ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวจอยเวล กรุ๊ป (Joint - Well Group) : บริษัทจอยเวล กรุ๊ป (ไทยเเลนด์) จำกัด ขอสานฝันที่เป็นจริงให้กับคนไทย









บนเส้นทางธุรกิจเน็ทเวิร์คหรือธุรกิจเครือข่าย นับวันทวีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดและโชว์ผลลัพธ์ให้เห็นเป็นระยะ ๆ ทั้งความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างงดงามในการพลิกคุณภาพชีวิตผู้เข้าร่วมธุรกิจให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายบริษัทขายตรงขอโบกมือลาไปด้วยอาการรอแร่หลังจากสู้รบปรบมือดำเนินธุรกิจมาระยะหนึ่งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ และไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น สังเวียนแห่งนี้ก็ยังเป็นสนามการค้าที่หลายคนอยากที่จะเข้ามาลิ้มลองเพื่อหวังกอบโกยรายได้


โดยล่าสุดขอต้อนรับ บริษัทจอยเวล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด หรือใช้ชื่อย่อ JW-G ภายใต้การบริหารงานของหัวเรือใหญ่ สุรชัย สินธวารยัน ประธานกรรมการบริหาร และ ณัฐพงศ์ สินธวารยัน รองกรรมการผู้จัดการ ทายาทนักบริหารหนุ่มไฟแรงที่ได้ขอประกาศเปิดตัวลงแข่งขันด้วยเช่นกัน


บริษัทจอย เวลกรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์และแนวคิดทางธุรกิจ (Business Concept) ที่ว่าธุรกิจขายตรงจอยเวลฯ เป็นบริษัทของคนไทย ที่มีความตั้งใจนำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ โดยการร่วมมือกันระหว่างนักวิจัย ดร.นายแพทย์และนักวิชาการคนไทย ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกนำเอาผลวิจัยผลิตสินค้าขึ้นมาจำหน่ายให้กับคนไทยได้บริโภค


นอกจากนี้ การเกิดมาของ จอยเวล กรุ๊ป ครั้งนี้ยังได้ขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายสำคัญของการเป็นทางเลือกในการสร้างงาน สร้างอาชีพสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความก้าวหน้าโดยมีรูปแบบแนวใหม่ในการนำเสนอทั้งช่องทางการสื่อสารแบบออฟไลน์ละช่องทางออนไลน์ ที่ทันสมัยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่จะผลักดันให้ทุกคนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วประเทศผ่านระบบอินเตอร์เน็ต


สำหรับแผนธุรกิจ จอยเวล กรุ๊ป ยึดช่องทางการจ่ายผลตอบแทนด้วยแผนไบนารี่ ง่ายต่อการทำงานและให้ผลตอบแทนกับนักธุรกิจอย่างสูงสุดจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการบริหารเครือข่ายองค์กรธุรกิจ


โดยจุดเด่นของแผนดังกล่าวที่นักธุรกิจจอยเวลฯ จะได้รับคือ 1.กำไรจากการขายปลีก (Retail Benefit) 2. โบนัสส่วนบุคคล (Personal Bonus) 3. โบนัสขยายธุรกิจ (Sponsor Bonus) 4.โบนัสบริหารทีม(Business Bonus) ทีมแข็ง,ทีมอ่อน,ทีมโจ๊กเกอร์ 5.โบนัสแมทชิ่ง (Matching Bonus) 6.โบนัสกองทุน (All sale) และ 7. โบนัสโมบาย (Mobile)


อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากจุดเด่นของแผนธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจอย่างรวดเร็วแล้ว ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าของธุรกิจขายตรง จอยเวล กรุ๊ป ก็นับได้ว่ามีดีไม่แพ้กัน และสามารถการตอบสนองความต้องการทางด้านสุขภาพได้เป็นอย่างดีทานแล้วเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วภายใต้ความเชื่อมั่นกับสินค้าที่ทรงคุณภาพคือ


1. สินค้าดีมีคุณภาพได้รับการรับรองจากอย. และมาตรฐานสากล


2. มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค


3. ราคาเป็นธรรม


4. มีจุดขายเด่นชัด


5. สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้


สำหรับ ผลิตภัณฑ์ จอยเวล กรุ๊ป นั้นยังคงเน้นให้ความสำคัญในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพเป็นหลัก อันได้แก่ อ๊อตโตแกน เครื่องดื่มนมข้าวโอ๊ตผสมสมุนไพรและสารเส้นใยอาหารธรรมชาติเพื่อสุขภาพ กระชับสักส่วนพร้อมล้างสารพิษ เจ-เอสโปรโปรตีนสกัดจากถั่วเหลืองเวย์โปรตีนจากนมเข้มข้น ให้แคลเซี่ยมและวิตามินดี ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อกระดูกให้แข็งแรง โกลด์เจ-สลิมม์ พรีเมี่ยม กาแฟ ผสมคอลลาเจน ที- ทรี ออยส์ น้ำมันชาหอมระเหยบริสุทธิ์ 100% และรวมถึงผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าอื่นๆอีกมากมายที่กำลังทยอยเปิดตัว


ธุรกิจขายตรงจอย เวลฯ เป็นการนำเสนอสินค้าที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจริงๆ มีทั้งนักวิจัย,นายแพทย์ ดร.นักวิชาการที่มาร่วมโครงการกับทางบริษัท ผู้บริโภคได้รับผลประโยชน์โดยตรงและสินค้าที่มีผลงานการวิจัยอีกมาก เพื่อให้คนไทยได้ใช้สินค้าที่ดีและใช้ดีและบอกต่อ เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวที่คุ้มค่าเหนื่อยพร้อมๆ กับการสร้างนักธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อขยายความสำเร็จให้คนไทยเกิดขึ้นทั่วประเทศและก้าวสู่ระดับสากลได้




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

DSA เตรียมเปิดประชุมรอบ 2 ตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน









ถึงวันนี้ภาพของการจับมือร่วมกันระหว่างสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) กับสมาคมการขายตรงจากหลากหลายประเทศในย่านเอเชียอันประกอบไปด้วยสมาคมการขายตรงมาเลเซีย,สิงคโปร์,เวียดนาม และอินโดนีเซียเพื่อจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้ว...อีกทั้งข่าวการจับมือร่วมกันระหว่างสมาคมการขายตรงของแต่ละประเทศในเอเชีย (ซึ่งเป็นสมาพันธ์การขายตรงโลก) ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับเป็นเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อขายตรงจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ใน ระดับอาเซียน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง


สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน โดยรวมความร่วมมือของสมาคมการขายตรง (Direct Selling Association : DSA) จาก 5 ประเทศนั้นนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะ นายกสมาคมการขายตรงไทย(TDSA) เผยว่าเมื่อปลายปี 55 ที่ผ่านมา คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะอุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์ของสมาคมการขายตรงไทย ได้เป็นตัวแทนของสมาคมฯ เข้าร่วมประชุมกับพันธมิตรสมาคมการขายตรงในกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรกที่โรงแรมซันเวย์ รีสอร์ท แอนด์สปา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของาสมาคมการขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เพียงเท่านั้น


การประชุมในวันนั้นมีการพูดคุยกันถึงเรื่องความร่วมมือกันระหว่างสมาคมขายตรงซึ่งเป็นสมาคมที่มีสังกัดสมาพันธ์การขายตรงโลกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ในอีก 2 ปีข้างหน้าและการจับมือร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมขายตรงในภูมภาคนี้มากยิ่งขึ้น นายกสมาคมการขายตรงไทยกล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า


ในเร็วๆนี้ จะมีการประชุมร่วมกันอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในอนาคตการร่วมมือดังกล่าวจะไม่หยุดเพียงแค่ 5 สมาคม จาก 5 ประเทศ (ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์-เวียดนาม-อินโดนีเซีย) เท่านั้นแต่จะขยายความร่วมมือดังกล่าวนี้ออกไปให้ครบทั้ง 10 ประเทศในย่านอาเซียน โดยประเทศที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่ บรูไน ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และพม่า อีกทั้งการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึงความจำเป็นของความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเพื่อเป็นการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งธุรกิจขายตรงก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนแล้วเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของแต่ละประเทศได้อย่างสะดวกสบายเช่นอยากรู้ข้อมูลการทำธุรกิจในประเทศเวียดนามว่ามีขั้นตอนอย่างไร ขออนุญาตจากหน่วยงานไหน วัฒนธรรมของประชาชนของประเทศเป็นเช่นไรและต้องลงทุนในลักษณะใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถแลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่มีการปิดบังข้อมูล ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทขายตรงของคนไทยที่ต้องเข้าไปเปิดทำธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน และโครงการดังกล่าวนี้คาดว่าอีกไม่นานคงจะสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้เมื่อความร่วมมือดังกล่าวบรรลุผลแล้วประเทศมาเลเซียจะทำหน้าที่เป็นแม่งานใหญ่ในช่วงแรกและจะหมุนเวียนกันไปในอนาคต


นายกิจธวัช กล่าวต่ออีกว่า เมื่อมีการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนแล้วเสร็จบรรดาบริษัทขายตรงที่จะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ก็คือกลุ่มบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เท่านั้น (สามารถดูรายชื่อบริษัทสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยได้ที่ www.tdsa.org) ทั้งนี้เนื่องจากว่าการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เพียงเท่านั้นแต่สมาชิกก็ไม่ได้ปิดกั้นบริษัทอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาเพราะจริงๆแล้วอยากให้ทุกบริษัทขายตรงในเมืองไทยได้รับประโยชน์จากการจับมือกันในครั้งนี้ร่วมกันทั้งหมด


ทั้งนี้หากบริษัทขายตรงรายใดที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนสามารถส่งเอกสารเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยได้เลย ซึ่งสมาคมฯก็ยินดีเปิดรับทุกแผนการตลาดโดยไม่มีการปิดกั้นใดๆอยู่แล้ว เพราะในสมาคมฯ ก็มีทั้งบริษัทที่ใช้แผนสแตร์สเต็ปและแผนไบนารี่เข้ามาเป็นสมาชิกเหมือนกัน แต่ทว่าเมื่อคุณสมัครเข้ามาแล้วอยู่ที่ว่าคุณสมามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานสากลตามหลักเกณฑ์ที่สมาพันธ์ขายตรงโลกยึดถือและปฏิบัติตามกันมายาวนานได้หรือไม่เท่านั้นเอง!


สมาคมฯไม่เคยปิดกั้นใครตรงกันข้ามอยากให้บริษัทขายตรงเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมให้เยอะๆ เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนี้ร่วมกันต่อไปในอนาคตข้างหน้า นายกสมาคมเน้นย้ำ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


ตะลึงเบอร์ 2 สคบ.ยกมือหนุน! ตั้ง องค์การมหาชน ดูแลธุรกิจขายตรงแทน สคบ.









- ยอมรับไม่เสียดายศูนย์อำนาจ ยืนยันถ้าอยากโตก็ต้องเปลี่ยน


รองเลขาธิการ สคบ. สุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ มองไกลถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง องค์กรมหาชน สำหรับควบคุมธุรกิจขายตรงแทน สคบ. เฉกเช่นธุรกิจประกันชีวิต- ประกันภัย ที่มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ขึ้นมาดูแลเป็นการเฉพาะ พร้อมกับบ่งชี้ให้เห็นพัฒนาการขอองธุรกิจขายตรง ที่ขยับก้าวไปไกลเกินกว่า สคบ.จะดูแลได้ทั่วถึง จึงหวั่นเกรงว่า สคบ.จะกลายตัวถ่วงได้ในภายภาคหน้า


นายสุทธิศักดิ์ ภัทระมานะวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในฐานะที่ได้คลุกคลีอยู่กับหน่วยงานสคบ. มายาวนานและได้เห็นการเจริญเติบโตของธุรกิจขายตรงมาอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี จึงมีความรู้สึกว่าภารกิจหน้าที่หรือความรับผิดชอบของสคบ.ที่มีต่อผู้บริโภคมันกว้างมากเพราะเกี่ยวข้องกับหลากหลายธุรกิจ ขณะเดียวกันภาคส่วนของธุรกิจขายตรงได้มีการพัฒนาไปไกลเกินกว่าที่กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของ สคบ. จะดูและได้ทั่วถึง จึงมีความรู้สึกว่าธุรกิจขายตรงยังสามารถเจริญเติบโตได้อีกมหาศาลและเกรงว่าสคบ.จะเป็นตัวถ่วงความเจริญของธุรกิจขายตรงในภายภาคหน้า


ด้วยเหตุนี้ตนในฐานะที่เตยทำงานกับภาคเอกชนมาก่อน จึงมีความเห็นว่าในอนาคตหากมีความเป็นไปได้น่าจะจัดตั้ง องค์การมหาชน เข้ามากำกับดูแลภาคส่วนธุรกิจขายตรง แทนที่สคบ. เพราะจะเกิดความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งองค์การมหาชนนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับวงการประกันชีวิตประกันภัยที่มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) เข้ามาดูเเลธุรกิจนี้เป็นการเฉพาะ


ผมมองว่าถ้าหากเรายังให้สคบ.เข้ามากำกับดูแลธุรกิจขายตรงเหมือนเช่นทุกวันนี้มันก็คงไปไม่ถึงไหน สังเกตได้จากตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาตั้งแต่มีพรบ.ขายตรงเข้ามากำกับดูแลธุรกิจจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ปัญหาต่างๆ เช่นการแก้ไขกฎหมายให้มีความทันสมัย,การแต่งตั้งบอร์ดขายตรงละอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่าการตัดสินใจอะไรแต่ละอย่างมันมีขั้นตอนเยอะแยะมากมาย โดยส่วนตัวผมมองว่าถ้าตั้งองค์กรมหาชนเข้ากำกับดูแลธุรกิจขายตรงจะทำให้การทำงานด้านต่างๆ เกิดความคล่องตัวมากขึ้นกว่าเดิม


รองเลขาธิการฯสคบ. กล่าวอีกว่ารูปแบบขององค์การมหาชนนี้น่าจะเหมือนกับคปภ. ที่กำกับดูแลธุรกิจประกัน ซึ่งบุคลากรที่จะเข้ามากำกับดูแลองค์กรนี้อาจจะมาจากบุคคลภายนอกที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องเอาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายเข้าไปช่วยดูแลอีกทางหนึ่งเพราะคลุกคลีอยู่ในธุรกิจนี้มานานและเข้าใจธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี


ต่อข้อถามที่ว่า ถ้ายกธุรกิจขายตรงให้หน่วยงานอื่นไปกำกับดูแลแทนจะเกิดความเสียดายหรือไม่เพราะสคบ.ทำหน้าที่ดูแลธุรกิจขายตรงมายาวนานกว่า 10 ปีและมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับผู้ประกอบการขายตรงมากกว่าหน่วยงานอื่นๆ รองเลขาธิการฯสคบ.กล่าวว่า ถ้าเราอยากเห็นธุรกิจขายตรงเจริญเติบโตเป็นที่พึ่งพิงของผู้คนมากมายในอนาคตข้างหน้าเราก็ต้องตัดประเด็นเหล่านี้ออกไปให้ได้เช่นกัน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet): งาน Grand Opening The Aiyara ปักธงไอยรา ขายตรงสีขาวสายเลือดไทย








เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ทาง ไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) ได้จัดงาน Grand Opening ปักธงไอยรา พร้อมเปิดตัว 4 ผลิตภัณฑ์ใหม่รุกตลาดอาหารเสริมสุขภาพความงาม โดย "นายจิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้เกียรติร่วมงานมอบรางวัลเกียรติยศ ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ


ดร.กัมปนาท บุญราศี ประธานฯ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้กล่าวเปิดงานพร้อมให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงวิสัยทัศน์ไอยราเกี่ยวกับแผนธุรกิจในปี 2556 ว่าต้องการเป็นบริษัทขายตรงที่เป็นสีขาวอย่างแท้จริง และจะพยายามสร้างแบรนด์ไอยราฯ อย่างต่อเนื่องตามช่องทางต่างๆ โดยยึดหลักความเป็นแบรนด์ที่ดีมีคุณภาพ สามารถทำให้คนประสบความสำเร็จได้ อีกทั้งยังมั่นใจ Aiyara Academe ที่ปลุกปั้นนักธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ไฮไลท์ของงานนี้คือการเปิดตัว 4ผลิตภัณฑ์ คือ คอลลามิน คอนลาเจนจากปลาทะเล แอล-กลูต้าไธโอน แอล-คาร์นิทีน Q10 และเซซามิน กาแฟปรุงสำเร็จ วีซ่า กาแฟ รสเข้ม เต็มประโยชน์ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนูทรีสริม สุดยอดผลิตภัณฑ์ลดกระชับสัดส่วนสูตรใหม่ล่าสุด และ ออร่า ซันสกรีน SPF 50 PA +++


โดยภายในงานพบกับกิจกรรมภายในบูธต่างๆมากมายและยังมีการเปิดตัว แบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางคุณภาพเกรดพรีเมี่ยม นางสาวไทยปี 2553 น้องกิ๊ฟ กฤชภร หอมบุญญาศักดิ์ และยังมีการแสดงมินิคอนเสิร์ต โดยศิลปินชื่อดังอย่าง ไอซ์ ศรัณยู ทำเอาบรรยากาศหน้าเวทีภายในงานคับคลั่งไปด้วยเหล่าบรรดาแฟนเพลงอย่างล้นหลาม และช่วงท้ายสุดของงานยังมีการจับรางวัลใหญ่ แจกรถยนต์นิสสัน มาร์ช 1คัน มูลค่า 500,000 บาท งานนี้ถือว่าสำเร็จลุล่วงตรงตามคอนเซปต์ที่ท่านประธานได้กล่าวไว้ว่า We Care We Share We Glow อย่างแท้จริง

จัดทำเรียบเรียง www.thaimlmnews.com


[gallery columns="4"]

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : วันนี้ พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค อาจจะดูเหมือนมีการเติบโตที่ค่อนข้างจะช้าแต่การเติบโตที่ช้านี้เพราะบริษัทต้องการเติบโตที่เป็นเหมือนการตอกเสาเข็มไปทีละต้น และเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อไหร่ที่เสาขึ้นได้เต็มแล้วจะไม่มีวันยุบตัวลง พงษ์กฤตย์ องค์ศิริวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค








เป็นอีกหนึ่งบริษัทน้องใหม่ในวงการเครือข่าย ถ้าเอ่ยถึงคงมีน้อยคนในวงการที่ไม่รู้จักด้วยตัวสินค้าที่มาแรงอย่างสมุนไพรจีนปาซินสุ่ย และซินแปะฮ้อ 1 ปีที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี และในปีนี้พระรามเก้าเน็ตเวิร์คจะเดินไปในทิศทางใด พงษ์กฤตย์ องค์ศิริวัฒนา ผู้กุมบังเหียนของ พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค มีคำตอบ


ปีนี้บริษัทวางแผนการทำงานละมี่เป้าหมายอย่างไรบ้าง


ในปี 2556 บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเป้ายอดขายที่สูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 70% และกลยุทธ์ที่จะนำไปสู่เป้าหมายในปีนี้คือการออกสินค้าให้ครอบคลุมตลาดมากยิ่งขึ้น โดยในไตรมาสแรกของปี จะออกกาแฟดูแลสุขภาพสำหรับสุภาพบุรุษ ส่วนไตรมาสที่ 2 จะเป็นกลุ่มสมุนไพรจีนชนิดเม็ด และเสริมอาหารสำหรับสัตว์ ไตรมาสที่3 จะเป็นคอลลาเจน และไตรมาสที่4 เป็นสินค้ากลุ่มเกษตร รวมไปถึงการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ผ่านการออกบูธประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับสมาชิก


สินค้าใหม่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้บริษัทไปสู่เป้าหมาย คือเสริมอาหารสำหรับสัตว์ นับว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับธุรกิจนี้ โดยบริษัทได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)แลเมหาวิทยาลัยมหิดล ในการทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่ใช้ได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์เพื่อใช้ในการนำมาผลิตสินค้าโดยในไตรมาสที่ 3 นี้ จะได้เห็นสินค้าที่เป็นเสริมอาหารสำหรับสัตว์ออกสู่ตลาดภายใต้แบรนด์ สก็อตดี เจาะตลาดคนรักสุนัขและแมวที่นับว่าเป็นตลาดใหม่ที่ยังไม่เคยมีเครือข่ายรายใดทำมาก่อนและการที่บริษัทคิดที่จะเจาะเข้าไปในตลาดกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากการวิเคราะห์พบว่ามูลค่าของตลาดอาหารสัตว์มีมูลค่าประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้นอีกในอนาคต


วางแผนการฝึกอบรมปีนี้อย่างไร


ได้ปีนี้บริษัทได้จัดตั้งสถาบันฝึกอบรมที่ชื่อ สถาบันพัฒนาพระรามเก้า ยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นสถาบันที่ฝึกอบรมสมาชิกที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเป็นประจำและต้องการที่จะเปลี่ยนเป็นนักธุรกิจ ดังนั้นบริษัทจึงได้จัดตั้งสถาบันดังกล่าวขึ้น เพื่อจัดอบรมให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการทำธุรกิจเครือข่าย มุ้งเน้นสร้างให้สมาชิกก้าวขึ้นเป็นผู้นำและช่วยสร้างให้สมาชิกรักกันมากยิ่งขึ้น โดยในปีนี้บริษัทได้มี อาจารย์เสริมวิทย์ สิริพูนกิติกูล ที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจเครือข่ายมากกว่า 15 ปีเข้ามาช่วยในการอบรมอีกด้วย


ภาพรวมบริษัทในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง


สำหรับปีที่ผ่านมา พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค เติบโตไปในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี ซึ่งจะเห็นได้จากยอดขายสินค้าที่สูงถึง 90% มาจากจำนวนของผู้ซื้อสินค้าไปใช้และกลายมาเป็นสมาชิกของบริษัท โดยในเดือนตุลาคม 2555 ที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 รหัส นอกจากนี้บริษัทยังประสบความสำเร็จกับยอดการจำหน่ายสินค้า โดยมีสัดส่วนดังนี้ กลุ่มสมุนไพรจีนภายใต้แบรนด์ ปาชินสุ่ย และซินแปะฮ้อ 70% กลุ่มเสริมอาหาร 15% และกลุ่มเครื่องสำอาง 15% โดยมีฐานผู้บริโภคอยู่ในภาคใต้ อีสาน และกรุงเทพฯ และขณะนี้บริษัทได้เริ่มเข้าไปทำตลาดในภาคตะวันออกแล้ว อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงเน้นเจาะตลาดในภาคใต้ เนื่องจากภาคใต้เป็นภาคที่ทำการตลาดค่อนข้างยาก แต่หากสามารถทำตลาดได้จะเป็นตลาดที่เติบโตเป็นอย่างมาก


อะไรเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนเข้ามาทำธุรกิจกับ พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค


จุดเด่นของบริษัทสิ่งแรกคือสินค้าที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสมุนไพรจีนที่มีการสืบทอดมาจากต้นราชวงศ์จีน อีกทั้งผู้บริหารที่เป็นเจ้าของแบรนด์เดียวกับยาสตรีนิสิงเห ที่เป็นที่รู้จักกันมาช้านาน เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการการันตีสินค้า รวมถึงการทำงานที่เน้นคุณธรรมและบริหารงานแบบครอบครัวที่ผู้บริหารต้องลงไปสัมผัสถึงการทำงานจริงของสมาชิกเพื่อที่จะได้เข้าใจและนำมาแก้ไขได้ถูกจุด ที่สำคัญยังมีการอำนวยความสะดวกในการทำงานที่ใช้ระบบออนไลน์ และเคาน์เตอร์เซอร์วิส รวมไปถึงระบบการขนส่งที่รวดเร็ว เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก เพื่อให้สมาชิกทำงานรวดเร็วมากยิ่งขึ้น


มองการเติบโตของพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค เป็นอย่างไร


วันนี้ พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค อาจจะดูเหมือนมีการเติบโตที่ค่อนข้างจะช้าแต่การเติบโตที่ช้านี้เพราะบริษัทต้องการเติบโตที่เป็นเหมือนการตอกเสาเข็มไปทีละต้น และเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เมื่อไหร่ที่เสาขึ้นได้เต็มแล้วจะไม่มีวันยุบตัวลง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวออร์กาโน่ โกลด์ (ORGANO GOLD) : ออร์กาโน่ โกลด์ แจงแหตุโรคเลื่อน ลั่น Q แรกแต่งตัวเป็นทางการ








ออร์กาโน่ โกลด์ เผยเหตุเลื่อนเปิดตัวบริษัท หลังเจอปัญหาภายใน รับต้องเคลียร์ปัญหาทุกอย่างให้ลงตัวก่อนและต้องการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ยันไตรมาส 1 เปิดตัวบริษัทพร้อมประกาศตัวต่อสาธารณชนแน่นอน ยัน 3 เดือนแรกของปีเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก พร้อมส่งกาแฟเห็ดหลินจือลงตลาดหวังตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลงไหลกาแฟรักสุขภาพ


จุฑาพันธุ์ โสตถิพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท จี จี แฮปปี้เนส จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงภายใต้แบรนด์ ออร์กาโน่ โกลด์ เปิดเผยว่า บริษัท จี จี แฮปปี้เนส จำกัด เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของออร์กาโน่ โกลด์ โดยจะเป็นบริษัทที่ทำการตลาดให้กับสินค้าแบรนด์ออร์กาโน่ โกลด์ ในประเทศไทย และมีการจดทะเบียนในชื่อ ออร์กาโน่ โกลด์ ประเทศไทย อีกด้วย


สำหรับเหตุผลที่ไม่สามารถเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการได้แม้จะมีการดำเนินธุรกิจมาสักระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการประกาศที่จะเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการมาแล้ว แต่สุดท้ายต้องเลื่อนออกไป เนื่องจากบริษัทต้องเคลียร์ปัญหาหลายๆด้านให้ลงตัว รวมไปถึงการดำเนินการตามนโยบายของบริษัทที่ต้องทำทุกอย่างให้ถูก อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าจะสามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ในไตรมาสแรกของปีนี้


ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทยังมีปัญหาด้านการโยกย้ายสายงานที่ยังไม่ลงตัว หรือในส่วนของนโยบายบริษัทแม่ที่มีนโยบายว่า เมื่อบริษัทไปเปิดสาขาในประเทศใด ผู้ที่จะเข้าไปบริหารสายงานได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลในประเทศนั้นๆ หรือหากสมาชิกหรือแม่ทีมท่านใดต้องการที่จะไปทำธุรกิจในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของตนนั้นจะต้องยื่นเอกสารแสดงความจำนงต่อบริษัทก่อน รวมไปถึงการแกกฎระเบียบแบบแผนการดำเนินงานให้ถูกต้องตามกฎหมายของไทยและกฎหมายสากล แต่ปัญหาหลักที่บริษัทต้องเคลียในขณะนี้ คือ ปัญหาของสมาชิก


ในส่วนของแผนการทำตลาด ในช่วง 3 เดือนแรก บริษัทได้วางระบบ วางเป้ายอดขาย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอความพร้อมในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ได้มีการพูดคุยกับผู้บริหารเกี่ยวกับการจัดการระบบภายในแล้ว หากมีการร่วมธุรกิจสามารถทำได้อย่างถูกต้อง และอีกเป้าหมายหนึ่งคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกที่เข้ามาร่วมธุรกิจ รวมไปถึงการดำเนินธุรกิจที่สมาชิกและบริษัทจะสามารถก้าวไปพร้อมๆ กันได้โดยการทำงานของบริษัทจะเน้นทำงานในแบบครอบครัว ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาในการดำเนินงานบริษัทจะเรียกสมาชิกมาคุยและชี้แจงเหตุผลเพื่อให้เข้าใจกันทั้ง 2 ฝ่าย


ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าทั้งสิ้น 5 รายการ ซึ่งเป็นกาแฟทั้งหมด และสินค้าทั้ง 5 รายการ เป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และสินค้าของบริษัทได้วางอยู่ในกลุ่มพรีเมี่ยมระดับ B+ ซึ่งการที่บริษัทเลือกที่จะทำการตลาดสินค้ากาแฟเพื่อสุขภาพ เนื่องจากในปัจจุบันเป็นเทรนที่กำลังมาแรง และในส่วนของตลาดเครือข่ายก็ได้มีการทำตลาดมานาน แต่ในส่วนของบริษัทจะทำกาแฟเพื่อสุขภาพที่แตกต่างออกไป คือ กาแฟเห็ดหลินจือ หรือบางตัวจะมีส่วนผสมของโสม เนื่องจากมองว่าผู้บริโภคปัจจุบันหันมาดื่มกาแฟเพื่อสุขภาพกันมากขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ปูพรมแผน 5 ปี ย้ำกลยุทธ์เข้าถึงทุกกลุ่ม









กิฟฟารีน วางหมากก่อนลุยตลาดอาเซียน ดึงกลเม็ดมัดใจลูกค้า 2 กลุ่ม ทั้งเก่าและใหม่ หวังตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด เน้นสร้างองค์ความรู้สู่การเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงให้กับสมาชิกส่วนนักธุรกิจใหม่เตรียมสอนวิธีสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดทยอยปรับสินค้าเพิ่ม 10 % หลังอั้นต้นทุนไม่ไหว วัตถุดิบ และต้นทุน สินค้าอื่นๆ ขยับขึ้นทุกรายการ


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้วางแผนเติบโตในระยะยาว โดยวางแผน 3-5 ปีจากนี้ไป จะต้องมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 10-15% โดยปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันยอดขาย คือการเปิดตลาด AEC ที่จะมีการแข่งขันกันสูง ซึ่งบริษัทต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


สำหรับแผนการรองรับเปิดตาด AEC บริษัทได้วางแผน 2 ส่วน คือ 1.การพุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยใช้สินค้าของกิฟฟารีนมาก่อน และ 2.สมาชิกกลุ่มเดิมที่เป็นกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งบริษัทมองภาพในระยะยาวว่าอะไรที่จะมาต่อยอดและตอบสนองความพึงพอใจของสมาชิกกลุ่มดังกล่าวได้ ที่สำคัญจะต้องมีการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้อย่างต่อนื่อง


แผนที่เรากล่าวมา คือื การตอบสนองกลุ่มคน 2 กลุ่ม ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ว่าอะไรที่จะช่วยต่อยอดในการทำงานให้กับเขาได้ อย่างสมาชิกกลุ่มเดิมปัจจุบันให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ต้องบอกว่าสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคสินค้าปัจจุบันมีมากถึง 6 ล้านคน ทีนี้เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าคนเก่าที่อยู่จะรักษาฐานกลุ่มนี้อย่างไร และทำอย่างไรให้สมาชิกกลุ่มนี้ซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง จากนี้ไปเราจะเน้นกลลุ่มสมาชิกเก่า 70% และกลุ่มสมาชิกใหม่ 30 %


ทั้งนี้บริษัทจะใช้กลยุทธ์การสร้างองค์ความรู้ในการเข้าสู่การเป็นมืออาชีพอย่างเเท้จริงให้กับสมาชิก ส่วนนักธุรกิจใหม่ก็จะมีการสอนวิธีการสร้างรายได้ในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งที่บริษัทจะเน้นคือ การแยกกลุ่มเซ็กเม้นเตชั่นเพื่อดูแลผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกกลุ่มโดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคมีหลากหลายกลุ่มและต้องจำแนกตามอายุ เพศ และกำลังซื้อ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง


น.ต.พญ.นลินี กล่าวต่อว่า กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา (1 ม.ค.-15 ก.พ. 2556) บริษัทมีอัตราสูงถึง 19.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นปี 2555 บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่อัตราเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากช่องกิฟฟารีน รวมถึงกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับโครงสร้างนักธุรกิจด้วยการแนะนำให้นักธุรกิจจำนวน 300 รหัส (รายได้ 10,000 บาทขึ้นไป) จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล


การแนะนำให้นักธุรกิจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จัดตั้งบริษัทเพื่อความสะดวกในการหักลดหย่อนภาษี อย่างที่ผ่านมาเราได้เชิญสรรพากรมาให้คำแนะนำกับนักธุรกิจ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเรียบร้อยในเดือนมีนาคมนี้


อย่างไรก็ตาม หลังต้นทุนสินค้าโดยรวมตัวปรับสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์อย่างเม็ดพลาสติก กล่องกระดาษ รวมถึงวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้น 20% บริษัทจึงได้ทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นเนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว สินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ตั้งแต่ต้นปี 2556 โดยสินค้าที่ปรับขึ้น ได้แก่ ผงซักฟอก และ ยาสีฟัน เป็นต้น





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


ข่าวซินเนอร์จี้ (Synergy WorldWide) : ซินเนอร์จี้ รับอยู่ในช่วงขาลง ยันไม่ท้อเร่งรดน้ำดาวน์ไลน์









ซินเนอร์จี้ เผยทิศทาง 56 เน้นสร้างพื้นฐานความรู้ด้านธุรกิจสู่สมาชิก พร้อมดันยอดขายสู่เป้าหมาย แม้บริษัทแม่ยังคงให้เป้าหมายเดิม ยอมรับที่ผ่านมาโฟกัสอัพไลน์ จนดาวน์ไลน์อยู่ไม่ได้ ชี้อัตราเติบโตทั่วโลก ยังเป็นที่น่าพอใจ เดินหน้าเปิดตลาดต่างประเทศรองรับ AEC แม้ตลาดในเวียดนามนามจะวืด


ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางของบริษัทในปี 2556 ว่า ในปีนี้บริษัทจะเน้นการสร้างพื้นฐานและความรู้เกี่ยวกับธุรกิจให้กับสมาชิกมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการเน้นยอดขายมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมองว่ายอกดขายเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้บริษัทสามารถของบประมาณการตลาดจากบริษัทแม่ได้ง่ายขึ้น


ทั้งนี้บริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ตั้งเป้ายอดขายในประเทศไทย แต่เป็นเป้ายอดขายเท่ากับปีที่ผ่านมา ที่นับเป็นยอดขายที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งการที่บริษัทแม่เล็งเห็นเช่นนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาซินเนอร์จี้ในประเทศไทย ได้มีการทำตลาดที่ค่อนข้างรุนแรงแต่ผลตอบรับยังไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น บริษัทแม่จึงมองว่าตลาดไทยจะต้องกลับมาวางแผนใหม่ เพื่อที่จะให้บริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น


สำหรับที่ผ่านมาบริษัทยอมรับว่ามีอัตราการเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แม้จะมีการทำการตลาดหรืออัดโปรโมชั่นที่แรงๆ ลงไปแต่เป็นเหมือนการทำการตลาดที่เน้นเฉพาะบางส่วน โดยเฉพาะในส่วนของอัพไลน์ที่มีการเติบโตมากแต่ในทางกลับกันดาวน์ไลน์หรือคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจใหม่ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ ดังนั้น ในปีนี้บริษัทจึงให้ความสำคัญในกลุ่มดังกล่าวมากขึ้น


ที่ผ่านมาซินเนอร์จี้เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้นไม้ที่มีการรดน้ำ แต่รดในเฉพาะส่วนของใบไม่ได้รดราก เมื่อไม่ได้รดน้ำใบก็จะเหี่ยว ดังนั้น ในปีนี้เราจะรดไปที่ราก ซึ่งจะช่วยให้ต้นแข็งแรงและเติบโตขึ้นได้ ดังนั้น คนที่เข้ามาใหม่จะสามารถอยู่ได้และบริษัทก็เติบโตขึ้นดื้อย่างที่ผ่านมา ซินเนอร์จี้ มัวแตโฟกัสไปที่อัพไลน์ไม่ได้ดูแลในส่วนของดาวไลน์เท่าที่ควรจึงทำให้ดาวน์ไลน์อยู่ไม่ค่อยได้ แต่ในปีนี้จะดูแลดาวน์ไลน์ให้มากขึ้น แม้อาจจะทำให้อัพไลน์มีรายได้ที่น้อยลง แต่สามารถให้ดาวน์ไลน์อยู่ได้เราก็ต้องทำ


ในส่วนของการเติบโตของซินเนอร์จี้ทั่วโลกในปีที่ผ่านมาในแต่ละประเทศมีอัตราการเติบโตในระดับที่น่าพอใจ โดยมีอัตราการเติบโตทั่วโลก ประมาณ 44% อย่างไรก็ตามในส่วนของประเทศเวียดนามอัตราการเติบโตยังไม่เป็นที่น่าพอใจหรืออยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากเวียดนามยังมีข้อกฎหมายหลายประการที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ


อย่างไรก็ตาม แม้ในเวียดนามจะยังมีการเติบโตไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่บริษัทจะยังเดินหน้าในการเปิดสาขาต่างประเทศต่อไป ซึ่งไปนี้ได้วางแผนที่จะเข้าไปเปิดสาขาย่อยใน สปป.ลาว และพม่า โดยเปิดธุรกิจในรูปแบบศูนย์บริการของสมาชิก ซึ่งคาดว่ากลางปีนี้จะเปิดดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการได้ อีกทั้งการที่บริษัทยังเดินหน้าที่จะเปิดสาขาเพิ่มในต่างประเทศนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในปี 2558




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทีน วางกลยุทธ์ลองเทอม ส่งซับแบรนด์จับตลาดสกินแคร์








 


มิสทีนวางหมากรับมือตลาด AEC แบ่งแผน 2 ส่วนทั้งตลาดและนอก หลังพบสินค้ากลุ่มสีสันยอดขายพุ่งกระฉูด ล่าสุด แตกซับแบรนด์มิสทีน ภายใต้แบรนด์เมลาเคลียร์ ชิงตลาดสกินแคร์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย 14 % พบตลาดยังมีศักยภาพสูง ชี้เตรียมทยอยเปิดตัวเมลาเคลียร์เพิ่มอีก 20 รายการ พร้อมเตรียมแผนร่วมมือตั้งโรงงานผลิตสินค้าเวียดนามในอนาคต เพื่อรับมือตลาด AEC ในปี 2558


ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหำน่ายสินค้าแบรนด์มิสทีน เปิดเผยว่า บริษัทได้วางแผนการตลาด 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยการวางกลยุทธ์การบริหารจัดการไว้สองส่วน คือ ตลาดภายในประเทศ โดยตลาดในประเทศนั้น จะมองหาสินค้าที่เป็นพระเอกเพื่อรุกตลาด นั่นคือ สินค้าในกลุ่มสีสัน ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 45% จากยอดขายรวม โดยบริษัทจะเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างแบรนด์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งนี้ ถือเป็นการวางพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อนก้าวสู่ตลาด AEC ขณะเดียวกัน สำหรับแผนการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ บริษัทได้เตรียมแผนการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะโรงงานผลิตสินค้าที่วางแผนอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าแถบอินโดจีน และเวียดนาม เพื่อลดสัดส่วนการผลิตในประเทศจากเดิมที่มีประมาณ 90% ให้เหลือเพียง 60% และเพิ่มสัดส่วนการผลิตในตลาดต่างประเทศจาก 10% เป็น 40 % ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งเตรียมแผนจะร่วมมือกับสมาคมความงามในการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้เทียบเท่ากกับแบรนด์นานาชาติ


นอกจากสินค้าในกลุ่มสินค้าในกลุ่มสินค้าที่บริษัทเน้นทำตลาดแล้ว บริษัทยังเน้นสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขยาย 14 % จากยอดขายรวมซึ่งจะเป็นสินค้าอีกหนึ่งกลุ่มที่จะให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพตลาดของมิสทีนให้แข็งแกร่ง โดยล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ไวท์ ซับแบรนด์ภายใต้มิสทีน ที่ถือเป็นสินค้านำร่องในการเปิดตลาด โดยบริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าเมลาเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก 20 รายการ


ทั้งนี้ การขยายตลาดไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้เตรียมแผนรองรับด้วยการศึกษาถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและการตอบรับจากแบรนด์สินค้า ซึ่งจากการสำรวจตลาดเบื้องต้น พบว่าประเทศเพื่อนบ้านให้การยอมรับแบรนด์สินค้าไทยเป็นอย่างดีและล่าสุดบริษัทได้ไปศึกษาตลาดที่ประเทศฟิลิปปินส์และอีกสองเดือนข้างหน้า จะไปทดลองตลาดที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เพื่อดูการตอบรับว่าเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาการขยายตลาดในต่างประเทศนั้น ประสบความสำเร็จไม่น้อย โดยจะเห็นได้จากประเทศพม่าที่มียอดขายสูงถึง 300 ล้านบาท ในปี 2555


การขยายตลาดต่างประเทศ มิสทีนจะต้องวางแผน 4 ด้าน ประกอบด้วย ความเหมาะสมของตัวสินค้า การสร้างแบรนด์ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ช่องทางจำหน่ายจะเป็นรูปแบใดและแผนการตลาดที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเปิดตลาด และให้แบรนด์ประสบความสำเร็จสูงสุด ดนัย เผย


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

กองปราบฯจับรังขายตรงเถื่อน ค้านหัวชนฝาธุรกิจไม่ผิด









กองปราบฯ เอาจริงขายตรงเถื่อน ล่าสุดส่งเจ้าหน้าที่จับกุมบริษัทขายตรงด้วยข้อหาไม่มีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจจาก สคบ. พร้อมยึดของกลางไว้เป็นหลักฐาน และส่งหมายเรียกเจ้าของตึกและบริษัทให้ปากคำ ด้านผู้บริหารปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยันบริษัทไม่มีความผิด แถมโบ้ยความผิดผู้บริหารคนเดิม


จากกรณีที่เจ้าพนักงานจากกองปราบฯได้เข้าตรวจค้นและจับกุม บริษัท พีพี กรุ๊ป 99 จำกัด เนื่องจากได้รับแจ้งว่าบริษัทดังกล่าว ได้กระทำความผิดในข้อหาเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และเมื่อเจ้าพนักงานขอดูใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ ผู้บริหารบริษัทดังกล่าว ไม่สามารถนำเอกสารมาอ้างอิงได้ โดยให้เหตุผลต่อเจ้าพนักงานว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนของการขออนุญาต


เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามกลับไป ผู้บริหารกลับให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับเจ้าพนักงานพร้อมกับปฏิเสธในข้อกล่าวหาและยืนยันว่าบริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง ละในส่วนของใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ.นั้น บริษัทเคยยื่นขอใบอนุญาตแล้วแต่ไม่ได้รับการอนุมัติจาก สคบ. เนื่องจากธุรกิจของบริษัทเกี่ยวกับการให้บริการด้านซิมโทรศัพท์และบัตรเติมน้ำมันไม่ใช่การขายสินค้าอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งไม่อยู่ในขอบข่ายการรับผิดชอบของ สคบ. ดังนั้น สคบ. จึงไม่รับจดทะเบียน


จากนั้นผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสำรวจ พบว่าบริษัทดังกล่าวได้มีการทำธุรกิจในลักษณะขายตรงจริง เมื่อดูจากหน้าเว็บไซต์ของบริษัทดังกล่าวจะเห็นได้ว่ามีแผนธุรกิจเป็นแบบแผนไบนารี่ และจากเอกสารหลายรายการที่เข้าข่ายการเป็นบริษัทขายตรง เช่น ใบแสดงราคาสินค้าพร้อมบอกราคาและจำนวนพีวีรายการสินค้าต่างๆเป็นต้น


พร้อมกันนี้ผู้บริหารของบริษัทดังกล่าวยังได้กล่าวอ้างว่าการที่กองปราบฯได้เข้าจับกุมบริษัทของตนครั้งนี้เกิดจากการกลั่นแกล้งของผู้บริหารคนเดิมที่เคยทำธุรกิจร่วมกันแต่ได้ออกจากบริษัทไปแล้ว พร้อมกับโกงเงินบริษัทไปกว่า 7 ล้านบาท และยังกล่าวต่อไปว่าหากบริษัทจะผิดจริงก็เป็นในส่วนของบริษัทเดิมที่รู้จักกันในชื่อ พีพีเอ็น ละได้เปลี่ยนมาเป็นพีพี กรุ๊ป 99 ซึ่งในขณะนั้นเป็นการบริหารงานของผู้บริหารคนเดิมและไม่ได้มีการจดทะเบียนจริง และการดำเนินงานในช่วงนั้นตนเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งของบริษัท


อีกทั้งบริษัทได้อ้างว่าบริษัทของตนไม่ใช่บริษัทขายตรงจึงไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตจาก สคบ. และสินค้าที่วางอยู่ในบริษัทเป็นสินค้าที่มีไว้เพื่อแจกให้กับลูกค้าที่สามารถสะสมแต้มจากการใช้บริการได้ตามกำหนดและมีไว้สำหรับจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้า ซึ่งสินค้าเหล่านี้มาจากบริษัทเดิมที่ยังคงค้างสต๊อกอยู่


จากการสอบถามเจ้าพนักงานที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้พบว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบข้อมูลกับ สคบ. ว่าบริษัทได้ทำการจดทะเบียนขออนุญาตจริงหรือไม่ และได้ส่งเรื่องนี้ให้กับพนักงานสอบสวนแล้ว พร้อมกับส่งหมายเรียกให้เจ้าของอาคาร และบริษัทดังกล่าวเข้ามาชี้แจงและหากพบว่าผิดจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย


อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าบริษัทได้ใช้ช่องว่างของกฎหมายบางข้อมาใช้ในการกระทำความผิดอย่างในกรณีนี้ ใช้การบริการของซิมโทรศัพท์และบัตรเติมน้ำมัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในหน้าที่การรับผิดชอบของ สคบ. มาเป็นข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดของตน ซึ่งเชื่อว่าการกระทำในลักษณะนี้คงไม่ได้มีเฉพาะแต่บริษัทนี้เพียงบริษัทเดียว ที่ได้นำช่องว่างนี้มาเป็นการหลีกเลี่ยงความผิดของตน ซึ่งเชื่อว่าการกระทำในลักษณะนี้คงไม่ได้มีเฉพาะแต่บริษัทนี้เพียงบริษัทเดียวที่ได้นำช่องว่างนี้มาเป็นการหลีกเลี่ยงความผิด ดังนั้นผู้ประกอบการ สมาชิกบริษัทเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจสีขาวได้ในเร็ววัน และมีภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประชาชน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแอมเวย์(Amway): อาร์ทิสทรีรุกตลาดไวท์เทนนิ่ง ส่ง "อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์" ใหม่ มั่นใจยอดขายอาร์ทิสทรีรวมทะลุ 3,100 ล้านบาทสิ้นปีนี้








เครื่องสำอางอาร์ทิสทรีจากแอมเวย์เสริมทัพผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรีเมียม เปิดตัวสินค้าใหม่ อาร์ทิสทรีไอดีล เรเดียนซ์ ชูเทคโนโลยีเพื่อผิวสว่างใสแบบ 3 มิติ ให้ประสิทธิภาพสูงแต่อ่อนโยนต่อผิว ตอบรับเทรนด์สาวไทยปลื้มผิวขาว เตรียมกลยุทธ์บุกตลาดเต็มรูปแบบ มั่นใจสิ้นปีอาร์ทิสทรีมียอดขายรวมกว่า 3,100 ล้านบาท


นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทแอมเวย์ยังมุ่งเน้นการทำตลาดที่กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้หญิงเอเชียในประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น ไทย จีน เวียดนาม และมาเลเชีย พบว่า เทรนด์ความต้องการผิวขาวกระจ่างใสยังคงมาแรงและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคจะมีความคาดหวังต่อผลิตภัณฑ์บำรุงผิว-มากขึ้น โดยต้องการสกินแคร์ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว ดังนั้น ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อ จึงเลือกจากประสิทธิภาพของสกินแคร์นั้นๆ เป็นหลัก เช่น สามารถช่วยให้ผิวขาวใส สีผิวสม่ำเสมอ ไร้ที่ติ นอกจากนั้น ความนิยมในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง เพราะสาวๆ เชื่อว่า ประโยชน์จากธรรมชาติจะช่วยให้เกิดความงามที่ยั่งยืนและปลอดภัย


ปีที่ผ่านมา ตลาดเครื่องสำอางบำรุงผิวหน้าในกลุ่มพรีเมียมแบรนด์มีมูลค่าสูงถึง 11,500 ล้านบาท ซึ่งอาร์ทิสทรียังครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางพรีเมียมแบรนด์อันดับ 1 ของเมืองไทย มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ถึง 20% เรามองเห็นโอกาสทางการตลาดโดยเฉพาะการเติบโตของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใส จึงเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการดูแลสมดุลผิวแบบองค์รวม อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ (ARTISTRY IDEAL RADIANCE) ชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความขาวกระจ่างใสที่สอดรับความต้องการของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยให้ประสิทธิภาพที่สัมผัสได้และส่วนผสมสำคัญที่มาจากธรรมชาติ จึงมั่นใจว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจากสาวไทย นางรัตนากล่าว


นางรัตนากล่าวเสริมว่า อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เป็นชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใสที่ทรง- ประสิทธิภาพสูง แต่อ่อนโยนต่อผิว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีผิวกระจ่างใสแบบ 3 มิติ (3D Technology) พร้อมสูตรเฉพาะ มัลติฟลอรา เบลนด์ (MultiFlora Blend) จากดอกไม้นานาพันธุ์ และโปรตีนจากไข่มุก ช่วยให้ผิวเปล่งประกายสมบูรณ์แบบด้วยความงามแบบ 3 มิติ คือ ผิวสว่างใส สีผิวสม่ำเสมอ และเปล่งประกายผิวสุขภาพดี กลุ่มผลิตภัณฑ์นี้มีทั้งหมด 6 รายการ ได้แก่ 1.เคล็นเซอร์ 2. โทนเนอร์ 3.เอสเซนส์สูตรน้ำนม 4.ทรีทเมนท์ดูแลจุดด่างดำ 5.มอยเจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวสูตรน้ำนม และ 6.ครีมบำรุงผิวกลางคืน เพื่อการดูแลผิวอย่างครบวงจร ซึ่งอาร์ทิสทรีมั่นใจว่าจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการมีผิวเนียนกระจ่างใสของผู้หญิงไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ


นางรัตนากล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์ในการโปรโมท อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ เน้นการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Communication) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึงทุกช่องทาง โดยอาร์ทิสทรีประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นประเทศแรกที่เริ่มจำหน่ายสินค้ากลุ่มนี้ ทั้งยังเตรียมจัด ไอดีล เรเดียนซ์ 3D ไบรท์เทนนิ่ง เวิร์คช็อป (Ideal Radiance 3D Brightening Workshop) เพื่ออบรมให้นักธุรกิจแอมเวย์กว่า 10,000 ที่นั่ง พร้อมถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมไปยัง 6 จังหวัดหลักทั่วประเทศ เพื่อฝึกอบรมให้นักธุรกิจแอมเวย์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ได้อย่างมืออาชีพ โดยเชิญนักวิทยาศาสตร์และผู้บริหารจากสำนักงานใหญ่ ประเทศสหรัฐอเมริกาบินตรงมาให้ความรู้ถึงเมืองไทย


พร้อมกันนี้ได้มีการจัดทำวิดีโอโฆษณาเผยแพร่ทางยูทูป (YouTube) และโฆษณาผ่านนิตยสารสตรีชั้นนำ โดยทั้งสองสื่อมี เทเรซ่า พาล์มเมอร์ (Teresa Palmer) ดาราฮอลลีวู้ดในฐานะโกลบอลแบรนด์แอมบาสเดอร์เป็นพรีเซ็นเตอร์แสดงนำ และเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์สินค้าที่แปลกใหม่ อาร์ทิสทรีได้สร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ชื่อว่า อาร์ทิสทรี ไทย เออาร์ (Artistry Thai AR) เพื่อนำเทคโนโลยีการผสมผสานโลกเสมือนจริง (Augmented Reality) มาสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอีกด้วย เพื่อสร้างชีวิตชีวาให้กระดาษสามารถลุกขึ้นมามีชีวิตได้ด้วยเทคนิค 3D ในการนำเสนอวิดีโอโฆษณา และเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนนักธุรกิจแอมเวย์ให้เปิดตลาดง่ายขึ้นด้วย นางรัตนากล่าว


จากคุณภาพของผลิตภัณฑ์กับแผนการตลาดแบบบูรณาการ เรามั่นใจว่า อาร์ทิสทรี ไอดีล เรเดียนซ์ จะช่วยให้ยอดขายของกลุ่มเครื่องสำอางเพื่อผิวขาวใสของอาร์ทิสทรีเติบโตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ส่งผลให้อาร์ทิสทรียังครองแชมป์เป็นเครื่องสำอางที่มียอดขายสูงสุดในกลุ่มแบรนด์พรีเมียมของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง นางรัตนากล่าวทิ้งท้าย


ที่มา:www.amwayshopping.com

วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวจันทร์สว่าง เฮิร์บเบิลไลน์ (Chansawang Herbal lines) : เปิดยุทธศาสตร์ล่าขุมทรัพย์ต่างแดนค่าย จันทร์สว่าง ประกาศเตรียมกุญแจสำคัญ 5 ดอก เข็นธุรกิจปี56 โต20%









หากพูดถึงธุรกิจจันทร์สว่าง เชื่อว่าชื่อนี้ไม่มีใครที่ไมรู้จักชื่อนี้อย่าง แน่นอน!..เพราะตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เรียกว่าแบรนด์นี้ เป็นที่คุ้นหูและชินตาของผู้บริโภคทั่วทั้งประเทศ ซึ่งความสำเร็จของ ธุรกิจ จันทร์สว่าง ที่สามารถประสบความสำเร็จจนมาถึงวันนี้ได้เพราะมี แม่ทัพหญิงแกร่งอย่าง ดร.กัญชร จันทร์สว่าง ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกลุ่มบริษัทจันทร์สว่าง เฮิรบ์ เบิล ไลน์ จำกัด ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย เครื่องสำอางสมุนไพร ภายใต้แบรนด์ จันทร์สว่าง นั่นเอง


ต้องบอกว่าเส้นทางความสำเร็จของค่ายนี้ ที่กว่าจะผงาดอยู่ในธุรกิจนี้ มาจนปีที่ 10 ได้นั้น เรียกได้ว่าบุกป่าฝ่าดงกระสุนปืนในธุรกิจมาอย่างหนักหนา สากรรจ์ทีเดียว แต่ด้วยความตั้งมั่นของ ดร.กัญชร ที่อยากจะเห็นคนไทยได้ ใช้สินค้าไทยโดยเฉพาะสมุนไพรไทยนี่เอง จึงทำให้ผู้บริหารท่านนี้จึงไม่ยอม ย่อท้อต่ออุปสรรคที่อยู่ข้างหน้า
และจากเส้นทางธุรกิจจาก1ปีจนก้าวสู่ปีที่ 10 ความมั่นคงของธุรกิจ จันทร์สว่าง ก็ยังไม่ลดละที่จะสร้างความสำเร็จไว้แค่นี้ ยังมองไปถึงตลาดต่าง ประเทศ ตลาดอาเซียนอีกด้วย เพื่อที่จะต้องการให้สินค้าไทยได้เป็นที่รู้จักของ คนทั่วโลก

ปี55ปรับแพ็คเกจจิ้งใหม่รับAEC พร้อมปล่อย5ยุทธศาสตร์ดันธุรกิจ

ในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของธุรกิจ จันทร์สว่าง แล้วจะพบว่า ค่ายนี้เริ่มที่จะหันมามองตลาดในอาเซียนมากขึ้น หลังจากที่กระแสของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เริ่มที่จะเข้ามามีบทบาท กับหลายๆ ธุรกิจ เช่นเดียวกับทาง จันทร์สว่าง เอง ก็เริ่มที่จะมีการเตรียม แผนรับมือกับตลาดอาเซียนนี่เช่นกัน...เห็นได้จากในปี 2555 ที่ผ่านมา ทาง จันทร์สว่าง ได้มีการเปิดตัว Chansawang New Packaging 2012 ใหม่ ในทุกกลุ่มสินค้าจันทร์สว่าง เพื่อรองรับตลาดประชาคมอาเซียน (AEC) ที่จะ เกิดขึ้นในปี 2558 นี้ เพื่อเป็นการปรับภาพลักษณ์ให้ดูโมเดิร์นขึ้น พร้อมกับ เป็นการผลักดันยอดขายให้สูงขึ้นตามลำดับด้วย

นอกจากนี้ ในปีนี้ที่ผ่านมา ทางด้าน จันทร์สว่าง เอง ยังได้มีการปล่อย 5 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น แผนที่ 1 พัฒนาสินค้าเก่า เพิ่มสินค้าใหม่ โดยพัฒนา หน้าตา รูปร่าง ด้านความสวยงาม และความสะดวกในการใช้ของสินค้าเก่าทุกตัว แผนที่ 2 พัฒนาศูนย์ที่เปิดแล้ว และเพิ่มศูนย์เปิดใหม่โดยเน้นการฝึกอบรมด้วยวิทยากรชั้นนำมาให้ความรู้ กำหนดรูปแบบการตกแต่งหน้าร้านให้มีความเป็นเอกภาพ เหมือนกันทุกศูนย์ และกระตุ้นความสนใจให้มีการเปิดศูนย์เพิ่มขึ้นใหม่

แผนที่ 3 พัฒนาช่องทางการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ โดยเพิ่มงบ ประมาณในการโฆษณาผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆมากขึ้น และการทำกิจกรรม การตลาด ณ จุดขาย ด้วยงบประมาณ กว่า 50 ล้านบาท แผนที่ 4 พัฒนา แนวทางการฝึกอบรมแก่ผู้บริหารศูนย์ความงามให้มีความรูที่ทันต่อกาลสมัย อย่างต่อเนื่อง และแผนที่ 5 พัฒนาตลาดต่างประเทศ โดยขยายธุรกิจด้านการ ส่งออกเครื่องสำอางให้ครอบคลุมกลุ่มประเทศในอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ

เรียกได้ว่า จากแผนงานของ จันทร์สว่าง ที่ได้วางไว้ 5 แผนงานใน การบุกตลาดปีที่ผ่านมา สามารถบรรลุเป้าหมายเป็นที่น่าพอใจ เห็นได้จากศูนย์ ที่ตั้งไว้ที่จะขยาย 100 แห่งแต่ในปีที่ผ่านมาสามารถขยายได้อยู่ที่ 120 แหง่ ด้วย กัน พร้อมกันนี้ยังสามารถทำยอดขายได้เกินเป้าหมายที่วางไว้ 500 ล้านบาท อีกด้วย

ปี56 จันทร์สว่างประกาศบุกต่างแดน เร่งเตรียมเข็นสินค้าใหม่ยั่วใจผู้บริโภค

นับได้ว่า ความสำเร็จของธุรกิจ จันทร์สว่าง ในช่วงที่ผ่านมา ค่อน ข้างที่จะประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เห็นได้จากทางด้าน ดร.กัญชร จันทร์สว่าง ประธานกลุ่มบริษัท จันทร์สว่าง เฮิรบ์ เบิลไลน์จำกัดได้เผยผ่าน ตลาด วิเคราะห์ ว่า ปีที่ผ่านมา ธุรกิจจันทร์สว่างค่อนข้างเติบโตดี ทั้งในส่วนของยอด ขายและความสำเร็จของสมาชิกทุกคน ส่งผลให้ในปีนี้ ทางบริษัทฯ จึงได้มีการ จัดกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์กับสมาชิกตั้งแต่ต้นปีนี้ เพื่อสร้างความฮึกเหิม และสร้างขวัญกำลังใจ ด้วยการจัดแรลลี่ กรุงเทพฯ จ.นครนายก ที่รีสอร์ทบ้าน ป่าริมเขื่อน พร้อมเที่ยวฟรี! กินฟรี! และร่วมสนุกสนานกับกิจกรรมมากมาย เมื่อวันที่ 12 13 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา เรียกว่าเป็นการปลุกพลังของสมาชิก ในการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นปีนี้เลยทีเดียว นอกจากนี้ในวันที่ 20 เมษายนนี้ ยัง เตรียมที่จะพาสมาชิกเหินฟ้าไปเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วยต้องบอกว่า ในเรื่องของโปรโมชั่นท่องเที่ยว รวมถึงกิจกรรมเชื่อมความ สัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับสมาชิกถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่หลาย ๆค่าย ควรที่จะต้องให้ความสนใจในเรื่องนี้ และนอกเหนือจากกิจกรรมดังกล่าวที่ จันทร์สว่าง เติมพลังปลุกเชื้อไฟในการทำธุรกิจแล้ว ในทุก ๆ เดือน จันทร์ สว่าง เอง ยังมีการลงพื้นที่ไปติดตามเยี่ยมเยียนศูนย์ของสมาชิกตามภูมิภาค ต่าง ๆ ด้วย เพื่อเป็นการติวเข้มให้กับเจ้าของศูนย์ จนทำให้ในวันนี้จันทร์สว่าง ค่อนข้างที่จะมีศูนย์ที่เข้มแข็งอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถเพิ่มศูนย์ไปตามพื้นที่ ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคและลูกค้าสามารถใช้บริการได้อย่างทั่วถึง

ดร.กัญชร บอกอีกว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการ ปรับแพ็คเก็จจิ้งใหม่ ผลปรากฏว่า ค่อนข้างได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้ อย่างล่าสุด ทางด้านประเทศจีน ได้เข้ามาติดต่อธุรกิจจันทร์สว่าง เพื่อต้องการ เอาสินค้าของบริษัทฯ ไปทำตลาดในประเทศ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี อย่างมากของธุรกิจจันทร์สว่างที่จะขยายตลาดไปในต่างประเทศ ... บริษัทฯ มีความหวังที่อยากจะเห็นสมุนไพรไทยออกสู่สายตาชาว โลกให้มากที่สุด ซึ่งเราเองไม่ได้คาดหวังเฉพาะในตลาดอาเซียน หรือในตลาด เอเชียเท่านั้น แต่ต้องสร้างเป้าหมายที่ได้วางไว้ให้เกิด เพราะหากทำธุรกิจแจ้ง เกิดในต่างแดนเร็วขึ้นเมื่อไหร่ นั่นก็หมายความว่า ธุรกิจของ จันทร์สว่าง ก็จะเติบโตมากขึ้นเท่านั้น และมองว่าตลาดต่างประเทศในปีนี้น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งปีทองของธุรกิจจันทร์สว่างด้วยเช่นกัน... สำหรับแผนการบุกตลาดเครือข่ายของธุรกิจ จันทร์สว่าง ในปีนี้นั้น ประกอบด้วย 5 ด้านด้วยกัน คือ แผนงานด้านแรก คือ ด้านต่างประเทศ ด้วย การเตรียมขยายตลาดสู่ตลาดเอเชียอย่างกว้างขวางมากขึ้น อาทิ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ พม่า จีน กัมพูชา อินเดีย ลาว และกำลังขยายสู่ตลาดยุโรป อาทิสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ออสเตรเลีย สวิสเซอร์แลนด์ แคนาดา นอร์เวย์ ฝรั่งเศส เป็นต้น แผนงานด้านที่ 2 คือ ด้านสินค้า บรรจุภัณฑ์ใหม่ จะเริ่มวางจำหน่าย มีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์และออกสินค้าใหม่ เพื่อสอดรับกับ AEC โดย บริษัทฯ มีแผนที่จะเข็นสินค้าใหม่ในกลุ่มอาหารเสริมเข้ามาในธุรกิจ นอกจาก นี้ ก็จะมีสินค้าในกลุ่มของกาแฟที่เกี่ยวกับลดความอ้วน ดูแลสุขภาพ สินค้า เกี่ยวกับผิวพรรณ และสินค้าเกี่ยวกับทรวงอก โดยจะเป็นอาหารเสริมแบบรับ ประทาน ซึ่งคาดว่าจะออกมาพร้อมกัน ในช่วงวันนี้ 11 ตุลาคม 2556 นี้ ที่ถือ เป็นการจัดงานครบรอบก้าวสู่ปีที่ 10 ของบริษัทฯ นั่นเอง

สำหรับยอดขายสินค้าใหม่ที่จะเข้ามาในธุรกิจปีนี้นั้น ทางบริษัทฯ คาดว่า จะสามารถเพิ่มรายไดให้กับบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 15% และในต่าง ประเทศเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20% พร้อมกันนี้ คาดว่ายอดขายในปีนี้ ทั้งระบบ ของบริษัทฯ น่าที่จะเพิ่มจากปีที่ผ่านมาอยูที่ 20% ด้วยเช่นกัน แผนงานด้านที่ 3 คือ ด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ บริษัทฯ จะให้การฝึก อบรมแกผู้สนใจเริ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เดือนละ 3 วัน และเพิ่มการ อบรมสัญจรทั่วประเทศ อบรมนอกสถานที่ ในกรณีที่แม่ทีมสามารถรวบรวม ผู้สนใจธุรกิจ ตั้งแต่ 20 ท่านขึ้นไป แผนงานด้านที่ 4 คือ ด้านกิจกรรมการตลาด งานโฆษณา ในสื่อทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร รวมทั้งการจัดรายการโปรโมชั่น สะสมยอดสั่งซื้อ เพื่อไปท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศ โดยในปีนี้ ทางบริษัทฯ ได้ตั้งงบ การตลาดไว้อยูที่ประมาณ 50-60 ล้านบาท

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่า จันทร์สว่าง เอง ได้มีการใช้สื่อที่เกือบจะ ครอบคลุมเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ออก บูธแสดงสินค้าตามชุมชน และ สถานที่ราชการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสื่อ ทีวี อาทิ ช่อง 3 รายการผู้หญิงถึงผูหญิง ช่อง 7 เช้านี้ที่หมอชิต นิตยสาร คูสร้าง คู่สม เอสเอ็มอี ชี้ช่องรวย, เถ้าแก่ใหม่ ลูกทุ่งสตาร์นอกจากนี้ ยังมีการใช้สื่อผ่าน Social Network อีกด้วยในการทำตลาด พร้อมกับสื่อวิทยุ ที่ได้ใช้ทางคลื่น FM 95 ในการเป็นกระบอกเสียงที่สำคัญ ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจ เพื่อเพิ่มกลุ่ม เป้าหมายให้รู้จักสินค้าจันทร์สว่างให้กว้างขวางขึ้นนั่นเอง และแผนงานด้านที่ 5 คือ ด้านการพัฒนาศูนย์ รวมทั้งการปรับมาตรฐาน การให้บริการ เพื่อเป็นการรองรับลูกค้าที่มีมากขึ้น และมีความหลากหลาย เพื่อ เตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ที่จะถึงนี้ ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าที่จะเพิ่มศูนย์อีกประมาณ 150 ศูนย์ด้วยกัน

ดร.กัญชร ยังบอกอีกว่า ที่ผ่านมา จุดแข็งที่ทำให้ จันทร์สว่าง ก้าว เดินมาจนถึงวันนี้ได้ เพราะผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เป็นธรรมชาตินั่นเอง นอกจาก นี้ ยังมีในส่วนของความพร้อมในเรื่องของโรงงานวิจัยและการผลิต รวมถึงการ ควบคุมคุณภาพสินค้าที่ทางจันทร์สว่างได้มีการพัฒนาด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ เอง ที่ส่งผลทำให้ผลิตภัณฑ์ความงามของจันทร์สว่าง จึงได้มาตรฐาน และตรง ตามความต้องการของผู้บริโภคที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นไดจาก ในปัจจุบันนี้จันทร์ สว่างเอง มีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ดังกล่าวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุด ทำความสะอาด ชุดปรับสภาพผิวหน้า ชุดรักษาสิว ชุดรักษาฝ้า ชุดกระชับ สัดส่วน ฯลฯ ที่สำคัญ ในปีนี้ จันทร์สว่าง ยังได้เตรียมที่จะเพิ่มสินค้าที่เป็นความ ต้องการของผู้บริโภคให้มากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ดร.กัญชร ยังได้เผยถึงการแข่งขันในตลาดสมุนไพรใน ประเทศไทยว่า ปัจจุบันนี้ การทำตลาดค่อนข้างที่จะเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน อย่างมากทีเดียว เห็นได้จากการไปออกงานในต่างประเทศ ที่ค่อนข้างมี ผู้ประกอบการในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างเยอะทีเดียว แต่ทั่้งนี้ ผู้ประกอบการ ที่จะไปออกบูธในต่างประเทศได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมี GMP รับรองตรงนี้ ด้วยเช่นกัน

...นับได้ว่า ในปี 2556 นี้ ยุทธศาสตร์การบุกตลาดของ จันทร์ สว่าง ที่ออกมาประกาศพร้อมรบแบบเต็มพิกัด ก็น่าที่จะช่วยกระทุ้ง ยอดขายของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ แผนงานที่จะ ขยายธุรกิจไปทั่วทุกมุมโลกก็คงที่จะเห็นภาพที่ชัดเจนด้วย ซึ่งก็ต้อง มาดูกันว่า ด้วยยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ด้าน ที่จะนำออกมาขับเคลื่อนธุรกิจ ในปีนี้ จะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ เชื่อว่าอีกไม่กี่อึดใจ ทุกท่านคงน่าที่จะได้รู้อย่างแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556


วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวฮอไรซอน เฟอร์ทิไลซ์ (Horizon Fertilize) : ฮอไรซอนครบรอบ2ปีธุรกิจแรงทะลุเป้าแย้มเตรียมส่งสินค้าใหม่เอาใจเกษตรกร









ฮอไรซอน เผยภาพรวมธุรกิจ 2 ปีที่ผ่านมาเติบโต ดีเป็นที่น่าพอใจ ถึงแม้จะเจอปัจจัยลบเรื่องนํ้าท่วมกระทบธุรกิจ แจงยุทธศาสตร์บุกตลาดปีนี้ ยังคงเน้นในเรื่องสินค้าเกษตรเช่นเดิม พร้อมเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ ออก มาตอบสนองความต้องการของเกษตรกร ประเดินเครื่องบุกตลาดอาเซียนรับเออีซี เล็งกัมพูชาที่แรก ต่อด้วยสปป.ลาว แย้มปีนี้ขอเติบโต 30% จากปีที่ผ่านมา


บริษัท ฮอไรซอน เฟอร์ทิไลซ์ จำกัด ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงน้องใหม่ทางด้านสินค้าเกษตร ที่ ออกมาโลดแล่นอยู่ในธุรกิจขายตรง ได้ไม่นานก็สามารถที่จะสร้างการรับรู้ให้กับพี่น้องเกษตรกรไทยได้พอสมควร เช่นกันด้วยสินค้าที่โดนใจภาย ใต้แบรนด์สินค้าการเกษตรที่ชื่อ ว่าปุ๋ยกำแพงทอง จากวันนั้น จนถึงวันนี้ครบ 2 ปีในการ ดำเนินธุรกิจในเครือข่ายขาย ตรงเมืองไทย ต้องบอกว่าค่ายนี้ เขาไม่ธรรมดาจริง ๆ

สำหรับผู้ที่กุมบังเหียน บัญชาเกมรบทัพหน้าของธุรกิจ ฮอไรซอน นั่น คือ ภูศักดิ์ ด่านประดิษฐ์ ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งประธานกรรมการ บริหาร ซึ่งบอสใหญ่ท่านนี้ได้ เผยถึงภาพรวมของธุรกิจฮอไร ซอนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า 2 ปีที่ผ่าน มา สำหรับธุรกิจฮอไรซอนนั้น ถือได้ว่าค่อนข้างที่จะเติบโต เป็นอย่างดี โดยในปีแรกต้อง ยอมรับว่าบริษัทฯ ค่อนข้างที่จะ ประสบปัญหาในเรื่องของนํ้า ท่วมจนไม่สามารถทำตลาดได้ อย่างเต็มที่ แต่พอหลังจากนํ้า ลดบริษัทฯ สามารถเร่งยอดขาย ให้กลับคืนมาอีกครั้ง จนส่งผล ให้ยอดขายเริ่มกระเตื้องขึ้น ตามลำดับเป็นที่น่าพอใจ โดย ยอดขายของบริษัทฯ ในปีที่ผ่าน มา เติบโตอยู่ที่ประมาณ 30% และคาดว่า ตั้งเป้าหมายการ เติบโตในปีนี้ก็น่าที่จะไม่ตํ่ากว่า เดิมด้วยเช่นกัน

ส่วนทิศทางการบุกตลาด ของ ฮอไรซอน ในปีนี้นั้น ยังคงเน้นในเรื่องของสินค้าเกษตร เช่นเดิม รวมถึงยังจะมีในส่วน ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมา ช่วยเหลือเกษตรกรด้วย โดยจะ เป็นในรูปแบบของอาหาร สำหรับพืช ซึ่งสินค้าดังกล่าว คาดว่าจะออกมาสู่ตลาดเครือ ข่ายได้ประมาณช่วงกลางปีนี้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะออกผลิตภัณฑ์นํ้ามันจมูก ข้าวเสริมทัพหน้าอีก 1 รายการ ด้วย ซึ่งคาดว่า จะมีการเข็น ออกมาจำหน่ายในช่วง ประมาณเดือนเมษายนนี้ พร้อมกับเชื่อว่า สินค้าใหม่ที่จะ เข้ามาในเครือข่ายฮอไรซอน น่า ที่จะได้รับการตอบรับจาก สมาชิกและผู้บริโภคได้เป็น อย่างดีด้วยเช่นกัน

ภูศักดิ์ เผยอีกว่า สำหรับอีกหนึ่งแผนงานของ ฮอไรซอนในปีนี้ ยังเตรียมที่จะ ไปบุกตลาดต่างประเทศด้วย เพื่อเป็นการรองรับกับตลาด อาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้ โดยมีแผนที่จะเข้าไปที่ ประเทศกัมพูชาก่อน ต่อจากนั้น ก็จะไปที่ประเทศลาว หรืออาจ จะมีการขยายตลาดไปที่ ประเทศมาเลเซียต่อไป ซึ่งการ ที่บริษัทฯ จะเข้าไปทำตลาดใน แต่ละประเทศนั้นจะมุ่งเน้นไป ที่ประเทศที่ทำการเกษตรเป็น หลัก ที่ผ่านมา การทำตลาด เกษตรในเมืองไทยของเรานั้น จากการสำรวจเกษตรกรไทย พบว่า ค่อนข้างเริ่มที่จะรู้จัก สินค้าเกษตรของเรามากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรามี ศูนย์จำหน่ายที่ค่อนข้างครอบ คลุมทั่วทั้งประเทศ 1,000 กว่า ศูนย์จึงทำให้เกษตรกรรู้จักสิน ค้าของฮอไรซอนนั่นเอง

นอกจากนี้ ภูศักดิ์ ยังได้ กล่าวเสริมอีกว่า การเข้าไปทำ ตลาดในต่างประเทศนั้น ทางบริษัทฯ จะมีทีมงานเข้าไป สำรวจตลาดในแต่ละประเทศ ที่จะเข้าไป เห็นได้จากตลาด กัมพูชาและลาว ที่บริษัทฯ กำ ลังจะเข้าไปนั้น พบว่า ประเทศดังกล่าว ตลาดใน กลุ่มสินค้าเกษตร ค่อนข้าง ที่จะเติบโตกว่าในช่วงอดีต ซึ่ง เดิมทีกลุ่มประเทศดังกล่าว ยัง ไม่รู้จักที่จะใช้สินค้าเกษตรกับ พืชเลย ซึ่งปัจจุบันเริ่มที่จะมีการ ใช้สินค้าทางการเกษตรเพิ่ม มากขึ้น จึงเชื่อว่า น่าจะเป็น เรื่องที่ดี ที่จะทำให้นักลงทุนเข้า มาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนนี้ มากขึ้นด้วยเช่นกัน ในขณะ เดียวกันนี้ ก็จะส่งมาถึงความ ต้องการของสินค้าทางการ เกษตร ก็น่าที่จะเติบโตเพิ่มขึ้น อีกด้วย ทั้งนี้ ในการสร้างแบรนด์ สินค้าให้เกิดการรับรู้และ ยอมรับนั้น ทางด้านบอสใหญ่ ค่าย ฮอไรซอน บอกว่า ทาง บริษัทฯ จะเน้นในเรื่องของ สินค้าเป็นตัวนำ เนื่องจาก บริษัทฯ มีจุดแข็งตรงที่ว่า เรามี โรงงานผลิตเอง คุณภาพและ ราคาสามารถควบคุมได้ และ สามารถที่จะแข่งขันกับยี่ห้อ ต่าง ๆ ในท้องตลาดได้ และ ด้วยจุดแข็งที่บริษัทฯ มี คนใช้ ดีจึงมีการบอกต่อ ด้วยจุดนี้เอง ที่ทำให้คนจึงรับรู้สินค้าของ บริษัทฯ อย่างรวดเร็วนั่นเอง

ภูศักดิ์ เผยอีกว่า ในปีนี้บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะประชา สัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ของ แบรนด์ด้วย ซึ่งจะยังคงเน้น หนักในการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุ ชุมชนเป็นหลักควบคู่ไปกับสื่อ สิ่งพิมพ์ พร้อมกับมีแผนที่จะ เพิ่มช่องทางการสื่อสารให้ผู้ บริโภคได้รับรู้มากยิ่งขึ้นผ่าน ทางสื่อทีวีอีกด้วยซึ่งขณะนี้อยู่ ระหว่างการดำเนินการ โดย คาดว่าขั้นตอนดังกล่าว น่าที่จะ แล้วเสร็จภายในปีนี้อย่าง แน่นอน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยัง มีแนวคิดที่จะทำในส่วนของ วิทยุเน็ตเวิร์คอีกด้วย ซึ่งอย่าง ช้าไม่เกินปลายปีนี้ น่าที่จะเห็น ภาพชัดเจนขึ้น การทำตลาดของเราใน ปีนี้ นอกเหนือจากการเปิดตัว สินค้าใหม่ เพิ่มช่องทางการ สื่อสารให้มากขึ้นแล้ว ปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นในเรื่องของ การอบรมเทรนนิ่งเหมือนเช่นที่ ผ่านมาเพื่อต้องการสร้างผู้นำ ให้มีความเป็นมืออาชีพมากยิ่ง ขึ้น ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีสมาชิก อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นกว่าคน โดยแอคทีฟอยู่ที่ประมาณ 80% ปัจจุบันสัดส่วนยอดขาย ของฮอไรซอน มีตลาดหลักอยู่ 3 ภาคด้วยกัน คือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ที่แต่ละภาคนั้น มีสัดส่วนเฉลี่ย อยู่ที่ 30% กว่าที่เหลืออีก 10% อยู่ที่ทางภาคอีสานและภาค เหนือ เมื่อถามถึงภาพรวม การแข่งขันในตลาดสินค้า เกษตรในปีนี้จะเป็นอย่างไร บ้าง...

ภูศักดิ์ ได้ให้ความเห็น ว่า ตลาดสินค้าเกษตรใน ประเทศไทยปีนี้ เชื่อว่า ยังคงมี การแข่งขันที่ดุเดือดเหมือนเช่น ปี่ที่ผ่านมาซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของค่ายไหน จะสามารถ เข้ากับพืชตัวไหนได้ดีด้วย ซึ่ง หากตัวไหนดี ปริมาณการใช้ สินค้าก็จะดีขึ้น อีกทั้งเชื่อว่า การเพาะปลูก ก็น่าที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยเช่นกัน เนื่องจากคนเริ่มที่ จะมีการบริโภคมากขึ้น และส่ง ผลมาถึงการเจริญเติบโตก็จะ เติบโตควบคูกั่นไปด้วย ในขณะ เดียวกัน ก็จะมีผู้ประกอบการ รายใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดค่อน ข้างเยอะด้วยแต่ทั้งนี้ก็จะอยู่ที่ว่าผู้ประกอบการในแต่ละราย นั้น จะวางกลยุทธ์หรือสินค้า ประเภทไหนอย่างไร ซึ่งปีนี้การ แข่งขันของผู้ประกอบการทาง สินค้าเกษตร ก็น่าที่จะแข่งขัน กันในเชิงของคุณภาพมากขึ้น ด้วยเช่นกัน

ท้ายสุดนี้ อยากที่จะ ฝากถึง ผู้ที่ยังไม่เคยสัมผัสธุรกิจ เครือข่ายมาก่อน โดยเฉพาะ สินค้าทางด้านการเกษตร หาก ท่านใดมีความสนใจ บริษัทฯ มี ความยินดีที่จะให้คำปรึกษา ทั้ง ทางด้านธุรกิจและการเกษตร ทุกเรื่อง เพื่อให้ทุกท่านได้สำเร็จ ไปพร้อมกับเรา




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : วางแผนชีวิตสไตล์นักธุรกิจ ท้าความสำเร็จไปกับ นีโอไลฟ์









มักจะมีคำพูดอยู่เสมอว่าการที่คนเราจะทำอะไรซักอย่างนั้น ถ้า อยากประสบความสำเร็จ จะต้องคิดแปลก และ ต่างจากคนอื่น เพราะในยุคปัจจุบันคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจเครือข่าย ถือ ได้ว่าเป็นยุคที่มาแรงที่สุด เพราะสามารถตอบสนองความต้องการของ ผู้คนได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ และทุกระดับการศึกษา


แวดวง ผู้นำ หรือ นักธุรกิจอิสระ สำหรับปักษ์นี้เราจึงมา เกาะติดกับตัวแทนคุณภาพที่สามารถซิวความสำเร็จมาครอบครองได้ ภายใต้รอบรั้ว นีโอ ไลฟ์ และจะขอจารึกลงในคอลัมน์ คลับเงินล้าน กันอีกครั้ง
เปิดผนึกหนุ่มนักสู้ที่มากความสามารถจนก้าวสู่ความสำเร็จใน การทำธุรกิจเครือข่าย ที่เริ่มจาก การคิดดี ทำดี พูดดี ชีวิตใหม่จึง บังเกิดกับผู้ชายคนนี้...จักรี พุทธา...ล่าสุด ประสบความสำเร็จสูงสุด กับการก้าวสู่ตำแหน่ง ประธานฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้อย่างน่าชื่นชม..!! ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาบอกกล่าวถึงความสำเร็จในครั้งนี้ ว่า การที่ เราขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ก็เพราะการที่คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ เอาใครไม่ค่อยคบเพื่อแต่เมื่อผมเข้ามาสู่บริษัท นีโอ ไลฟ์ทำให้ชีวิต ของผมนั้นเปลี่ยนแปลงไปในหลาย ๆ ด้าน
หากมองย้อนอดีตชีวิตหนุ่มผู้นี้ จักรี พุทธา เรียนจบทางด้าน ศิลปะ ทำงานด้านออกแบบลายผ้าอยู่ประมาณ 20 ปี จนได้ขึ้นตำแหน่ง ผู้จัดการแผนกโฟโต้กราฟิกออกแบบลายผ้า นี่คือ งานประจำหรือ มนุษย์เงินเดือน ที่ยึดอาชีพนี้มาตลอดระยะเวลา 20 ปี แต่เมื่อมอง ลงไปในกระเป๋าค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันนั้น รายรับแทบจะไม่พอกับ รายจ่ายในแตล่ะเดือน แตเขาผู้นี้ก็ยังมีหวังและพกพาความฝันที่ยิ่งใหญ่ ที่เก็บไว้ในใจอยู่เสมอ...แม้ขณะที่ยึดอาชีพงานประจำทำเป็นหลักอยู่ อยู่มาวันหนึ่ง...เมื่อฟ้าเป็นใจให้เดินเข้าสู่โลกใบใหม่กับ ธุรกิจ ขายตรง เพียงก้าวแรกโดนหลอกเข้าอย่างจัง เพราะไม่มีความรู้ใน ศาสตร์ของธุรกิจนี้อย่างแท้จริง ชีวิตที่เคยมุ่งหวัง กลับถูกปิดแทบจะสนิท อีกครั้ง และที่สำคัญไม่เคยมีความศรัทธาในธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด เพราะยิ่งเหลียวมองไปดูชีวิตพี่สาว ที่ต้องล้มลุกคลุกคลานกับธุรกิจเครือ ข่ายมาหลายต่อหลายบริษัท แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเสียที...
แต่ด้วยความตั้งใจ...เพราะการที่คนเราที่ทำอะไรแล้ว ต้องทำจริง และรู้ให้จริงยึดถือเป็นที่มั่นจึงลองเปิดใจ ศึกษาอย่างจริงจัง ผลที่ได้ รับคือ ไม่ว่าธุรกิจใดหากเราตั้งใจและลงมือทำอย่างจริงจังแล้ว ก็พบกับ ความสำเร็จ ที่เป็นจริง ทุกครั้งไป ...และที่นี่ นีโอ ไลฟ์ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อลงมือทำและตั้งใจจริง เพียงเดือนแรก จักรี มีรายได้เข้ากระเป๋า 10,000 บาท นี่คือจุดเปลี่ยน ชีวิต นับแต่วินาทีนั้นมา... เพราะขายตรงเป็นเรื่องง่าย หากเราตั้งใจศึกษาและเรียนรู้โดย เฉพาะค่าย นีโอ ไลฟเขามีระบบการเรียนรู้ทางด้านธุรกิจขายตรงทุก อย่างพร้อมเพรียง ทั้งระบบการเรียนรู้ในหลักสูตรต่าง ๆ และทักษะใน การดำเนินธุรกิจ ตัวเราเพียงแค่เปิดใจยอมรับและนำตัวเองไปเรียนรู้ ระบบของบริษัท ซึ่งถ้าเรียนรู้อย่างถูกต้องแล้วมันก็จะไมมี่อะไรยาก และ สามารถลงมือปฏิบัติได้ทันที ถึงแม้จะมีการลองผิด ลองถูก ในช่วงแรก บ้าง แต่สุดท้ายก็หาอะไรที่เป็นสไตล์เรา...ได้ ณ วันนี้ นีโอ ไลฟ์ เป็นบริษัทมหาชนที่เป็นของประชาชนอย่าง แท้จริง เพราะที่นี่เปิดขึ้นมา เพื่อให้คนมาฝากชีวิตใหม่และสามารถรํ่ารวย บนเส้นทางขายตรงที่หล่อเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่อายผู้ใด..!!
เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดว่า ชีวิตผมจะมาฝากไว้กับธุรกิจเครือข่าย แต่ตอนนี้ บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผมสามารถฝากชีวิต ไว้กับบริษัทนี้ได้ เพราะตอนนี้ครอบครัวของผมทุกคนได้มาทำธุรกิจ ขายตรงและเข้ามาฝากชีวิตไว้กับที่นี่ นีโอ ไลฟ์ กันทั้งครอบครัว จักรี เกริ่นถึงเส้นทางในอดีต และเล่าเทคนิคการทำธุรกิจต่อว่า การเป็นนักธุรกิจเครือข่ายที่ดี เราต้อง คิดดี ทำดี พูดดี อย่าง ที่เอ่ยมาในตอนต้น และตอกยํ้าการคิดบวก เพราะธุรกิจเครือข่ายถ้าใคร คิดลบจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน คือจะต้องคิดบวกเท่านั้น ถึงแม้กระทั่งโดนด่าว่าร้ายก็ตาม และไม่จำเป็นจะต้องตอบโต้ เพราะการ ทำ ธุรกิจ นีโอ ไลฟ์ ไม่ซื่อสัตย์แม้แต่ครั้งเดียว ก็เป็นอันว่า จบ... เปรียบเสมือน นํ้าผึ้งหยดเดียว หากทำไม่ดีเพียงครั้งเดียว ก็เสียหาย ไปหมดทั่วทั้งองค์กร จักรี ยังมีสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากธุรกิจ นีโอ ไลฟ์ ที่เห็นได้ชัด นั่นก็คือ นิสัยของตัวเราเองเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น รู้จักเข้าสังคม รู้จัก การวางตัวเป็นผู้นำที่ดี และการให้กำลังใจกับคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
บัดนี้...จักรี อยู่ในธุรกิจเครือข่ายมา 3 ปี 4 เดือน มีรถทั้งหมด 3 คัน และคันล่าสุดคือ เบนซ์ COS 250 ราคาประมาณ 5,600,000 บาท และมีบ้านอีกหนึ่งหลังบนเนื้อที่ 125 ตารางวา ราคาเฉียด 5 ล้านบาท และติดทริปการท่องเที่ยวต่างประเทศทุกครั้งที่มีการจัดโปรโมชั่นรวมทั้งสิ้นประมาณ 14 ครั้ง ทั้งทริปในและนอกประเทศ ปัจจุบัน จักรี ยังคว้ารายได้ 6 - 7 หลักมานอนกอดแบบสบายใจ และอีกสิ่งหนึ่งที่เขานั้นต้องการมากที่สุด นั่นก็คือ การนำพาทีมงานให้รับ รายได้หลักแสนต่อเดือน เพราะทุกคนต่างมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงใน สิ่งนี้...กันทุกคน ต้องบอกว่า ทุกคนมีความฝัน แต่หลายคนก็เก็บความฝันนั้นเข้า กระเป๋า สมมติว่า มีเงินเดือน 10,000 บาท ทำอย่างไรถึงจะได้บ้านราคา เป็น 10 - 20 ล้านบาท ก็ต้องทำงานกี่ปี 50-60 ปี ถึงจะได้รึเปล่า แต่กับ การทำธุรกิจเครือข่ายเพียงใช้ระยะเวลาไม่เท่าไหร่ 5 - 10 ปี สามารถคว้า มาครอบครองได้ และไม่ใช่ได้คนเดียวด้วย เพราะคนที่เราพามาก็มีสิทธิ์ ได้เหมือนกับเรา เพราะนี่เป็นธุรกิจแห่งโอกาส ไม่ว่าใครที่เข้ามาก็มีโอกาส ทั้งหมด
จักรี ยังเล่าถึงสไตล์การทำงานส่วนตัวว่า จะต้องบอกเล่าให้เขา มองเห็นภาพจริง ๆ อาศัยความจริงใจ ไม่ใช่เป็นการหลอกลวง เพราะอดีต เขาเคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน...แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จสักที...และการทำงาน ทุกวันนี้ ต้องหมั่นเดินสายออกต่างจังหวัด ออกไปจัดโฮมมีตติ้ง หรือเปิด โอกาสทางธุรกิจร่วมกับทีมงานในต่างจังหวัดตลอด เดินทางไปพร้อม ๆ กับการท่องเที่ยว เที่ยวไปกินไป ทำงานไปอย่างสบายใจ สบายกาย และ สบายอุรา ต่าง ๆ ไปทั่วประเทศ ใคร ๆ ก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้หากเป็นสมาชิกเพราะเจ้าของธุรกิจเป็นคนลงทุนในการเปิดสาขาทั่วประเทศ จะไม่มีการ แยกสาย แยกสาขา เมื่อใช้วิธีนี้ มันก็จะเกิดความสามัคคีในหมู่ของสมาชิก เพราะจะมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และอีกไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด อาจจะขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของธุรกิจเครือข่าย ณ ตอนนี้ระบบ ทุกอย่างเริ่มลงตัวแล้ว เพราะการว่าจ้างมืออาชีพเข้ามาช่วยวางระบบ ขององค์กร นั้นก็เพื่อตอกยํ้าถึงความพร้อม...นาทีที่ นีโอ ไลฟ์ ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่อย่างเต็มภาคภูมิ...
จักรี อยากฝากอะไรสักอย่างหนึ่งไว้เป็นแง่คิด... ผมอยากให้ทุกคนมองเครือข่ายเป็นอาชีพ ๆ หนึ่งที่อยากจะ ทำ ไม่ใช่เลือกทำ เพราะคนส่วนใหญ่อาจมองเครือข่ายในแง่ ลบ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่เคยเข้ามาสัมผัส และไม่ได้ศึกษาแบบจริงจัง จึงอยากขอให้ทุก ๆ ท่านลองเข้ามาศึกษาอย่างจริงๆ จัง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจว่า ควรที่จะลงมือทำหรือไม่.. ซึ่งเครือข่ายให้อะไรกับคนมากมาย ทั้งอาชีพ ทั้งรายได้ และความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น สุขภาพดีขึ้น แข็งแรงขึ้น...ขออย่าตัดสินใจกับคำว่า ธุรกิจ ขายตรง แล้วก็ไม่มองกันเลย อยากให้ลองเปิดโอกาสแล้วเข้ามาศึกษา ดู แล้วจะรู้ว่ามันจริงอย่างที่เขาพูดหรือเปล่า..!! สิ่งที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จได้ทุกวันนี้ ต้องขอขอบคุณ ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร ที่สร้างบริษัทและระบบให้ คนที่ไม่เคยสัมผัสกับธุรกิจเครือข่ายสามารถประสบความสำเร็จได้ ขอบคุณ ดร.รัชนี มหานิยม ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสมาชิก ที่ ท่านแนะนำให้รู้จักกับ บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ และขอบคุณสมาชิกทุกคน ที่มีความสามัคคีกัน จนทำให้ นีโอ ไลฟ์ ประสบความสำเร็จได้จนถึง ทุกวันนี้...และจะสำเร็จตลอดไป
ท้ายสุดนี้ ผมอยากทิ้งความหวังสักเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า การทำธุรกิจ เครือข่ายไม่เคยมีคำว่า สายเกินแก้ ถ้าดูดี ๆ ณ ที่ นีโอ ไลฟ์ แห่งนี้เปิด มาเป็นเวลา 12 ปี มีสมาชิกมากกว่า 9 แสนรหัส แต่ที่ลงมือทำงานอย่าง จริงจังมีไม่ถึง 5 แสนรหัส ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับ ประชากรทั้งประเทศที่มีอยู่ ยิ่งตอนนี้จะมีการขยายการค้าไปสู่ป ระชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อีกด้วย ผมว่านับเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ยังมีให้ ไขว่คว้าอีกมาก หากสมาชิก นีโอ ไลฟ์ ทุก ๆ ท่านร่วมแรงร่วมใจ ร่วมสร้าง และร่วมลงมือทำ
...นี่เป็นวิถีทางเดินของผู้ที่ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ จักรี พุทธา บนเส้นทาง นีโอ ไลฟ์ เส้นทางที่ไม่ได้ถูกปูไว้บนกลีบกุหลาบ แต่เป็น เส้นทางที่ถูกปูไว้บนเส้นทางของการ ลงมือทำ แล้วจะสำเร็จกัน ทุก ๆ คน..!!...ครับ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

ข่าวเลิฟยู (Loveyou Thailand) : ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เพราะตัวเรา... ทักษกร นิลวงษ์ หญิงแกร่งค่าย เลิฟยู









ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่อยู่กับเลิฟยู ต้องบอกว่าธุรกิจนี้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่เติบโต อย่างก้าวกระโดด แต่จะเป็นการเติบโต แบบขั้นบันได ที่มีการเติบโตอย่างต่อ เนื่อง ที่สำคัญ ความพร้อมของธุรกิจเลิฟยูในวันนี้ เรียกได้ว่า มีความพร้อมทุกๆด้าน ทั้งในเรื่องของสินค้าดี แผนการตลาดดี มีการเรียนรู้ มีการสอน และมีการ อบรมที่ดี ซึ่งเชื่อว่า หากใครที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้แล้ว รับรอง ไม่มีคำว่า ผิดหวัง อย่างแน่นอน

... ความสำเร็จของการทำธุรกิจ ใช่ว่าจะง่ายเหมือน พลิกฝ่ามือ...คอลัมน์ เส้นทางสู่ความสำเร็จ ปักษ์นี้ ขอ หยิบยกนักขายที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจขายตรง บริษัท เลิฟยู (ประเทศไทย) จำกัด ที่ต้องบอกว่าเธอผู้นี้เป็นถึงหญิง แกร่งและเก่งในคนคนเดียวซึ่งเธอผู้นี้มีนามว่าทักษกร นิลวงษ ที่ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นถึง ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการ ตลาด
สำหรับเส้นทางความสำเร็จของ ทักษกร ที่กว่าจะสำเร็จ จนถึงวันนี้ได้นั้น เธอได้เผยผ่าน ตลาดวิเคราะห์ ว่า กว่าที่จะ เดินมาถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะทั้งสุข ทุกข์ เศร้า คลุกเคล้ากันไป ทำงานมาหลากหลายอาชีพทั้งงานบริษัท ขายตรง ธุรกิจส่วนตัว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที...ที่ สำคัญ ธุรกิจขายตรง ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอผู้นี้เลย!!
ในช่วงอดีตตนเองมีทั้งหนี้สิ้น ขายบ้าน ขายรถใช้หนี้ รวม ถึงยังมีหนี้นอกระบบอีกล้านกว่าบาท เรียกว่าช่วงนั้นค่อนข้างที่จะ เครียดอย่างมากทีเดียว ที่ตนเองเริ่มมาเปิดใจและรู้จักกับธุรกิจขาย ตรงเป็นเพราะป่วยและได้ลองทานผลิตภัณฑ์ของบริษัทเลิฟยู ที่มี คนมาแนะนำให้ทาน และลองทานผลปรากฏว่าอาการดีขึ้นจึงได้ ให้คนในครอบครัวทานบ้าง จนกระทั่งเมื่อเห็นว่าสินค้าดี จึงได้มี การบอกต่อไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นธุรกิจ และก็ได้ตัดสินใจหันมาทำ ธุรกิจเลิฟยูอย่างจริงจังจนถึงปัจจุบันนี้
ทักษกร บอกกับ ตลาดวิเคราะห์ อีกว่า ธุรกิจเครือข่าย เลิฟยู ถือเป็นธุรกิจเครือข่ายที่แรกของตัวเธอเอง โดยในช่วง 1-2 ปีที่ทำธุรกิจเลิฟยู การทำธุรกิจถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จเท่า ที่ควร เพราะตัวเธอเองยังไม่รู้ลึกซึ้ง ดีกับธุรกิจนี้แต่ด้วยความอดทน ที่เธอถือมั่นมาโดยตลอด รวมถึงความเพียรพยายามที่จะศึกษาใน ธุรกิจนี้อย่างแตกฉาน จนทำให้ในปีที่ 3 เธอผู้นี้ เริ่มที่จะค้นพบกับ คำว่า สำเร็จ เสียที
วันนี้การทำธุรกิจ ขอเพียงแค่อย่าท้อ มีความอดทน หมั่นศึกษาธุรกิจที่ทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจเลิฟยูเท่านั้น ซึ่งหากทุกคนมีความอดทน เชื่อว่าสำเร็จในธุรกิจได้ไม่ยากอย่าง แน่นอน ทักษกร เริ่มต้นทำธุรกิจเลิฟยู ตั้งแต่ปีแรก ที่มีสินค้า ฮั้ว ลักเซียม เข้ามาในธุรกิจ ซึ่งช่วงนั้น เธอบอกว่ายังไม่มีคนรู้จักสินค้านี้เท่าไหร่ เรียกว่าการทำตลาดค่อนข้างยากมาก แต่เธอบอก ว่าไม่เคยท้อ และด้วยความอดทนในการนำเสนอสินค้าที่ดีมี คุณภาพนี้เอง ที่ทำให้วันนี้สินค้า ฮั้วลักเซียม เป็นที่รู้จักของใคร หลายคนในช่วงเวลาที่รวดเร็ว และตลาดก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
..เธอบอกอีกว่า หลังจากที่เข้ามาสู่ธุรกิจเลิฟยู ได้อะไร หลาย ๆ อย่างจากที่นี้ ทั้งเพื่อนฝูง สังคม รวมถึงชีวิตที่สบายขึ้น กว่าในอดีตที่ผ่านมา หนี้สินที่เคยมี ก็ปลดเปลื้องหมด รถที่ไม่เคย มีก็มีขับ รวมถึงยังได้ท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่สำคัญ เธอผู้นี้กำลัง จะไปจองบ้านอีก 1 หลัง ราคากว่า 3 ล้านบาท พร้อมกับมีรายได้ เฉลี่ยอยู่ที่หลักแสนบาทต่อเดือนอีกด้วย...นับได้ว่าชีวิตที่แสนสุข สบายล้วนแล้วเกิดจากธุรกิจเครือข่ายจริง ๆ
หากพูดถึงสไตล์การทำงานของเธอผู้นี้แล้วพบว่าจะเป็นการ ลุยงานที่อาจจะช้า แต่อาศัยความชัวร์เข้าช่วย ซึ่งเธอผู้นี้จะไม่เน้น ในเรื่องของการคุยถึงเรื่องรายได้กับผู้ที่มุ่งหวังเท่าที่ควร แต่จะ เป็นการใช้สินค้าเป็นตัวนำร่องเพื่อสู่ธุรกิจ พร้อมกับมุ่งหาผู้ที่มี อาการป่วยเท่านั้น เพราะมีความเชื่อว่า หากใครที่มีความศรัทธา ในเรื่องของสินค้าแล้ว ในเรื่องของธุรกิจและเรื่องของรายได้ก็จะ ตามมาเอง
สำหรับเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้เธอผู้นี้มาถึงวันนี้ได้นั้น เธอบอกว่า อยู่ที่ความอดทน โดยอย่าเพิ่งคิดว่าความสำเร็จจะ เกิดเพียง 1-2 วัน หรือเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ซึ่งหากเมื่อเจออุปสรรคและปัญหาอย่าท้อขอให้สู้ไปข้างหน้า รับรองสำเร็จอย่าง แน่นอน ซึ่งจะช้าหรือเร็วอยู่ที่ตัวคุณเอง
ความสำเร็จในวันนี้ ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นเพียงคนเดียว เช่น เดียวกับ ทักษกร ที่เธอผู้นี้มีทีมงานที่อยู่ใต้สายงานของเธอค่อน ข้างมากมายทีเดียว โดยเธอพร้อมที่จะมอบความสำเร็จแก่ทีมงาน ที่เธอดูแลทั้งหมดด้วยการจัดโฮมมีตติ้งประชุมกลุ่มย่อยทุกเดือน เพื่อสร้างความสามัคคีภายในทีมงาน พร้อมกับเป็นการฝึกในเรื่อง ของภาวะผู้นำแก่ทีมงานให้ทำงานแบบมืออาชีพด้วย
ทักษกร บอกอีกว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่อยู่กับเลิฟ ยู ต้องบอกว่าธุรกิจนี้ อาจจะไม่ใช่ธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่จะเป็นการเติบโตแบบขั้นบันได ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ความพร้อมของธุรกิจเลิฟยูในวันนี้ เรียกได้ว่า มีความ พร้อมทุก ๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของสินค้าดี แผนการตลาดดี มีการ เรียนรู้ มีการสอน และมีการอบรมที่ดี ซึ่งเชื่อว่า หากใครที่เข้ามา สู่ธุรกิจนี้แล้ว รับรองไม่มีคำว่า ผิดหวัง อย่างแน่นอน
ิ ...นับได้ว่า วันนี้ความสำเร็จของทุก ๆ คน สามารถที่จะจับ ต้องได้และสัมผัสได้จริงจาก ธุรกิจขายตรง ซึ่งอยู่ที่ว่าแต่ละคน จะมีความอดทน มีความเพียรพยายามได้มากน้อยแค่ไหน... เพราะหากทุก ๆ คนปฏิบัติได้จริง เชื่อว่าความสำเร็จและการมี ชีวิตที่ดีขึ้น เหมือนเช่นดั่ง ทักษกร นิลวงษ์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยาก ด้วยเช่นกัน!!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556