ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

AEC จะทำให้ยากขึ้น !!!







944785_568873323149897_2127144469_n (Mobile)


เชื่อว่าหากกฎหมายขายตรงยังไม่ได้รับการปรับ หรือแก้ไขปัญหาของธุรกิจกับคำว่า "แชร์ลูกโซ่" ก็คงไม่ถูกแยกออกจากกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ที่คลุกคลีกับวงการในหลายสถานะ ต่างมองว่า กฎหมายขายตรงปัจจุบันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขายตรงยังไม่ใช่ธุรกิจน้ำดีเต็มรูปแบบ ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องลุ้น ว่าเมื่อไหร่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อยกระดับ วงการขายตรงให้เป็นธุรกิจสร้างคน สร้างชาติ อย่างที่ควรจะเป็น


นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า หากมีการแก้ไขข้อกฎหมายขายตรงที่ใช้มานานหลายปี มองว่าเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับธุรกิจขายตรงจริงๆ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น และแก้ไขแล้วประเทศชาติ ต้องได้รับผลดีด้วย คือเศรษฐกิจต้องเติบโตขึ้นสร้างความเชื่อมั่น ให้กับคนในประเทศและต่างประเทศ


"เนื่องจากกฎหมายขายตรงจะเป็นตัวควบคุมกฎกติกาในการทำธุรกิจ หากกฎหมายครอบคลุมหมดจะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำ ผิดทำได้ยากขึ้น และเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นผู้เสียหายสามารถร้องเรียนแจ้งความเอาผิดได้ เพราะปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็ยังเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากอยู่ในวงการธุรกิจ ขายตรง จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วนจะดีที่สุด"


ยิ่งใกล้จะถึงการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หากกฎหมายขายตรงในประเทศไทยยังไม่ได้ทำ การแก้ไข เชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาแน่นอน เพราะถึงตอนนั้น บริษัทใหญ่ๆ จะอยู่ได้ แต่บริษัท เล็กๆ จะลำบาก เนื่องจากศักยภาพจะสู้บริษัทใหญ่ๆ ที่เปิดมานาน ไม่ได้ และปัญหาการโยกย้ายของนักธุรกิจขายตรงจะมีมากด้วย เพราะตอนนั้นจะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดทำธุรกิจที่เมืองไทยเยอะมาก ทำให้มีตัวเลือกทำธุรกิจตามไปด้วย


"คนส่วนใหญ่ที่มาทำธุรกิจขายตรง เพราะเชื่อว่าเปลี่ยน แปลงชีวิตของเขาให้ดีขึ้นได้ คนจนกลายเป็นคนรวยกับธุรกิจนี้ มาเยอะแล้ว และมีจำนวนคนไทยทำธุรกิจขายตรงราวๆ 10 ล้านคน อยู่หลากหลายบริษัท ลองนึกถึงมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่เข้ามาทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งจะมองธุรกิจขาย ตรงเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ เพราะมีมูลค่าขนาดนี้ รวมถึงต่างประเทศทั่วโลกก็นิยมทำกันหลายประเทศ"


อย่างไรก็ตาม ถึงเวลานี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่า มูลค่าธุรกิจ ขายตรงมีผลดีแค่ไหน และธุรกิจเครือข่ายยังช่วยให้คนที่ตกงาน มีงานทำเป็นจำนวนมากอีกด้วย รวมถึงผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการรับรอง ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงหลายคน ซึ่งตรงนี้ถามผู้ที่ ทำขายตรงจะรู้ดีแน่นอน





Credit By : http://www.siamturakij.com/

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : สาวน้อยมหัศจรรย์ "แป้ง" ปรัศนี สีนวลจันทร์ "รองประธานฝ่ายการตลาด" "บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"







Capture (Mobile)


"กุญแจสู่ความสำเร็จ" สัปดาห์นี้ยังมีโปรไฟล์ดีๆ มานำเสนอ ครั้งนี้...ถึงคิวของ "แป้ง" ปรัศนี สีนวลจันทร์ นักธุรกิจ สาวใส วัย 24 ปี จาก จ.สมุทรสาคร ซึ่งจัดเป็นนักขายตรงมือทองในตำแหน่ง "รองประธานฝ่ายการตลาด" "บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด"


จากครอบครัวคนชั้นกลาง ทำธุรกิจรับซื้อของเก่า แต่เกิดวิกฤติที่ไม่คาดฝัน... ทำให้ต้องปิดกิจการลง แถมยังต้องโดนยึดบ้าน และเป็นหนี้ก้อนโตกว่า 2 ล้านบาท ทำให้ชีวิตของเธอต้องทิ้งเรื่องเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยและออกมาหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว เรียกว่า ล้มลุก... คลุกคลาน...ล้มเหลวนับไม่ถ้วน


เหตุใดชีวิตของเธอถึงกลับมาได้ ในจุด ที่เรียกว่าสูงกว่าอดีตที่ผ่านมา


จุดเปลี่ยนอะไร...ถึงเข้ามาทำธุรกิจ MLM


"ช่วงนั้นคุณพ่อมีอาการสุขภาพไม่แข็งแรง มีโรคแทรกซ้อนเยอะ และยิ่งที่บ้าน ก็กำลังเกิดวิกฤติการเงินทำให้ไม่มีเงินไปรักษาที่โรงพยาบาลบ่อยๆ แต่มาเจอ ด.ต. ดำรง ภิรมย์ภู่ ถือเป็นคนคุ้นเคยกันดี มาหาที่บ้านบ่อยๆ และได้แนะนำให้คุณพ่อลอง เอาผลิตภัณฑ์ไปทานดู ปรากฏว่า แรกๆ ก็ ไม่เชื่อ แต่ผ่านไปอาทิตย์หนึ่งคุณพ่อก็เริ่มเดิน เหินไปมาได้สะดวกขึ้น และกลับมาทำงาน ได้อีกครั้ง จึงทำให้เริ่มตัดสินใจที่จะเข้ามาศึกษาธุรกิจนีโอไลฟ์"


เคยมีทัศนคติกับ MLM อย่างไร


"แรกๆ ก็ไม่ชอบเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงเป็นอย่างมาก มีคนมาชวนให้เราไปทำด้วยเยอะ แต่เราปฏิเสธตลอด เพราะไม่ชอบ เกลียดเข้าไส้เลย เพราะไม่เชื่อว่าจะได้จริง คิดว่าเป็นการหลอกลวง"


ทำไมถึงตัดสินใจเลือกทำธุรกิจกับ บ.นีโอไลฟ์


"ที่เลือกทำธุรกิจกับ บ.นีโอไลฟ์ เพราะจากการได้ฟังแผนการตลาดและเห็น ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เราได้จริง รวมถึงองค์กรก็มั่นคง อีกทั้งท่านประธาน ดร.นพรุจ เวชกุล ก็มีวิสัยทัศน์ที่ไกล ประกอบกับมีประสบการณ์ด้านนี้เป็นอย่างดี ทำให้เราเกิด ความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาร่วมก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จ"


ช่วงที่ทางบ้านเกิดวิกฤติได้ทำอะไรบ้าง
"ตอนนั้นเราจำเป็นต้องหยุดเรียนหนังสือ เพราะไม่มีเงินเรียน เลยออกมาหา งานทำ จนมาลองเปิดร้านขายส้มตำกับแม่ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องปิดกิจการอีก โดยเวลานั้นท้อแท้มาก เพราะทำงานอะไรก็ไปไม่รอดสักอย่าง"


อุปสรรคที่เจอ...มีท้อแท้ให้เลิกบ้างไหม


"จำได้ว่าเริ่มทำช่วงเดือนตุลาคม ปี 2551 แต่ทำได้เพียง 6 เดือน ก็หยุดทำ เพราะเริ่มจะชวนใครก็ไม่มากับเรา ไปอธิบาย กับใครก็ไม่เชื่อ หนีหมด ทำให้หยุดทำไปประมาณ 4 เดือน แต่ว่ายังมีเงินเข้ามาในบัญชีอยู่ทุกเดือนแต่ไม่เยอะ และก็ไม่รู้จะทำ อะไรดี เลยกลับมาลุยต่อในเดือนมกราคม ปี 2552 คราวนี้ทำเต็มที่ และจากนั้นก็ขึ้นตำแหน่งผู้อำนวยการภายใน 1 ปีอย่างรวดเร็ว อยากบอกว่า เพียงเราเจอคนที่ใช่แค่คนสองคนก็พอ ทำให้เปลี่ยนชีวิตทันที"


อยู่ตำแหน่งอะไร... วางเป้าหมายอย่างไร


"ตอนนี้ทำมาได้ 4 ปีเศษๆ แล้ว อยู่ ตำแหน่งรองประธาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประมาณ 2 แสนบาท เป้าหมายตอนนี้ก็ตั้งใจ ว่าจะพยายามขึ้นตำแหน่งสูงสุด "ประธาน" ภายในสิ้นปีนี้ให้ได้ และช่วยให้องค์กรเติบโต ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด"


คิดว่าความสำเร็จที่ได้มา...เกิดจากอะไร


"เพราะว่าเราตั้งใจทำจริงจัง ไม่ได้ทำ เล่นๆ และไม่ได้อยากแค่ปาก แต่อยากจริงๆ อีกทั้งความกตัญญูที่เราได้ตอบแทนบุญคุณ พ่อแม่นั้น อาจส่งผลให้เดินมาสู่ความสำเร็จ ได้ เพราะตอนที่ครอบครัวเราลำบาก บอก ตรงๆ ว่าไม่เคยคิดที่จะทิ้งครอบครัวเลย เวลาเห็นแม่ร้องไห้ หรือเสียใจ ทำให้เราต้อง ตั้งใจนำพาครอบครัวให้พ้นวิกฤติให้จงได้ และวันนี้ก็ทำสำเร็จ"


ทุกวันนี้...ธุรกิจ MLM เปลี่ยนชีวิตแค่ไหน


"เปลี่ยนมากเลย เหมือนฝันจนบอกไม่ถูก เพราะจากที่ต้องเป็นหนี้ 2 ล้านกว่าบาท ตอนนี้ก็ใช้หมดแล้ว และยังได้บ้านที่ถูก ยึดคืนมาด้วย และยังสามารถซื้อบ้านกับ รถยนต์มาใช้ในครอบครัวได้อีก ที่สำคัญได้พาครอบครัวไปเที่ยวหลายแห่งมากที่ไม่เคย ไปก็ได้ไป ตอนนี้มีความสุขมาก และคิดว่าจะแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้สมาชิกที่ตั้งใจทำให้สำเร็จเหมือนเราให้ได้"


มีเทคนิคอะไร...จะฝากถึงสมาชิกคนอื่นๆ บ้าง


"อยากบอกว่า วิธีการที่ บ.นีโอไลฟ์ มีอยู่แล้ว แต่ต้องเปิดใจก่อน และเปลี่ยนความคิดซะใหม่ ที่สำคัญต้องลงมือทำอย่าง จริงจัง พยายามเชื่อฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนเรา อย่าทำเองโดยไม่ปรึกษา ใครไม่อย่างนั้นจะไปไม่รอด เพราะที่จริงแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่ต้องอดทน ทำให้ถึงที่สุดและจะสำเร็จแน่นอน"


และนี่ก็เป็นตัวอย่างดีๆ จาก "แป้ง" ปรัศนี สีนวลจันทร์ สาวน้อยมหัศจรรย์นักธุรกิจสาวสวย บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด ที่...KEY TO SUC-CESS....เอามานำเสนอให้เป็นกำลังใจ สำหรับคนที่ท้อแท้ หมดหวังในการก้าวย่างของชีวิต ให้สามารถเดินต่อด้วยความ หวังจะเจอหนทางสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า





Credit By : http://www.siamturakij.com/

บ.ขายตรงขาดวิสัยทัศน์ ปฏิเสธให้ข้อมูลวิจัย ม.หอการค้า TDNA ยันแก้ ก.ม.เพื่อส่วนรวม







20120649041349 (Mobile)

 


"นิโรธ เจริญประกอบ" นายก TDNA ออกโรงย้ำ นำข้อมูลงานวิจัย ม.หอการค้าไทยไปแก้ไขกฎหมายขายตรงเพื่อส่วนรวมล้วนๆ ไม่ได้มีประโยชน์อื่นแอบแฝง หลังได้รับแจ้งการปฏิเสธให้ข้อมูลจากบางบริษัท ยันพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกบริษัททุกสมาคมฯ ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง เผยเตรียมให้ สคบ. เป็นสื่อกลางผสานขอความร่วมมือไปยังสมาคมฯ ต้นสังกัดบริษัทที่ยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์งานวิจัยฯ ชี้ข้อมูลจะเป็นตัวแปรสำคัญในการยกระดับวงการ MLM สู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต


จากการที่ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ได้ว่าจ้างให้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทำวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เมื่อช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อนำไปประกอบในการนำเสนอให้ภาครัฐได้เห็นถึงข้อดี และปัญหาของธุรกิจขายตรง ก่อนสู่การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย และเพื่อให้ข้อมูลที่จะได้มาเป็นประโยชน์ต่อวงการขายตรงโดยรวม ล่าสุดทางสมาคมฯ TDNA ได้รับแจ้งจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยว่า ไม่ได้รับความร่วมมือจากบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกบางสมาคมฯ


เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า ตนทราบมาจาก "อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย" ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า ไทยว่า ที่ผ่านมาจากการเดินหน้าหาข้อมูล เพื่อทำงานวิจัยที่ได้รับมอบหมายจาก TDNA ต้องประสบปัญหาการให้ความร่วมมือจากบางบริษัทขายตรง ในการเปิด เผยข้อมูลที่ทางทีมงานการวิจัยต้องการ


"เป็นเรื่องน่าเสียดายที่บางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ซึ่งจากที่ทางสมาคมฯ ประกาศ ตั้งแต่ในช่วงเริ่มต้นว่า สิ่งที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการไปนั้น ทุกสิ่งทำเพื่อประโยชน์ โดยรวมของวงการขายตรงไทย ซึ่งไม่ใช่การกระทำเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือเพียงทำเพื่อประโยชน์กับบริษัทสมาชิก ซึ่งทุกอย่างที่สมาคมได้ทำก็เพื่อยกระดับวงการขายตรงทั้งหมดเท่านั้น" นายก TDNA กล่าว


โดยการทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ทาง ม.หอการค้าไทย ต้องการเพียงข้อมูลที่เป็นความจริงถูกต้อง เพื่อจะได้นำไปสู่การผลักดันแก้ไขกฎหมายขายตรง เพราะจะเป็นข้อมูลที่สำคัญที่จะทำให้ภาค รัฐได้เห็นถึงข้อเท็จจริง ส่วนเหตุผลที่บางบริษัทไม่ให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลสำรวจวิจัย ตนไม่ต้องการมองใคร หรือ บริษัทใดในภาพลบ หรือเจตนาไม่ดี ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมบริษัทขายตรงบางบริษัท ถึงไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งที่ข้อมูลต่างๆ ที่ ม.หอการค้าไทยต้องการนั้น ก็ไม่ใช่ข้อมูล ที่เป็นความลับที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่อย่างใด


อย่างไรก็ดี ในปัญหานี้ ทาง "อ.ธนวรรธน์" ผอ.ศูนย์พยากรณ์ ได้หารือกับตนว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นจะเป็นไปใน รูปแบบของการปฏิเสธในทันทีจากบางบริษัท


ในส่วนของวิธีการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ นายก TDNA กล่าวว่า ขณะนี้ก็ได้ ขอความร่วมมือไปยัง สคบ. เพื่อให้เป็น หน่วยงานกลางในการผสานความร่วมมือกับบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเผย ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการทำวิจัยดังกล่าว


"ที่ผ่านมา บางบริษัทที่ไม่ให้ความร่วมมือกับ ม.หอการค้าไทย อาจเป็นเพราะ ความที่ยังไม่เข้าใจ หรืออาจเป็นเพราะ ม.หอการค้าไทย ติดต่อไปถึงกลุ่มพนักงาน ซึ่งในระดับผู้บริหารอาจยังไม่ทราบเรื่องก็เป็นไปได้ ส่วนเรื่องว่าบางบริษัท หรือ บางสมาคมอาจมองว่า TDNA เป็นคู่แข่ง นั้น ผมก็ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น เพราะสมาคมฯ ยืนยันว่า ต้องการทำเพื่อประโยชน์ ส่วนรวม ซึ่งไม่ได้ต้องการให้เกิดประโยชน์ เพียงกลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งเท่านั้น" นายก TDNA กล่าว


"ในที่สุดแล้วเชื่อว่า งานวิจัยที่ทาง TDNA ได้ร่วมกับ ม.หอการค้าไทย ในการ ทำข้อมูลแบบทุกมิตินี้ขึ้น จะสามารถเสร็จ ตามเวลาที่กำหนดในช่วงเริ่มต้น คือ จะสามารถแล้วเสร็จได้ภายในช่วงสิ้นปีนี้ ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจะเป็นประโยชน์ และยกระดับ วงการขายตรงได้อย่างเป็นรูปธรรม"


โดยในเรื่องนี้นายนิโรธกล่าวย้ำว่า จะส่งผลดีไปในทุกกลุ่มคนที่มีส่วนในธุรกิจขายตรงไทย ทั้งกับผู้ประกอบการ, ผู้บริโภค แม้กระทั่งสมาชิกนักธุรกิจจากทุกบริษัท ซึ่งข้อมูล และผลงานวิจัย จะส่งผลที่ดีไปในทุกภาคส่วนรวมถึงภาครัฐก็จะสามารถ ทำงานได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น


"ที่ผ่านมาเราพยายามดำเนินงานให้เป็นประโยชน์กับวงการขายตรงมากที่สุด โดยจะผลักดันให้มีการตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามาดูแลวงการขายตรงโดยเฉพาะ โดยพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกบริษัท ทุกสมาคมฯ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อจะได้ช่วยกันกำหนดอนาคต และสิ่งที่ทำไปก็เพื่อต้องการให้ธุรกิจขายตรงเติบโตได้อย่างเต็มภาคภูมิ มั่นคงและยั่งยืน"


ทั้งนี้ ปัจจุบัน "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" มีบริษัทสมาชิกแล้ว ทั้งสิ้น 25 บริษัท ซึ่งมีอีกหลายบริษัทที่กำลังอยู่ในระหว่างตรวจสอบ เพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในอนาคต ซึ่งภายในสิ้นปีนี้ ทาง TDNA มีความคาดหวังว่า สมาคมฯ จะมีสมาชิกรวม 30 บริษัทเป็นอย่างน้อย ซึ่ง ตนคาดหวังว่าในอีกไม่นานสมาชิกของสมาคมฯ จะมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50 บริษัท เพื่อหวังให้เกิดพลังในการผลักดันการทำงานต่างๆ ของสมาคมฯ


"ล่าสุด บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด ได้ เข้ามาเป็นสมาชิกของ TDNA โดยทางสมาคมฯ ได้เตรียมจัดงานพบปะพูดคุยกับ สมาชิกของสมาคมฯ โดยที่ "ไทยเฮลท์" จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน โดย TDNA จะเป็นตัวกลางในการทำงาน และดูแลบริษัทสมาชิก เพื่อผลักดันแผนงานต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง และพร้อมทำงานเพื่อ ยกระดับวงการขายตรงอย่างเป็นรูปธรรม ในอนาคต" นายนิโรธ กล่าว


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : "เอเชีย สุพรีม" รุกหนักตลาดอีสานผุด "อินเตอร์เน็ต ทีวี" ออนไลน์ฝัน 300 ล้าน







67617n_1l (Mobile)


"เอเชีย สุพรีม" ฟุ้งรายรับครึ่งปีแรกโต 500% ยอดขายใกล้เป้าหมายที่วางไว้สิ้นปีนี้ 300 ล้านบาท สมาชิกแตะ 2.5 หมื่นรหัส เดินเกมครึ่งปีหลัง โฟกัส ตลาดอีสาน เตรียมเปิดศูนย์ธุรกิจใหญ่ 5 หัวเมืองที่ราบสูง พร้อมเนรมิต "อินเตอร์เน็ต ทีวี" เจาะลูกค้าออนไลน์สื่อสารตรงสู่ ผู้บริโภคในทุกพื้นที่


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวในงาน "Miracle Day @ Asia Supreme" ซึ่งเป็นงานประชุมพร้อมเปิดตัวออฟฟิศใหม่ของบริษัทว่า การ จัดงานในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของบริษัท และ ให้สมาชิกเกิดความมั่นใจจะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยผลประกอบเมื่อช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโต 500% ถือว่า ทะลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งปัจจัยสำคัญคงจะเป็นเรื่องของแม่ทีมที่พยายามทำงานอย่างจริงจัง อีกทั้งสินค้าใหม่ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกระดับ ซึ่งตอนนี้ได้กำลังขยายเครือข่าย ออกไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าที่ดี ทำให้มีผู้คนสนใจกันเยอะขึ้น


"ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้ โปรโมชั่นท่องเที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยสิ้นปียังหวัง ว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่าง ก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว"


"โดยการที่เศรษฐกิจภายในประเทศ ไม่ดีทำให้คนตกงานเยอะ จึงหันมาทำธุรกิจขายตรงค่อนข้างมาก โดยทุกวันนี้มีคนไทย ในประเทศที่ทำธุรกิจขายตรงประมาณ กว่า 10 ล้านคน ทำให้มองได้ว่า อาชีพเครือข่ายก็ช่วยคนที่ตกงานได้เหมือนกัน พร้อมทั้งสร้างมูลค่าการตลาดให้ประเทศชาติกว่า 7 หมื่นล้านบาท ถือว่าไม่ใช่ธุรกิจขนาดย่อม แต่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่มาก"


ในส่วนของแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง อ.สุธีร์ ประธานใหญ่ "เอเชีย สุพรีม" ได้กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมจะเปิดสาขาเพิ่มเป็นแห่งที่ 5 ในภาคอีสาน โดยมองไว้เป็นจังหวัด ใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์, อุดรธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และนครราชสีมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เปิดไปแล้ว 3 แห่ง คือที่ หาดใหญ่, พิษณุโลก และเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคลังสินค้าอีกกว่า 20 แห่ง ที่อยู่ตามจุดสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศ


"ผมคิดว่าบริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือ จะมีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับราก-หญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มี ผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาดออกไปให้ยั่งยืน"


นอกจากนี้ โปรเจกต์อีกอย่างที่จะทำ ในครึ่งปีหลัง คือ อินเตอร์เน็ต TV หรือจะเรียกว่า "IPTV" เอาไว้สื่อสารตรงกับสมาชิกที่อยู่ทุกหนทุกแห่งได้ โดยเครื่องมือ ตัวนี้จะช่วยแจ้งข่าวสารให้ทราบรวดเร็ว ไม่ว่าจะคอยแจ้งกิจกรรมของบริษัท หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้องค์กรมีความ มั่นคงและแข็งแรงต่อเนื่อง


สำหรับสินค้าของบริษัทนั้น จะมี 2 กลุ่มหลักๆ ที่เป็นตัวชูโรง คือ กลุ่มสุขภาพ กับความงาม โดยเป็นการกินกับทา และ สินค้าของบริษัทในเวลานี้มี 24 รายการ ที่ผ่าน อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะมีออกมาใหม่เรื่อยๆ อีกต่อไป ส่วนสมาชิกในองค์กรเวลานี้เฉลี่ยมีอยู่ประมาณ 1 หมื่นรหัส แต่คาดว่าจากนี้ไปจนสิ้นปีจะมีสมาชิก เพิ่มขึ้นมา 20,000-25,000 รหัส ในส่วนของโมบาย บริษัทตั้งใจจะขยายในปีนี้ให้ถึง 100-150 โมบาย


ในส่วนของการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเชียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 โดย อ.สุธีร์ เผยว่า เวลานี้บริษัทได้เตรียม การรองรับไว้เช่นกัน แต่หลักๆ แม่ทีมจะออกไปสร้างเครือข่ายกันเองก่อน ตามตะเข็บชายแดนในลาว และกัมพูชา อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเปิดคลังสินค้าอยู่แล้วที่ พม่า, ลาว และเวียดนาม โดย 3 แห่งนี้จะเป็นที่กระจายสินค้าให้กับ แม่ทีมที่เข้าไปทำตลาด และในอนาคตหาก มีเครือข่ายพอสมควรแล้ว ก็จะทำการเปิด เป็นสำนักงานต่อไป


ทั้งนี้ อ.สุธีร์ ได้เป็นประธานในงาน "Miracle Day @ Asia Supreme" หรือ การสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของบริษัท เอเชีย สุพรีมฯ พร้อมเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ ที่เพิ่งย้ายมาเปิดทำการอยู่ที่ชั้น 3 ณ อาคารแมงป่อง ถ.ลาดพร้าว และได้เริ่มกิจการมาตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 2556 ซึ่งออฟฟิศใหม่มีพื้นใหญ่กว่าเดิม สามารถจุสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมได้ 400-500 คน





Credit By : http://www.siamturakij.com/

สร้างความน่าเชื่อถือ







Capture (Mobile)


การสร้างความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทำขายตรง ซึ่งจะมีผลต่อทัศนคติในเชิงบวกของผู้บริโภค สามารถ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจขายตรง จนนำไปสู่ความพึงพอใจ ของผู้บริโภคและทีมงาน โดยต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและ ทันสมัยในรูปแบบการดำเนินงานที่สอดคล้องและเหมาะสมกับ สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น นักขายตรงต้องตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าด้วยความเต็มใจที่จะช่วยเหลือ มีความพร้อม รวดเร็ว ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าไม่มีความยุ่งยาก และมีความเสี่ยงน้อย สร้างให้เกิดความมั่นใจ สะท้อนในภาพลักษณ์ ที่ดีของบริษัท และบุคลากร


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงก็ต้องมีการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ พร้อมที่จะนำเสนอสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีแผนการดำเนินงานสู่โอกาสและ รายได้ ซึ่งมีความชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรมต่อนักขายตรง และง่ายต่อความสำเร็จในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ทางด้านการบริหารจัดการ และฐานะความมั่นคงทางการเงินของบริษัท ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริโภคได้


การสร้างความน่าเชื่อถือในธุรกิจขายตรงนิยมกระทำกัน หลายวิธี ได้แก่


1.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยคุณภาพสินค้า ใช้แล้วต้องบอกต่อหรือแนะนำบุคคลอื่น สำหรับวิธีนี้ใครที่จะนำมาใช้จะต้อง ได้รับการศึกษาทำความเข้าใจตลอดจนได้ทดลองใช้สินค้า และได้ผลจริงๆ ตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ อาทิ อาหารเสริมเพื่อลดความอ้วน ถ้าคนที่ใช้เคยอ้วนและตอนนี้ผอมแล้วเนื่องจากใช้ผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวเมื่อไปบอกยังบุคคลอื่นก็จะสามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ได้ง่ายยิ่งขึ้น


2.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยกิจกรรมเพื่อสังคม เป็น การสร้างความชอบธรรมให้กับธุรกิจและผลิตภัณฑ์โดยการสรรค์สร้างกิจกรรมที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เป็น การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ชุมชนยอมรับ ซึ่งไม่ได้หวังผลยอดขายโดยตรงแต่เป็นการหวังผลทางอ้อมด้วยการอาศัยกิจกรรมที่สื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้ที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งได้จัดทำขึ้น กิจกรรมดังกล่าวเช่น การมอบทุนการศึกษาให้กับลูกหลานของสมาชิก หรือมอบทุนให้กับคนด้อยโอกาส การบริจาคสิ่งของสำหรับผู้ประสบภัยต่างๆ หรือการจัดกิจกรรมตามเทศกาล หรือ การสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลอื่นๆ


3.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างอิงผู้สำเร็จหรือผู้ที่เคยใช้แล้วเห็นผลหรือผู้ที่ทำได้จริง การกระทำลักษณะนี้ บางครั้งจะต้องได้รับการยินยอมจากบุคคลที่จะนำมาอ้างอิง และ ต้องคำนึงถึงจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพนั้นๆ ด้วย อาทิ การขายอาหารเสริมแล้วอ้างอิงว่าได้การรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็จะต้องมีการระบุอย่างชัดเจน ถูกต้อง และเป็นจริง และอีกสิ่งหนึ่งที่นักขายตรงนิยมนำมาอ้างอิงก็คือ ความสำเร็จของสมาชิกอาจเป็น ในลักษณะการอ้างถึง หรือให้ผู้ที่ประสบความสำเร็จมาเล่าให้ฟังก็ได้


4.การสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการนำเสนอข่าวของภาคสื่อมวลชน ปัจจุบันก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมากทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือเคเบิลทีวี ตลอดจนผ่านเว็บไซต์ต่างๆ การ นำเสนอข่าวของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความ เชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น แต่ต้องระวังถึงเนื้อหาข่าวหรือการใช้คำอย่างเหมาะสม เป็นจริง ตรงไปตรงมาอาจจะมีผลทางเชิงบวก และเชิงลบ โดยเฉพาะในปัจจุบันเป็นยุคของข้อมูลข่าวสารที่ไร้ขอบเขตและข้อจำกัด ทำให้ผู้บริโภครับรู้ข่าวสารได้อย่างฉับไว


ทั้ง 4 ประเด็นก็เป็นตัวอย่างที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับ ธุรกิจขายตรง ซึ่งหลายๆ บริษัทก็ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ละที่สำคัญต้องนำมาใช้อย่างถูกต้อง เป็นจริง ด้วยความจริงใจ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ทั้งนี้ ผู้บริโภคทั้งหลายก็จะต้องใช้สติ วิจารณญาณในการไตร่ตรองก่อนจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือสมัคร สมาชิกของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ใช่ว่าเห็นแต่รายได้หรือผลประโยชน์ อื่นใดมายั่วยุจนทำให้ความโลภบังตาตัดสินใจลงไปโดยขาดสติยั้งคิด..ขอให้ทุกคนทำขายตรงอย่างมีสติและยึดมั่นในจริยธรรม จรรยาบรรณ แล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จ





Credit By : http://www.siamturakij.com/

สร้างเวลาให้มีค่า







571281-topic-ix-0 (Mobile)


"เวลา" เป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับทุกคน ซึ่งใช้แล้วหมดไป ผ่านแล้วผ่านเลยไม่สามารถหวนกลับคืนได้ ทุกคนมีเวลาเท่ากันทุกวัน คือ วันละ 24 ชั่วโมง เมื่อทุกคนรู้คุณค่าของเวลาก็ย่อมสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ รู้จักใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ดังนั้น คนเราทุกคนต้องรู้จักการใช้เวลาให้คุ้มค่าก่อเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเวลาไม่เคยหยุดรอใคร ไม่ว่ายากดีมีจนก็ไม่สามารถหาซื้อเวลาได้ และ เวลาก็ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ในยามขาดแคลนได้


สำหรับนักขายตรงซึ่งเป็นอาชีพที่มีอิสระทางด้านเวลา ก็ต้องสร้างคุณค่าให้ เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีวันหวนกลับ ดังนั้น นักขายตรง ต้องรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานอย่างถูกต้องเหมาะสม ต้องใช้เวลาในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รู้จักที่จะแบ่งเวลาและจัดสรร เวลาของตนเองให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้


นักขายตรงควรจัดสรรเวลาเพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในหลายๆ ด้าน เพราะ การจัดสรรเวลาจะเป็นกรอบแนวทางในการให้บรรลุความสำเร็จ กำหนดกรอบเพื่อกำกับการทำงานทุกอย่างด้วยเวลาเสมอ มีการวางแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดเวลาให้มีคุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการจัดลำดับความสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ในลำดับแรก และลดหลั่นลงมาตามลำดับ ความสำคัญของงานและเวลาที่มีสำหรับจัดการงานทั้งหมด และต้องคิดค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อลดเวลา หรือใช้เวลาเท่าเดิมแต่ได้ปริมาณและคุณภาพมากขึ้น


การสร้างเวลาให้มีค่าเป็นการวางแผนเวลาแต่ละวันอย่างมีระบบ เข้าใจการ จัดเรียงความสำคัญและลำดับของงาน การลดขั้นตอนของงานหลักการประหยัดเวลา มีการบริหารเวลากับคนได้อย่างเหมาะสม มีการเรียนรู้และเข้าใจถึงสาเหตุของการใช้เวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพ การสร้างเวลาให้มีคุณค่าของนักขายตรง เพื่อ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากเวลาที่มีอยู่ สามารถกระทำได้ดังนี้


1.นัดหมายตรงเวลา นักขายตรงต้องมีความตรงต่อเวลา เมื่อได้นัดหมายกับบุคคลอื่นไว้แล้วก็ต้องไปให้ตรงเวลา ไม่ไปสาย เพราะเวลาของลูกค้าหรือของ บุคคลอื่นก็ย่อมมีค่ามากเช่นกัน


2.นักขายตรงต้องมีความพร้อมเสมอ สามารถเริ่มงานขายหรือการนำเสนอโอกาสได้ทันทีในทุกโอกาสที่มีความเหมาะสม โดยไม่ต้องรอเวลา หรือไม่ผัดวัน ประกันพรุ่ง


3.ใช้เวลาให้เหมาะสมกับลักษณะงานและลูกค้าแต่ละประเภท ต้องรู้จักการควบคุมเวลา และวางแผนการใช้เวลาให้สอดคล้องกับงานแต่ละลักษณะ มีการ กำหนดแผนงานและตารางเวลาอย่างชัดเจน


4.พยายามทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลา หรือปิดการขายทันทีเมื่อโอกาสเหมาะสม ไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านพ้นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ


5.ปรับปรุงและพัฒนาตนเองเพื่อบริหารเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับตนเองให้เข้ากับสถานการณ์รอบข้างและสอดคล้องกับเวลาที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม ตลอดจนรู้จักการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ


การสร้างเวลาให้มีคุณค่าเป็นเทคนิคของการจัดสรรเวลาและการจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสมถูกต้อง ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า มีความก้าวหน้าในชีวิต มีความสุขและประสบความสำเร็จทั้งชีวิตส่วนตัว ครอบครัวและการงาน ซึ่งการบริหาร เวลาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเปรียบเสมือนการพัฒนาศักยภาพแห่งตนเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิต


การเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงทักษะในการบริหารเวลาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานของนักขายตรง เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ใช้เวลาแต่ละช่วงอย่างมีคุณค่าและประสบผลสำเร็จ ตามที่ได้ตั้งใจไว้ คุณค่าของเวลาก็คือคุณค่าของชีวิต ดังนั้น ต้องทำทุกช่วงเวลา ที่มีอยู่ให้มีคุณค่า และพึงระลึกเสมอว่า "เวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว"





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

กลศึกไดเร็คท์ มอลล์เหนือเมฆ รับปั้นแบรนด์ป้อนค่ายขายตรง







Capture (Mobile)


จับตาค่ายไดเร็คท์ มอลล์ ทำตลาดแปลกแหวกเมฆเห็นตะวัน หลังส่ง บีวัน ถล่มจอทีวีเป็นการชิมลางตลอด 3 เดือนติดต่อกัน กระแสตอบรับแรงเกินห้ามใจ เตรียมส่งมอบให้ค่ายขายตรงรายหนึ่งเอาไปทำตลาดต่อไป โดยที่ ไดเร็คท์ มอลล์ มีหน้าที่สร้างแบรนด์ และสร้างกระแสด้านสื่อ และที่น่าจับตาสุด ๆ ที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในเวลานี้ นั่นคือ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ซิลวี่ แค่ยิงสปอตโฆษณาได้เพียง 2 สัปดาห์เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องเรียกน้ำย่อย ผู้บริโภคโทรสั่งซื้อถล่มทลายทั้ง ๆ ยังไม่มีการวางจำหน่าย เพราะ ซิลวี่ ก็จะมอบให้ค่ายขายตรงนำไปจำหน่ายอีกเช่นกันนอกจากนี้ยังจ่อคิวด้วยสินค้าหลากหลาย อาทิ เอ็ม มอลล์ พลัส ซึ่งมีส่วนผสมของ เบต้า-กลูแคน และพลูคาว และ กาแฟ-ถั่งเฉ้า กำลังจะถูกสร้างแบรนด์เพื่อป้อนให้ค่ายขายตรงอื่น ๆ ไดเร็คท์ มอลล์ ยังเตรียมจับมือกับค่ายขายตรง 4-5 ค่าย ในปี 2557 นี้ เพื่อรุกต ลาดเครือข่ายแบบเต็มอัตราศึก มุ่งปลุกพลังคนเครือข่ายให้ฟื้นคืนชีพ


ตลาดขายตรงยุคปี 2013 แม้จะต้องเผชิญกับสถาน การณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด แต่เวลานี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด สำหรับการพิสูจน์กึ๋น พิสูจน์ความแกร่งในแต่ละค่ายว่าจะรักษาสถานภาพของตนเองเอาไว้ได้หรือไม่


โดยเฉพาะสินค้า ที่อยู่ในเทรนด์หรือกระแส แม้จะมีบางค่ายยอดขายตก แต่ก็มีหลายค่ายที่ยอดขายพุ่งสูงขึ้นสวนกระแสเช่นกัน


ที่น่าจับตาในเวลานี้ ก็คือ ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กำลังเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใส เนื่องจากการตอบรับจากผู้บริโภค พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยสัดส่วนมูลค่าการตลาด ล่าสุด มีการเปิดเผยว่า ได้วิ่งแซงหน้าตลาดคอสเมติคส์ไปแล้ว โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 35 % ขณะที่ตลาดคอสเมติกส์ มีสัดส่วนอยู่ที่ 27%


สาเหตุที่ตลาดผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการแข่งขันอย่างรุนแรงในตลาด รวมไปถึงผู้บริโภค เริ่มเห็นความสำคัญของสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีผู้ประกอบการทั้งรายใหม่รายเก่า ลงมาเล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก


ในกลุ่มผู้ประกอบการประเภทเอสเอ็มอี มีหลายค่ายลงมาเล่นในตลาดออนไลน์ อาศัยการสื่อสารถึงผู้บริโภคผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค


กลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ อาศัยการทำตลาดแบบคลุกวงใน ไม่เน้นการสร้างกระแส หรือทำ แบรนด์ดิ้ง อย่างจริงจัง พูดง่าย ๆ ไม่ยอมเสียเงินค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว อาศัยหลักที่ว่าสินค้าไม่จำเป็นต้องเด่นต้องดัง ขอเพียงลูกค้าพอใจเป็นใช้ได้


แต่ถ้ามาดูกลุ่ม ผู้ประกอบการที่เป็นรายใหญ่ เวลานี้ นอกจากจะทุ่มงบประมาณลงไปในสื่อทุกประเภท แล้วยังมีการเพิ่มศักยภาพในตัวสินค้า เพิ่มความเข้มข้นกันอย่างชนิดชนเพดาน


ในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อแบ่งกลุ่มประเภทสินค้าออกมา ถ้าหากจัดกลุ่มสินค้าดาวรุ่งพุ่งแรงในเวลานี้ คงไม่มีใครเกิน ตลาดผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิง และตลาดคอลลาเจนนั่นเอง ผลิตภัณฑ์ ภายในผู้หญิง และตลาดคอลลาเจน ได้แทรกซึมอยู่ในใจผู้บริโภคเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ


จากการสำรวจของ ตลาดวิเคราะห์ พบว่า ผลิตภัณฑ์ภายในผู้หญิง และตลาดคอลลาเจนกำลังเป็นจุดขายที่ดึงดูดใจผู้บริโภค มาก กว่าผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยเฉพาะ เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ หลายค่าย มีการเพิ่มคอลลาเจนเข้าไปในส่วนผสม มีการปรุงแต่งเพิ่มรสชาติให้น่ารับประทานมากขึ้น


แม้แต่บริษัท เซเรบอส (ประเทศไทย) จ้าวแห่งตลาดสุขภาพของเมืองไทย ล่าสุด มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ มีชื่อว่า แบรนด์ อินเนอร์ไชน์ มารีน คอลลาเจน เอสเซนส์สตริป ลงมาเล่นในตลาดเช่นกัน


ดังนั้น ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงเป็นตลาดที่ เป็นสนามแข่งอีก 1 สนาม ที่ใช้ประลองกำลังกันอย่างเข้มข้น ทั้งในสนามธุรกิจขายตรง และสนามในตลาดเทรดดิ้ง


ขายตรงรุมทึ้งB1ดึงสินค้าเข้า MLM


หลังTest ตลาด 3 เดือนผ่านฉลุย


ค่ายไดเร็คมอลล์ ซึ่งเป็นบริษัทรับสร้างแบรนด์สินค้าให้กับบริษัทขายตรง ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสื่อไอเอ็น ทีวี หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัวสร้างแบรนด์ B1 (บีวัน) ได้เพียง 3 เดือน ล่าสุด มีค่ายบริษัทขายตรงหลายค่ายเสนอตัว ขอนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายระบบขายตรง MLM หลังจากที่มีการสั่งออร์เดอร์ซ้ำเข้ามามากเกินกว่าที่คาด ประกอบกับ มีผู้เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายมากเป็นประวัติการณ์


นอกจากนี้ค่ายไดเร็ค มอลล์ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนยี่ห้อ ซิลวี่ (Silvy) ออกสู้ตลาดด้วยการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อพันธมิตร เป้าหมายเพื่อมอบให้บริษัทขายตรงที่สนใจจะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าไปจำหน่ายในระบบเครือข่าย ซึ่งได้ยิงสปอตโฆษณาไปบ้างแล้ววันละกว่า 100 สปอต ทางช่อง IN TV และช่อง TVD กระแสตอบรับเกินคาด แต่สินค้าดังกล่าวไม่มีวางจำหน่าย อยู่ระหว่างการสร้างแบรนด์สร้างกระแสเท่านั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับค่ายขายตรงน้องใหม่รายหนึ่งเพื่อนำไปทำตลาดต่อไป


การทำธุรกิจเครือข่ายในยุคปัจจุบัน หลาย ๆ ค่าย มักจะไม่ค่อยกล้าลงทุน สร้างความยอมรับในตัวสินค้าหรือการสร้างแบรนด์ ไม่กล้าลงทุนซื้อโฆษณาเพื่อปลุกกระแส เพราะเป็นการลงทุนที่สูง บริษัท


ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด จึงได้มองเห็นช่องว่างตรงนี้ คือ มีหน้าที่รับสร้างแบรนด์เพื่อป้อนให้กับบริษัทเครือข่ายที่สนใจอยากจะพัฒนารูปแบบการทำตลาดของตนเอง


เมื่อมาวิเคราะห์ถึงการยุทธ์ทางการตลาดของ บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัดจะพบว่า เป็นอีกมิติหนึ่งที่จะสามารถปลุกกระแสตลาดเครือข่ายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ถือว่าเป็นกลยุทธ์อีกรูปแบบหนึ่ง ที่น่าจับตามองอย่างมากน่าจะเป็นบริษัทแรก ๆ ที่มีแนวความคิดแบบนี้


สิ่งที่เป็นจุดเด่นของการสร้างกลไกการตลาดแนวใหม่สไตล์ ไดเร็คท์ มอลล์ ก็คือ ในปี 2557 นี้ ได้วางแผนจับมือกับบริษัทขายตรง 4-5 ค่าย เพื่อนำสินค้าคุณภาพที่ไดเร็คท์ มอลล์ได้คัดเลือกเป็นอย่างดี แล้วมาสร้างแบรนด์ผ่านสื่อ บริษัทขายตรงพันธมิตรมีหน้าที่จำหน่าย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อ ส่วนรายละเอียดของผลประโยชน์นั้นก็จะมีข้อตกลงเป็นกรณี ๆ ไป


กลยุทธ์แบบนี้จะทำให้บริษัทขายตรงซึ่งเป็นพันธมิตรทำตลาดได้ง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องใช้งบมาลงโฆษณากับสื่อ แต่บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ รับผิดชอบทางด้านนี้ บริษัทขายตรงเพียงรับผิดชอบด้านการขายเพียงอย่างเดียว ไดเร็คท์ มอลล์เปิดกว้างให้ทุกบริษัทขายตรงสามารถเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการค้าได้ สอดคล้องกับการทำตลาดในยุคปัจจุบัน คือ ต้องจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกันมันถึงจะสำเร็จได้


แนวทางค่าย ไดเร็คท์ มอลล์


เป็นไปได้ในระบบเครือข่าย


ต้องยอมรับว่า รูปแบบการทำตลาดของธุรกิจเครือข่าย, สื่อ และโรงงานผู้ผลิตสินค้า ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ผู้ประกอบการจะมายึดมั่นถือวั่นในการทำตลาดแบบเดิม ๆ คงไปไม่รอด หรือไม่ก็โตยาก


ขณะเดียวกัน การผนึกกำลังของ 3 ฝ่าย ซึ่งหมายถึง ตัวบริษัทผู้ผลิต สื่อและพลังเครือข่ายจะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดในยุคนี้ เพราะถ้า 3 ส่วนนี้สามารถผนึกกำลังกันได้ และลงตัวเมื่อไหร่ จะเป็นการตลาดที่มีอานุภาพแรงมาก


ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด ได้กำหนดแนวทางคร่าว ๆ คือ ประการหนึ่ง ในการผลิตสินค้าทุกแบรนด์ ภายใต้การจำหน่ายของ ไดเร็คท์ มอลล์ จะเป็นผลิตภัณฑ์เพียงยี่ห้อเดียวที่อยู่ในท้องตลาด ทั้งที่เป็นชื่อ ภาพลักษณ์ หรือ สูตร เป็นต้น


ประการที่สอง กระบวน การในการดำเนินการทางการตลาด จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ โดยสินค้าจะต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา และมีมาตรฐานการผลิตในระดับสากล


ประการที่สาม ในแผน การตลาด ทางบริษัทฯ ได้ทุ่มงบสื่อโฆษณาแบบไม่อั้นลิมิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่สมาชิกรวมทั้งผู้ซื้อสินค้า อย่างต่อเนื่อง


ประการที่สี่ จะมีการคัดสรรผลิตภัณฑ์สินค้า ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด โดยผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานภาครัฐ และผู้บริโภค เพื่อเสริมทางด้านการตลาดให้เข้มแข็งมากขึ้น


ในสถานการณ์การแข่ง ขันในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นที่ทราบดีว่า มีสินค้าที่สร้างปัญหาให้กับวงการมากมายหลายประเภท


ประเภทหนึ่ง ก็คือ เจตนามาเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยไม่ได้มุ่งเน้นการทำตลาดอย่างจริงจัง เห็นสินค้าใครขายดี ก็ไปทำสินค้าลอกเลียนแบบ โดยทำเหมือนแค่แพ็คเกตจิ้ง ชื่อสินค้า แต่ตัวสินค้ากลับเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ


อีกประเภทหนึ่งก็คือ มีการลอกเลียนแบบเหมือนจริง 100% ทั้งภาพลักษณ์ ชื่อ หรือตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งปัญหานี้ส่วนใหญ่ จะพบในกลุ่มผู้ผลิตหรือโรงงาน กับตัวแทนจำหน่าย


เปิดตัวสินค้าอีกหลายรายการ


ป้อนให้ค่ายขายตรงที่สนใจ


จากบทเรียนที่ผ่านมา จึงเป็นที่มาแนวคิด ของการทำข้อตกลง 3 ฝ่าย ที่ค่ายไดเร็คท์ มอลล์ได้มีการวางหลักเกณฑ์ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายเดียวกัน


ด้านสินค้า จากกระแสตอบรับ ทั้งตัวแทนและผู้บริโภค B1 ยังคงเป็นสินค้าหลักที่จะเป็นสินค้าตัวนำในตลาด


นอกจากแบรนด์ที่กล่าวมานี้ บริษัท ไดเร็คท์ มอลล์ จำกัด ยังเตรียมเปิดตัวสินค้าตัวใหม่อีกหลาย ประเภท ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ เริ่มตั้งแต่ เอ็ม มอลล์ พลัส ซึ่งมีส่วนผสมของ เบต้า-กลูแคนพลัสพลูคาวถือเป็นอีกหนึ่งนวัต กรรมใหม่ ที่ตอกย้ำเรื่องสุขภาพเนื้อ ๆ อีกอีกหลายรายการ เพื่อป้อนให้กับบริษัทเครือข่ายขายตรงที่ให้ความสนในการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ


ลักษณะเด่นของ เบต้า-กลูแคนพลัสผสมพลูคาวคือ เรื่องการฟื้นฟูสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน มะเร็ง ความดัน อ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง สมุนไพรดังกล่าวจะเข้าไปดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากกว่าเฉพาะเรื่อง


เนื่องจากกระแสสมุน ไพรเพื่อสุขภาพเวลานี้ ถั่งเฉ้า กำลังเป็นที่กล่าวขานกันอย่างสูง โดยมีการนำมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางประเภท ซึ่งตามแผนการรุกทางการตลาดของ ค่ายไดเร็คท์ มอลล์ เปิดเผยกับ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ทางบริษัทเตรียมแผนที่จะนำเอานวัต กรรมใหม่ อีกประเภทหนึ่ง ในรูปของกาแฟผง ที่มีส่วนผสมของ ถั่งเฉ้า เข้ามาจำหน่ายเป็นรายแรกของประเทศไทย


โดยล่าสุด ได้ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยาเรียบร้อยแล้ว กำลังอยู่ในระหว่างการออก แบบแพ็คเกจจิ้งเพื่อให้กับบริษัทขายตรงรายหนึ่งจำหน่ายต่อไป


ไดเร็คท์ฯจ้องตลาดคอลลาเจน


กระหึ่มแบรนด์ Aki Collagen ลุย


การเปิดเกมรบในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นับเป็นการรุกครั้งสำคัญอีกก้าวหนึ่งของค่ายไดเร็คท์ มอลล์ ที่น่าจับตา เนื่องจากตลาดคอลลาเจน ก็เป็นตลาดที่ไม่หยุดนิ่ง ยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา


หลายคนมองว่า ตลาดเริ่มอิ่มตัว แต่ถ้าหากผลิตภัณฑ์สินค้าเดิม ขาดการพัฒนา ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับนวัตกรรมใหม่ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โอกาสที่จะสูญเสียตลาดไปยังผู้ประกอบการรายใหม่ ก็มีสูงเช่นกัน


คอลลาเจนในตลาดทุกวันนี้ มีมากมายหลายยี่ห้อ ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อ เลือกรับประทานได้ หลายเกรด มีทั้งคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก จากหอย จากหมู เป็นต้น นอกจากนี้ แต่ละประเภท ก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ทั้งดูดซึมช้าดูดซึมเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการมิกซ์กับผลไม้สกัด เพื่อใส่มูลค่าเพิ่มเข้าไป แหล่งข่าวในวงการอาหารเสริมสุขภาพกล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์


เพราะฉะนั้น คนที่จะก้าวมาสู่ตลาดสินค้านี้ ต้องรู้ลึก รู้จริง รวมทั้งต้องช่วงชิงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และมีความพร้อมในการวางแผนการตลาดอย่างสมบูรณ์


ที่สำคัญ การเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้เร็วกว่า ย่อมสร้างความได้เปรียบมากเป็นทวีคูณ


พฤติกรรมผู้บริโภค ในสังคมยุคนี้ เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพทั้งภายในและภายนอก ได้แผ่ขยายไปยังกลุ่มคนในทุกระดับชั้น


ในวงการตลาด เชื่อว่า การเติบโตทางธุรกิจ ยังคงมีโอกาสที่จะขยายได้อีกมาก ปัญหา ก็คือ ผู้ผลิตจะสามารถตอบโจทก์ ความต้องการผู้บริโภค ได้มากน้อยขนาดไหน ทั้งในด้านคุณภาพและราคา


คอลลาเจน นับเป็น สารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อร่างกาย เป็นโปรตีน สำคัญของผิวหนัง ที่ช่วยสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้


โดยปรกติ จะมีปริมาณมาก 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย ซึ่งคอลลาเจนจะทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล เต่งตึง กระชับ ไม่เหี่ยวย่น


โดยเฉพาะในหมู่สุภาพสตรี ตั้งแต่วัยเด็ก และวัยสาวก่อนอายุจะย่าง 30 ปี ภายในชั้นผิวจะมีความสมบูรณ์จากคอลลาเจนสูง


ปัญหา ก็คือ หากผ่านพ้นวัยดังกล่าวไป ผิวพรรณที่เปล่งปลั่ง จะยังรักษาสภาพนี้เอาไว้ได้นานขนาดไหน เพราะหากพ้นวัย 25 ปีไปแล้ว คอลลาเจนในร่างกายจะลดลง 1.5% ต่อปี


นี่คือ โจทย์ใหญ่ ที่นำไปสู่กระแสการตื่นตัวในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สุภาพสตรีทุกคน เริ่มใส่ใจ และพร้อมที่จะลงทุนเพื่อเรียกความสาวกลับคืนมา


ในกลุ่มสังคมผู้หญิงยุคใหม่ ได้รับการตอบสนองมายาวนานพอสมควร แต่ในหมู่สุภาพสตรีที่เพิ่งรับรู้ข่าวสารและความจำเป็นของคอลลาเจน ก็เพิ่ง 5 ปีที่ผ่านมานี้เอง


ด้วยเหตุนี้ แนวทางการตลาด จึงมีความจำเป็นจะต้องแบ่ง กลุ่มลูกค้าเป้าหมายออกไปในหลากหลายระดับ


เริ่มตั้งแต่ระดับวัยรุ่น-วัยสาว อายุ 17-25 ปี แม้จะเป็นช่วงที่ร่างการสมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็อยู่ในกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเสริมสร้างคอลลาเจน เพื่อรักษาสภาพผิวให้เต่งตึงอยู่ตลอดเวลา


ตลาดกลุ่มนี้ นักวิเคราะห์การตลาดมองว่า เป็นตลาด ที่พร้อมจะรับคอลลาเจนในลักษณะที่ไม่เข้มข้นเกินไป โดยผลิตภัณฑ์จะเป็นไปในลักษณะ เจือปนกับน้ำผลไม้สกัด ที่มีคุณสมบัติในการดูแลสุขภาพภายในควบคู่กัน


เป็นกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใหญ่ ที่พร้อมจะซื้อสินค้าในราคาไม่แพงเกินไป


ขณะที่กลุ่มตลาดอีกกลุ่มหนึ่ง ที่พ้นวัย 30 ปีไปแล้ว จะเห็นว่า ตลาดกลุ่มนี้ กลับเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนที่สุด เนื่องจาก เป็นช่วงที่คอลลาเจน เริ่มลดลง ถือเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากอยู่ในวัยทำงาน


และอาจกล่าวได้ว่า เป็นวัยที่เริ่มมีความวิตกกังวลกับปัญหาเรื่องผิวพรรณ รวมไปถึงปัญหาสุขภาพภายในมากที่สุด


ฉะนั้น ปัญหา ก็คือ จะต้องสร้างกระบวนการส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับผู้บริโภค ถึงคุณประโยชน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ


โดยไม่มุ่งเน้นการโฆษณาชวนเชื่อ จนทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำตลาดแบบไม่สร้างสรรค์แล้ว หากแต่ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของธุรกิจขายตรงอีกด้วย


ที่สำคัญ การบริโภคคอล ลาเจน จะต้องสื่อสารให้กับผู้ใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับวัย และกับสภาพความต้องการของร่างกายอย่างแท้จริง


นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ค่ายไดเร็คท์ มอลล์ มองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะใช้โอกาสนี้ วางรูปแบบการขาย พร้อม ๆ กับการติดอาวุธทางปัญหาแก่ตัวแทน เพื่อเป็นสื่อกลางในการทำความเข้าใจกับผู้บริโภค ค่ายไดเร็คท์ มอลล์จึงได้เตรียมแผนที่จะโปร์โมท แบรนด์ คอลลาเจน ยี่ห้อ Aki Collagen เพื่อให้บริษัทขายตรงค่ายหนึ่งจำหน่ายเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวจอยแอนด์คอยน์ (Join &Coin) : กล้าลอง กล้าทำ แล้วท่านจะพบความสำเร็จ วนิดา คำภา ตำแหน่ง M-Balance บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด







555 (Mobile)


เส้นทางสู่ความสำเร็จ ปักษ์นี้...จะขอหยิบเรื่องราวของ วนิดา คำภา ตั้งแต่แรกก้าวไปจนถึงเป้าหมายสูงสุดในชีวิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายคน ว่าความสำเร็จไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากสองมือกับหนึ่งปัญญาของตัวเอง...เรื่องราวชีวิตเริ่มต้นกับ ธุรกิจขายตรง


เฉกเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ ในยุคหนึ่ง มักจะมีคำพูดอยู่เสมอว่า การที่คนจะทำอะไรซักอย่างนั้น ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ จะต้องคิดแปลก และต่างจากคนอื่น เพราะในยุคปัจจุบันคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ธุรกิจเครือข่าย ถือได้ว่าเป็นยุคที่มาแรกที่สุด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ด้วย...


ปักษ์นี้ เป็นพื้นที่ของสาวแกร่ง ที่สามารถก้าวมาสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่ายนั้น การคิดดี ทำดี พูดดี ก็ทำให้เธอผู้นี้ วนิดา คำภา ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง M-Balance บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด ได้อย่างน่าชื่นชม!..เจ้าตัว บอกเล่าถึงความสำเร็จตัวเองว่า การที่เราขึ้นมาสู่จุดนี้ได้ก็เพราะการที่ คิดดี พูดดี ทำดี เมื่อก่อนเธอเป็นคนไม่เอาใคร ไม่ค่อยคบเพื่อน แต่เมื่อเธอเข้ามาสู่ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ ทำให้ชีวิตของเธอนั้นเปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน


วนิดา จึงตัดสินใจปิดกิจการ และหันมาลงทุนกับสินค้าของบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ นั้นคือตัว โหย่งเหิง ตอนนั้นที่เข้ามาก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ พอทานโหย่งเหิงก็เริ่มประทับใจในตัวสินค้า และด้วยความที่เป็นคนมีฝันที่ยิ่งใหญ่...นี่ก็เป็นโอกาสที่ได้พบกับธุรกิจแนวใหม่ที่แตกต่างจากขายตรงทั่วไป ที่เป็นทั้งเครือข่ายร้านค้า และเครือข่ายผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถขยายสาขาได้...


ซึ่งอาจบังเอิญ หรือว่า โชคชะตา ที่นำพา วนิดา เข้ามา สู่อ้อมใจ ใน ธุรกิจเครือข่าย ของ J&C ได้โดย ละม่อง ซึ่งก็ได้เปลี่ยนความคิดจากที่ไม่เคยสนใจแต่ชีวิตได้พลิกผันเข้ามาศึกษาเรียนรู้หลักการต่าง ๆ พร้อมนำผลิตภัณฑ์ไปใช้กับครอบครัว และก็มองเห็นปัจจัยสู่ความสำเร็จ...


...หลังจากที่ วนิดา ได้ก้าวเท้าเข้ามายังธุรกิจ J&C ซึ่งเป็น ธุรกิจเครือข่าย ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ!...จากคนที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะต้องมาเดินบนเส้นทางเครือข่าย แต่วันนี้เขาสามารถ สลัดความจน เพื่อมาเริ่มจัดการธุรกิจ J&C ของตนเอง


ตรงนี้เองจึงเป็นเหตุให้ วนิดา โตขึ้น โตขึ้น และโตขึ้น จนได้รับต่ำแหน่ง M-Balance ของบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด ได้แบบชิว ๆ วนิดา มุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่ เพราะที่นี่เป็นธุรกิจแห่งอนาคต เธอจึงได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้หลักสูตรต่าง ๆ เพื่อที่จะขยายงานอย่างไม่สะดุด เพราะกระบวนการฝึกอบรมจะเป็นลักษณะมุ่งเน้นที่จะให้ข้อมูลธุรกิจ เพื่อใช้ในการตัดสินใจ เพื่อให้ผู้ประกอบการเป็นผู้เชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ,ผลิตภัณฑ์ และการบริหารงาน


ความสำเร็จ ไม่ได้เกิดขึ้นที่บุคคลใด บุคคลหนึ่ง แต่เกิดขึ้นสำหรับทุกคนที่มีความตั้งใจ ที่จะทำในสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจ ซึ่งธุรกิจ J&C มีหลายหลักสูตรที่แตกต่างกันออกไป แต่ฉันจะให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างทีมงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะให้นักธุรกิจก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคง


ซึ่งการเป็น ผู้นำจะต้องมีจิตใจแกร่งดัง หินผาศิลาแลง เพราะทุกวันนี้เขาต้องแก้ปัญหามีไว้ให้แก้ เพราะก่อนเข้าสู่ธุรกิจขายตรงเมื่อก่อนเป็นคนนิสัยไม่เอาใคร ไม่คบเพื่อน และชอบอยู่ตัวคนเดียวเงียบ ๆ แต่พอเข้ามาสู่จุดนี้ใหม่ ๆ ทำให้ยากแก่การปรับตัวในช่วงแรก ตัวเธอเลยต้องปรับเปลี่ยนนิสัยตัวเองใหม่ค่อนข้างจะเยอะ เพื่อให้เข้ากับระบบของบริษัทที่วางไว้


ปัจจุบัน วนิดา มีรายได้จากที่นี้มากกว่า 6 หลัก และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังได้ส่งลูกเรียนต่อสามารถใช้หนี้หมด มีที่ดินทำสวนยางพารา 1 แปลง และออกรถป้ายแดง 4 ประตู นอกจากนี้ แถมยังได้มีโอกาสทอง ได้เที่ยวที่สุดแสนจะสบายใจ เพื่อกำไลของชีวิต...แค่เพียงระยะเวลาไม่กี่ปี เท่านั้น


ซึ่งเธอบอกว่า ไม่ใช่ว่าเป็นคนเก่งอะไรมากมาย แต่...ว่าธุรกิจ J&C เติบโตด้วยคุณภาพของสินค้า ราคาเข้าถึงทุกกลุ่มทั่วไทย


วันนี้ถือว่าชีวิตของฉันมีความสุขมาก จากการทำธุรกิจ J&Cเพราะได้ช่วยเหลือคนที่ยังขาดแคลนให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้สอนให้รู้จักวิธีการทำงานต่าง ๆ เพื่อที่จะเข้าไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ ต่อไป และเราก็มีหน้าที่จัดประชุมให้กับทีมงาน และช่วยบรรยายข้อมูลต่าง ๆ เพราะเรียกได้ว่าที่นี่เป็นธุรกิจของการพัฒนาคนให้ก้าวขึ้นมามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง


ธุรกิจเครือข่าย เปรียบเหมือน ถุงเงิน ถุงทอง ของผู้ที่ทุ่มเทลงทุนลงแรง และลงมือทำอย่างสุดกำลัง เพราะนี่คือธุรกิจของอนาคตของคนที่มองเห็นโอกาส และพร้อมที่จะเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง...


วนิดา กล่าวทิ้งท้าย ความจำเป็นของการใช้สินค้า และความต้องการของผู้บริโภค เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจ ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำหลายธุรกิจเจอผลกระทบ และธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดตัวลง เพราะไม่มียอดซื้อ แต่สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตอบสนองใจเรื่องของสุขภาพด้วยแล้ว มักจะได้รับผลกระทบน้อย และ J&Cก็ถือเป็นธุรกิจแบรนด์หนึ่ง ที่ไม่หวั่นกับความผันผวนของเศรษฐกิจ เพราะสินค้าคุณภาพดีราคาถูก ประหยัดผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้ตลอดเวลา ขยายธุรกิจได้ทุกที่ร่วมได้กับทุกธุรกิจ โดยไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน จึงอยากให้ท่านที่กำลังมองหาอาชีพเสริมหรือรายได้เสริมได้เข้ามาศึกษา ธุรกิจของ J&Cแล้วท่านจะรู้ว่าที่นี่ ดีแค่ไหนและรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอน...





Credit By :http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว เอเชีย สุพรีม (Asia Supreme) : เอเชีย สุพรีมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ชิมรางแตกไลน์สายธุรกิจเสริมศักยภาพ







Capture (Mobile)

 


เอเชีย สุพรีม ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ แย้มเป้า 3 ปี ดันองค์กรเครือข่ายสู่มืออาชีพ...หลังเตรียมแตกไลน์ธุรกิจใหม่เติมเต็มความสมบูรณ์ พร้อมเสิร์ฟเครื่องมือธุรกิจแบบครบเครื่องทั้งสื่อทีวี-วิทยุชุมชนแก่สมาชิก...แย้มภาพรวมธุรกิจที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี เติบโตดีเกินคาด ลั่นสิ้นปีขอแตะยอด 150 ล้าน พร้อมจำนวนสมาชิก 2 หมื่นรหัส


อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาว่าหลังจากที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการมาเกือบ 2 ปี ต้องยอมรับว่าธุรกิจขายตรงในบ้านเรานั้น ค่อนข้างที่จะไม่ปกติ แต่ด้วยความตั้งมั่นของเอเชีย สุพรีมแล้ว บริษัทฯ ถือว่าในช่วงที่ผ่านมา ค่อนข้างมีการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ และล่าสุด บริษัทฯ ได้มีการเพิ่มศักยภาพความมั่นคงของธุรกิจด้วยการย้ายออฟฟิศทั้ง 2 แห่ง ที่จากเดิมอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 5 และที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว มาอยู่ที่อาคารป่องทรัพย์ ชั้น 3 ซึ่งถือเป็นสำนักงานใหญ่ของบริษัทเลยก็ว่าได้


สำหรับแผนงานของบริษัทฯ ที่วางไว้นับจากนี้ คือ การปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ในช่วง 3 ปีนับจากนี้ โดยจะเริ่มต้นจากการแตกไลน์ธุรกิจใหม่อีกหนึ่งบริษัท โดยจะมีทางเอเชีย สุพรีมนั้นเป็นตัวนำ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป ทางบริษัทฯ จะเปิดบริษัทใหม่อีก 1 บริษัท คือ บริษัท Upline Holding ที่มีทุน 20 ล้านบาท โดยบริษัทดังกล่าวสามารถให้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปถือหุ้นใน Upline Holding ได้ ซึ่งแนวทางธุรกิจของเอเชีย สุพรีม นับจากนี้ จะเป็นการเติบโตด้วย 3 สายธุรกิจที่จะเกิดขึ้น คือ สายธุรกิจที่ 1 ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2556 นี้เป็นต้นไป ทางบริษัทฯ จะมีธุรกิจทางด้านออนไลน์และธุรกิจซิงเกิ้ล ชื่อว่า Supreme Direct ทุน 10 ล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนธุรกิจ


สายธุรกิจที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2556 ทางบริษัทฯ จะมีอีกหนึ่งธุรกิจชื่อว่า Supreme Plus ทุน 30 ล้านบาท โดยจะทำธุรกิจอยู่ 2 อย่าง คือ สื่อที่เป็นของบริษัทเอง และสื่อที่บริษัทเข้าไปร่วมทุน ไม่ว่าจะเป็นทางเคเบิ้ลทีวีและวิทยุชุมชน ที่มีอยู่เกือบ 100 สถานี อีกทั้งบริษัทฯ ยังมีสถานีที่สื่อสารกับสมาชิกของบริษัทที่ชื่อว่า Asia TV เป็นเน็ตทีวี หรือเรียกว่า IPTV นั้นเอง ซึ่งคาดว่า จะเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนมกราคม ปี 2557 นี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับบริษัท และสร้างเครื่องมือให้กับสมาชิกในการทำงานง่ายขึ้นนั่นเอง


นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีธุรกิจที่เป็นคู่ขนานกับ Supreme Plus นั่นก็คือ ร้านกาแฟ ซึ่งถือเป็นเซ็นเตอร์ของเอเชีย สุพรีมเลยก็ว่าได้ โดยจะมีชื่อว่า Supreme Coffee คาดว่าในปี 2557 จะมีอยู่ประมาณ 100 ร้าน โดย Supreme Coffee นั้น จะอยู่ในปั้มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า มหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมาย โดยเชื่อว่ารูปแบบธุรกิจนี้น่าที่จะเติบโตไปได้เป็นอย่างดี


อาจารย์สุธีร์ กล่าวเสริมอีกว่า ส่วนสายธุรกิจที่ 3 ที่คาดว่าจะเกิดในช่วงปลายปี 2557 คือ ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าไปทำโรงงานการผลิตสินค้าในบ้างกลุ่ม โดยเฉพาะโรงงานผลิตเครื่องสำอางและโรงงานการผลิตเครื่องดื่มสุขภาพ ด้วยทุน 60 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเอเชีย สุพรีมนั้น จะถือหุ้นโดยเอเชีย สุพรีมเกิน 50% ในขณะเดียวกันธุรกิจในเอเชีย สุพรีมนั้น จะถือหุ้น 30% โดย Upline Holding ที่มีสมาชิกบางรายเป็นผู้ถือหุ้นด้วย


นอกจากนี้ เอเชีย สุพรีม ยังมีมูลนิธิ เพื่อทำกิจกรรมกับสังคมอีกด้วย โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 เป็นต้นไป บทบาทของมูลนิธิจะเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ ในการช่วยเหลือดูแลเกื้อกูลสังคม ไปพร้อม ๆ กับสถาบันการฝึกอบรม เพื่อที่จะไปสร้างคุณภาพและศักยภาพของสมาชิกทั้งหมดของบริษัทฯ นั่นเอง


วันนี้ต้องยอมรับว่า โลกของธุรกิจเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะฉะนั้นระบบของสื่อต่าง ๆ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญ โดยธุรกิจใหม่ที่เราจะเกิดขึ้นนั้น ทั้งเรื่องของออนไลน์และซิงเกิ้ล จะเป็นการขายสินค้าที่แตกต่างกัน และคนละแบรนด์ รวมถึงเป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่มด้วย


ด้านนายเอกดนัย สุฉันทบุตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เอเชีย สุพรีม ได้ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ปีแล้ว โดยได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2555 มียอดขายอยู่ประมาณ 60 ล้านบาท ที่สำคัญ ผลประกอบการของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ พบว่า มียอดขายเท่ากับปีที่ผ่านมา คือ 60 ล้านบาท ส่งผลให้ในสิ้นปีนี้บริษัทฯ จึงตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 150 ล้านบาท พร้อมกับเป้าหมายจำนวนสมาชิกแตะอยู่ที่ 2 หมื่นรหัส จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 1.2 หมื่นรหัส


นายเอกดนัย กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจัยที่ทำให้บริษัทฯ เติบโตจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีบริษัทแม่เป็นบริษัทมหาชน มีโรงงานการผลิตที่อยู่ในเครือของเรา โดยถือว่าน่าที่จะเป็นการสร้างความมั่นใจ และความมั่นคงให้กับสมาชิกของเราได้ ที่สำคัญ ที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของบริษัทฯ นั้น ถือว่าเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในส่วนของสาขาด้วย อีกทั้งในเรื่องของการจัด OPP ทั่วประเทศ และการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ อาทิ โปรโมชั่นท่องเที่ยว โปรโมชั่นรถยนต์ เป็นต้น ที่ช่วยในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจนั่นเอง





Credit By :http://www.taladvikrao.com

เจาะยุทธศาสตร์ดันยอดขายตรง2สัญชาติ ดี เน็ทเวิร์ค-ซินเนอร์จี้ส่งโฆษณา/สินค้าใหม่สู้ศึก







992879_544732828924742_349171927_n (Mobile)


ผ่าแผนรบขายตรง ดี เน็ทเวิร์ค-ซินเนอร์จี้ ไตรมาสที่ 3...หลังพบเริ่มเดินเครื่องทางธุรกิจเต็มอัตราศึก ด้าน ดี เน็ทเวิร์ค ทุ่มงบกว่า 20 ล้าน โปรโมททางผลิตภัณฑ์ บานเย็น รากขาว-โกเรจินส์ ผ่านสื่อฟรีทีวี มุ่งสร้างการรับรู้ พร้อมเซ็นสัญญาดึง เขาทราย กาแลคซี่ เพิ่มดีกรีความแรงโกเรจินส์...ส่วน ซินเนอร์จี้ เดินหน้าปรับกลยุทธ์ ขยายไลน์สินค้ากลุ่มเครื่องสำอางหวังสร้างยอด หลังเปิดตัวแคมเปญแรงที่ภาคอีสาน ส่งผลให้ยอดขายเติบโตและมีนักธุรกิจหน้าใหม่สูง 25% ภายในเดือนเดียว


ตลาดขายตรง ในชั่วโมงนี้ ยิ่งใกล้ปลายปีมากขึ้นเท่าไหร่ กระแสการทำธุรกิจของหลาย ๆ ค่าย ต่างเริ่มออกมาแผลงฤทธิ์ให้เห็นกันอย่างออกรส ออกชาติกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวสินค้าใหม่ สร้างความต่างที่ออกมาฉีกหนี้เพื่อนร่วมธุรกิจด้วยการเอง การโหมโรงตีตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อเรียกกำลังซื้อให้กับคืนมา ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่หลาย ๆ ค่ายเริ่มทำกัน


แต่ในขณะเดียวกัน ต้องบอกว่า ในการปล่อยทีเด็ดของแต่ละค่าย ต่างก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยเช่นกัน เฉกเช่นเดียวกับ ขายตรงทั้ง 2 ค่ายนี้ ที่จะขอนำเสนอนั่นก็คือ ขายตรงขั้วแรก ขายตรงสัญชาติไทย นั่นก็คือ บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด และขายตรงอีกหนึ่งขั้ว เป็น ขายตรงข้ามชาติ นั่นก็คือ บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งต้องบอกว่าทั้ง 2 ค่ายนี้ ต่างก็มีจุดหมายเดียวกันคือ ต้องการเติบโตแบบยั่งยืนและถาวรนั่นเอง!!


ดี เน็ทเวิร์คอัดงบสร้างการรับรู้


ส่งโฆษณาผ่านฟรีทีวีปูทางธุรกิจ


...เริ่มต้นเปิดยุทธศาสตร์ความเฉียบคมของ บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ที่นำโดย 3 แม่ทัพใหญ่อย่าง สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง ภูมิสนอง หล้าสุด และ อุทัย แจ่มฟ้า ผู้ร่วมก่อตั้ง ที่หลังจากเมื่อไม่อีกเดือนมานี้เอง ก็ได้ปล่อยยุทธศาสตร์การบุกตลาดเป็นว่าเล่นกันเลย...โดยล่าสุดก็ได้เตรียมที่จะประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านทางสื่อฟรีทีวีมากขึ้น เพื่อต้องการที่จะสร้างการรับรู้นั่นเอง


ทั้งนี้ ทางด้าน สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันนี้ บริษัทฯ มีสินค้าหลักอยู่ด้วยกัน 4 ตัว ที่หลาย ๆ คนต่างรู้จัก ไม่ว่าจะเป็น โกเรจินส์ ,ดี เบรม, ดี คอนเทคและ D10 ส่งผลให้หลังจากนี้ ทางบริษัทฯ ต้องการที่จะสร้างแบรนด์สินค้าใหม่ขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ 5 ให้ติดตลาด ซึ่งทางบริษัทฯ จะมุ่งโฟกัสไปที่ผลิตภัณฑ์ บานเย็น รากขาว โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มต้นโปรโมทที่ช่อง 5 เวลา 5.00น. - 5.30 น.ทุกวันพุธ ผ่านรายการเกษตรไทยน่ารู้ รวมถึงการโปรโมทสินค้าในรายการมวยอัศวินดำทางช่อง 9 ด้วย


สำหรับการโปรโมทสินค้าผ่านรายการมวยอัศวินดำ เราจะแจกรางวัลให้กับนักมวย 4 คู่ โดยทางด้านคุณปิยะที่เป็นพิธีกรมวย จะมีการโปรโมทสินค้าของเราให้ติดตลาด โดยเชื่อว่าจากกลยุทธ์ดังกล่าว น่าที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์บานเย็นของบริษัทฯ ติดตลาดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นปุ๋ยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หรือสีบรรจุภัณฑ์ ที่สร้างการจดจำได้ง่ายนั่นเอง


นอกเหนือจากการโปร โมทผลิตภัณฑ์บานเย็นแล้ว ทาง ดี เน็ทเวิร์ค ยังมีการทำสปอร์ตโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ด้วย โดยจะออกอากาศผ่านทางฟรีทีวี ซึ่งมีการเซ็นสัญญากับคุณเขาทราย แกเลคซี่ ตำนานยอดนักมวยมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมทสินค้าโกเรจินส์


โดยสปอร์ตโฆษณาชุดนี้ ทางบริษัทฯ จะนำไปโปรโมททางรายการเกษตรไทยน่ารู้ทางช่อง 5 และยังเอาสปอร์ตโฆษณาโกเรจินส์นำไปโฆษณาผ่านรายการมวยศึกอัศวินดำทางช่อง 9 ซึ่งเราเอง อยากที่จะให้สินค้าของบริษัทฯ ติดหูประชาชนมากขึ้น เราจึงได้มีการมอบรางวัลพิเศษให้กับนักมวยที่มีพลังอึด ชกเดินหน้าไม่หยุด พร้อมกันนี้ ยังจะคัดเอานักมวยพันธุ์ดุ โกเรจินส์พลังโสมอีกด้วย และเชื่อว่าเวลาหลังจากนี้ 1 ปี ทั้งบานเย็นและโกเรจินส์จะเป็นแบรนด์ที่ติดหูคนไทยอย่างแน่นอน


นายสาคร เผยต่ออีกว่า สเต็ปต่อไป ทางบริษัทฯ จะขยับไปช่อง 7 โดยทาง ดี เน็ทเวิร์ค พร้อมเข้าไปสนับสนุน ซึ่งในปัจจุบันบริษัทฯ ได้ทำการจองไว้แล้วล่วงหน้า โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปี จะถึงคิวของ ดี เน็ทเวิร์ค พร้อมกับยังมีการจองรายการมวยช่อง 3 และรายการเกษตรช่อง 11 เป็นแผนในก้าวต่อไป ซึ่งในสเต็ปแรกนี้ ทางบริษัทฯ ได้ทุ่มงบไปกว่า 20 ล้านบาท ในการประชาสัมพันธ์ทางฟรีทีวี เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง


การโฆษณาผ่านทางฟรีทีวีนั้น ในส่วนของผลิตภัณฑ์โกเรจินส์เราคาดหวังว่า จะทำให้เกิดกระแสใน 3 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มที่บริโภคอยู่แล้วก็จะบริโภคต่อเนื่อง กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะบริโภคดีหรือไม่ เมื่อได้ชมโฆษณา ก็ตัดสินใจซื้อ กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่ยังไม่รู้จัก เมื่อได้รับรู้และรู้จักผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ผมคาดหวังว่า คนน่าที่จะรู้จักมากขึ้น สำหรับสินค้าบานเย็นนั้น เราก็คาดหวังว่า เกษตรกรไทยจะรู้จักผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพตัวนี้ และเมื่อครบปี ทางบริษัทฯ จะนำเอาเทปรายการเกษตรไทยน่ารู้ที่ออกอากาศไปแล้วราว 21 ครั้ง ให้ผู้นำที่มีรายการ มีสื่อของตัวเอง นำเอาไปเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ เพื่อให้สมาชิกดี เน็ทเวิร์ค ทำงานได้ง่ายขึ้น


นายสาคร เผยต่ออีกว่า ในปัจจุบันทางบริษัทฯ ได้มีการเน้นในเรื่องการฝึกอบรมอย่างมาก ซึ่งหลักสูตร เตรียมผู้บริหาร รุ่นแรก ที่ต้องฝึกอบรมมายาวนานถึง 6 เดือนนั้น มีการฝึกอบรม 70 คนนั้น ปรากฏว่ามีสมาชิกผ่านการอบรมที่สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง Garnet เกินครึ่ง ถือว่าค่อนข้างได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ


ตอนนี้เราเริ่มฝึกอบรมในหลักสูตรเตรียมผู้บริหารรุ่น 2 มีผู้มีคุณสมบัติเข้าอบรม127 คน แต่คัดเลือกเหลือ 111 คน และมีการฝึกอบรมหลักสูตรยาวนานอีก 6 เดือน ผมเชื่อว่าด้วยความเข้มข้นของหลักสูตรนี้ จะทำให้ ดี เน็ทเวิร์คมีผู้ประสบความสำเร็จก้าวขึ้นสู่นักธุรกิจระดับ Garnet มาขึ้นเรื่อย ๆ โดยผมตั้งเป้าหมายว่าจะสร้าง Garnet ให้ได้ 1,000 คน ซึ่งตำแหน่งนี้ จะมีรายได้เฉลี่ยราว 150,000 บาทต่อเดือน


นายสาคร กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ ดี เน็ทเวิร์ค ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี การเช็คข้อมูลทางธุรกิจ หรือ เช็คคอมมิชชั่นและสายงาน การเช็คโปรโมชั่น และเช็ควันเวลาหลักสูตรการฝึกอบรม ผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกในเมืองไทยที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้สมาชิกของ ดี เน็ทเวิร์ค สามารถเช็คความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านทางหมายเลข 02 1054048 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งต่อไปขอมีเพียงโทรศัพท์เครื่องเดียว ก็สามารถทำธุรกิจกับ ดี เน็ทเวิร์คได้ทันที


ซินเนอร์จี้ปรับกลยุทธ์สู้ศึกตลาด


นำเครื่องสำอางเพิ่มยอดขาย25%


...เช่นเดียวกับค่าย ซินเนอร์จี้ ที่ได้มีการนำเอาผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง Elemence และ TriAction มาใช้ควบคู่กับ Synergy Air Spray นวัตกรรมเพื่อความงามใน 20 นาที ส่งผลให้ยอดขายเติบโตและมีนักธุรกิจหน้าใหม่สูง


25% ภายในเดือนเดียวในช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง


โดยทางด้านนายพิชญุต์ม์ เจนอารีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่า เครื่องสำอางของซินเนอร์จี้ ถือว่ามีจุดเด่นในแง่ของประสิทธิภาพการทำงานสูง ด้วยเทคโนโลยี Gen III และ Gen IV ลิขสิทธิ์เฉพาะที่ซ่อมแซมและบำรุงผิวลึกถึงระดับ DNA และการผลักสารอาหารเข้าสู่ผิวด้วยเอนไซม์เฉพาะ และคุณภาพของวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ เมื่อนำมาใช้กับเครื่อง Synergy Air Spray จึงยิ่งทำให้เห็นผลเร็วยิ่งขึ้น


นวัตกรรม Synergy Air Spray ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ของเราสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่ให้ผลดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอาง อาจไม่ได้สร้างยอดขายหลักให้กับเรา เพราะเราได้ไปเน้นเรื่องของสุขภาพ แต่วันนี้อยากให้ทุกท่านทราบว่า ซินเนอร์จี้เอง มีผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางที่มีคุณภาพเยี่ยมไม่แพ้ใคร และจากที่เราได้ปล่อยแคมเปญนี้ออกมา ก็ทำให้ยอดขายเราเติบโตมากขึ้น และยังมีส่วนทำให้เกิดนักธุรกิจหน้าใหม่ สูงถึง 25% เลยทีเดียว


นอกจากนี้ ซินเนอร์จี้ ยังได้เปิดอบรมเทรนเนอร์ การใช้เครื่อง Synergy Air Spray กับผลิตภัณฑ์ Elemence และ TriAction มาแล้ว 3 รุ่น โดยมีเทรนเนอร์ทั้งหมด 47 คนด้วยกัน ทั้งนี้ได้เปิดให้บริการทำทรีตเมนต์ด้วยเครื่อง Synergy Air Spray กับสมาชิกและผู้ที่สนใจสินค้าอีกด้วย


เราได้เปิดโอกาสให้สมาชิกนักธุรกิจของเรามีโอกาสใช้เครื่องมือนี้ก่อน เพื่อที่จะได้ทำความรู้จักอย่างลึกซึ้ง จากนั้นเราได้เปิดการอบรมการใช้เครื่อง Synergy Air Spray และเปิดให้บริการทรีตเมนต์กับผู้ที่สนใจ โดยผู้ที่ซื้อสินค้าจะได้รับคูปองเพื่อขอรับบริการฟรี ที่ผ่านมามีผู้เข้ารับบริการแล้วมากกว่า 100 คน


นายพิชญุต์ม์ ทิ้งท้ายอีกว่า หลังจากที่บริษัทฯ เพิ่งเปิดตัวแคมเปญนี้ที่ภาคอีสานไปไม่นาน พบว่า มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ Elemence และ TriAction เพิ่มสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก


...จะเห็นได้ว่า การเปิดฉากเกมรุกทางธุรกิจของ 2 บริษัท ทั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด และ บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ต่างฝ่ายต่างก็มีทีเด็ดในการสร้างการรับรู้ เพื่อสร้างยอดขายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งก็ต้องดูว่าทางฝั่งของ ดี เน็ทเวิร์ค ที่ได้ใช้การรุกตลาดผ่านสื่อทีวีนั้น จะเห็นผลสัมฤทธิ์หรือไม่!!...ในขณะเดียวกัน ทาง ซินเนอร์จี้ เอง ที่โชว์ในเรื่องของนวัตกรรมทางด้านสินค้าที่ก้าวล้ำเป็นตัวสร้างจุดขาย จนเรียกว่ายอดขายเติบโตเป็นที่น่าพอใจ...ก็ต้องมาติดตามกันดูต่อไปว่า กลยุทธ์ของทั้ง 2 ค่ายนี้ จะสามารถกระชากใจคนเครือข่ายได้นานแค่ไหน หรือว่าเพียงแค่ระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเอง!!





Credit By :http://www.taladvikrao.com

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : ขายตรงไทย-เวียดนาม-มาเลเซียผนึกกำลังร่วม แชร์แนวคิดธุรกิจหวังยกระดับเครือข่ายอาเซียน







mlm01 (Mobile)


3 นายกสมาคมขายตรง 3 ชาติ เปิดมุมมองภาพรวมธุรกิจขายตรง...ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขายตรงเมืองไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี พร้อมเชื่อการเปิดเออีซี ระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น...ส่วน สมาคมการขายตรงมาเลเซีย แจงข้อมูลผู้สำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอยู่ที่ 61% พร้อมเตรียมดึงคนรุ่นใหม่สู่ธุรกิจมากขึ้น หลังพบมากกว่า 70% คนอายุ 30-60 ปี เป็นนักธุรกิจเครือข่าย...ด้าน สมาคมการขายตรงเวียดนาม ระบุผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรงได้ ต้องใช้ระยะเวลา 2 ปี พร้อมต้องเจอกฎเหล็กขายตรงอีกเพียบ!


นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับ ธุรกิจขายตรง ในภูมิภาคอาเซียนเลยก็ได้ กับการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทาง สมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขายตรงเวียดนาม เอง โดยทั้ง 3 สมาคม 3 ชาติ ต่างก็ได้ออกมาเผยถึงภาพรวมและโอกาสในการเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องยอมว่าการเข้าไปในแต่ละประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะเป็น งานหิน ที่ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง ควรที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน!!...


กิจธวัชฉายภาพขายตรงไทย


อัตราการเติบโตดีทุกปีเกือบ10%


...สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยนั้น ทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจชายตรงในประเทศไทยมีอยู่ 4 สมาคม คือ 1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2002-2012 พบว่า ยอดขายโดยรวมของธุรกิจขายตรงมีมูลค่าอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี


ทางสมาคมมีความเชื่อมั่นว่า หากอุตสาหกรรมขายตรงอัตราการเติบด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ เชื่อว่าภายในปี 2016 อุตสาหกรรมขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าตลาดรวมทะลุ 100,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน โดยอัตราเร่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมขายตรงเติบโตได้อย่างแน่นอนนั่นก็คือ การเปิดเออีซีนั่นเอง ซึ่งระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเป้า 1 แสนล้านบาท ก็น่าที่จะขยับเข้ามาเร็วภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน


นายกิจธวัช กล่าวอีกว่า จากข้อมูลในชาติอาเซียนเพียงแค่ 6 ประเทศ พบว่า เมื่อเอา 6 ประเทศมารวมกันมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 10,372 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งแยกได้ดังนี้ 1.ประเทศมาเลเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 16.4% 2.ประเทศไทย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 9.1% 3.ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 10.3% 4.ประเทศฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 22.9% 5.ประเทศสิงคโปร์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 6.4% และ 6.ประเทศเวียดนาม มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 21.7%


สำหรับสถิติที่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายนั้น ประกอบด้วย


1. จำนวนประชากรก็ถือว่ามีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยเช่นกัน


2. กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ


3. การยอมรับในสังคมหรือตลาดนั้น ๆ ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะยอมรับ


ส่วนรูปแบบการตลาดของประเทศ ไทยในปัจจุบันพบว่า ตลาด MLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 82.7% ตลาด SLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.9% และอื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.5% โดยในแต่ละแผนถือว่ามีข้อดีที่แตกต่างกันไป


ด้านพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจขายตรง พบว่า คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า รองลงมาจะเป็นในเรื่องของราคา ส่วนกลุ่มสินค้าที่ใช้มากนั้นพบว่า กลุ่ม wellness มีสัดส่วนอยู่ที่ 39% กลุ่ม Cosmetics & Personal Care มีสัดส่วนอยู่ที่ 27% กลุ่ม Household Goods & Durables มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เป็นต้น


สินค้าสุขภาพมาเลเซียโตดี


เชื่อAECเปิดตลาดไปได้สวย


ด้าน Mr.Frederick Ng President of Direct Selling Association of Malaysia ก็ได้เผยว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านนั้น พบว่า เริ่มเห็นธุรกิจขายตรงในตะวันตกและทางยุโรปเข้ามาเปิดตลาดในภูมิอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในมาเลเซียคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 44%


นอกจากนี้ จากข้อมูลผู้ที่สำเร็จในธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียนั้นพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ โดยอยู่ที่ 61% ขณะเดียวกัน ในมาเลเซียคนที่มีเชื้อสายชาวจีนนั้น จะมีความโดดเด่นอย่างมากในการทำธุรกิจเครือข่ายอยู่ที่ 57% ส่วนคนที่มีเชื้อชาติมาเลเซียอยู่ที่ 37%


ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีนั้น พบว่ามากกว่า 70% เป็นนักธุรกิจเครือข่าย ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวนี้ เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจเครือข่ายในมาเลเซีย ส่วนกลุ่มวัยรุ่นนั้น ถือว่ายังให้ความสนใจในธุรกิจเครือขายน้อยมาก โดยทางมาเลเซียเองมีแผนที่จะเข้าไปให้ถึงกลุ่มดังกล่าวด้วย


ปัจจุบันสมาคมการขายตรงมาเลเซีย มีบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมอยู่ที่ 65 บริษัท โดยมีทั้งบริษัทที่เป็นของมาเลเซียและบริษัทข้ามชาติรวมกัน


Mr.Frederick กล่าวอีกว่า ในการร่วมมือกันของตลาดขายตรงแต่ละชาตินั้น เชื่อว่า น่าที่จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมขายตรงมวลรวมอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังคาดว่าการเปิดตลาดเออีซี ยังจะเป็นการช่วยให้การลงทุนในแต่ละประเทศ เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน


กฎเหล็กขายตรงเวียดนามเพียบ!


เผยหน้าใหม่เข้าไปต้องใช้เวลา2ปี


เช่นเดียวกับทางด้าน Tram Ha Chairwoman of AmCham Vietnam Direct Selling Committee เผยว่า ในประเทศเวียดนามถือว่าธุรกิจขายตรงค่อนข้างมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงในเวียดนามก็มีความเข้มงวดมากด้วยเช่นกัน


ซึ่งล่าสุดทางเวียดนามเอง ได้มีแนวคิดที่จะแก้ไขในเรื่องของกฎหมายหลังจากที่ได้มีการบังคับใช้มาแล้วเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม ที่จะต้องมีการขออนุญาตในการจัดแต่ละครั้ง โดยผู้จำหน่ายอิสระ ไม่สามารถที่จะจัดฝึกอบรมด้วยตนเองได้ หรือแม้กระทั่งการจัดฝึกอบรมของบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้จำหน่ายอิสระได้ โดยจะต้องเป็นการอบรมฟรีทั้งหมด


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น จะต้องมีการรายงานการทำธุรกิจในทุก 6 เดือน ที่สำคัญ สำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงในเวียดนามได้นั้น จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 2 ปีเลยทีเดียว กว่าที่จะได้รับใบอนุญาตการลงทุน


นายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม กล่าวอีกว่า หากย้อนดูถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงในเวียดนามตั้งแต่ปี 2006 -2011 พบว่า มีอัตราการเติบโตเป็นที่พึ่งพอใจ แต่หลังจากปี 2011 เป็นต้นไป เริ่มพบว่าธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทางสมาคมฯ จึงต้องทำงานหนักมาก ที่จะสร้างภาพพจน์ของธุรกิจขายตรงเวียดนามให้กลับมาดีอีกครั้ง ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรงแก่คนหนุ่มสาวที่มีระดับการศึกษาสูงเพิ่มมากขึ้น


สำหรับทิศทางของกฎหมายใหม่ในประเทศเวียดนามนั้น ทางนายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม มองว่า อยากที่จะให้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2013 และสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในปี 2014 โดยขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับแรกได้เสร็จไปแล้ว ส่วนการร่างกฎหมายฉบับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการต่ออายุใบอนุญาต ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าอีกไม่นาน น่าที่จะมี่ข้อสรุปอย่างแน่นอน


...จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายที่บางบริษัทเข้มงวดในเรื่องนี้ บางประเทศไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าเกือบทุกประเทศ ต่างก็ต้องการที่จะเห็นภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

ข่าวคิงส์เฮิร์บ (King Herb) : ดร.ปพนปลื้มกระแสธุรกิจขอนแก่นแรง เล็งซื้อที่ดินมุกดาหารเชื่อมโยงตลาดAEC







sss (Mobile)


บอสใหญ่ค่าย คิงส์เฮิร์บ เผยภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกอัตราการเติบโตกระจายทุกพื้นที่ พร้อมปลื้มธุรกิจที่ขอนแก่นโตดีทั้งยอดขายและผู้นำ...ล่าสุดเล็งซื้อที่ดินจังหวัดมุกดาหาร หวังเป็นทางเชื่อมต่อธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน...แจงแผนเตรียมบุกตลาดประเทศลาว หลังนำร่องสินค้าไปแล้วกระแสตอบรับดีเกินคาด...พร้อมเสริมจุดแข็งธุรกิจเซ็นสัญญากับธนาคารไทยพาณิชย์ผุดบัตรกดเงินสดเพิ่มความสะดวกสบาย


ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บเวิลด์ 1999 จำกัด เผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาว่า วันนี้การเติบโตของธุรกิจคิงส์เฮิร์บพบว่าค่อนข้างที่จะกระจายไปเกือบทุกพื้นที่ แต่ที่จะเติบโตมากเป็นพิเศษ คือ ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันเริ่มที่จะมีผู้นำหลาย ๆ ท่านเข้าไปทำตลาดในจังหวัดขอนแก่นค่อนข้างมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในเรื่องของตลาดอาเซียนที่กำลังจะเปิดขึ้นด้วย


โดยอีกหนึ่งแผนงานที่ถือว่าสอดรับกับตลาดอาเซียนที่กำลังจะเปิดนั่นคือ ทางบริษัทฯ ได้มีการติดต่อซื้อที่ดินในจังหวัดมุกดาหาร โดยสาเหตุที่เล็งจังหวัดดังกล่าวนั้น เนื่องจากมองว่า เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อตลาดอาเซียนได้หลายประเทศ และน่าที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ทางบริษัทฯ ก็ยังมีแผนที่จะเจาะตลาดประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยที่กำลังเจรจาอยู่ คือ ประเทศลาว คาดว่าไม่เกิน 1 เดือน น่าที่จะได้รับใบ อย. จากประเทศลาว ซึ่งที่ผ่านมา การเข้าไปของธุรกิจคิงส์เฮิร์บนั้น จะเป็นในส่วนของสมาชิกที่นำเอาสินค้าเข้าไปทำตลาดนั่นเอง


ส่วนในเรื่องของการขยายโรงงานนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นขั้นตอนต่อไป โดยวันนี้บริษัทฯ ยังสามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับการเติบโต แต่ในอนาคตถ้าอาเซียนเปิด มองว่าบริษัทฯ คงต้องพร้อม ฉะนั้นอาเซียนกำลังจะเปิดอีก 2 ปีข้างหน้าเราเองยังมีเวลา กับการที่จะขยายโรงงานเพิ่มขึ้น และล่าสุดที่บริษัทฯ ไปเปิดคลังสินค้าที่ขอนแก่นนั้น ตรงนี้คือ การลงทุน ในการที่จะนำสินค้าของเราไปสู่ตลาดเออีซีอีกด้วย


นอกจากนี้ ดร.ปพน ยังกล่าวถึงกรณีที่มีหลาย ๆ บริษัทในขายตรงที่เข้ามาทำตลาดในประเทศลาวแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของบริษัทตัวเขาเอง ซึ่งวันนี้ความมั่นคงของแต่ละบริษัทนั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปประเทศลาวก็ได้ อาจจะทำในประเทศไทยให้แข็งแร่งก่อน ซึ่งวันนี้หากยังไม่สามารถที่จะสร้างความแข็งแกร่งที่ประเทศไทยได้ โอกาสที่จะบุกตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเชื่อว่าคงที่จะยากด้วยเช่นกัน


สำหรับตลาดขายตรงในประเทศลาวนั้น ทางคิงส์เฮิร์บเอง ก่อนหน้านี้ทางสมาชิกได้มีการนำเอาผลิตภัณฑ์ไปเปิดตลาดบ้างแล้ว ซึ่งคนในประเทศลาวเริ่มที่จะรู้จักผลิตภัณฑ์ของเราด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว ทางบริษัทฯ จะเป็นการนำเอาระบบเข้าไปเพื่อให้คนที่สนใจจะเข้าร่วมธุรกิจได้รู้จักธุรกิจคิงส์เฮิร์บมากขึ้น


บอสใหญ่ค่ายคิงส์เฮิร์บ กล่าวต่ออีกว่า อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทางธุรกิจคิงส์เฮิร์บกำลังเพิ่มเข้ามาในธุรกิจนั่นก็คือ


การเซ็นสัญญากับทางธนาคารไทยพาณิชย์ ในการที่จะมีบัตรกดเงินสด ซึ่งสมาชิกของคิงส์เฮิร์บไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนก็แล้วแต่ คุณไม่ต้องเปิดบัญชี เพียงแค่เอาบัตรกดเงินสดเข้าไป และมีพาสปอร์ต บัตรประชาชนประเทศ คุณ ก็สามารถกดเงินสดใช้ได้เลย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับสมาชิกนั่นเอง


ปัจจุบันคิงส์เฮิร์บได้มีการส่งผลิตภัณฑ์ คอลดาต้า ไปยังประเทศลาวประมาณ 3-4 หมื่นขวดต่อเดือน โดยการเข้าไปบุกตลาดลาวนั้น คาดว่าน่าที่จะชัดเจนมากที่สุดในปีหน้า โดยขณะนี้มีสมาชิกหลายคน อยากให้บริษัทฯ ไปเปิดออฟฟิศที่ลาว แต่ติดอยู่ที่ในเรื่องของกฎหมายที่ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการที่จะเข้าไป โดยตอนนี้คงจะเป็นการขอ ทาง อย. เกี่ยวกับเรื่องของผลิตภัณฑ์ก่อน


ดร.ปพน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ได้มีประเทศมาเลเซีย ได้เข้ามาเจรจาในเรื่องของธุรกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งทางบริษัทฯ กำลังดูถึงเรื่องแนวทางในการทำธุรกิจของนักลงทุนที่เข้ามาติดต่อก่อน เนื่องจากที่ผ่านมา สินค้าของคิงส์เฮิร์บก็มีอยู่ในประเทศมาเลเซียบ้างแล้ว รวมถึงบริษัทฯ ยังมีสมาชิกที่เป็นคนมาเลเซียด้วย โดยวันนี้มองว่า คนที่จะเข้ามาร่วมลงทุนนั้น เราจำไม่มองในเรื่องของคนที่มีเงิน แต่จะมองคนที่มีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจ และตั้งใจอยากที่จะมีอนาคตมากกว่า





Credit By :http://www.taladvikrao.com


สคบ.ดัน2นโยบายเร่งด่วนปลุกเครือข่าย! เสริมศักยภาพด้วยGS1/คุมเข้มโฆษณาผ่านสื่อ







Capture (Mobile)


สคบ. เตรียมยกเครื่องบริษัทขายตรงเมืองไทย...เข็น 2 นโยบายเร่งด่วน การใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 - คุมเข้มโฆษณาผ่านสื่อ หวังเพิ่มศักยภาพขายตรงสู่ตลาดสากลพร้อมประกาศขอความร่วมมือ 380 บริษัทที่ดำเนินการอยู่สนองรับนโยบาย ชี้!วันนี้โฆษณาสินค้าขายตรงผ่านสื่อต่างๆ ผู้บริโภคร้องเรียนมากที่สุด...ด้าน เหล่าผู้ประกอบการขายตรง บางรายขานรับนโยบายสคบ. พร้อมเชื่อจะส่งผลดีทั้งตัวผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างแน่นอน พร้อมแนะหากมีรหัสตัวแทนจำหน่ายด้วยถือเป็นเรื่องดี


หากพูดถึงรหัสมาตรฐานสากล GS1 ณ เวลานี้ เรียกได้ว่าเริ่มที่จะมีกระแสเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะใน ธุรกิจขายตรง ที่สำคัญ ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายเร่งด่วนที่ทาง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กำลังเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั่นเอง!!


...ล่าสุดทางด้าน สคบ. ก็ได้มีการจัดประชุมสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการโฆษณาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าเพื่อรองรับ GS1 โดยงานนี้มีทั้งในส่วนของสถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) ที่มาให้ความรู้ในเรื่องการใช้รหัสสากล GS1 รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงมาร่วมรับฟังถึงเรื่องดังกล่าวนี้ด้วย


สคบ.เร่งนโยบาย 2 เรื่อง


มุ่งสร้างมาตรฐานเครือข่าย


...ถือเป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญอย่างมากทีเดียวสำหรับ ธุรกิจขายตรง ที่จะต้องมีการเร่งสร้างมาตรฐานของธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจโดยเร็ว และด้วยเหตุนี้เอง ส่งผลให้ทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เอง ก็ได้มีการเร่งขับเคลื่อนนโยบายออกมาเพื่อหวังที่จะยกระดับขีดความสามารถของ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง สู่มาตรฐานสากล


โดยงานนี้ทางด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้เผยถึงนโยบายที่จะเร่งดำเนินการนับจากนี้ว่า เรื่องที่ 1 สคบ. จะจัดทำฐานข้อมูลในเรื่องของสินค้า นั่นก็คือ การใช้รหัสสากล GS1 โดยจะเป็นการเน้นในส่วนของภาคธุรกิจขายตรงก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่ประมาณเกือบ 1,000 บริษัท ที่เปิดธุรกิจขายตรง โดยพบว่า มีที่แจ้งกับทางสคบ.ว่ายังคงดำเนินการอยู่เพียง 380 บริษัทเท่านั้น โดยในจำนวนบริษัทเหล่านี้ ทางสคบ. จะเร่งดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลก่อนเพื่อเป็นการนำร่อง พร้อมกับการขอความร่วมมือกับทาง 4 สมาคมขายตรงในการดำเนินการกับเรื่องนี้ด้วย


ส่วนเรื่องที่ 2 เกี่ยวกับการโฆษณาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงทางสื่อต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ทางผู้บริโภคเอง ได้มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบมากที่สุด โดยเฉพาะการโฆษณาของธุรกิจขายตรง ที่ใช้ข้อความไม่เหมาะสม พร้อมมีการโอ้อวดสรรพคุณในเรื่องของสินค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ทางสคบ. จะเร่งดำเนินการจัดระเบียบตรงนี้ โดยส่วนใหญ่จะสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น


สำหรับรหัส GS1 นั้น มองว่าสิ่งที่ถือว่าเป็นประโยชน์ที่จะได้รับคือ 1. ภาครัฐสามารถติดตามได้สะดวก 2. การออกไปต่างประเทศบอกถึงความก้าวหน้า ความโปร่งใส รวมถึงป้องกันการลอกเลียนแบบ ส่วนประโยชน์ของ


ผู้บริโภคที่จะได้รับ คือ จะได้ทราบถึงความชัดเจน และสามารถร้องเรียนได้หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง


GS1 รหัสมาตรฐานสากล


ตัวเลขเชื่อมโยงพรมแดนธุรกิจ


เช่นเดียวกับทางด้าน นายประวิทย์ โชติปรายนกุล ผู้อำนวยการ สถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) ก็ได้เผยถึงการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 ว่า รหัสมาตรฐานดังกล่าวหากนำมาใช้ในธุรกิจขายตรงแล้ว จะถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากทีเดียว โดยจะเป็นการลดความผิดพลาดในส่วนของสินค้า สามารถตรวจสอบถึงที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้


วันนี้ต้องบอกว่า การที่ ทางสคบ. ได้มีการจัดทำฐานข้อมูลสินค้าเพื่อรองรับตลาดอาเซียนกับการใช้รหัส GS1 นั้น ขณะนี้พบว่าในธุรกิจขายตรงยังมีจำนวนที่น้อยมากที่ใช้รหัสดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันนี้ บาร์โค้ดที่อยู่ในประเทศไทยนั้น มีอยู่หลาย 10 ล้านเลขหมายด้วยกัน โดยในประเทศไทยจะมีรหัสที่ขึ้นต้นด้วย 885 นั่นเอง


นายประวิทย์ กล่าวเสริมอีกว่า การเปิดเสรีทางการค้าหรือตลาดเออีซีนั้น ถือว่าค่อนข้างเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก ในการที่จะสื่อสาร สร้างมาตรฐานให้ประเทศที่เราจะไปร่วมลงทุนด้วยเกิดความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญ ต้องบอกว่า รหัส GS1 นั้น มีมานานแล้ว โดยมีสำนักงานอยู่ถึง 150 ประเทศด้วยกัน ซึ่งหากวันนี้ประเทศไหนหรือผู้ประกอบการรายไหนต้องการสร้างมาตรฐานของธุรกิจ ก็สามารถทำได้ โดยขั้นตอนไม่ยุ่งยากมาก เพียงแค่ลิ้งค์เข้าไปในระบบ ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์ แต่ทั้งนี้จะมีค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน โดยจะเริ่มต้นอยู่ที่ 1,500-12,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละธุรกิจ


ด้านนายมนต์ชัย เดโชจรัสศรี ผู้แทนสมาคมการขายตรงไทย ยังได้กล่าวถึงการใช้รหัส GS 1 ด้วยว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ในการยกระดับมาตรฐานให้ดีขึ้น ซึ่งในเรื่องของ AEC นั้น ถือว่าเป็นกระแสในช่วงนี้ โดยปัจจุบันพบว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจขายตรงอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท พร้อมกับคาดว่าในปี 2556 นี้ มูลค่าตลาดรวมน่าที่จะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาทอีกด้วย


ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเตรียมการในเรื่องนี้นั้น มองว่ามีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสินค้า เป็นต้น โดยรหัส GS1 นั้น จะเป็นการสร้างความสะดวกสบาย รวมถึงยังจะเป็นการสร้างความ


น่าเชื่อถือต่อธุรกิจขายตรงให้มากขึ้นด้วย


สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับในการใช้รหัสดังกล่าวนั่นก็คือ


1. ช่วยคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายขายตรงและตลาดแบบตรง


2. สร้างความเชื่อมั่นถึงแหล่งที่มาของสินค้า


3. ระบุจำแนกตัวแทนจัดจำหน่ายได้


4. เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารห่วงโซ่อุปทาน


ที่สำคัญ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 นั้น ประกอบด้วย


1.ความคุ้มค่าในการใช้บาร์โค้ดมาตรฐานสากล


2. การจัดการกับจำนวนบาร์โค้ดที่ต้องใช้งาน เพื่อเหมาะสมกับสินค้ากลุ่มไหน


3. ระบบการสร้างและจัดเก็บข้อมูลให้เหมาะสม และ


4. ความร่วมมือในการใช้บาร์โค้ดมาตรฐานสากลทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง


นายกฯ TSDAชี้รหัส GS1


เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการควรรู้


นอกจากนี้ ทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้แสดงความคิดเห็นถึงการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS1 กับธุรกิจขายตรงว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากโดยปกติแล้ว การที่เรามีสินค้ามากมายขายในหลาย ๆ ที่ จากการตรวจสอบถือว่าทำได้ยาก ว่าสินค้านั้น ปลอมหรือไม่ ถูกต้องหรือไม่ ฉะนั้นการรู้แหล่งกำเนิด รู้ต้นตอของผู้ผลิต รู้ต้นตอของผู้จำหน่าย สามารถให้ผู้บริโภครู้แหล่ง และมีความน่าเชื่อถือ โดยใช้รหัสสากล GS1 นั้น ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้เกิดขึ้น


ในขณะเดียวกัน เมื่อพูดในเรื่องของสินค้าแล้ว อยากที่จะพูดในเรื่องของคนด้วยเช่นกัน ซึ่งอยากที่จะให้มีรหัสตัวแทนจำหน่ายอิสระ เพื่อที่จะได้ตรวจสอบว่าเป็นนักธุรกิจที่ไหน ประเทศอะไร และเป็นนักธุรกิจจริงหรือไม่ เป็นต้น ซึ่งหากตรงนี้สามารถทำได้ จะถือว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายเรื่องที่ดี


ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า ในการตลาดนั้น เขาไม่ได้พูดเพียงแค่เอาสินค้ามาขายอย่างเดียว ซึ่งหากผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่านเข้าใจในเรื่องนี้ เห็นด้วยและหันมาให้ความสนใจกับใช้เรื่องนี้ โดยการยกระดับมาตรฐานของนักธุรกิจอิสระเป็นรหัสสากลด้วย ในการกำหนดมาตรฐาน เพื่อให้บริษัทนั้น ๆ เป็นที่เชื่อถือ เพราะความน่าเชื่อถือ ถือเป็นการรับรู้ความมั่นใจ ในที่สุดหากทำบ่อย ๆ แล้วเกิดความเชื่อ ผลที่ตามมาก็จะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทของท่านเอง


ดร.สมชาย เสริมต่ออีกว่า วันนี้หากผู้ประกอบการรายใดก็แล้วแต่ที่สร้างแบรนด์และมาตรฐาน และเอาในเรื่องของมาตรฐานไปใส่ในผลิตภัณฑ์ ตรงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี โดยหนึ่งในมาตรฐานนั้น สามารถนำไปใช้อ้างอิง และเป็นความน่าเชื่อถือของธุรกิจได้


ที่ผ่านมา จอย แอนด์ คอยน์ เอง ได้มีการกำหนดตัวเองว่าจะเป็นขายตรงสะดวกซื้อ ที่ปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 1 หมื่นรายการ และจากการมีสินค้าที่มากมายนี้เอง สิ่งที่บริษัทฯ คำนึงอยู่เสมอนั่นคือการควบคุม โดยเราเองมองว่าวันนี้ทำไมต้องเดินตามเออีซีด้วย ซึ่งแนวคิดของบริษัทฯ ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ได้มีการกำหนดนโยบายเสมอว่า หากอะไรที่เป็นมาตรฐานและส่งผลดีต่อธุรกิจที่ทำ บริษัทฯ จะทำก่อนเสมอ


นอกจากนี้ ดร.สมชาย ยังได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่เมื่อมีการใช้รหัส GS1 แล้ว จะเกิดปัญหาและอุปสรรคต่อผู้ที่ผลิตหรือไม่นั้น...ดร.สมชาย มองว่า ตรงนี้มองว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากใครก็แล้วแต่ ที่เป็นผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เนื่องจากในมาตรฐานตรงนี้ จะเป็นการถูกกำหนดใช้ในโลกนี้ไม่ว่าจะประเทศไหน ซึ่งถึงแม้ว่าท่านไม่ใช่ วันหนึ่งท่านเองก็ต้องเกี่ยวข้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนต้องใช้ และไม่สามารถปฏิเสธได้ ซึ่งหากใครที่เรียนรู้ก่อน เริ่มต้นก่อนย่อมได้เปรียบก่อนเช่นกัน


...ด้านนายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด ได้ให้ความเห็นในเรื่องของการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS 1 เช่นกันว่า เป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะจะทำให้สินค้ามีมาตรฐานเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้บาร์โค้ดในส่วนของโรงงานเราเองก็มีอยู่แล้วเช่นกัน ส่วนที่เป็นบาร์โค้ดของบริษัทยังไม่มี โดยวันนี้การที่จะมีการใช้รหัสดังกล่าวนี้นั้น ผู้ประกอบการทุกคนเองก็ต้องร่วมมือกันในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทางบริษัทเอง ก็ได้มีการร่วมพูดคุยกับทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยมาโดยตลอด ที่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจขายตรงนั้นมีความน่าเชื่อถือและผู้คนยอมรับ


วันนี้การที่จะทำให้อุตสาห กรรมขายตรงไทยเติบโตแบบยั่งยืนได้ มองว่า หากมีการรวมตัวกันของแต่ละบริษัท จะถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้สามารถแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ ซึ่งกันและกันได้ ในขณะเดียวกัน หากบริษัทไหนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกก็อยากที่จะแนะนำให้มาสมัครเป็นสมาชิก ซึ่งจะสมัครเป็นสมาชิกในสมาคมไหนก็ได้ เพราะคิดว่าทุกสมาคมนั้นดีหมด และมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ต้องการส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั่นเอง


โฆษณาแอบแฝงหน้าเว็บเพียบ


พบขายตรงถูกร้องเรียนมากสุด


...นับได้ว่าในเรื่องของการโฆษณาในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงทางสื่อต่าง ๆ ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบอย่างมากทีเดียวสำหรับผู้บริโภค โดยเรื่องดังกล่าวนี้ ทางด้านนายฐิตินันท์ สิงหา รักษาการผู้อำนวยการส่วนงานขายตรงและตลาดแบบตรง (สคบ.) ได้เผยถึงกรณีนี้ว่า ฐานความผิดดังกล่าว จะอยู่ในมาตรา ๒๒ ที่ว่า การโฆษณาจะต้องไม่ใช่ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการ ตลอดจนการส่งมอบ การจัดหา หรือการใช้สินค้าหรือบริการ


ข้อความดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม


(๑) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง


(๒) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม


(๓) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ


(๔) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยกหรือเสื่อมความสามัคคีในหมู่ประชาชน


(๕) ข้อความอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง


ข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณาตาม (๑)


นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ มาตรา ๒๗ ในกรณีที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาเห็นว่าข้อความในการโฆษณาใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ (๑) หรือ มาตรา ๒๕ ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณามีอำนาจออกคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้


(๑)ให้แก้ไขข้อความหรือวิธีการในการโฆษณา


(๒)ห้ามการใช้ข้อความบางอย่างที่ปรากฏในการโฆษณา


(๓)ห้ามการโฆษณาหรือห้ามใช้วิธีการนั้นในการโฆษณา


(๔)ให้โฆษณาเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของผู้บริโภคที่อาจเกิดขึ้นแล้วตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนด


ในการออกคำสั่งตาม (๔) ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคประกอบกับความสุจริตใจในการกระทำของผู้กระทำการโฆษณา


ทั้งนี้ ทางด้านนายฐิตินันท์ ยังกล่าวเสริมอีกว่า ปัจจุบันการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเรื่องของสินค้าค่อนข้างมีมากอยู่ตามสื่อต่าง ๆ ทั้งทีวี สื่อออนไลน์ ในขณะเดียวกัน ยังพบอีกว่ามีการโฆษณาแอบแฝงตามเว็บไซต์ต่าง ๆ รวมถึงมีการส่งเข้ามาทางเมล์ค่อนข้างมากด้วย ซึ่งปัจจุบันนี้ในประเทศไทยเองยังไม่มีการควบคุมในเรื่องนี้เหมือนในต่างประเทศอื่นที่มีการควบคุมเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน พบว่ามีรายการบางรายการที่มีความไม่เหมาะสมกับเยาวชนเกิดขึ้นมามากมายทางทีวีดาวเทียมอีกด้วย ตรงนี้จึงจำเป็นที่หลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรช่วยกันดูแลไม่ใช่เพียงแค่สคบ. เพียงอย่างเดียว


...นับได้ว่า ในเรื่องของการใช้รหัสมาตรฐานสากล GS1 ถือว่าอาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้ประกอบการขายตรง แต่เชื่อว่าหากทุกบริษัทหันมาให้ความสำคัญ ก็น่าที่จะเป็นเรื่องที่ดีด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน เรื่องของการโฆษณาสินค้าที่มีความไม่เหมาะสมผ่านสื่อต่าง ๆ หลาย ๆ ฝ่ายก็ต้องหันหน้ามาร่วมมือช่วยเหลือกันด้วย




Credit By :http://www.taladvikrao.com