ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : รัฐต้องรีบปรับ ก.ม. ให้ทัน AEC







601107_10152620087525447_1934214469_n (Mobile)

 


ดูท่าเรื่องที่จะมีการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการตระหนักเป็นพิเศษ ส่งผลให้มองย้อนมาที่เรื่องของกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต่างเกรงกันว่า หาก AEC เริ่มขึ้น การลงทุนของบริษัทต่างชาติจะเข้ามาใน ไทยเพิ่มขึ้น แน่นอนยิ่งบริษัทมากขึ้น คนเยอะขึ้น ความวุ่นวายย่อม มากขึ้นตาม แล้วกฎหมายขายตรงไทยจะปรับต้วอย่างไรเมื่อเวลานั้น มาถึง


นายนัทธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายขายตรงว่า อาชีพขายตรงสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยหลายแสนล้านบาท ซึ่งยังช่วยในเรื่องของคนที่ตกงานให้มีอาชีพทำ แต่ที่คนส่วนใหญ่กลัวไม่กล้าเข้ามาทำ เพราะเกิดจากกลุ่มคนที่คิดแต่จะเอาประโยชน์หลอกลวงให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเข้ามาลงทุน จากนั้นก็ปิด บริษัทและหนีหายไป ซึ่งจะไปตามจับตัวมาดำเนินคดีก็ยาก กว่าจะแจ้ง ความดำเนินคดีได้ต้องใช้เวลานาน


"แม่ทีมส่วนใหญ่ชอบย้ายบริษัทกันบ่อย ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความเสียหาย เพราะยอดขายหายกำไรหด เพราะแม่ทีมเวลาย้ายทีม จะชอบดึงเอาลูกทีมไปเกือบทั้งหมด และยังมีบางคนมาพูดไม่ดีให้ร้าย กับบริษัทอีก ทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย โดยกฎหมายก็ยังไม่สามารถ เอาผิดกับแม่ทีมเหล่านี้ได้ จึงอยากให้มีการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วน"


"นัทธวัฒน์" กล่าวต่อว่า ในปี 2558 การเปิดตลาดการค้าเสรีอาเซียนก็เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยที่มีบริษัทขายตรงเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องรีบออกกฎหมายที่ควบคุมได้มารองรับตรงจุดนี้อย่างเร่งด่วน เพราะตลาดอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อไร จะมีคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเยอะขึ้น และในจำนวนประชากรไทยกว่า 60 ล้านคน มีคนทำอาชีพเครือข่ายประมาณ 10 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้


ปัจจุบันมีกลุ่มไม่หวังดีใช้วิธีการหลอกลวงมากมาย ทำให้คนที่ตั้งใจอยากจะประสบความสำเร็จ เมื่อโดนหลอกหมดตัว ก็เกิดความกลัวและบอกต่อจนทำให้ธุรกิจขายตรงจากสีขาวกลายเป็นสีดำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากมีกติกาควบคุมที่เหมาะสม ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น คือ ควบคุมให้ทั่วถึงและยุติธรรม เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในธุรกิจวงการขายตรง จะค่อยๆ หมดไปเอง และทำให้ธุรกิจเครือข่ายดูมีความน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ดูน่ากลัวอีกต่อไป


ธุรกิจเครือข่ายสามารถทำเป็นอาชีพหลักได้จริง อีกทั้งยังสามารถ ทำเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย โดยอยู่ที่ใครจะแบ่งเวลามาทำเท่านั้น ซึ่งอาชีพนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงฐานะได้ สามารถมีรายได้ไร้ขีดจำกัด และยังเกษียณในอาชีพได้ด้วย


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

'ทีวี ไดเร็ค' จัดใหญ่กระตุ้นยอด 2 ด.ท้าย จับ Welness เป่าเค้ก 8 ขวบ โรดโชว์สินค้าห้างดัง







naaythrngphl_chaymaatrkicch555555555555555 (Mobile)

 


"ทีวี ไดเร็ค" จุดพลุกิจกรรมฉลองแบรนด์สุขภาพ Welness จัดงานครบรอบ 8 ปี Welness Thank You Day ตอบแทนลูกค้า เดินสายโรดโชว์ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ออกบูธสินค้าสุขภาพความงาม ลดราคา พิเศษกว่า 70% พร้อมใช้สื่ออื่นๆ กระตุ้นงาน ขาย เชื่อกระตุ้นแรงซื้อลูกค้าช่วงปลายปี ทำรายรับตามเป้า


น.ส.นิตยา พิศลยบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายแสดงสินค้าและออกบูธ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนิน ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เปิดเผยว่า เพื่อจัดรายการส่งเสริมการขายและกระตุ้นกำลัง ซื้อลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ด้วยการออกบูธภายใต้ชื่อกิจกรรม Welness Thank You Day เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อต้องการคืนกำไรและขอบคุณลูกค้าของเราเป็นประจำทุกปี


ภายในงานจะมีผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแบรนด์เวลเนส อาทิ เก้าอี้นวด เครื่องนวด เครื่องสั่นสะเทือน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่จะนำมาลดสูงสุดถึง 70% ให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองใช้กันจริงๆ โดยครั้งนี้เราได้จัดกิจกรรมออกบูธพร้อมกัน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ การค้าซีคอนสแควร์ บางแค ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. และเมกาบางนา ในวันที่ 25 ต.ค.-10 พ.ย.


นิตยา ยังกล่าวว่า เวลเนสยังได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดส่งท้ายปี 56 อย่าง "Welness Dust Away Power3" เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ สามารถใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทุกชนิด มีส่วน ผสมของนาโนไทเทเนี่ยม สะอาดรวดเร็วทันใจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขจัดคราบแต่ไม่ทำร้าย ผิว พบกับกิจกรรมการสาธิตพลังทำความสะอาดของ Welness Dust Away Power 3 พร้อมรับสินค้าขนาดทดลองฟรีภายในงาน นี้เท่านั้น และพบกับดารานักแสดงชื่อดังที่ล้วน แต่เคยใช้ผลิตภัณฑ์เวลเนสกันมาแล้วจริงๆ จะมาร่วมพูดคุยถึงความประทับใจในงาน Wel-ness Thank You Day ที่เมกาบางนา


ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกผลิตภัณฑ์เวลเนสสามารถทำยอดได้ตามแผนที่วางไว้อย่างดี โดยสินค้าขายดียังคงเป็นเครื่องสั่นสะเทือน เก้าอี้นวด และกลุ่มอาหารเสริมที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างน่าพอใจ มั่นใจว่าภาพรวมในปี 56 นี้ ยอดขายเวลเนสเป็นไปตามแผนที่ตั้ง ไว้แน่นอน ด้วยช่องทางการตลาดที่หลากหลาย อาทิ ทีวี, แค็ตตาล็อก, คอล เซ็นเตอร์, โซเชียลเน็ตเวิร์ก และบุกตลาดค้าปลีกโดยวางเข้าช็อป TV Direct Showcase ทั้ง 72 สาขา ร้าน ขายยา และโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ นอกจาก นี้ ยังจัดกิจกรรมแนะนำสินค้าในห้างสรรพสินค้าและศูนย์แสดงสินค้าต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่ม โอกาสให้ลูกค้าของเราในทุกๆ ที่ได้ทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเวลเนสได้มากที่สุด


โดยในช่วงก่อนหน้านี้ บริษัทได้เตรียม แผนทำตลาดและประชาสัมพันธ์ผ่านการตลาด แบบตรงโดยใช้สื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ คอลเซ็นเตอร์ โซเชียลเน็ตเวิร์ก รวมถึงการจัดโรดโชว์แนะนำผลิตภัณฑ์ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงจุดเด่นสินค้า ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการซื้อ สินค้าผ่านช่องทางร้านขายยาให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรม ทีวี ไดเร็ค บิ๊ก แท็งส์ เดย์ (TV Direct Big Thanks Day) เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่และให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่แก่ร้านขายยาที่เข้าร่วมงานได้รับทราบข้อมูล ผลิตภัณฑ์เวลเนสทั้ง 5 สูตรใหม่ รวมถึงจะเป็นการเลี้ยงขอบคุณตัวแทนร้านขายยาที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของบริษัท ที่นำเข้ามาทำตลาดโดยตลอด


ร้านขายยาเป็นช่องทางขายสินค้าอาหารเสริมเพื่อสุขภาพผิวและรูปร่างที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เราจึงต้องการรุก ขยายตลาดในช่องทางนี้ให้มากขึ้น ทั้งการพัฒนาสินค้าใหม่ที่วางขายร้านขายยาโดยเฉพาะรวมถึงการเพิ่มจำนวนร้านขายยาให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจากแนวทางทำตลาดปีนี้ จะช่วยผลักดันสินค้ากลุ่มดังกล่าวของทีวี ไดเร็คให้เติบโตขึ้นได้ 2-3 เท่าภายในปีนี้


ทั้งนี้ TVD ได้เตรียมพร้อมทำตลาดด้วยจุดแข็งด้านการทำตลาดและการจำหน่าย สินค้าผ่านช่องทางจำหน่ายที่แข็งแกร่งที่มีครบ ทุกแพลตฟอร์ม ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ ทั้ง ฟรีทีวี เคเบิลทีวีแบบบอกรับสมาชิก เคเบิลท้องถิ่น ทีวีดาวเทียม โทรศัพท์ ออนไลน์ และร้านค้าปลีก ตลอดจนเพิ่มช่องทางร้านค้าปลีก TV Show-case อีก 10 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 70 แห่ง รวมถึงการนำเสนอสินค้าหลากหลาย แปลก-ใหม่ ทันสมัย ที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ทุกกลุ่ม เพื่อรับมือกับการแข่งขันของตลาด โฮมช็อปปิ้งในปีนี้ที่คาดว่าจะมีความรุนแรงขึ้น


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

เกรทเทสกู๊ดส์ เปิดตัวแรงสิ้นปีแตะ 100 ล. ย้ำไม้เน้นสร้างภาพ ขอทำธุรกิจระยะยาว







DSC_1163 (Mobile)

 


จับตา!! เกรทเทสกู๊ดส์ ขายตรงน้องใหม่ เปิดตัวแรง ปีแรกตั้งเป้าโกยยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท เผยหมัดเด็ดเตรียมลุยลงสื่อโฆษณา หวังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีกับผู้บริโภค ล่าสุดทุ่มงบอัดโปรโมชั่นช่วงโค้งสุดท้ายของปีจับแจกรางวัลเพียบ ทั้งรถยนต์ ทองคำมูลค่ากว่าล้านบาท ด้าน “ณภัทร รัตนาภรพิศ” ย้ำไม่เน้นสร้างภาพ ขอทำธุรกิจในระยะยาว การันตีไม่ได้เปิดมาเพื่อปิด ระบุอีก 2 ปีเตรียมลุยสื่อฟรีทีวีแบบครบวงจร


นางสาวณภัทร รัตนาภรพิศ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เริ่มดำเนินธุรกิจเครือข่ายตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2556 โดยยึดนโยบายหลักไม่เน้นสร้างภาพ แต่เน้นของจริงเนื่องจากต้องการทำธุรกิจในระยะยาว ไม่ได้เปิดมาเพื่อต้องการจะปิด ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจึงเน้นการสร้างฐานผู้บริโภคเป็นหลัก โดยใช้ผลิตภัณฑ์เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้อัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกทั่วประเทศมากกว่า 10,000 รหัส จำนวนสมาชิกที่เคลื่อนไหว (Active) คิดเป็น 30 % ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด แบ่งเป็นภาคกลาง 40 % ภาคอีสาน 20 % ภาคใต้ 20 % ภาคเหนือ 10 % และภาคตะวันออก 10%


ส่วยกลยุทธ์การตลาดในช่วง 2 เดือนนับจากนี้นั้น บริษัทจะเน้นในเรื่องของการจัดฝึกอบรมให้กับสมาชิกผ่านหลักสูตรต่างๆ เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมา และการลงสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ขณะบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษทั้งการแจกรางวัล และท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี อย่างไรก็ตามจากกลยุทธ์ดังกล่าวคาดว่าจะช่วยผลักดันให้ยอดขายของบริษัทภายในสิ้นปีนี้ทะลุ 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน


โดยล่าสุดได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพียงสมาชิกสั่งซื้อสินค้าทุกๆ 500 คะแนน (พีวี) จะได้รับคูปองเพื่อลุ้นรับรางวัลมากมาย เช่น รถยนต์นิสสันมาร์ช,ทองคำ,โน๊ตบุ๊ค,ชุดโฮมเธียเตอร์, และอื่นๆ รวมมูลค่ามากกว่า 1 ล้านบาท นอกกจากนี้บริษัทยังเตรียมจะพาสมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติเดินทางไปท่องเที่ยว มาเก๊า-ฮ่องกง ในระหว่างวันที่ 25-28 พฤศจิกายน 2556 จำนวน 40 คน ด้วย


ขณะที่กลยุทธ์การตลาดในปี 2557 บริษัทจะทำการตลาดในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างมากขึ้น โดยมีแผนจะขยายศูนย์กระจายสินค้าให้ครอบคลุมทั่วทุกภาค เพื่อรองรับการเติบโต และการขยายตัวของฐานสมาชิกในอนาคต รวมถุงการนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 57 บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสกินแคร์ และคอสเมติกส์อีกหลายรายการ ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี โดยปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมด 17 รายการ แบ่งกลุ่มเสริมอาหารที่มียอดขายสูงสุด 70 % รองลงมาเป็นกลุ่มอุปโภคบริโภค 20% กลุ่มสกินแคร์ 5% และกลุ่มเกษตรอีก 5 %


“เกรทเทสกู๊ดส์ไม่ได้เปิดมาเพื่อปิด แต่เปิดมาเพื่อให้ยืนหยัดอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไปในระยะยาว ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรบริษัทจะยังคงเดินหน้าต่อไป ซึ่งเราได้วางแผนภายในอีก 2 ปีข้างหน้านับจากนี้บริษัทจะลงสื่อโฆษณาผ่านทางช่องทางต่างๆมากขึ้นโดยเฉพาะฟรีทีวี เพื่อสร้างภาพลักษณ์ และสร้างการรับรู้ในแบรนด์เกรทเทสกู๊ดส์ให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น” นางสาวณภัทร กล่าวทิ้งท้าย


[gallery ids="21473,21474,21475,21476,21477"]


 

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ทักษอร ภวนาคโสภณ ‘ความสุขของชีวิตที่แตกต่าง’







ทักษอร (Mobile)

สาวสวยบนหนทางอันแตกต่างกับชีวิตที่ไม่ต้องรอความสุขแค่ในวันเงินเดือนออก ด้วยบริษัทที่เลือกมาแล้วว่าจะนำไปสู่สิ่งที่เธอต้องการ “สุพรีเดอร์ม”


ทักษอร ภาวนาโสภณ ผู้บริหารการขายมงกุฎนพรัตน์ กับเส้นทางที่ออกแบบด้วยตนเอง ผ่านมุมมองที่เอื้อเฟื้อ “การทำงานมีเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ เป็นแค่เรื่องธรรมดา แต่การสร้าคนให้สำเร็จในเครือข่ายได้ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง” จากปณิธานอันน่ายกย่องนี้ จึงทำให้ Hall of Fame จึงอยากพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเธอให้ลึกซึ้ง และถ่องแท้กับความงาม ที่ไม่ได้ฉาบแค่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังส่องสว่างออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ


สู่ความสำเร็จที่แท้จริง


ในด้านการทำงานที่ผ่านมา ทักษอร ประกอบธุรกิจส่วนตัวทางด้านค้าขาย ซึ่งต้องลงทุนอยู่ตลอดเวลาเละสม่ำเสมอ จนเธอรู้สึกสะท้อนใจทุกครั้งที่ต้องควักเงินออกมาโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อได้เรียนรู้การทำงานในระบบเครือข่ายของ สุพรีเดอร์ม ที่เพียงมองในเรื่องของการลงทุนก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อทำความเข้าใจ จะคิดได้ว่านี่คือธุรกิจในชีวิตประจำวัน ที่ทำได้ตั้งแต่ตื่นนอน อาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟัน ฯลฯ เพราะนี้คือสุดยอดธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสินค้าได้ตลอกเวลา ด้วยการเปลี่ยนเพียงแค่ของใช้ภายในบ้านก็จะทำให้มีรายได้ขึ้นมาอีกกระเป๋านึงทันที และยังสามารถทำกำไรก้อนโตเมื่อเปิดบิลเพื่อทำธุรกิจ ด้วยความที่เธอเป็นคนขยันไม่ยอมอยู่เฉยจึงตัดสินใจทำโดยไม่สนรายได้ในระยะแรกๆ แต่จะมองไปถึงความมั่นคงในระยะยาว


ส่วนความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายที่เธอมุ่งหวังไว้นั้น คือ ความตั้งใจในการให้ความรู้ ความเข้าใจ สร้าง และพัฒนาคนให้มีความสามารถ ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ให้ได้ ซึ่งเป็นเป้าหมายชัดเจนที่สุดของทักษอร โดยให้เหตุผลว่า “การทำงานมีเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ สำหรับดิฉันมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆไป แต่การสร้างคนให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจเครือข่ายมันท้าทายมากกว่า และเมื่อเราทำได้นั้นมันมายถึงความสำเร็จอย่างแท้จริงในอาชีพ”


 


เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่า


สำหรับความแตกต่างของ สุพรีเดอร์ม กับที่อื่น ในมุมมองของเธอนั้น คือ การไม่เอารัดเอาเปรียบสมาชิก เพราะที่นี่เมื่อเติบโตก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ โดยจ่ายผลประโยชน์ให้สมาชิกเพิ่มขึ้น จากการรับคอมมิชชั่นธรรมดา ก็จะเริ่มมีการท่องเที่ยวทั้งในและต่างกระเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งหลักใหญ่ๆ ก็คือบริษัทจะมีการทำสิ่งต่างๆ เพื่อให้สมาชิกก้าวไปข้างหน้าได้อย่าง ที่ตั้งใจ “ สุพรีเดอร์ม มีสินค้าที่ดูว่าจะเหมือนที่อื่น แต่จริงๆแล้วไม่เหมือน เพราะพิถีพิถันในการผลิตมาก ทั้งในการเลือกวัตถุดิบจากแหล่งชั้นนำต่างๆ มาเป็นส่วนประกอบที่หลากหลาย ด้วยเทคโนโลยีซึ่งล้ำหน้ากว่าที่อื่น ทำให้ “สินค้าของ สุพรีเดอร์ม ของเรามี ในสิ่งที่คนอื่นไม่มี”


ความลับไปสู่ความสำเร็จของ ทักษอร คือ “ความสุข” ซึ่งการที่เธอเลือกเดินไปกับ สุพรีเดอร์ม นั้น เพราะตลอดเส้นทางในการทำธุรกิจ ไค้สร้างความสุขให้กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงิน สุขภาพ คุณภาพชีวิตที่ดี และสุขตลอดเวลาที่ได้พบเจอทีมงานที่ไม่ใช่เฉพาะแค่เงินเดือนออก นั่นจึงทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเธอเต็มเปี่ยม ความสำเร็จที่เข้ามาจึงไม่ยากเลย


และในการทำเครือข่าย ผู้ประสบความสำเร็จเกือบทุกคนจะต้องมีต้นแบบในการทำงาน ซึ่งสำหรับเธอนั้นเลือกที่จะทำตามท่านประธานบริษัท คือ พ.ต.ท.นพ.มั่น อุดมพาณิชย์ เพราะกว่า 10 ปี ในการทำธุรกิจสพรีเดอร์ม ทักษอร มองว่าท่านประธานมีแนวความคิดด้าน “นวัตกรรม” ซึ่งมักจะนำแนวทางใหม่ๆมาให้สมาชิกอย่างสม่ำเสมอในเรื่องของ “แผนใหม่ที่จ่ายเยอะขึ้น สินค้าใหม่ที่ล้ำหน้าและแนวทางการปฏิบัติเปิดตลาดให้ชวนคนได้ง่ายขึ้น” ทำให้ธุรกิจของ สุพรีเดอร์ม มีสีสัน ตอบโจทย์ให้แก่เธอที่เป็นคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของโลกที่ต้องมีวิวัฒนาการ และ “การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า” ได้ เพราะความไม่ล้าหลังอยู่หับที่ถึงกับประกาศออกมาว่า “ไม่ว่าสุพรีเดอร์มจะเปลี่ยนอีกกี่หน อะไร ยังไง ดิฉันก็รัก สุพรีเดอร์ม และศรัทธาในตัวคุณหมอในความที่ท่านเป็น “คุณหมอนักพัฒนา” ของเราค่ะ”


“สุพรีเดอร์ม” ธุรกิจแห่งโอกาส


ด้านทัศนคติของคนที่มีต่อระบบนี้ ในเรื่องความชอบ หรือไม่ชอบนั้น เป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่สามารถห้ามได้ ซึ่งเมื่อเราถามเธอในข้อนี้ ก็ได้แง่คิดที่ดีอย่างมากว่า “ต้องให้ความรู้ของธุรกิจเครือข่ายที่ถูกต้อง เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่รู้จักธุรกิจเครือข่ายที่แท้จริง เราจึงต้องนำเสนอให้เค้ามองเห็นถึงเหตุและผลของธุรกิจว่ามันเนเรื่องจริง ในการทำงานคนเดียว (งานประจำ) กับการร่วมกันทำงาน 100 คน(เครือข่าย)มันแตกต่างกันยังไง ต้องให้เขาเข้าใจว่า ธุรกิจเครือข่าย คือ ธุรกิจกระจายความเสี่ยง และให้เค้ามองเห็นถึง ความสวยงามของธุรกิจ เพราะคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ไม่เข้าใจในระบบอย่างแท้จริง” และปัจจัยที่จะทำให้องค์กรเดินหน้าต่อไปสำหรับเธอ นั่นคือ “ความรู้” ซึ่งต้องรู้จริง ไม่ช่รู้แบบงูๆปลาๆ โดยหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ คือ ทำระบบให้เป็นต้องช่วยกันสร้างกำลังใจให้เกิดความต้องการ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” พัฒนาคนให้มีความเป็นผู้นำให้รู้ว่านี่คือธุรกิจของคุณ และสิ่งสำคัญสำหรับ ทักษอร เธอมีสิ่งที่ยึดถือเป็นหลักในการดำรงชีวิตอยู่เสมอนั่นคือ “เราอยู่แล้วต้องมีความสุข เพราะความสุขเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่น”


“สุพรีเดอร์ม เป็นธุรกิจแห่งโอกาสจริงๆ ซึ่งคำว่า “โอกาส” มันลึกซึ้งและสวยงามเสมอ อยู่ที่ว่าใครจะมองเห็นและสามารับโอกาสที่มีให้ ที่นี่เรามีที่ประชุมฝึกอบรม โดยบริษัทซัพพอร์ตอย่างต่อเนื่องทุกเรื่อง เราจะดูดีขึ้น สวยขึ้น สุขภาพดีขึ้น มีความสุขกับการทำงานที่ได้ท่องเที่ยว สัมมนา มีสังคมที่ดี ทำไปนานๆ ก็จะมีเพื่อนมากมาย ทำให้เมื่อแก่ตัวเราก็ไม่ต้องทำงานแบบเฉาๆ และนี่จึงเป็นการช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนอื่นและงานอื่นอย่างสิ้นเชิง”


 


 


 


Credit by : เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 234 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556

เทวิน จันทร์โป๊ สุดยอดเส้นทางเงินล้าน!!!







Capture2


 


 


 เปิดโลกทรรศน์ในมุมมองที่แปลกใหม่กับ แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย ด้วยเครือข่ายแบบ 3 ชั้น Triple Level Marketing (TLM) ทางเลือกใหม่ของธุรกิจ ที่จะพาคุณฉีกหนีออกจากกฎแห่งความจำเจ!!!


 


และนี่คือชายหนุ่มเลือดใหม่ หนึ่งใน Main Agent หลักที่กล้าท้าทายอย่างเหนือชั้นจุดไฟฝันให้ลุกโชติช่วงด้วยเวลาเพียง 1 ปี 4 เดือน รับรายได้ไปแล้วเกือบ 10,00,0000 บาท กับโปรโมชั่นสุดอลังการ Porsche Boxer เขาทำได้อย่างไรต้องมาติดตาม


 


เทวิน จันทร์โป๊ ที่เราพามาทำความรู้จักกันในวันนี้ ไม่เคยทำงานประจำ จับแต่เรื่องของธุรกิจเครือข่ายมาแล้วหลายค่าย จนประสบความสำเร็จมาพอสมควร แต่ด้วยความที่ถนัดทางด้านออนไลน์ และเก่งในเรื่องการโปรโมตทากกว่าการสร้างคน จึงเริ่มหาสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง ประจวบเหมาะกับที่ โอ๊ต-ประกาสิต เลิศมุกดา ซึ่งเคยทำงานร่วมกัน หันมาสร้างแบรนด์ใหม่ ด้วยความศรัทธาในแนวคิดและวิศัยทัศน์ของเขาคนนี้อยู่แล้ว ทำให้ เทวิน สนใจในธุรกิจ ของ แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ชื่อว่า แม็กซ์ คอลลาเจน เป็นตัวเปิดตลาดเป็นอย่างมาก จึงขอเข้าร่วมธุรกิจโดยขอเป็นตัวแทนหลัก หรือ Main Agent ตั้งแต่วันแรกที่เปิดดำเนินการในทันที


 


แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย เป็นธุรกิจที่เปิดตลาดแบบ Single สร้างโมเดลเป็นการกระจายผลประโยชน์ถึง 3 ชั้น ซึ่งหลายบริษัทสามารถนำไปก๊อบปี้ได้ง่ายๆโดยมีการเลือกองค์กร หรือผู้นำ จากวิสัยทัศน์ในการบริหารของ ประกาศิต รวมถึงการจ่ายโปรโมชั่นและคอมมิชชั่น ที่ตรงสม่ำเสมอ หนำซ้ำยังเป็นหัวใจของนักสร้างแบรนด์ ที่เป็นแรงบันดาลใจของวัยรุ่น ในการทำเงินล้านได้เร็วที่สุด ส่วนในเรื่องของสินค้า นั้น เทวิน บอกว่า “เราจะทำสินค้าที่ Me Too ครับ ใครมีเรามี แต่มีเหนือกว่า และต้องดีกว่า ในเรื่องของการสร้างแบรนด์สินค้า เราก็มีการสร้างแบรนด์ที่แข้งแกร่ง เพราะว่าจริงๆแล้วสินค้า ของเราออกมาแต่ละตัว เราข้นอันดับ 1-3 ทุกตัว โดยการโปรโมตของ Main Age ทั้ง 9 คน”


 


ด้านระบบ Triplr Level Marketing (TLM) จะเน้นการสร้างแบรนด์ ต่างจากเครือข่ายที่สร้างคน ซึ่งเขาให้เหตุผลว่า “ที่เราสร้างแบรนด์ เพราะว่าเครือข่ายตอนนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก อย่างเมื่อก่อนกาจจะโอเค แต่เดี๋ยวนี้มีหลายค่ายมากที่ผุดขึ้นมา และส่วนในแง่ของธุรกิจ Single เอง การสร้างแบรนด์ของบางตัวยังไม่แข็งแกร่ง และชัดเจน แต่แม็กซ์คอลลาเจน ทำได้ชัดเจนมาก ซึ่งผลลัพธ์ของการรับรายได้ก็จะแรงมาก และประสบความสำเร็จกว่าตอนที่ทำเครือข่าย ถึง 3-4 เท่า เพราะไม่ต้องมีการสร้างลูกทีม เราจะเน้นเข้าไปขายในร้านค้า และตัวแทนที่ทำออนไลน์เป็นค้าส่งใหญ่ ๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เพราะตัวสินค้าก็ดังอยู่แล้ว จากการรีวิวของดารา คนจึงไม่แอนตี้ อีกอย่างเมื่อเรานำไปวางไว้ในร้าตัวแทนเค้าก็จะได้ผลตอบแทนอยู่แล้วใครขายมากได้มาก ขายน้อยได้น้อย เพราะเราแบ่งให้เป็นเปอร์เซ็นต์ นั่นจึงทำให้เราสร้าธุรกิจได้อย่างไม่มีสะดุดแน่นอน ”


 


เทวิน บอกกับเราอีกว่า “ผมมีรายได้กีบที่นี่ตอนนี้ประมาณ 500,000-600,000 บาทต่อเดือน และได้รับโปรโมชั่นจากที่นี่มา เรียบร้อยแล้ว โดยเปลี่ยนจากที่บริษัทแจกรถเบนซ์ C Coupe มาเป็นตัว Porsche รุ่น Boxer ที่จะทำการแจกในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งปผมอยากบอกตรงๆ เลยว่าที่นี่เค้าอยากแจก ถ้าขายได้ 20,000 กล่อง ก็รับไปเลยรถ เบนซ์ 1 คัน”


 


ความสำเร็จของเขาตนนี้นั้นมาจากการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเด็กอายุ 27 ปีที่มีความฝันอย่างเขานั้น ก็สามารถทำให้มันเป็นจริงได้ภายในระยะเวลา 1ปี 4เดือน ด้วยการรับรายได้รวมๆไปเกือบ 10,000,000 บาทกับตัวแม็กซ์ คอลลาเจน ของแม็กซ์ เฮลท์ตี้ซัพพลาย ด้วยการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ในเครือข่ายของเขา คือ เบิร์ด แม็กซ์ คอลลาเจน จากการใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ก ให้เป็นประโยชน์ เพราะถ้าพูดกันจริงๆแล้ว เขาเติบโตมาจากการขายของผ่านออนไลน์ นั่นจึงเป็นแนวทางที่ถนัด และเมื่อนำมาต่อยอด ก็สามารถสร้างรายได้ให้เขาไดอย่างมหาศาล


 


ความประทับใจของเขาที่นี่มาจากคนๆเดียว ซึ่งเป็นทั้งไอดอลในการทำงานและผู้บริหารของที่นี่ ประกาศิต เลิศมุกดา ในการเป็นคนที่ใจกว้าง สร้างแบรนด์เก่ง รักลูกน้องให้ใจทีมงาน ช่วยเหลือทุกอย่าง “สำหรับผมแล้วต้องเป็นพี่โอ๊ตเท่านั้นที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะก๊อบปี้ความสำเร็จของเขามาเลยครับ”และเป็นการที่ทำให้เค้าเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างสง่างาม ก็ด้วยประโยคที่อยู่ในใจเขาเสมอมา “จงทำวันนี้ให้ดีที่สุดเพราะอาจไม่มีวันพรุ่งนี้ถ้าเราทำม่ดีพอ ”


 


“ขอให้ทุกคนมีความฝัน ซึ่งผมเองเป็นเด็กเพียงอายุ 27 ที่ประสบความสำเร็จได้อย่ารวดเร็ว เพราะเลือกเครื่องมือได้อย่างถูกต้องและสำหรับใครก็ตามที่มาอ่าน คอลัมน์นี้ในการถ่ายทอดความสำเร็จของผม ก็อยากให้นำไปสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็วให้ได้อย่างผม ที่ใช้ระยะเวลาเพียง 1 ปี 4 เดือน ก็ได้มาแล้วเกือบ 10,00,000 กับแม็กซ์คอลลาเจน หรือถ้าคัยสนใจก็นัดคุยกับผมได้เลย เพราะที่นี่มีคำตอบสำหรับคำถามของเพื่อนๆทุกคนครับ”


 


 


 


 


 


Credit by : เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 234 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รัฐหนุนขายตรงไทยลุยอาเซียนเร่งแก้กฎหมายสร้างเกราะป้องกันธุรกิจ







dfm21may12-01[cover]-20120521170939 (Mobile)

 


"วิมล จันทร์จิราวุฒิกุล" ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ประกาศภาครัฐพร้อมหนุนขายตรงไทย สู้ศึก AEC ชี้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวเข้าสู่ธุรกิจขายตรง และเตรียมแผนขยาย ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันหากทำผิดกฎหมายพร้อมปราบปรามผู้ที่ฉวยโอกาสทันที ด้าน "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. ย้ำเดินหน้า แก้กฎหมาย แยกขายตรงออกมาเป็น "กองคุ้มครองด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" อนาคตหนุนตั้ง "กรมขายตรง"


นายวิมล จันทร์จิราวุฒิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ "ทำธุรกิจขายตรงอย่างไรให้ถูกกฎหมาย" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์บ้านเมืองว่า ธุรกิจขายตรงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายตัวมากที่สุด และสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศมากปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท และคาดว่าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปลายปี 2558 โดยเฉพาะในตลาดธุรกิจขายตรงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตลาดธุรกิจขายตรงปัจจุบันยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายย่อยจำนวนมากที่เริ่มหันมาสนใจธุรกิจนี้ อีกทั้งยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย


นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐที่ผ่านมาได้ให้นโยบายและได้ดำเนินการอย่างจริงจังผ่านส่วนราชการในสังกัดต่างๆ เพื่อหาแนวทาง ยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงให้สูงขึ้น และปรับเปลี่ยนกฎหมาย ขายตรง เพื่อเอื้อแก่การทำธุรกิจ พร้อมทั้งหาทางปราบปรามบุคคล ที่ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ จนทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงต้องเสื่อมเสีย


"จากการทำงานของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา รัฐต้องการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ภาครัฐจะทำหน้าที่ส่งเสริม กระตุ้นให้ บรรดาผู้ประกอบการทำธุรกิจในกรอบของ จรรยาบรรณ โดยที่ผ่านมา ทางภาครัฐมีความมั่นใจว่าธุรกิจขายตรงกำลังเดินหน้า ไปสู่ทางที่ดีขึ้น ซึ่งรัฐพยายามสร้างเกราะ ป้องกันให้กับธุรกิจ โดยให้ผู้ประกอบการมีจิตสำนึกในการกระทำเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการยกระดับวงการขายตรงไทย" วิมล กล่าว


ในประเด็นของกฎหมายที่ปัจจุบันมีการเรียกร้องให้จากคนในวงการขายตรง ทั้งจากกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มนักธุรกิจอิสระ รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องการให้ภาครัฐมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นายวิมลกล่าวว่า ในช่วงนี้รัฐบาลต้องการให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในกรอบของกฎหมายตัวเก่านี้ก่อน ในส่วนของการแก้ไขกฎหมาย หรือจะทำอะไรต่อไปนั้น ทางภาครัฐก็จะหารือกันอีกครั้ง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในส่วนนี้


ด้านนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เผยว่า ทางภาค รัฐต้องการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เพื่อทำการส่งออกสินค้า หรือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะเน้นหนัก ในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมามักมีการกระทำผิดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก


อย่างไรก็ดี ในส่วนของการเรียกร้อง ให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ "สุวิทย์" กล่าวว่า ทาง สคบ.เร่งดำเนินการ เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรับปรุง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีหลายข้อกฎหมายที่มีช่องโหว่ ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงเกิดความคลุมเครือ ในสายตาของผู้บริโภค


"สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัยเพื่อแก้กฎหมายขายตรง โดยได้มีการมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เพื่อประมวลภาพรวม โดยที่ผ่านมาก็มีการร่างกฎหมาย ฉบับใหม่ไปแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน ทำให้ต้องดึงตัวร่างกลับมา ซึ่งต่อมาหลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นว่า ตัวร่างเดิมนั้น ดูจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจขายตรงมากนัก และอาจต้องมีการร่างกฎหมายกันใหม่"


นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของการคาด หวังให้ภาครัฐจัดตั้ง "กรมขายตรง" ขึ้น เพื่อทำให้ขายตรงมีหน่วยงานกลางที่ควบคุม ดูแลธุรกิจอย่างเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบัน สคบ.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลขายตรงนี้ มีจำนวนคนและกำลังหลายด้านที่น้อย เมื่อ เทียบกับการที่ต้องควบคุมวงการขายตรง ทั้งหมดที่ปัจจุบันมีประมาณ 400 บริษัท ที่เปิดดำเนินการ รวมถึงมีประชาชนที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน


เกี่ยวกับเรื่องนี้ "สุวิทย์" กล่าวว่า "โอกาสที่จะตั้งกรมขายตรงนั้น มีความเป็นไปได้ เพราะที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ ตั้งกรมขายตรง และ สคบ.ก็มองธุรกิจขาย ตรงว่าคล้ายคลึงกับธุรกิจประกันภัย ที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คอย ดูแล แต่คงไม่ใช่เร็วนี้ๆ เพราะสิ่งนี้ ก็คงต้องรอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงก่อน ซึ่งอาจกินเวลา 3-5 ปี เลยทีเดียว"


"แต่ส่วนตัวแล้วต้องการเห็นกรมขายตรง หรือสำนักงานงานอิสระที่ควบคุม ดูแลวงการขายตรงอย่างเต็มรูปแบบ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ถือเป็นข่าวดีในระดับหนึ่ง เพราะขณะนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีการอนุมัติให้ตั้งกองคุ้มครองด้านธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรงขึ้น ซึ่งจะแยกตัวออกมาเป็นกอง ซึ่งอาจจะอยู่ในการดูแลของเลขาธิการ สคบ. โดยตรง เพื่อทำให้ธุรกิจ ขายตรงมีการทำงานที่เร็วขึ้น โดยคาดว่า ประมาณต้นปีหน้า สิ่งที่กล่าวมานี้ก็จะเป็น รูปเป็นร่างได้" ผอ.ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ.กล่าว


ในส่วนของข่าวลือที่ว่าจะมีการควบคุม การเกิดขึ้นของบริษัทขายตรงใหม่ หรือ เรียกว่าการคุมกำเนิดนั้น "ผอ.สุวิทย์" กล่าวว่า สคบ.เพียงต้องการควบคุมบริษัท ขายตรงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ การทำงาน เข้มงวดในการจดทะเบียนเพื่อ คัดกรองบริษัทขายตรงใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจ


ทางด้าน พ.ต.ท.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุญยสิทธิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เปิดเผยว่า ในฐานะของการเป็นตำรวจ บก.ปคบ. ซึ่งถูกมอบหมายให้ช่วยเหลือการทำงานของ สคบ. โดยเฉพาะการกระทำผิดที่เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ที่ผ่านมาปัญหาที่มักเจอจะเป็นในเรื่องของการฟ้องร้องระหว่างนักธุรกิจอิสระกับบริษัทต้นสังกัด โดยเฉพาะเรื่องของการตัดรหัส ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอ บ่อยที่สุด ซึ่งทางตำรวจอยากให้ทั้ง 2 ฝ่าย มีการพูดคุยเจรจากันอย่างดีก่อน เพราะหากเข้ามาแจ้งที่ บก.ปคบ. นั่นคือเรื่องถึง กฎหมายที่ต้องมีการเอาผิด ซึ่งตนก็อยาก ให้ทุกฝ่ายใคร่ครวญ และเจรจากันให้ดี


ในส่วนของนายพลฑิตย์ ภุกพิบูลย์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ นสพ.บ้านเมือง ในฐานะผู้จัดสัมมนาในครั้งนี้ กล่าวว่า ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่เปิดกว้างให้กับประชาชน และสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิก ได้ง่าย โดยใช้เม็ดเงินในการลงทุนที่ต่ำ มีโอกาสทางรายได้ที่สูง ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงของไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการเติบโตที่ดี โดยเฉลี่ยการเติบโตในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 5-15% เลยทีเดียว


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

ขายตรง ‘โมสท์เวลล์ฯ’ ตอกย้ำแบรนด์สินค้าไทย ‘คุณภาพคู่คุณธรรม เพื่อสุขภาพ’







moswell (Mobile)

 


หากพูดถึง “บริษัท โมสท์เวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ในวงการขายตรงอาจจะไม่คุ้นหูมากนัก แต่หากบอกว่าเป็น“บริษัท เฮ็ลธ์ อีส เวลธ์ จำกัด” (Health is Wealth Group) โรงงานผลิตน้ำสมุนไพรที่มีชื่อเสียงและอยู่ในระดับแถวหน้าของประเทศ และยังเป็นผู้ผลิตสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพร ให้กับบริษัทขายตรงหลายแห่ง หลายคนคงจะร้องอ๋อ!!


ความโดดเด่นของโมสท์เวลล์ฯ ถือเป็นบริษัทขายตรงน้องใหม่น้ำดี และมีบริษัทแม่ที่เป็นโรงงานผลิตสินค้าของตัวเอง โดยได้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอย่าง “สรณฏฐ์ สาระสมบัติ” บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของ “ศ.(พิเศษ) ดร.ยงยุทธ สาระสมบัติ”


อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ,อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอดีตวุฒิสมาชิกมานั่งกุมบังเหียน แม้จะเปิดตัวไปไม่นานแต่โมสท์เวลล์ฯ เป็นบริษัท MLM ที่น่าจับตาอย่ามาก ในขณะนี้


ด้วยความน่าสนใจดังกล่าวคอลัมน์ “Visit CEO” ได้รับเกียรติจาก “สรณัฏฐ์ สาระสมบัติ” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโมสท์เวลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และที่ปรึกษา เฮ็ลธ์ อีส เว็ลธ์ จำกัด มานั่งพูดคุยถึงวิสัยทัศน์ และแผนรุกตลาดขายตรงของโมสท์เวลล์ฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ทุกคนได้ทราบกัน


“ก่อนหน้านี้เราเป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้กับหลายบริษัททั้งขายตรง และทั่วไปทั้งในรูปแบบของการรับจ้างผลิตหรือ OEMและลูกค้าเอาแบรนด์ของเราไปทำตลาดเองก็มี แต่ด้วยแนวคิดของทีมผู้บริหารที่ต้องการให้ผู้บริโภคทุกคนไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมไปถึงต่างประเทศให้ได้ใช้สินค้าที่ดี มีคุณภาพจึงได้กำเนิดเป้นโมสท์เวลล์ฯ ขึ้นมาในปัจจุบัน”


ด้วยจุดแข็งของ โมสท์เวลล์ฯ นอกจากจะมีโรงงานผลิตอาหารเสริม ภายใต้ชื่อ บริษัท เฮ็ลท์ อีส เวลล์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ที่ได้มาตรฐานและทั่วโลกให้การยอมรับ ด้วยมาตรฐานระบบสากลไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GMP,GAP,HACCP,FDA(อย.ของสหรัฐฯ)และเครื่องหมายรับรองฮาลาลแล้ว ยังมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ อาทิ


ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง และ ม.มหิดล ที่คิดค้นวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าของ โมสท์เวลล์ฯ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี “สรณัฏฐ์” บอกว่าหลังจากที่ โมสท์เวลล์ฯ เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อกลางปี 2556 ที่ผ่านมากระแสตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งหลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกได้เป้นอย่างมาก รวมถึงคนที่ไม่รู้จักธุรกิจเครือข่ายมาก่อนก็เริ่มตอบรับธุรกิจโมสท์เวลล์ฯ มากขึ้น ซึ่งต่อไปหลังจากบริษัทนี้จะโฟกัสการทำธุรกิจโดยเน้นที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น


ขณะเดียวกันบริษัทยังเน้นในเรื่องของการจัดฝึกอบรมให้กับสมาชิก ได้มีความเข้าใจในธุรกิจและผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยต่อยอดให้กับนักธุรกิจสามารถออกไปขยายตลาดให้คลอบคลุมมากขึ้นมาว่าจะเป็นภาคกลางและภาคเหนือนอกเหนือจากภาคใต้และภาคอีสานซึ่งถือเป็นฐานตลาดหลักของบริษัท นอกจากนั้นยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อช่วยหระต้นยอดขายอีกทางหนึ่งด้วยโดยในปีนี้บริษัทมองว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ 20-30%


ส่วนแนวโน้มตลาดขายตรงในเมืองไทยในช่วงครึ่งปีหลังนั้น “สรณัฏฐ” มองว่าด้วยภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศ ทำให้หลายบริษัทเริ่มขยับขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ


เพื่อชดเชยตลาดในประเทศโดยเฉพาะปี 2558 ที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ซึ่งในส่วนของบริษัทเองก็ได้มีการปรับตัวเช่นกัน โดยล่าสุดได้รับการติดต่อจากทางพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศที่ให้ความสนใจอยากจะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าไปทำตลาดในประเทศนั้นๆ เช่น อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,สิงคโปร์ และกลุ่มในแถบตะวันออกกลางซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในอนาคตอันใกล้นี้


“การจะเข้าไปบุกตลาดต่างประเทศได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีพาร์ทเนอร์ในประเทศเหล่านั้นเพราะหากไม่มีจะยิ่งทำให้เราทำงานยากขึ้น ซึ่งพาร์ทเนอร์ของเราได้มีการติดต่อค้าขายกันมานาน โดยเขามีความสนใจที่จะเอาสินค้าของเราไปขายในประเทศของเขา ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจาในข้อตกลงคาดว่าจะได้ข่าวดีเร็วนี้”


“สรณัฏฐ์” บอกทิ้งท้ายว่า การจะบุกตลาดต่างประเทศได้นั้นในฐานะที่เป็นโรงงานผุ้ผลิตที่ส่งสินค้าออกไปตลาดต่างประเทศ สิ่งที่จำเป็นอย่างมาก คือ การศึกษาข้อมูลของแต่ละประเทศให้ดีก่อน เช่น ข้อกฎหมายของแต่ละประเทศรวมถึงศึกษาทิศทางและแนวโน้มความต้องการของตลาดในประเทศนั้นๆ ว่ามีความต้องการสินค้าประเภทไหน เช่น สินค้าบางอย่างในประเทศไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ในต่างประเทศกลับเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคก็ได้


“การจะเข้าไปบุกตลาดต่างประเทศได้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีพาร์ทเนอร์ในประเทศเหล่านั้น เพราะหากไม่มีจะยิ่งทำให้เราทำงานยากขึ้น”


 


 


 


Credit By : นสพ.เดอะพาเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 234 วันที่ 1-15 พฤษศจิกายน 2556


 

วอลลาร่า สยายปีกภูมิภาคเอเชีย ย้ำจุดแข็ง 4 ด้าน สู้ศึกธุรกิจเครือข่าย







120501ar769540 (Mobile)

 


วอลลาร่า สยายปีกลุยตลาดต่างประเทศ วาดเป้าครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย ผ่านรูปแบบการตั้งตัวแทนจำหน่าย เผยความพร้อมรองรับกานแข่งขันด้วยจุดแข็ง 4 ด้าน ล่าสุดร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยให้บริการผ่อนชำระสินค้า เล็งขยายฐานลูกค้ากลุ่มราชการ วาดเป้าอนาคตขึ้นแท่นเบอร์ 1 ขายตรงเอเชีย


ยุวดี บุญครอง นักธุรกิจระดับดับเบิ้ลไดมอนด์ บริษัท วอลลาร่า(ประเทศไทย) จำกัด เปิด ว่าขณะนี้บริษัทได้มีแผนการขยายตลาดในต่างประเทศ โดยจะเข้าไปในลักษณะการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย หรือ เอเย่นต์ ซึ่งรูปแบบการบริหารงานจะอยู่ภายใต้สายงานของสมาชิกคนไทยที่เข้าไปในประเทศหาตัวแทนจำหน่ายภายในประเทศนั้นๆ ด้วยโดยสมาชิกคนไทยจะได้รับพีวี 50%จากการขายสินค้าในแต่ละรายการของเอเยนในประเทศนั้นๆซึ่งแผนดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การก่อตั้งบริษัทแต่แรก ที่ต้องการเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียนเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 พร้อมกับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจวอลลาร่าในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการขยายตลาดในเอเชียทั้งหมดด้วย โดยแผนดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการมาแล้วในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา


ทั้งนี้เงื่อนไขในการเป็นตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศเบื้องต้นผู้สนใจจะต้องลงทุนสั่งออร์เดอร์ครั้งแรก 50,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยรูปแบบการจำหน่ายไม่ใช่เป็นระบบเครือข่ายเหมือนในประเทศไทย แต่จะเป็นรูปแบบค้าปลีกและกำหนดให้แต่ละประเทศสามารถมีเอเจนซี่ตัวแทนจำหน่ายได้ไม่เกิน 3แห่ง และผู้ที่จะเป็นตัวแทนได้ จะต้องเป็นคนท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ


“การที่บริษัทได้มีแผนการขยายตลาดในรูปแบบดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มรายได้ไห้สมาชิกในประเทศไทยมากขึ้นและง่ายขึ้น ซึ่งแผนดังกล่าวเหมาะกับแม่ทีมที่มีความถนัดการขยายธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจเครือข่ายอื่น ที่จะต้องสร้างสายงานให้ได้ก่อนถึงจะมีรายได้แต่ในขณะที่ของวอลลาร่าเพียงแค่สมัครสมาชิก ใช้สินค้าก็สามารถมีรายได้ทันที”


ยุวดี กล่าวต่อไปว่า สำหรับจุดแข็งที่บริษัทมองว่า สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้มาจากปัจจัย 4 ด้าน ประกอบด้วย


1.บริษัทมีสินค้าที่เป็นเทคโนโลยีของนาซ่า ที่ไม่มีบริษัทใดมีมาก่อน


2.บริษัทเป็นบริษัทที่เปิดดำเนินธุรกิจมานานกว่า 87 ปี ในประเทศสหรัฐอเมริกา


3.บริษัททำตลาดในประเทศไทยได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมเนื่องจากคนต้องการดูแลเรื่องสุขภาพ


4.ในเอเชียประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่วอลลาร่าเข้ามาเปิดธุรกิจ แม่ทีมยังมีจำนวนไม่มากจึงสามารถที่จะขยายตลาดเพิ่มได้อีก ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทเครือข่ายอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชีย


อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัทยอมรับว่ายังมียอดขายที่น้อย เพราะเพิ่งเปิดดำเนินการไม่นาน


รวมทั้งสินค้ามีราคาค่อนข้างสูง แต่ขณะนี้บริษัทได้มีการปรับแผนให้สมาชิกหรือผู้ที่สนใจสามารถผ่อนชำระค่าสินค้าได้ ซึ่งจะทำให้สมาชิกซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยบริษัทได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยในการผ่อนจ่ายสินค้า นอกจากนี้การที่บริษัทได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ยังมีเป้าหมายขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มราชการด้วย


นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความหลากหลายของสินค้าและเพื่อให้สมาชิกทำงานได้ง่ายขึ้นบริษัทมีแผนการนำสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้ามาจำหน่ายอีก 5 รายการเข้ามาทำตลาดในไทยได้ครบทั้งหมด โดยสินค้าที่จะนำเข้ามานั้น จะเน้นสินค้าที่ยังไม่มีบริษัทเครือข่ายใดในประเทศไทยทำมาก่อน และจะเน้นสินค้าที่เป็นเทคโนโลยี


พร้อมกันนี้บริษัทยังได้จัดให้มีการเทรนนิ่งและจัดประชุมให้แก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้ GTO ซึ่งระบบนี้สมาชิกจะได้รับสินค้าไปทดลองใช้ที่บ้านก่อนตัดสินใจซื้อ 3-5 วัน โดยผู้ที่มีสิทธิ์รับสินค้าไปทดลองนั้นจะต้องผ่านการคัดกรองจากบริษัทก่อนว่าจะต้องเป็นผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ และปัญหาภายในบ้าน เช่น นอนกรน เป็นภูมิแพ้ บ้านเลี้ยงสุนัขแล้วมีกลิ่น เป็นต้นเพื่อให้เห็นถึงความแตกต่างหลังจากที่ใช้สินค้าไปแล้ว


 


 


 


 


Credit By : นสพ.เดอะพาเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 234 วันที่ 1-15 พฤษศจิกายน 2556


 

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : 'พระรามเก้า' ผุด! สินค้าฉลากอาเซียน เตรียมความพร้อมลุยขยายตลาดเออีซี







1383996_773618792663794_211961707_n (Mobile)

 


"พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค" ผุดไอเดียผลิตฉลากสินค้าอาเซียนแปะติดผลิตภัณฑ์ ทุกรายการ หวังให้แม่ทีมออกลุยตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้น รับพอใจผลการดำเนินธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ชี้สินค้าบริษัท ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ มั่นใจสิ้นปี 2556 กวาดรายได้ 50 ล้านบาท สมาชิกแตะ 8,000 รหัส นายนัทธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ได้เผยว่า บริษัท ยังคงเน้นแผนการสร้างรากฐานให้แข็งแรง โดยเฉพาะสมาชิก จะต้องมีศักยภาพสามารถออกไปทำงานได้อย่างมืออาชีพ เพราะ สมาชิกจะต้องขึ้นไปเป็นผู้นำต่อไป หากสมาชิกมีคุณภาพแล้ว บริษัทก็จะเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถขยายเครือข่าย ออกไปได้ง่ายและรวดเร็ว รวมถึงผลกำไรก็จะตามเข้ามาเอง "นี่ก็ผ่านมาเกือบ 1 ปีกว่าๆ บริษัทกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงแรกๆ เป็นปีแห่งการวางรากฐาน เน้นในการสร้างคนอย่างแท้จริง และมีการเจาะตลาดในกลุ่มผู้บริโภคใช้จริงและพัฒนา จนเป็นนักธุรกิจ ซึ่งสินค้าชูโรงยังเป็นกลุ่มดูแลสุขภาพคือ ยาสมุนไพรจีน "ปาชินซุ่ย" และ "ซินแปะฮ้อ" มีสรรพคุณบำรุงร่างกายที่เป็นทั้งหยินและหยาง เป็นต้นตำรับยาแห่งราชวงศ์จีน โบราณมากว่า 500 ปี ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น" อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัท มีการเติบโตต่อได้ตามเป้าที่วางแผนเอาไว้ ทำให้ครึ่งปีหลัง บริษัทได้เตรียมกระตุ้นยอด ขายด้วยการเพิ่มรายการสินค้าในหมวดสุขภาพออกมาหลายโปรดักต์ และยังได้จัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวรวมถึงหลักสูตร เทรนนิ่งฝึกความเป็นผู้นำที่เข้มข้นขึ้น โดยได้ลงพื้นที่ไปอบรมกันในหลายๆ จุดสำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีสมาชิกหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมธุรกิจเยอะมาก "บริษัทได้ทำการบุกเบิกอย่างจริงจังมาโดยตลอด โดยกลยุทธ์หลักที่จะนำพาไปสู่เป้าหมาย คือ การฝึกอบรมแก่นักธุรกิจให้มีความรู้ มีคุณภาพ มีคุณธรรมในการเสนอขายภายใต้หลักสูตร News Business Opportunities : NBP เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่นักขาย พัฒนาหลักการขาย และข้อมูลเชิงลึกของ บริษัท โดยหลักสูตรนี้จะเป็นกุญแจสำคัญ ไปสู่ความสำเร็จ" "นัทธวัฒน์" ได้กล่าวถึงเป้าหมายในสิ้นปีนี้ว่า บริษัทค่อนข้างมั่นใจจะสามารถ ปิดยอดขายที่ 50 ล้านบาท โดยในแต่ละเดือนมียอดขายเฉลี่ยประมาณ 5 ล้านบาท ส่วนสมาชิกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 8,000 รหัส แบ่งเป็นแอ็กทีฟประมาณ 35% ซึ่งกลุ่มสมาชิกส่วนใหญ่ของบริษัทจะมาจากภาคใต้ และอีสาน โดยถือเป็นเรื่องที่โชคดีที่บริษัทสามารถยืนหยัดอยู่บนเส้นทางสายธุรกิจเครือข่ายได้ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจ ชะลอตัว "ก่อนหน้านี้ บริษัทมีสมาชิกประมาณ 4,000 รหัส และคนกลุ่มนี้อยู่กับบริษัทมา ตั้งแต่ช่วงบุกเบิก จนก้าวมาสู่เป็นนักขายระดับผู้นำสูงสุดของบริษัท ตอนนี้ได้ขยาย เครือข่ายแตกสายงานออกไปมากขึ้น จนทำให้เวลานี้บริษัทมั่นใจที่จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 8,000 รหัส และในต้นปี 2557 ยังคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว" ในส่วนของสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ แล้ว ยังได้ไปเปิดที่สาขาที่ จ.บุรีรัมย์ กับ จ.ราชบุรี และเร็วๆ นี้ เพิ่งเปิดเพิ่มเติมที่ จ.นครศรีธรรมราช ในอ.ทุ่งสง ใช้งบประมาณเกือบ 2 ล้านบาท และยังมีที่สมาชิกได้ไปเปิดเองอีกหลายแห่ง แต่ยังไม่ได้ตั้งเป็นสาขาอย่างเป็นทางการ ซึ่งไปเปิดเป็นลักษณะโมบายรวมแล้วกว่า 100 แห่ง ขณะที่การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนในปี 2558 นั้น "นัทธวัฒน์" กล่าวต่อว่า บริษัทยังไม่ได้ไปเปิดสาขาในต่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ได้มีการเข้าไปออกบูธในประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น โดยได้ให้แม่ทีมไปขยายสายงานในแถบอาเซียนกันไปก่อน ซึ่งสินค้าทุกรายการของบริษัทได้มีการผลิตฉลากสินค้าเป็นภาษาอาเซียนครบทั้ง 10 ประเทศ เพื่อให้แม่ทีมออกไปทำตลาดได้ง่ายขึ้น โดยได้ เริ่มมีการวางจำหน่ายไปบ้างแล้วในประเทศ เพื่อนบ้านใกล้ๆ


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวจันทร์สว่าง เฮิร์บเบิลไลน์ (Chansawang Herbal lines) : “จันทร์สว่าง” รุกหนักตลาดบิวตี้ เซ็นเตอร์ งัด 5 กลยุทธ์ กระตุ้นตลาดโค้งสุดท้าย







404251_396983723703015_1217162353_n (Mobile)

 


จันทร์สว่าง ฉลองทศวรรษแห่งความสำเร็จ ยอดเปิดศูนย์สาขาทะลุเป้า ด้วยกลยุทธ์ “เปลี่ยนผู้ใช้เป็นศูนย์แฟรนไชส์” ตั้งเป้ารายได้สิ้นปี 600 ล้านบาท ลั่น ! ปี 57 พร้อมเปิดศูนย์ใหม่อีก 8 %


บริษัท จันทร์สว่าง เฮิร์บเบิล ไลน์ จำกัด ผู้ผ้ลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางสมุนไพร ภายใต้แบรนด์ “จันทร์สว่าง” ประกาศความยิ่งใหญ่ในการเป็นผู้นำธุรกิจเวชสำอางสมุนไพร ปรับกลยุทธ์ใหม่ “เปลี่ยนผู้ใช้เป็นศูนย์แฟรนไชส์” ตามคอนเซปต์ “สวยแล้วต้องรวยด้วย”


ดร.กัญชร จันทร์สว่าง ประธานบริษัท จันทร์สว่าง เฮิร์บเบิล ไลน์ จำกัด กล่าว่า จันทร์สว่างได้มีการวางกลยุทธ์ใหม่ปรับแผนการพัฒนาสินค้าและการบริการอย่างหนัก เพื่อรุกตลาดความงามภายใต้นโยบายธุรกิจ 5 พัฒนา เพื่อให้ประสบความสำเร็จ โดย 1.พัฒนาสินค้าเก่า เพิ่มสินค้าใหม่ ซึ่งจะมีการพัฒนาแพ็คเกจสินค้าให้มีสีสันสวยงาม ทันสมัย และมีความสะดวกในการใช้สินค้ายิ่งขึ้น โดยในปีนี้บริษัทจะเพิ่มไลน์สินค้าประเภทสเต็มเซลล์เข้ามาเสริมทัพผลิตภัณฑ์ ซึ่งกำลังเป็นกระแสยอดฮิตในปัจจุบัน เพื่อมาเติมเต็มในส่วนที่เรายังขาดหรือบกพร่องอยู่ ส่วนสินค้าในกลุ่มสิว ฝ้า ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ให้ได้ผลเร็วยิ่งขึ้น อาทิ ผลิตภัณฑ์ เอจ ล็อค รี นิววัล สกิน ซีรั่ม (AGE LOC RENEWAL SKIN SERUM),เอจ ล็อค รี นิววัล สกิน ครีม(AGE LOC RENEWAL SKIN CREAM) เป็นต้น 2.พัฒนาศูนย์เก่าและเพิ่มศูนย์ใหม่ โดยเน้นการฝึกอบรมโดยวิทยากรชั้นนำมาให้ความรู้ มีการกำหนดรูปแบบการตกแต่งหน้าร้านให้มีความเป็นเอกภาพเหมือนกันทุกศูนย์ และกระตุ้นความสนใจให้มีการเปิดศูนย์เพิ่มใหม่อีก 8 % ภายในปี 2557 โดยการให้โปรโมชั่นพิเศษเละรางวัลพิเศษ เป็นต้น


“ปัจจุบันเรามีศูนย์ความงามจันทร์สว่างเปิดให้บริการกว่า 600 ศูนย์ ทั่วประเทศซึ่งเป็นแฟรนไชส์ศูนย์ความงามแบบครบวงจร สำหรับให้บริการดูแลผิวพรรณบนใบหน้าและเรือนร่าง โดยมีผู้ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มบุคคลทั่วไปหรือผู้สนใจที่มีปัญหาด้านผิวพรรณด้วยสมุนไพร และบริษัทยังได้เปิดสถาบบันเสริมความงาม เพื่ออบรมหลักสูตรต่างๆ เช่นการนวดหน้า นวดหน้าอก นวดตัว เป็นการเผยแพร่ให้กับผู้สนใจร่วมทำธุรกิจ


นอกจากนี้ศูนย์ความงามจันทร์สว่างยังเป็นเหมือนจุดกระจายสินค้าของบริษัท โดยผู้ร่วมทำธุรกิจศูนย์ความงามจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมายตามแผนการจ่ายผลตอบแทนของศูนย์ความงามตามนโยบายของบริษัทอีกด้วย” ผู้บริหารจันทร์สว่าง กล่าว


3.พัฒนาช่องทางการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ โดยเพิ่มงบประมาณในการโฆษณาอีก 7-8 % ผ่านช่องทางต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และการทำกิจกรรมการตลาด ณ จุดขาย และเพิ่มช่องทาง Social Network เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น 4.พัฒนาแนวทางกาฝึกอบรม แก่ ผู้บริหารศูนย์ความงามทั่วประเทศ ให้มีความรู้ทันยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกกจากจะเน้นอบรมเรื่องใบหน้าและเรือนร่างแล้ว บริษัทยังจะเน้นอบรมเสริมด้านสปาเพิ่มด้วย และจะเพิ่มในส่วนของการอบรมรายศูนย์และการอบรมสัญจรตามต่างจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อให้กำลังใจและให้คำแนะนำแก่ผู้บริหารศูนย์ว่ามีอะไรที่ยังบกพร่องอยู่และต้องเสริมหรือเพิ่มเติมอะไรอีก


5.พัฒนาตลาดต่างประเทศ บริษัท จันทร์สว่าง เตรียมรุกตลาดต่างประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ล่าสุดได้ทำเปิดการตัวผู้แทนการค้าประเทศเยอรมัน และประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการเปิดตลาดต่างประเทศ


“ปัจจุบันบริษัทได้มีการนำสินค้าไปจำหน่ายในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ จีน อินเดีย มาเลเซีย กัมพูชา พม่า ฯลฯ โดยตั้งเป้าหมายยอดขายสำหรับปีนี้ไว้ที่ 50 ล้านบาท และในอนาคตคาดว่าน่าจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายตลาดต่างประเทศได้อีกเป็น 30-35% ของยอดขายรวมทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งถือเป็นพันธมิตรกับเรามานานกว่า 10 ปีแล้ว ปัจจุบันมียอดสั่งซื้อสินค้าเกือบ 10 ล้านบาท และจากการทำตลาดในต่างประเทศทำให้เราทราบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังมีความนิยมสินค้าไทยอยู่มาก โดยเฉพาะที่กัมพูชา ดังนั้นสินค้าในบริษัททุกตัวจึงยังคงมีฉลากภาษาไทยอยู่ด้วย” ดร.กัญชร กล่าว


ทั้ง บริษัท จันทร์สว่างจำกัด ยังได้อักโปรโมชั่นพักผ่อนท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อกระตุ้นยอดขายสำหรับผู้บริหารศูนย์ความงามทุกคนที่ผ่านเกณฑ์ตามที่บริษัทกำหนด โดยกำหนดจะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศพม่าประมาณเดือนตุลาคมปีหน้า ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการกระตุ้นยอดขายในแต่ละสาขา นอกจากนี้บริษัทยังได้พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งด้วยการเข้าร่วมการดำเนินการจัดทำมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ของกนมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเป้าคว้ารางวัลสุดยอดมาตรฐานแฟรนไชส์แห่งชาติ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้


สำหรับผลการดำเนินการ 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทจันทร์สว่าง สามารถทำยอดขายได้แล้ว 400 กว่าล้านบาท และคาดว่าจะสามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ภายในสิ้นปีนี้ที่ 600 ล้านบาท โดยใช้กลยุทธ์ 5 พัฒนาดังกล่าวข้างต้นเป็นตัวชูโรง เพื่อสร้างฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน  2556


 

ข่าวนิวไลฟ์ (New Life Worldwide) : “นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์” โตสวนกระแสเศรษฐกิจ เตรียมเปิดศูนย์ต้นแบบจำหน่าย สินค้าแกษตร







SONY DSC

 


ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำทำให้บริษัทเตรียมงัดแผนทั้งเชิงรุกและรับอย่างดุเดือด โดยเฉพาะโค้งสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องวัดความแกร่งทางธุรกิจอย่างเต็มสตรีมจึงผลักดันให้ธุรกิจขายตรงหลายค่ายต่างก็เร่งสปีดสร้างจุดแข็งในตัวเอง เฉกเช่นเดียวกับบริษัทขายตรง นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์” ภายใต้การนำทัพของแม่ทัพใหญ่อารมณ์ดี “นายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล” แม้ว่าที่ผ่านมาต้องสะดุดกับอุปสรรคทางธุรกิจบ้าง แต่ทุกโจทย์หินที่ต้องแก้ไขก็สามารถก้าวผ่านมาได้อย่างสวยงาม พร้อมกับแนวทางรุกตลาดเพื่อตอกย้ำความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่


นายสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางการตลาดว่า แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของไทยชะลอตัว แต่สำหรับธุรกิจขายตรงนิวไลฟ์ ก็ยังเดินหน้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาคิดเป็นอัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 30-50 %


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจก้าวเดินอย่างมั่นคงนี้มาจากการสร้างผู้นำที่มีคุณภาพเนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญของการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ภายใต้หลักสูตรการฝึกอบรมที่มีชื่อว่า ซูปเปอร์เน็ตเอ็นไอเอ เป็นตัวนำโดยขณะนี้มีการฝึกผู้นำมากถึง 239 รุ่น เฉลี่ยรุ่นละ ประมาณ 30-50 คน และถือได้ว่าเป็นบริษัทขายตรงคุณภาพที่เป็นแหล่งผลิตผู้นำธุรกิจเยอะมากในเวลานี้


“อย่างเช่น ภาพความสำเร็จของครึ่งปีแรกมีผู้นำธุรกิจก้าวขึ้นตำแหน่งสูงสุด ดับเบิ้ลซูปเปอร์เรนโบว์ ถึง 11 รหัส นับได้ว่าเป็นการเติบโตที่หวือหวาอย่างมาก จึงทำให้บริษัทต้องมีการจัดงานเกียรติยศถึง 2 ครั้งในรอบปี และเชื่อมั่นว่าด้วยจุดเด่นของหลักสูตรคุณภาพนี้ บริษัทได้คาดหวังว่าภายในสิ้นปีจะมีผู้นำธุรกิจสามารถพิชิตตำแหน่งสูงดังกล่าวได้ รวมไม่น้อยกว่า 20 รหัสและเป็นอีกหนึ่งภาพประวัติศาสตร์ความสำเร็จทางธุรกิจ นิวไลฟ์ ที่จะเกิดขึ้นภายในงานประดับเข็มเกียรติยศครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “We are Number One : เราคือที่ 1” ที่ทุกคนจะได้สัมผัสจริงราวเดือนมกราคมปีหน้า โดยจะจัดขึ้นที่ศูนย์ไบเทคบางนา โดยภายในงานใหญ่นี้จะมีเหล่าผู้นำธุรกิจจากต่างประเทศเข้าร่วมงานเช่นผู้นำจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า เป็นต้น”


อีกทั้งได้เตรียมแผนการขยายตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน และนับได้ว่าเป็นเป้าหมายใหญ่ที่บริษัทขายตรงนิวไลฟ์ ได้ให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ประธานกรรมการบริหารนิวไลฟ์ กล่าวถึงทิศทางการตลาดว่า ขณะนี้บริษัทนิวไล้ฟ์ กำลังปูพรมธุรกิจ 2 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศนอร์เวย์ ตลาดยุโรป เนื่องจากเป็นตลาดใหญ่ที่สมาชิกดำเนินธุรกิจอยู่ โดยคาดหวังว่าภายในครึ่งปีแรกจะสามารถสาขาในประเทศอินโดนีเซียได้อย่างแน่นอน ซึ่งการรุกตลาดในประเทศดังกล่าวบริษัทจะเน้นเปิดในรูปแบบแฟรนไชส์ โดยมอบหมายให้นักธุรกิจในพื้นที่เป็นผู้ลงทุนบริหารงานเองทั้งหมด พร้อมๆกับการร่างแผนรุกตลาดเออีซีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นแนวทางการทำงานของนิวไลฟ์เช่นกัน


ส่วนแนวทางขยายตลาดในไทย บริษัทยังคงเน้นการขับเคลื่อนกลยุทธ์เดิมอย่างเข้มข้น เช่นการฝึกอบรมนักธุรกิจด้วยหลักสูตรเอ็นไอเอ ที่ถี่ขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 20 ครั้งทั่วทุกภาค พร้อมๆกับการสร้างทางเลือกใหม่ด้วยกลยุทธ์สินค้าเกษตรกับการสร้างทางเลือกใหม่ด้วยกลุ่มสินค้าเกษตรหรือปุ๋ยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “นัมเบอร์วันอินทรีย์ภัณฑ์” (No.1 Inseephan) และเวลานี้ได้สร้างความตื่นแต่แก่สมาชิกนิวไลฟ์อย่างมาก ซึ่งด้วยความโดดเด่นของสินค้าเกษตรโดยเฉพาะปุ๋ย บริษัทได้ตั้งเป้ายอดขาย 500 ล้านบาทในสิ้นปีนี้


“แม้ว่าเราจะเพิ่งเปิดตัวไม่นานแต่เชื่อมั่นว่าด้วยคุณภาพสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการทางการตลาดได้จะทำให้ยอดขายเติบโตหลายเท่าตัว และจะสามารถสาสานฝันความสำเร็จสู่ยอดกขายรวมโดยรวมที่ 1,000 ล้านบาท”


นอกจากนี้ส่วนสาขานิวไลฟ์ฯในประเทศไทย เวลานี้บริษัทได้ทำการเปิดสาขาเชียงใหม่ พร้อมตกแต่งโดยใช้งบลงทุนทั้งสิ้น 30 ล้านบาท และอีกหนึ่งสาขาที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการราวเดือนมกราคมปีหน้า ด้วยงบลงทุนประมาณ 35 ล้านบาทโดยทั้งทั้งสองสาขาที่กล่าวมาบริษัทเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด


ส่วนช่องทางการขยายตลาดในรูปแบบโมบายเซ็นเตอร์ หรือ NIDC ปัจจุบันนิวไลฟ์ มีประมาณ 50 แห่งทั่วประเทศและเพื่อรองรับการเติบโตในกลุ่มสินค้าการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรมโดยแต่ละศูนย์จะได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามพร้อมเปิดโอกาสให้สมาชิกเป็นผู้ลงทุนเพื่อต้องการให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของธุรกิจด้วยกันภายใต้งบลงทุน 300,000 บาท ขึ้นไป โดยบริษัทก็เป็นผู้ซัพพลอตสินค้า และมีค่าบริหารศูนย์ให้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงานให้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว


สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตรนิว ไลฟ์ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “นัมเบอร์วันอินทรีย์ภัณฑ์” (No.1 Inseephan) แยกเป็น 2 หมวด คือ 1. สารปรับปรุงดิน(ป๋ย) มีทั้งหมด 5 รายการและ2.อาหารเสริมพืช มีทั้งหมด 7 รายการ


โดยมีจุดเด่นที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์เตมีธรรมชาติคุณภาพเยี่ยม ซึ่งผสมผสานข้อดีของปุ๋ยแต่ละชนิดมาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมี และปุ๋ยชีวภาพ ผลิตจากโรงงานมาตรฐานสากล ซึ่งมีระบบการผลิตที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกมีระบบคิวซีที่มีการตรวจสอบคุณภาพทุกชั่วโมงเป็นปุ๋ยที่มีคุณภาพเหมือนกันทุกล็อตการผลิตในแต่ละสูตร


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน  2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : 100 ร.ร.แห่ชิงเงินรางวัลกว่า 2 ล้าน "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" คึกคัก! เตรียมปิดโหวตเลือก 20 ทีมสุดท้าย 20 พ.ย.นี้







301992_473483129396173_1279488168_n (Mobile)

 


"นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ชื่อโครงการประกวด ร้องเพลงและลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยพร้อมเงินรางวัลครั้งที่ 1Ž คึกคัก โรงเรียน มัธยมศึกษาทั่วประเทศกว่า 100 แห่ง ส่งทีมร่วมชิงเงิน รางวัลรวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท พร้อมเตรียมปิดโหวตคัดเลือก 20 ทีมสุดท้าย 20 พฤศจิกายนนี้


หลังประสบความสำเร็จในโปรเจกต์แรก จากการจับมือ ของ "นีโอไลฟ์" "นสพ.สยามธุรกิจ" และ "นีโอ ทีวี" เพื่อเฟ้นหาพรีเซ็นเตอร์ให้กับนีโอไลฟ์ จึงได้เดินหน้าโครงการโปรเจกต์ 2 ภายภายใต้ชื่อโครงการ "ประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลง ระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1" ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท พร้อมเปิดเวทีให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีเวทีในการแสดงออก


อ.แมน-วทัญญู มุ่งหมาย กรรมการบริหาร บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า จากที่ได้เปิดรับสมัครโครงการ "ประกวดร้องเพลงและลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยพร้อมเงินรางวัลครั้งที่ 1" ได้มีโรงเรียนเข้าร่วมสมัครกว่า 100 โรงเรียน และได้ทำการคัดเลือกพร้อมแสดงบนเวที ในงานประดับเข็มเกียรติยศผู้ประสบ ความสำเร็จของนีโอไลฟ์ทุกๆ เดือน จำนวนทั้งสิ้น 65 โรงเรียน


ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเพื่อส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนไทยเห็นความสำคัญของการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างไกลอบายมุข และยาเสพติด อีกทั้งยังรู้จักการทำงานร่วมกัน ผ่านกิจกรรมที่ได้มีการจัดขึ้น โดยการสนับสนุน ผู้บริหาร สถาบันการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้ฝึกสอน ตลอดจนการสนับสนุนจากชุมชนหน่วยงานรัฐ และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น


สำหรับโครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลง ระดับมัธยมศึกษา ทั่วประเทศ จัดเป็นโครงการที่ 2 ของโครงการใหญ่ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ซึ่งโครงการ "นีโอไลฟ์" ถือเป็นผู้สนับสนุน หลัก ที่ต้องการให้มีเวทีแสดงออกของกลุ่ม คนรุ่นใหม่ในทุกปี โดยที่ผ่านมาในโครงการ แรกที่มีการประกวดหนุ่มสาวเพื่อมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ของบริษัท จนได้ผู้ชนะ 5 อันดับแรก โดยได้ทำการเซ็นสัญญา และมอบรางวัลไปแล้ว


ส่วน "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ได้ทำการคัดเลือกโรงเรียนที่ได้ทำการแสดงในรอบแรก ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือน ตุลาคม และเกณฑ์การตัดสินในครั้งนี้จะมา จากคะแนนโหวต ซึ่งคะแนนโหวตที่ได้จะมาจากประชาชน สมาชิกและผู้ปกครองของบุตรหลานที่เข้าร่วมประกวด สามารถ ร่วมโหวตผ่าน sms หมายเลข 4689299 (ครั้งละ 3 บาท)


อย่างไรก็ตาม โครงการจะทำการปิด ผลโหวตในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ในเวลา 21.00 น. และประกาศผลโหวตโรงเรียนที่มีคะแนนนำ 20 ทีม ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 ทางช่องสยามธุรกิจแชนแนล และทางโครงการจะทำการจับสลาก 10 ทีม ที่จะทำการแสดงในเดือนพฤศจิกายน และอีก 10 ทีม ที่จะต้องทำการแสดงในเดือนธันวาคม


ซึ่งโรงเรียนที่ผ่านเข้ารอบ 20 ทีม จะต้องมาแสดงในเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม ในวันพุธที่ 27 พฤศจิกายน และวันพุธที่ 25 ธันวาคม ณ เมืองทอง ฮอลล์ 9 และคัดเลือกโรงเรียนที่ผ่านเข้าในรอบสอง ทางโครงการจะทำการปิดโหวต ในวันที่ 20 มกราคม 2556 โดยจะประกาศ ผลโหวตโรงเรียนที่มีผลคะแนนสูง 10 ทีม ในวันที่ 21 มกราคม 2556 อีกครั้ง


ทั้งนี้ ในรอบสุดท้าย โรงเรียนที่เข้ารอบ 10 ทีม จะต้องมาทำการแสดงอีกรอบ ในงานประดับเข็มเกียรติยศผู้ประสบความ สำเร็จจำปี NEOLIFE Smart Business Infinity to success "ECO SMART" ในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2557 ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี พร้อม ทำการตัดสินโรงเรียนที่ชนะเลิศการประกวดในวันนั้นทันที พร้อมยังได้รับเกียรติ จากคอมเมนเตเตอร์ระดับประเทศ ได้แก่ คุณดาว มยุรี และคุณรุ่งสุริยา นักร้องลูกทุ่งชื่อดังร่วมแสดงคอนเสิร์ต เพื่อสร้างความสุขให้กับผู้ชม และสมาชิกที่มาร่วมงานกันถ้วนหน้า


สำหรับรางวัลต่างๆ จะมีดังนี้ รางวัล ที่ 1 ทุนสนับสนุนโรงเรียน จำนวน 1 ล้าน บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ ฯพณฯ พลเอก พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี รางวัลที่ 2 ทุนสนับสนุนโรงเรียน จำนวน 5 แสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศ รางวัลที่ 3 ทุนสนับสนุน โรงเรียน จำนวน 3 แสนบาท และรางวัล ชมเชย 2 รางวัล ทุนสนับสนุนรางวัลละ 1 แสนบาท พร้อมโล่เกียรติยศ


อนึ่ง โรงเรียนที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าประกวดในงานมอบเข็มเกียรติยศ บริษัท นีโอไลฟ์ ฯ ณ เมืองทอง ฮอลล์ 9 จะได้รับเงินสนับสนุนค่าเดินทาง โรงเรียนละ 10,000 บาท หากโรงเรียนที่มีระยะทางเกิน 500 กิโลเมตร จะได้เงิน สนับสนุนค่าเดินทางโรงเรียนละ 20,000 บาท และมีสิทธิ์ออกอากาศภาพเบื้องหลัง การคัดเลือกในรายการ "สยามวาไรตี้" ทาง ททบ.5 และรายการต่างๆ ทางสถานี โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมสยามธุรกิจแชนแนล


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

"อีฟ บิวตี้" ฟุ้ง! 4 ด.ทุกอย่างตามเป้า เดินหน้าอัพเกรดศูนย์ธุรกิจเอาใจสมาชิก







943151_182845411875976_181863613_n (Mobile)

 


"อีฟ บิวตี้" น้องใหม่ของวงการขายตรงฟุ้ง! ยอดขายกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี เดินหน้าสร้างรากฐานให้เกิดความแข็งแกร่ง เตรียมขยายออฟฟิศ รองรับสมาชิกที่เข้ามา ประชุมเพิ่มขึ้น ลั่นสิ้นปียอดสมาชิก ยอดขาย เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมรุกกระจาย ศูนย์ธุรกิจของบริษัท อัพเกรดให้ตอบโจทย์ ลูกค้าได้อย่างครบวงจร


นายชุมพล พิมลบุตร ผู้จัดการฝ่าย การตลาด บริษัท อีฟ บิวตี้ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากได้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายมา 4 เดือน โดยทุกอย่างได้เป็นไปตามเป้าหมายทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก ยอดขาย และผลิตภัณฑ์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาคือ ปัจจัยสำคัญในการทำให้บริษัทเริ่มมีรากฐานที่แข็งแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมจะโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


"ตอนนี้ได้มีการขยายออฟฟิศให้ใหญ่ กว่าเดิม เพื่อรองรับสมาชิกที่มีการเพิ่มจำนวน ขึ้นทุกวัน ทำให้ในแต่ละเดือนมียอดสมาชิก หลายพันคน ถึงแม้จะมีเข้ามาใหม่และออกไปบ้างก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาในธุรกิจ ขายตรง ที่สำคัญกว่าหากบริษัทจะยืนหยัดในธุรกิจเครือข่ายได้ จะต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ดี และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีจริงๆ รวมถึงระบบการจัดการต่างๆ ที่สะดวกรวดเร็วไม่ยุ่งยาก"


"บริษัทต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดธุรกิจเครือ ข่ายที่ปัจจุบันมีบริษัทขายตรงเป็นจำนวนมาก แต่บริษัทก็มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้สมาชิกมีรายได้และสุขภาพที่แข็งแรง พร้อม กับยึดเป็นอาชีพและสามารถเกษียณได้จริง อีกทั้งมีการจ่ายผลตอบแทนจริง โดยบริษัท มีทีมงานที่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจขายตรง มากว่า 20 ปี และจะช่วยกันนำพาองค์กรไปได้แน่นอน"


ชุมพลได้กล่าวถึงเป้าหมายในสิ้นปีนี้ว่า เท่าที่ได้คาดการณ์มั่นใจว่า ยอดขายจะต้องอยู่ที่ประมาณ 40-50 ล้านบาท ถึงแม้จะเพิ่งเปิดบริษัทมาได้ไม่นาน เริ่มต้นในเดือน มิถุนายน ซึ่งยอดขายแต่ละเดือนก็ไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท โดย "อีฟ บิวตี้" กำลังมาแรงในวงการขายตรง และได้มีการขยาย เครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนสมาชิกเมื่อถึงสิ้นปีจะมีประมาณ 3,000 รหัสเป็นอย่างต่ำ เพราะในช่วงเดือนพฤศจิกายน บริษัทจะมีการออกสินค้ามาใหม่อีกหลายรายการ


อย่างไรก็ดี ในส่วนของสินค้าชูโรงจะ เป็นเครื่องดื่มสมุนไพรอาดัม และอีฟ แยกเป็นสูตรพลูคาวทั้งชายและหญิง พร้อมโคลนพอกหน้าขาวใส โดยกลุ่มเกษตรจะมีกวางทอง เอนไซม์นาโน อาหารพืชสำเร็จรูป ซึ่งบริษัทดำเนินกิจการจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และยังได้การรับรองจาก อย. ทุกรายการ อีกทั้งมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับมานาน


ทั้งนี้ ได้มีสมาชิกออกไปเปิดศูนย์เอง หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสุราษฎร์ธานี, โคราช, ภูเก็ต, แพร่, เชียงราย และนนทบุรี โดยทั้งหมดนี้จะผลักดันให้เป็นศูนย์ที่ครบวงจรต่อไป ซึ่งในต่างประเทศได้มีการไปเปิดโมบายที่ประเทศพม่าด้วย ซึ่งที่นั่นจะเป็นคลังสินค้าไว้คอยจำหน่ายให้สมาชิกไปก่อน และกำลังจะไล่ไปเปิดประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงต่อไป เพื่อรองรับตลาดเออีซีในอนาคตด้วย โดยสิ้นปีนี้บริษัทจะมีการจัดงานแถลงข่าวใหญ่เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการอีกครั้ง


อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่กำลังประสบ อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้ ชุมพลได้กล่าวว่า บริษัทมีความโชคดี ที่ไม่ค่อยได้รับผลกระทบเกี่ยวกับน้ำท่วม เนื่องจากบริษัทยังไม่มีเครือข่ายมากมายขนาดนั้น เมื่อเทียบกับบริษัทขายตรงใหญ่ๆ ที่เปิดมาก่อน ทำให้ศูนย์ต่างๆ ของบริษัทยังไม่ได้ไปเปิดไกลมาก แต่ก็สามารถกำหนดจุดยุทธศาสตร์ด้วยการไล่เปิดศูนย์ในพื้นที่ไม่มีผลกระทบเกี่ยวกับน้ำท่วม พร้อมกับไป ออกอีเวนต์ในจังหวัดที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ เท่ากับว่าเป็นการลดต้นทุนต่างๆ ของบริษัท ทำให้กำหนดทิศทางของเครือข่ายออกไปได้เป็นอย่างดี


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

‘มายบิช’ ไม่หวั่นการเมืองร้อน ผนึกเมืองโสมขาวบุกขายตรงไทย







Capture (Mobile)

 


"มายบิช" ขายตรงน้องใหม่ จรดปากกาเซ็นเอ็มโอยูสัญชาติเกาหลีขายสินค้านำเทรนด์ในเอเชีย ไม่หวั่นการเมืองไทยร้อนฉ่า เร่งปรับกลยุทธ์รับศึก เผยช่องทางการตลาดเครือข่ายแนวใหม่ดันยอดขายแตะ 200-500 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 57 เร่งอัดโปรโมชั่นทัวร์เกาหลี กระตุ้นสมาชิกกว่า 3,000 รหัส เสริมแกร่งตลาดเมืองหลวงก่อนรุกคืบหัวเมืองใหญ่


นายภูดิศ กิตติธราดิลก กรรมการผู้จัดการ บริษัท มายบิช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาพการเมืองภายในประเทศ ณ เวลานี้ ทุกธุรกิจย่อมได้รับผลกระทบ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเครือข่าย แต่จากธรรมชาติของขายตรงที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานก็เชื่อว่าเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับสภาวะในปัจจุบันที่สุด และสำหรับมายบิชเองถือว่าเป็นบริษัทขายตรงน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจได้ไม่นาน แต่มีวิธีบริหารจัดการและความพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบันได้


"สถานการณ์ทางการเมือง ณ วันนี้มีผลกระทบกับทุกธุรกิจ แต่ธุรกิจขายตรงนี้เราสามารถทำงานที่บ้าน ศึกษาเองที่บ้านได้ เราต้องปรับวิธีการเรียนรู้เอาเองปรับวิธีการทำตลาดและกลยุทธ์ให้สอดคล้อง ตลอดจนวิธีการเทรนนิ่งก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับสภาพการณ์"


ล่าสุด มายบิช จัดพิธีลงนามเซ็นสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Sonimedi Heberl life Science Institute ประเทศเกาหลีใต้ โดยบริษัทได้รับไลเซนส์ในการจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ L'ENCLOS (ลองคอส) เจ้าเดียวในทวีปเอเชีย นอกเหนือจากประเทศเกาหลีใต้ โดยสินค้านำร่องในการทำตลาดมี 2 ชนิด คือ L'ENCLOS สเปรย์สเต็มเซลล์จากพืชพรรณธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการลดเลือนริ้วรอย ฝ้า กระ สิว มีคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งจุดเด่นคือใช้แล้วเห็นผลอย่างรวดเร็ว ลดขั้นตอนการบำรุงผิวในขวดเดียว ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้ใช้อย่างกว้างขวาง ส่วนอีกตัวหนึ่งลองคอสสเปรย์ ซึ่งสเปรย์ ฉีดได้ทั้งวัน ตัวที่จะนำเข้ามาเป็นลองคอสเอสติเวเตอร์สารสกัดเข้มข้น นอกจากนี้ยังวางแผนนำสินค้าเข้ามาเพิ่มเติมโดยทั้งหมดจะเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกลุ่มต่อต้านความชรา หรือ Ani-Aging


"เราเน้น Ani-Aging โดยสินค้าตัวถัดมาน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จุดแข็งของเราคือสินค้านำเข้าจากเกาหลีทั้งหมดเน้นเรื่องสารสกัดจากธรรมชาติ เมื่อก่อนคนอาจจะมองว่า Ani-Aging คือใช้กับคนที่มีอายุมาก แต่ทุกวันนี้ใช้ได้กับอายุที่ลดลง เพียงแต่เราต้องทำการตลาดให้เหมาะสมโดยเฉพาะเทรนด์เกาหลีเข้ามาในทุกวันนี้ ทำให้เราทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น"


สำหรับระบบการตลาดของมายบิช เน้นที่เน็ทเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง โดยสมัครสมาชิก 600 บาท สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ ทั้งนี้สมาชิกจะได้รับสินค้าชุดทดลองและมีสิทธิ์ในการทำธุรกิจได้ทันที ขณะที่บริษัทมีช่องทางในการทำตลาดที่เอื้อต่อการทำงานและรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมสำหรับสมาชิกที่เอื้อต่อกัน ทั้งนี้อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ธุรกิจ 3 ประสาน คือ 1.มายบิช เป็นผู้สร้างทีมงานการตลาดผ่านระบบเครือข่าย 2.แฟรนไชส์ความงาม ภายใต้แบรนด์โชวาโย ซึ่งเป็นสถาบันเพื่อความงาม ดูแลผิวหน้า ผิวพรรณ และ 3.สถาบันฝึกอบรมครบวงจร อินสไตล์ อคาเดมี่ โดยโมเดลธุรกิจแฟรนไชส์ความงามโชวาโย มีการลงทุนเริ่มต้นที่ 1,000,000 บาท ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเปิดในช่วงปลายปีนี้กว่า 25 แห่ง ทั้งนี้จะเริ่มต้นแฟรนไชส์ต้นแบบก่อน 4 แห่งคือ กรุงเทพฯ ขอนแก่น นครราชสีมา และนครปฐม โดยมี 2 โมเดลธุรกิจคือแบบธรรมดาและแบบพรีเมียม ตามความต้องการของผู้ลงทุน ทั้งนี้บริษัทมีระบบสนับสนุนความสำเร็จโดยทีมงานมืออาชีพ


"เราอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าเราร่วมทุนกับเกาหลี ถ้าเรานับจริงๆ บริษัททำพรีลอนซ์มาเป็นระยะกว่า 2 เดือน แต่เรื่องการเซตติ้ง เราวางแผนมาแล้วระยะเวลาใหญ่ๆ ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ที่ 3,000 รหัส เราหวังว่าจะแอ็กทีฟทั้งหมด ขณะนี้มีแม่ทีมใหญ่ๆ มาร่วมธุรกิจ ทั้งที่เราเป็นธุรกิจน้องใหม่ ทั้งนี้เราอยากสร้างน้ำใหม่ขึ้นมาในธุรกิจ ซึ่งจากระบบที่พร้อมจะดึงดูดคนเข้าสู่ธุรกิจรวมทั้งแม่ทีมด้วย"


นายภูดิศ มองว่าแม้ในธุรกิจขายตรงจะมีผู้ทำตลาดเกี่ยวกับสินค้า AntiAgeing อยู่หลายเจ้า แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าบริษัทมีจุดแข็งพอที่จะต่อสู้ในตลาดได้ ทำให้เร่งอัตราความแรงในการบุกยึดพื้นที่ตลาดขายตรง โดยตั้งเป้าภายในสิ้นปี 2557 ไว้ที่ 200-500 ล้านบาท


"ตลาดที่ใกล้เคียงกับเราด้านแอนตี้เอจจิ้งมีมาระยะหนึ่ง แต่ที่เรากล้าเปิดก็ต้องมั่นใจในตัวเองและมีเคล็ดลับ เรามีโปรดักท์ที่แข็งแรง ที่ไม่แพ้ใคร ถ้าโปรดักท์พร้อม บริษัทพร้อม ผมว่าจะสามารถดึงดูดคนเข้ามาได้มาก อย่างเราพยายามทำให้มีไซด์ที่เหมาะสมกับกำลังซื้อของคน คนที่มีกำลังมากจะซื้อไซด์ใหญ่ คนที่กำลังซื้อน้อยจะซื้อขนาดเล็กลง ยิ่งถ้าทำตลาดไปด้วยโอกาสที่จะสำเร็จก็สูง เรามีการจัดโปรโมชั่นไปเกาหลี เพราะอยากให้สมาชิกได้ไปดูโรงงานผลิต ปี 57 เราตั้งเป้า 200-500 ล้านบาท ด้วยปัจจัยที่ใช้แล้วค่อนข้างเห็นผล ใช้แล้วบอกต่อ เทรนด์ของคนที่ดูแลตัวเอง"


กรรมการผู้จัดการมายบิช กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์และมีการจัดประกวดในปีหน้า โดยได้ทาบทามดารามาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนการทำตลาดในปัจจุบันมุ่งเน้นที่กรุงเทพฯ ให้เกิดความเข้มแข็งก่อนจะกระจายไปสู่หัวเมืองใหญ่ๆ ให้เกิดความเข้มแข็ง เป็นกำลังหลักในการขยายธุรกิจต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

'วิน วิน เวิลด์ไวด์' อัดสินค้าใหม่ขย่มเป้า เล็งเพิ่มศูนย์ 'บอส' เมืองใหญ่ล่ายอดขายปี 57







ข่าว-3 (Mobile)

 


"วิน วิน เวิลด์ ไวด์" ยิ้มออกหลังช่วงครึ่งปีที่ผ่านมายอดขายโต 20% ตั้งเป้าสิ้นปี 56 รายรับแตะ 100 ล้านบาท วางกลยุทธ์เพิ่ม สินค้า 6 รายการ เน้นตอบโจทย์ผู้บริโภคมาก ขึ้น พร้อมวางแผนล่วงหน้าปี 57 ผุดศูนย์ใหญ่กระจายสินค้า ใช้ชื่อ "บอส" รวดเดียว 10 สาขา ด้านตลาด AEC ชำเลืองประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว, พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม ปักมุด


ภก.ประเสริฐ หวานยิ่ง ประธาน บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลการดำเนินกิจการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดี แต่บริษัทก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นคง ที่จะยืนหยัดในธุรกิจขายตรง โดยมีการเติบโตถึง 20% หากเทียบ กับปีก่อนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ ทำให้ยอดขายร่วง ไป 20 ล้านบาท แต่พอมาปีนี้ถือว่า อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก


"ถือเป็นที่พอใจบริษัทสามารถทำได้ตามเป้าที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งได้มีการจัดอบรมอย่างเข้มข้นให้กับแม่ทีมที่มีความจงรักภักดีกับบริษัท เพราะผู้นำเหล่านี้สมควรที่จะผลักดันให้เติบโตไปในระดับสุดยอด และจะช่วยออกไปขยายเครือข่ายให้กับบริษัทตาม พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แม้บริษัทจะยังไม่แข็งแรงเหมือนกับบริษัท ใหญ่ แต่ก็มีความสามัคคีเป็นปึกแผ่นไม่แพ้ที่ไหนแน่นอน"


อย่างไรก็ตาม "วิน วิน เวิลด์ไวด์" ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ในสิ้นปีนี้ ซึ่งครึ่งปีหลัง จะโตเพิ่มอีก 20% เท่ากับว่า ทั้งปีเติบโตถึง 40% และมียอดขายที่ 100 ล้านบาทขึ้นไปให้ได้ โดยสมาชิกที่เข้ามาอบรมในแต่ละเดือนเฉลี่ยประมาณ 700-800 คน แต่ก็เป็น เรื่องธรรมดาที่จะเจอคนที่ใช่เข้ามาทำธุรกิจ จริงๆ ซึ่งแบ่งเป็นแอ็กทีฟที่ซื้อซ้ำบ่อยๆ ประมาณเกือบ 100 คน และกลุ่มสมาชิกเหล่านี้ บริษัทได้พาเข้าแคมป์อบรมเทรนนิ่ง อย่างเข้มข้น เพื่อให้ออกไปทำงานได้ต่อไป


ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาด บริษัทได้กำลังจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับจัดให้สมาชิกเก่า และใหม่ไปเข้าแคมป์อบรมพิเศษ เพื่อเสริม ทักษะเวลาออกไปเจอสถานการณ์จริงๆ จะได้รับมือตอบข้อซักถามได้ อีกทั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ บริษัทได้เตรียมออกสินค้า เพิ่มอีก 6 รายการ อาทิ ครีมอาบน้ำ, กาแฟโสม, โฟมล้างหน้า, แชมพู, ทรีตเมนต์ และครีมหน้าใส เพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากขึ้น


"ตอนนี้ได้วางกลยุทธ์การตลาด เริ่มจากจัดกิจกรรมแนะนำสินค้า เพื่อหาสมาชิก เพิ่ม และพัฒนาสมาชิกทุกคนให้เป็นผู้นำธุรกิจที่มีคุณภาพ โดยการเน้นฝึกอบรม จัด หลักสูตรสร้างความรู้ ความเข้าใจในเรื่อง ของสินค้า และแผนธุรกิจอย่างจริงจัง นอกจากนั้น ยังมีแผนจัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าแก่ผู้บริโภคในทุกๆ พื้นที่ทั่ว 4 ภาค"


ขณะที่ศูนย์ธุรกิจของบริษัทในเวลานี้มีหลักๆ อยู่ที่ กรุงเทพฯ, ขอนแก่น, เชียงใหม่ และพิษณุโลก โดยศูนย์เหล่านี้จะทำหน้าที่คอยกระจายสินค้า จัดฝึกอบรมเทรนนิ่ง และ ฝึกสอนทำธุรกิจให้ทั้งหมด โดยยังมีศูนย์ย่อยที่สมาชิกไปทำกันเองเรียกว่าบอส มีอยู่ ประมาณ 5 สาขาด้วยกัน กระจายอยู่จุดสำคัญของภาคต่างๆ โดยภายในปีหน้าบริษัท จะขยายเพิ่มสาขาออกไปให้ได้อย่างน้อย 10 สาขาขึ้นไป


อย่างไรก็ดี บริษัทได้ให้สมาชิกเปิดธุรกิจในลักษณะที่คล้ายกับโมบาย ซึ่งบริษัท เรียกว่า "บอส" ซึ่งบอสจะให้ผู้นำ แต่ละพื้นที่เป็นผู้บริหารเองและบริษัทจะจ่ายค่าบริหารให้บอส 10% และขณะนี้ได้มีผู้นำ เปิด บอสไปแล้วประมาณ 4-5 บอส ในส่วนของ สาขาปัจจุบัน บริษัทมีทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก และขอนแก่น โดยสาขา จะเป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าให้แก่ บอส ในจังหวัดที่มีสาขา และจังหวัดใกล้เคียง


นอกจากนี้ ในส่วนของสินค้าเพื่อการ เกษตร ปัจจุบันบริษัทได้เปลี่ยนระบบการขายจากที่เคยทำธุรกิจในเครือข่ายแบบหลายชั้นเปลี่ยนทำธุรกิจในแบบซิงเกิล โดยการร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการจำหน่ายสินค้าให้แก่เกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี การที่บริษัทได้แยกสินค้าเพื่อการเกษตรไปทำธุรกิจแบบซิงเกิลนั้น เพราะต้องการที่จะ แยกธุรกิจออกให้เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน ซึ่งการจำหน่ายสินค้าเกษตรกับ ธ.ก.ส. บริษัท ได้มีการเซ็นสัญญาแบบปีต่อปี


ภก.ประเสริฐ กล่าวต่อไปว่า สำหรับ ก้าวต่อไปของ วิน วิน จะเน้นการขยายธุรกิจ ด้วยผู้นำ เพราะโดยธรรมชาติของธุรกิจเครือข่าย การที่บริษัทจะเติบโตได้ส่วนหนึ่ง มาจากผู้นำ ดังนั้น บริษัทได้มีการทำธุรกิจเบื้องต้นให้กับสมาชิกไปจนถึงการแอดวานซ์ บวกกับสรรหาสินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพมาให้สมาชิกได้ทำตลาดอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี บริษัทมีแผนจะทำการประชาสัมพันธ์บริษัทมากขึ้น โดยการทำการประชาสัมพันธ์ จะแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1.บริษัทจะต้องเคลียร์ ภาพของตัวเองให้คนได้รู้ว่าเป็นบริษัทขายตรงจริงไม่ใช่บริษัทมันนี่เกม เพราะปัจจุบัน คนไทยมองว่าบริษัทขายตรงส่วนใหญ่ทำธุรกิจในลักษณะมันนี่เกม 2.การสร้างแบรนด์ ให้รู้จักผ่านการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น


ทั้งนี้ บริษัทได้วางแผนที่จะรุกตลาดออกไปในต่างประเทศ เริ่มจากประเทศ เพื่อนบ้านก่อนใกล้ๆ อาทิ ลาว, กัมพูชา, พม่า และเวียดนาม ซึ่งประเทศในแถบอาเซียนนี้ ค่อนข้างมีตลาดที่น่าสนใจและสามารถทำตลาดได้ดี และมีสมาชิกหลายคน เริ่มไปจำหน่ายสินค้าบ้างแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเป็น การรองรับการเปิดตลาดเออีซีในปีอีก 2 ปี ข้างหน้าที่จะมาถึง


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/