ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้ค้าจับสินค้าสู้บริการสู้สื่อออนไลน์ยังแค่อาวุธลับ



การแข่งขันของธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเป็น การแข่งขันที่สูง เนื่องจากบรรดาบริษัททั้งแบรนด์เล็ก หรือแบรนด์ใหญ่ก็ล้วนแต่ต้องการมีส่วนในเค้กมูลค่าการตลาดที่ปัจจุบันสูงถึงแสนล้านบาท ซึ่งแต่ละค่ายก็ล้วนต้องการชิ้นใหญ่ เพื่อให้เป็นของตนเอง

โดยในอดีตที่ผ่านมาขายตรงพยายามที่จะใช้เรื่องของรายได้ และ ความร่ำรวยเป็นสิ่งสำคัญในการหา สมาชิก หาลูกค้าเข้ามาสู่แบรนด์ของ ตัวเอง แต่ด้วยความก้าวหน้าของยุค ปัจจุบัน สิ่งนี้ดูจะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด ในการสร้างตลาด เพราะบรรดา ผู้บริหารหลายค่ายเริ่มงัดกลยุทธ์ ใหม่ขึ้นมาเล่นกันบ้างแล้ว

ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า “ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงแพร่ กระจาย ซึ่งบรรดาบริษัทพยายามใช้ สื่อต่างๆ ในการสร้างแบรนด์ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้ประชาชนผู้บริโภค เดินเข้าวงการเครือข่ายเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการใช้จ่ายเพิ่ม การหารายได้เสริม เป็นสิ่งที่พวกเขาคิดถึงการเติบโต ของมูลค่าตลาดรวมขายตรงในปีหน้า มีโอกาสที่จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 20%” ประธาน นีโอ ไลฟ์ฯ เผย

ทั้งนี้ เรื่องการแข่งขัน ดร.นพรุจ มองว่า ธุรกิจขายตรงจะเน้นเรื่องของการบริการเป็นสำคัญ ในการนำ ขึ้นมาเป็นอาวุธสร้างยอดขายเพราะ เรื่องของสินค้า และแผน ก็เป็นสิ่งที่หลายบริษัทใช้เป็นอาวุธมานานอยู่แล้ว ซึ่งการบริการจึงเป็นอาวุธที่จะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ ของธุรกิจขายตรงในอนาคต

อย่างไรก็ดี ปัญหาที่อาจทำให้ มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงปีนี้ ดร.นพรุจ เผยว่า “น่าจะเป็นในเรื่องของการขึ้นค่าแรงของรัฐบาล ซึ่งหากค่าแรงขึ้น บรรดาพนักงานอาจมีความพึงพอใจในรายได้ต่อเดือนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจขายตรง แต่หากมองในแง่ดี เมื่อผู้บริโภคมีรายได้เพิ่มก็จะมีกำลังในการซื้อเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน”


ด้านพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า “การแข่งขันในปีนี้ ธุรกิจขายตรง จะใช้เรื่องของตัวสินค้าเป็น อาวุธในการเก็บเกี่ยวยอดขาย โดยส่วนของแผนการตลาดจะไม่ใช่จุดผู้ค้าจะเอาขึ้นมาใช้ในการทำตลาด เนื่องจากความเหมาะสมที่บรรดาผู้ค้า และนักธุรกิจได้เห็น และสัมผัสในช่วงที่ผ่านมา น่าจะทำให้พวก เขารู้แล้วว่า ตัวเองมีความเหมาะสมกับแผนการตลาดแบบใด”

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางสินค้า หมอต้อยก็ได้ขยายความว่า “เรื่องราคาและความต้องการของสินค้า จากผู้บริโภค นับเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคจะใช้ เงินในส่วนที่ไม่จำเป็นมากนักน้อยลง การ ขายสินค้าต้องคำนึงถึง 2 ส่วนนี้เป็นหลัก เพราะผู้บริโภคมองไปที่ปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต”

โดยปัญหาใหญ่ที่หมอต้อยมองว่า อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า และสร้างผลกระทบ ต่อธุรกิจ ก็น่าจะยังคงเป็นเรื่องของน้ำท่วม ซึ่งหลายภาคส่วน รวมถึงตัวประชาชนเอง ก็ต้องตระหนักถึง แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็ยังมีความมั่นใจในตัวรัฐบาลว่า ไม่น่าจะปล่อย ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นมาอีก โดยในส่วนของ มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจขายตรงนั้น พ.ญ.นลินี มองว่า น่าจะโตที่ 15% ในปีหน้า

นอกเหนือจากเรื่องของการใช้สินค้า และบริการขึ้นมาเป็นอาวุธแล้ว ธุรกิจขาย ตรงยังหันไปใช้เรื่องของเทคโนโลยีในการ เข้าหาผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ๆ โดยนางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศ ไทย) จำกัด มองว่าการเน้นระบบสื่อสาร ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่จะส่งผลดีต่อการทำธุรกิจมากขึ้น เพราะว่าระบบ social network ค่อนข้างที่จะไปเร็ว แต่ในขณะเดียว กันทุกอย่างก็เหมือนกับเป็นเหรียญสองด้าน คือ เมื่อสื่อ social network มีความ ง่ายดายต่อการใช้ ซึ่งใครก็สามารถเรียนรู้ได้ เราผู้ทำธุรกิจก็ต้องให้ความสำคัญกับ ข้อมูลต่างๆ ก่อนว่า เมื่อเราส่งออกไปแล้ว ฟีดแบ็กจะดีขนาดไหน จะส่งผลดีหรือผลเสียแก่ตัวเรา

นอกจากนี้ ในขณะที่เราทำสื่อ social network เราก็ต้องไม่ลืมพื้นฐานของการทำธุรกิจ ที่จะต้องมีการพบปะ พูดคุย สร้าง สัมพันธ์แบบตัวต่อตัว ปากต่อปาก เพราะ ว่า การบอกเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์แบบปากต่อปาก ยังถือว่าใช้ได้ดีอยู่ในสังคมไทย คือตนคิดว่าระบบ social network อาจจะใช้ได้ดีเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่ม ที่เขามีความรู้ หรือกลุ่มที่เขาใช้อินเตอร์เน็ตเป็น แต่หากเป็นคนต่างจังหวัด หรือคนที่เขาไม่สนใจตรงจุดนี้ การรับรู้อย่างเต็มที่ของเขาก็คงเป็นโทรศัพท์มือถือ และ เปเปอร์ เพราะฉะนั้นตนมองว่าเราต้องใช้ ผสมผสานกันทั้งสองส่วน

อย่างไรก็ดี ระบบตรงนี้อาจทำให้เด็ก Gen Y หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เป็นเด็ก โซเชียล ให้มาสนใจในระบบเครือข่ายกันมากขึ้นกว่าเดิม เพราะพวกเขามีลักษณะความเป็นตัวของตัวเองสูง หรืออยากที่จะ เป็นนายตัวเอง ดังนั้นการทำธุรกิจที่ได้เงิน แล้วมีอิสระในชีวิต ก็น่าจะส่งผลให้กลุ่มบุคคลเหล่านี้หันมาสู่ธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น แต่ก็อยู่ที่ว่าแต่ละบริษัทจะได้นำเสนอสิ่งที่ถูกตาต้องใจเขาได้มากน้อยแค่ไหน

ทั้งนี้นางวิภารัตน์กล่าวว่า ขณะนี้ TNI ก็มีโซเชียล หรือมีสิ่งของบริษัทที่ใช้กันได้ทั่วโลก คือบริษัทได้จัดทำโปรแกรมหนึ่งที่เป็นโปรแกรมสื่อสารระหว่างประเทศ เสมือน MSN ที่เราสามารถแชดกันได้ เพื่อ ให้สมาชิก และทีมผู้บริหารได้ใช้ติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1274 ประจำวันที่ 11-2-2012 ถึง 14-2-2012

ได้เวลายิ่งใหญ่ USANA ผงาด ในไทย



USANA เตรียมเปิดออฟฟิศใหญ่ 23 มกราคม 2555 ที่อาคารจามจุรีสแควร์ ชั้น 12 พร้มรองรับสมาชิกใหม่ ซึ่งน่าจับตามองว่าจะยิ่งใหญ่สมเป็นธุรกิจระดับโลก มาแรงในทุกประเทศที่เปิดตัวไปแล้วได้หรือไม่ ทางทีมงาน V-POWER TEAM ก็ได้เตรียมระบบรองรับสมาชิกใหม่ที่จะเกิดขึ้นทั้งเครื่องมือ และ วิธีการทำงานที่ง่ายสำหรับทุกคน ภายใต้ Success Model ที่เน้นจุดเด่นของ USANA คือ
1) สินค้าที่โดดเด่น ถือเป็นวัตกรรมใหม่ของผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ถูกจัดอยู่ในระดับ 5 ดาว เหรียฐทองในการทดสอบจากประเทศแคนาดา
2) แผนการตลาดที่โดเด่น ง่าย และยุติธรรมเป็นแผนแบบไบนารี่
3) USANA ถือเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูงมาก เพราะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NYSE และเป็นสมาชิกสมาพันธ์ขายตรงโลก DSA
4) จังหวะเวลาที่ดีมากของ USANA ที่ต้องบอกเลยว่า USANA คือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

แค่ 4 ข้อนี้ก็ทำให้ USANA เป็นธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมาก เพราะธุรกิจที่มีผงค์ประกอบครบแบบนี้นับว่าหายากมากในปัจจุบัน ถึงแม้จะมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นแทบทุกวันก็ตาม
หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้ที่ www.succesmodel.com หรือ V-POWER TEAM ภาคกลาง คุณชัย 08-5603-6611, ภาคเหนือ คุณ บู 09-0557-7765, ภาคอีกสอน คุณมด 08-1725-3577, ภาคใต้ 08-5636-1900 และภาคตะวันออก คุณเชน 08-6331-8226

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

'ดี เน็ทเวิร์ค' แถลงนโยบาย พร้ิอมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 'Seven Zeed'



อ. สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง อ.อุทัย แจ่มฟ้า และ อ.ภูมิสนอง หล้าสุด ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด จัดงาน แถลงข่าวนโยบายในการขยายธุรกิจพร้อมเป้าหมายของบริษทในปี 2555 พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุด “Seven Zeed” จากสถานบันวิจัยไต้หวัน บำรุงร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนโลหิต ในรูปแบบของ White Chocolate ซึ่งถือเป็นการปฏิวัติวงการเสริมอาหาร ณ สำนักงานใหญ่ ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ท่ามกลางสมาชิก และผู้สื่อข่าวที่เดินทางมาร่วมงานอย่างล้นหลาม

สำหรับแผนการบุกตลาดในปีนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสกินแคร์ และบอดี้แคร์ 22 รายการในปีนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เปิดตัวสินค้าทั้งปี 22 รายการในปีนี้ โดยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2555 บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชายภายใตัชื่อ Seven Zeed และในวันที่ 29 มกราคม 2555 บริษัทเตรียมแผนเปิดตัวผลิตภัณ?์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิง ที่จังหวัดขอนแก่นภายใต้ชื่อ Seven Sweet

ถ้าถามว่ามีแผนจะสร้างโรงงานผลิตสินค้าหรือไม่ ตรงนี้เราไม่มีแผน เพราะนโยบายของเรา คือกาสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ของโลกเข้ามาช่วยเสริมควมแข็งแกร่ง ต้องบอกว่าเราชำนาญด้านการตลาด อย่างล่าสุด เราได้นวัตกรรมใหม่จากประเทศอินเดีย เป็นสารอาหารบำรุงสมอง จะเปิดตัว 25 มีนาคม ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้บริษัทเตรียมทุ่มงบประมาณ 1 ล้านบาท พัฒนาเว็บไซต์ 12 ภาษา ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน อาหรับ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 โดยเว็บไซต์ ดังกล่าวจะเป็นตัวกลงในการกระจายข้อมูลข่าวสารของบริษัทไปยัผู้นำ และสมาชิกใหม่ๆ คาดว่าเว็บไซต์ ดี เน็ทเวิร์ค 12 ภาษา จะพัฒนา แล้วเสร็จ และเริ่มใช้ได้ประมาณเดือนมีนาคมปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมแผนสนับสนุนนักธุรกิจด้วยการร่วมมือกับ บริษัท ทรูมูฟฯ ในการเปิดบริการเครือข่าย ดีเน็ท เหมาจ่ายรายเดือนๆ ละ 490 บาท โทรฟรี ทุกเครือข่าย 8 โมงเข้าถึง 4 ทุ่ม โดยที่ผ่านมาบริษัทได้เริ่มกระจายซิมให้กับสมาชิกแล้ว 200 ซิม นอกจากนี้บริษัทได้จ้างผู้ผลิตโทรศัพท์ มือถือต่างประเทศ ผลิตโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดีเน็ท จำหน่ายในราคาเครื่องละ 2,999 บาทขณะเดียวกันบริษัท ได้สั่งผลิตเครื่องเท็บเล็ตที่ต่างประเทศ ยี่้ห้อ ดีเน็ท จำนวน 5,000 เครื่อง เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับนักธุรกิจของบริษัท ในราคาพิเศษ เครื่องละ 5,000 บาท นอกจากนี้บริษัทได้ขยายธุรกิจไปยังศูนย์ภฺมิภาค จากเดิมที่เน้นเฉพาะกรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทลดลงไป 30% แต่เนื่องจากบริษัทได้บุกตลาดพัทยาในช่วงประสบปัญหาน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพฯ เมื่อปลายปีทีผ่านมาส่งผลให้ยอดขายในปีที่ผ่านมาปิดที่ 110 ล้านบาท

จากกรุงเทพฯ ไปพัทยา และปีนี้เราจะบุกไปยังขอนแก่น อุบลราชธานี พิษณุโลก เชียงใหม่ และหาดใหญ่ ตรงนี้เราได้แจ้งนโยายให้นักธุรกิจรับรู้แล้วว่าจะต้องลงพื้นที่ดังกล่าว และ จำต้องนำหลักสูตร 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรเริ่มต้นเป็นสมาชิก หลักสูตรการก้าวสู่มืออาชีพ และหลักสูตรภาวะผู้นำ ที่เราจะรวบรวมทีมวิทยากร 40 ทีมทีมละ 50 คน กระจายไปจัดอบรมต่างจังหวัด สอนให้เขาทำหลักสูตรพื้นฐาน หลักสูตรเกี่ยวกับสินค้าและหลักสูตรการการจัดประชุมอบรม เพื่อผลักดันยอด ขายทั้งปีเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท และสงผลให้สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนรหัส จากเดิมที่มีจำนวนสมาชิก 3 หมื่นรหัส และคิดเป็นจำนวนนักธุรกิจและผู้ที่ซื้อสินค้าเป็นประจำ 60% นายสาคร กล่าว

ในส่วนของเป้าหมายในอนาคตบริษัทเตรียมแผนสร้างศูนย์ประสานงานอาเซียนที่จังหวัด ขอนแก่น ที่จะเป็นในลักษณะรูปแบบการสร้างอาคาร เป็นศูนย์ประสานงานที่ใหญ่กว่าสำนักงานใหญที่กรุงเทพฯ ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบลงทุนในการซื้อที่ดินและการก่อสร้างไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าศูนย์ประสานงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จก่อนปี 2558

นายสาคร กล่าวต่อว่า ตลาดขายตรงในปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ยุค ได้แต่ ยุคผูกขาด ยุคบูม ยุคปัจจุบัน ที่ยกระดับความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนรู้ว่าบริษัทขายตรงใดเป็นมืออาชีพ และสุดท้าย คือ ยุคขาวดำ ที่เห็นได้าอย่างชัดเจนในปัจจุบัน ขณะที่แผนการจ่ายผลตอบแทนยังคงเป็นแรงดึงดูดสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด โดยเฉพาะการดึงแผนการจ่ายผลตอบแทนแบบเมกะเแมตซ์ และ แผนวีกสตรอง ที่ยังได้รับความนิยมสูงเนื่องจากแผนดังกล่าวเป็นแผนมั่นคง และสามารถสร้างรายได้จริง

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

ภาพงานเปิดตัว 7-ZEED + โปรโมตเปิดตัว 7-SWEET

‘จัสมินน์’ เร่งพัฒนาออนไลน์ รุกคืบยึดหัวหาดตะวันออก




จัสมินน์ แจงน้ำท่วมปีก่อนทำกำลังซื้อลด อัดโปรเต็มแรง เดินหน้า ขยายฐานสมาชิกหัวเมืองใหซ่ พร้อมเปิดสาขาจัสมินน์ เร่งพัฒนาระบบออนไลน์ รับมือน้องน้ำที่คาดการณ์ว่าจะมาอีกปีนี้ ระบุภาพรวมเศรษฐกิจดีส่งผลตลาดขายตรงสดใส ชัยพิทักษ์ตบเท้าลุยตลาดตะวันออก หลังพบตลาดมีศักยภาพสูง แย้มถึงส่วนผสมดอกโสมผสมสินค้าทุกตัว เพื่อสร้างจุดขายสินค้าให้น่าจดจำ

นายชัยพิทักษ์ นำทรัพย์เจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัสมินน์ อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า จากปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปีที่ผ่านมาส่งผลให้กำลังซื้อของสมาชิกลดลง ดังนั้นจากปัญหาดังกล่าวบริษัทจึงได้ปรับแผนกระตุ้นตลาดให้กับผู้นำและสมาชิก ด้วยการจัดโปรโมชั่นแจกรถยนต์และเงินรางวัลพิเศษให้กับสมาชิกของบริษัท

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมรับมือกับสถานการณืน้ำท่วมในปีนี้ ด้วยการเตรียมความพร้อมเปิดสาขาจัสมินน์ตามหัวเมืองใหญ่ และแผนการขยายฐานตลาดไปยังพื้นที่ทั่วทุกภาค รวมถึงแผนการพัฒนาระบบออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหากเกิดปัญหาน้ำท่วมอีกครั้งระบบการสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์จะเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการสั่งซื้อสินค้า และเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกและกลุ่มผู้นำ

ในส่วนของแผนบุกตลาดในปีนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาน้ำท่วมในปีที่ผ่านมาก ส่งผลให้คนว่างงานเป็นจำนวนมาก ธุรกิจขายตรงจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนดังนั้น ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงในปีนี้จะยังคงเติบโต

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาจะเห้นได้ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้และรู้จักธุรกิจขายตรงมากขึ้น โดยเฉพาะการเข้ามาทำธุรกิจขายตรงในปัจจุบันมีหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ หมด แล อีกหลากหลายอาชีพ ที่เข้ามาร่วมธุรกิจขายตรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในช่วง 2-3 ข้างหน้าการเข้ามาร่วมธุรกิจขายตรงจากหลากหลายอาชีพจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เรายังคงเชื่อมั่นว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตเป็นไปในทิศทางที่ดีหากเป็นเช่นนี้ธุรกิจขายตรงก็ยังเติบโตเช่นเดียวกัน ฉะนั้น แผนที่เราเน้นในปีนี้ คือ การบุกตลาดต่างจังหวัด เราจะเน้นไปที่ภาคตะวันออก ภาคเดียวเพราะเรามีกลุ่มสมาชิกที่มีศักยภาพอยู่ในพื้นที่

นาย ชัยพิทักษ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้บริษัทเตรียมแผนลงทุนก่อสร้างโรงงานที่อยู่ในช่วงการดำเนินการภายใน คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมแผนปรับปรุงสินค้าบางรายการ และเตรียมแผนการอบรมให้กับสมาชิกเพิ่มขึ้น

แผนที่น่าสนใจอีกแผน คือ สินค้าที่ออกสู่ตลาดทุกตัวจะมีส่วนผสมของดอกโสม เพื่อเป็นการสร้างเอกลักษณ์ และสร้างจุดขายให้กับตัวสินค้า และที่เราเลือกส่วนผสมของดอกโสม เพราะผ่านการพิสูจน์แล้วว่าดีจริง นายชัยพิทักษ์ กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

ปิดฉาก ‘นูทริเดิร์ม’ อย่างสวยหรู จำใจซบอก ‘สุพรีเดอร์ม’ อีกครั้ง




เอ็มดี สุพรีเดิร์ม แจงเหตุย้ายกลับบ้านเก่าสุพรีเดิร์ม หลังสมาชิกไม่พอใจแผนใหม่ไบนารี่ รับคนติดสแตร์สเตปเพียบดีเดยบ้านเก่า 16 มกราคม 2555 โว ที่ผ่านมร 1 ปี นูทรีเดิร์ม กับยอดขาย 700 ล้านบาท ไม่เสียดาบ แถมได้ลองของใหม่ ด้านทิศทางปีนี้เร่งพัฒนาศูนย์ หลีงเจอน้องน้ำปีก่อน

นายธรรมนูญ สมบูรณ์สิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษื สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทดำเนินธุริจขายตรงภายใต้ชื่อ บริษัท นูทริเดิร์มฯ มาเป็นเวลา 1 ปี ที่ใช้แผนไบนารี่ และ มียอดขาย 700 ล้านบาท บริษัทจึงมีแนวคิดที่จะปรับไปใช้ชื่อบริษัทเดิม คือ สุพรีเดอร์ม ในวันที่ 16 มกราคม 2555 โดย บริษัท นูทริเดิร์มฯ นั้นจะค่อยๆ ลดบทบาทลงเรื่อยๆ

เดิมเราใช้แผนสแตร์สเตป เราเลยเปลี่ยนเป็นแผนไบนารี่ และได้เรียนรู้จุดแข็งของแผน แต่ในทางกลับกันเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ก็เกิดปัญหาคนออกไป ซึ่งมันไม่ใช่ประเด็น แต่เรามองว่าถ้ากลับไปอย่างเก่าน่าจะทำงานได้ง่ายกว่า สบายใจกว่า อีกอย่างที่ผ่านมาเราก็พบว่ามีจำนวนสมาชิที่ทำแผนสแตร์สเตป มากกว่าคนที่ต้องการทำแผนไบนารี่ ถ้าถามว่าเสียดายไหมกับ 1 ปีที่ผ่านมา เราไม่เสียดายถือเป็นการเรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก

สำหรับปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงกับยริษัท ทั้งปัญหาในการเดินทางของสมาชิก รวมถึงผลกระทบด้านการให้บริการของศูนย์สุพรีเดิร์มที่ต้องปิดให้บริการชั่วคราว 13 แห่ง ขณะที่โรงงาน สุพรีเดอร์มที่ปทุมธานีนั้น ก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นเดียวกัน แต่ทางบริษัทได้เตรียมสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่มปัญหาเรื่องสินค้าขาดสต๊อกแต่ปัญหาน้ำท่วมก็ส่งผลกระทบต่อยอดขายในเดือนตุลาคมของปีทีผ่านมา 10-15%

เรามีจำนวนสมาชิกใหม่ 4,000-5,000 คน ต่อเดือน ดังนั้น ก็ต้องมาคิดกันต่อแล้วว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าสมัครกับเราด้วยความเต็มใจ และซื้อสินค้าของเราอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น วิธีที่เรายังต้องเน้นและปลูกฝังให้กับสมาชิก คือ การฝึกอบรม เปลียนเป็นสมาชิกผู้บริโภค เป็นสมาชิกผู้ทำธุรกิจ แม้ว่าจะเกิดปัญหาน้ำท่วม แต่เราไม่ได้ลดเป้าหมายยอดขายของเราลงไป เราคาดว่าปีนี้ยอดขายของเราจะพุ่งกระฉูดหลังจากที่เราได้กำจัดจุดอ่อนไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ปีนี้บริษัทได้วางมาตราการเร่งด่วน ด้วยการบูรณะศูนย์สาขาที่ถูกน้ำท่วมให้กลับมาอยู่ในสภาพปกติ พร้อมทั้งการจัดอบรมให้กับสมาชิกเพื่อเป็นการขยายฐานสมาชิกให้พิ่มขึ้น ที่สำคัญหลังน้ำลด จะทำการเปิดสินค้าตัวใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะสร้างคามฮือฮาให้กับวงการขายตรงอย่างแน่นอน

นายธรรมนูญ กล่าวถึงผลิตภัณ?เสริมอาหารเพื่อสุขภาพที่ยังคงมาแรงในปัจจุบัน กับสินค้า แอสต้า คิว ที่ได้รับความนิยมจากสมาชิกเป็นอย่างมากในขณะนี้ โดยมียอดขายเกินเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ ส่วนกลุ่มดีฟ มารีน เวย์ ก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิก เนื่องจากในปัจจุบันคนได้หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และสินค้าของบริษัก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 191 ประจำวันที่ 16 - 31 มกราคม 2555

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2554 “TDSA…A Night of Brilliant Success”

สมาคมการขายตรงไทยจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ งานวันเกียรติยศนักขายตรงไทยประจำปี 2554 “TDSA…A Night of Brilliant Success” เพื่อเชิดชูเกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่นที่ประสบความสำเร็จสูงสุดประจำปี 2554 และเป็นผู้ที่ยึดมั่นในการประกอบธุรกิจขายตรงอย่างมีจรรยาบรรณที่ดีมาโดยตลอด โดยได้รับเกียรติจากคุณนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีพร้อมทั้งมอบโล่เกียรติยศให้แก่นักขายตรงดีเด่นรวม 91 คน ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อ 20 มกราคม 2555

[gallery]

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: สมาคมการขายตรงไทย

ยอดขาย ซูเลียน ปี 2554 อย่างเป็นทางการ ปิดยอดขาย 5,340 ล.


ยอดขายอย่างเป็นทางการ ของ บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด


ประจำปี 2554 มียอดรวมธุรกิจทั้งสิ้น 5,340 ล้านบาท



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.นิตยสารลีดเดอร์ไทม์ต้นเดือน ก.พ.55

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ยอดขาย กิฟฟารีน ปี 2554 ปิดยอดขาย 5,488 ล. อวดผลงานฝ่าวิกฤติน้ำพารายรับพุ่ง



“กิฟฟารีน” แถลงอัตราการเติบโตประจำปี 54 ปิดยอดจำหน่ายที่ 5,488 ล้าน บาท โดยมีอัตราเติบโตที่ 11.7 เปอร์เซ็นต์ ย้ำความสำเร็จกับผลงานการฝ่าวิกฤติมหาอุทกภัยที่กระทบฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนครนานเกือบ 2 เดือน พร้อมเตรียมการป้องกันโรงงานรับมือพยากรณ์น้ำท่วมปี 55 เผยกลยุทธ์รุกตลาดด้วย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในงานครบรอบ 16 ปี ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมีนาคม ภายใต้ธีม “Positive Thinking” พร้อมอัดโปรโมชั่น กระตุ้นยอดขาย จัดเต็มอบรมเข้มผลิตพนักงานขายมืออาชีพ พร้อมส่งตรงสื่อธุรกิจเจาะลึกทั่วทุกภูมิภาค

พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้เป็นปีที่กิฟฟารีนได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ทำให้เราเก่งขึ้น เข้มแข็งขึ้น และมีความรักสามัคคีกันในกลุ่มนักธุรกิจมากยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และน่าชื่นชม ที่สำคัญในปี 2554 ที่ผ่านมากิฟฟารีนสามารถสร้างยอดจำหน่ายตั้งแต่เดือนมกราคม-ธันวาคม 2554 ได้เป็นจำนวน 5,488,000,000 บาท โดยเติบโตที่ 11.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า โดยต้องถือว่าในปีนี้เราเตรียมตัวได้ดีในการสร้างยอดจำหน่ายตั้งแต่ต้นปีจนถึงก่อนช่วงน้ำท่วม เติบโตถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 10 เดือนแรก และมีการเติบโตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างน่าสนใจ แม้ในช่วงของมหาอุทกภัยที่เข้าสู่ฐานการผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครก็ตาม พ.ญ.นลินี กล่าว

ในส่วนของแผนรุกตลาดในปี 2555 นั้น พ.ญ.นลินี กล่าวว่า ได้วางแผนในการรุกตลาดด้วยนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม สร้างกระแสในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นการสร้างความแตกต่าง และสร้างความคึกคักในวงการธุรกิจขายตรง พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษกระตุ้นยอดตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้น ในปีนี้ยังมีการวาง แผนฝึกอบรม พร้อมๆ ไปกับการจัดกิจกรรม สัมมนา และเอ็กซ์โป ทั่วประเทศ และกิฟฟารีนยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ธุรกิจ และตั้งเป้าหมายของยอดจำหน่ายในปี 2555 ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น และทุ่มเทเพื่ออัตราการเติบโตให้ได้มากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในทุกๆ ปี

ในปีนี้กิฟฟารีนยังมีแผนในการสร้างจุดแข็งในเรื่องของนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ตาม คอนเซปต์ของการสรรหาวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก เพื่อมอบให้กับผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้นการพัฒนาเครือข่าย นักธุรกิจตามแผน Uni-Level นั้น ในปีนี้ยัง มีความน่าสนใจ คึกคัก และชวนติดตาม ทั้ง ในส่วนของผลประโยชน์ และสิทธิประโยชน์ มากมายให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมานั้น กิฟฟารีน มีจำนวนนักธุรกิจรวม 510,000 รหัส ในจำนวนสมาชิกทั้งหมด 6,201,000 รหัส

ในปีนี้กิฟฟารีนเตรียมฉลองครบรอบ 16 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ธีม “Positive Thinking” ที่มีแนวคิดในการรณรงค์ให้นักธุรกิจกิฟฟารีนร่วมกันคิดบวก และผนึกกำลัง สร้างสรรค์เครือข่ายอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ เพราะในปีที่ผ่านมาถึงน้ำจะเข้าท่วมโรงงานของกิฟฟารีน แต่ไม่สามารถ ท่วมใจของนักธุรกิจกิฟฟารีนได้ พร้อมเดินหน้า พิชิตยอดขาย 6,000 ล้านบาทให้ได้ในปีนี้

กิฟฟารีนยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ คุณภาพที่ดีที่สุดสู่ผู้บริโภค ตลอดจนกระบวน การเลือกสรรวัตถุดิบที่ได้มาตรฐานจากทั่วทุกมุมโลก วันนี้กิฟฟารีนจึงเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐาน สากล และเติบโตเคียงคู่สังคมไทย เป็นที่รู้จักและยอมรับของประชาชนทั่วประเทศ ปัจจุบันมีศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนทั้งหมด 112 แห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้บริการ “เดลิเวอรี่” เพื่อบริการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคครอบ คลุมพื้นที่ทั่วประเทศ โดยผู้สนใจธุรกิจ และ ผลิตภัณฑ์กิฟฟารีนสามารถโทร.สอบถามได้ที่ Giffarine Call Center โทร. 0-2619-6622 เข้าชมเว็บไซต์ www.giffarine.com สามารถ สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่ Giffarine Delivery โทร. 0-2619-5222 และสามารถเข้ามาร่วม พูดคุยและสอบถามเรื่องราวของกิฟฟารีนได้ทาง www.facebook.com/giffarine-thailands

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1273 ประจำวันที่ 8-2-2012 ถึง 10-2-2012

แคทส์ ดอท คอม ดึงงานวิจัยช่วยอัพเกรดสินค้าดันตัวเลข 555 ล้านบาท



“แคทส์ ดอท คอม” ขายตรงแดนปลาดิบ เปิดกลยุทธ์ใหม่ สร้างงานวิจัยร่วมกับทีมแพทย์ หวังสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่น่าเชื่อถือ เล็งช่องทาง การจำหน่ายใหม่ใช้โรงพยาบาลเป็นแหล่งกระจายสินค้า พร้อมแผนขยายตลาดออกประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนยอดขายปี 54 ปิดที่ 330 ล้านบาท ปี 55 ฝันตามหน้าปฏิทินที่ 555 ล้านบาท

นายมิจือซึเกะ นากามิจิ ประธาน บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ “มะโฮ” เปิดเผยว่า แผนการรุกตลาดในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะทำยอดขายให้ได้ 555 ล้านบาท จากปีที่แล้วสามารถปิดยอดขายได้ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 160% โดยยอดขาย ดังกล่าวถือว่ามาจากสินค้าหลักเพียงชนิดเดียวของบริษัท คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “เบต้า กลูแคนจากยีสต์ดำ มะโฮ” ซึ่งหากคิดยอดขายสะสมมาตั้งแต่เริ่มต้นเปิดบริษัท พบว่าบริษัท สามารถทำยอดขาย “มะโฮ” ได้ถึงหลักพันล้านบาทแล้ว โดยตลาดที่ลูกค้าให้การตอบรับมาก ที่สุด คือ ตลาดภาคอีสาน ซึ่งมีสาขาอยู่ทั้งหมด 3 แห่ง คือ มุกดาหาร โคราช และขอนแก่น

ทั้งนี้ นายมิจือซึเกะ กล่าวว่า การเติบโตที่รวดเร็ว และก้าวกระโดดดังกล่าว เป็นผลจากการที่บริษัทได้มีการเรียนรู้และพัฒนาปรับปรุงทางด้านแผนงานต่างๆ เพื่อ สอดรับกับความต้องการของสมาชิก และลูกค้ามากยิ่งขึ้น และแผนโปรโมชั่น แผนการ จ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่สมาชิก ทำให้ปัจจุบันมีผู้นำและสมาชิกทั้งรายใหม่ และรายเก่า หันมาให้ความสนใจร่วมทำธุรกิจกับ บริษัทเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากในปัจจุบัน บริษัทมีสมาชิกประมาณ 65,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณกว่า 3 หมื่นคน

ด้านนายเอกวัฒน์ วงษ์ชูแก้ว รองประธานบริหาร บริษัท แคทส์ ดอท คอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนงานสำคัญภายในปีมังกรทองนี้ว่า ขณะนี้บริษัท กำลังจัดทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลรักษาทาง การแพทย์กรณีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ ร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยมีการทดสอบกับเคสผู้ป่วยประมาณ 14 เคส เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง โรค HIV เบาหวาน หรือโรคทางกล้ามเนื้อ เป็นต้น โดยผลวิจัยทางการแพทย์จะมีการบ่งชี้ผลก่อนการรักษาและหลังรักษา ซึ่งพบว่าในขณะนี้ผู้ป่วยในเคสดังกล่าวมีผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยในเคส HIV พบว่าระบบภูมิคุ้มกันต่างๆ ในร่างกายสามารถ กลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ทำให้สามารถ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ

โดยการจัดทำงานวิจัยในครั้งนี้ นายเอกวัฒน์ กล่าวว่า “ในแง่ของการตลาด จะ ทำให้สมาชิกของบริษัททำงานได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีหลักประกัน ทั้งจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และตัวผู้ป่วยเอง ว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีผลต่อการรักษาอย่างจริงๆ ซึ่ง จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคโดยทั่วไป และนอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังสามารถ สร้างหนึ่งช่องทางการจำหน่ายใหม่ คือ โรงพยาบาล ซึ่งนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”แผนงานสำคัญถัดไป รองประธานบริหาร กล่าวว่า ปีนี้บริษัทได้นำสินค้าจากบริษัทแม่ญี่ปุ่นเข้ามาเพิ่มเติมอีก ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรอ อย. อนุมัติ 4 ตัว และ รอบริษัทแม่อนุมัติ สินค้ากาแฟซึ่งผสมเบต้า-กลูแคนอีกหนึ่งตัวด้วย เพื่อให้สมาชิกสามารถทำการตลาดได้ง่ายขึ้น

ส่วนแผนการขยายสาขานั้น บริษัทอยากจะขยายสาขาในประเทศไทย เนื่อง จากมีอีกหลายจังหวัดที่มียุทธศาสตร์น่าสนใจ เช่น จังหวัดชลบุรี แต่อย่างไรก็ดี อาจ จะต้องดูในเรื่องของปัจจัยภายนอกก่อน โดยเฉพาะปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม และการ เมือง เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทอยากจะไปเปิดสาขาในจังหวัดนครสวรรค์ แต่เมื่อมอง ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าว แล้ว โครงการนี้คงต้องยกเลิกไป โดยปัจจุบัน ศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทมีทั้งหมด 230 ศูนย์ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าว่าจะเปิดให้ครบ 500 ศูนย์ โดยใช้งบการลงทุนศูนย์ละ 450,000 บาท

ทั้งนี้ ในด้านของตลาดต่างประเทศนั้น หลังจากบริษัทได้ไปขยายงานใน 2 ประเทศ คือ ลาวกับกัมพูชา ซึ่งพบว่าสัดส่วน ของยอดขายจากทั้งสองประเทศนี้เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง คือ ปีที่แล้วบริษัทได้รายได้จากทั้งสองประเทศประมาณ 13 ล้าน แบ่ง เป็น จากประเทศลาว 8 ล้าน กัมพูชา 5 ล้าน

ดังนั้น ในปีนี้บริษัทจึงวางแผนว่าจะขยายสาขาไปอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการที่ปัจจุบันระบบไอทีของบริษัท มีความพร้อมที่จะให้ความสะดวกในการทำธุรกิจกับสมาชิกของแต่ละประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะระบบเทคโนโลยีอันเกี่ยวข้องกับ ระบบการรับค่าคอมมิสชั่น ที่บริษัทขายตรง หลายๆ ค่ายประสบปัญหาเมื่อขยายงานไป ต่างประเทศแล้วไม่สามารถจัดให้สมาชิกรับค่าคอมมิสชั่นผ่านทางธนาคารในประเทศ นั้นๆ ได้ แต่ในปัจจุบันสมาชิกของบริษัทแคทส์ ดอท คอม สามารถรับเงินจากธนาคาร ในพื้นที่ หรือท้องถิ่นได้เลย
“โดยบริษัทคาดว่าจะขยายสาขาไปยังประเทศเวียดนามเป็นประเทศถัดไป เนื่อง จากพบว่าในปัจจุบันเวียดนามมีบริษัทขาย ตรงที่เข้าไปดำเนินการไม่เกิน 3 บริษัท ซึ่งถือว่ายังเป็นตลาดที่ใหม่ และน่าสนใจมาก ส่วนสัดส่วนยอดขายในต่างประเทศปีนี้บริษัท ตั้งเป้าไว้ว่า ต้องเพิ่มจากปีที่แล้วประมาณ 20%” นายเอกวัฒน์ กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1273 ประจำวันที่ 8-2-2012 ถึง 10-2-2012

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาพข่าว: "นู สกิน (Nuskin)" ตอกย้ำคุณภาพ รับเครื่องหมาย "Q-Mark" จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย


กรุงเทพฯ--8 ก.พ.--Siam PR

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงชั้นนำในประเทศไทย โดยนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร เข้ารับเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q-Mark ในด้านภาคการค้าและการบริการจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง (ที่ 3 จากขวา) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นเครื่องการรันตีคุณภาพของบริษัทฯ ที่ได้รางวัลดังกล่าวติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในฐานะที่บริษัทฯ มีการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับและคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักมาโดยตลอด อีกทั้งยังยึดหลักบรรษัทภิบาลในการจัดการที่มีความรับผิดชอบต่อผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งได้ดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และได้รับอนุญาตให้ติดตราสัญลักษณ์ Q-Mark ลงบนฉลากของทุกผลิตภัณฑ์ ณ ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

อ.วสันต์ จัดหนัก !ทุ่มสุดฝีมือปั้นนักธุรกิจยูเเคนดูสู่ความสำเร็จ



 

สั่นสะเทือนวงการขายตรง อ.วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ นักฝึกอบรมระดับประเทศ ก่อตั้ง “ยูเเคนดู อะคาเดมี่” สถาบันฝึกอบรมเพื่อเตรียมคนเข้าสู่วงการธุรกิจเครือข่าย ซัพพอร์ท “ยูเเคนดู”บริษัทขายตรงมาเเรง พร้อมเกณฑ์ทัพนักฝึกอบรมชื่อดังระดับประเทศเป็น วิทยากรอบรมกว่า 13 หลักสูตรเพื่อให้ความรู้และเทคนิคการขายแก่นักธุรกิจยูเเคนดูอย่าง ไม่เคยมีมาก่อนในวงการขายตรง


พิธีเปิด สถาบันยูแคนดู อะคาเดมี่


อาจารย์วสันต์  พงศ์สุประดิษฐ์ นักพูดและนักฝึกอบรมชื่อดัง ผู้ก่อตั้งเเละดำรงตำเเหน่ง ประธานสถาบันฝึกอบรมยูเเคนดู องค์กรที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนธุรกิจเครือข่ายของ บริษัทยูเเคนดู บริษัทขายตรงน้องใหม่ที่เน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพโดยมี พิษณุ สกุลโรมวิลาศ ประธานสภาโจ๊กเป็นประธานบริหาร สถาบันยูเเคนดูเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเเล้วเมื่อ วันที่  4 กันยายน 2554 ณ อาคารรพ้อมพันธุ์ 2 ชั้น 5โดยมีนักพูดชื่อดังมาร่วมแสดงความยินดี อย่างคับคั่งยิ่ง อาทิ รศ.สุนีย์  สินธุเดชะ , รศ สุขุม นวลสกุล , อาจารย์จตุพล ชมพูนิช อาจารย์สมคิด ลวางกูล , อาจารย์ พนม ปีย์เจริญ , อาจารย์ พะเยาว์ พัฒนพงศ์ เป็นต้น

 

อาจารย์วสันต์  กล่าวถึงความสำคัญของการจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมเเห่งนี้ว่า ยูเเคนดูเล็งเห็น ความสำคัญของการสร้างองค์กรความรู้และเพิ่มความมั่นใจให้กับนักธุรกิจ  จึงเปิด “ยูเเคนดู อะคาเดมี่” เพื่อฝึกอบรมนักธุรกิจของยูเเคนดูให้มีความรู้ในเทคนิคการขาย ความสามารถ ในการพูด และมีบุคลิกที่ดี ผลักดันให้ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการก้าวสู้ความสำเร็จใน วงการขายตรงที่กำลังมีการเเข่งขันกันอย่างมาก  “องค์ประกอบของธุรกิจเครือข่ายที่ดีจะต้องมีกระบวนการฝึกอบรมเสริมทักษะให้นักธุรกิจสามารถทำธุรกิจประสบความสำเร็จ  การฝึกอบรม เน้นไปที่การสร้างเสริมวิธีคิด ทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจเครือข่าย  ทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ทัศนคติต่อตัวเอง และทัศนคติที่ดีต่อผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย”

 

        ประธานสถาบัน ฯ กล่าวต่อว่า การจัดหลักสูตรอบรมของสถาบันฯเกิดจากประสบการณ์ฝึก


อบรมตนเองจากการจัดอบรมมากว่า 20 ปีเน้นฝึกอบรมเทคนิคต่างๆ ในการขายมีมากกว่า 13หัวข้อ เช่น เทคนิคการนำเสมอสินค้า เทคนิคการตอบโต้ข้อโต้เเย้ง  เป็นต้น ถ่ายทอดผ่านคณาจารย์ผู้มี ประสบการณ์ในด้านการพัฒนาบุคคลิกภาพระดับประเทศ ได้เเก่ รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ , อาจารย์ วสันต์พงษ์สุประดิษฐ์ ,รศ. สุขุม  นวลกุล , อาจารย์ จตุพล ชมพูนิช, อาจารย์สมคิด  ลวางกูล อาจารย์ พนม ปีย์เจริญ , อาจารย์ พะเยาว์  พัฒนพงศ์ , อาจารย์ถาวร  โชติชื่น , ดร.เสรี วงษ์มณฑา รศ. วิกรณ์รักษ์ปวงชน , อาจารย์สเน่ห์ ศรีสุวรรณ , อาจารย์สุรวงษ์ วัฒกูล  และอาจารย์ อภิชาติ ดำดี จึงมั่นใจได้ว่าเนื้อหาจะเข้มข้น และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และที่สำคัญโอกาสที่นักพูดระดับ

ประเทศจะมารวมตัวกันอย่างนี้ไม่มีให้เห็นบ่อยนักจึงไม่อยากให้ทุกคนพลาดโอกาสดีๆแบบนี้ พบได้ทีเดียวที่ ยูแคนดู

ยูเเคนดูเปิดตัวเเรง 2 เดือนฟัน 30 ล้าน 5 ปีเตรียมช็อก ! MLMเมืองไทย





ยูแคนดูจ่อเปิดตัวสินค้าใหม่อีกเพียบ ประเดิม เดือนพ.ย.นี้ “น้ำผลไม้-เครื่องสำอางค์”ต่อด้วยปี 2555 เตรียมเปิดตัวระบบบริการเเบบครบวงจร ครั้งเเรกในไทยทั้ง ดูหนัง ทานข้าว เติมน้ำมันมี PV ให้ ดานผู้บริหาร”ภาคินท์ ยมโชติ”การันตีขอเวลา 5 ปีสร้างปรากฎการณ์ยูเเคนดูช็อค ! ตลาดขายตรงไทยหวังติด 1 ใน 5 ธุรกิจ มั่นใจยอดขายเกิน 5,000ล้านบาทเหตุมีระบบซัพพอร์ตความสำเร็จเพียบ ทั้งซื้อขายออนไลน์ 100% สุดยอดเทรนนิ่ง โปรเเกรม และระบบขนส่งสินค้าแบบทันใจ

บริษัทขายตรงสัญชาติไทยน้องใหม่อย่าง”บริษัท ยูเเคนดูจำกัด”
บริษัทขายตรงสัญชาติไทยน้องใหม่อย่าง”บริษัท ยูเเคนดูจำกัด” แม้จะเพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่ถึง 2 เดือนแต่ได้สร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการขายตรงของเมืองไทยด้วยจำนวนยอดสมาชิกพุ่งสูง ทะลหมื่นรหัสส่งผลให้ยอดขายเเตะ 30 ล้านบาท โดย”นายภาคิณท์ ยมโชติ”ผู้จัดการทั่วไปบริษัท ยูเเคดูจำกัด เปิดเผยผ่านหนังสือพิมพ์ “Leader Time”รายปักษ์ยืนยันว่าปัจจัยที่ทำให้ยอดขาย ของบริษัทเติบโตเพิ่มขึ้นเกิดจากหลายปัจจัยทั้งจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ เช่น กาเเฟ น้ำมันรำข้าว และจมูกข้าวและสินค้า ยูแคนดู อื่นๆที่ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเป็นอย่างมาก รวมถึงการเปิดตัวสถาบัน ยูเเคนดู อะคาดิมี่ ที่ได้รวบรวมเอาบรรดาเหลานักพูดชื่อดังระดับเเถวหน้าของประเทศมาให้ความรู้ ทั้งกับ สมาชิกยูเเคนดูและบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะบุคคลทั่วที่เริ่มให้ความสนใจยูเเคนดูมากขึ้น “หลังจากเปิดตัว กาเเฟ ไปไม่ถึง 2 เดือนตอนนี้ยอดขายทะลุ 2 หมื่นกว่ากล่องแล้วรวมถึงตัว น้ำมันรำข้าวและจูมกข้าวที่เปิดตัววันเเรกมียอดขายมากกว่า 2,000ขวด นอกจากนี้ภายในเดือน พ.ย.นี้เรามีเเผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดอีกหลายรายการ เช่น เครื่องดื่มน้ำผลไม้ และเครื่อง สำอางค์ที่จะนำเข้าจากเกาหลีได้อีก 3-4 รายการรวมถึงสินค้าในกลุ่มเกษตรอีก 2-3 รายการ ในขณะเดียวกันบริษํทยังมีเเผนจะนำสินค้าในกลุ่มใหม่ๆเข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก ได้แก่ กลุ่มการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษา ซึ่งปัจจุบันนี้บริษัทนเครือได้ทำการ ตลาดอยู่แล้วโดยบริษัทจะพัฒนาโปรแแกรมการศึกษาดังกล่าวเข้ามาสู่ระบบขายตรงคาดว่าภายใน สิ้นปีสินค้าต่างๆเหล่านี้จะนำออกมาในตลาดทั้งหมด

ยูแคนดูปี 2555
สำหรับแนวโน้มการทำตลาดในปี 2555 นั้นนายภาคินท์ กล่าวว่า นอกจากบริษทจะให้ความ
สำคัญไปในกลุ่มสินค้าหลักๆแล้ว ยังมองในส่วนของงานการให้บริการต่างๆเข้ามาอยู่ในตลาด
ขายตรงด้วยซึ่งแม้ที่ผ่านมาจะมีหลายบริษัทพยายามจะนำระบบการให้บริการต่างๆเข้ามาอยู่ใน
ระบบขายตรงแต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากขาดในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของระบบ
ซอฟเเวร์ที่ไม่สามารถรองรับได้ แต่ยูเเคนดูได้พัฒนาระบบซอฟเเวร์เตรียมรองรับไว้หมดแล้ว ดังนั้น
ภายในไตรมาสเเรกของปี 55 เป็นต้นไปสมาชิกที่ไปดูหนัง พักโรงเเรม เติมน้ำมันหรือเเม้แต่ไปทาน
อาหารตามร้านอาหารที่เข้าร่วมรายการกับยูเเคนดูก็จะได้คะแนนเพื่อเปลี่ยนมาเป็นคอมมิชชั่นให้กับสมาชิกได้
ยูแคนดูนำระบบโปรแกรมการศึกษา สร้างความแตกต่าง
“การนำระบบโปรแกรมการศึกษาและการให้บริการตามสถานที่ต่างๆ เข้ามาอยู่ในระบบ ขายตรงของยูเเคนดูนอกจากสมาชิกจะได้ประโยชน์โดยตรงแล้ว กลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการจะทำธุรกิจ แต่อยากได้รับส่วนลดก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน เช่น เขาต้องการจะไปดูหนังอยู่แล้ว เเต่หากเป็น สมาชิกของเราก็ได้รับส่วนลดพิเศษและยังได้คะแนนอีกด้วย ซึ่งบริษัทจะนำคะเเนนดังกล่าวกลับมา คิดเป็นค่าคอมมิชชั่นกลับคืนมาให้อีกด้วย
นอกจากนี้การที่บริษัทได้จัดตั้งสถาบันยูเเคนดู อะคาเดมี่ซึ่งเป็นสถาบันที่เปิดโอกาสในการให้ความรู้ทั้งกับสมาชิกของยูเเคนดูและบุคคลทั่วไป ซึ่งปัจจุบันค่อนข้างได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากสมาชิกและะบุคคลทั่วไปโดยในเเต่ละสับปดาห์มีจำนวนผู้เข้ามาเรียนรู้ตามหลักสูตรต่างๆที่บริษัทจัดไว้เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งในอนาคตบริษํทมีเเผนจะจัดงานในลักษณะผสมระหว่างธุรกิจกับเอ็นเตอร์เทนเม้นต์เข้าไว้ด้วยกัน โดยจะเป็นการทำธุรกิจแบบไม่เน้นธุรกิจเเต่เพียงอย่างเดียว“ยูเเคนดูนอกจากจะมีระบบฝึกอบรมที่โดดเด่นที่ช่วยสนับสนุนธุรกิจขายตรงแล้ว ยังมีบริษัทในเครือที่มีประสบการณ์ในการทำสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นบริษํทรับจัดงานอีเว้นท์ที่เป็นมืออาชีพมีระบบคอลเซ็นเตอร์ที่มาช่วยในการทำธุรกิจ และระบบขนส่งสินค้า(โลจิสติกส์)ซึ่งได้จ้างบริษํทเคอร์รี่ ลอจิสติกส์ซึ่งเป็นบริษํทขนส่งระดับอินเตอร์มาเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยลูกค้าสั่ง ซื้อสินค้าวันนี้ก่อนเที่ยง พรุ่งนี้ไม่เกิน 11.00 น.ได้รับสินค้ารวมถึงการมีห้องสตูดิโอที่ใช้ถ่ายทำ โฆษณาที่เป็นของตัวเอง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้ยูเเคนดูได้เปรียบบริษัทอื่นๆเป็นอย่างมาก”

นายภาคินท์ กล่าวอีกว่า “การที่เรามีทีมสนับสนุนเป็นของตัวเองทำให้ทำงานคล่องตัวขึ้นเช่น การจะออกเอกสารต่างๆหรือทำโบว์ชัวร์ออกมาไม่ต้องไปจ้างบริษัทอื่นทำให้ เเต่หากเรามีเป็นของตัวเองจะทำให้เราสะดวกยิ่งขึ้นและล่าสุดเราได้นำระบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งมาให้ในการทำการตลาดในระบบขายตรง โดยเราได้ทุ่มงบประมาณในระบบไอทีมาใช้นการทำธุรกิจเต็มรูปแบบ เช่นการทำ SEO, VEDEO-MAIL,SMS-CRM วีดีโอคอนเฟอร์เรนท์ และเรดีโอออนไลท์ เป็นต้นโดยเรา เปิดสอนระบบการทำงานผ่านออนไลน์ต่างๆ จากที่ไม่เป็นสามารถทำงานเป็นได้เลย “เชื่อว่าภาพของธุรกิจยูเเคนดูในอีก 5 ปีข้างหน้าจะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆด้วยการปลุกกระเเสให้กับวงการขายตรงเมืองไทย โดยเป้าหมายของยูเเคนดูในอีก 5ปีข้างหน้าจะต้องติด 1 ใน 5 ของบรษัทขายตรงในแบบไบนารี่โดยจะต้องมีสมาชิกกว่า 5 แสนคนและมียอดขายไม่ต่ำกว่า 5,000ล้านบาท อย่างแน่นอน และยูแคนดู พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับสมาชิก

‘ศรีไทย’ วางทุนเพิ่มไลน์ผลิตเน้นจ้างต่างด้าวหลังแรงงานไทยเมิน

“ศรีไทยซุปเปอร์แวร์” พลาดเป้าปี 54 จิ๊บๆแค่ 5 ล้านบาท วางงบลงทุนปีมังกร 1 พันล้านบาท ขยายไลน์ผลิตกลุ่มพลาสติกเป็นหลักพร้อม เจียดงบใส่ “เอสเนเจอร์” ปั้นแบรนด์ แอบบ่นแรงงานไทยเมิน หันจ้างต่างด้าวเพิ่ม มองเวียดนาม เป็นฐานการผลิตใหม่ ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งสินค้าเมลามีน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี 2555 ว่า “สิ่งสำคัญประการแรก ที่ศรีไทยฯจะต้องรีบดำเนินการภายในปีนี้ คือ นโยบายการปรับลดกำลังการผลิตสินค้าจำพวกชิ้นส่วนรถยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า เนื่องจากการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรขนาดเล็ก และใช้แรงงานจำนวนมาก ซึ่งต่อไปค่าแรงน่าจะเริ่มสูง ขึ้น ฉะนั้นศรีไทยซึ่งเป็นบริษัทใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมผลิตพลาสติก คงต้องลดกำลังการผลิต และกำลังแรงงานลง โดยจากปี 2554 ที่ยอดขายในกลุ่มนี้อยู่ที่ 650 ล้านบาท ดังนั้นปี 55 บริษัทจะลดการผลิตลงครึ่งหนึ่ง และในปี 2556 จะหยุดการผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้โดยสิ้นเชิง”

ทั้งนี้ บริษัทศรีไทยฯ จะหันมาเน้นการผลิตเกี่ยวกับภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่ม เช่น กล่องบรรจุอาหารของบริษัท ซีพี ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มการผลิตอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันสินค้าในกลุ่มขวด pet บรรจุน้ำ หรือน้ำอัดลม บริษัทก็เร่งเตรียมการในการขยาย การผลิตสินค้าจำพวกพรีฟอร์มเป่าขวด และฝาปิดขวด โดยเฉพาะการผลิตฝาปิดขวด รูปลักษณ์ใหม่ให้กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ ซึ่งจะเป็นฝาที่มีลักษณะบาง แต่สามารถลดกำลังการผลิตช่วยประหยัดพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม

นายสนั่นเปิดเผยต่อว่า “นอกจากนี้ บริษัทก็กำลังมีนโยบายในการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทถังบรรจุสีทาบ้าน และถังบรรจุผงซักฟอก ซึ่งถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ ใหม่ที่บริษัทไม่เคยผลิตมาก่อน จุดนี้ตนมองว่าอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ศรีไทยฯ สามารถขยายกำลังการผลิตได้โดยง่าย”

“ฉะนั้นโดยภาพรวมปีนี้ บริษัทน่าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นในประเทศ ประมาณ 1 พันล้านบาท จากตอนแรกที่ตั้งไว้ 860 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในผลิตภัณฑ์ เมลามีน 100 ล้านบาท, พลาสติก 600 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะลงทุนในบริษัทลูก เช่น เอสเนเจอร์ และอาจรวมถึงการลงทุนในต่างประเทศด้วย”

ซึ่งนโยบายการดำเนินงานในต่างประเทศนั้น นายสนั่นกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 38 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า direct sale ในผลิตภัณฑ์เมลามีนของศรีไทยฯไม่เคยส่งออกต่างประเทศ บริษัทเติบโตภายในประเทศเท่านั้น ดังนั้นภายในปีนี้บริษัทศรีไทยฯ จึงคาดว่าจะมีการเปิดตัวในประเทศลาวและพม่า ซึ่งทั้งสองประเทศจะดำเนินการจัด สร้างโรงงานการผลิตด้วย คือในประเทศลาว บริษัทวางนโยบายไว้ว่าจะเปิดเป็นโรงงานเล็กๆ เพื่อผลิตพลาสติก โดยเฉพาะตัวพรีฟอร์มเพื่อเป่าขวด ให้กับโรงงานน้ำดื่มและโรงงานน้ำอัดลมในประเทศลาว ส่วนประเทศพม่า ซึ่งถือเป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่น่าสนใจในการจัดสร้างโรงงานผลิตเมลามีน เนื่องจากพม่ามีแรงงานเป็นจำนวนมาก และราคาถูก และนอกจากนี้ ยังเป็นฐานพื้นที่เชื่อมต่อในการส่งออกไปสู่ตลาดโลกด้วย

นอกจากนี้ เกี่ยวกับการจัดตั้งโรงงาน ในต่างประเทศ นายสนั่นเปิดเผยอีกว่า ศรีไทยฯ อาจจะมีการจัดสร้างโรงงานเพิ่ม ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากกำลังการผลิตจานชามเมลามีน ในโรงงานใหญ่ทั้งสอง ซึ่งตั้งอยู่ที่โคราชมีอัตราการผลิตเต็ม กำลัง เพราะศรีไทยฯ ถือเป็นเจ้าโลกของผลิตภัณฑ์เมลามีน ดังนั้น แม้การเร่งมากแค่ไหนก็ผลิต ไม่ทันสู่การส่งออก และเหตุผลที่สำคัญอีก ประการ คือ บริษัทหาคนไทยมาร่วมงานยากมาก โดยจะเห็นได้ว่าขณะนี้โรงงานของศรีไทยฯ ในโคราช ต้องจ้างแรงงานพม่าถึงประมาณ 700 คน กัมพูชาอีก 600 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นบริษัทจึงมีกลยุทธ์เพิ่มกำลังการผลิตในเวียดนาม โดยจะมีการเพิ่มเครื่องจักรกลจาก ที่มีอยู่เดิมประมาณ 20 เครื่องเป็น 40 เครื่อง

ทั้งนี้บริษัทศรีไทยฯ ก็มีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศเวียดนาม คือ นอกจากที่บริษัทผลิตสินค้าพลาสติก และเมลามีนแล้ว ปีนี้บริษัทวางแผนไว้ว่า จะเตรียมการผลิตสินค้าในกลุ่มพรีฟอร์มสำหรับการเป่าขวดและตัวฝาปิดขวด ซึ่งจะต้องใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท โดยการขยายงานเพิ่มในประเทศเวียดนาม บริษัทไม่กังวลในเรื่องของยอดขายมากนัก เนื่องจากศรีไทยฯ ได้ร่างสัญญาร่วมกับบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ในโลก โดยทำสัญญาไว้ 3 ปี ซึ่งตนคาดว่าปีหนึ่งบริษัทสามารถทำยอดขายที่เวียดนามได้ประมาณ 600 ล้านบาท

ส่วนตลาดนอกอีกประเทศหนึ่งที่มีความน่าสนใจ โดยศรีไทยฯ เร่งเตรียมการ ที่จะขยายการลงทุน คือ ตลาดประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนี้บริษัทมี sale office ที่ใช้ระบบ direct sale ในประเทศอินเดีย แล้ว 3 แห่ง ปีนี้จึงตั้งเป้าหมายจะเพิ่ม sale office อีกหนึ่งแห่ง เนื่องจากขณะ นี้บริษัทมีคู่แข่งผู้ผลิตเมลามีนรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกสองราย และศรีไทยฯ มีความเสียเปรียบบริษัทเหล่านั้น เนื่องจากการนำเข้า เมลา-มีนไปประเทศอินเดีย ต้องเสีย ภาษีนำเข้าถึง 28% และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการขนส่งอีก ดังนั้นบริษัทจึงคาดหวังว่าในเร็วๆ นี้ประเทศ ไทยจะได้รับการปรับลดภาษีนำเข้าจากรัฐบาลอินเดีย

ดังนั้น โดยสรุปจากแผนการดำเนิน งานทั้งหมดของบริษัทในปีนี้ ศรีไทยฯ ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 7,800 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นศรีไทยซุปเปอร์แวร์ 7,050 ล้าน และอีก 750 ล้านบาทเป็นของบริษัทในเครือที่ ศรีไทยฯ ถือหุ้น 100%
ซึ่งนายสนั่นกล่าวถึงเป้าหมายยอดขายดังกล่าวว่า “ตนมั่นใจว่านโยบายในปี นี้จะทำให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ โดยเฉพาะยอดขายซึ่งจะเห็นได้จากปีที่แล้วที่บริษัทตั้งเป้าไว้ 6,700 ล้านบาท แม้ ในช่วงกลางเดือนตุลาคมถึงปลายเดือนพฤศจิกายน บริษัทจะได้รับผลกระทบจาก ภาวะน้ำท่วม แต่เมื่อถึงเดือนธันวาคมทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม ทำให้สิ้นปีศรีไทยฯ สามารถปิดยอดการขายได้ที่ 6,695 ล้านบาท พลาดเป้าไปเพียง 5 ล้านบาทเท่านั้น”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012

ยอดขาย แอมเวย์ ปี 2554 ปิดที่ 1.55 หมื่นล.ชูตลาดออนไลน์กระตุ้นสมาชิกเก่า/ใหม่



“แอมเวย์” ฉลองผลงาน 15,500 ล้านบาทในปี 2554 เติบโต 8% โดยมีสัดส่วนยอดขายจากผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามกว่า 70% ของยอดขายรวม เผยความสำเร็จมาจากการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าถึงผู้บริโภคในกลุ่มออนไลน์มากยิ่งขึ้น เน้นปี 2555 สานต่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่มีนวัตกรรม พร้อมจัดกิจกรรม การสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปี 2554 แอมเวย์สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดขาย 15,500 ล้านบาท หรือเติบโต 8% โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามมีสัดส่วนยอดขายกว่า 70% ของยอดขายรวม และผลิตภัณฑ์ ที่สร้างยอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องกรองน้ำอีสปริง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ นิวทริ-โปรตีน และเครื่อง กรองอากาศแอทโมสเฟียร์ ตามลำดับ โดย ปัจจัยความสำเร็จในครั้งนี้มาจากการทำตลาดที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่ผู้บริโภค ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพและใส่ใจรูปลักษณ์ของตัวเองแบบองค์รวมมากขึ้น ทั้งด้านความสวยความงาม ด้านสุขภาพดีที่ได้จากการรับประทานอาหาร และด้านสุขอนามัยจากน้ำดื่มและ อากาศภายในอาคาร ซึ่งผลิตภัณฑ์แอมเวย์ ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่ม ได้เป็นอย่างดี”

“บริษัทขอขอบคุณในความทุ่มเทแรงกายแรงใจของนักธุรกิจแอมเวย์ สมาชิกแอมเวย์ และผู้บริโภคทุกๆ ท่านที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของแอมเวย์ มาโดยตลอด รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจและพนักงานทุกคน ที่ทำให้แอมเวย์ยืนหยัด ในการเป็นผู้นำธุรกิจขายตรงไทยได้อย่าง แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้”

นอกจากนี้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมา จากการวางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม เพื่อกระตุ้น การรับรู้และความต้องการของผู้บริโภค โดยในปีที่ผ่านมาแอมเวย์ได้จัดแคมเปญเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค อาทิ “อาร์ทิสทรี อินเท็นซีฟ สกินแคร์ แอนตี้-ริงเคิล เฟิร์ม-มิ่ง ซีรัม” ซึ่งแอมเวย์เป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่ได้รับลิขสิทธิ์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนให้ใช้เทคโนโลยี “ทาร์ เก็ตติ้ง คอมเพล็กซ์” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำหรับลบเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวแลดูกระชับ และอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และ การจัดแคมเปญใหญ่แห่งปี คือ “นิวทริเลิฟ บาย นิวทริไลท์” ซึ่งเป็นแคมเปญที่มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์นิวทริไลท์ให้แข็งแกร่ง ยิ่งขึ้น และให้ความรู้ผู้บริโภคเกี่ยวกับสาร ไฟโตนิวเทรียนท์ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสม สำหรับผู้บริโภคในยุคดิจิตอล

แอมเวย์ยังคงรุกหนักในการทำกิจกรรมทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียล เน็ตเวิร์ก ซึ่งเป็นกลยุทธ์การสื่อสาร ที่สำคัญในปัจจุบันในการเข้าถึงผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ โดยปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้กดไลค์ (like) เฟซบุ๊กของแอมเวย์ นิวทริไลท์และ อาร์ทิสทรี เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบ กับปี 2553

“โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก (Facebook) มีอัตราการเติบโตถึง 168% จากเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว หรือมีจำนวนผู้ใช้กว่า 11 ล้านเฟซบุ๊ก ทั้งนี้ เนื่องมาจากพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ ชอบความสะดวกสบายและรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิด ขึ้นกับทุกธุรกิจ รวมถึงในธุรกิจขายตรงที่ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในองค์กร หรือในเครือข่ายแบบ B2MicroB (Business to Micro Business) ซึ่งเป็น เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อสนับสนุน ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้ว”

แอมเวย์ประเทศไทยได้สนับสนุนให้ นักธุรกิจแอมเวย์ใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องปัจจุบันมีนักธุรกิจแอมเวย์ที่ใช้อีเมลอย่างแอ็กทีฟ (Active) กว่า 34% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เท่า กับการใช้อินเตอร์เน็ตของประชากรไทย มีนักธุรกิจแอมเวย์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Generation) อายุระหว่าง 18-34 ปี เป็นสัดส่วน 40% ของนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วประเทศ และมียอดธุรกิจของคนกลุ่มนี้ประมาณ 30% ของยอดขายรวมของบริษัท

“ซึ่งคนรุ่นใหม่นี้ถือเป็นกลุ่มที่จะมีอิทธิพลเชิงการตลาดอย่างมากในอนาคต ต่อไป 5-10 ปี ดังนั้น เพื่อรองรับการเติบโต ของธุรกิจแอมเวย์และการก้าวสู่ทศวรรษใหม่อย่างยั่งยืนในฐานะธุรกิจขายตรงอันดับ หนึ่งของประเทศ บริษัทจึงได้เตรียม กลยุทธ์ สำหรับตอบโจทย์กระแสคนรุ่นใหม่ และดิจิตอลเทรนด์ในส่วนต่างๆ อย่างครบวงจร”

“สำหรับปี 2555 แอมเวย์เตรียมดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับเทรนด์โดยรวม ของตลาด โดยจะมุ่งให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ เกี่ยวกับสุขภาพและความงามที่มีนวัตกรรม และมีคุณภาพสูงให้แก่ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาด ที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทุกกลุ่มมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแบรนด์แอมเวย์ให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนและเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคคนไทย” นายกิจธวัช กล่าวปิดท้าย
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012

J&C รุกหน้าแตกหัก! ห้างค้าปลีกเดิมพัน 400 ล. ตั้ง ‘ซูเปอร์สโตร์’ 6 จังหวัด



J&C หรือ “จอยแอนด์คอยน์” ปฏิบัติการแตกหักห้างค้าปลีก เดินหน้าเนรมิต “จอยมาร์ท” ฟันกำลังทาบห้างค้าปลีกทั่วไป วางทุน 400 ล้านบาท จับ 6 พื้นที่สำคัญตั้ง “ซูเปอร์สโตร์” หมายผูกขาดแบรนด์ขายตรงสะดวกซื้อ พร้อมการขยายเขตการค้าอาเซียน รอรับค้าเสรี ส่วนยอดขายปี 54 ปิดที่ 2 พันล้าน บาท ยอมรับไปไม่ถึงเป้าที่วาง

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 สำหรับขายตรงสะดวกซื้อหนึ่งเดียวของเมืองไทยอย่างบริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยการนำทัพของ ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานบริษัท ซึ่ง ดร.สมชาย เปิด เผยว่า กลยุทธ์หรือแผนการดำเนินงานหลักของบริษัทในปีนี้ จะเน้นการขยายร้าน จอยมาร์ทให้เป็นซูเปอร์สโตร์และศูนย์ประชุม ในพื้นที่เดียวกันซึ่งจะใช้โลโก้ง่ายๆ ว่า J&C โดยปีนี้เตรียมจัดสร้างซูเปอร์สโตร์ ดังกล่าว ใน 6 พื้นที่หลัก คือ หาดใหญ่, พิษณุโลก, ขอนแก่น, ตรัง, นครราชสีมา และแพร่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการลงทุนซื้อที่ดินในจังหวัดเหล่านั้นแล้วจำนวนหลายแปลง และคาดว่าแต่ละพื้นที่จะใช้งบลงทุนทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 60-70 ล้านบาท รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 400 ล้านบาท

โดย “ดร.สมชาย” เปิดเผยถึงปัจจัยสำคัญในการเลือกลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดตรังหรือแพร่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเมืองศูนย์กลาง หรือศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ของบริษัทได้ ว่า “ตนมองว่าองค์ประกอบหลักของการเลือก ลงทุนในพื้นที่ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ไม่ได้พิจารณาถึงยุทธศาสตร์อื่นใดเลย นอกจาก การพิจารณาว่าในพื้นที่นั้นๆ มีผู้นำตัวจริงที่ พร้อมจะขับเคลื่อน พร้อมที่จะปักหลักร่วมทำธุรกิจกับบริษัทจริงๆ หรือไม่ คือตนไม่ได้ มองว่าในแต่ละพื้นที่ต้องมีจำนวนประชากร เป็นจำนวนมาก เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือเมื่อ เรามีเงินทุน มีสินค้าที่หลากหลาย หากขาด ผู้นำที่พร้อมจะร่วมฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไป กับบริษัทแล้ว เราก็จะประสบความสำเร็จได้ ยาก แต่พื้นที่ 6 จังหวัดที่กล่าวมานั้น ถือว่า มีผู้นำที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว อยู่แล้ว”

นอกจากนี้ ดร.สมชายยังแสดงความ คิดเห็น เกี่ยวกับการจัดสร้างซูเปอร์สโตร์ ว่า “ขายตรงสะดวกซื้อ ณ ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทไหนทำ เพราะขายตรงบ้านเราเมื่อจะ เข้าสู่ระบบค้าปลีกอาจมีอุปสรรค หรือไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากบริษัทเหล่านั้น ไม่มีสินค้าที่หลากหลายเกิน 100 รายการ แต่ จอยแอนด์คอยน์ตระหนักถึงจุดนี้ดี เพราะอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบันจอยแอนด์คอยน์ถือ เป็นบริษัทอันดับหนึ่งในเรื่องความหลากหลายของสินค้า ดังนั้นจึงถือว่าบริษัทยังไม่ มีคู่แข่งในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ดี การจะให้สมาชิกดำเนินตามระบบนี้โดยทันทีก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เพราะในด้านเกี่ยวกับระบบซัพพลาย เช่น ระบบลอจิสติกส์ และระบบซอฟต์แวร์ ก็ยังมีความยุ่งยากอยู่มาก”

อย่างไรก็ดี แม้จะมีปัญหาบ้างในเรื่อง ของระบบดังกล่าว แต่ตนมั่นใจว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จอยแอนด์คอยน์จะต้องมีรูปแบบไม่แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าดัง เช่น เทสโก้ โลตัส อย่างแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาเรากำหนดตัวเองให้เป็นคอนวีเนี่ยนสโตร์มาโดยตลอด จากนี้ไปบริษัทจึงแค่มุ่งมั่นที่จะทำ เหมือนที่ได้วางแผนไว้อย่างเต็มกำลัง

ดร.สมชาย ให้เหตุผลถึงการที่จะเปลี่ยนแปลงบริษัทจอยแอนด์คอยน์ให้ใกล้เคียงกับระบบการค้าปลีกมากขึ้นว่า “ตนมองว่า ปัญหาหลักของระบบการขายตรงที่หลายบริษัทตระหนักดี ก็คือ ปัญหาเรื่องลูกค้าไม่บริโภคซ้ำ ซึ่งแม้ขายตรงอาจจะมีการโมติเวตกันด้วยเรื่องของแผน เรื่องของ รายได้ หรือสิ่งจูงใจมากมายก็จริง แต่สิ่งเหล่านั้นตนมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยั่งยืน คืออาจทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มประสบความสำเร็จ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะสำเร็จในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไป”

สำหรับกลยุทธ์ในตลาดต่างประเทศ ผู้บริหารระดับสูง กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทได้มีการเปิดตลาดในประเทศกัมพูชา ซึ่งมียอด ขายเป็นที่น่าพอใจ ส่วนตลาดในประเทศมาเลเซีย ที่บริษัทเคยวางแผนไว้ว่าจะมีการ เปิดสาขานั้น ณ ขณะนี้ยังคงอยู่ในจุดของการดำเนินการ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเสร็จสิ้นเมื่อ ใด เนื่องจากประเทศมาเลเซียจัดว่ามีระบบ ระเบียบในการดำเนินงานที่เข้มงวดมาก

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ตนมองว่า น่าจะส่งผลดีในแง่ของการเดินทางเข้าออก ในภาคธุรกิจ เพราะการทำตลาดต่างประเทศจะมีความยากอยู่ที่การขอใบอนุญาต หรือในเรื่องของ ภาษี แต่เมื่อภาษีลด การดำเนินงานต่างๆก็ย่อมสะดวกขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ บริษัทดำเนินการในรูปแบบการค้าปลีก เรา ก็สามารถนำสินค้าอะไรไปขายก็ได้

สุดท้ายดร.สมชาย ประธานบริษัทจอยแอนด์คอยน์ กล่าวถึงยอดขายของบริษัทเมื่อปีที่แล้วว่า “บริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 2 พันล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เล็กน้อยเนื่องจากโดนผลกระทบ จากภาวะน้ำท่วม ซึ่งอย่างไรก็ตาม ในปีต่อๆ ไปบริษัทก็คาดหวังว่าจะสามารถเติบโตอย่างน้อยปีละ 30-35% ทุกๆ ปี เพราะหาก พิจารณาถึงอัตราการเติบโตในอุตสาหกรรม ขายตรงโดยภาพรวม พบว่าเติบโตขึ้นปีละ 10% ดังนั้นหากจอยแอนด์คอยน์เติบโตได้ในอัตราดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1271 ประจำวันที่ 1-2-2012 ถึง 3-2-2012