน ประกาสิต ยังได้เปิดเผยอีกว่า การที่ตำรวจบุกจับร้านค้าในครั้งนี้นั้น หากพูดตามหลักความจริงแล้ว แต่ละร้านค้าต่างก็มีทั้งสินค้าที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าไม่มีร้านไหนที่รู้เกือบ 100% ว่าสินค้าไหนถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย แต่ที่ค่อนข้างเสียความรู้สึกอีกหนึ่งเรื่อง คือ มีการพูดด้วยอีกว่า หากร้านไหนที่มีการขายสินค้าคอลลาเจนที่มีค่า 35,000 มิลลิกรัม จะถูกจับ แต่ถ้ามีค่า 25,000 จะไม่จับ เรียกว่าตรงนี้ถือเป็นการขู่เข็นตัวแทนอย่างมาก ที่สำคัญ ไม่รู้ด้วยว่าตำรวจที่มาจับ ดูแลในเรื่องนี้จริงหรือเปล่า หรือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนก็เป็นได้


อีกเรื่องที่ถือว่ารับไม่ได้นั่นก็คือ คนที่ถูกจับจะต้องมีเงินประกันตัว 50,000 บาท ถ้าหากไม่มีจะโดนขังคุก แต่หากไม่ต้องการติดคุกต้องถ่ายคลิปแล้วบอกว่าผู้บริหารสินค้าดังกล่าวคือ บริษัท แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย จำกัด ที่มีประกาสิต เลิศมุกดา หรือ โอ๊ต เป็นประธานกรรมการบริหาร พร้อมกับให้พูดในคลิปด้วยว่าสินค้าของเรานั้นไม่มีคุณภาพด้วย


ประกาสิต ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ตนเองจะฟ้องกลับสำหรับเรื่องนี้นั่นก็คือ การละเมิดลิขสิทธิ์ในเรื่องของแบรนด์ รวมถึงอาจจะเป็นในเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานโดยมิชอบนั่นเอง!!..


...เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งกรณีที่น่าติดตามดูกันว่า ผลของการละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าตรงนี้จะเป็นเช่นไร ระหว่างทางด้าน ดี เน็ทเวิร์ค และ แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ที่ได้มีการถูกลักลอบดัดแปลงผลิตภัณฑ์คอลลาเจนตรงนี้ขึ้นมา ในขณะเดียวกันเชื่อว่า อีกไม่นานนี้ ก็น่าที่จะการลอกเลียนแบบละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน






Credit By :http://www.taladvikrao.com

"คนคือสินทรัพย์"







diversity_rainbow_people (Mobile)


ธุรกิจต่างๆ จะดำเนินภารกิจหลักให้บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ ได้นั้น ต้องอาศัยบุคลากรหรือ "คน" ที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสมกับงาน คนถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญและมีความจำเป็นมากต่อความ สำเร็จขององค์กร เป็นตัวช่วยในการประสานงานต่างๆ ให้ดำเนินงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ดังนั้น การบริหารคนหรือ "การบริหารทรัพยากรมนุษย์" จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินธุรกิจเพราะบุคลากรเป็นผู้จัดหาและใช้ทรัพยากรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเงิน วัสดุอุปกรณ์และการบริหารจัดการ ตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร ซึ่งถ้าธุรกิจเริ่มต้นด้วยการมีบุคลากรที่ดีมีความสามารถปัจจัยด้านอื่นๆ ก็จะดีตามมาด้วย


"ทรัพยากรมนุษย์ หรือคน" ถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญ ซึ่งธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ จะต้องมีการจัดแบ่งกิจกรรมที่ต้องทำให้เหมาะสมกับบุคคลที่มี ความถนัดในกิจกรรมนั้นๆ โดยการจัดหาและคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความ สามารถในกิจกรรมแต่ละด้าน แล้วมอบอำนาจและความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมให้กับบุคคลเหล่านั้น ตลอดจนมีการควบคุมการทำงานและแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกันภายในองค์กร ดังนั้น ธุรกิจจะต้องมองเห็นถึงความ สำคัญของพนักงานและทีมงาน มีการวางแผนในการจัดโครงสร้างองค์การที่ดี มีนโยบายและแนวทางในการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน


การบริหารคนสำหรับองค์กรธุรกิจ จะเป็นเรื่องการดำเนินงานด้านการสรรหาคัดเลือกให้ได้มาซึ่งสมาชิกและทีมงานที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจ สามารถนำธุรกิจไปสู่ การบรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ โดยต้องอาศัยกระบวนการที่มีนโยบาย และการวางแผนด้านต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนอย่างเหมาะสม ชัดเจน เพื่อหาสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นทีมงานในองค์กรได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอ สามารถใช้ประโยชน์จากบุคลากรเหล่านั้นได้อย่างคุ้มค่าเหมาะสม ตลอดจนมีการพัฒนาและรักษาบุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านั้นให้อยู่กับองค์กรตลอดไป โดยสามารถสรุปลักษณะของการบริหารคนในองค์กรธุรกิจ ได้ดังนี้


1.เป็นกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากสมาชิกของธุรกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร


2.เป็นกิจกรรมที่องค์กรทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดจากการใช้บุคลากร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและการวางแผนของธุรกิจ


3.เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการสรรหา การจูงใจ การพัฒนา และการรักษา บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ให้ดำเนินงานในธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


4.เป็นกิจกรรมการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุคลากรของธุรกิจในด้านต่างๆ



การบริหารคนซึ่งเป็นสินทรัพย์ขององค์กรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ เพราะการบริหารคนที่มีประสิทธิภาพ จะนำมาซึ่งองค์กร ทีมงานและเครือข่ายธุรกิจที่มีศักยภาพ มีความแข็งแกร่ง จะนำองค์กรไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิผล


จุดเริ่มต้นของการบริหารคนสำหรับองค์กรคือ การคัดเลือกสมาชิกที่มีคุณภาพ ซึ่งการสรรหาสมาชิกสำหรับองค์กรอาจเริ่มต้นจากคนรู้จัก ญาติสนิท มิตรสหาย โดยคัดเลือกจากมุมมอง ทัศนคติ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่พวกเขาเหล่านั้นมี เมื่อคัดเลือกได้แล้วขั้นต่อไปจะต้องมีการ พัฒนา ฝึกอบรม เพิ่มทักษะให้เกิดการเรียนรู้งานและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎระเบียบหรือวัฒนธรรมองค์กร สร้างความสัมพันธ์และแรงกระตุ้นจูงใจ ในการทำงาน ตลอดจนการติดตามดูแลช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ สมาชิก เพื่อเสริมแรงในการปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ


การบริหารคนของธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับความรักสามัคคี การร่วมมือร่วมใจ สมานกลมเกลียวของสมาชิก และสร้างความจงรักภักดี ให้เกิดขึ้นในองค์กร ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ซึ่งทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายด้วยความแข็งแกร่ง โดยอาศัยการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกหรือพนักงานด้วยกัน ทำให้สมาชิกรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ซึ่งต้องประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร และมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน





Credit By :http://www.siamturakij.com

ข้อเสนอ..สร้างความได้เปรียบ







mRfe2ggMon120224 (Mobile)


สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี ข่าวสารข้อมูลไปถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภครู้และเข้าใจเกี่ยวผลิตภัณฑ์มากขึ้น


สินค้าถูกพัฒนาออกสู่ตลาดด้วยความพยายามในการสร้าง ข้อเสนอ เพื่อมอบคุณค่าของความแตกต่างให้โดนใจกลุ่มผู้บริโภค เป้าหมาย และสร้างความได้เปรียบทางด้านการแข่งขัน สามารถมัดมือมัดใจลูกค้าได้อย่างอยู่หมัด โดยข้อเสนอที่ธุรกิจหรือนักขาย สามารถนำมาสร้างข้อได้เปรียบในการพิชิตใจลูกค้า ได้แก่


1.คุณค่าหรือคุณประโยชน์ที่โดนใจ หมายถึง ข้อเสนอที่จะส่งมอบให้แก่กลุ่มเป้าหมายต้องสามารถแก้ปัญหาหรือตอบสนอง ความพึงพอใจให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ยังไม่มีธุรกิจใดนำเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมาย หรือเป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้ กับกลุ่มเป้าหมาย สามารถทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้บริโภคดีขึ้น มีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งนี้คุณค่าหรือคุณประโยชน์อาจส่งผลสะท้อนต่อราคาสินค้า เพราะ คุณค่าที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น และกลุ่มเป้าหมายก็ต้องรับรู้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป ดังนั้น ธุรกิจต้องพัฒนาคุณค่าหรือคุณประโยชน์ให้สอดคล้องกับความต้องการและ อำนาจซื้อของกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสมให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจ่ายได้และตัดสินใจซื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น


2.ลักษณะที่โดดเด่น เป็นข้อเสนอที่เรามีแต่คู่แข่งไม่มี หรือ มีเหนือกว่าคู่แข่ง อะไรก็ได้ อาจเป็นจุดเล็กๆ น้อยๆ แต่สามารถ สร้างความแตกต่างให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ได้ อาทิ ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใคร หรือการบริการที่แตกต่าง รวดเร็วทันใจ หรือเป็นวิธีการนำเสนอที่เน้นความทันสมัยด้วยช่องทางหรือเทคนิคใหม่ๆ ซึ่งสามารถสื่อสาร บอกกล่าวให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ อย่างชัดเจนและถูกต้อง ลักษณะโดดเด่นด้านต่างๆ เป็นสิ่งที่กระตุ้น ให้กลุ่มเป้าหมายตัดสินใจได้เร็วขึ้น และสามารถนำไปสู่การซื้อเพิ่มขึ้น หรือเกิดการซื้อซ้ำ ตลอดจนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ อันดีระหว่างธุรกิจกับลูกค้า


3.ความเป็นมืออาชีพ เป็นการนำเสนอถึงความรู้ความเชี่ยวชาญของบริษัทหรือบุคลากร มีการพัฒนาองค์กรหรือตนเอง อย่างต่อเนื่อง มีมาตรฐานในการดำเนินงาน เน้นถึงคุณภาพและประสิทธิผลจากการดำเนินงาน อาจนำเสนอในผลงานที่ได้รับรางวัลซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคม ตลอดจนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา หรือการกำหนดเป้าหมายที่สมเหตุสมผลและมีโอกาสความเป็นไปได้สูง การนำเสนอถึงความรู้ความสามารถที่ยอดเยี่ยม ของบุคลากร ซึ่งสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของธุรกิจจะเป็น ตัวบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพ ให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความเชื่อมั่น และยอมรับได้ง่าย


4.ภาพลักษณ์ เป็นข้อเสนอของธุรกิจที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายเกิดทัศนคติที่ดี มีความเชื่อมั่น ศรัทธาต่อองค์กร ได้แก่ การ นำเสนอกิจกรรมที่องค์กรมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับสังคมและ สิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ที่น่าประทับใจสมควรแก่การจดจำสื่อและ สัญลักษณ์ของธุรกิจที่สร้างจุดเด่น สร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ หรืออาจเป็นการนำเสนอในเรื่องของส่วนแบ่งทางการตลาด หรือ ยอดขาย บางครั้งภาพลักษณ์ขององค์กรอาจเป็นสิ่งสะท้อนความ เป็นตัวตนที่แท้จริงของธุรกิจ โดยภาพลักษณ์ของธุรกิจจะรวมถึง ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์หรือบริการและภาพลักษณ์ขององค์กร ทั้งในด้านของตัวบุคลากรและผู้บริหาร


ข้อเสนอที่ธุรกิจนำเสนอให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ ต้องเลือกให้ เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม แล้วนำเสนอด้วยเทคนิคและวิธีการให้น่าสนใจ สอดคล้องกับพฤติกรรมและความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมาย โดยกระบวนการในการนำเสนอข้อเสนอจะต้อง เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ แล้วกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน วิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย หลังจากนั้นก็กำหนดแผนงานในการนำเสนอ แล้วนำเสนอ และขั้นตอนสุดท้าย ต้องประเมินผลว่าจากการนำเสนอข้อเสนอไปได้ผลเป็นเช่นไร อย่างไรบ้าง แล้วการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจก็จะไม่ใช่เรื่อง ยากอีกต่อไป





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวจอยแอนด์คอยน์ (Join &Coin) : J&C ขึ้นแท่นขายตรงอินเตอร์ คว้ารางวัล







p007_1_00 (Mobile)

 


J&C โชว์ศักยภาพขายตรงระดับอินเตอร์ คว้ารางวัลอาเซียนอวอร์ด ด้านการเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยม ณ ประเทศบรูไน ไม่หยุดนิ่งต่อยอดพัฒนาระบบ E-wallet ให้สามารถทำงานได้สะดวก ขึ้น ล่าสุด เตรียมเปิดตัว SMART MLM อย่างเต็มรูปแบบเร็วๆ นี้ หวังดึงคนรุ่นใหม่แห่ร่วมธุรกิจ ด้าน ดร.สมชาย ฟันธงครึ่งแรกยอดโต ตามเป้า มั่นใจสิ้นปีโต 10% แน่นอน ซุ่มเงียบเกี่ยวแขนภาครัฐ ดอดเจรจาดูลู่ทางลงทุนในฟิลิปปินส์ และเวียดนาม


ดร.สมชาย หัชลีฬหาประธานกรรมการบริหารบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (J&C)เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทได้ทุ่มเทและการพัฒนาธุรกิจด้วย นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีตลอดเวลา ทำให้ จอย แอนด์ คอยน์ ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 3 บริษัทของประเทศไทย ประกอบด้วย ซีพี, เดลต้า และ จอย แอนด์ คอยน์ ให้เข้ารับ รางวัลอาเซียนอวอร์ด ด้านการเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยมที่จะจัดขึ้น ณ ประเทศบรูไน นอกจากรางวัลดังกล่าว แล้ว บริษัทยังมีรางวัลอื่นๆ อีกมากมายที่กำลังอยู่ในระหว่าง การรอผลการคัดเลือกให้ไปรับรางวัล ซึ่งเป็นการการันตีถึง ความทุ่มเท และมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง


บริษัทไม่ได้หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ยังได้พัฒนาระบบ E-wallet และ Software ให้มีความสามารถมากยิ่งขึ้นไป อีก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และช่วยให้สมาชิกสามารถ บริหารจัดการกับธุรกิจได้ด้วยตนเอง โดยปัจจุบันบริษัท มีสมาชิกผู้ที่เปิดใช้ E-wallet แล้วกว่า 400 แอคเคาน์ ซึ่ง ทั้ง 400 แอคเคาน์นี้ สมาชิกสามารถบริหารงานได้เองและ สามารถทำงานได้จากที่บ้าน


ระบบ E-wallet และ Software พัฒนาขึ้นมา เพื่อ ช่วยให้นักธุรกิจอิสระได้ทำงานได้ง่ายขึ้น และสามารถทำงานได้ทุกที่ผ่านระบบออนไลน์ ขณะเดียวกันบริษัทยังได้พัฒนา ระบบ Software ต่างๆ และ E-Wallet ให้มีประสิทธิภาพ ในการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โดยระบบ E-Wallet เป็น ตัวช่วยในการทำงาน กล่าวคือ เพียงนักธุรกิจเติมเงินเข้าไป ใน E-Wallet ขั้นต่ำ 10,000 บาท สามารถที่จะสั่งซื้อสินค้า และสั่งจ่ายได้ผ่านทางระบบ E-Wallet ได้ทันที


ดร.สมชาย กล่าวอีกว่า บริษัทยังได้วางแผนที่จะช่วย ให้นักธุรกิจมีความเป็นเจ้าของธุรกิจ จอย แอนด์ คอยน์ มากขึ้นผ่านระบบ SMART MLM โดยนักธุรกิจทุกคนสามารถ บริหารงาน และวิเคราะห์โครงสร้างองค์กรของตนเองได้ ผ่านทางระบบดังกล่าว คาดว่าระบบ SMART MLM จะ สามารถใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่ง เชื่อว่าจะสามารถดึงดูดกลุ่มนักธุรกิจที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ ตั้งแต่ 18-35 ปี เข้ามาใช้งานได้


สำหรับอัตราการเติบโตของ จอย แอนด์ คอยน์ ใน ครึ่งแรกของปี 2556 นั้น ดร.สมชาย กล่าวว่า ยังคงเติบโต เป็นไปตามเป้าหมาย โดยคาดว่าทั้งปีนี้บริษัทจะมีอัตราการ เติบโตอยู่ที่ 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนโครงการ ห้างสะดวกซื้อนั้น ขณะนี้บริษัทได้เริ่มดำเนินการจัดซื้อที่ดิน ตามจังหวัดใหญ่ๆ ไว้แล้วกว่า 20 จังหวัด โดยในแต่ละจังหวัด จะมีพื้นที่ประมาณ 2-3 ไร่ ทุกสาขาจะมีลักษณะอาคาร เป็นแบบกรีนบิวดิ้ง และในอนาคตจะซื้อที่ดินเพื่อขยายสาขา ของห้างสะดวกซื้ออีกแน่นอน


การที่บริษัทได้จัดทำเป็นห้างสะดวกซื้อ เพื่อตอบ- สนองความต้องการของผู้บริโภค และสมาชิกของ จอย แอนด์ คอยน์ ซึ่งภายในห้างสะดวกซื้อจะแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นแรกจะ เป็นที่จำหน่ายสินค้า และชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่สำหรับการจัดฝึก อบรมกับสมาชิก และผู้สนใจ ซึ่งห้างสะดวกซื้อในแต่ละที่ จะเป็นเหมือนศูนย์กระจายสินค้าตามจังหวัดต่างๆ และให้ E-wallet เป็นเหมือนสาขาเล็กๆ สินค้าที่วางจำหน่าย ภายในห้างฯ จะเป็นสินค้าที่อยู่ในความต้องการของผู้บริโภค เป็นหลัก


ด้าน ฐัช หัชลีฬหาผู้ช่วยประธานกรรมการและ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดกล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้ขยายธุรกิจ ไปยังต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย และกัมพูชา ในอนาคต อันใกล้นี้มีวางแผนจะขยายไปยังประเทศต่างๆ เพิ่มมากขึ้น โดยล่าสุดบริษัทจะเข้าไปทำการสำรวจตลาด และเจรจา การค้ากับประเทศฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งการเข้าไป ในประเทศต่างๆ นั้น บริษัทจะร่วมเดินทางเข้าไปกับทาง ภาครัฐบาลในการเข้าไปเจรจาเพื่อหาช่องทางในการเข้าไป ลงทุนในประเทศเหล่านี้


วันนี้ J&C ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำธุรกิจ ขายตรงแบบสะดวกซื้อได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ซึ่งจะ เห็นได้จากในปัจจุบันมีนักธุรกิจอิสระได้ให้ความสนใจเข้ามา ทำธุรกิจใน J&C เป็นจำนวนมาก และนักธุรกิจมีความ หลากหลายของกลุ่มช่วงอายุ โดยมีตั้งแต่อายุ 18-70 ปี ซึ่ง ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกทั้งหมดกว่า 1 ล้านรหัส และมี J&C Shop กว่า 70 สาขาเปิดให้บริการแล้วทั่วประเทศ ทั้งนี้ การ ที่บริษัทได้รับความสนใจจากกลุ่มนักธุรกิจอิสระเป็น อย่างมาก เนื่องจากการที่บริษัทได้สร้างเครื่องมือ และ นวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยให้นักธุรกิจอิสระได้ทำงาน อย่างสะดวกสบาย รวมไปถึงการมีสินค้าที่ครอบคลุมและตรง ต่อความต้องการของนักธุรกิจอิสระและกลุ่มผู้บริโภค ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 8 กลุ่ม รวมกว่า 20,000 รายการ และ ยังมียาน้ำสมุนไพรจีนโหย่งเหิงเป็นสินค้าหลักด้วย


ขณะที่อาสา หัชลีฬหาผู้อำนวยการสถานี เจซี ทีวี และศรัณย์ณัฐฐา หัชลีฬหารองผู้อำนวยการ เจซี ทีวี กล่าวว่า สถานี เจซี ทีวี เป็นสถานีโทรทัศน์ที่ผลิตรายการ และนำเสนอเรื่องราว ข่าวสารต่างๆ ของ จอย แอนด์ คอยน์ ให้แก่สมาชิกได้รับรู้ภายใต้คอนเซ็ปต์ แค่คิดชีวิตก็เปลี่ยน โดยสถานเี จซี ทีวี จะมีรายการให้ไดรั้บชมทั้งหมด 25 รายการ เป็นรายการที่ผลิตให้กับ จอย แอนด์ คอยน์ ได้แก่ The Key Man, JC Special Scoop, JC Travel และท้าลองท้ารวย สามารถรับชมได้ 3 ช่องทาง คือ เคเบิล ทีวี, อินเทอร์เน็ต ทีวี และเว็บไซต์ www.jctv.in.th


โดยในเว็บไซต์ www.jctv.in.th สมาชิกยังสามารถ ที่จะเข้าไปสืบหาข้อมูลของ จอย แอนด์ คอยน์ ได้ ผ่านทาง เว็บไซต์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สถานีเจซี ทีวี ได้ เปิดดำเนินการมากว่า 10 เดือน ได้มีสมาชิก และผู้คนที่ให้ ความสนใจเป็นอย่างมาก รวมถึงยังมีพันธมิตรให้ความ


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวอารากอน เวิลด์ 54 (Aragon World 54) : อารากอน แก้ยอดไม่ขยับ ส่งสินค้าใหม่ปลุกกำลังซื้อ







DSC_0271_resize (Mobile)


อารากอนเวิลด์ 54 แก้เกมขายตรงในไทย ทรงตัว ส่งสินค้าใหม่กลุ่มเกษตร ลงชิงแชร์ตลาด เสริมอาหารพืช ระบุปลายปีจ่อทุ่มงบโฆษณา ดันยอดครึ่งปีหลัง มั่นใจสิ้นปียอดแตะ 300 ล้านบาท ด้าน นพดล นายใหญ่สั่งเร่งยึดหัวหาดขยายตลาด ต่างประเทศ เผยล่าสุดซุ่มเจรจาพาร์ตเนอร์ในพม่า- เวียดนาม-อินโดนีเซีย ปักธงรบตลาดอาเซียน หลังปลื้มในลาว-กัมพูชา-มาเลเซีย-สิงคโปร์ ยอดพุ่งต่อเนื่อง


นพดล กลิ่นบำรุงประธานกรรมการบริษัท อารากอนเวิลด์ 54 จำกัดกล่าวว่า การเติบโตของ อุตสาหกรรมขายตรงในภาพรวมช่วงครึ่งปีแรกของปี 2556 เชื่อว่าจะโตไม่ถึง 7% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะหากดูจาก การเติบโตของแต่ละบริษัทรวมกันเติบโตเพียง 4-5% เท่านั้น เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเกิดการชะลอตัว ขณะที่ ภาพรวมในช่วงครึ่งหลังของปีเชื่อว่ากำลังซื้อน่าจะเริ่ม กลับมา เนื่องจากเป็นฤดูกาลใช้จ่ายของประชาชน และ เชื่อว่าทุกบริษัทน่าจะมีกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขายออกมา ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ


ขณะที่อัตราการเติบโตของ อารากอนเวิลด์ 54 ใน ครึ่งแรกของปี 2556 เติบโตอยู่ในระดับที่ทรงตัว เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว ประกอบกับในช่วงต้นปี 2556 ที่ผ่านมา บริษัทได้มีการปรับ โครงสร้างภายใน เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการแข่งขันใน ปัจจุบัน รวมถึงได้เกิดสภาวะผู้นำไม่นิ่งโดยมีการย้ายค่ายบ่อย จึงทำให้ยอดขายเกิดการทรงตัว


กลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง เราได้เพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มทางการ เกษตร ภายใต้ชื่อ Super Glow 4 in 1 เข้ามาทำตลาดเพิ่ม หลังจากที่เราได้ทดลองทำตลาดมาได้สักระยะปรากฏว่าได้ รับการตอบรับดีมาก เพราะผลิตภัณฑ์ของเราสามารถใช้ ควบคู่กับปุ๋ยเคมีได้ ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่ม ผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจะมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 30% ของยอดขายรวม


นพดล กล่าวอีกว่า นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ดังกล่าวเพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายแล้ว บริษัทยังได้ วางแผนที่จะการทำตลาดผ่านทางสื่อต่างๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ผ่านทางเคเบิล ทีวี, วิทยุชุมชน และสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นต้น เพื่อ ช่วยส่งเสริมให้นักธุรกิจสามารถออกไปขยายตลาดได้ง่ายขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด คาดว่าภายใน ปลายปีนี้น่าจะเริ่มลงสื่อต่างๆ ได้พร้อมกัน


ตอนนี้เรามีจำนวนสมาชิกทั้งหมดประมาณ 80,000 รหัส คิดเป็นจำนวนที่เคลื่อนไหว (Active) 10% ของยอด ทั้งหมด ซึ่งฐานตลาดหลักของเราจะอยู่ที่ภาคอีสาน, ใต้, กรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ศูนย์สาขามีทั้งหมด 16 แห่ง ซึ่งปีนี้เราไม่มีนโยบายจะเปิดศูนย์สาขาเพิ่ม แต่จะเน้นในเรื่อง ของการเปิดศูนย์โมบาย และเซ็นเตอร์ที่สมาชิกเปิดเองแทน เพราะทำให้ดูแลง่าย และเข้าถึงตรงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน กว่า


สำหรับนโยบายในการรุกตลาดต่างประเทศนั้น นพดล กล่าวว่า บริษัทได้ให้ความสำคัญในการขยายตลาด ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน โดย ปัจจุบันบริษัทได้ขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศแล้ว ประมาณ 4-5 ประเทศ อาทิ สปป.ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย และสิงคโปร์ นอกจากนั้นบริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับ พาร์ตเนอร์ในการเข้าไปขยายตลาดที่พม่า และเวียดนาม คาดว่าไม่เกินเดือนสิงหาคมนี้น่าจะได้ข้อสรุป ขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสนใจที่จะเข้าไปขยายตลาดในอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่ และมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง โดย บริษัทคาดว่าภายในปี 2558 น่าจะสามารถเข้าไปเปิดตลาด ในประเทศกลุ่มอาเซียนได้เกือบครบทุกประเทศ


นโยบายการบุกตลาดต่างประเทศของอารากอน เราจะเน้นการลงทุนเองทั้งหมด เพราะง่ายต่อการบริหาร จัดการ แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ได้ปิดประตูหากจะมีพาร์ตเนอร์ ให้ความสนใจเข้ามาร่วมลงทุนด้วย เพราะการลงทุน ในการเปิดสาขาในต่างประเทศต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อสาขา ดังนั้น หากจะมีนักลงทุนเข้ามา ร่วมด้วยก็ยินดี อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดใน ต่างประเทศถือว่ามีแนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะตลาดใน กัมพูชาที่เติบโตสูงมาก ซึ่งปัจจุบันในกัมพูชามียอดขาย คิดเป็นสัดส่วน 10-15% ของยอดรวมทั้งหมด ซึ่งเรา เชื่อว่าสิ้นปีนี้ยอดขายจากต่างประเทศจะอยู่ที่ 50% ของ ยอดขายรวม 300 ล้านบาท





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556

สคบ. ปูพรมแก้ ก.ม. ขายตรงไทย ผุดรหัส GS1 หวังจัดระเบียบสินค้า







934667_544129798971786_1677995795_n (Mobile)


สมาคม TDNA ฟิตจัด ตบเท้าพบเลขา สคบ. ยื่นหนังสือเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรง ไทย ที่ยืดเยื้อมานาน เลขา สคบ. รับเห็นด้วย กับการเสนอแยกหน่วยงานขายตรงเป็น เอกเทศ พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ไทยอย่างเป็นระบบ เล็งเชิญ 4 สมาคม ขายตรงไทยหาทางออกร่วมกัน ระบุ วาระ สำคัญของการพบ เพื่อถามสารทุกข์ แนวทาง การรับมือตลาดอาเซียน และการจัดตั้งรหัส สินค้า GS1 ที่ปัจจุบันมีการใช้กันทั่วโลก ส่วนการแก้ไขกฎหมายเตรียมเดินสาย เพื่อถกปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง


ภายหลังการจัดตั้งสมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA ที่ นำโดย นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งเป็น นายกสมาคมฯ ไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมดังกล่าวก็ได้ ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ปี 2545 ที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่ง ความคืบหน้าล่าสุด นายกสมาคม TDNA ได้เข้าพบ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการ เดินหน้าเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สำหรับประเด็นหลักที่สมาคม TDNA เสนอให้มีการ แก้ไขกฎหมาย คือ 1.การเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานโดยมีฐานะ เทียบเท่ากรม มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. 2.เสนอให้เพิ่มนิยามคำว่าขายตรงให้ครอบคลุมธุรกิจ เครือข่าย 3.การเสนอให้จัดตั้งกองทุนขายตรง โดยมี คณะกรรมการบริหารกองทุน หากเกิดปัญหากับผู้บริโภค จะได้นำเงินดังกล่าวมาเยียวยาความเสียหายได้ รวมถึง ประเด็นการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระ เป็นต้น


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวในที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับประเด็น การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยว่า สคบ. จะมีการพบปะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อหาทางออกสำหรับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สิ่งที่ สคบ. ต้องทำคือ การตรวจสอบอีกครั้งว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่จะแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีข้อใดบ้าง หลังจากนั้นจะมีต้องพิจารณาอีกว่าการแก้ไขกฎหมายนั้น ควรจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด เพราะการแก้ไขกฎหมายนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี อีกทั้งยังต้องทำประชาพิจารณ์ไปยัง วงกว้างกับประเด็นการจัดตั้งหน่วยงานขายตรงให้เป็น เหมือนหน่วยงาน คปภ. นั้น จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ สคบ. จะเข้าพบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกด้วย เพื่อเป็นการรับฟังความ ความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายในวงกว้าง


จิรชัย กล่าวต่อว่า เร็วๆ นี้ สคบ. จะเป็นเจ้าภาพ ในการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้าพบปะพูดคุยเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยสาระสำคัญของการพบปะ จะเป็นการซักถามปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการทำธุรกิจ รวมถึงการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการเตรียม แผนรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียนในปี 2558 และการ พูดคุยกับผู้ประกอบการเรื่องการทำรหัสสินค้า GS1 ซึ่งเป็น รหัสสากล ที่มีการใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน


นอกจากประเด็นการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยแล้ว สคบ. ยังเดินหน้าผลักดันการจัดระเบียบธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย หลังเข้ารับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อ ปีที่ผ่านมา ที่ต้องการจัดระเบียบข้อมูลสินค้า หรือที่เรียกว่า มาตรฐานรหัสสากล GS1 ซึ่งเป็นรหัสสินค้าสากล 13 หลัก และการจัดระเบียบผู้ประกอบการ ที่ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้มี การแยกประเภทบัญชีของผู้ประกอบการขายตรงจำนวน 353 บริษัท ให้เป็นบัญชี ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ยังดำเนิน ธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน และบัญชี ข. คือ ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนกับ สคบ. แต่ไม่มีการรายงายความเคลื่อนไหวใน การทำธุรกิจให้ สคบ. รับทราบแต่อย่างใด รวมถึงการจัด ระเบียบด้านการโฆษณาสินค้า หากเกิดความเสียหายจาก การโฆษณา จากนี้ไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน


เดิม สคบ. ตั้งเป้าจะจัดทำฐานข้อมูลสินค้าของ แต่ละบริษัท ต่อมาได้มีการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโด- นีเซีย เกี่ยวกับการเปิดตลาดอาเซียน และจากการประชุม ร่วมกัน ผู้นำบาหลีได้จุดประกายเรื่องการจัดทำรหัสสากล เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็ใช้กันอยู่แล้ว และจากนี้ไปก็มีจะมีการ ซักซ้อมความเข้าใจกับบริษัททั้งหมด ส่วนโลโก้ สคบ. ที่จะ มอบให้ผู้ประกอบการ ก็จะมีการทำต่อไปเพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 อันนี้ก็เพื่อเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เบื้องต้นการจัดทำรหัสสากล GS1 จะเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการ โดย สคบ. จะไม่บังคับ แต่จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อีกครั้ง และต่อจากนี้ไป สคบ. ก็จะมีการเตรียมแผนการจัด ทำฐานข้อมูลการจ่ายผลตอบแทนต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบปะพูดคุยระหว่าง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย กับ สคบ. เป็นไปด้วยดี ซึ่งการร่างเพื่อแก้กฎหมายขายตรงไทยฉบับปี 2545 นั้น จะมีความชัดเจนอีกครั้งประมาณปลายปี 2556 เนื่องจาก สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องรอผลงานวิจัยภาพ รวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย จาก อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เพื่อนำ มาประกอบเป็นข้อมูลในวงกว้างเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ไทย ก่อนที่จะมีการพูดคุยและเสนอให้รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


ข่าว โมนาวี (Monavie) : โมนาวี ยันไม่ถอนหุ้นหนีไทยปูทางขึ้นแถวหน้าเอเชีย







phil_welch_sm_0 (Mobile)


โมนาวี รื้อผังโครงสร้างบริหารใหม่ ตั้ง Mauricio Bellora นั่งควบ 2 ตำแหน่ง ประธานกรรมการ-CEO คุมทั่วโลก หวังก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทขายตรงระดับแถวหน้า ของโลก ด้าน ฟิล เวลช์ ลั่น! อีก 3-5 ปี ปั้นตลาด เอเชียมียอดขาย 40-50% ติดอันดับต้นของโลก การันตีบริษัทแม่หนุนไทย 100% กลบกระแส ข่าวลบถอนหุ้นหนี โปรยยาหอมไทยเป็นตลาด ที่มีศักยภาพ เตรียมดันให้ก้าวขึ้นมาติดแถวหน้า ของเอเชีย

ฟิล เวลช์ ประธานกรรมการประจำ ภูมิภาคเอเชียเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โมนาวี สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โมนาวีได้ทำการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใน ใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทได้ แต่งตั้ง Mauricio Bellora เข้ามานั่งในตำแหน่ง ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร (CEO) และ Walter Noot ประธานบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ(COO) โดยทั้ง 2 ท่าน จะเข้ามาดูแลในการ ทำตลาดของโมนาวีทั่วโลก พร้อมทั้งได้แต่งตั้งประธาน กรรมการประจำภูมิภาคอีก 10 คน เพื่อให้เข้ามาดูแลตลาด ตามภูมิภาคต่างๆ ของโมนาวี โดยตน (ฟิล เวลช์) ที่จะเข้ามา ดูแลตลาดโมนาวีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นจีน, ไต้หวัน และฮ่องกง ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างการบริหารงาน ภายในในครั้งนี้ จะทำให้โมนาวีมีอัตราการเติบโตแบบมั่นคง และยั่งยืน โดยเฉพาะการได้ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ใน ธุรกิจขายตรงอย่าง Mauri Cio Bellora เข้ามาดูแลตลาด ทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้โมนาวีเติบโตบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ การก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทขายตรงระดับโลกได้

โมนาวีเมื่อ 3 ปีก่อน กับปีนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจาก การได้เรียนรู้ความผิดพลาดในการทำตลาดช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้ และปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้อง กับตลาดแต่ละพื้นที่ ซึ่งจุดแข็งของเรา คือ การมีผลิตภัณฑ์ ที่ดีมีคุณภาพ และส่งต่อไปให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก แต่เรา ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องอาศัยนักธุรกิจเข้ามาช่วย ในการขยายตลาดออกไป และต้องทำงานกันเป็นทีม ดังนั้น ภาพจากนี้ไปจึงทำให้โมนาวีไม่เหมือน และต่างจากบริษัท อื่นๆ ทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เราจะมีการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่วัตถุประสงค์ของเราไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ การทำให้ผู้คนมีความสุข และมีสุขภาพที่ดี

ฟิล เวลช์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการตัดรหัส สมาชิกระดับสูงในยุโรป และญี่ปุ่น ว่าสาเหตุของการตัดรหัส สมาชิกของผู้นำระดับสูง มาจากผู้นำเหล่านี้ได้นำสินค้าจาก การปิดตำแหน่งไปขายตัดราคา ซึ่งบริษัทได้มีการสืบทราบว่า ผิดจริง ประกอบกับนโยบายของบริษัทระบุชัดเจนว่า หากมี สมาชิกนำสินค้าไปขายตัดราคา บริษัทจำเป็นที่จะต้องตัด รหัสสมาชิก โดยในกรณีที่ประเทศโปแลนด์มีผู้นำระดับรอยัล แบล็กไดมอนด์ ได้นำสินค้าไปขายตัดราคาที่ประเทศรัสเซีย ส่วนที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำระดับบลู ไดมอนด์ ได้นำสินค้าไปขายตัด ราคา ซึ่งทางบริษัทก็ได้ทำการตัดรหัสสมาชิกเป็นที่เรียบร้อย แล้ว

สำหรับภาพรวมของโมนาวีในตลาดเอเชียแปซิฟิกนั้น ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก โดยมีอัตราการเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่ เกาหลีใต้ รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศที่มียอดขายสูงสุดเป็น อันดับ 1-5 ได้แก่ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และไทย ตามลำดับ โดยในส่วนของออสเตรเลียกับเกาหลีใต้ จะสลับกันขึ้นเป็นอันดับ 3 และ 4 อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ภายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดเอเชียจะมียอดขายเติบโต เป็นอันดับ 1 ของโมนาวี โดยคิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของ ยอดขายรวมทั่วโลก

ส่วนนโยบายในการรุกตลาดในประเทศไทยนั้น ฟิล เวลช์ กล่าวยืนยันว่า บริษัทแม่ยังคงให้การสนับสนุนที่จะทำ ธุรกิจในไทยเต็ม 100% และไม่มีแผนที่จะปิดบริษัทในไทย อย่างแน่นอน แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวลบๆ ออกมาอย่าง ต่อเนื่องก็ตาม ซึ่งการที่ตนได้เข้ามาดูแลตลาดในไทยถือว่า เป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเป้าหมายของบริษัทแม่ คือ ต้องการให้ไทยเป็นตลาดที่เติบโตต่อไปในระยะยาว โดย นโยบายของบริษัทจะสร้างฐานผู้บริโภคเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างยั่งยืน ในอนาคตบริษัทเตรียมจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพียง 6 รายการเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อต้องการสร้างฐานตลาดผู้บริโภค อย่างแท้จริง เพราะในช่วงที่ผ่านมาการทำตลาดในไทย นักธุรกิจส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องการขยายธุรกิจเป็นหลัก

ในช่วงที่ผ่านมาแม้ผมจะไม่ได้เข้ามาดูแลตลาดใน ไทยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น แต่ก็พอทราบว่ามีความผิดพลาด อะไรอยู่บ้าง เช่น การยื่นขอเลขที่ อย. ที่ใช้เวลานานเกิน ไป และเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่จากนี้ไปเชื่อว่าจะเริ่ม ดีขึ้น เพราะเราจะนำบทเรียนต่างๆ เหล่านั้นมาปรับใช้ โดยผมเริ่มเข้ามาดูตลาดในไทยตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 ที่ผ่านมา และได้เห็นการเติบโตในไทย ซึ่งส่วนตัวมองว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก โดยปัจจุบันมีสัดส่วน ยอดขายคิดเป็นอันดับ 5 ของเอเชีย ทั้งที่เป็นประเทศ ที่โมนาวีเข้ามาเปิดตลาดใหม่ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผม เชื่อว่าตลาดในไทยไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอน แต่ จะต้องเติบโตต่อไปอาจจะก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของ เอเชียในอนาคตอันใกล้นี้






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556



สุมิตร กู้ มิลค์กี้เวย์ ดิ่งเหว ดึงทุนใหม่ร่วมบริหารฮึดสู้อีกยก







Milkyway-1-Mobile (Mobile)


มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ สุดทนหลังโดนมรสุมเล่นงานจนอ่วม ตั้งโต๊ะแถลงสยบ ข่าวปิดบริษัทหนี สุมิตร ใจป้ำกัดฟันแบ่งหุ้น 40% ให้กลุ่มทุนใหม่ในเครือข่าย นายพล คนขอนแก่น ประกาศรื้อผังโครงสร้างทีมบริหารทั้งกระบิ พร้อมเปลี่ยน ชื่อใหม่เป็น เบสท์ มีไลฟ์ อ้างป้องกันการสับสนและเข้าใจผิด ด้าน สุมิตร ยอมรับแบรนด์นายพล กู้ชีวิต เผยแค่เดือนแรกคนแห่ร่วมธุรกิจดันยอดเกือบ 100 ล้านบาท ฟุ้งปี 57 รายได้แตะพันล้าน เหตุองค์ประกอบลงตัว


ตลอดระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมา บริษัทขายตรงสัญชาติไทยอย่าง มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดนมรสุมเล่นงาน อย่างหนักหน่วง ทั้งจากปัญหาภายใน ที่ทะเลาะกันเองระหว่างอดีตภรรยา จน กระทั่งทั้ง 2 ฝ่าย ต้องประกาศแยกทางกันเดินอย่างไม่เหลือเยื่อใย แต่ด้วยได้รับเสียง เชียร์จากคนรอบข้าง บวกกับศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ ของทั้ง 2 ฝ่าย จึงใส่เกียร์เดินหน้าเปิดศึก ใส่กันอย่างต่อเนื่อง หวังแย่งชิงแบรนด์ มิ้ลค์กี้ เวย์ มาเป็นของตน จนกลายมาเป็น ศึก 2 ก๊กแห่ง มิ้ลค์กี้ เวย์โดยแบ่งออกเป็น มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค (ฝ่ายอดีตภรรยา) และ มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ฯ (ฝ่ายอดีตสามี)


จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความมึนงง!!! ปน คำสงสัยว่าของเหล่าบรรดาแม่ทีมและสมาชิกว่า เหตุใดทั้ง 2 จึงต้องมาแย่งชิงแบรนด์กันเอง ทั้งๆ ที่ทะเลาะกันไปก็ไม่ได้ ทำให้อะไรดีขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น ทั้ง 2 ฝ่าย ยังได้ยื่นฟ้อง- ร้องกรณีการได้รับสิทธิ์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชาย จนกระทั่งศาลมี คำพิจารณาให้ มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค เป็นฝ่ายชนะ และได้รับ สิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไป ขณะที่ข้างบน กำลังซัดกันนัวเนียอยู่นั้น ข้างล่างระหว่างสมาชิกกับสมาชิก กันเองก็ปล่อยข่าวโจมตีกันอย่างเมามัน บ้างก็ปล่อยข่าวว่า มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ จะปิดบริษัท บ้างก็ปล่อย มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค ไปไม่รอดแล้ว จนไม่แน่ใจว่าข่าวไหนจริง ข่าวไหน ลวง กระทั่งเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา สุมิตร วชโรดมทรัพย์ พร้อมกับทีมผู้บริหารชุดใหม่ได้ออกมาตั้งโต๊ะ แถลงข่าวเปิดใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน


โดย สุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบสท์ มีไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือน ที่ผ่านมามีกระแสข่าวลบๆ เกี่ยวกับ บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจาก ที่บริษัทมีความชัดเจนเกี่ยวกับทีมผู้บริหารชุดใหม่ จึงได้ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวทีมผู้บริหารชุดใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งได้ทำการรีแบรนตั้งชื่อบริษัทใหม่ จาก มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาเป็น บริษัท เบสท์ มีไลฟ์ จำกัด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความสับสนทางธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบัน มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ มีทีมผู้บริหารใหม่ที่ชัดเจน และบริษัทยังคงที่จะ ดำเนินกิจการต่อเนื่อง ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งการรีแบรน- ดิ้งใหม่ในครั้งนี้ หลังจากก่อนหน้านี้มีการแอบอ้างชื่อ มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ แล้ว ทำให้เกิดความเสียหายพอสมควร ทีมผู้บริหาร จึงตัดสินใจ เพื่อป้องกันความเสี่ยง และไม่ต้องการให้เกิดความ สับสนในชื่อ มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ จึงตัดสินใจเลิกใช้ชื่อนี้อีกต่อไป


ส่วนโครงสร้างทีมงานผู้บริหารชุดใหม่ ตน (สุมิตร) ยัง คงนั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริหารต่อไป โดยจะดูแล ในส่วนของการกำหนดนโยบายการบริหารทั้งหมดของบริษัท นอกจากนี้ยังมีรองประธานกรรมการบริหารอย่าง อาจารย์ภูริ เข้ามาร่วมในการบริหารงานภายใน พร้อมทั้งได้ เอกวรัญญู เข้ามานั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ, ผู้อำนวยการฝ่ายการ ตลาด ธนภาค ขณะเดียวกันก็ยังมีทีมผู้บริหารชุดใหญ่ที่ได้รับ การตอบรับแล้ว รอเพียงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น ในเรื่องของระบบต่างๆ ซึ่งวันนี้ได้ตอบโจทย์ให้กับผู้คน ที่ต้องการจะเข้าสู่ธุรกิจกับ เบสท์ มีไลฟ์ ว่า บริษัทมีความ พร้อมทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการได้รับเกียรติจาก อาจารย์ รัชเขต วีสเพ็ญ แห่งสภาโจ๊กเข้ามาร่วมในการจัดตั้งสโมสร อะคาเดมี่ เบสท์ มีไลฟ์ เพื่อสร้างผู้นำในระบบเครือข่าย เพื่อ ออกไปสู่ตลาด และขยายตลาดออกไป


หลายคนอาจจะสงสัยว่าที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ อะไรบ้าง แต่วันนี้ผมเชื่อว่าทุกอย่างได้จูน และปรับความ เข้าใจกันหมดแล้ว ก่อนหน้านี้ผมได้ไปขอคำแนะนำจากผู้ที่ ประสบความสำเร็จในธุรกิจท่านหนึ่ง (นายพล คนขอนแก่น) ท่านจึงได้ส่งทีมผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถในการทำ ธุรกิจ ซึ่งทีมผู้บริหารเหล่านี้มีความชัดเจนในการสร้างระบบ อย่างเป็นรูปธรรม ผมเชื่อว่า บริษัท เบสท์ มีไลฟ์ฯ จะเติบโต อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้นำที่เราสร้างขึ้นมายังคงอยู่กับเราเกือบ ทั้งหมด และมีการขยายงานอย่างต่อเนื่อง โดยยอดการเติบโต จากเดือนที่แล้วมาจนถึงปัจจุบันเติบโตถึง 200% ดังนั้น เราเชื่อมั่นว่าหลังจากที่ทุกคนเริ่มเห็นความชัดเจนของบริษัท จะทำให้ เบสท์ มีไลฟ์ เติบโตอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน


ขณะที่โครงสร้างการถือหุ้นก็มีการเปลี่ยนแปลง เล็กน้อย เนื่องจากทีมผู้บริหารใหม่ที่เข้ามา ผมต้องการที่จะ ผูกมัดในการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่อยากให้มองแค่มาทำงาน กินเงินเดือน จึงได้แบ่งหุ้นบางส่วนให้กับทีมผู้บริหารชุดใหม่ โดยสัดส่วนการถือหุ้นเกินกว่า 60% ยังคงอยู่ในมือของผม อย่างไรก็ตาม ส่วนที่ก่อนหน้าที่มีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มทุน จะเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของ มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์ นั้น ใน ช่วงแรกมีให้ความสนใจอยู่หลายราย แต่ด้วยโครงสร้างที่ใหญ่ และต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เนื่องจากเรามีการลงทุนอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มทุนเหล่านั้นยกเลิกแนวคิดการเทคโอเวอร์ กิจการไป


เราได้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เพิ่งจะลงทุน เปิดศูนย์สาขา 2 แห่ง ได้แก่ นราธิวาส และลำพูน ดังนั้น คนที่จะเข้ามาลงทุนด้วยจำเป็นที่จะต้องมีศักยภาพจริงๆ กล่าวคือ ในธุรกิจถือเป็นเรื่องธรรมชาติที่คนที่เป็นนักลงทุน จะต้องมองหาบริษัทที่ดีที่อยากจะมาลงทุนร่วมเราก็ไม่ได้ ปิดกั้น เพียงแต่ว่าหุ้นส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในมือของผม อาจจะมี แบ่งหุ้นบางส่วนให้กับทีมผู้บริหารที่เข้ามาร่วมบริหารด้วย เพื่อจูงใจ และรักบริษัท และเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันเรา มีแบ่งหุ้นออกเป็น 2 กลุ่ม


ส่วนโครงสร้างแผนการจ่ายผลตอบแทนนั้น บริษัท ยังคงใช้รูปแบบเดิมเกือบทั้งหมด แต่ได้ปรับให้ดีขึ้น โดยบริษัท ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษในช่วงนี้ โดยได้เพิ่มในส่วนของรายได้ ของทีมอ่อนเป็น 30% ทีมแข็งเป็น 15% และโบนัสสปอน- เซอร์เพิ่ม ซึ่งเชื่อว่าแผนการจ่ายผลตอบแทนเราน่าจะเป็น บริษัทเดียวที่จ่ายสูงที่สุดในขณะนี้ ส่วนในเรื่องของสินค้า บริษัทได้จับมือกับตัวแทนจำหน่ายสินค้าของ นายพล คนขอนแก่น ซึ่งได้รับอนุญาตจากนายพลแล้ว ให้นำสินค้า จำนวน 3 รายการ เข้ามาทำในลักษณะขายตรงได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงบี ที โอ เมท (B.T.O. Mate), ดีท็อกซ์ ล้างสารพิษ และ เอนไซม์ เจนิฟู้ด โดยล่าสุดมีกลุ่มผู้นำของนายพล ที่ทำธุรกิจในลักษณะซิงเกิ้ล เตรียมจะเข้ามาทำธุรกิจ ในลักษณะขายตรงกับ เบสท์ มีไลฟ์ อีกจำนวนมาก


การที่เราได้รับกระแสตอบรับดีมากมียอดขาย ขณะนี้เกือบ 100 ล้านบาท ต้องถือว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ได้รับอานิสงส์จากแบรนด์ของนายพล ที่เข้ามาช่วยเจาะ ตลาดด้วย และสินค้าที่เรานำเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนที่ เรายังขาด ซึ่งหลังจากนี้เราก็เตรียมนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามา เพิ่มมากขึ้น และสินค้าที่แต่ละรายการเป็นผลงานระดับ งานวิจัยทั้งนั้น นอกจากนั้นเรายังได้นำระบบการทำธุรกิจ แบบออฟไลน์ บนออนไลน์ ซึ่งถือเป็นบริษัทขายตรง รายแรก และรายเดียวเท่านั้นที่นำระบบนี้มาใช้ โดยเราได้ ซื้อลิขสิทธิ์จากคุณติ๊ก ชีโร่ มาเป็นของเราเองทั้งหมด จะ ทำให้สมาชิกที่เก่งและไม่เก่งในธุรกิจขายตรงก็สามารถ ประสบความสำเร็จได้ โดยเราคาดว่าในช่วง 6 เดือนที่เหลือ น่าจะจบยอดขายไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ส่วนปี 2557 คงต้องมาคุยกันที่ระดับ 1,000 ล้านบาท


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


 

ข่าวจอยแอนด์คอยน์ (Join & Coin) : 'จอยแอนด์คอยน์' มุ่งสู่ความเป็นซุปตาร์







Biz-JC (Mobile)

 


จอยแอนด์คอยน์ เผยแผน 5 ปี เดินหน้าพัฒนาไม่หยุดยั้ง ใช้แบรนด์สื่อสร้างขายตรงแนวใหม่ พัฒนาขายตรงแบบบูรณาการ ทั้งสินค้า ช่องทางจัดจำหน่าย สร้างโซลูชั่นใหม่ตอบโจทย์ขายตรงสะดวกซื้อ มุ่งสู่การเป็นธุรกิจติดดาว


ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากาการที่บริษัทเปิดดำเนินการมากว่า 11 ปี ได้ผ่านพ้นช่วงการพัฒนาธุรกิจในระบบต่างๆ มาแล้ว โดยใน 5 ปีแรก ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และหลังจากที่แบรนด์เกิดความเข้มแข็งแล้ว ก้าวต่อไปคือการสร้างมิติใหม่ในธุรกิจ นั่นคือ การพัฒนาสู่ขายตรงสะดวกซื้อ ซึ่งก็เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สเต็ปต่อไปคือ การพัฒนาธุรกิจสู่การเป็นธุรกิจติดดาว โดยใช้ประโยชน์จากแบรนด์ และเน็ตเวิร์คที่มีความเข้มแข็ง เพื่อตอบโจทย์คำว่าขายตรงสะดวกซื้อ


"เฟสแรกคือการค้นหาตัวเอง ทำแบรนด์กว่าจะเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งต้องใช้ระยะเวลา กว่าคนจะเกิดการรับรู้ แต่ขายตรงดีตรงที่มีระบบอยู่แล้วทำให้เราไปได้เร็ว ต่อมาเราเข้าตลาดใหม่ๆก็พยายามค้นหาตัวเอง จนเรารู้แล้วทำขายตรงแบบใหม่ การที่เราเป็นขายตรงแบบใหม่ เป็นคำถามว่าทำอย่างไร เป็นไปได้ไหม 5 ปีหลังคำถามเริ่มหมดไป ตอนนี้เริ่มเฟสแรกสู่การเป็นธุรกิจติดดาว นี่คือสิ่งที่กำลังพัฒนาอยู่ ทำอย่างไรให้เกิดการใช้ประโยชน์จากแบรนด์ การมีเน็ตเวิร์ค สร้างไป ทำไป รักษาไว้ แบรนด์เราไม่เหมือนใคร ขายตรงสะดวกซื้อ แนวคิดนี้ตอบโจทย์ลองเทอมได้"


ดร.สมชาย กล่าวว่า การที่จะก้าวสู่การเป็นธุรกิจติดดาวนั้น บริษัทต้องสามารถตอบคำถามต่างๆ ในธุรกิจได้ รวมไปถึงการล้างภาพเดิมๆ ของธุรกิจขายตรงสู่แนวคิดใหม่ ตลอดจนการสร้างความแตกต่างโดยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้ จนกระทั่งเกิดเครื่องมือที่ต่อยอดการพัฒนาแบบองค์รวม


"ผมสำรวจว่าปัญหาของขายตรงมีอะไรบ้าง ตั้งแต่เรื่องขายตรงที่โอเวอร์เคลม ทำอย่างไรให้หมดไป ความไม่สะดวก ยุคแรกไม่มีเอาท์เล็ตทำอย่างไร หรือเรื่องคุณค่าที่ไม่คุ้มค่า เหล่านี้คือ ปัญหา ทั้งหมดนี้ทำให้เราพบโซลูชั่น ขายตรงสะดวกซื้อ การมีขายตรงที่มีความแตกต่าง สินค้าหลากหลาย ช่องทางการจัดจำหน่ายที่พัฒนามมาหลายช่องทาง มากกว่าเฟสทูเฟส ไม่ใช่แล้วทุกวันนี้มีโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค การคอมมูนิเคท พัฒนาตามการสื่อสาร เราค้นพบว่า ถ้าให้ตลาดโตอย่างต่อเนื่องต้องมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เราอยู่ในช่วงการพัฒนา"


ขณะที่เป้าหมายภายใน 4-5 ปี ของจอยแอนด์คอยน์ คือ พัฒนาโครงสร้างที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์แบบ เพื่อมุ่งสู่การเป็นดาวของธุรกิจขายตรง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแบบบูรณาการที่มีองค์ประกอบครบถ้วน เป็นห้างขายตรงแนวใหม่ ผสมผสานโมเดิร์นเทรด เริ่มจากสาขาใหญ่ๆ จากนั้นก็ต่อยอดทำธุรกิจออนไลน์ได้ โดยปลูกฝังความรู้สึกการเป็นเจ้าของธุรกิจสู่ผู้นำผ่านระบบที่เรียกว่าอีวอทเล็ต ซึ่งมีผู้เข้าร่วมขณะนี้กว่า 400 รหัส


"เราจะทำระบบซื้อขายแบบครบถ้วน จะซื้อจะขาย เติมเงิน จ่ายบิล เอาระบบเปิดท้ายขายของเข้ามา จะเห็นในอีก 3-6 เ ดือนข้างหน้า ทั้งหมดนี้เพื่อให้อยู่ภายใต้ความสะดวกนั่นเอง" ดร.สมชาย กล่าว


 


 


 


Credit By :http://www.ryt9.com

ภัยแล้งทำขายตรงเกษตรอ่วม 'TGI' แตกไลน์อาหารเสริม







Capture-Mobile4 (Mobile)


ภัยแล้งทำพิษ ขายตรงเกษตรยอดชะงัก TGI สู้ไม่ถอย เดินหน้าออกผลิตภัณฑ์ใหม่ครบวงจร ตั้งเป้าโตต่อเนื่องแต่ไม่หวือหวา แตกไลน์อาหารเสริมทดแทน ปูพรมใต้ อีสาน เน้นฝึกอบรมสมาชิก มุ่งสร้างแบรนด์ ปูพื้นฐานความรู้บวกจรรยาบรรณการทำงาน มุ่งสร้างผู้นำเลือดใหม่เร่งเปิดศูนย์ครอบคุลมทั่วประเทศ


นายวุฒิพงศ์ วนากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-เยอรมัน อินเตอร์เทค โปรดักส์ จำกัด หรือ TGI เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาคเกษตรเมืองไทยถือว่าได้รับผลกระทบอย่างมาก จากสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554 หลังจากนั้นต้องประสบกับภัยแล้งอันยาวนานซึ่งส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจขายตรงที่เน้นสินค้าเพื่อการเกษตร สำหรับ TGI ก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกันกับบริษัทขายตรงอื่นๆ


ทั้งนี้บริษัทเตรียมแผนการรองรับผลกระทบดังกล่าว โดยการสต๊อกสินค้าเอาไว้ในปริมาณที่เพียงพอ จากการที่บริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าเองทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ทั้งหมด โดยที่ผ่านมาบริษัทมีนโยบายการผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยน้ำไคโตซาน ฮอร์โมนผลิตภัณฑ์กากชากำจัดหอยเชอรี่ สมุนไพรป้องกันเพลี้ยกระโดด ปุ๋ยอินทรีย์ และในอนาคตจะเพิ่มสารปรับปรุงดินเข้ามาเพิ่มด้วย


"ส่วนอาหารเสริม ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 รายการ ตอนนี้กำลังทำตลาดยี่ห้อ Health Mate กาแฟผสมโสมและกระชายดำ น้ำสมุนไพร สำหรับทุกครัวเรือน ยี่ห้อ เป่า ฮั่น จิง และล่าสุดยาน้ำสมุนไพรสำหรับผู้หญิงมาสเตอร์ พิงค์ ที่มีส่วนผสมของ เบต้ากลูแคนกับพลูคาว หวังว่าจะเป็นตัวกระตุ้นขยายตลาดอาหารเสริมด้วย


นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า จากการที่ประเทศไทยทำการเกษตรเป็นอุตสาหกรรม ทั้งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีได้ แต่การที่บริษัทพยายามผลิตสินค้าที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์ต่างๆ แต่ทั้งนี้หากมองมูลค่าตลาดสินค้าเกษตรทั่วประเทศกว่า 4 ล้านตันต่อปี เกษตรอินทรีย์เป็นเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น


"ต้องยอมรับว่าบ้านเราเป็นอุตสาหกรรมการเกษตร เราเอาจากดินไปมากมาย เมื่อก่อนปลูกข้าวปีละหน ตอนนี้มีนาปี นาปรัง เพราฉะนั้นผลผลิตไม่พอ ปุ๋ยเคมีใช้เยอะแต่ยังจำเป็นกับอุตสาหกรรมเกษตร แต่ถ้าเกษตรพอเพียงไม่ต้องใช้ก็ได้ ทุกวันนี้ บ้านเราใช้เคมีเยอะ จริงๆ ต้องมีอินทรีย์เข้าไปใช้ด้วย การใช้เคมีมากไป เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย อย่างอุตสาหกรรมที่เห็นชัดมากคือ ส้ม อย่างเมื่อก่อนปลูกที่ บางมด พิจิตร ตอนนี้ต้องย้ายไปที่ใหม่เพราะดินเสีย แต่เรามีบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ช่วยเรื่องดิน ลูกค้าบางคนปลูกพืชที่เดิมมาเป็น 10 ปี แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่ เพราะดินเกิดการฟื้นฟูเสมอ


สำหรับผลประกอบการในปีที่ผ่านมา TGI มียอดขายกว่า 200 ล้านบาท ในขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในอัตราที่เท่าเดิม เพราะเชื่อว่าภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วทุกภาคจะทำให้บริษัทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง "ตั้งแต่เปิดบริษัทมา เรามียอดการเติบโตตลอดเวลาจาก 7 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาท เป็น 70 ล้านบาท 160 ล้านบาท และล่าสุด 200 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมา ปีนี้เป้าหมายคือ 200 ล้านเท่าปีที่แล้ว เพราะแล้งมากกว่าปีที่แล้ว ฝนฟ้าไม่ดี ที่ผ่านมาตลาดใหญ่เราคือ ใต้กับอีสาน ภาคใต้การเกษตรเน้นปลูกยาง ปาล์ม ส่วนอีสานพื้นที่กว้าง เน้นปลูกข้าวโพด มันสัมปะหลัง ข้าว แต่ตอนนี้ก็แล้งหนักเจอผลกระทบเยอะ"


อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว บริษัทพยายามเสริมทัพด้วยการแตกไลน์สู่กลุ่มอาหารเสริม เครื่องสำอางและสินค้าในชีวิตประจำวันด้วย แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่าการทำตลาดเครื่องสำอางนั้นแตกต่างจากการทำตลาดเกษตรอย่างสิ้นเชิง โดยที่ขายตรงอาหารเสริมต้องอาศัยสรรพกำลัง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจัดโปรโมชั่นดึงดูดใจนักขาย ส่วนขายตรงเกษตรเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องใช้อยู่แล้ว หากแต่ปริมาณ ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ ดังนั้นบริษัทจะต้องวางแผนให้ดี


"จะเห็นว่าสินค้าเกษตรต้องรอดินฟ้าอากาศ ชาวนา ชาวสวน พอฝนมาเขาไม่ได้รอ ต้องรีบเลย บริษัทเคยมีปัญหาอย่างหน้าฝนของไม่พอขายขณะที่หน้าแล้งขายของไม่ได้ ดังนั้นปีหน้าเราต้องวางแผนอย่างดี โดยเฉพาะการสต๊อกสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด ขณะที่เพิ่มไลน์สินค้าสู่กลุ่มใหม่ๆ เพื่อให้สมาชิกมีทางเลือกในการทำตลาดมากขึ้น"


นายวุฒิพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ภาคเกษตรมีมูลค่าตลาดมหาศาล แต่ขายตรงเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งทุกวันนี้แม้มีผู้เล่นเข้ามาจับจองพื้นที่มากมายหลายเจ้า และส่วนมากเข้ามาแล้วก็ม้วนเสื่อ หรือ ล้มหายตายจากไปในเวลาไม่กี่ปี เพราะท้ายที่สุดแล้วบริษัทที่จะอยู่ได้ล้วนแต่มีดีที่สินค้าใช้แล้วเห็นผล นี่คือขายตรงเกษตรในทุกวันนี้





Credit By :http://www.ryt9.com

ขายตรงคอลลาเจนเดือด แม็กซ์เซ็งพวกสกัดดาวรุ่ง







Capture-Mobile1-263x400


แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย แจงสื่อโดนผู้ไม่หวังดีวางแผนดิสเครดิตสินค้าคอลลาเจน โร่แจ้งความพร้อมพิสูจน์การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เดินหน้าทำความเข้าใจผู้จำหน่าย ลูกค้า พร้อมบุกตลาดครึ่งปีหลัง อัดโปรโมชั่น เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชูจุดเด่นเป็นคอลลาเจนเข้มข้น พร้อมแตกไลน์สินค้าครีมสเนลเทรนด์ใหม่จากเกาหลี สิ้นปีหวังกวาดยอดขาย 500 ล้านบาท


นายประกาสิต เลิศมุกดา ประธานบริหาร บริษัท แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับขายตรงชั้นเดียวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนมากว่า 1 ปี โดยสินค้าภายใต้แบรนด์แม็กซ์กลูต้า คอลลาเจน พลัส ได้รับความนิยมสูงมาก มียอดจำหน่ายกว่า 10,000 กล่องต่อเดือน จากกระแสดังกล่าวทำให้มีกลุ่มคนผู้หวังผลทางธุรกิจสร้างกระแสข่าวดยเฉพาะบนโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คว่าสินค้าของบริษัทดังกล่าวเป็นของปลอมแปลงและมีการจับกุมร้านค้าผู้แทนจำหน่ายของบริษัท ทั้งนี้การกล่าวหาดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และตนได้มอบหมายให้ทนายแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง


"วันนี้เมื่อบริษัทเติบโต แน่นอนว่ามีกลุ่มคนที่อยากได้ผลประโยชน์ต่างๆ โดยมิชอบ หากเป็นการแข่งขันทางการตลาดผมยอมรับได้ แต่เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ ที่เราถูกกระทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ เขาใช้หนังสือรับรองการแจ้งข้อมูลจิตรกรรูปภาพเป็นเอกสารการจับกุม ซึ่งไม่ได้เป็นเอกสารการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ซึ่งประเด็นที่ว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็ฯขั้นตอนที่ต้องพิสูจน์ในชั้นศาล ซึ่งผมมีเอกสารต่างๆยืนยันพร้อมประกอบในรูปคดี ไม่ว่าพรีเซ็นเตอร์ โปรโมชั่น ผมมีกิจกรรมการตลาดให้เห็นตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบัน สิ่งที่ได้รับทำให้เราเสียหายเป้ฯอย่างมาก ร้านค้าต่างๆ ได้รับผลกระทบ"


นอกจากขั้นตอนตามกฏหมายแล้ว บริษัทได้มีการเดินสายทำความเข้าใจกับผู้จำหน่าย รวมทั้งมีการทำวารสารกระจายไปยังตัวแทนจำหน่าย เพื่อชี้แจงรวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตัวสินค้า ซึ่งได้สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จำหน่ายมากขึ้น


"หลังจากเราชี้แจงต่อตัวแทนจำหน่ายก็ดีขึ้น สร้างความมั่นใจ ตอนนี้เรามีสโลแกน โดนจับรับหมื่น คือ คนขายที่ถูกจับเราให้เลยหนึ่งหมื่นบาท กลุ่มลูกค้าที่ถูกจับเรามีพนักงานเข้าไปหานำเอาสินค้า เอากระเช้าไปขอโทษชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลูกค้ารก็แฮปปี้มากขึ้น ร้านค้าสับสน กลัวไปหมด เราเลยทำเอกสารวารสารชรี้แจง กระจายออกไป ให้เกิดความชัดเจน"


ประธานบริษัท กล่าวว่า แม้จะเจอปัญหาต่างๆ แต่บริษัทก็เดินหน้าพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเปิดตัว 4 โปรเจค ภายใต้คอนเซปต์ Maxx new gen โดยมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 4 รายการคือ Maxx Gluta Collagen Plus Perfect Edition 35,000 mg อีกตัวหนึ่งคือ Maxx Collagen Pure ผลิตภัณฑ์สำหรับท่านชายอย่าง Sparta ที่ดึง อู๊ด เป็นต่อ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ล่าสุด ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกระแสฮอตฮิตจากประเทศเกาหลร นั่นคือ ครีมผสมสารสกัดจากหอยทาก ภายใต้แบรนด์ Maxx Snail Plus ที่จะมาแชร์ตลาดในประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 50,000 กระปุกต่อเดือน ขณะที่คู่แข่งที่เป็นเจ้าตลาดขณะนี้มียอดขายกว่าแสนกระปุกต่อเดือน


"สำหรับคอลลาเจนเราตั้งเป้าว่าต้องมียอดขายทะลุสามหมื่นกล่องต่อเดือน ภายใน 3 เดือนนี้ นอกจากนี้สินค้าไลน์อื่นๆอย่าง Spatar เป้าหมายคือสามหมื่นกล่อง เป็นต้น เรามทีทีมบริหารการตลาดในแต่ละไลน์สินค้า และมีระบบจัดการเสร็จสรรพ ยอดขายโดยรวมถ้าคอลลาเจน เป้าหมายเราประมาณ 250 -300 ล้านบาท แต่ถ้าหากรวมทั้งหมด เราตั้งเป้าที่ 500 ล้านบาท ภายในสิ้นปี"


ขณะที่บริษัทมีการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นเงินดาวน์รถยนต์หรู ซึ่งมีตัวแทนจำหน่ายพิชิตไปแล้วหลายคน





Credit By : http://www.ryt9.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงบ้านเรา !!!







1282402864_115005231_1-----15-20-mlm--1282402864 (Mobile)


เสียดายที่ว่า พื้นฐานทางธุรกิจของนักธุรกิจขายตรงมีความแตกต่าง มีจินตนาการที่ไม่เหมือนกัน ยอมรับ และยอมเข้าใจในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน ชอบแบ่งแยก ชอบรวมพวก เพื่อผลประโยชน์บางอย่าง หรือปกป้องเฉพาะพวกพ้อง เสียดาย ที่ผู้ดูแลระเบียบเรียบร้อยของธุรกิจนี้ ยังไม่เข้าใจ และเข้าถึงพอ ที่จะควบรวมกลุ่มก้อนขายตรงให้เป็นหนึ่งเดียวได้

บางครั้งก็เสียดายที่ผู้เข้าใจในธุรกิจขายตรง ที่เป็นตัวแทนของราชการหลายราย ถูกย้ายยกกระบิ ไปดูแลงานด้านอื่น ส่งใครมาก็ไม่รู้ ไม่ใช่คนที่จะเข้าใจ และเข้าถึงขายตรงเลย ต้องทำใจครับว่า ราชการก็เหมือนช่วงเวลาการปรับเปลี่ยน ครม. หรือตัวรัฐมนตรี แต่ที่เสียดายมากกว่าก็คือ เจอราชการประเภท "กร่าง" อวดใหญ่ อวดโต เบ่งใส่ชาวบ้านเขา ทั้งๆ พวกนี้กินเงินประชาชน เสียดายที่เคยเจอระดับที่ปรึกษารัฐมนตรี "กร่าง" ใส่ประชาชน ข้าใหญ่ ข้ามีอำนาจจับกลุ่มธุรกิจที่ตัวเอง ถือครองอำนาจอยู่ในมือ ชอบไล่ตะเพิดคน เหมือนหมู เหมือนหมา พูดจาไม่ให้เกียรติประชาชน อย่าให้จับได้ ไล่ทัน เก็บงุบงิบอะไรใคร ดูดใต้โต๊ะใครไปบ้าง ถึงเวลาพ่อจะแฉให้ดู เอาหละ พอหอมปาก หอมคอกลับมาพูดถึงภาคเอกชน ถึงตอนนี้ก็จำชื่อสมาคมไม่หมดแล้ว โดยเฉพาะชื่อย่อที่คล้ายๆ กัน ที่จริง ในประเทศไทย

สำหรับธุรกิจขายตรง สมควรมีอยู่เพียงแค่ 2 สมาคมตัวแทนเอกชน (จริงๆ ในใจอยากให้มีแค่หนึ่ง) กับ 1 สมาคมนักขายที่มีบทบาทดูแลนักขายโดยตรง เท่านี้ก็พอ โดยให้ สคบ. เป็นเจ้าภาพในการเชื่อมต่อสายป่านระหว่างกันไปก่อน เสียดายอีกแล้วครับ ที่ทุกวันนี้ ผู้ใหญ่ในวงการกลับแตกแยกกันเอง ตั้งกลุ่มก้อน ปกครองตนเอง รากหยั่งลึกเกินกว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งได้ บางครั้งมีพี่ๆ น้องๆ นักข่าวบางรายมาเล่าให้ฟังว่า ที่ประชุมของสมาคมขายตรง บางสมาคมยังคงมีมารยาททางสังคมต่ำ วุฒิภาวะต่ำ หมายความว่า ยังติดนิสัยดิสเครดิสฝั่งตรงข้าม หรือบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบอยู่เลย แล้วอย่างนี้องค์กรเอกชน นักขาย หรือประชาชนทั่วไป จะ "ฝากผีฝากไข้" ได้อย่างไร

หรือบางสมาคม ออกอาการกร่าง คุยโตโอ้อวด ข้ายิ่งใหญ่ เทียมทาน คงลืมระวังว่า มีขาขึ้น ก็ย่อมมีขาลง บุคคลย่อมสลายไปตามกาลเวลา เช่นกันครับ วันนี้สื่อใด จะจัดสัมมนาซักครั้ง ก็ต้องคิดแล้ว คิดอีก จะเชิญสมาคมไหนดี เชิญสมาคมนี้ สมาคมโน้นก็คงไม่มา จะเชิญฝั่งนี้ ก็กลัวว่า ฝั่งโน้นจะน้อยใจ ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์การจัดงานของสื่อรายวันฉบับหนึ่งครับ สื่อรายวันถือว่า ยังใหม่ในวงการขายตรง แต่ความเป็นสื่อรายวันนั้นสำคัญต่อการประชาสัมพันธ์ธุรกินนี้อย่างยิ่งยวด วันหนึ่งจัดงานสัมมนาขายตรงขึ้น มีรัฐมนตรีมาเปิดงาน เชิญนายกสมาคมขายตรงต่างๆ มา ปรากฎว่า มีสมาคมหนึ่งไม่มา โดยขอยกเลิกกระทันหัน เพียงแต่ลืมนึกไปว่า สื่อ ซึ่งเป็นคนกลางเป็นคนเชิญ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสงครามคนขายตรงที่เกิดขึ้นเลย ครั้งนั้นทำให้เข้าใจตรงกันว่า แท้ที่จริง สมาคมที่ไม่มานั่นแหละที่ "อคติ" และไม่ยอมรับสมาคมอื่นๆ

ดังนั้น เมื่อต้นน้ำยังคงแตกแยก ก็ยากที่จะบูรณาการ ธุรกิจนี้ให้มีความเป็นเป็นมืออาชีพ และมีความน่าเชื่อถือได้ เมื่อราชการยังไม่มีผู้เข้าใจ และเข้าถึง ระบบคนยังดูแลธุรกิจนี้ไม่ได้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทั้งสองทางยังไม่พร้อม ต้นน้ำยัง "ลูกผี ลูกคน" ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนยัง "กร่าง" เหลิงอำนาจก็อย่าหวังไป สร้างความเจริญให้ธุรกิจนี้ได้ "เมื่อหัวยังส่าย ก็ตายลูกเดียว" ครับ





Credit By :http://www.ryt9.com

วัดปรอทความแรงครึ่งปีหลังขายตรงเปิดศึกแข่งเดือด!!







network-marketing-opportunities (Mobile)

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยในยามนี้ เชื่อมั่นว่าผู้บริโภคคนไทยหลายคนต้องรู้สึกหวาดวิตกว่าจะเป็นเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ที่ผ่านมาด้วยเหตุที่ว่า เวลานี้เริ่มมีกลิ่นอายความไม่นิ่งเกิดขึ้นต่อบ้านเมืองออกมาให้เป็นระยะอย่างไรก็ตาม จากสัญญาณที่เริ่มส่อเค้าให้เห็นชัดเจน เวลานี้ได้ผลักดันให้ภาคธุรกิจโดยรวมๆ ถึงธุรกิจขายตรงหรืออย่างไรก็ตาม จากสัญญาณที่เริ่มส่อเค้าให้เห็นชัดเจน เวลานี้ได้ผลักดันให้ภาคธุรกิจโดยรวมๆ ถึงธุรกิจขายตรง หรือ ธุรกิจเครือข่าย แม้ว่าธุรกิจขายตรงจะขึ้นชื่อว่าธุรกิจแห่งโอกาสเติบโตทุกวิกฤตแต่ ณ วันนี้คงไม่ใช่แล้ว เพราะยุคนี้หรือปีนี้ ถือเป็น ยุคขายตรงมืออาชีพ ที่ผู้ประกอบการจะต้องรู้จักและรู้จริงในเรื่องธุรกิจจึงจะอยู่รอดดังนั้นเรามาดูกันว่าครึ่งปีหลังต่อจากนี้มีบริษัทขายตรงค่ายใดมีดีแค่ไหน มาวัดปรอทความร้อนแรงไปพร้อมๆกัน !!!


เริ่มกันที่ค่ายยักษ์ใหญ่ขายตรง แอมเวย์ โดยในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นการบุกตลาดเครื่องสำอางอาร์ทิสทรีอย่างเต็มสตรีม ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเครื่องสำอาง แบรนด์ระดับพรีเมี่ยมได้เป็นอย่างดีและเชื่อมั่นว่าในปีนี้ยอดขายรวมในกลุ่มอาร์ทิสทรีจะไม่ต่ำกว่า 3,100 ล้านบาท ส่วนกลยุทธ์ครึ่งปีหลังปีนี้ของ แอมเวย์ ด้วยขุมพลังคนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 10 % จากยอดทั้งหมด 1.1-1.2 ล้านรหัสในปีนี้ ทำให้แอมเวย์ได้เตรียมปักเสาเข็มให้ความสำคัญในการขยายช็อปแอมเวย์ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดและมองไกลว่าภายในปี 57 จะขยายช็อปแอมเวย์เพิ่มเป็น 80 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 74 แห่ง โดยช็อปแอมเวย์แต่ละแห่งจะใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 130 ล้านบาท


ต่อมาแบรนด์ขายตรงสัญชาติไทย กิฟฟารีน ที่ตลอดมาได้มอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว ซึ่งภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะกิฟฟารีน ได้ให้ความสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดกิฟฟารีนได้ ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท รุกตลาดครึ่งปีหลัง ด้วยเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ 3 เรื่อง เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ทางธุรกิจ พร้อมก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 อย่างมั่นคง และมาพร้อมกับความมั่นใจเป้าหมายยอดขายสิ้นปี 6,500 ล้านบาท สำหรับภาพยนตร์โฆษณา


ซีรีย์ 3 ชุด เรื่อง WE TRUST และ SUPPORT เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ กิฟฟารีน แชนแนล ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมายใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่


หลังทุ่มทุนโหมตลาดด้วยการ เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด นู สกิน เดอะ รียูเนี่ยน ต่อต้านความเสื่อมชรามาใช้ในการสื่อสารไปยังผู้บริโภคอยู่พักใหญ่ก็ทำให้แบรนด์ นู สกิน ได้รับกระแสตอบรับกลับมาดีเกินคาด และเร่งสานต่อความสำเร็จครึ่งปีหลัง และตลอดทั้งปีนี้แบรนด์ขายตรงอินเตอร์ นู สกิน ก็ได้วางแผนขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มกำลัง ที่ยังคงยึดมั่นนโยบายการทำงานด้วยการเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ครอบคลุมเพื่อให้สอดรับกับภาพยนตร์โฆษณาและกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมาพร้อมๆ กับการสร้างโอกาสทางธุรกิจเพื่อขยายฐานของผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มรูปแบบ โดยยังคงจุดยืนที่มุ้งเน้นการชูนวัตกรรมแห่งการชะลอวัยผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อค เพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์การต่อต้านความชรา


และอีกหนึ่งบริษัทขายตรงค่ายยักษ์ ที่มาพร้อมกับเป้าหมายใหญ่ในการเตรียมดันบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2557 จึงทำให้หลายปีที่ผ่านมา จอย แอนด์ คอยน์ เดินหน้าสร้างความพร้อมทางธุรกิจทุกด้าน และทิศทางการเดินตลาดจากนี้ไปก็เช่นเดียวกันอย่างเช่นปีนี้ได้เตรียมความพร้อมด้วยการเพิ่มงบประมาณสำหรับแผนกการตลาด เพิ่มขึ้นปีละ 5 ล้านบาทจากเดิน 3-4 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นเดือนละ 5 แสนบาท เพื่อเสริมสร้างกิจกรรมทางการตลาดเพื่อกระตุ้นแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าหากบริษัทมีจุดแข็งทางธุรกิจจะผลักดันให้มีการเติบโตในทุกๆด้าน


อีกหนึ่งค่ายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โมรินดา เวิร์ดไวด์ฯ ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายทะลุเป้าเกินกว่าที่คาดหวังไว้ เนื่องด้วยในช่วงไตรมาส 2 ได้มีการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ เครื่องดื่มแม็กซ์ เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการประกอบกับทางสำนักงานใหญ่ได้ออกโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายด้วยการจัดชุด TruAge ซึ่งตลาดให้การตอบรับที่ดี ส่วนแผนครึ่งปีหลัง โมรินดา ยังคงเร่งเครื่องเดินหน้าสนับสนุนการทำงานของ IPC อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมสัมมนาต่างจังหวัด เป็นประจำทุกๆ 3 เดือน การจัดประชุมเปิดโอกาสทางธุรกิจและการให้ความรู้เรื่องผลิตภัณฑ์รวมทั้งข้อมูลด้านสุขภาพโดยนายแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญนอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นในวันสำคัญต่างๆ ด้วยอาทิ ชุดของขวัญแม่ โปรโมชั่นพิเศษงานครบรอบ 13 ปี โมรินดา


เช่นเดียวกับความร้อนแรงของบริษัทขายตรงน้องใหม่ ที่พร้อมจะกระพือปีก รุกตลาดครึ่งหลังอย่างคึกคัก!!! เริ่มกันที่ค่ายขายตรงน้ำดีสัญชาติไทย ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ โดยในช่วงครึ่งปีแรกนี้มีการเติบโตที่ดีมากปิดยอดขายไปแล้วกว่า 450 ล้านบาท หรือหากนับเฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาบริษัทปิดยอดขายได้สูงถึง 90 ล้านบาท และทำให้เชื่อมั่นว่าปีนี้ ดี เน็ทเวิร์คจะสร้างยอดขายแตะหลัก 1,000 ล้านบาทได้ ส่วนยุทธศาสตร์การตลาดครึ่งปีหลังจากนี้ไปของดี เน็ทเวิร์ค ยังคงมุ่งให้ความสำคัญในการตอกย้ำความมั่นคงทางธุรกิจ ด้วยการได้ซื้อที่ดินขนาด 3 ไร่ ในราคา 40 ล้านบาท ย่านมีนบุรี เพื่อสร้างสำนักงานใหญ่ของตัวเองขึ้นมาบนความตั้งใจก่อนที่จะเปิด AEC นอกจากนี้ยังมีการจัดโปรโมชั่นในการท่องเที่ยว ปีละ 2 ครั้ง โดยในปี 2556 นี้บริษัทมีการจัดโปรโมชั่นในการท่องเที่ยวที่เวียดนามในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและปี57 โปรโมชั่นการท่องเที่ยว 2 ทริป โดยทริปแรกท่องเที่ยวยันฮ่องกง- มาเก๊า ส่วนทริปใหญ่อลาสก้า 10 วัน


สำหรับค่ายขายตรงอินเตอร์ อาเจลชูกลยุทธ์การตลาดครึ่งปีหลังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 2 รายการ ที่จะเกิดขึ้นในงาน อาเจล เวิลด์ ทัวร์เอเชีย ในช่วงเดือนก.ค. นี้ ได้แก่ PRO ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโปรตีนเหมาะกับนักกีฬา และบุคคลทั่วไปเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และ GSH ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มกลูต้าไธโอนช่วยในเรื่องของการล้างพิษในตับ และเชื่อมั่นว่า GSH จะเป็นหมัดเด็ดที่มาช่วยกระตุ้นยอดขายให้เติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะหลังจากเปิดตัวไปในสหรัฐอเมริกา และยุโรปจนมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งแซงหน้าผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอื่นๆ ทั้งหมดของอาเจล


แรงพอๆ กับ ไอยรา แพลนเน็ต ค่ายนี้โชว์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งตั้งแต่วินาทีแรกของการเปิดตัว โดยเฉพาะการสร้างจุดแข็งตัวสินค้าที่นี่ไม่เป็นสองรองใครเพราะนอกจากสินค้าเรือธง เอมมูร่า เซซามีน สกัดจากงาดำไร้คู่แข่งแล้วครึ่งปีหลังนี้ได้เตรียมปัดฝุ่นกลุ่มสินค้าเกษตรรุกตลาดอย่างเต็มเหนี่ยว ทั้งสินค้าที่มีอยู่เดิมแบรนด์ ไอยรา อะมิโน-แม็กซ์ อาหารเสริมทางใบคุณภาพสูง และ ไอยรา เวคเตอร์ พลัส สารชนิพิเศษช่วยเร่งการออกฤทธิ์ของยาชนิดต่างๆขับเคลื่อนผ่านโรงเรียนเกษตร หรือผ่านแปลงสาธิตของผู้นำโดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรมาช่วยฝึกสอน ทั้งนี้เพื่อช่วยสร้างภูมิความรู้การทำเกษตรที่ถูกต้องให้กับพี่น้องคนไทยได้ทำการเกษตรเป็นได้ผลกำไรดี และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสุดท้ายอันนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจกับเป้าหมายยอดขายโดยรวมที่ 300 ล้านบาท


และค่ายขายตรงคลื่นใต้น้ำ เอสเนเจอร์ บริษัทในเครือศรีไทยซุปเปอร์แวร์ หลังได้มีการปรับจูนแผนธุรกิจใหม่จากแบบเดิมแยกเป็น 2 สายงาน รวบมาเป็นสายเดียว กำหนดเป้าหมายการทำงานด้วยจุดหมายเดียวกันก็เห็นผลลัพธ์ความสำเร็จทุกด้านทั้งฐานสมาชิกและยอดขายที่เพิ่มขึ้น และในครึ่งปีหลังนี้ เอสเนเจอร์ จะให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบไอทีที่ทันสมัยเพื่อรองรับการทำงานของนักธุรกิจผ่านเอสเอ็มเอส (SMS) และรวมถึงการนำระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์มาใช้เพื่อรองรับการสื่อสาร ส่วนพนักงานบริษัทในทุกสาขา เพื่อสร้างความเข้าใจต่อการทำงาน การจัดกิจกรรมต่างๆให้ไปในทิศทางเดียวกัน


สปีดความแรงตามมาติดๆ ขายตรงข้ามชาติอย่าง เจอเนสส์ โกลบอล ซึ่งถือเป็นข่าวดีของเจอเนสส์ประเทศไทย เมื่อบริษัทแม่ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพทางการตลาดที่แข็งแกร่ง ได้เปิดไฟเขียวให้ไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ โดยคาดหวังว่างานสำคัญครั้งนี้จะมีผู้นำธุรกิจทั่วโลกเข้าร่วมงาน ประมาณ 30 ประเทศ และจะมีเหล่าผู้นำสมาชิกทยอยเข้าร่วมงาน 8,000 10,000 คน ดังนั้นจึงทำให้ขณะนี้ เจอเนสส์ ได้จัดเต็มเรื่องของกลยุทธ์ทางการตลาดโปรโมชั่นต่างที่น่าสนใจ ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกทั่วโลกรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เข้าร่วมงานใหญ่ครั้งสำคัญนี้ รวมถึงแผนกระตุ้นตลาดโปรโมชั่นท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นที่เวลานี้ทำให้นักธุรกิจไทยทำงานอย่างมุ่งมั่นเช่นกัน





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!

 


 








network-marketing-opportunities (Mobile)

จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA


+ สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"
"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


+ ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


+ TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด