ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM เปิดศึกงานใหญ่ กระตุ้นแรงซื้อโค้งสุดท้าย!!







handshake (Mobile)

 


กลุ่มบริษัทขายตรงโหมจัดงานใหญ่ปลุกกำลังซื้อช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี "นีโอไลฟ์" จัดเต็ม ประดับเข็มนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องทุกเดือน พร้อมอัดโปรโมชั่นใหม่ล่อใจท้ายปี ด้าน "ดี เน็ทเวิร์ค" จุดพลุต้อนรับ "บลู ไดมอนด์" คนแรกของบริษัท อวดรถยนต์หรู "เฟอร์รารี่" เรียกเรตติ้ง ด้านค่าย "มาบุญครอง" เทหน้าตักจัดงานใหญ่ใช้การมอบโชคใหญ่เร่งปั้นแบรนด์


"นีโอไลฟ์" จัดงานใหญ่ถี่ เร่งขย่มเป้าท้ายปี


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การจัดงานฉลองเกียรติยศความสำเร็จของบริษัทจะจัดขึ้นในทุกเดือน เพื่อเป็นการฉลองความ สำเร็จและเชิดชูเกียรติสมาชิกผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ


"การจัดงานในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการที่ บริษัท นีโอไลฟ์ฯ ได้เปิดดำเนินธุรกิจขึ้นมาในรูปแบบของธุรกิจการขายตรงแบบหลายชั้น โดยไม่จำหน่ายสินค้าผ่านระบบการขายทั่วไป แต่ได้จัดจำหน่ายสินค้าในระบบสมาชิกเพื่อเปิดโอกาสให้แก่พี่น้องประชาชนที่สนใจอยากมีธุรกิจหรือมีกิจการเป็นของตนเองแบบเครือข่ายให้สามารถเข้ามาร่วมธุรกิจหรือมีกิจกรรมเป็นของตนเองแบบเครือข่าย ให้ได้สามารถเข้ามาร่วมธุรกิจทั้งเป็นเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายสินค้าหรือเป็นสมาชิกผู้ใช้สินค้า ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ทั้งเป็นอาชีพเสริมรายได้ หรือทำเป็นอาชีพหลักสร้าง รายได้ให้แก่บุคคลหรือครอบครัว อันเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ ครอบครัวในสังคมได้อีกทางหนึ่ง อนึ่ง อาชีพการขายตรงในประเทศ ไทยในอดีตอาจจะไม่เป็นที่ต้องการหรือไม่เป็นที่น่าเชื่อถือแก่ผู้คนในสังคมเท่าที่ควร แต่อาชีพนี้นับเป็นอาชีพที่ดีอีกอาชีพหนึ่ง และเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศที่เจริญแล้ว"


ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและความพร้อม ของธุรกิจ จากอดีตจนถึงปัจจุบันตลอดระยะ เวลาร่วม 13 ปีของการดำเนินงาน นีโอไลฟ์ฯ ได้สร้างนักธุรกิจให้ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนเฉลี่ยต่อปีไม่ต่ำกว่า 10,000 รหัสตำแหน่ง จึงจะเห็นได้ว่า นีโอไลฟ์ฯ เป็นบริษัท ที่มีการจัดงานมอบเข็มประจำตำแหน่งในทุกๆ เดือน


อย่างไรก็ดี บริษัทยังได้พัฒนาช่องทีวีดาวเทียมที่เปลี่ยนจากนีโอทีวี เป็น "สยามธุรกิจแชนแนล" เพื่อเป็นช่องข่าวสารสาระ บันเทิง วาไรตี้ธุรกิจที่เป็นประโยชน์แก่สังคม นอกจากนั้น ในด้านของการทำประโยชน์ร่วมกับสังคมด้านอื่นๆ นีโอไลฟ์ฯ ก็ได้มีโอกาส ทำงานร่วมกับสังคม ชุมชน วัดวาอารามต่างๆ รวมทั้งส่วนราชการ หรือมูลนิธิทางสังคมต่างๆ ตามสมควร


ที่ผ่านมา นีโอไลฟ์ฯ ยังได้มีโอกาสเป็น ผู้สนับสนุนรายการทีวีในช่องฟรีทีวี นั่นก็คือ ช่อง ททบ.5 ในรายการรัชกับดุ๊ก ออนทัวร์ รายการรัชนีวีไอพี ซึ่งเป็นรายการท่องเที่ยววาไรตี้ที่ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจให้แก่สังคม นีโอไลฟ์ฯ ได้รับเกียรติ จากกระทรวงมหาดไทยให้ร่วมลงนาม MOU เพื่อร่วมทำรายการในการร่วมกันส่งเสริมการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม สินค้าโอท็อปกับผู้ว่าราชการจังหวัด ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการถ่ายทำไปแล้วถึงกว่า 20 จังหวัด


ทั้งนี้ ในปี 56 "นีโอไลฟ์" ต้องการสร้างยอดขายให้เติบโตเพิ่มอีก 10% อีกทั้งบริษัทยังต้องการเน้นการสร้างคุณภาพของนักธุรกิจของบริษัท รวมทั้งการขยายสาขาออกไปในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งทั้งหมด ถือเป็นการต่อยอดความยิ่งใหญ่ของ "นีโอไลฟ์" ในการก้าวย่างสู่ปีที่ 13 ตามธีมความคิดในการสานต่อความสำเร็จในรูปแบบ "NEO LIFE SUCCESS TOGETHER" รวมทั้งในปีนี้ บริษัทยังต้องการที่จะทำให้เป็นปีแห่งการ ขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ต่อไป


"ดี เน็ทเวิร์ค" อวดแม่ทีมบลู ไดมอนด์ คนแรกของบริษัท


ด้านนายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้งบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของบริษัทถือว่ามีการเติบโตที่ดีมาก โดยทาง บริษัทสามารถสร้างยอดขายเติบโตกว่า 6 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2555 ที่ผ่านมา


"ในช่วงครึ่งปีแรกเรามีผลประกอบการ ที่ดีมากในปี 2555 ที่ผ่านมา ครึ่งปีแรกเราสร้างยอดขายได้ราว 82 ล้านบาท แต่ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2556 เราปิดยอดขายไปแล้ว กว่า 450 ล้านบาท หากนับเฉพาะเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาเราปิดยอดขายได้สูงถึง 90 ล้านบาท ปีนี้เราจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่า เราจะสร้างยอดขาย แตะหลัก 1,000 ล้านบาทได้"


อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังได้จัดงานใหญ่ในการประกาศเกียรติคุณให้กับนักธุรกิจระดับ "บลู ไดมอนด์" คนแรกของบริษัทคือ "ภรัณธรณ์ เชื้อสรห์รดี" นักธุรกิจหญิง ซึ่งสามารถพิชิตกองทุนรถยนต์คว้ารถเฟอร์รารี่ของบริษัท โดยงานดังกล่าวได้จัดให้มีกิจกรรม ต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งงานประกาศเกียรติคุณ นักธุรกิจระดับบลู ไดมอนด์ ได้จัดไปเมื่อ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา


นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีการจัดโปรโมชั่นในการท่องเที่ยวปีละ 2 ครั้ง โดยในปี 2556 ทางบริษัทมีโปรโมชั่นในการท่องเที่ยวที่เวียดนามในเดือนมิถุนายน โดยมีผู้พิชิตการ ท่องเที่ยวถึง 350 คน ส่วนในเดือนสิงหาคม ทางบริษัทจะเดินทางท่องเที่ยวในทวีปยุโรป 9 วัน ใน 4 ประเทศ ได้แก่ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์


ส่วนในปี 2557 บริษัทมีโปรโมชั่นการ ท่องเที่ยว 2 ทริปโดยในทริปแรก บริษัทจะพานักธุรกิจท่องเที่ยวยังฮ่องกง-มาเก๊า ส่วนทริปใหญ่ทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะพานักธุรกิจไปท่องเที่ยวยังอลาสก้า 10 วัน ซึ่งถือเป็นทริปท่องเที่ยวครั้งใหญ่ของบริษัท


 MBK เทหน้าตักจัดงานขนรางวัลแจกเพียบ


ด้าน บริษัท มาบุญครอง จำกัด นับเป็นอีกหนึ่งค่ายขายตรงแบรนด์ใหม่ที่ได้ทุ่มงบจัดงานใหญ่ ภายใต้ชื่อ "มาบุญครอง Let it Grow" ไปเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณผู้นำนักธุรกิจมาบุญครอง ต้นแบบแห่งความสำเร็จ การจุดประกายสานฝันและสร้างแรงบันดาลใจ


"มาบุญครอง" หรือ MBK ภายใต้การบริหารงานโดย "ศิริชัย บูลกุล" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาบุญครอง จำกัด ยังได้จัดทำโครงการพัฒนาเกษตรกรไทย ก้าวไกลสู่สากล ดำเนินการแจกตัวอย่างผลิต-ภัณฑ์ทางด้านการเกษตร สารปรับปรุงดินศิริชัย (ชนิดเม็ด) และศิริชัยไบโอพลัส (ชนิดแคปซูล) ให้กับเกษตรกรและสมาชิกนักธุรกิจ มาบุญครองทั่วประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2556 กว่า 20,000 ครัวเรือน รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรไทย มีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ เกษตรอินทรีย์ชีวภาพ ปลอดสารพิษ ช่วยปรับปรุงพลิกฟื้นผืนแผ่นดินไทยให้ดินดีมีคุณภาพ เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างแท้จริง ตามปณิธานของประธาน บริษัท ที่ตั้งใจสร้างสรรค์ ธุรกิจเครือข่ายน้ำดี ให้มีความมั่นคง ช่วยเหลือเกื้อกูล เข้าถึง เข้าใจ คนไทยในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรไทย ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ให้มีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของมาบุญครอง ทำให้สิ่งแวดล้อมดี ดินดี ผลิตผลดี เกษตรกร สุขภาพดี มีรายได้ที่มั่นคง


โดยในช่วงท้ายของงานยังมีมินิคอนเสิร์ตจากซูซี่ ดันดารา ทีมพิธีกร ดาว-อภิสรา นุตยกุล และเล็ก-เจษฎา ดารานักแสดงชั้นนำ ของประเทศ และพิเศษสุดๆ มาบุญครองมอบ โชคใหญ่ของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท อาทิ รถกระบะ TOYOTA Vigo 9 คัน, รถจักรยานยนต์ Honda Wave 11 คัน, สร้อยคอทองคำ 23 รางวัล, iPhone, iPad, Notebook และรางวัลอื่นๆ


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network Worldwide) : "ดี เน็ทเวิร์ค" ดึงดาราปั้นแบรนด์สินค้า โฟกัสตลาดเกษตรโกยยอดขาย 3 เดือนท้าย







1069173_582345895163435_169662971_n (Mobile)

 


"ดี เน็ทเวิร์ค" รุกหนักตลาดเกษตร ผุดแคมเปญ แจกผลิตภัณฑ์บานเย็นฟรี 100,000 ซอง ให้ 100,000 ครอบครัว ได้นำไปทดลองใช้ เชื่อจะดันยอดขายถึงเดือนละ 100,000 กล่อง พร้อมเดินหน้าเปิดหลักสูตร "เตรียมผู้บริหาร" รุ่น 3 หวังดันนักธุรกิจสู่เป้าหมาย 1,000 คน ให้เร็วที่สุด ล่าสุดดึง "สลา คุณวุฒิ" ครูเพลงชื่อดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์ดี เบรม และ ดี คอนแทค หลังประสบความสำเร็จจากการดึง "เขาทราย กาแล็คซี่" มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์ โกเรจินส์


นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการฝึกอบรมหลักสูตร "เตรียมผู้บริหาร" รุ่น 1 ส่งผลให้บริษัทดำเนินการเปิดหลักสูตร "เตรียมผู้บริหารรุ่น 2 รุ่น 3" ไปควบคู่กัน


"เราเปิดหลักสูตรเตรียมผู้บริหารรุ่น 3 จำนวน 43 คนต่อเลย โดยจะทำการอบรมที่สาขาสาทรในวันพุธกับวันศุกร์ ส่วนวันอังคาร และวันพฤหัสบดี จะทำการอบรมหลักสูตรเตรียมผู้บริหารรุ่น 2 ที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งมีผู้ฝึกอบรม 127 คน ที่เราเปิด หลักสูตรเตรียมผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง เพราะเราต้องการสร้างนักธุรกิจระดับ Garnet ที่มีรายได้เฉลี่ยคนละ 150,000 บาทต่อเดือน ให้ครบ 1,000 คน อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้"


สาครบอกว่า พื้นฐานของการทำขายตรงนั้นคือ เรื่องสินค้า นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด จะทำอย่างไรให้นักธุรกิจมีกิจกรรม คือการแนะนำสินค้าเป็นหลัก เมื่อมีการบอกต่อแล้วมีการซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างมั่นคง


"เมื่อเรานำเสนอสินค้าให้เขาได้ทดลอง ใช้จนเกิดการซื้อซ้ำแล้ว กิจกรรมต่อมาก็คือ การเปลี่ยนจากผู้บริโภคให้มาเป็นนักขาย นี่คือ สิ่งที่ต้องทำ การทำขายตรงจะหวังเพียงชวน คนมาลงทุนอย่างเดียวคงไม่ได้ นี่มันเป็นเพียง วงจรสั้นๆ การเน้นสินค้าและชักชวนเขาเป็น นักธุรกิจนี่คือ หัวใจของการทำขายตรงให้เติบโต สังเกตให้ดีว่า บริษัทขายตรงที่อยู่ได้ในระยะยาวเขาจะเน้นเรื่องสินค้ามาเป็นอันดับแรก เมื่อทำแบบนั้นแล้วนับวันยิ่งจะแข็งแกร่งขึ้น หลักสูตรเตรียมผู้บริหารรุ่น 2 เราได้ปูฐานเรื่องของสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำตลาดสินค้าบานเย็น รากขาว นอกเหนือจากการฝึกอบรมในเรื่องการสร้างธุรกิจ ความรู้ด้านขายตรง การสปอนเซอร์ แต่เราจะเสริมในเรื่องการทำสินค้าบานเย็นเข้ามา เพื่อสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง"


สาคร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ โดยมี "เขาทราย กาแล็คซี่" แชมป์มวยโลกขวัญใจชาวไทยเป็นพรีเซ็นเตอร์นั้น เดิมทีนั้นผลิตภัณฑ์ โกเรจินส์เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว แต่ทางบริษัทต้องการให้โกเรจินส์เป็นสินค้าแบรนด์ต้นๆ ของเมืองไทย จึงมีการเสาะหาพรีเซ็นเตอร์ที่เหมาะสม จนในที่สุดมาสรุปที่ "เขาทราย กาแล็คซี่"


"เราต้องการกระจายโกเรจินส์สู่ต่างจังหวัดให้มากขึ้น เนื่องจากเราเจาะตลาดภาคกลางได้เป็นอย่างดีแล้ว เราต้องการกระจายกระแสโกเรจินส์สู่รากหญ้าให้มากที่สุด เราจึงเห็นว่าเรื่องมวยน่าจะเข้ากับชุมชน ได้ดี จึงเป็นที่มาของการโฆษณาผ่านรายการ มวย โดยเรามองไปที่สุดยอดตำนานมวยอย่าง เขาทรายมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ โดยหลังจากออกอากาศไปก็ได้รับการ ตอบรับอย่างล้นหลาม"


ล่าสุด ทาง ดี เน็ทเวิร์ค สร้างความฮือฮาสนั่นวงการด้วยการเซ็นสัญญาดึง "ครูสลา" ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผลิตภัณฑ์ "ดี เบรม" และ "ดี คอนแทค" โดยจะทำการถ่ายทำหนังโฆษณาผ่านฟรีทีวี และสปอตรายการวิทยุ ครูสลาเป็นคนดังที่คนรู้จักทั่วประเทศ การที่เราได้มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ จะทำให้ผลิตภัณฑ์ดี เบรม และ ดี คอนแทค เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าอีกไม่นานจะได้เห็นโฆษณาทั้งสองชุด


"ตอนนี้เรามีการเซ็นสัญญากับรายการ VRZO ให้ประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ Sweet Powder อีกทั้งกำลังมองหาดาราที่เหมาะสม ที่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้อยู่ โดยคาดว่าไม่นานน่าจะลงตัว เราตั้งใจจะโปรโมต สินค้าหลักๆ 6 ตัว ไม่ว่าจะเป็นโกเรจินส์ ดี เท็น, ดี เบรม, ดี คอนแทค, บานเย็น สวีท พาวเดอร์ ซึ่งเราจะทำการโปรโมตอย่างหนักหน่วง นับตั้งแต่นี้ไป และเรายังวางโครงการระยะยาวในการโปรโมตผลิตภัณฑ์ทั้ง 40 ตัวผ่านฟรีทีวี"


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวต่อ ไปว่า ทางบริษัทมีโครงการ "100,000 ครอบครัว 100,000 ไร่" โดยทางบริษัทจะทำการแจกผลิตภัณฑ์ "บานเย็น" 100,000 ซอง โดยใช้ได้ซองละ 1 ไร่ มูลค่ากว่า 14.4 ล้านบาท ให้กับผู้สนใจ


"ตอนนี้เราเริ่มโครงการไปแล้ว ทำให้สมาชิกของเราตื่นเต้นเป็นอย่างมาก โครงการ นี้จะเป็นการไปจัดประชุมตามชุมชนต่างๆ เราก็จะนำบานเย็นไปแจก ให้ผู้เข้าร่วมประชุม อันที่จริงแล้วเราอยากให้คนได้ทดลองใช้สินค้า ของเรา เรามั่นใจอย่างมากว่าถ้าสินค้าของเรา ตกถึงดิน 1 ซองรับรองเห็นผล โครงการนี้นักธุรกิจของเราก็ไปหาผู้นำชุมชน เพื่อให้รวม มวลชนเพื่อมาประชุม จะทำการแจกโบรชัวร์ มีการโปรโมตสินค้า แล้วทำการแจกสินค้าบานเย็นให้ได้ทดลองใช้ ซึ่งเราเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม โดยเรามีการคาดการณ์ว่า หลังจากเปิดโครงการนี้ไป เรา เชื่อว่ายอดขายของบานเย็นจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 กล่องต่อเดือน เป็นอย่างน้อย" คุณสาคร กล่าวปิดท้าย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ความเชื่อมั่นในธุรกิจขายตรง







MLM_lead (Mobile)

 


หากจะกล่าวถึงธุรกิจแห่งโอกาส แน่นอนว่าหนึ่ง ในนั้นต้องมีธุรกิจขายตรงติดโผอยู่ในอันดับต้นๆ อย่าง แน่นอน เพราะธุรกิจขายตรงเปิดรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ให้อิสระเรื่องเวลาสามารถทำเป็น อาชีพเสริมสร้างรายได้อย่างไร้ขีดจำกัด


อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะเป็นธุรกิจแห่งโอกาส ทำให้บ่อยครั้งธุรกิจขายตรงมักจะถูกนำไปใช้เพื่อหาโอกาสเอาเปรียบผู้อื่น ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อภาพรวมของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการล่อลวงให้สมัครเป็น สมาชิกแล้วก็ปิดบริษัทหนีไป การกล่าวอ้างถึงรายได้แต่ไม่เคยพูดถึงคุณภาพสินค้า การบอกว่าไม่จำเป็นต้อง ทำงานเดี๋ยวก็มีรายได้ พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของธุรกิจขายตรงขาดความเชื่อมั่นจากสายตาของคนทั่วๆ ไป


ในความเป็นจริง ความเชื่อมั่นเป็นรากฐานที่สำคัญในทุกๆ สายธุรกิจ มิใช่เพียงแค่ในธุรกิจขายตรง เท่านั้น เพราะความเชื่อมั่นจะนำมาซึ่งความตั้งใจ ความ อุตสาหะ ความมั่นคง และความสำเร็จในการทำธุรกิจ นั้นๆ ลองคิดดูว่าหากเรามีความเชื่อมั่นในธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ สิ่งที่ตามมาคือความตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุด เพื่อความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ในขณะเดียวกันหากเราขาดความเชื่อมั่น สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากจะมองในมุมของธุรกิจขายตรงก็จะ เป็นการเปลี่ยนบริษัทกันเป็นว่าเล่น รวมทั้งการมีชื่อ เป็นนักขายอิสระอยู่ในหลายๆ บริษัท เหตุเพราะบุคคล เหล่านั้นไม่มีความเชื่อมั่นในบริษัทที่ตนเองสังกัด หรือมองอีกมุมหนึ่งคือ บริษัทไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักขาย ความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องของการให้ความ ร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกัน


องค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นกับภาพรวมของธุรกิจขายตรงต่อคนในสังคม นั้นสามารถทำได้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากเกิด ความร่วมมือกันของทั้งฝ่ายบริษัทและนักขายในการ ให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่กล่าวเกินจริง มีความจริงใจ และซื่อสัตย์ต่อกัน สร้างให้เกิดกลไกการค้าขายเหมือน กับธุรกิจอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ฉวยโอกาสความเป็นธุรกิจแห่งโอกาสแล้วนำไปเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจ ขายตรงเกิดความเชื่อมั่นในวงกว้างเช่นเดียวกันกับธุรกิจประกันที่มีลักษณะโครงสร้างทางธุรกิจคล้ายคลึง กัน แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสังคมในฐานะธุรกิจ ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกัน ทำให้เกิดการยอมรับ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน


ความเป็นเจ้าธุรกิจแห่งโอกาส ยังคงเปิดกว้าง อยู่เสมอ หากผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจขายตรงด้วยกันเอง ทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่มอบโอกาสที่ดีให้กับผู้คน ไม่ใช่คอยฉวยโอกาสจากคนอื่น


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

"สคบ." ขอเวลา ดันแก้ ก.ม.







Thai-Business-Lawyer-Blog (Mobile)

จากที่ผ่านมา เราพยายามฉายความคิดเห็นของกลุ่ม คนที่อยู่ในวงการขายตรงในหลากหลายสถานะ ซึ่งล้วนอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งในครั้งนี้เราได้ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไปยังภาครัฐบ้าง ซึ่งคงไม่มีหน่วยงานใดจะเหมาะที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้เท่ากับ เจ้าหน้าที่ของ สคบ.


นายชนะเดช ทันประพันธ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมาย ขายตรงนั้น ทาง สคบ. ได้กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน โดยให้ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยจะมีการส่งงานให้ทาง สคบ. ตรวจอยู่เป็นระยะๆ


"ทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะกฎหมาย ขายตรงหากทุกฝ่ายเห็นสมควรที่จะแก้ไข ทาง สคบ.ก็ต้องเข้ามาศึกษาให้ละเอียดถึงผลกระทบที่จะตามมา ว่าส่งผลต่อ เรื่องใดบ้าง ไม่ใช่อยากแก้ไขก็ทำเลยคงจะไม่ได้ ต้องมีการทำ วิจัยศึกษาข้อมูลในเชิงลึกให้ถี่ถ้วน เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ ผู้ที่มีอำนาจปรับแก้ไข เพราะกฎหมายขายตรงเมื่อมีการแก้ไขแล้ว ต้องคำนึงถึงผลได้ผล เสียที่จะตามมาด้วย โดยการแก้ไขจะต้องให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครแน่นอน"


ปัจจุบันจะเห็นได้จากที่ทาง สคบ. กำลังลงพื้นที่ไป ทุกส่วน ในการเข้าไปตรวจสอบสินค้าตามบริษัทต่างๆ เพื่อความยุติธรรมที่ผู้ประกอบการจะไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และตรวจสอบดูว่า ได้ทำตามกติกาของ สคบ. หรือไม่มีการรับประกันสินค้าให้ผู้บริโภคหรือเปล่า โดยอยากให้บริษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคม อยากให้มีจิตใต้สำนึกที่ดีในการ เอาสินค้าออกมาจำหน่ายโดยราคาก็ต้องเหมาะสม สินค้า ได้คุณภาพ มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน


โดยทางเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามลงไปตรวจสอบในสถานที่มีการซื้อขายสินค้าตามแหล่งใหญ่ๆ เพื่อเข้าไปดูว่า แต่ละห้างร้านมีการทำถูกต้องหรือไม่ จะเห็นได้จากตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ได้มอบให้กับบริษัทเอกชน หรือห้างร้านต่างๆ ที่ทำถูกต้องตามกติกา สคบ. ก็จะสามารถดำเนิน กิจการได้อย่างปลอดภัย และเป็นการยกระดับสถานประกอบการของตัวเองให้มีศักยภาพด้วย ซึ่งยังส่งผลดีต่อ เศรษฐกิจประเทศชาติในลำดับต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : จมปลักทำในสิ่งเดิม ก็ไม่มีวันเจอสิ่งใหม่ที่ดีกว่า "ติ้ว" ผการัตน์ พลายแก้ว นักธุรกิจ MLM ระดับ "ประธานฝ่ายการตลาด" บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด







Bg_Neolife (Mobile)

 


"หากความท้าทายบางอย่างยังติด อยู่ในห้วงความคิด...มันก็คุ้มค่าพอที่คุณจะเสี่ยง" ขอต้อนรับสู่ "Key to Succes" พื้นที่สำหรับนักขายตรงระดับเทพ และสัปดาห์นี้....พบกับ "ติ้ว" หรือ ผการัตน์ พลายแก้ว นักธุรกิจ MLM ระดับ "ประธานฝ่ายการตลาด" ตำแหน่งสูงสุดจากบริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


 โดยก่อนหน้าที่ผู้นำหญิงท่าน นี้จะเข้ามาสู่วงการเครือข่าย เธอเคย เป็นพนักงานของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง สั่งสมประสบการณ์ทำงานออฟฟิศร่วม 12 ปี แต่สิ่งที่ได้กลับมาดันกลาย เป็นหนี้สิน และโรคภัยไข้เจ็บ ครอบครัวไม่มีความสุข เพราะความที่ ไม่มีเวลาส่วนตัวอยู่ร่วม กับครอบครัวมากนัก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผลักดันให้เธอต้องมองหา สิ่งใหม่ที่จะทำให้เธอ และครอบครัวมีความสุข และได้ใน สิ่งที่ต้องการ


จุดเปลี่ยนสำคัญ...ที่ดึงเข้า มาทำ MLM


"อย่างที่บอก ว่าอาชีพเดิม เป็นพนักงานประจำ ทำมาก็นานถึง 12 ปี ถือเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้น้อยไม่พอกับรายจ่ายในครอบครัว จึงตัดสินใจออกมาทำกิจการของตนเองระยะหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด แถมได้หนี้ก้อนโตถึง 2 ล้านบาท กลับมาอีก ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าจะ ทำอะไรดี เครียดมากๆ โชคดีที่ได้คำแนะนำ จากพี่ชายและพี่สาวให้ลองมาทำธุรกิจเครือข่าย แรกๆ ก็ลองทำดู เพื่อจะมีรายได้ มาปลดหนี้สิน แต่พอทำไปเรื่อยๆ รายได้ก็มากขึ้น จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาลุยเต็มตัวทันที"


ใครคือผู้เปิดโอกาสให้มาทำธุรกิจ MLM


"ทุกวันนี้ต้องขอขอบคุณพี่ชายและ พี่สาวที่แนะนำสิ่งดีๆ มาให้ จากแรกๆ ตนต่อต้านมาตลอด แต่จากการร่วมธุรกิจกับ "นีโอไลฟ์" ก็ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้อย่างไม่น่าเชื่อ และไม่อยากจะเชื่อว่า ตัวเองจะทำได้ บางครั้งการที่กล้าเปลี่ยนแปลง ความคิดเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ก็ควรจะต้องรีบทำ เพราะโอกาสมีต้องรีบคว้า อย่าปล่อยให้หลุดมือ"


 งานประจำเป็นอย่างไร ทำไมถึงเลือกทำ MLM


"ตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีคิดว่าชีวิต ประสบความสำเร็จแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังต้อง เหนื่อยอยู่ดี และกว่าจะมีรายได้เพิ่มก็ต้องรอ โบนัสสิ้นปี ซึ่งแต่ละเดือนก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง อยู่แล้ว อีกทั้งทำงานประจำมาตั้ง 3 บริษัท ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังมีหนี้ก้อนโตอีก โชคดีที่มาเจอธุรกิจ บ.นีโอไลฟ์ฯ ทำให้ชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปคนละเรื่องเลย"


เหตุใจตัดสินใจเลือกทำ MLM กับ "นีโอไลฟ์"


"ตอนแรกที่ปฏิเสธเพราะไม่ได้เปิดใจ เข้ามาศึกษาข้อมูล แต่พอเข้ามาเรียนรู้จริงๆ ถึงได้มั่นใจว่าที่แห่งนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ดี ทำให้สุขภาพแข็งแรง รวมถึงแผนการตลาดก็ทำให้ประสบความสำเร็จได้รวดเร็ว ไม่ต้องคิดมาก ที่นี่คิดเอาไว้ให้หมดแล้ว เพียงแค่ทำตามอย่างเดียว และยังเห็นความมั่นคงขององค์กร รวมถึงความสามัคคีที่มีต่อกัน ทำให้คิดไม่ผิดที่เลือกทำธุรกิจที่นี่"


เคยท้อแท้ในธุรกิจ MLM ไหม


"เคยท้อแท้และคิดจะเลิกเหมือนกันในช่วงแรกๆ แต่พอมานั่งไตร่ตรองดู ทบทวน ดู หากเลิกและกลับไปทำงานประจำทุกอย่าง ก็เหมือนเดิมอีก ชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้น ก็เลยขอสู้ต่อดีกว่า โดยได้กำลังใจจากที่ได้คุยกับผู้ที่ ประสบความสำเร็จคอยชี้แนะแนวทาง จนทำให้ตนเองมีพลังใจที่แข็งแรง"


ทำธุรกิจ MLM มากี่ปี...เป้าหมายต่อไปคืออะไร


"ตอนนี้ทำธุรกิจเครือข่ายมาได้ 5 ปีเศษๆ อยู่ตำแหน่งสูงสุด คือ ประธาน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 450,000 บาท เป้าหมายต่อไปคงจะพยายามสร้างองค์กรให้ขยายไปทั่วประเทศ และมีรายได้แตะที่ 1 ล้านบาทให้ได้ภายใน 2 ปีนี้"


แต่ก่อนมีทัศนคติธุรกิจ MLM คืออะไร


"แต่ก่อนไม่เคยชอบธุรกิจขายตรงเลย เรียกว่าเกลียดเลยก็ว่าได้ พี่ชายกับ พี่สาวมาชวนทำหลายครั้ง แต่ก็ปฏิเสธไปตลอด จนเวลาผ่านไป 4 ปี เห็นพี่ชายกับพี่สาวประสบความสำเร็จ เลยตัดสินใจเข้ามาทำดู เพราะช่วงนั้นมีหนี้สินเยอะมาก เลย อยากหารายได้เสริม ทำให้เข้าใจว่าธุรกิจเครือข่ายสวยงาม ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด"


ชีวิตเปลี่ยนแค่ไหน...หลังเข้ามาทำ MLM


"เปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ได้ในสิ่งที่ฝันมาเกือบหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์อีก รวมถึงหนี้สินก็ใช้หมดเรียบร้อย ได้ไปเที่ยวในที่สวยๆ หลายแห่งกับบริษัท พร้อมทั้งมีเวลาอยู่กับครอบครัวอย่างมีความ สุข สุขภาพก็แข็งแรง ไม่ป่วยง่ายเหมือนแต่ก่อน"


มีเทคนิคอะไร...ทำให้ประสบความสำเร็จ


"เคล็ดลับคงไม่มีอะไรมาก อันดับแรก ต้องเปิดใจกับธุรกิจนี้ก่อน และต้องเข้ามาศึกษาแบบ 100% ต่อมาต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน กำหนดระยะเวลาด้วย สุดท้ายแนวความคิดก็ต้องเปลี่ยน โดยยึดหลักการ ให้ เพราะการให้เป็นสิ่งสำคัญในธุรกิจนี้ และ ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร ต้องมีความอดทน หรือควรมองสูงเข้าไว้พยายามไปให้ถึงฝัน อุปสรรคต้องฝ่าฟัน ชัยชนะเท่านั้นที่จะทำให้ ฝันเป็นจริง"


นี่เป็นอีกครั้งกับอีกหนึ่งเรื่องราวของคนสู้ชีวิต ที่เปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง ที่มีต่อธุรกิจเครือข่าย ธุรกิจที่เปลี่ยนได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตความเป็นอยู่ ของผู้คน








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ซุบซิบ ค่ายนิว ไลฟ์ (New Life)







Capturedddddd

 


 


 


 


 


 


 


 


ส่วนใครจะฝุ่นตลบย้ายค่าย ยังไง อันนี้ไม่ทราบ แต่ คุณหญิง หฤทัย เดชสุวรรณ รองประธานกรรมการบริหาร นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ เกือบเจอฤทธิ์ไต้ฝุ่นของจริงเจ้าค่ะ ก็แบบว่าเหน็ดเหนื่อยกับการ ตรากตรำทำงานหนัก ขยายองค์กร นิว ไลฟ์ มาพักใหญ่จนยอดโตแบบ ฉุดไม่อยู่ คุณพี่หญิงเลยแท็กทีมเกี่ยวก้อยกับครอบครัว ไปพักผ่อนช้อปปิ้งวีคเอนด์ตามสไตล์เศรษฐีที่ฮ่องกง แต่ ดันเจออิทธิฤทธิ์พายุเข้า เล่นเอาไฟลต์ดีเลย์ กลับเมืองไทย แทบไม่ได้ จากที่แพลนจะไปชิวๆ แบบ กิน ช้อป แชะ กลายเป็นทริป Adventure แทน… เอ๊า กลับมาแบบปลอดภัย 4 สาว ก็ดีใจหายห่วงเจ้าค่า....


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556


 

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย “เจอเนสส์ “Jeunesse กับ คุณธเนตร วงษา







4dfb365fef4770f36af3a4cf0 (Mobile)

 


 


 


 


 


 


 


 


 


ส่วนนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้นำใหญ่ที่มีชื่อติดโผในการย้าย กับเค้า ด้วยเหมือนกัน สำหรับ คุณธเนตร วงษา ผู้นำเบอร์ 1 แห่งขายตรง ความงามอินเตอร์ เจอเนสส์ ที่ พอได้ยินข่าวลือ คุณธเนตรถึงกับขำ พร้อมกับหยิบไอแพดมาโชว์ รายได้เบาๆ ว่า ตอนนี้ก็ทำรายได้ อยู่เดือนละประมาณ 5 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย แบบนี้ ก็แฮ้ปปี้ตามอัตภาพ (สไตล์เศรษฐี) เลยไม่มีความคิดที่จะย้าย ไปไหน ปล่อยให้แมงเม้าท์เงิบไปตามๆ กัน พร้อมกับตบท้าย เบาๆ ว่า งานใหญ่ระดับนานาชาติของเจอเนสส์ ที่มาจัด ที่ไทยปีนี้ คุณธเนตร ยังเตรียมพ็อกเกตบุ๊ก เคล็ดลับการสร้าง รายได้สไตล์ผู้นำเงินล้าน มาเผยแพร่เป็นวิทยาทาน แถม โปรโมชั่นแจก Mini iPad ตามสไตล์เจ้าพ่อโปร...ขาเม้าท์ก็ไป หาซื้อมาอ่านซะนะเจ้าคะ คริคริ



 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556


 


 


 


 

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่ายซินเนอร์จี้ (Synergy WorldWide) กับ คุณโอ ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล







Capture

 


 


 


 


 


 


 


 


ช่วงนี้ ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวลับ ดาหน้ามากันเพียบ ด้วยนิสัยดั้งเดิม ของ 4 สาว จะนอนกลิ้งอยู่นิ่งๆ เฉย ได้อย่างใด เลยอดไม่ได้ ที่จะขอไข ข้อข้องใจล้วงลับแบบเจาะลึกกับ คุณ โอ-ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล จีเอ็ม คนเก่งแห่งขายตรงสัญชาติอเมริกัน ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ที่ออกมาเปิดใจ แบบไม่มีหมกเม็ดว่า ตอนนี้ได้ ตัดเลย ตัดเลย ฉับๆๆ (แอร้ย... เพลงบ่งบอกวัยมาก) ได้ทำการตัดรหัสอดีตผู้นำใหญ่และผู้นำ อื่นๆ รวม 12 รหัส ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นไปตามกฎระเบียบ ของบริษัททุกประการ ซึ่งตอนนี้องค์กรก็ซำบายดี ไม่มีความ กังขาแต่อย่างใด ทำให้งาน Smooth ไหลลื่น ยอดขาย ไหลมาเทมา แถมตอนนี้ ซินเนอร์จี้ กำลังอยู่ในยุคพลังดูด เริ่มจากบริษัทแม่ที่อเมริกา กำลังได้มือบริหารรวมทั้งสมาชิก จากขายตรงอินเตอร์อีกค่ายมาร่วมงานกันเพียบ งานนี้เลย คาดว่า ผลิตภัณฑ์ไลน์ควบคุมน้ำหนักจะออกมาใหม่ๆ เพียบ (เดาได้แล้วซิว่า มาจากค่ายอะไรเอ่ย) ส่วนด้าน Regional ก็เพิ่มตำแหน่งผู้บริหารมาช่วยดูแล โดยได้มือเก๋ามากประสบ- การณ์มาจากค่ายขายตรงความงาม เรียกได้ว่า ปีหน้าได้เห็น อะไร ใหม่ๆ ไฉไลๆ อีกเยอะ จริงมั้ยคะ คุณโอ ขรา...


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556


 

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย จอย แอนด์ คอยน์ (J&C) กับดร.กฤตภัค หัชลีฬหา







1007951 (Mobile)

 


 


 


 


 


 


 


 


 


 


นี่ก็แฮปปี้อิ่มเอมกัน (เกือบจะ) พร้อมหน้า ครบทั้งครอบครัว ใน วันเกิดของ ดร.กฤตภัค หัชลีฬหา รองประธานกรรมการแห่งขายตรง สะดวกซื้อ J&C ที่ ทั้งลูกชายลูกสะใภ้ พร้อมด้วยคุณแม่ ร่วมฉลองรับประทานอาหารเพื่อ เบิร์ธเดย์ให้ ดร.กฤตภัค อย่างสุขสันต์ ขาดก็แต่บิ๊กบอสอย่าง ดร.สมชาย หัชลีฬหา ที่ดันติดภารกิจสำคัญ (ได้ข่าวว่าจะไป ขยายสาขา) ที่ประเทศเวียดนาม เลยไม่ได้ร่วมฉลองในวันเกิด คุณภรรยา อ๊ะๆ แต่ไม่เป็นไร เพราะยังไงเดือนหน้า ทั้งครอบครัว ก็พากันไปช้อปปิ้งลั้นลาที่ดูไบ แล้วก็เลยไปล่องเรือสุดหรูแถบ เมดิเตอร์เรเนียนพร้อมแม่ทีมอีกเป็นร้อยชีวิต คาดว่างานนี้... คงได้ของขวัญย้อนหลังชิ้นใหญ่ล่ะเจ้าค่า คริค


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย แอมเวย์-Amway Thailand กับ คุณกิจธวัช ฤทธีราวี







Capture

 


 


 


 


 


 


 


 


ช่วงนี้ ถ้าใครมีโอกาสแวะเวียน ผ่านไปเยือนถิ่นของพี่ใหญ่แห่ง วงการขายตรง อย่าง แอมเวย์ คงจะ ได้เห็นสีสันและความครึกครื้นกับ การแข่งขันและเชียร์กีฬาประจำปี ที่เรียกได้ว่า ทุ่มทุนและทุ่มเท ประหนึ่งจะลงแข่งโอลิมปิก !! อ๊ะๆ...ว่าแล้ว ระดับบอสใหญ่อย่าง คุณกิจธวัช ฤทธีราวี ก็ต้องไม่น้อยหน้า เดี๋ยวจะไม่สมฐานะ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะลงแข่งกีฬาอะไร KR ของเราก็จัดชุดและ อุปกรณ์มาแบบเต็มสตีม เยอะเสมือนทีมชาติมาเอง คริคริ... แต่อย่าถามผลการแข่งนะเจ้าคะ ว่า KR ทำ Score ได้เท่าไร เรื่องแบบนี้ ไม่เอาไม่พูด ขอแค่ ชนะเลิศอุปกรณ์ดีเด่นก็ โอเค พอใจ แล้ว จริงมั้ยล่ะเจ้าคะ... อิอิ


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : MLM เวียดนามโตกระฉูด! ผู้ค้าไทยชิงหัวหาดรับ AEC "นู สกิน" ปักธง "ฮานอย-โฮจิมินห์"







iq814e06071b21702836aea94cd4ab98ab (Mobile)

 


ธุรกิจขายตรงประเทศเวียดนาม โตทะยานสูงสุดเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียนปี 2012 มูลค่ารวมกว่า 9,000 ล้านบาท สถิติชี้แบรนด์ต่างชาติ โกยยอดขายได้มากกว่าแบรนด์ในประเทศ เหตุรสนิยมของคนในเวียดนาม ไว้ใจแบรนด์นอก ผลักดัน MLM ฝั่งไทยเปิดศึกชิงพื้นที่หัวเมืองใหญ่ตั้งฐาน รองรับ AEC ด้าน "นู สกิน" เดินเครื่อง บุกตลาดเวียดนามเต็มสูบ ปักธง 2 เมือง เศรษฐกิจ "ฮานอย-โฮจิมินห์" ชูสินค้าต้านแก่ "เอจล็อก" เป็นเรือธง มั่นใจเป้ายอดขายปีแรกผ่านฉลุย 450 ล้านบาท หลังผ่านมาครึ่งปีโกยแล้ว 80%


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจขายตรงในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 3.1 แสนล้านบาท โดยตลาดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ ประเทศ มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม ในขณะที่ประเทศ เวียดนามซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ใน อาเซียน ด้วยปัจจัยที่มีประชากรประมาณ 90 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับ 13 ของโลก และมูลค่าอุตสาหกรรมขายตรงของเวียดนามในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 8,500 ล้านบาท มีการเติบโตร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับ ปี 2554 ซึ่งนับว่าเติบโตสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศในกลุ่มเออีซี และนับเป็น การเติบโตสูงสุดติด 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรมขายตรงโลก ในปีระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีบริษัทยื่นขอจดทะเบียนเปิดดำเนินการในเวียดนามจำนวน 78 บริษัท และเปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันจำนวน 54 บริษัท แบ่งเป็นแบรนด์ท้องถิ่น 83.3% และแบรนด์ต่างชาติ 16.7%


โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 51% รองลงมา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแล ผิวและเครื่องสำอาง 27% และผลิตภัณฑ์กลุ่มโฮมแคร์ 9% ช่องทางการจำหน่ายใช้วิธีการขายผ่านบุคคลต่อบุคคล 100% เพราะ ยังถือว่าเวียดนามยังคงเป็นตลาดเปิดใหม่สำหรับขายตรง และมีกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนั้น ช่องทางการขายแบบปากต่อปากจึงเป็นช่องทางหลักที่มีศักยภาพสูงในปัจจุบัน


"นู สกิน เริ่มเข้ามาเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการช่วงปลายไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น สาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และ นับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกิน ในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มประเทศอาเซียนจากทั้งหมด 10 ประเทศ ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน สำหรับสภาวะการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในประเทศเวียดนามยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับไทย หรือมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้าง ใหม่ ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามนั้นจะต้องได้รับการ ยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลอย่างเข้มงวด ดังนั้น บริษัทขายตรงที่จะเข้า ไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามต้องดำเนินธุรกิจ ภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ และต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับทัศนคติของผู้บริโภคและให้ความรู้กับคนในประเทศ เวียดนามเปิดรับธุรกิจขายตรงมากขึ้น" นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนาม ช่วงเปิดตลาดใหม่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์เอจล็อกเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดภายใต้กลยุทธ์ "ageLOC Opportunity" ซึ่งสอดคล้องกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ของคนในประเทศและด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ที่คาดการณ์ว่าตัวเลขของประชากรวัย 40 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นตามแนวโน้มเดียวกันกับทั่วโลก ซึ่งในขณะนี้สัดส่วนของยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจล็อกอยู่ที่ 65% ของยอด ขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่าง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อยู่ที่ 70:30


"เนื่องจากการทำตลาดในระยะนี้ยังถือเป็นช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ จึงเป็นช่วงที่บริษัทต้องการสร้างฐานสมาชิกผู้ทำธุรกิจเป็นหลัก และจากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ร้อยละ 57 ของประชากรในประเทศเป็น กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการเป็นเจ้าของ ธุรกิจของตัวเอง มองหาโอกาสทางการทำงานใหม่ๆ เสมอ อีกทั้งทุ่มเทกับการทำงานหนัก เราจึงจะเน้นไปที่การพิสูจน์ให้ชาวเวียดนามเห็นว่าเราแตกต่างจากบริษัทอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านวิสัยทัศน์ของบริษัท โอกาส ทางธุรกิจ และคุณภาพผลิตภัณฑ์ ซึ่งผู้ทำธุรกิจ นู สกิน สามารถประสบความสำเร็จได้จริงจากกลยุทธ์การตลาดที่เราวางไว้นี้ จึงคาดการณ์ว่าภายในปี 2556 จะมีจำนวนสมาชิก 30,000 บัญชีรายชื่อ และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 450 ล้านบาท โดยปัจจุบันมีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายจำนวน 2 สาขาที่เมืองโฮจิมินห์ และเมืองฮานอย และจะขยายเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศยิ่งขึ้น" ภคพรรณ กล่าว


"ภคพรรณ" กล่าวต่อว่า "ทุกครั้งที่ นู สกิน ไปเปิดดำเนินการที่ประเทศใดก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับเรื่องการทำธุรกิจ อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบข้อบังคับของแต่ละประเทศ ปลูกฝังด้านจรรยาบรรณของ ผู้แทนจำหน่าย และสิ่งที่นู สกิน คำนึงถึงตลอดเวลาคือการตอบแทนคืนกลับสู่สังคม สำหรับในเวียดนาม เราได้เริ่มช่วยเหลือเด็ก ผู้ป่วยโรคหัวใจภายในการโครงการ SEA Childrenžs Heart Fund โดยร่วมมือกับองค์กรการกุศล East Meet West ซึ่งภายใน ระยะเวลา 1 ปี ที่นู สกิน เวียดนามเปิดดำเนิน การ เราช่วยเหลือด้านการผ่าตัดเด็กผู้ป่วย โรคหัวใจไปแล้ว จำนวน 5 ราย"


"อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทวางกลยุทธ์ สร้างการเติบโตผ่านการเปิดดำเนินธุรกิจ นู สกิน เพิ่มขึ้นในแต่ละประเทศโดยเฉพาะ ในกลุ่มประเทศเออีซีนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การส่งเสริมการทำงานให้กับผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ได้มีโอกาสขยายธุรกิจได้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งนู สกิน เป็นเพียงบริษัทเดียวที่สามารถสร้างเครือข่ายขยายการทำงานและมีรายได้จากทุกประเทศที่นู สกิน เปิดดำเนินการ กรณีการเปิดเวียดนามผู้ทำธุรกิจ นู สกิน ที่เป็นคนไทยเองก็มองเห็นโอกาสที่ บริษัทเตรียมพร้อมไว้ให้ ซึ่งมีผู้ทำธุรกิจมากมายที่ประสบความสำเร็จแล้วในขณะนี้" แม่ทัพหญิง "นู สกิน" ไทย-เวียดนาม กล่าว


ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ "นู สกิน" เท่านั้นที่เข้าไปทำตลาดในประเทศ เวียดนาม แต่ที่ผ่านมามีบริษัทขายตรงทั้งจากประเทศอื่น และขายตรงจากไทยเข้าไป เปิด ทั้ง "แอมเวย์" "โมรินดา" โดยล่าสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ก็มี "นีโอ ไลฟ์" ขายตรงแบรนด์ไทยอีกรายที่เข้าไปเปิดธุรกิจเครือข่ายในเวียดนาม โดยตั้งสาขาอยู่ที่เมืองหลวง ของเวียดนามอย่าง "ฮานอย" และดูเหมือน ว่าธุรกิจที่ได้เข้าไปขยายสาขานี้จะได้รับการ ตอบรับจากคนในเวียดนามเป็นอย่างดี ทำให้ เวียดนามกลายประเทศที่มีการขยายตัวมาก ที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากฟิลิปปินส์ในปีที่ผ่านมา


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

มโนภาพ ถึง "อีพิค"







epic (Mobile)

 


ท่านผู้อ่านหลายท่านคงนึกสงสัยว่าอะไร คือ EPIC ?


EPIC คือชื่อบริษัทขายตรงน้องใหม่ ที่กำลังเดินหน้าทำตลาดขายตรงในเมืองไทย มีเชื้อสายจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา คำถามที่ตามมาคือ ทำไมผู้เขียนต้องร่ายอักษรถึงบริษัท น้องใหม่นามนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง หรือวงแคบ จะมีคนรู้ก็เพียงผู้ที่คลุกคลีกับวงการขายตรงกลุ่มเล็กๆ ก็เท่านั้น
คำตอบคือ ผู้เขียนมอง EPIC หรือ "บริษัท อีพิค (ประเทศไทย) จำกัด" แล้วทำให้นึกถึง "บริษัท เอเจล เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด" สิ่งที่ทำให้คิดเช่นนี้ มีเหตุง่ายๆ คือ เจ้าของ "อีพิค" คือ อดีตเจ้าของ "เอเจล" อย่าง "มร.เกล็น เจนเซ่น" นักธุรกิจใหญ่ชาวอเมริกัน


โดย "มร.เกล็น" เข้ามาจับไม้จับมือ ร่วมธุรกิจกับกลุ่ม "เบอร์จาย่า กรุ๊ป" กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศมาเลเซีย โดยมี "บริษัท คอสเวย์" หรือที่รู้จักกันในแบรนด์ "อีคอสเวย์" อยู่ในเครือ ซึ่ง "อีคอสเวย์" ในวันนี้ถูก "มร.เกล็น" จัดการซื้อกิจการมาบริหารด้วยตัวเองอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้แบรนด์ขาย ตรงอย่าง "อีคอสเวย์" ที่ปัจจุบันมีสาขาอยู่ 17 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย กลายเป็นว่ามีเจ้าของคนใหม่เป็นชาวอเมริกันเรียบร้อย


สิ่งที่ตามมาคือ การพลิกแบรนด์อย่าง "อีคอสเวย์" ให้กลายเป็น "อีพิค" จึงเริ่มขึ้น แม้ว่าผู้บริหาร "อีพิค" อย่าง "ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์" จะไม่อยากให้มองว่าเป็นบริษัทเดียวกันก็ตามที


"ชัยวัฒน์" ถูก "มร.เกล็น" ซึ่งมีศักดิ์เป็นเจ้านายเก่า ดึงตัวมาจาก "บีฮิบ" ให้มาบริหารบริษัทขายตรงใหม่นี้ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชีย โดยมีงานหลักคือ ทำให้ "อีพิค" แจ้งเกิดใน 11 ประเทศทั่วโลก ในระยะเวลา 6 เดือน นับจากนี้ให้ได้


ซึ่งเมื่อดูจากโจทย์ที่ "มร.เกล็น" ให้มา เห็นแล้วก็เหนื่อยแทน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้น ด้วยระยะเวลาอันสั้น  แต่ด้วยทุนมหาศาลที่เจ้านายเก่าให้มาปั้นแบรนด์ใหม่นี้ อาจทำให้สิ่งที่คาดหวังนี้อาจเป็นจริงได้ ถึงแม้จะยังดูยากอยู่ ก็ตามที


"อีพิค" จะเป็น "เอเจล 2" ในแง่ของการเป็นบริษัทคลื่นลูกใหม่ เหมือนประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เห็นจะมีโอกาส ซึ่ง "เอเจล" ในช่วงนั้นต้องยอมรับกับกระแสความแรงที่เกิด ขึ้น เพราะเปิดเพียง 1-2 ปี "เอเจล" สามารถกลายเป็นบริษัทที่มีกระแสดี ฟันยอดขายได้เป็นพันล้านบาท ในแต่ละปี


และด้วยทุนที่ "อีพิค" ได้มา ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ เชื่อเถอะ หากบรรดานักธุรกิจระดับแม่ทีมของหลายค่ายได้เห็น ก็ต้องร้องซี้ดไปตามๆ กัน โดยเฉพาะกลุ่มอดีตผู้นำ "เอเจล" ที่วันนี้กระจัดกระจายไปอยู่กับหลายบริษัท คงนั่งไม่ติด อยากจะหอบผ้าหนีตามมาอยู่กับ "ชัยวัฒน์" ในชนิดนับวันรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งหากแม่ทีมเหล่านี้ได้ตามมาอยู่ กระแส "อีพิค" ตามที่ผู้เขียนมโนภาพขึ้น คงไม่ต่างจาก "เอเจล" ในสมัยนู้น


แต่สิ่งที่หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทใหม่นี้ไม่อยากให้เกิดขึ้น คงหวังอย่าให้แบรนด์ใหม่ต้อง ประสบกับช่วงบั้นปลายของ "เอเจล เอ็นเตอร์ไพร์ส" ที่กลายเป็นเหตุให้แพแตก จนลูกเรือต้องหนีตายกันอย่างโกลาหล...เลย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ข่าวออร์กาโน่ โกลด์ (Organo Gold ) : "ออร์กาโน่ โกลด์" ขย่มตลาดอีสาน-ใต้ "ศุภชาติ" ฟุ้ง!ปรับทีมบริหาร พาธุรกิจโต 60%







972225_1407408962804315_877915131_n (Mobile)

 


"ออร์กาโน่ โกลด์" แบรนด์ขายตรงสายพันธุ์อเมริกัน จัดงานใหญ่ครั้งแรก พร้อมอวดนักขายไทยขึ้นตำแหน่ง "ไดมอนด์" แล้ว 5 รหัส เดินหน้าขย่มตลาดภาคอีสาน-ใต้ ปั่นนักธุรกิจขึ้น 2 หมื่นรหัสให้ทันสิ้นปี ฟุ้ง! หลังเปลี่ยนทีมบริหารธุรกิจโต เพิ่ม 60%


นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ออร์กาโน่ โกลด์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า หลังจาก บริษัทได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลง การจัดการภายในหลายอย่าง แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่เติบโตขึ้น และนี่ถือเป็นครั้งแรก ที่บริษัทได้จัดงานใหญ่แบบนี้ ซึ่งมีสมาชิกกว่า 1 พันคน เข้าร่วมงานทั้งสมาชิกจากไทยและต่างประเทศ ซึ่งถือว่าภาพรวมน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง


"ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มนิ่งแล้ว โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายที่สูงมาก และเป็นการทำลายสถิติในรอบหลายเดือนเลยทีเดียว จากการที่บริษัทได้มีการปรับแผนบริหารงานใหม่ ด้วยการเน้นพัฒนาเรื่องของการทำงานของนักธุรกิจให้มีศักยภาพมากขึ้น มีการจัดเทรนนิ่งที่เข้มข้น และได้ออกไปพื้นที่สำคัญๆ ของ จังหวัดใหญ่ๆ เพื่อขยายฐานสมาชิกที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจ"


ขณะที่การขึ้นรับตำแหน่งนักขายของ "ออร์กาโน่ โกลด์" ในครั้งนี้ มีตำแหน่ง "ไดมอนด์" ที่มาจากคนไทยถึง 5 คน และยังมีตำแหน่งอื่นๆ อีก ส่วนยอดขายนั้น ยังเผยถึงตัวเลขไม่ได้ ต้องรอสิ้นปีก่อน แต่เติบโตถึง 60% ส่วนสมาชิกทั้งหมดในเวลานี้ก็อยู่ในสัดส่วนการเติบโต 60% เช่นกัน


ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาด "ออร์กาโน่ โกลด์" ยังพยายามเจาะตลาดไปที่ภาคอีสาน และภาคใต้เหมือนเดิม ส่วน ของเป้าหมายด้านสมาชิก บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ที่ 2 หมื่นรหัสภายในสิ้นปีนี้ โดยมีสมาชิก ที่แอ็กทีฟประมาณ 20% จากกลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่เป็นผู้จัดการเองในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมสัมมนา การเทรนนิ่ง โดยที่บริษัทจะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนในเรื่องของออฟฟิศ และสินค้าที่จะนำเข้าสู่ตลาด


ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 4-6 ตุลาคม 2556 บริษัทได้เตรียมไปจัดงานใหญ่ที่ลาสเวกัสในชื่องาน "คอนเวนชั่น ออร์กาโน่ โกลด์ สแตนซ์ ยูไนเต็ด" ถือเป็นการรวมตัวสมาชิกขายตรงทั่วโลก โดยบัตรจำนวน 25,000 ใบ ได้จำหน่ายหมดเกลี้ยงแล้ว และ จะมีสมาชิกเก่งๆ ของเมืองไทย เดินทางไป ร่วมงานในครั้งนี้ประมาณ 50 คน ซึ่งวันนั้น จะมีผู้นำระดับเก่งๆ ขึ้นไปบรรยายบนเวที


โดยต่อจากนี้ประมาณเดือน ต.ค. 2556 บริษัทก็จะจัดงานใหญ่แบบนี้อีกครั้ง ในวันที่ 13 ต.ค. และจะจัดงานลักษณะนี้ไป เรื่อยๆ สรุปจัดงาน 2 เดือน ครั้ง และยังจะมีงานใหญ่แต่ละไตรมาสอีกด้วย เพื่อทำให้ สมาชิกเกิดความมั่นใจว่า บริษัทมีศักยภาพ ขนาดไหน


ผู้คนให้ความสนใจเกี่ยวกับธุรกิจเครือ ข่ายเป็นอย่างมาก หากทำให้สาขาในเมืองไทยเติบโตได้ ก็จะทำให้บริษัทเติบโตได้รวดเร็ว อีกทั้งการที่จะขยายสาขาอื่นๆ ก็เป็นเรื่องไม่ยาก


การเปิดสาขาที่ประเทศไทยเป็นลำดับที่ 28 โดยบริษัทแม่ที่อเมริกาเล็งเห็น ถึงศักยภาพของวงการขายตรงไทย จึงให้ไทยเป็นต้นแบบของการสร้างความสำเร็จในภูมิภาคนี้ และได้แต่งตั้งผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจที่มาจากบริษัทแม่มาทำงานร่วม กับฝ่ายบริหารที่ประเทศไทยและประสานกับฝ่ายแม่ทีมเพื่อให้สามารถเปิดรับข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ด้านสินค้า ปัจจุบันบริษัทได้ เน้นไปที่สินค้ากลุ่มของกาแฟ โดยปัจจุบันมีสินค้าแล้วทั้งหมด 3 ตัวสินค้า ได้แก่ กาแฟดำ, มอคค่า และลาเต้ โดยหลังจากนี้จะมีการปล่อยสินค้าตัวอื่นๆ ออกมา


อนึ่ง ออร์กาโน่ โกลด์ประเทศไทย เปิด อย่างเป็นทางการ วันที่ 20 มีนาคม 2556 โดยมี บริษัท จี จี แฮปปี้เนส จำกัด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่าย และดูแลนักธุรกิจในประเทศไทยโดยในปี 2556 และ ออร์กาโน่ โกลด์ได้ลงทุนด้านฐานการผลิต ในประเทศจีนมูลค่ากว่า 7,200 ล้านบาท อีกทั้งยังลงทุนก่อสร้างโรงงานของตัวเอง มีช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นของตัวเอง โดยหลังจากเปิดทำการมาเป็นระยะเวลา 3 ปี ออร์กาโน่มียอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยสิ้นปี 2555 ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวแทนคุณแผ่นดินสยาม จำกัด (GIVE SIAM) : “เขาไม่ได้วัดกันว่าใครใช้สื่อโฆษณามาก แต่เขาจะวัดกัน ที่ใช้แล้วดี และยิ่งการที่ได้ พี่ยิ่งยง ประธานบริษัท มาเป็น พรีเซ็นเตอร์ โดยมีรูปพี่ยิ่งยงมาติดข้างกระสอบปุ๋ยก็จะยิ่งสร้าง ความน่าเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี” ปริญญา นิลรัตนคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แทนคุณแผ่นดินสยาม จำกัด







Capture (Mobile)

 


บริษัท แทนคุณแผ่นดินสยาม จำกัด หรือ “Give Siam” บริษัทขายตรงน้องใหม่ที่แม้จะ เปิดตัวมาไม่นาน แต่สามารถครองใจชาวเกษตรได้ใน เวลาอันรวดเร็ว โดยในสิ้นปี 2556 นี้ บริษัทคาดว่า จะมียอดจำหน่าย “สารแทนคุณยิ่งยงบัวงาม” มากกว่า 200,000 กระสอบ ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆ ของธุรกิจ ขายตรงเลยก็ว่าได้ ด้วยความสำเร็จดังกล่าวหนึ่งในคีย์แมน ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี่ ต้องยกให้กับ “ปริญญา นิลรัตนคุณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือที่รู้จักกันในนาม “CEO POP” ผู้ที่ได้วางระบบการทำงานแบบมืออาชีพแบบเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ ช่วงเริ่มต้น ส่วนกลยุทธ์การตลาด และการรุกตลาดขายตรงในช่วงอีก 3 เดือนที่เหลือจะเป็นอย่างไรต้องคอยติดตามอ่านกัน


ภาพรวมของตลาดปุ๋ยในปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง


ในครึ่งแรกของปีนี้ถือว่าไม่ค่อยดีมากนัก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ที่ชะลอตัว และภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบกับเกษตรกร เช่น เดือน เมษายน จากเดิมที่เริ่มทำนากันแล้ว แต่ต้องเลื่อนออกไป เพราะฝนไม่ตก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง และภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของบริษัท แต่แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ ปิดยอดขายที่ 100 ล้านบาท โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทเตรียมจะจัดกิจกรรมพิเศษและจัดโปรโมชั่น เพื่อช่วยกระตุ้น ยอดขายในช่วงเวลาที่เหลือ


บริษัทมีแผนจะขยายศูนย์สาขาในปีนี้อย่างไร


บริษัทจะไม่เน้นการเปิดศูนย์สาขา เนื่องจากมองว่าการเปิดศูนย์ สาขาจะเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัท ที่สำคัญเราได้สร้างช่องทางการชำระเงิน ผ่านทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งสมาชิกไม่จำเป็น ต้องเข้ามาที่สำนักงานใหญ่ หรือศูนย์สาขา เพียงแต่สั่งซื้อสินค้าผ่านทาง สมาชิกของบริษัท จากนั้นก็ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ก็รอรับสินค้า ได้เลย


นอกจากนี้ในอนาคตอันใกล้นี้ บริษัทเตรียมจะเปิดศูนย์กระจาย สินค้า ภายใต้ชื่อ “ศูนย์เกษตรสบาย” จำนวน 150 แห่ง ภายใน 1-2 ปีนี้ เพื่อช่วยกระจายสินค้าให้เข้าถึงเกษตรกรให้มากที่สุด โดยภายในศูนย์ดังกล่าวจะมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ทั้งหมด เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาฆ่าแมลง และปุ๋ย เป็นต้น ซึ่งในอนาคต บริษัทเตรียมจะทำในลักษณะระบบเทรดดิ้ง หรือเป็นตัวกลางเพื่อรับซื้อ สินค้าทางการเกษตรทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางด้วย


บริษัทมีแผนลงทุนอื่นๆ อะไรอีกบ้าง


เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตบริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท เพื่อซื้อช่องทีวี ดาวเทียมเป็นของตัวเอง ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นการ ลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าการเปิดศูนย์สาขา เพราะหากเปิดศูนย์สาขาจะต้อง ใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ยกตัวอย่าง 1 สาขา จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน 100,000 บาท หากมี 4 สาขา จะต้องใช้เงินสูงถึง 400,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสมาชิกที่เข้ามาซื้อสินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนเดิมๆ แต่หากเรามีช่องทีวี ของเราเอง จะช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของบริษัท สินค้า และช่วยให้ สมาชิกทำงานง่ายขึ้นด้วย


ซึ่งการที่เรามีช่องทีวีของตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นการทำ CEM (Customer Experience Management) อย่างหนึ่ง จากเดิมเรา จะมองแต่เรื่องของ CRM (Customer Relationship management) ซึ่งการทำ CEM เป็นการนำประสบการณ์ของลูกค้าที่ใช้จริงมาพูดแทน บริษัท หรือสมาชิก เมื่อลูกค้าดูแล้วเขาจะตัดสินใจเอง ซึ่งถือเป็นการ ตอบโจทย์ในการปิดการขายได้เป็นอย่างดี โดยที่สมาชิกสามารถเปิดให้ ลูกค้าผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือไอแพดได้เลย ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้แจก ไอแพดไปแล้วมากกว่า 300-400 เครื่อง ดังนั้น สมาชิกไม่จำเป็นต้องพูด อะไรมาก สามารถใช้ไอแพคปิดการขายให้แทนได้


มีแผนจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาทำตลาด เพิ่มอีกหรือไม่


ตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับทาง โรงงานผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อนำผลิตภัณฑ์ ใหม่เข้ามาทำตลาดเพิ่ม โดยนโยบายในการนำผลิตภัณฑ์ ใหม่เข้ามาทำตลาดจะยึดคอนเซ็ปต์ที่ว่า 1.ราคาต้องไม่สูง 2.คุณภาพต้องสู้กับราคาแพงได้ และ 3.สมาชิกสามารถนำไป ขายต่อแล้วมีกำไรที่สูง ซึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จะนำเข้ามา ทำตลาดในช่วงแรกจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับผู้หญิงและผู้ชาย โดยก่อนหน้านี้บริษัทเพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมัน รำข้าวผสมกับน้ำมันมะพร้าว ภายใต้ชื่อ CO Rice ไปซึ่งก็ค่อนข้าง ได้รับการตอบรับดีมาก อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ของบริษัทในการทำ ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาทำตลาด คือ สินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดกลุ่มเดิมเพื่อ เพิ่มยอดขาย


อะไรคือจุดเด่นที่แตกต่างจากบริษัทขายตรงอื่น


ในช่วงที่ผ่านมาเราได้สร้าง Give Siam ให้มีความแตกต่างจากบริษัท ขายตรงอื่นๆ ทั่วไป เช่น การสร้างวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ผ่านทางโซเซียล มีเดีย เช่น การสื่อสารผ่านทางไลน์ เพื่อเป็นการสื่อสาร และให้กำลังใจกันระหว่างสมาชิกกับสมาชิก ซึ่งค่อนข้างได้รับกระแสตอบรับ ดีมาก รวมถึงการสร้างแอพพลิเคชั่นต่างๆ ผ่านทางระบบมือถือแบบ สมาร์ทโฟน เพื่อช่วยให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้นและช่วยในการลดต้นทุนเรื่อง ของการเดินทาง รวมถึงช่วยให้สมาชิกทำงานง่ายโดยที่ไม่ต้องเข้ามานั่ง ประชุม เพียงแค่ดูคลิปวิดีโอทุกอย่างจะพูดแทนสมาชิกทั้งหมด


แนวโน้มการเติบโตของตลาดปุ๋ยเป็นอย่างไรบ้าง


เชื่อว่าตลาดปุ๋ยยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีบริษัทขายตรง หันมารุกตลาดนี้กันมากขึ้นก็ตาม เนื่องจากในแต่ละปีเกษตรกรในประเทศ มีการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงมูลค่ารวมกันกว่า 240,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งพฤติกรรมของเกษตรกรไทยส่วนใหญ่จะไม่ยึดติดอยู่กับแบรนด์ใด แบรนด์หนึ่งเป็นหลัก เพราะจะอิงกับโฆษณา, ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และ การใช้ดีแล้วบอกต่อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะมีผลต่อการเปลี่ยนใจของ เกษตรกร ดังนั้น หากบริษัทใดสามารถครองใจเกษตรกรได้ก็เชื่อว่า จะเข้าไปแชร์ตลาดดังกล่าวได้อย่างแน่นอน


“เขาไม่ได้วัดกันว่าใครใช้สื่อโฆษณามาก แต่เขาจะวัดกัน ที่ใช้แล้วดี และยิ่งการที่ได้ พี่ยิ่งยง ประธานบริษัท มาเป็น พรีเซ็นเตอร์ โดยมีรูปพี่ยิ่งยงมาติดข้างกระสอบปุ๋ยก็จะยิ่งสร้าง ความน่าเชื่อมั่นให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปีนี้เรา ตั้งเป้ายอดไว้ที่ 200,000 กระสอบ และภายในอีก 2 ปี จะเพิ่ม เป็น 400,00 กระสอบ ซึ่งเป้าหมายใหญ่ของเรา คือ การช่วย ให้เกษตรกรมีรายได้เดือนละ 50,000 บาท จำนวน 10,000 ครอบครัว โดยปัจจุบันเราได้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ เดือนละ 50,000 บาท มากกว่า 100 ครอบครัว แล้ว”








 

 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

‘สันติ’เดินหน้าล้างบาง เชือด‘จิรชัย’พ้นสคบ.







Capture (Mobile)

 


แฉเบื้องหลังเด้ง จิรชัย มูลทองโร่ย พ้นเลขาธิการสคบ. เหตุรัฐมนตรี เดินหมากดึงเด็กในคาถา สมชาย วงศ์สวัสดิ์ สวมตำแหน่ง หลังถูกแขวนในกระทรวงยุติธรรมมาหลายปี อ้างทำงานไร้ประสิทธิภาพ ส่อพฤติกรรมมีผลประโยชน์ทับซ้อนบริษัทเอกชน ขัดแย้งกับคณะทำงาน ลามไปถึงหน้าห้องรัฐมนตรี แถมการบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน


 หาเหตุปลดเพื่อเปลี่ยน


อ้างข้อร้องเรียนเพียบ


เด้ง จิรชัย มูลทองโร่ย พ้นตำแหน่งเลขาธิการสคบ. !!!


นับเป็นกระแสข่าวที่ช็อค คนในวงการขายตรงแบบชนิดที่ใครต่อใครคาดไม่ถึง หลังจากที่มติคณะรัฐมนตรี เห็นชอบตามการเสนอเข้าสู่วาระจรของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ให้ นายจิรชัย มูลทองโร่ย พ้นจากตำแหน่งโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป


นายจิรชัย ได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสคบ. เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2555 หากนับอายุงานในตำแหน่งจนพ้นวาระก็ตกประมาณ 1 ปี กับ 1 เดือน ผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาถึง 3 คน


ในยุคของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ถือเป็นยุค “น้ำผึ้งหวาน” การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีการริเริ่มตราสัญลักษณ์มาตรฐานสินค้า รูปทรง 3 เหลี่ยม ที่ใครต่อใครต่างโจมตีว่า เป็นการงาบประโยชน์ 3 ฝ่าย แม้จะเผชิญกับแรงต้านจากผู้ประกอบการจำนวนมาก แต่สุดท้ายนายจิรชัย ก็สามารถผลักดันจนเป็นผลสำเร็จ


หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคนายวราเทพ รัตนากร การนั่งเก้าอี้ในตำแหน่งเลขาธิการสคบ.ก็ไม่มีเค้าลางว่าจะปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด


แต่ครั้นมาถึงยุครัฐบาลปู 5 มีการปรับเปลี่ยนนายสันติ พร้อมพัฒน์ มาเป็นรมต.ประจำสำนักฯ กำกับดูแลสคบ. กลับกลายเป็น “น้ำผึ้งขม” นายจิรชัย กลับอยู่ในสภาพที่วางตัวไม่ถูก


ทั้งที่สไตล์การทำงานของนายจิรชัย ก็ใช่ว่าจะเป็นประเภท “ยอมหัก ไม่ยอมงอ” ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง หรือบีบรัดจนเกินไป ก็จะโอนอ่อนผ่อนตาม ในทุกเรื่อง


ปมเงื่อนที่นำไปสู่การเด้งนายจิรชัย แหล่งข่าวระดับลึกในทำเนียบเปิดเผยกับ “ตลาดวิเคราะห์ว่า” มีที่มาจาก 3 -4 กรณีด้วยกัน


กรณีแรก มีการร้องเรียนไปยังนายสันติ พร้อมพัฒน์ เกี่ยวกับกรณีการที่นายจิรชัย มีสายสัมพันธ์ กับบริษัทเอกชนขายตรง หลายแห่งอย่างออกหน้าออกตา ส่งผลทำให้ภาพลักษณ์องค์เสีย และส่อว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน


กรณีที่สอง ทำงานไม่เข้าขากับคณะทำงานของรัฐมนตรี โดยเฉพาะตัวเลขานุการรัฐมนตรี


กรณีที่สาม ทำงานแบบไร้ยุทธศาสตร์ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน


ถือเป็นช่วงจังหวะที่ พอเหมาะพอดี สำหรับการสร้างความชอบธรรมในการ หาเหตุปลดนายจิรชัย เพื่อเอาคนใหม่มานั่งในตำแหน่งนี้แทน


โดยเฉพาะตัวนายอำพล วงศ์ศิริเอง ก็เป็นสายตรงจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ สามีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือ “เจ๊แดง” ที่ใครต่อใครต่างก็รู้ดีว่า ถูกแขวนตำแหน่งเอาไว้ ตั้งแต่สมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล


ประกอบกับ ตัวนายจิรชัยเอง ก็ถูกเลื่อยขาเก้าอี้มาหลายครั้งหลายครา เริ่มต้นตั้งแต่กระบวน การสรรหา สู่การพิจารณาคัดเลือก ก็ถูกโจมตีอย่างหนัก จากคนในสคบ.ทั้งที่เป็นอดีตเลขาคนเก่า รวมไปถึงแคนดิเดต ที่อกหักผิดหวัง


กับการที่ถูกผลักเป็นเบอร์ 2 เนื่องจาก ความรู้ความสามารถเป็นที่ประจักษ์ว่าเหนือว่าทุกด้าน เพียงแต่อ่อนในด้านอาวุโส รวมไปถึงการต่อเชื่อมกับฝ่ายการเมือง ยังไม่เชี่ยวชาญช่ำชองเหมือนกับนายจิรชัยเข้าทำนอง “มือถึง” แต่ “บุญไม่ถึง”


ความขัดแย้งระหว่างนายจิรชัย กับรองเลขาสคบ.ท่านหนึ่ง ก่อตัวเป็นคลื่นใต้น้ำมาช้านาน มีการออกข่าวทำลาย ผ่านสื่อกระแสหลักหลายฉบับ ทั้งกรณีเรื่องการงุบงิบเงิน ถ่ายทอดสดช่อง 11 จนนายจิรชัย ต้องหอบหลักฐานมาแก้ต่างไม่ได้หยุดหย่อน


มีการกล่าวหาว่ามีการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ด้วยวงเงิน 30 ล้าน ผ่านอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่เคยมานั่งกำกับดูแลสคบ.ถึงขนาดที่มีการยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มาแล้ว


แต่นายจิรชัย ก็ผ่านด่านทดสอบมาได้อย่างหวุดหวิด ประกอบกับ แบ็คทางการเมือง ยังแข็งปั๋ง โดยเฉพาะในยุคนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ดูจะเป็นห้วงเวลา ที่นายจิรชัย มีความสุขที่สุด


แต่เมื่อผ่านมาถึงยุคนายสันติ พร้อมพัฒน์ เงื่อนไขหลาย ๆ อย่างกลับเปลี่ยนไป


เป็นธรรมดาที่ใครขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ก็อยากได้คนที่ตนเองไว้ใจมาร่วมงาน โดยเฉพาะการดึงเอานายอำพล วงศ์ศิริ ข้ามห้วยจากตำแหน่งผู้ตรวจการกระทรวงยุติธรรม มานั่งตำแหน่งเลขาธิการสคบ.แทนนายจิรชัย ย่อมไม่ใช่ “อุบัติเหตุ” หากแต่เป็นการตระเตรียมการเอาไว้อย่างเป็นระบบ


เริ่มตั้งแต่กระบวนการป้อนข้อมูลการทำงาน จากคนที่ยืนอยู่คนละมุมของนายจิรชัย รวมถึงการหาเหตุผลสนับสนุนจากคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง


สุดท้ายก็มาจบด้วยเรื่องประสิทธิภาพการบริหาร ที่ดูจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุด สำหรับการโยกย้ายข้าราชการ


บทบาทของสคบ. ในยุคของนายจิรชัย มีการกล่าวหาว่ามิได้ทำงานในเชิงรุก เพื่อป้องปรามการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างจริงจัง เทียบกับองค์กรภาคประชา ชน อย่างมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กลับดูโดดเด่นกว่า


รวมไปถึง การบังคับใช้กฎหมาย ก็เริ่มถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าหย่อนยาน มีการปล่อยให้กิจการขายตรงนอกรีตเข้ามาทำความเสียหายให้กับประชาชนซ้ำซาก


ทั้งที่ กฎหมายที่มีอยู่ในมือ สามารถคัดกรอง หรือบังคับใช้ เพื่อเป็นการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ได้ แต่ก็ยังมีเหตุการณ์หลอกลวงประชาชน เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า


พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง ฉบับ พ.ศ.2545 หากนับจากวันประกาศบังคับใช้มาถึงวันนี้ ก็เข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว ถือเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจสคบ.มาก พอที่จะควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบการทั้งระบบได้


แต่ในทางปฏิบัติจริง กฎหมายกลับเอื้อมไปแตะไม่ถึง ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการบางกลุ่ม มีการทำธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย ท้าทายอำนาจรัฐ


 


ชักกระบี่ช้าไม่กล้าฟัน


ขายตรงป่วนคุมเกมไม่อยู่


อำนาจของสคบ. มีกฎ หมายหลายมาตรา ที่กำหนดขอบเขตอำนาจเอาไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาใบอนุญาตประกอบการ การตรวจสอบพฤติกรรมผู้ประกอบการ หรือรวมไปถึงการเพิกถอนใบอนุญาต


ไล่เลียงมาตั้งแต่มาตรา 18 มีการเอาไว้ในกฎหมายชัดเจนว่า ให้อำนาจสคบ. รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการ และมีหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ติดตามสอดส่องพฤติการณ์ในการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง


โดยผู้ประกอบการรายใด ที่ประสงค์จะยื่นขอรับใบอนุญาต ก็จะต้องยื่นข้อเสนอตามหลักการ มาตรา 38 มาตรา 39 มาตรา 40 และ มาตรา 41


สรุปกันง่าย ๆ ก็คือ จะต้อง มีการยื่นแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจน รวมไปถึงชื่อกิจการ ถิ่นฐานที่อยู่ ประเภทสินค้า และวิธีการขายและให้บริการ พร้อม ๆ กัน


แผนการตลาดก็ต้องเป็นแผนที่มีระบบการจ่ายอย่างสมเหตุสมผล ไม่สูงเกินความเป็นจริง ขณะเดียวกันสินค้าก็จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานถูกต้องตามกฎหมาย


ในการยื่นขอรับใบอนุญาต ตามมาตรา 41 กำหนดเอาไว้ว่า หากการยื่นข้อเสนอเข้าหลักเกณฑ์ ทางสคบ.จะต้องแจ้งผลให้ผู้ประกอบการทราบภายใน 45 วัน


นี่คือ หลักการเบื้องต้น ในการพิจารณาให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง


แต่เมื่อมาดูข้อเท็จจริง ปรากฏว่า การพิจารณาใบอนุญาตขายตรงและการตลาดแบบตรง ยังมีกิจการบางรายที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วยังดำเนินธุรกิจฝ่าฝืนกฎหมาย


มีการเล่นนอกกติกา สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันในทางแข่งขัน ทำตัวอยู่เหนือกฎเกณฑ์ จนสังคมตั้งคำถามว่า กฎหมายขายตรงมีเอาไว้เพื่ออะไร


มาตรา 19 มีการเขียนเอาไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ดำเนินกิจการในลักษณะที่เป็นการชักชวน ให้บุคคลเข้าร่วมเป็นเครือข่าย ในการประกอบธุรกิจขายตรงหรือในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง โดยตกลงว่าจะให้ผลประโยชน์ตอบแทน จากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่ายดังกล่าวซึ่งคำนวณจากจำนวนผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น


แต่จากสภาพที่เป็นจริง กลับมีบริษัทขายตรงจำนวนมากมาย ที่ยังจ่ายผลประโยชน์ในรูปแบบค่าแนะนำหรือค่าสปอนเซอร์กันอย่างโจ๋งครึ่ม


ในมุมมองของผู้ประกอบการหลายค่ายมองว่า การจ่ายผลตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย เป็นหัวใจสำคัญของการขยายเครือข่าย เพราะหากสมาชิกรายใหม่เข้ามา ไม่สามารถได้รับผลประโยชน์เร็ว ก็จะทำให้หมดไฟในการทำงาน


เมื่อมีบริษัทขายตรง บริษัทหนึ่งทำได้ บริษัทอื่น ๆ ก็ต้องแห่ทำตาม ยิ่งแห่ตามกันมาก ๆ ก็ยิ่งทำให้มีการใส่ตัวเลขกันมาก ๆ บางรายให้ค่าแนะนำสูงถึง 100 % ของ PV ของผู้ที่ได้รับการแนะนำด้วยซ้ำไป


เรื่องนี้ จึงเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ที่นายจิรชัย ถูกโจมตีว่า ขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง มีการสมยอม หรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการขายตรง


ทั้งที่ความผิดในมาตรา 19 ถือเป็นมาตราที่มีบทลงโทษรุนแรง โดยบทกำหนดโทษ ในมาตรา 46 เขียนเอาไว้ว่า ...”ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 5 แสนบาท


 


ปล่อยธุรกิจเถื่อนเกลื่อนเมือง


ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจเต็มมือ


ไม่เพียงแต่ มาตรา 19 ที่มีการเรียกร้อง ให้สคบ.เร่งแก้ไขกฎหมาย หากแต่ยังมีกฎหมายอีกหลายมาตรา ที่สร้างความสับสนให้กับคนทำธุรกิจขายตรง


โดยเฉพาะมาตรา 38 มีการเขียนเอาไว้ว่า บุคคลใดประสงค์จะประกอบธุรกิจขายตรงหรือประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด


รวมไปถึงมาตรา 39 คำขอจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนดเอาไว้ ทั้งชื่อของผู้ประกอบการ ภูมิลำเนา ประเภทหรือชนิดของสินค้าหรือบริการ หรือวิธีการขายสินค้าหรือบริการ


ใน 2 มาตรานี้ ถือเป็นประตูด่านแรก ที่ใครจะมาทำธุรกิจขายตรง จะต้องผ่านการพิจารณาตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่คณะกรรมการกำหนด


แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ ยังมีกิจการหลายแห่ง ที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์ของการยื่นคำขอใบอนุญาตขายตรง แต่ก็ยังมีการทำธุรกิจขายตรงได้


กรณีปัญหาธุรกิจขายตรง บริการเติมเงินออนไลน์ เป็นกรณีศึกษาที่สนใจกรณีหนึ่ง ที่มีหลายฝ่ายมองว่า กฎหมายควบคุมการดำเนินธุรกิจขายตรงยังหย่อนยาน ขาดประสิทธิภาพในการบังคับใช้ เข้าทำนอง ห้ามด้านหนึ่งก็ไปปูดอีกด้านหนึ่ง


กิจการเหล่านี้ไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง แต่ทำธุรกิจขายตรงได้ ก็เลยเกิดคำถามกับบรรดาผู้ประกอบการขายตรงที่ถือใบอนุญาตทั้งหลายว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปขอใบอนุญาตขายตรงให้เสียเวลา


ทำไมต้องเข้าไปสู่ระบบการกำกับดูแล จากสคบ. ที่มีกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย การมีใบอนุญาตกับการไม่มีใบอนุญาตต่างกันตรงไหน


ทั้ง ๆ ที่ ถ้าหากจะมาพิจารณา ดูกฎหมายขายตรง ในมาตรา 20 มีการเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า... “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรง เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงตามพระราชบัญญัตินี้


หรือในมาตรา 27 ก็มีการเขียนเอาไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง เว้นแต่จะได้รับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง ตามพระราชบัญญัตินี้


นอกจากนี้ ในบทกำหนดโทษ ก็มีการเขียนเอาไว้ในมาตรา 47 ว่า...”ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 หรือมาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าหากยังมีการฝ่าฝืน ก็จะมีการปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท


กฎหมายมีการเขียนเอาไว้ชัด แทบไม่ต้อง “ตีความ” เพราะถ้า กิจการใดที่ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง หากทำธุรกิจในลักษณะขายตรงหรือตลาดแบบตรง ก็ถือว่า “ผิดกฎหมาย”


 


ดูกรณีเงื่อนงำจาก“ท็อปอัพทูริช”


อีกปมเงื่อนแห่งการปลด


สิ่งที่สร้างความคลางแคลงใจใครต่อใครเป็นอย่างมาก ก็คือ มีการนำเอาประเด็นการพิจารณาเบื้องต้นของสคบ. ไปประกาศให้สาธารณะชนทั่วไปเข้าใจว่า นี่คือ ธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย


ในคำชี้แจงของบริษัท ท็อป อัพทูริช จำกัด หนึ่งในกิจการที่ทำธุรกิจขายตรงบริการเติมเงินมือถือออนไลน์ มีการกล่าวอ้างคำวินิจฉัยของสคบ. ในมาตรา 38 และมาตรา 39 ว่า กิจการแห่งนี้ไม่จำเป็นจะต้องขอใบอนุญาตขายตรง เนื่องจากการทำธุรกิจไม่เข้าข่ายขายตรง


แต่ก็มีหมายเหตุแนบท้ายเอาไว้ว่า ถ้าหากเข้าองค์ประกอบขายตรง สคบ.จะมีการเรียกดูแผนการจ่ายผลตอบแทนว่า overpay หรือไม่


ถ้าไม่ overpay ก็ดูเสมือนว่า เป็นการยอมรับโดยพฤตินัยว่ากิจการแห่งนี้ ดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรงได้โดยไม่ต้องอยู่ในความควบคุมของกฎหมายขายตรง


แต่ถ้า overpay นั่นก็หมายความว่า กิจการแห่งนี้ จะต้องถูกผลักเข้าสู่การควบคุมโดยกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนชน


ถ้าหากวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ ระหว่างบริษัทที่ขอใบอนุญาตถูกต้อง กับกรณีท็อปอัพทูริช จะเห็นว่า การที่กิจการขายตรงที่ขอใบอนุญาตถูกต้อง มีความเสียเปรียบ กิจการที่ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต หลายด้านด้วยกัน


ประเด็นแรก จะต้องดำเนินธุรกิจให้อยู่ในกรอบของกฎหมายขายตรงอย่างเคร่งครัด


ประเด็นที่สอง หากกิจการที่ไม่มีใบอนุญาต กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายขายตรง ก็จะไม่มีผลกระทบต่อสถานะของกิจการ เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตให้เพิกถอน


ในกฎหมายขายตรงมาตรา 42 เขียนเอาไว้ว่า... “กรณีปรากฏแก่นายทะเบียนในภายหลังว่า ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงรายใด ประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง ไม่เป็นไปตาพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงทราบภายใน 7 วัน นับแต่วันที่มีคำสั่งเพิกถอน”


เพราะฉะนั้น คนที่อยู่ในกรอบกับคนที่อยู่นอกกรอบ มีความได้เปรียบเสียเปรียบกันหลายขุม จะเท่ากันก็เพียงกรณีเดียวคือ กรณีมีการกระทำการที่เข้าข่ายธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่” หากเกิดความเสียหายส่งผลกระทบต่อประชาชน โอกาสที่กิจการทั้ง 2 ประเภท จะได้รับโทษ ก็มีโอกาสเท่า ๆ กัน


ในด้านการทำธุรกิจ ฝ่ายบริหารของกิจการแห่งนี้ ออกมายอมรับว่าเลือกที่จะใช้การขายแบบ MLM โดยเชิญชวนผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มาร่วมทำการตลาด และจ่ายผลประโยชน์ตามแผนการตลาด


เพราะนี่คือ โอกาส และช่องทางที่จะทำให้เครือข่ายของ ท็อป อัพทูริช เติบโตได้รวดเร็วที่สุด


เมื่อกิจการหนึ่งทำได้ กิจการที่สอง กิจการที่สาม ก็เริ่มตามมา มีการกำหนดราคาค่าสมาชิก หรือค่าแฟรนไชส์ กันตามใจชอบ จาก 1,000 บาท ก็ขยับเพิ่มขึ้นไป 2,500 บาท


จ่ายผลประโยชน์กันแบบรายวัน หรือเลือกที่จะให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องค่าแนะนำ หรือผลตอบแทนตามแผนการตลาดได้


นี่คือ คำตอบที่ว่า ทำไมกิจการขายตรงและการตลาดแบบตรง ทั้งที่ดำเนินธุรกิจแบบ “ออฟไลน์” และ “ออนไลน์”จึงผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด


ประการต่อมา ในกรณีที่กิจการที่ไม่ได้รับใบอนุญาตขายตรง แต่มาทำธุรกิจขายตรงเท่านั้น ในบทเฉพาะกาล พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ระบุเอาไว้ชัดเจนในมาตรา 56 ว่า...”ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงและผู้ประกอบการธุรกิจตลาดแบบตรงที่ประกอบธุรกิจดังกล่าว ที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ดำเนินการจดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง ภายในระยะเวลา 120 วัน”


อธิบายความง่าย ๆ ก็คือ กิจการที่ทำธุรกิจในรูปแบบขายตรงหรือการตลาดแบบตรง หากยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ก็จะต้องเร่งดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตภายในระยะเวลา 120 วัน


เพราะฉะนั้น หากไม่มีการดำเนินการ ภายในระยะเวลาดังกล่าว ก็จะไปเข้าความผิดมูลฐานในมาตรา 47 ว่าด้วยเรื่องการฝ่าฝืนมาตรา 20 และมาตรา 27


นี่คือ อีก 1 คำถาม ที่ถามว่า ทำไมสคบ.ไม่ยอมทำอะไร ...


ปัญหาในการ จัดระเบียบธุรกิจขายตรง ยังเป็นปัญหาใหญ่ ที่ไม่อาจดึงเอาผู้ประกอบการเข้ามาสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง


ยังมีกิจการอีกจำนวนนับร้อยแห่ง ที่ยังเล็ดลอดการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใสในการทำธุรกิจ แม้ล่าสุดสคบ.สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรง หรือ TDNA จะดังเอาสถาบันพยากรณ์เศรษฐกิจ เข้ามาดำเนินการจัดระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร


ทั้งที่ในทางกฎหมาย เป็นอำนาจอันชอบธรรม ที่สคบ.สามารถเข้าไปตรวจสอบได้


ในกฎหมายขายตรง มาตรา 5 มีการให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ในการเข้าไปดำเนินการ ตรวจสอบกิจการที่ต้องสงสัย ได้ 3 ทางด้วยกัน


ทางแรก ออกหนังสือให้บุคคลที่ต้องสงสัย มาให้ถ้อยคำ แจ้งข้อเท็จจริง หรือชี้แจงเป็นหนังสือ รวมไปถึงการส่งบัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานใดเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา


ทางที่สอง สามารถเข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบการตลาดแบบตรง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือตรวจดูเอกสารได้


ทางที่สาม เก็บหรือนำสินค้าในปริมาณพอสมควร ไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบวิเคราะห์ว่าสินค้าถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่


แต่จุดอ่อนของ กฎหมายมาตรา 5 ก็คือ กฎหมายให้อำนาจในการเข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่ได้มีการเขียนบทลงโทษ หรือเอาผิดกับผู้ที่ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวก ทำให้ระบบการตรวจสอบยังเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สคบ.ไม่สามารถเข้าไปล่วงรู้ได้ว่า กิจการที่ได้รับใบอนุญาตไป มีการดำเนินธุรกิจหรือไม่ หรือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายขายตรงกำหนดเอาไว้หรือไม่


ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จึงเป็นเพียงแค่การทำหนังสือตอบรับ สอบถามแบบสมัครใจ ทั้งที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ามีกิจการที่รับใบอนุญาตไป 700- 800 แห่ง แต่ที่กล้าแสดงตัวตนออกมาจริง มีเพียง 353 แห่งเท่านั้น


หากจะสังคายนาขายตรง คงต้องดูข้อกฎหมาย ที่ยังบกพร่อง พร้อม ๆ กับดูข้อกฎหมาย ที่ยังขัดกับหลักธุรกิจขายตรง ในเวลาเดียวกัน


เพราะวันนี้ ธุรกิจขายตรง เดินหน้าไปไกลแล้ว หากกฎหมายยังล้าหลัง แยกแยะไม่ออกว่า ใครดีใครเลว บอกได้เลยว่า อนาคตธุรกิจพังไม่เหลือซากแน่นอน


กรณีการปลด นายจิรชัย มูลทองโร่ย พ้นเก้าอี้สคบ. ถือเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง ซึ่งจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ปัญหาที่รออยู่เบื้องหน้า ทั้งเรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค รวมไปถึง การเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ยังมีโจทก์ที่ท้าทายรอการแก้ไขอีกมากมาย


ไหน ๆ ก็รู้ปัญหาในสคบ. ลึกขนาดนี้ เมื่อกล้าเปลี่ยนตัวบุคคล ก็น่าจะเปลี่ยนระบบ ยกเครื่องกฎหมายสคบ.กับขายตรงแยกกันให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียที อย่างน้อย ก็จะได้พิสูจน์ให้คนเห็นว่า มาเพื่อแก้ไข ไม่ได้มาเพื่อตอบสนองทางการเมือง








 

 


 


 


 


Credit By : http://taladvikrao.com