ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า !







online-business (Mobile)

 


ปัญหาระหว่างบริษัทขายตรงกับนักธุรกิจขายตรง เป็นปัญหาที่อยู่คู่กับวงการมาเป็นระยะเวลานานแสนนาน หากใครคลุกคลีกับวงการขายตรง หรือติดตามข่าวสารด้านขายตรง คงทราบดีว่าปัญหาการย้ายค่ายของแม่ทีมใหญ่ๆ มีให้เห็นอย่างไม่ขาดสาย สาเหตุหลักคือ เรื่องของผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวระหว่าง นักธุรกิจอิสระกับบริษัทต้นสังกัด


การย้ายค่ายของบรรดาแม่ทีมจะมีสิ่งที่ตามมาคือ การขาดคนขายที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของบริษัทที่ถูกทอดทิ้งจากการว่าร้ายลับหลังมากมายหลายบริษัทเคยเป็นบริษัทขายตรงชั้นดี กวาด ยอดขายในช่วงระยะเวลาอันสั้นได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งนี่มาจากการหลั่งเข้ามาของนักธุรกิจระดับแม่ทีม ที่ทำตัวเป็นนักล่า บริษัทไหนเปิดใหม่ เหล่าแม่ทีมกลุ่มนี้จะเข้าไปทำรายได้ด้วยเงื่อนไขที่แตกต่างกัน พร้อมการขนลูกทีมจำนวนมากให้เดินตามก้น


แต่เชื่อเถอะ คนกลุ่มที่มาพร้อมเงื่อนไข มักอยู่ได้ไม่นาน ซึ่งบรรดาผู้บริหารหลายคนก็รู้และทราบดี แต่ด้วยความหวังที่ว่าสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น หรือถ้าจะเกิดก็คงไม่เลวร้ายกว่าที่คิด สุดท้ายล้มไม่เป็นท่า หลายบริษัทที่กลายเป็นเศรษฐีเพียง ชั่วอึดใจ แต่ไม่นานเมื่อนักธุรกิจเหล่านั้นได้สิ่งที่ต้องการ ก็จะไปหาที่อยู่ใหม่ เพราะรู้ดีว่าบริษัทที่พวกเขาเข้าไปคงให้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ไม่นาน และท้ายสุดจากการร่ำรวยด้วยเวลา อันสั้นก็ต้องจบ จนหลายค่ายถึงขั้นต้องปิดบริษัทลงก็มี


ในอีกด้านก็ใช่ว่าจะโทษว่าปัญหาระหว่างบริษัทกับนักธุรกิจอิสระจะผิดที่นักขายเพียงอย่างเดียว เพราะหลายครั้ง บริษัทก็ทำผิดเงื่อนไขที่เคยตกลง จนเป็นเหตุทำให้นักขาย หรือ นักธุรกิจอิสระต้องตัดใจทิ้งค่ายไป และอาจถึงขั้นฟ้องร้องก็มีให้เห็นบ่อย


 เรื่องระหว่างบริษัทขายตรงกับนักขายตรง เป็นเรื่องคาราคาซังมานาน ปัญหาซ้ำซากเกิดขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่วงการ ขายตรงเป็นที่รู้จักในประเทศไทย และเชื่อเถอะ ไม่ว่าบริษัทขนาดเล็กหรือใหญ่เพียงใด ก็ มีเรื่องเหล่านี้ให้ปวดจิต เจ็บตับกันตลอด


 ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ บริษัทขายตรงหลายค่ายได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะเรื่องของ ชื่อเสียง และนักธุรกิจขายตรงหลายคน ก็ถูกผลกระทบจากการ ให้ร้าย บรรดาผู้บริหารบริษัทขายตรงมองว่า กฎหมายขายตรงที่ ใช้อยู่ในปัจจุบัน คุ้มครองแต่ผู้บริโภค และนักธุรกิจอิสระ คนที่กลายเป็นแพะอยู่ตลอดนั่นคือตัวบริษัท


อีกด้านกลุ่มนักธุรกิจอิสระก็มองว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่ใช้อยู่ไม่ให้ความสำคัญกับนักธุรกิจเท่าที่ควร นักขายตรงถูก มองไม่ต่างจากเซลส์ขายของตามบ้านที่ไม่มีอะไรสนับสนุน


นี่เป็นอีกหนึ่งปัญหาของกฎหมายขายตรง ซึ่งหากภาครัฐ มีความคิด หรือความต้องการที่จะแก้ไขกฎหมาย เรื่องนี้ก็นับเป็น สิ่งสำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญ บริษัทขายตรงกับนักขายตรง คือ 2 สิ่ง ที่มีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่งสำหรับวงการขายตรง ทำอย่างไรเพื่อปิดปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งบริษัท ขายตรงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีนักธุรกิจขายตรง และนักธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีบริษัทต้นสังกัด
ทั้ง 2 สิ่งไม่ต่างจากน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า  แต่หากต่างฝ่ายต่างจ้องเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวแล้ว เห็นที จะอยู่ด้วยกันยาก ซึ่งหากห้ามไม่ได้ก็ต้องวางกรอบ วางกฎระเบียบ เพื่อยกระดับวงการต่อไป


 


 





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

กำลังซื้อหดตัวกระหน่ำ “ธุรกิจขายตรง” ตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี

Image


นายกสมาคมการขายตรงไทยบ่นอุบ รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำรอบตัว จวกนโยบายรถคันแรกส่งผลเต็มๆ ทำกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวและตัดสินใจซื้อช้าลง คาดครึ่งปีหลังผู้ประกอบการทุกค่ายอัดงบฯ เล่นเกมลด แลก แจก แถมเต็มเหนี่ยว แต่มั่นใจมีแนวโน้มไปได้สวยหลังเปิดเออีซี เตรียมหารือจัดตั้ง “สหพันธ์การขายตรงอาเซียน” เพราะตลาดอาเซียนโตถึง 9.7% สูงกว่าตลาดโลกที่โตเพียง 5.4%
       

       
       นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงไทยโดยรวมมีผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเป้า เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมากว่า 10 ตลาดรวมธุรกิจขายตรงไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7-10% แต่จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาผู้ประกอบการแต่ละรายมีอัตราเติบโตเพียง 4-5% จึงคาดว่าธุรกิจขายตรงไทยในปีนี้จะมีอัตราการเติบโตเพียงประมาณ 5% จากปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
       
       สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดรวมของธุรกิจขายตรงไทยเติบโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกคือภาวะเศรษฐกิจรวมของโลกที่ยังคงผันผวน ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา จีน และอื่นๆ ขณะเดียวกันภาคการส่งออกรวมของประเทศก็ไม่เป็นไปตามเป้า แต่สาเหตุที่สำคัญคือปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายต่างๆ ทางด้านเศรษฐกิจที่ล้มเหลวจนส่งผลให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อต่ำและมีการตัดสินใจซื้อช้าลงในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในส่วนของอาหารเสริมและเครื่องสำอางได้รับผลกระทบมากที่สุด ประการสำคัญ หากมีเหตุการณ์อื่นๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ทางการเมือง อาจส่งผลให้ธุรกิจขายตรงไทยตกต่ำมากกว่านี้ก็เป็นได้
       
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้เศรษฐกิจโดยรวมไม่ดี แต่ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเติบโตได้อยู่เพราะมีผู้เข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระมากขึ้นส่งผลให้ขายสินค้าได้มากตามไปด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องผิดปกติมาก เพราะปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าสู่ธุรกิจขายตรงน้อยลงกว่าทุกปี จึงทำให้เชื่อได้ว่าในช่วงครึ่งปีหลังผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องอัดงบประมาณในการทำตลาดมากขึ้นเพื่อใช้ในการจัดโปรโมชันต่างๆ ทั้งลด แลก แจก แถม เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังต้องเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้จำหน่ายอิสระสูงขึ้นอีกเพื่อเป็นแรงจูงใจให้จำหน่ายสินค้าได้มากขึ้น”
       
       อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในภาพรวมของธุรกิจขายตรงทั้งภูมิภาคอาเซียนในปี 2555 กลับพบว่ามีมูลค่ายอดธุรกิจเป็นจำนวนถึง 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ทั้งยังมีอัตราการเติบโตจากปี 2554 สูงถึง 9.7% ในขณะที่ธุรกิจเครือข่ายทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเพียง 5.4%
       
       จากภาพรวมดังกล่าว สมาคมการขายตรงไทยจึงเตรียมจัดงานสัมมนาครบรอบ 30 ปีภายใต้ชื่อ “30 ปีสมาคมการขายตรงไทย : ธุรกิจเครือข่าย...อาชีพแห่งอนาคต” ในวันที่ 15 ส.ค.ศกนี้ โดยจะมีนายกสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานเพื่อแลกเปลี่ยนทรรศนะและประสบการณ์เพื่อให้ทุกๆ ฝ่ายในธุรกิจเครือข่ายทั้ง 3 ประเทศได้รับประโยชน์จากการเปิดเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558
       
       นายกิจธวัชกล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาสมาคมการขายตรงไทยมีการประสานงานกับผู้ประกอบการและสมาคมการขายตรงแต่ละประเทศในอาเซียนเป็นประจำอยู่แล้ว ในช่วงปลายปี 2556 แต่ละประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะเดินทางไปประชุมและร่วมงานครบรอบ 35 ปีสมาคมขายตรงมาเลเซีย โดยคาดว่าอาจมีการสรุปเรื่องการจัดตั้ง “สหพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างเป็นทางการก่อนที่จะมีการเปิดเออีซี เนื่องจากปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจเครือข่ายระดับโลกหลายแห่งทยอยเข้าไปดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ของอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเครือข่ายในอาเซียนก็เริ่มมีการสำรวจตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้นด้วย
       
       “เหตุผลที่เราเชิญสมาคมการขายตรงมาเลเซียและเวียดนามมาร่วมงานครั้งนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพที่ต่างกันและเอื้อต่อธุรกิจขายตรงไทย โดยในส่วนของมาเลเซียนั้นถือเป็นตลาดที่เก่าแก่และใหญ่สุดในอาเซียน โดยมีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนเวียดนามถือเป็นตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน จึงทำให้มีศักยภาพสูงพอที่จะเข้าไปเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
       
       ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่จดทะเบียนเป็นบริษัทและได้รับการรับรองจากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จำนวน 353 บริษัท แต่เป็นสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยเพียง 35 บริษัท ซึ่งสามารถทำรายได้สูงถึง 70% ของมูลค่าตลาดรวม 7 หมื่นล้านบาท
       
       ทั้งนี้ จำนวนผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจขายตรงประมาณ 15 ล้านคน คิดเป็นสมาชิกเพื่อประกอบธุรกิจเพียง 4.9 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเพื่อใช้สินค้าจำนวน 10.1 ล้านคน


ข้อมูลจาก manager.co.th

วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวซินเนอร์จี้ (Synergy WorldWide) : ซินเนอร์จี้ แจงปลดผู้นำเบอร์ 1 เล็งเปิดตัวผู้บริหารใหม่ตุลาคมนี้







233947102_640 (Mobile)

 


ซินเนอร์จี้ รับเคยยื้อผู้นำเบอร์ 1 อยู่นาน แต่สุดท้ายต้องยอมตัด รหัส หลังให้โอกาสเขียนจดหมายลาออก แต่ไร้วี่แววขานรับ เผยโล่งใจ กลุ่มผู้นำทำงานได้ง่ายขึ้น ยันไม่ส่งผลกระทบธุรกิจ ล่าสุด เพิ่ม ผู้บริหารใหม่ดูแลภูมิภาคเอเชียรองรับการเติบโต ปีหน้าเตรียมออก สินค้าใหม่กลุ่มสกินแคร์ ปลื้มคนไทยผ่านคุณสมบัติเข้าร่วมงาน โกลบอลซัมมิทกว่า 70 ราย


ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงกรณีที่ผู้นำเบอร์ 1 และทีมงานได้ออกจากบริษัทไปว่า ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณ 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีข่าวว่าผู้นำระดับสูงรายหนึ่ง ยังทำงานอยู่ที่บริษัทจริง และเป็นช่วงระยะเวลาที่บริษัทกำลังพิจารณาอยู่ว่า จะให้ผู้นำคนดังกล่าวลาออกเอง หรือว่าจะให้บริษัททำการตัดรหัสออกไปแต่สุดท้ายแล้วบริษัทก็ต้อง ทำการตัดรหัส


ทั้งนี้ บริษัทได้ให้โอกาสด้วยการให้ผู้นำ รายนี้เขียนจดหมายลาออกเพื่อที่จะสามารถ กลับมาร่วมงานกับบริษัทอีกครั้ง เพราะถ้า บริษัทตัดรหัสไปแล้วก็จะไม่สามารถกลับมา ร่วมงานกับบริษัทได้อีก แต่บริษัทก็ไม่ได้รับ การตอบรับจากผู้นำคนดังกล่าว ดังนั้น บริษัท จึงจำเป็นต้องทำการตัดรหัสออกไป อย่างไร- ก็ตาม การออกไปครั้งนี้ไม่ได้มีเหตุขัดเคืองใจ กันแต่อย่างใด แต่เป็นการจากลากันด้วยดี และ บริษัทมองว่าการย้ายเข้าย้ายออกของผู้นำ ถือเป็นเรื่องปกติที่บริษัทเครือข่ายหลายค่าย ต้องประสบกับเหตุการณ์แบบนี้


อย่างไรก็ดี บริษัทยอมรับว่าในช่วงที่มี ข่าวการออกจากบริษัทของผู้นำระดับสูงรายนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมาชิก อยู่ไม่น้อย เนื่องจากสมาชิกเกิดความสับสนว่า เกิดอะไรขึ้นกับบริษัท แต่บริษัทได้ทำการชี้แจง ให้สมาชิกได้รับทราบถึงความเป็นจริงไปแล้วซึ่งสมาชิกก็เข้าใจ และจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้ ส่งผลกระทบกับยอดขายแต่อย่างใด


“กลุ่มสมาชิกที่ตามออกไปทั้งทีมมีรายได้ รวมกันไม่เกิน 3 แสนบาท และในส่วนของผู้นำ คนดังกล่าวได้รับรายได้ครั้งล่าสุดจากบริษัท เพียง 8 แสนบาท และเคยมีรายได้สูงสุดที่ 1.6 ล้านบาท จากเหตุการณ์นี้บริษัทได้ทำการตัด รหัสสมาชิกที่เป็นทีมงานของผู้นำคนดังกล่าว ทั้งหมด 12 รหัส จากทั้งหมด 18 รหัส มีสมาชิก หายไปประมาณ 70-80 รหัส ซึ่งบริษัท ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์นี้ไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อ เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จึงส่งผลกระทบกับบริษัท เพียงเล็กน้อยเท่านั้น”


ขณะเดียวกันการออกไปของผู้นำ ระดับสูงครั้งนี้กลับทำให้บริษัทสามารถทำงาน ได้ง่ายขึ้น เพราะผู้นำที่อยู่ภายในมีความ สบายใจและทำงานได้มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา มีการขัดแย้งในกลุ่มผู้นำในเรื่องของความคิด ที่ไม่ตรงกัน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กลับ พบว่าบริษัทสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น จึงทำให้ ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาเติบโตขึ้นตามลำดับ


สำหรับแนวทางที่บริษัทได้วางไว้เพื่อ ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก คือ การสร้างผู้นำให้ มีประสบการณ์และสรรหาคนใหม่ๆ เข้ามา ร่วมธุรกิจ ไม่เน้นการหาผู้นำที่แข็งแกร่งจาก ที่อื่นเข้ามา และจะลดการโปรโมตผู้นำระดับสูง ให้น้อยลง อย่างไรก็ดี ไม่ได้หมายความว่า จะไม่สนับสนุนเลย ทั้งนี้ บริษัทมองว่าการ ที่ให้การสนับสนุนผู้นำในระดับสูงมากเกินไป จะเป็นการให้เครดิตในการไปต่อรองกับบริษัท เครือข่าย อื่นๆ จนสุดท้ายก็เกิดปัญหาเดิม


ศุภพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ในเดือนตุลาคมนี้ บริษัทจะมีผู้บริหารเข้ามาเพิ่มใหม่อีกหนึ่งท่าน เพื่อมาดูแลงานในส่วนของภูมิภาคเอเชีย ทั้งหมด เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจ เครือข่ายอย่างมากมาย ทั้งนี้ เนื่องจากตลาด ซินเนอร์จี้ ในภูมิภาคเอเชียเริ่มเติบโตขึ้น ดังนั้น บริษัทจึงเล็งเห็นว่าควรที่จะมีผู้บริหารมาดูแล ภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ


พร้อมกันนี้บริษัทยังเตรียมแผนที่จะออก สินค้าใหม่ในกลุ่มสกินแคร์ ซึ่งเป็นสินค้าใน กลุ่มแรกที่บริษัทเริ่มทำตลาดแต่อาจจะ ไม่ประสบความสำเร็จเท่ากลุ่มเสริมอาหาร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับปรุง สูตรหรือคิดค้นสูตรใหม่ออกมา ซึ่งบริษัท จะเน้นการใช้คลอโรฟิลล์เป็นสารหลักในการ ผลิตเพราะเป็นสารที่เป็นเอกลักษณ์ของ ซินเนอร์จี้ ทั้งนี้ บริษัทจะทำการผลิตสินค้า ในประเทศไทยและคาดว่าจะได้เห็นสินค้าออก สู่ตลาดประมาณกลางปีหน้า


ในส่วนของงานโกลบอลซัมมิทที่จัดขึ้น ที่ประเทศเกาหลี ในวันที่ 27 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 5,000 คน โดยประเทศไทยมีผู้นำที่ผ่านคุณสมบัติ เข้าร่วมงานกว่า 70 รหัส ซึ่งงานดังกล่าว บริษัทได้ทำการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน ประเทศเจ้าภาพไปเรื่อยๆ โดยไฮไลต์ในงาน ประกอบด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ การปรับ โครงสร้างใหม่ของ ซินเนอร์จี้ และกลยุทธ์ 3 ปีข้างหน้าของบริษัท


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ชัยวัฒน์ ข้ามห่วยสู่ค่ายเบอร์จายา ควัก 3,000 ล. บุกขายตรงไทย







bhip1 (Mobile)

 


สนั่น!! วงการขายตรงโลก เมื่อกลุ่มนายทุนใหญ่ เบอร์จายา กรุ๊ป จากมาเลเซีย เจ้าของ อีคอสเวย์ ทุ่มเงินก้อนโต 3,000 ล้านบาท เปิดขายตรงภายใต้ชื่อ EPIC ตั้ง เกล็น เจนเซ่น อดีต เจ้าของอาเจลนั่งแท่นประธานใหญ่ ลั่นกลองรบ 4 ประเทศ พร้อมกัน 1 ตุลาคมนี้ ล่าสุด ดึง “ชัยวัฒน์” ลูกหม้อเก่า หลังโบกมือลา บีฮิบ มานั่งเก้าอี้รองประธานคุมตลาด เอเชียทั้งหมด ด้านเจ้าตัวยิ้มร่า เหตุมีงบการตลาด ให้เล่นเพียบ แบไต๋ซุ่มจีบผู้นำจากค่ายเก่ามาร่วมงาน ทั้ง “นิติ สว่างทรัพย์-พรภวิษย์ วงศ์ประเสริฐ”


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าวที่สร้าง ความฮือฮา!! ให้กับวงการขายตรงเมืองไทย ว่ามีบริษัท ขายตรงจากต่างประเทศเตรียมทุ่มเงินกว่า 3,000 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน 10 ประเทศ ทั่วโลก โดยหนึ่งในนั้น คือ ประเทศไทย ที่ เตรียมจะเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2556 นี้ ภายใต้ชื่อ EPIC หรือ อีพิค โดยบริษัทดังกล่าว มีบริษัทแม่ที่ชื่อ เบอร์จายา กรุ๊ป ที่มี “Tan Sri Vincent Tan” มหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย เป็นเจ้าของ เบอร์จายา กรุ๊ป ถือเป็นบริษัท ที่มีชื่อเสียงระดับโลกมีธุรกิจในเครือกว่า 200 บริษัท หนึ่งในนั้น คือ บริษัท คอสเวย์ ( มาเลเซีย) จำกัด ที่มียอดขายมากกว่า 900 ล้านบาท ต่อเดือน


สำหรับบริษัทขายตรง อีพิค ก่อตั้งขึ้นโดย เกล็น เจนเซ่น อดีตผู้ก่อตั้ง บริษัท อาเจลฯ เป็น หัวเรือใหญ่ และได้แต่งตั้ง ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ที่ได้ลาออกจาก บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อเข้ามารับตำแหน่งรองประธาน ฝ่ายภูมิภาคเอเชยี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา


นอกจากนั้นยังมีการปล่อยข่าวว่า มีรายชื่อผู้นำเงินล้านระดับแถวหน้าของ ประเทศเข้ามาร่วมธุรกิจในครั้งนี้ด้วย อาทิ นิติ สว่างทรัพย์, พรภวิษย์ หรือ ดนุ วงศ์ประเสริฐ และ ธเนตร วงษา นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวอีกว่า พรภวิษย์ ได้มีการเจรจากับผู้บริหารของ บริษัท สนุกท๊อปอัพ ซึ่งเป็นบริษัทเติมเงิน มือถือ เพื่อยกทีมเข้ามาร่วมธุรกิจกับ บริษัท อีพิคฯ ซึ่งทั้งหมดได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะยก ทีมใหญ่มา ล่าสุด ได้มีการเปิดรับสมัครสมาชิก อีพิค กันแล้ว นอกจากนี้ยังจะใช้พื้นที่ของ บริษัทสนุกท๊อปอัพที่มีจำนวนกว่า 20 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นศูนย์กลางของ อีพิค ด้วย


ล่าสุด ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ รองประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชีย บริษัท อีพิค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงกระแสข่าว ดังกล่าวว่า บริษัทเตรียมทุ่มเงินกว่า 100 ล้าน- เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นทุนในการขยายตลาดและเปิดตัว อย่างเป็นทางการ 10 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยเป็นเรื่องจริง โดยในช่วงเดือน ตุลาคมนี้ บริษัทจะเปิดตัวพร้อมกัน 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, ไทย และ อินโดนีเซีย โดยในส่วนของประเทศไทย จะ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ และภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะเปิดตลาดได้เพิ่ม อีก 7 ประเทศ


สำหรับตลาดในเอเชียรวมถึงใน ประเทศไทยนั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนจะเป็น ผู้ดูแลทั้งหมด โดยเฉพาะตลาดในประเทศไทย ในช่วงแรกจะเข้าไปรีแบรนด์คอสเวย์ก่อน จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนชื่อมาเป็นอีพิคแทน ดังนั้น สมาชิกของทั้ง 2 บริษัท สามารถเข้าไป ซื้อสินค้าที่มีมากกว่า 400 รายการ ผ่านทาง ศูนย์จำหน่ายของ อีคอสเวย์ ทั้ง 50 แห่ง ทั่วประเทศได้เลย ซึ่งในอนาคต บริษัท อีพิคฯ เตรียมนำสินค้าใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มอีก 8-9 รายการ


“การตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับอีพิค ในครั้งนี้ ถือว่าตัดสินใจไม่นาน เพราะเชื่อมั่น ในตัว คุณเกล็น เจนเซ่น และถึงแม้ผมจะยัง ไม่เริ่มงาน แต่ทางบริษัทได้จัดงบการตลาด มาให้แล้ว ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นซึ่งส่วนตัว ยังไม่เคยเจอบริษัทแบบนี้มาก่อน”


ส่วนที่มีข่าวว่าตนได้ไปพูดคุยกับกลุ่ม ผู้นำ ไม่ว่าจะเป็น นิติ, พรภวิษย์ และ ธเนตร เพื่อเชิญมาร่วมธุรกิจกันนั้น ยอมรับว่าได้มี การพูดคุยกันจริง ซึ่งส่วนตัวต้องการให้ผู้นำ ดังกล่าวมาร่วมงาน เพราะเป็นบุคคลที่มีความ สามารถ ส่วนใครจะมาร่วมธุรกิจบ้างคงต้อง รอให้มีการลงทะเบียนสมาชิกในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ก่อน จึงจะรู้ว่ามีใครมาบ้าง ส่วนใน รายของ นิติ และ ธเนตร คงจะเป็นไปได้ยาก และในรายของ นิติ หากจะมาร่วมกับบริษัท ในช่วง 3 เดือนนี้ คงเป็นไปไม่ได้ เพราะยังติด เงื่อนไขกับบริษัทเดิมอยู่ ขณะที่ในรายของ พรภวิษย์ ช่วงนี้กำลังหาบริษัทใหม่ ยังไม่ได้ ตัดสินใจที่จะร่วมงานกับบริษัทใด


ไอเวิน ซัว ผู้จัดการทั่วไป บริษัท คอสเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน คอสเวย์ เปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 4 ปี โดยมียอดขายอัตราการเติบโตแบบทรงตัว เฉลี่ยต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี มีจำนวน สมาชิกทั้งสิ้น 50,000 รหัส เนื่องจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ยอดขายของ คอสเวย์ ไม่ค่อย เติบโตมากนัก ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัท ไม่ได้มุ่งเน้นในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และ หยุดการจัดกิจกรรมทางการตลาด


“การที่บริษัทแม่ให้คอสเวย์ไปรวมกับ อีพิค ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะดูจากศักยภาพ ผู้บริหารของอีพิคแล้วค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อรวมกับจุดแข็งของ คอสเวย์ ที่มีสินค้า ที่หลากหลาย เชื่อว่าจะทำให้ อีพิค เติบโต อย่างแน่นอน”


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

ครม. เด้งฟ้าผ่า “จิรชัย” “อำพล” ข้ามห้วยนั่ง เลขาฯ สคบ. แทน







news_img_368040_1 (Mobile)

 


เด้งฟ้าผ่า ครม. มีมติสั่งย้าย จิรชัย มูลทองโร่ย เลขา ฯสคบ. เข้ากรุไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ดัน “อำพล วงศ์ศิริ” บินข้ามห้วยจาก ก.ยุติธรรม นั่งเก้าอี้เลขาฯ สคบ. แทน ด้าน จิรชัย น้อมรับคำสั่ง พร้อมทำงานทุกที่ ชี้จับตาภาพใหม่ สคบ. หลังได้นายใหม่ ขณะที่วงในเผยอาจมาจากอดีตนายใหญ่ถูกเด้ง เหตุเกิดแบ่งฝ่ายใน สคบ. หลังกลุ่มอำนาจเก่าต้องการให้เปลี่ยนหัวเรือใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เห็นชอบให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปเป็นผู้ตรวจ ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงยุติธรรม เป็น เลขาฯ สคบ. แทน โดยคำสั่งแต่งตั้ง ดังกล่าวให้เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที สำหรับ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ที่บินข้ามห้วยมานั่งเก้าอี้นายใหญ่ สคบ. แทน จิรชัย ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสนิทกับอดีตนักการเมือง ท่านหนึ่งภายในรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากทางกลุ่มนักการเมือง ที่มีบทบาทอย่างมากในการแต่งตั้งและโยกย้ายทั้งข้าราชการการเมือง และ ข้าราชการประจำ อีกทั้งก่อนหน้านี้ชื่อของ อำพล ก็เคยถูกเสนอชื่อให้ เข้ามานั่งในตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. มาแล้ว แต่เนื่องจากมีคนในฝั่งรัฐบาล ได้เสนอชื่อ จิรชัย ก่อน จึงทำให้ต้องรอไปก่อน ก่อนที่ ครม. จะมีมติให้ เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว


ด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย ที่ปัจจุบันกลายเป็นอดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปแล้ว เปิดใจกับ ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนพอทราบข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนแล้วประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนตัวยินดีน้อมรับกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตนเป็นข้าราชการ ถ้าหากนายมีคำสั่งให้ไปก็ต้องไป และถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ เปลี่ยนงานใหม่ ส่วนโครงการต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ ต้องรอดู เลขาฯ สคบ. คนใหม่ว่า จะมีนโยบายออกมาอย่างไร


“ขณะนี้ผมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในตำแหน่งใหม่แล้ว คาดว่าจะเข้าไปเริ่มงานใหม่ภายในวันที่ 6-7 ตุลาคมนี้ ซึ่ง การเปลี่ยนงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้เปลี่ยนลุค ของ สคบ. ใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหนนั้น ก็คงต้องคอยติดตาม กันต่อไป ส่วนตัวอยากเห็น สคบ. มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่พึ่งของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง”


ส่วนในอนาคตอยากเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ หรือประธาน ที่ปรึกษาให้กับบริษัทขายตรงหรือไม่นั้น จิรชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบ ไม่ได้ เพราะยังเร็วเกินไป และยังไม่มีใครติดต่อเข้ามาแต่หากติดต่อเข้ามาก็คงต้องมาพิจารณาดูว่า ตนสามารถช่วยงานเขาได้มากน้อยแค่ไหน และ ต้องดูอีกว่าหน้าที่ใหม่ที่รับผิดชอบสามารถ ทำได้หรือไม่


แหล่งข่าววงในสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ปมการ สั่งย้าย เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ มาจากหลาย ปัจจัย อาทิ ปัญหาภายใน สคบ. เอง ซึ่ง ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่เป็นคนของ อดีตรอง เลขาฯ สคบ. ที่เคยเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนายคน ใหม่


รวมไปถึงในช่วงที่ จิรชัย เข้ามารับ ตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ผลงานก็ยังดูไม่ค่อย เข้าตาคนในรัฐบาลเท่าที่ควร ประกอบกับ ภาพลักษณ์ของ จิรชัย ที่ผ่านมา ยังถูกมองว่า มีความสนิทสนมกับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง มากเป็นพิเศษ ทำให้ถูกมองว่าไม่มีความเป็น กลาง รวมถึงพักหลังได้มีผู้ประกอบการขายตรง ไปร้องเรียนยังศาลปกครองเกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ไม่เป็นธรรมของ จิรชัย จึงทำให้มีคำสั่ง โยกไปเป็นผู้ตรวจราชการฯ แทน


สำหรับ จิรชัย มูลทองโร่ย เข้ามารับ ตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา หลังจาก นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาฯ สคบ. ได้ลาออก ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยโครงการที่สร้างชื่อในยุคของ เลขาฯ สคบ. จิรชัย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขับเคลื่อนโครงการไปข้างหน้า อาทิ โครงการ ตราสัญลักษณ์ สคบ. และโครงการจัดทำ ฐานข้อมูลสินค้าด้วยรหัสสากล หรือ GS1 เป็นต้น


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อย.สั่งปรับโฆษณาผิดกฎหมาย พบไม่ได้รับอนุญาต/โอ้อวดเกินจริง







Image (Mobile)

 


สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สั่งระงับเปรียบเทียบปรับโฆษณาผิดกฎหมาย ผลิตภัณฑ์อาหารยาเครื่องมือแพทย์ทางสื่อต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสกัดกั้นโฆษณาที่ผิดกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค วอนผู้บริโภคหากพบเบาะแสการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง หรือพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายขอให้แจ้งที่อย. โดยด่วน


ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เผยว่า ขณะนี้ทางสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ดําเนินการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยหากพบการโฆษณาที่ไม่ได้ขออนุญาตหรือมีการโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงหลอกลวงผู้บริโภคให้เข้าใจผิดในสาระสําคัญ จะมีการดําเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด ทั้งการเปรียบเทียบปรับ ดําเนินคดีและแจ้งให้เจ้าของผลิต ภัณฑ์และสื่อโฆษณาระงับการโฆษณาทันที


พร้อมทั้งส่งข้อมูลให้สํานักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยบูรณาการการทํางานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสํานักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับ


การคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สําหรับในส่วนภูมิภาคมอบให้สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดดําเนินการ


ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า ในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา อย.ได้มีการดําเนินคดีเกี่ยวกับการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาตผลิตภัณฑ์อาหาร จํานวน 142 ราย ผลิตภัณฑ์ยา จํานวน 11 ราย และผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ จํานวน 8 ราย และเครื่องสําอาง 1 รายรวมจํานวนทั้งสิ้น 162 ราย ส่วนมากพบการโฆษณาทางนิตยสาร โทรทัศน์ดาวเทียมและเว็บไซต์ โดยพบโฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงและไม่ได้ขออนุญาตโฆษณา เช่น โฆษณาน้ำว่านหางจระเข้


โดยมีเนื้อหาที่ทําให้เข้าใจว่าสามารถรักษาป้องกันโรคมะเร็งความดันโลหิตสูง เบาหวาน โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอ้างช่วยลดอาการวัยทองในผู้หญิงช่องคลอดแห้ง ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ป้องกันบําบัดฟื้นฟูโรคต่างๆ ทั้งเอดส์มะเร็ง เป็นต้น อ้างเสริมสมรรถภาพทางเพศ อ้างรักษาอาการแขนขา ไม่มีแรงอาการปวดเข่า ปวดเมื่อยอ้างช่วยเกี่ยวกับโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดโรคหัวใจกระดูกทับเส้น ประสาทตาอักเสบ โรคไวรัสตับอักเสบ โรคปอด เป็นต้น


ซึ่งข้อความโฆษณาเหล่านี้ ล้วนเป็นการโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาตและเข้าข่ายหลอกลวงโอ้อวดเกินจริงทั้งสิ้น เพราะผลิตภัณฑ์อาหารไม่ใช่ยา ไม่สามารถอวดอ้างรักษาโรคได้สําหรับผลิตภัณฑ์ยา พบการโฆษณาขายยาโดยแสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จโฆษณาขายยา โดยมีการรับรองหรือยกย่องสรรพคุณโดยบุคคลอื่น และโฆษณาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์พบการโฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น


 ภญ.ศรีนวล เสริมต่อว่า อย. จะไม่หยุดนิ่งในการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาผลิต ภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์ดาวเทียมเคเบิลทีวีวิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์นิตยสารต่างๆ เพื่อมิให้มีการโฆษณาผลิตภัณฑ์โอ้อวดเกินจริง หลอกลวงผู้บริโภคโดยดําเนินงานร่วมกับ กสทช. และ บก.ปคบ. อย่างใกล้ชิดและดําเนินคดีกับผู้โฆษณาและเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค จึงขอเตือนมายังผู้บริโภคควรไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน อย่าหลงเชื่อโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นข้อความโฆษณา หรือการนําบุคคลมีชื่อเสียงมาอ้างอิงว่าใช้แล้วได้ผล อย่ารีบตัดสินใจซื้อควรศึกษาข้อมูล สอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพราะอาจได้รับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้ขออนุญาต และอาจมีสารอันตรายเป็นส่วนผสม ทําให้ได้รับผลข้างเคียงต่อร่างกาย ขาดโอกาสในการ รักษาที่ถูกต้องได้


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/


 


 

ข่าวโมรินดา (Morinda) : ‘มร.จอห์น’ลั่น!พร้อมสนับสนุนโมรินดาเอเชีย เร่งปูพรมกลยุทธ์ใหม่พื้นที่สีขาวสร้างการรับรู้







JohnW (Mobile)

 


บริษัทแม่โมรินดา เดินหน้าประกาศจุดยืนธุรกิจ พร้อมสนับสนุนตลาดเอเชียทุกรูปแบบ ชี้วันนี้ตลาดโมรินดาที่เข้มแข็งที่สุดอยู่ที่ยุโรปและเอเชีย...ล่าสุดเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกเครือข่ายทั่วโลกด้วยกลยุทธ์พื้นที่สีขาว (White space) หวังเข้าถึงพื้นที่กลุ่มใหม่ เพื่อสร้างการรับรู้…แย้มในอนาคตเตรียมดันโรงงานในจีนส่งสินค้าไปยังทวีปเอเชียทั้งหมด


มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทโมรินดา เผยถึงนโยบายหลักในการทำตลาดเมืองไทยว่า บริษัทแม่พร้อมที่จะสนับสนุนโมรินดาในประเทศไทยทุกรูปแบบทั้งในเรื่องของสินค้า การจัดประชุมต่างๆ เป็นต้น ที่สำคัญ ต้องบอกว่าตลาดทั่วโลกของโมรินดา ค่อนข้างที่จะมีความเข้มแข็งอย่างมากโดยเฉพาะในยุโรปและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น, เกาหลี, จีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, มาเลเซีย และไทย และการที่โมรินดามีสำนักงานในหลายๆ ประเทศนี่เอง ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าในตลาดเอเชียน่าที่จะเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ค่อนข้างเติบโตอย่างต่อเนื่องแน่นอน


“ที่ผ่านมา ต้องบอกว่า โมรินดาถือกำเนิดขึ้นจากการค้นคว้าวิจัยเพื่อส่งมอบคุณค่าทางธรรมชาติให้กับผู้คนทั่วโลก ไม่ใช่ความคิดทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ เรื่องอื่นๆ เป็นสิ่งที่ตามมา จากวันนั้นถึงวันนี้เป็นเวลา 17 ปี ที่โมรินดายังคงสานต่อพันธกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีนักวิจัยและพัฒนาสินค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เราก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ และยังได้สร้างมิลเลี่ยนแนร์คลับอย่างต่อเนื่องมากกว่า 250 คนทั่วโลกอีกด้วย”


มร.จอห์น ยังกล่าวถึงทิศทางของโมรินดาในเอเชียอีกว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา โมรินดาได้ประกาศว่าจะสร้างโรงงานในเอเชีย ซึ่งขณะนี้โรงงานดังกล่าวได้สร้างขึ้นแล้ว โดยอยู่ที่ประเทศจีน ซึ่งที่จีนจะเป็นเสมือนศูนย์กระจายและจัดส่งสินค้าของโมรินดาอีกทางหนึ่ง แต่ทั้งนี้ในส่วนของสินค้าโมรินดาที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยนั้น ขณะนี้ยังคงเป็นการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดิม


ส่วนแผนงานในอนาคตกับโรงงานที่ประเทศจีนนั้น ทางโมรินดามีแผนที่จะส่งสินค้าไปยังทวีปเอเชียทั้งหมดด้วย ส่วนจะเป็นช่วงเวลาไหนนั้น ต้องดูถึงความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันโมรินดามีประเทศที่บรรจุสินค้าส่งไปยังประเทศต่างๆ อยู่ 3 ประเทศด้วยกัน คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน


“สำหรับในประเทศจีนนั้น ได้มีการทำการเปิดมาแล้ว 7 ปี ซึ่งในช่วง 7 ปีที่ผ่านมานั้น ที่จีนไม่ได้เป็นในลักษณะของ MLM แต่จะเป็นในลักษณะของการจำหน่ายมากกว่า โดยเป็นการขายแบบปลีกและขายส่งควบคู่กัน ซึ่งตลาดในประเทศจีนหากเทียบกับแต่ละประเทศแล้ว จีนค่อนข้างเติบโตเร็วมาก ซึ่งที่ผ่านมา ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าโมรินดาที่ประสบความสำเร็จได้ส่วนหนึ่งก็มาจากประเทศจีน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การทำตลาดโมรินดาในประเทศจีน ทางบริษัทแม่จึงเน้นที่การทำตลาดที่ถูกต้อง เพราะค่อนข้างที่จะคาดหวังหวังกับตลาดในประเทศดังกล่าวนั่นเอง”


ปัจจุบันยอดขายโมรินดาในทวีปเอเชียที่สูงสุดนั้นอยู่ที่ อันดับ 1 ประเทศญี่ปุ่น อันดับที่ 2 ประเทศจีน และอันดับที่ 3 ยอดขายในแต่และประเทศค่อนข้างใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย ,ไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย,สิงคโปร์ เป็นต้น


ประธานบริษัทโมรินดา กล่าวอีกว่า สิ่งที่โมรินดามีแผนที่จะทำต่อจากนี้คือ การประชา สัมพันธ์ TruAge ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ให้ได้มากที่สุด โดยในช่วงที่ผ่านมา ทางโมรินดาได้มีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องดังกล่าวไปบ้างแล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นในลักษณะของโมบายแคมเปญ เพื่อให้คนได้รับรู้ถึง TruAge มากขึ้น


นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย กล่าวเสริมอีกว่า ขณะนี้ TruAge เริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นหัวข้อของการสนทนาในทุกๆวัน ในทุกๆประเทศ เราเห็นการเตือนผู้คนให้ตระหนักและเห็นความสำคัญของ AGE ที่เป็นหัวข้อและการค้นพบคำตอบใหม่ๆ ด้านสุขภาพในยุคสมัยนี้ เราเห็นรายการข่าวโทรทัศน์ สารคดีต่างๆ ผู้สื่อข่าวสุขภาพ นิตยสาร และหนังสือพิมพ์ บล็อคและเว็ปไซต์ที่ลงข้อความนี้ และความกระตือรือร้นในการเผยแพร่ข้อความนี้ไปยังผู้เข้าชมและผู้อ่าน เราเห็นภาพเพื่อนสนิทและสมาชิกในครอบรัว เพื่อนร่วมงานและเพื่อนบ้าน เริ่มตระหนักถึง AGE และเป็นหัวข้อการสนทนาในงานสังสรรค์ต่างๆ ในสังคม ในการประชุม ประสานงาน การสนทนาที่ทำงาน และการสนทนาส่วนตัว


“เห็นได้ชัดเจนว่า AGE เริ่มเป็นประเด็นหลัก ผู้คนเริ่มตระหนักถึง AGE มากขึ้น พวกเขาเริ่มเปลี่ยนวีธีการรับประทานและนิสัยส่วนตัวอื่นๆ เพื่อจัดการกับระดับ AGE เครื่อง TruAge Scanner เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนมากขึ้น และค่อยๆมีจำนวนหลายร้อย หลายพันคนในแต่ละตลาด และความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น การได้รู้ระดับ AGE เริ่มเป็นสิ่งที่สำคัญกับทุก ๆ คน เหมือนกับการรู้ค่าความดันเลือด, คอเลสตอรอล และน้ำตาลในเลือด หรือ ค่าดัชนีมวลกาย”


นางวิภารัตน์ เสริมอีกว่า โมรินดาทั่วโลกยังคงเดินหน้าเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ AGE อย่างต่อเนื่อง กิจกรรมต่างๆถูกส่งต่อไปยังผู้คนจากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน ขยายไปเรื่อยๆทะลุหลักล้านคน จนล่าสุดวีดีโอชุด TruAge ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ TruAge.com และช่องทางอื่นๆ ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัล GOLD STEVIE @ WINNER จากเวที International Business Awardsและจะขึ้นรับรางวัลดังกล่าวในวันที่ 14 ตุลาคม ที่เมืองบาเซโลน่า ประเทศสเปน


นอกจากนี้ มร.จอห์น วาดส์เวิร์ธ ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทโมรินดา ยังกล่าวถึงทิศทางของโมรินดาในทวีปเอเชียอีกว่า โมรินดาบริษัทแม่ยังมีแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งในแต่ละประเทศที่โมรินดามีสำนักงานอยู่ในทวีปเอเชียอีกด้วย อาทิ จีน, อินโดนีเซีย, ไทย เป็นต้น โดยปัจจุบันโมรินดามีสำนักงานอยู่ 36 ประเทศด้วยกัน ที่สำคัญ โมรินดา ยังมีแผนที่จะขยายออฟฟิศอีกหนึ่งแห่งในประเทศเกาหลีอีกด้วย จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 1 แห่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะตลาดในประเทศเกาหลีค่อนข้างที่จะได้รับการตอบรับที่ดีนั่นเอง


พร้อมกันนี้ ยังได้มีแผนการสร้างกลยุทธ์ที่เรียกว่าพื้นที่สีขาว (White space) ในพื้นที่ที่ทางโมรินดายังเข้าไปไม่ถึง เพื่อสร้างการรับรู้อีกด้วย โดยกลยุทธ์ดังกล่าวได้มีการเริ่มใช้ไปบางแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในประเทศไทยนั้นได้มีการเข้าไปรุกในพื้นที่ภาคอีสานบ้างแล้ว อาทิ นครราชสีมา, นครพนม, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม เป็นต้น แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่ได้เน้นในส่วนของกลยุทธ์พื้นที่สีขาว (White space) ในประเทศไทยมากนัก โดยจะเป็นการเน้นในเรื่องของการสร้างการรับรู้ของ AGE เสียมากกว่าก่อน


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ‘แอมเวย์’รุกหนักตลาดเครื่องกรองอีสปริง ตั้งเป้าสิ้นปี2.3พันล.ตอกย้ำตำแหน่งแชมป์







รัตนา-ชาญนรา-2 (Mobile)

 


“แอมเวย์” แจงยอดขายเครื่องกรองน้ำอีสปริง 8 เดือนเติบโตเพิ่มขึ้น 10% พร้อมทุ่มงบ 80 ล้านทำตลาด พ่วงด้วยกลยุทธ์ 3 ข้อ “เน้นอบรม-บริการหลังการขาย-อัดโปรโมชั่น” ดันธุรกิจ หวังครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยยอด 2,300 ล้าน...ย้ำรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 แน่นอน


เปิดเกมรุกในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ สำหรับสินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริงจากค่าย “แอมเวย์” ซึ่งต้องบอกว่า สินค้าเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าของค่ายแอมเวย์ ที่ค่ายนี้ต้องการจะรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำ


ที่มียอดขายอันดับหนึ่งของไทยและของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 นั่นเอง


ทั้งนี้ ทางด้านนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า ในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงของแอมเวย์ ยังเติบโตในอัตรา 10% โดยคาดว่าในสิ้นปีนี้ จะสามารถมียอดขายที่เพิ่มขึ้นถึง 2,300 ล้านบาท โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถือเป็นกลุ่มสินค้าที่ประสบความสำเร็จ ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 60% ด้วยกัน โดยกลุ่มเครื่องกรองน้ำและเครื่องฟอกอากาศมีสัดส่วนยอดขาย19% ของยอดขายรวมทั้งบริษัท กลุ่มอาหารเสริมมีสัดส่วน 36% และสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง มีสัดส่วน 17%


ปัจจุบันเครื่องกรองน้ำอีสปริง นับเป็นอีกผลิตภัณฑ์เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทฯ ได้มีการจัดสรรงบประมาณ 80 ล้านบาท สำหรับการทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ โดยวางแผนจัดรายการส่งเสริมการขายสำหรับการซื้อตัวเครื่องใหม่และสำหรับการเปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม ด้วยการเน้นกลยุทธ์ในการทำตลาด 3 ข้อหลัก ได้แก่


1. การอบรมข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่นักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้รู้จริงและสามารถบอกความแตกต่างของเครื่องกรองน้ำอีสปริงกับคู่แข่งได้อย่างชัดเจน พร้อมชูจุดขายความเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีคุณภาพและมียอดขายสูงสุดทั้งในระดับโลกและในเมืองไทย


2. เน้นการบริการหลังการขาย ด้วยจุดเด่น ที่สามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกปัญหาของลูกค้า


3. โปรโมชั่นและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรายการผ่อน 0% นาน 10 เดือน เป็นต้น


นางรัตนา กล่าวอีกว่า จากผลสำรวจเทรนด์สุขภาพของคนไทยในปีนี้ พบว่า คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน หันมาใส่ใจในรายละเอียดการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว รวมถึงการให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพของน้ำดื่มภายในบ้านที่ต้องสะอาด ปลอดภัย ดังนั้น การเลือกเครื่องกรองน้ำที่ตอบโจทย์ในจุดนี้ จึงกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจหันมา ให้ความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มในประเทศไทยมีการขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 2556 นี้ คาดว่าตลาดเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนจะมีมูลค่ารวม 3,900 ล้านบาท


“สำหรับประเทศไทย แอมเวย์เป็นผู้บุกเบิกตลาดเครื่องกรองน้ำมาตั้งแต่ปี 2538 และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดียิ่ง จนปัจจุบันสามารถจำหน่ายเครื่องกรองน้ำจากแอมเวย์แก่ครัวเรือนคนไทยมากกว่า 600,000 เครื่อง ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ คิดค้นและพัฒนาคุณภาพเครื่องกรองน้ำให้เหมาะกับสภาพของน้ำในแต่ละพื้นที่ จึงเป็นส่วนสำคัญทำให้เครื่องกรองน้ำอีสปริงได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศไทยและระดับโลก โดยปี 2555 ที่ผ่านมาเพียงปีเดียวมียอดขายเครื่องกรองน้ำทั่วโลก 590,000 เครื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จรักษาตำแหน่งแชมป์เครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือนติดต่อกันเป็นปีที่ 4”


นางรัตนา เสริมต่ออีกว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ในการเลือกซื้อเครื่องกรองน้ำที่ได้คุณภาพมาตรฐาน นอกเหนือจากรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสสุดท้ายแล้ว แอมเวย์จะเน้นการสื่อสารออนไลน์ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลของอีสปริงง่ายขึ้นสะดวกขึ้น โดยจะมีการปรับปรุงและวางผังเว็บไซต์ www.espring.co.th ใหม่ พร้อมกิจกรรมต่างๆ บนเฟซบุ๊คอีสปริงประเทศไทย เนื่องจากผู้บริโภคยุคนี้ มีพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าจากการค้นคว้าหาข้อมูลด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่องทางการตลาดออนไลน์มีความสำคัญมากในการช่วยให้ลูกค้าสามารถหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ต้องการรวมถึงสามารถสื่อสารกับแอมเวย์ผ่านช่องทางนี้อย่างมีประสิทธิภาพ


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเจอเนสส์ (Jeunesse Thailand) : "เจอเนสส์" นำทัพสมาชิกขายตรงกว่า 8,000 คน ประชุมระดับโลกในไทย หลังได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บ







iqc43b14ea0c68d700bb743acd620b4356 (Mobile)

 


เจอเนสส์ โกลบอล ธุรกิจเครือข่ายขายตรงที่มีการเติบโตสูงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกประกาศนำทัพผู้แทนขายตรง กว่า 8,000 คนจากทั่วโลก ร่วมงาน “Jeunesse Expo Thailand” งานประชุมประจำปีระดับโลกในไทย 3-6 ตุลาคมนี้ ที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช รอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ในแคมเปญ “Mega Events … Sustainable Challenge”


มร. สก็อต เอ. ลิวอิส Chief Visionary Officer และประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เจอเนสส์ โกลบอล เปิดเผยกล่าวว่า “ธุรกิจของเจอเนสส์ โกลบอล ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลก และประเทศไทยเป็นประเทศที่ธุรกิจของเรามีการเติบโตสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยมีอัตราการเติบโตเกินกว่าร้อยละ 10 นับตั้งแต่เราเปิดดำเนินธุรกิจในไทยมาตั้งแต่พ.ศ. 2554


“ดังนั้น ในการพิจารณาเลือกสถานที่จัดการประชุมนานาชาติครั้งแรกของเจอเนสส์ในภูมิภาคนี้ เราจึงได้เลือก ที่จะมาจัดงานในประเทศไทย โดยเลือกเมืองพัทยา เพราะนอกจากจะอยู่ไม่ไกลจากรุงเทพฯ เดินทางสะดวกแล้ว มีความพร้อมในทุกด้านสำหรับการจัดประชุม และยังมีกิจกรรมมากมายที่สนับสนุนการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ นอกจากนี้นักธุรกิจของบริษัทฯ ยังรับทราบถึงชื่อเสียงด้านการบริการอันมีมาตรฐานสูง เป็นกันเอง และมีประสิทธิภาพของประเทศไทย รวมทั้งความพร้อมในด้านสาธารณูปโภค และภูมิประเทศที่งดงาม ทำให้เรามั่นใจว่านักธุรกิจในเครือข่ายเจอเนสส์ที่ได้เข้าร่วมงานจะได้รับความประทับใจ พร้อมที่จะร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตของเจอเนสส์ต่อไปในอนาคต”


เจอเนสส์ โกลบอล เป็นหนึ่งในธุรกิจขายตรงระดับโลก โดยจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามที่ประสบความสำเร็จมาก มีการดำเนินธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 85 ประเทศ มีการเติบโตสูงถึง 128% ในปีที่ผ่านมา และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสาร Direct Selling News ของสหรัฐอเมริกาให้เป็นอันดับ 3 ของบริษัทขายตรงที่มีการเติบโตสูงสุดในปี 2555


สำหรับในประเทศไทย เจอเนสส์ได้เปิดดำเนินการเมื่อปี 2554 เป็นที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน มีฐานลูกค้าและนักธุรกิจไทยรวมกว่า 45,000 คน และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาโดยตลอด


รายงานของสมาคมการขายตรงของไทยระบุว่า ตลาดธุรกิจขายตรงของภูมิภาคอาเซียน มีการเติบโตถึง 9.7% ต่อปีในปี 2555 และอยู่ในระดับที่สูงกว่าการเติบโตของตลาดอื่นๆ ทั่วโลกซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.4% สำหรับประเทศไทย ตลาดธุรกิจขายตรงมีมูลค่ารวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 6.22% ของมูลค่าธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก และมีการเติบโต 7-10% ในหลายปีที่ผ่านมา


“การเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดการประชุมระดับนานาชาติครั้งแรกของเจอเนสส์ โกลบอลในภูมิภาคนี้ ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ทั้งในด้านเงินสนับสนุน การให้ข้อมูล คำปรึกษา และการประสานงานในด้านต่างๆ ทำให้เราได้รับความสะดวกมากในการจัดงานใหญ่สำหรับคน 8,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก” มร. สก็อต ลิวอิสกล่าว


นางสาววิชญา สุนทรศารทูล ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรมการประชุม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า “การจัดการประชุมประจำปี Jeunesse Expo Thailand 2013 ของเจอเนสส์ โกลบอลในครั้งนี้ นับเป็นอีกความสำเร็จของแคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge” ในการดึงดูดธุรกิจขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาจัดงานเชิงการประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในประเทศไทย คาดว่างานนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศรวมประมาณ 640ล้านบาท


“ทีเส็บ ได้เปิดตัวไปแคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge เมื่อต้นปี 2556 ที่ผ่านมา และมีบริษัทเข้าร่วมแคมเปญนี้แล้วกว่า 8 ราย โดยทีเส็บได้การให้การสนับสนุนทั้งในด้านการเงินและการอำนวยความสะดวก แก่องค์กรที่ยื่นความจำนงขอรับการสนับสนุนจากแคมเปญดังกล่าว การจัดประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในประเทศไทย สามารถสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง และเรายังใช้โอกาสที่นักธุรกิจเข้าร่วมประชุม เผยแพร่ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการต้อนรับอย่างอบอุ่นมีเอกลักษณ์โดดเด่น และแสดงศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการของภูมิภาคอีกด้วย” นางสาววิชญากล่าว


แคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge ของทีเส็บ มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ต้องการจัดการประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลขนาด 1,000 คนขึ้นไป และมีระยะเวลาเข้าพักอย่างน้อย 3 คืนในประเทศไทย โดยทีเส็บจะให้การสนับสนุนเป็นมูลค่า 1 ล้านบาท สำหรับองค์กรเหล่านี้ซึ่งได้ทำสัญญากับผู้จัดการประชุมในประเทศไทย หรือมีการใช้สถานที่จัดการประชุมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ มีโครงการด้านการพัฒนาสังคม (CSR) เป็นส่วนหนึ่งของจัดการประชุมและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล


“อุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม โดยช่วยสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจไทยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท หรือ 2,660 ล้านดอลล่าร์ต่อปี เชื่อว่าแคมเปญ Mega Events … Sustainable Challenge ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอื่นๆ จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจไมซ์ของไทย ทีเส็บคาดว่าในปี 2557 จำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 เป็น 987,000 คนต่อปี และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็น 96,900 ล้านบาท หรือ ประมาณ 3,260 ล้านดอลล่าร์” นางสาววิชญา กล่าว


ระหว่างเดือนตุลาคม 2555 ถึงสิงหาคม 2556 มีนักเดินทางกลุ่มไมซ์เดินทางเข้ามาในประเทศไทยรวมประมาณ 993,072 คน โดยสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยประมาณ 86,280 ล้านบาท (2,870 ล้านดอลล่าร์) แบ่งเป็นกลุ่มการประชุมนานาชาติ จำนวน 318,663 คน กลุ่มการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล จำนวน 247,888 คน กลุ่มการประชุมองค์กร จำนวน 237,701 คน และกลุ่มงานแสดงสินค้านานาชาติ จำนวน 188,820 คน


 
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ


ส่วนงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)


อริสรา ธนูแผลง โทรศัพท์ 02-694-6095 อีเมล arisara_t@tceb.or.th


 


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกินชูเอจ ล็อคบุกตลาดขายตรงเวียดนาม







news_img_31013_1 (Mobile)


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เปิดเผยว่านู สกินยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้เข้าไปบุกตลาดเวียดนามอย่างเป็นทางการเมื่อปลายไตรมาส 3 ปี 2555 ด้วยการเข้าไปเปิดสำนักงานนู สกิน ประเทศเวียดนาม มีศูนย์บริการผู้แทนจำหน่าย 2 สาขา ที่โฮจิมินห์ และฮานอย และมีแผนจะขยายเพิ่มในอนาคต ซึ่งการเปิดสำนักงานในเวียดนามถือเป็นสาขาประเทศที่ 53 ของนู สกินทั่วโลก และนับเป็นการประกาศศักยภาพที่แข็งแกร่งของนู สกินในการเปิดตลาดที่ 7 ในกลุ่มอาเซียน ต่อจากไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน


สำหรับการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจขายตรงในเวียดนาม ถือว่ายังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับ ไทยและมาเลเซีย เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่ในเวียดนาม ประกอบกับธุรกิจขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามได้นั้น จะต้องได้รับการยอมรับและผ่านการตรวจสอบโดยรัฐบาลเวียดนามอย่างเข้มงวด ดังนั้นบริษัทขายตรงที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนาม ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบของจรรยาบรรณ


ส่วนกลยุทธ์ในการรุกตลาดเวียดนามช่วงเปิดตลาดใหม่นี้ บริษัทจะเน้นไปที่การสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้แทนจำหน่าย โดยมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา แบรนด์ “เอจ ล็อค” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ซึ่งขณะนี้สัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์กลุ่มเอจ ล็อคอยู่ที่ 65% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท และสัดส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยู่ที่ 70:30


นางภคพรรณ กล่าวว่า ในปี 2556 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ประมาณ 450 ล้านบาท จากปีที่ 2555 ที่ทำได้ 200 ล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้วประมาณ 80% จึงเชื่อว่าบริษัทจะสามรถทำยอดขายได้ตามเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันนู สกินประเทศเวียดมีสมาชิกแล้ว 25,000 บัญชีรหัส คาดว่าในปี 2556 นี้จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บัญชีรหัส ส่วนในปี 2557 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโตอย่างน้อยประมาณ 20% จากปี 2556


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

สบช่องตลาดเอนไซม์บูม แม็กซ์ เฮลท์ตี้ฯ ดึง “เสก โลโซ” ร่วมหุ้น

 








130706fn178840 (Mobile)


 


“แม็กซ์ เฮลท์ตี้” เกาะกระแสเอนไซม์นายพล คนขอนแก่น บูม!! จับมือ “เสก โลโซ” นั่งแท่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ส่งเอนไซม์ยี่ห้อใหม่ “โลโซ คนโคราช” ระบุตุลาคมนี้เตรียมเปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศ ขณะที่ “ประกาศิต” ส่งซิกจ่อเข็นสินค้าใหม่อีกหลายรายการลงกระทุ้งยอดปลายปี หวังดันยอดสินปี้แตะ 500 ล้านบาท เผยกรณีบริษัทคู่แข่งฟ้องทุกอย่างจบได้ด้วยดีพร้อมจับมือกันเดินหน้าต่อ


ประกาศิต เลิศมุกดา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แม็กซ์ เฮลท์ตี้ ซัพพลาย จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มคอลลาเจน ภายใต้แบรนด์ “แม็กซ์ กลูต้าคอลลาเจน พลัส 35,000 mg” กล่าวว่าบริษัทได้ร่วมหุ้นกับนักร้องเพลงร็อกชื่อดังของเมืองไทย “เสก โลโซ” เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเอนไซม์ใหม่ภายใต้ชื่อ “โลโซ คนโคราช” โดย เสก โลโซ จะมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ คาดว่าจะเปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศประมาณเดือนตุลาคม 2556 นี้ ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคให้กับมูลนิธิ “ระพี เสกสรร” ซึ่งเป็นมูลนิธิที่เสก โลโซ นั่งเป็นคณะกรรมการด้วย เพื่อสร้างสถานปฎิบัติธรรมในอำเภอชัยบาดาล จังหวัด ลพบุรี บนพื้นที่ 14 ไร่


“โชคดีมากๆ ที่เราได้ พี่เสก โลโซ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเราในครั้งนี้ เพราะการได้ร่วมงานกับศิลปินมีชิ่อระดับประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย และการที่เราเลือกที่จะเปิดตัวเอนไซม์ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากระแสเอนไซม์ของนายพล คนขอนแก่น ค่อนข้างแรง ดังนั้นด้วยกระแส และการได้พี่เสก โลโซ ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ จึงน่าจะช่วยสร้างกระแสได้อย่างแน่นอน”


นอกจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว บริษัทยังแตรียมจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มเติม เช่น ครีมบำรุงผิวที่มีสารสกัดจากเมือกหอยทาก ภายใต้ชื่อ “แม็กซ์ สเนล พลัส” ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์สำหรับท่านชาย “Sparta” ที่ได้ “อู๊ด เป็นต่อ” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความงามและควบคุมน้ำหนักในเร็วๆ นี้อีกด้วย


ประกาศิต กล่าวอีกว่า ในช่วง 3 เดือนนับจากนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดขายแม็กซ์กลูต้าคอลลาเจน พลัส 35,000 mg ไว้ที่ 30,000 กล่องต่อเดือน หลังจากได้มีการเจรจากับบริษัทคู่กรณี ซึ่งสามารถตกลงกันได้ด้วยดี ทำให้ยอดขายแม็กซ์กลูต้าฯ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะที่ Spata บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 30,000 กล่องต่อเดือน และ Maxx Snail Plus ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 50,000 กระปุกต่อเดือน ส่วนยอดขายรวมในปีนี้บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ 500 ล้านบาท


“นโยบายของเรา คือ สินค้าจะต้องมีผู้จัดการผลิตภัณฑ์ 1 คน คอยรับผิดชอบ เพื่อจะได้ดูแลสินค้าได้อย่างทั่วถึง โดยกลยุทธ์การตลาดจะเน้นไปที่สื่อดาราเป็นหลัก เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเรา รวมถึงการจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับตัวแทนจำหน่ายที่ทำยอดขายตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนด เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย โดยล่าสุด เราเพิ่งแจกรถยนต์โตโยต้าคัมรี่ มูลค่าร้านกว่าบาทให้กับตัวแทนจำหน่ายไป 1 คัน หลังจากก่อนหน้านั้น เราเพิ่งดาวน์รถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นอี คูเป้ ให้กับตัวแทนขำหน่ายไปแล้ว 2 คัน ”


สำหรับกรณีที่มีการฟ้องร้องกันกับบริษัทคู่แข่งนั้น ประกาศิต กล่าวว่า หลังจากได้มีการเจรจาหันของทั้ง 2 ฝ่าย ก็สามารถตกลงกันได้เป็นอย่างดี โดยการพูดคุยครั้งนี้ได้เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตรซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย มีความคิดเห็นที่ตรงกัน คือ ต้องการให้มีการยอมความกันและถอนฟ้องทุกคดี เพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และทางคุณหมอธัญเทพ พู่ประเสริฐศักดิ์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มคอลลาเจนภายใต้แบรนด์ “แม็กซ์คอลลาเจน เอ็กซ์ตร้า พลัส 25,000 mg ได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้ทำการตลาดสินค้าแบรนด์ดังกล่าวทั้งหมด”


“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาถือเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน แต่หลังจากได้มานั่งคุยกันทำให้ทุกคนเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ทีมงานของหมอธัญเทพ ทุกคนมีความเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ต้องการจะไปทะเลาะกับใครอยู่แล้ว ดังนั้น การพูดคุยในครั้งนี้จึงเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพราะเราเป็นนักธุรกิจไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นจะต้องทำให้รายได้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด เพราะหากยังทะเลาะกันอยู่ก็คงแต่จะเสียกันทั้งสองฝ่าย”


 


 


  


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

ข่าวสตาร์ ซันไชน์ (Star Sunshine) : สตาร์ซันไชน์ ปล่อยหมัดเด็ด ขนสินค้าใหม่ดันยอด 20 %

“สตาร์ซันไชน์” ลั่นกลองรบบุกตลาดขายตรงช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี ส่งหมัดเด็ดสินค้าใหม่ทั้งเสริมอาหารผู้หญิง – สเต็มเซลล์เครื่องสำอางลงชิงแชร์มั่นใจดันยอดสิ้นปีเข้า 20 % ด้าน “โกสิทธิ์” สั่งเร่งเร่งเครื่องโหมสื่อโฆษณาพร้อมกันทั่วประเทศ ระบุไม่เกินปลายปีนี้เตรียมเปิดตัวศิลปินคนแรกของค่ายเพลง “สตาร์ซันไชน์มิวสิค”


โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ประธาน บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเสริมทัพอีกหลายรายการอาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้หญิง มาสก์หน้าสเต็มเซลล์ และเครื่องสำอาง เป็นต้น โดยคาดว่าปลายเดือนตุลาคมนี้ น่าจะสามารถเปิดอย่างเป็นทางการได้นอกจากนั้นในช่วงปลายปีคาดว่าจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเช่นกัน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมรายละเอียดเพิ่มเติม


สำหรับกลยุทธ์ในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้ บริษัทเตรียมจะรุกตลาดมากขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นการใช้สื่อเพื่อตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่ปัจจุบันมีอยู่ 10 แบรนด์เป็นหลักอาทิ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรซึ่งปัจจุบันได้นักจัดรายการชื่อดังอย่าง จำเริญ รัตนะ พิธีกรรายการชุมทางเสียงทองทางช่อง 7 เข้ามาช่วยในการผลิตรายการ และการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตรนอกจากนั้นยังได้ กฤษณ์ เหลืองอร่าม เข้ามาช่วยในกลุ่มผลิตภัณฑ์โรแมนซ์ ซึ่งเร็วๆนี้ เตรียมจะจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับสมาชิก เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงที่เหลือ


“แม้ในช่วงต้นปีจะมีปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจเข้ามากระทบ แต่ในภาพรวมของปีนี้เราเชื่อว่าจะรักษาระดับอัตราการเติบโตให้อยู่ที่ประมาณ 20 % ได้อย่างแน่นอน เพราะในช่วงครึ่งปีหลังเรามีสินค้าใหม่ๆ ออกมาและการรุกสื่อโฆษณามากยิ่งขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขาย”


โกสิทธ์ กล่าวอีกว่า กลยุทธ์ในการทำตลาดของบริษัทจะเน้นการโฆษณา และการทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เป็นหลัก อาทิ ทางช่อง ฟรีทีวี และช่องเคเบิ้ลทีวี ซึ่งบริษัทมีช่องของเราเอง 2 ช่อง ได้แก่ ช่องฮีโร่ทีวี และช้อปปิ้ง ชานแนล นอกจากนั้นยังได้ไปเช่าเวลาทางช่องเคเบิ้ลอื่นๆๆอีกหลายช่อง รวมไปถึงยังมีช่องวิทยุชุมชนที่เป็นของเราเองไม่ว่าจะเป็นคลื่นมีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี อุบลราชธานี นครพนม ขอนแก่นและเชียงใหม่ และยังมีคลื่นวิทยุที่เป็นเครือข่ายของบริษัทอีกกว่า 100 สถานีทั่วประเทศ


“ผมมองว่าการที่สินค้าจะขายได้ จำเป็นต้องมีโฆษณษและประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วยในการทำตลาด เพราะการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เป็นเหมือนการรบที่ติดชดเทอร์โบจำเป็นจะต้องแรงและเร็วเพื่อทำให้ลูกค้าได้รู้จักตัวสินค้าและได้ทดลองใช้สินค้าก่อน ไม่ใช่ไปบังคับให้เขาสมัครเลย เพราะส่วนตัวผมมองว่าธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่สวยงามแต่ปัจจุบันคนทั่วไปกลับมองธุรกิจขายตรงไม่ค่อยดีมากนัก ซึ่งอาจจะมีบารงคนเคยประชุมแล้วถูกบังคับให้ซื้อสินค้า หรือโดนหลอกมา ดังนั้นเราจึงต้องโฆษณาสินค้านำไปก่อน เมื่อเขาเห็นโฆษณาแล้วเวลานักธุรกิจไปแนะนำสินค้าก็จะทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องอธิบายมากเหมือนในอดีต”


ทั้งนี้ สตาร์ซันไชน์ ค่อนข้างคิดแตกต่างจากบริษัทขายตรงทั่วไปที่จะมุ่งเน้นการทำธุรกิจแบบเดิมเป็นหลัก แต่นโยบายของบริษัทจะเน้นเรื่องการใช้สื่อเป็นหลัก ซึ่งในแต่ละปีบริษัทจะทุ่มงบประมาณ เพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆเป็นจำนวนมาก ซึ่ง สตาร์ซันไชน์ ถือเป็นบริษัทที่ใช้สื่อโฆษณามากที่สุดในบรรดาบริษัทขายตรงในประเทศเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมาถือว่าคุ้มค่ามาก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่เปลี่ยนชื่อจากการซื้อสินค้า มาเป็นนักธุรกิจคิดเป็น 50 % ของสมาชิกทั้งหมดกว่า 100,000 รหัส


นอกจากการทุ่มงบเพื่อใช้สื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์บริษัทแล้ว ล่าสุด บริษัทยังเตรียมต่อยยอดทางธุรกิจด้วยการเปิดตัวค่ายเพลงภายใต้ชื่อ “สตาร์ซันไชน์มิวสิค” เพื่อช่วยโปรโมตแบรนด์ สตาร์ซันไชน์ บริษัทขายตรงของคนไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นโดยล่าสุด ได้ให้ครูเพลงชื่อดังระดับแถวหน้าของประเทศมาช่วยแต่งเพลงให้ และได้เชิญนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง อาทิ ทศพล หิมพานต์ มาช่วยขับร้องคาดว่าปลายปีนี้น่าจะสามารถเปิดตัวศิลปินคนแรกของค่ายอย่างเป็นทางการได้ หลังจากนั้นบริษัทจะออกเดินสาย เพื่อจัดคอนเสิร์ตตามจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ


อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนการรุกตลาดต่างประเทศเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งขณะนี้บริษัทได้จดทะเบียนเพื่อเปิดสาขาที่กัมพูชาและพม่าแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษากฎหมายเพื่อเตรียมเปิดสาขาที่ประเทศลาว ซึ่งนโยบายของบริษัทในการเปิดศูนย์สาขาในต่างประเทศจะเน้นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่เร่งรีบ เนื่องจากต้องศึกษากฎหมายและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆให้ถ่องแท้ก่อนจะเข้าไปบุกตลาด


 


  








cคุณโกสิทธิ์-ผะลิวรรณ (Mobile)


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

สมาร์ท เร่งสปีดโค้งสุดท้าย อัดกิจกรรมหวังเป้า 100 ล.







PKOI (Mobile)


 


สมาร์ท ไม่หวั่นเศรษฐกิจชะลอตัวมองเป็นโอกาสดีไตรมาสสุดท้ายเร่งจัดกิจกรรมประชุม อบรมสัมมนา พร้อมอัด โปรโมชั่นท่องเที่ยวกระต้นยอด หวังสิ้นปีฟันเป้า 100 ล้าน ล่าสุด เตรียมรีแบรนดิ้งสกินแคร์ใหม่ทุกรายการ คาดภายในปีนี้ได้เห็นสาขาแม่สอดชัวร์ มองขายตรงสิ้นปีแข่งเดือดเหมือนทุกปีที่ผ่านมา


นวรัตน์ สัมพันธ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีบริษัทได้เร่งสร้างยอดขายเพื่อให้ถึงเป้า 100 ล้านบาท ตามที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าจะสามารถทำได้ตามเป้า เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้คนสนใจที่จะทำธุรกิจขายตรงมากขึ้น ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ไม่ยากที่จะถึงเป้าหมายได้


ทั้งนี้ จากการตรวจสอบยอดขายตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ทุกๆ ไตรมาสบริษัทมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% และยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นประมาณ 50-60% โดยสมาชิกของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 18-40 ปี ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกแล้วกว่า 100,000 รหัส สำหรับในไตรมาสสุดท้ายนี้บริษัทได้เน้นจัดกิจกรรมต่างๆ ตามแผนที่ได้วางไว้ตั้งแต่ต้นปี เช่น กิจกรรมการประชุม อบรม สัมมนา รวมไปถึงการลงทำงานในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกับสมาชิก


นอกจากนี้บริษัทยังจัดโปรโมชั่นการท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นยอดขาย ที่ล่าสุดได้พาสมาชิกที่สมารถทำยอดขายได้ตามเงื่อนไขที่บริษัทวางไว้ ด้วยการไปท่องเที่ยวที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะนี้กำลังจัดโปรโมชั่นการท่องเที่ยวในประเทศ ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจะไปในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกันยังได้เตรียมโปรโมชั่นการท่องเที่ยวสำหรับปีหน้า โดยมีเป้าหมายจะไปท่องเที่ยวประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย


ในส่วนของสินค้าขณะนี้บริษัทยังคงเน้นทำการตลาดในสินค้ากลุ่มการเกษตร และกลุ่มเสริมอาหารเป็นหลักและล่าสุดบริษัทได้เพิ่มสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารสมุนไพรคาวตอง และเสริมอาหารสำหรับการบำรุงตับ และมีแผนที่จะรีแบรนดิ้งสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มสกินแคร์ทั้งหมด พร้อมกับเพิ่มสินค้าใหม่ในกลุ่มเครื่องสำอาง อีกประมาณ 5-7 รายการ จากปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 4 กลุ่ม รวมทั้งสินค้ามากกว่า 60 รายการ


พร้อมกันนี้บริษัทยังได้เปิดสาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งบนถนนรามคำแหงเพื่อเป็นการรองรับสมาชิกในกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก และบริษัทคาดว่าภายในปีนี้จะเปิดสาขาเพิ่มอีกหนึ่งแห่งที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งการที่บริษัทเลือกที่จะเปิดสาขาที่แม่สอดนั้น พบว่ามีสมาชิกใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งในอนาคตอำเภอ แม่สอด จะเป็นอีกหนึ่งเมืองเศรษฐกิจของไทย นอกจากนี้บริษัทยังมีสมาร์ทช็อปอีก 2 สาขา ที่อำเภอมหาชัย สมุทรสาคร และอำเภอบางโฉลง จังหวัด สมุทรปราการ


 สำหรับการเตรียมตัวที่จะเข้าไปทำตลาดต่างประเทศ ขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาข้อมูลและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ซึ่งคาดว่าประเทศแรกที่จะเข้าไปทำการตลาดได้นั้น คือ ที่ประเทศพม่า และถัดไปเป็นกัมพูชา โดยบริษัทมองว่าทั้ง 2 ประเทศดังกล่าวเป็นตลาดใหม่และเป็นประเทศที่มีความคุ้นเคยกับภาครัฐ ดังนั้น การที่จะเข้าไปทำการตลาดจึงไม่ใช่เรื่องยาก


นวรัตน์ กล่าวต่อว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี ตลาดรวมขายตรงจะมีการแข่งขันกันสูง โดยทุกบริษัทจะต้องเร่งทำยอดขายเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้ และแม้การทำธุรกิจเครือข่ายในปัจจุบันจะต้องเจอกับหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบ แต่ไม่ควรที่จะละทิ้งเป้าหมาย ใช้ความพยายามที่มีอย่างเต็มที่ แม้ไม่มีอะไรแน่นอนแต่หากมีความเข้มแข็งและมีความเข้าใจในธุรกิจเชื่อว่าสามารถที่จะไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน








 

 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

ข่าวไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) : ไอยรา เล็งจับมือ มช. เปิดแล็บ เร่งสร้างความเชื่อมั่นสู้พิษ ศก.

 


 








1174562_440684322713136_824016505_n (Mobile)


ไอยราสู้ไม่ถอยเดินหน้าพัฒนาธุรกิจ แม้เศรษฐกิจชะลอตัว ลุยสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยการจับมือ มช. เปิดแล็บวิจัยและพัฒนาสินค้าหวังให้อนาคตคนไทยทุกคนได้รู้จักและใช้เซซามีน พร้อมเพิ่มความเข้มข้นด้านแผนฝึกอบรม วางอนาคตจะต้องเป็นบริษัทขายตรงสีขาวที่มีคุณธรรมและจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ


 ดร.กัมปนาท บุญราศี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมธุรกิจในช่วงครึ่งแรกของปีไม่เป็นที่น่าพอใจและคาดว่าเป้าหมายที่วางไว้ 300 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2556 คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบันที่ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ลดน้อยลง บริษัทจึงเตรียมแผนตั้งรับเพื่อกระตุ้นให้ยอดขายกลับมา ด้วยการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกและผู้บริโภค


อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวแต่บริษัทไม่ได้หยุดนิ่งในการพัฒนาธุรกิจ ล่าสุดบริษัทได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สมาชิกได้ใช้งานได้ทั้งระบบไอโอเอส และระบบแอนดรอยด์ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่จะจัดทำห้องแล็บเพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้าของไอยรา โดยห้องแล็บดังกล่าวบริษัทจะร่วมมือกับ อ. ปรัชญา คงทวีเลิศ ที่ปรึกษาด้านวิจัยผลิตภัณฑ์ ในการทำวิจัยและใช้ห้องแล็บและเครื่องมือของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการทำวิจัยโดยบริษัทจะเป็นผู้สนับสนุนทุนวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและดูรายละเอียดเกี่ยวกับแผนงานดังกล่าว


พร้อมกันนี้บริษัทยังได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แกเสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดอบรมใหญ่และอบรมย่อย เพื่อเป็นการช่วยให้สามารถพัฒนาและให้ความรู้แก่สมาชิกได้ทั่วถึง บริษัทได้จัดโครงการ “บ้านไอยรา” ซึ่งเป็นการจัดอบรมแบบย่อยที่จะจัดขึ้นตามบ้านของผู้นำแต่ละคน และโครงการนี้มีผู้นำของไอยราจะเป็นผู้บริหารเองและจาการที่ได้เริ่มทำมาได้รับผลตอบรับจากผู้นำและสมาชิกเป็นอย่างดี


ปัจจุบัน ไอยรา แพลนเน็ต ได้เปิดดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 18 เดือน บริษัทมีสมาชิกแล้วกว่า 53,000


รหัส หรือโดยเฉลี่ยมีสมาชิกใหม่เพิ่มประมาณ 2,000-3,000 รหัสต่อเดือน และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีสมาชิกถึง 60,000 รหัส สามารถเปิดสต๊อกคิสต์ได้กว่า 500 สต๊อก มีศูนย์กระจายสินค้าในภาคใต้จำนวน 1 ศูนย์ มีสินค้า 17 รายการ ใน 5 กลุ่ม และสินค้าที่เป็นสินค้าขายดีเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็น IMMURA ส่วนตลาดที่ทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ยังคงเป็นพื้นที่ภาคใต้


สำหรับปีนี้บริษัทยังคงมุ่งเน้นสินค้าในกลุ่มเพื่อสุขภาพที่เกี่ยวกับเซซามีน เนื่องจากมองเห็นว่าสินค้าที่เกี่ยวกับเซซามีนยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าที่ควร และในธุรกิจขายตรงยังไม่มีบริษัทใดทำการเปิดตลาด ดังนั้น จึงต้องการที่จะพัฒนาสินค้าในกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น โดยบริษัทมีเป้าหมายให้คนไทยทุกคนได้รู้จักและมีโอกาสได้ใช้ผลิตภัณฑ์ IMMURA และมีสินค้าที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นครอบคลุมทุก ความต้องการ


กัมปนาท กล่าวต่อไปว่า การที่บริษัทจะเติบโตสูงขึ้นในอนาคตนั้น จำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกและผู้บริโภค คือ จะต้องมีแล็บเพื่อวิจัยสินค้า พร้อมกับเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกอบรมโดยบริษัทจะมีการจักฝึกอบรมออกไปตามต่างจังหวัดต่างๆ ให้มากขึ้น และจะต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการทำงานให้ง่ายขึ้น มีการทำงานที่เป็นมืออาชีพ ที่สำคัญจะต้องเป็นบริษัทขายตรงสีขาวและมีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556

บอร์ด MLM ไร้ผลงาน 4 ปี นิ่งเป็นเป่าสาก

 ไขก๊อก !! บอร์ดขายตรง หลังใส่เกียร์ว่างมานาน ทำวงการ MLM ไทยยังวนอยู่ที่เดิม ตะลึง..บอร์ดชุดปัจจุบันรักษาการมานาน 4 ปี ตั้งแต่ปี 52 แต่ไร้แววผลงานเด่น วงในแนะประธานบอร์ดลาออก เปิดทางคนใหม่นั่งแทน หลังมักอ้างไม่ค่อยมีเวลา ขณะที่ “จิรชัย” รับลูกจ่อเสนอรายชื่อบอร์ดใหม่เพิ่ม 2-3 ราย ต่อ รมต. ประจำนักนายกฯ พิจารณาเร็วๆนี้ ด้านวงในบอร์ดขายตรงยอมรับหาคนมานั่งเก้าอี้ประธานบอร์ดขายตรงยาก เหตุคุณสมบัติไม่ตรง ส่วน “อัศวิน” เชียร์ภาครัฐตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่ ดึง 4 สมาคมขายตรงร่วมเป็นคณะกรรมการ


ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะบุคคลให้เข้ามาดำรงตำแหน่งคณะกรรมการขายตรงและตลาดแบบตรง (บอร์ดตรง) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากยังไม่มีมติครม. ออกมา เพื่อสรรหาบุคคลใหม่ให้เข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรงแทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดทนบอร์ดชุดเก่าที่หมดวาระลงไป จึงทำให้บอร์ดชุดปัจจุบันต้องรักษาการบอร์ดขายตรงต่อไป ซึ่งหากนับรวมวันเวลาที่บอร์ดชุดดังกล่าวรักษาการมา เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2-3 เดือน ก็จะครบ 4 ปีเต็ม


นอกจากนี้ ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะรักษาการมานานเกือบ 4 ปี แต่บอร์ดชุดนี้ที่ “วีระพงษ์ บุญโญภาส” นั่งเป็นประธานคณะกรรมการ กลับมีการนัดประชุมกัน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขายตรงไทยให้เติบโต และก้าวไปทัดเทียมกับนานาประเทศแทบจะนับครั้งได้ที่สำคัญคณะกรรมการบางท่านได้ลาออกไป และบางท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่ทุกอย่างกลับดูเงียบเฉย !! โดยเฉพาะประธานคณะกรรมการที่มีอำนาจในการเรียกประชุม แต่ที่ผ่านมากลับไม่ค่อยเรียกประชุมเลยเท่ากับว่าบอร์ดชุดรักษาการใส่เกียร์ว่างกันมานานเกือบ 4 ปี


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าเร็วๆนี้ สคบ. เตรียมเสนอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลขายตรงและตลาดแบบตรงอีก 2-3 ราย เนื่องจากบอร์ดขายตรงชุดปัจจุบันยังขาดกรรมการที่จะเข้ามานั่งเป็นบอร์ดอยู่อีก 2-3 ราย ซึ่งหากรัฐมนตรีฯ มีความเห็นชอบ จึงจะมีการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) เพื่อพิจารณาต่อไป


ด้านแหล่งข่าววงในคณะกรรมการขายตรงกล่าวว่า บอร์ดขายตรงชุดดังกล่าวรักษาการมานานแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยได้มีการประชุมบ่อยนัก เนื่องจากไม่มีเรื่องอะไรใหม่ ส่วนจะให้ประธานบอร์ดเรียกประชุมก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะด้วยงานของท่านค่อนข้างมาก ประกอบกับคณะกรรมการท่านอื่นๆ ไม่ค่อยมีเวลาเช่นกัน จึงดูเหมือนกับว่าบอร์ดชุดรักษาการไม่มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวอะไรเลย


ในส่วนของกระแสข่าวคนในวงการขายตรงต้องการให้บอร์ดขายตรงมีการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องการให้บอร์ดชุดนี้ลาออก เพื่อเปิดทางให้คนใหม่ที่มีความรู้ และมีประสบการณ์เข้ามานั่งแทน ส่วนตัวคิดว่าบอร์ดชุดนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถโดยเฉพาะประธานบอร์ดซึ่งการที่ใครจะมานั่งเป็นประธานบอร์ดไม่ใช่หาได้ง่ายๆ เนื่องจากคนที่จะมาเป็นประธานได้ต้องเป็นคนที่มีความรู้ และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับขายตรง


“ต้องยอมรับว่าบอร์ดชุดรักษาการถือว่าไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหว เพราะแต่ละคนก็มีหน้าที่ค่อนข้างมาก ส่วนการที่จะไขน็อตบอร์ดชุดนี้ คงต้องไปกระตุ้นให้คณะอนุกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นมา 3 ชุดไปทำงานให้มากขึ้น เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคณะอนุกรรมการอยู่ แต่ก็ทำงานไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”


ขณะที่ ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการขายตรงและตลาดแบบตรงกล่าวว่า ส่วนตัวมีความเห็นว่าต้องการเสนอให้ภาครัฐแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่ เนื่องจากชุดปัจจุบันได้หมดวาระไปนานมากแต่ยังคงรักษาการอยู่ซึ่งไม่ได้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก ดังนั้น จึงเห็นควรให้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามานั่งเป็นบอร์ดขายตรง เช่น สมาชิกของแต่ละสมาคมทั้ง 4 สมาคมขายตรงหรือหากไม่สามารถสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมได้ก็อาจจะแต่งตั้งชุดเก่าให้กลับเข้ามาทำงานได้อีก


“ที่กิจการขายตรงไม่เจริญเท่าที่ควร เพราะมีทิศทางการดำเนินงานไม่ค่อยชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากบอร์ดขายตรงที่ปัจจุบันรักษาการมานานไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับกับขายตรงมากนักสังเกตได้จากที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการประชุมอะไรเลย ดังนั้นถ้าปรารถนาอยากให้วงการขายตรงก้าวไปข้างหน้าบอร์ดขายตรงควรจะลาออก เพื่อเปิดทางให้คนอื่นเข้ามา และหากไม่มีใครเหมาะสมรัฐมนตรีฯ ก็สามารถเสนอให้ ครม. พิจารณากลับเข้ามาใหม่ได้”


ปัจจุบันบอร์ดขายตรงชุดรักษาการมีจำนวนทั้งสิ้น 14 คน ประกอบด้วย 1. วีระพงษ์ บุญโญภาส รองประธานคณะกรรมการ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 2. อธิบดีกรมการค้าภายใน กรรมการโดยตำแหน่ง 3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรรมการโดยตำแหน่ง 4.ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการโดยตำแหน่ง 5.เลขาธิการสำนักคณะกรรมการอาหารและยา กรรมการโดยตำแหน่ง 6. ศานิต ศรีสังข์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 7. รศ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 8.พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง


นอกจากนี้ยังมี วิทวัส รุ่งเรืองผล กรรมการที่ ครม. แต่งตั้ง 10 .คมศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ (เสียชีวิตแล้ว)ผู้แทนสมาคมขายตรง กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 12.บรรจง บุญรัตน์ ผู้แทนสมาคมส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค กรรมการที่ครม. แต่งตั้ง 13. วิโรจน์ ณ บางช้าง ผู้แทนสมาคมพลังผู้บริโภคแห่งประเทศไทย กรรมการ ที่ ครม. แต่งตั้ง และ 14. เลขาธิการสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรรมการและเลขานุการ กรรมการโดยตำแหน่ง


อย่างไรก็ตาม ยังมีคณะอนุกรรมการชุดทำงาน ที่ประกออบด้วยกัน 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการกำกับกิจการขายตรงและตลาดแบบตรง 2.คณะอนุกรรรมการรับเรื่องร้องทุกข์ และ 3.คณะอนุกรรมการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง








 

 








Phuket-Thailands-Current-Business-Economy-570x350 (Mobile)

 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 231 ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2556