ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

กิฟฟารีน-Giffarine : ฉลองยอด16ปี50,000ล้าน เดินเครื่องอัดแคมเปญสร้างยอดสิ้นปี


กิฟฟารีน เผยความสำเร็จธุรกิจ พร้อมฉลองยอดขาย 16 ปี 50,000 ล้าน...ล่าสุดจัดแคมเปญสุดพิเศษ Big Gifts Big Celebration แทนคำขอบคุณสมาชิก พร้อมงัดกลยุทธ์ CRM ด้วยบัตร Gifts Club บัตรสะสมคะแนนแบบใหม่เอาใจนักช้อป รับเทศกาลของขวัญวันปีใหม่ สร้างความคึกคัก เผยต้นปีหน้าเตรียมเร่งเครื่องขยายสาขาอินโดนีเซีย พร้อมมั่นใจเป้า 6,000 ล้านสิ้นปีไม่ใช่เรื่องยาก

พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดเวลา 16 ปี ที่กิฟฟารีน ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้น กิฟฟารีนได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพรวม 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์กว่า 2,000 รายการเพื่อผู้บริโภคชาวไทยตลอดมา พร้อมทั้งยังมอบโอกาสทางธุรกิจให้กับคนไทยอย่างแท้จริง ทำให้มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจกิฟฟารีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันกิฟฟารีนมีนักธุรกิจกว่า 50,000 รหัส และสมาชิกผู้บริโภครวมกว่า 6.3 ล้านรหัส ที่เป็นกำลังสำคัญ ในการผลักดันให้วันนี้กิฟฟารีนมียอดขายรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้
ที่สำคัญ หากจะมองถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จของ กิฟฟารีนนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ที่ในวันนี้มีผลิต ภัณฑ์ที่โดดเด่น และสามารถสร้างยอดขายที่เติบโตได้อย่างรวดเร็ว ในระยะเวลาอันสั้น ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ของ กิฟฟารีนในปีนี้ มีทั้ง เครื่องดื่มอะบาโลน คอลลาเจน เครื่องดื่มกลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี และชุดผลิตภัณฑ์เอดดัลไวส์ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเพื่อความกระจ่างใส โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 กลุ่ม เป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ขายดีที่สุด ของกิฟฟารีนขณะนี้
ส่วนกิจกรรมเฉลิมฉลองยอดขาย 50,000 ล้านบาท ทางกิฟฟารีนได้เปิดโอกาสให้นักธุรกิจ กิฟฟารีน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ด้วยการชนแก้วดื่มน้ำทับทิมเฉลิมฉลองทุกศูนย์ธุรกิจพร้อมกันทั่วประเทศ และบันทึกภาพ ถ่ายเหตุการณ์ครั้งนี้ลงในหนังสือ บ้านสีฟ้า 50,000 ล้าน เพื่อตอกย้ำถึงความสำเร็จร่วมกันในครั้งนี้

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายยอดขายของบริษัทฯ ในสิ้นปีนี้ คาดว่าน่าที่จะถึง 6,000 ล้านบาทแน่นอน เนื่องจากในปีนี้เป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้ 5,000 ล้านบาท ได้ทะลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผลพวงมาจาก ปีนี้ไม่มีปัญหาในเรื่องของวิกฤติน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมานั่นเอง ส่วนเป้าหมายยอดขาย 10,000 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ คงต้องรอดูก่อน เนื่องจากประเทศไทยยังมีปัจจัยลบหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่นิ่ง ไม่ว่าจะเป็น ความไม่นิ่งทางการเมือง ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากถ้าไม่มี 2 ประเด็นนี้ ทาง บริษัทฯ เอง เชื่อว่า เป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ไม่น่าที่จะเกินเอื้อมแน่นอน

ส่วนแผนธุรกิจปีหน้านั้น กิฟฟารีน มีแผนที่จะลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิต ภัณฑ์ใหม่ด้วยการทุ่มงบ 30 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายเติบโต 10% นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีหน้าจะเข้าไปทำตลาดในอินโดนีเซีย จากปัจจุบันเข้าไปทำตลาดในลาว พม่า กัมพูชา และมาเลเซียแล้ว และส่งผลทำให้มีรายได้จากต่างประเทศในปีนี้อยู่ที่ 150 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้กิฟฟารีน มียอดขายเติบโตในตลาดต่างประเทศถึง 150 ล้านบาทนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เติบโตอย่างมาก ในแต่ละประเทศที่กิฟฟารีนเข้าไปทำตลาด โดยประเทศ ที่เติบโตอย่างมากของกิฟฟารีนอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้ที่ซื้อไลเซ่นของบริษัทเข้าไปทำค่อนข้างมากนั่นเอง จึงทำให้ยอดขายในมาเลเซียของกิฟฟารีนค่อนข้างเยอะ

พญ.นลินี กล่าวต่อว่า วันนี้ในเรื่องของคู่แข่งในต่างประเทศนั้น บริษัทฯ มองว่า คงไม่มีปัญหา และสินค้าไม่ไปชนกับค่ายอื่นแน่นอน เนื่องจากคู่แข่งของกิฟฟารีนจะเป็นในส่วนของเคาน์เตอร์แบรนด์มากกว่า พร้อมกับเชื่อว่า หากมีการเปิดตลาดอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ สัดส่วนยอดขายของบริษัทก็น่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ส่วนในเรื่องของกำลังการผลิต ขณะนี้นั้น กิฟฟารีน ก็มีการเตรียมความพร้อม สำหรับกำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นในอนาคตเช่นกัน

ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า จุดแข็งของกิฟฟารีนในการสร้างแบรนด์นั้น จะมีความโดดเด่น ตรงที่เน้นแบรนด์ของซีอีโอ ที่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ทั้งในเรื่องของธุรกิจและผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย เข้าถึงกลุ่มนักธุรกิจอิสระและผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้กิฟารีน ยังมีการใช้สื่อ และช่องทางในการสื่อสารที่มีการพัฒนาตลอดเวลา เช่น กิฟฟารีนเดลิเวอร์รี่ กิฟฟารีน เฟสบุ๊คแฟนเพจ เว็บไซต์กิฟฟารีนไทยแลนด์ ตลอดจนสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมกิฟฟารีนแชนแนล เพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะมีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักธุรกิจและผู้บริโภค ให้สามารถขยายงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

สำหรับกิจกรรมพิเศษทางการตลาดช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศการเฉลิมฉลองยอดขาย 50,000 ล้านบาทนั้น นายพงศ์พสุ เผยว่า ขณะนี้กิฟฟารีนได้จัดแคมเปญสุดพิเศษ Big Gifts Big Celebration แทนคำขอบคุณสมาชิก ที่ซื้อสินค้าด้วยรางวัลสุดพิเศษมากมาย นอกจากนี้ ยังขนทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ อาทิ ชุดผลิตภัณฑ์เอดดัลไวส์ ชุดกิฟฟารีนกลามอรัสบิวตี้ เป็นต้น พร้อมจัดแคมเปญเทศกาลของขวัญวันปีใหม่ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการจับจ่ายในช่วงท้ายปี ให้ทะลุเป้า 6,000 ล้านบาทที่วางไว้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังใช้กลยุทธ์ CRM (การบริหารลูกค้าสัมพันธ์) ด้วยบัตร Gifts Club บัตรสะสมคะแนนแบบใหม่จากกิฟฟารีน ที่พร้อมมอบสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกได้คุ้มค่าทุกการจับจ่าย โดยเริ่มเปิดรับสมัครเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสมาชิกกิฟฟารีนให้ความสนใจสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมากกว่า 30,000 คน
พญ.นลินี กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6 ล้านรหัส ซึ่งปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่าย ตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 50,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

"หน่วยรัฐ-เอกชน" จัดหนักปลายปี เร่งเครื่องดันธุรกิจเครือข่ายสู่มาตรฐาน


ขายตรงปลายปีเร่งเครื่องสร้างมาตรฐาน... หน่วยงานรัฐ-เอกชน พร้อมใจยกระดับนักธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นมืออาชีพ ล่าสุด สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) จัดงาน การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 หวังเติบเชื้อไฟนักธุรกิจ...ด้าน จิรชัย เลขาฯสคบ. เผยพร้อมช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดเรียก 30 บริษัท เข้าชี้แจงกรณีการโฆษณาสินค้า ชี้!หากเข้าข่ายโอ้อวดเกินจริง พร้อมระงับโฆษณาทันที...ส่วน ภญ.ศรีนวล รองเลขาฯ อย. ประกาศพร้อมดำเนินการตรวจสอบโฆษณาที่ฝ่าฝืนกฎ ย้ำ!หากผิดจริงลงโทษอย่างเดียว
หากใครที่อยู่ในธุรกิจขายตรงมานานคงพอที่จะทราบว่า ธุรกิจขายตรงในอดีตกับปัจจุบัน เรียกได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งในส่วนของภาพลักษณ์และหลาย ๆ บริษัทเองต่างก็มีความเป็นมืออาชีพในการทำธุรกิจแทบทั้งนั้น ถึงแม้จะมีธุรกิจสีเทาบางจำพวก มาทำให้ธุรกิจขายตรงสีขาวหม่นหมองก็ตามที

ในขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของธุรกิจขายตรง จะเจิดจรัสได้นั้น ก็ต้องอาศัยหลาย ๆ องค์ประกอบเข้ามาช่วยหล่อหลอมและขัดเกลาธุรกิจด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหลาย ๆ สมาคมขายตรงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาครัฐที่ดูแลธุรกิจขายตรงนี้ โดยตรงด้วย

อย่างล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางด้าน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ก็ได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ (สคบ.) จัด การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 1,000 คน จาก 5 บริษัท ที่เป็นสมาชิกของ TSDA โดยในงานครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นประธานกล่าวเปิดงาน รวมทั้งบรรยายเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ รวมถึงยังมี ภญ. ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาบรรยายเรื่อง การขายผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร และยาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย อีกด้วย

เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณที่ดี สำหรับธุรกิจขายตรงที่พร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจให้มีความเป็นมาตรฐานสู่สากลนั่นเอง และที่สำคัญ ในการอบรมครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่เป็นนักธุรกิจอิสระเป็นอย่างมาก เพราะนอกจาก จะได้ความรู้แล้ว ยังได้บัตรประจำตัวนักธุรกิจอิสระอีกด้วย ในการที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการทำธุรกิจขายตรงภายใต้กฎจรรยาบรรณ


สคบ.เร่งสร้างมาตรฐานขายตรง
เรียก30บริษัทคุมเข้มเรื่องโฆษณา
ปัจจุบันนี้ ต้องบอกว่า หน่วยงานรัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวจักร ในการส่งเสริมธุรกิจขายตรงให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน สำหรับบทบาทของ สคบ. ในช่วงเวลานี้นั้น ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะทาง สคบ.เอง ได้มีการเตรียมการที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่ตลาดอาเซียนในทุกรูปแบบ
โดยในเบื้องต้นที่ทาง สคบ. ได้มีการหารือกับหลาย ๆ ฝ่าย เพื่อที่จะช่วยผลักดันธุรกิจขายตรงให้มีมาตรฐานและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ 1. กรอบของกฎหมายในธุรกิจขายตรง ที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงบ้างเรื่อง 2. อยากที่จะให้ทางภาครัฐและผู้ประกอบการ ได้ทำงานร่วมมือกัน เพื่อที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงสู่อาเซียน

ส่วนความคืบหน้าของ ตราสัญญาลักษณ์ สคบ. นั้น นายจิรชัย เผยว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีวรเทพ เอง ก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ที่จะส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคแบบชัดเจน พร้อมกับเสนอแนะให้มีการไปปรับในเรื่องของการการันตี การทำประกันว่าจะมีการทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ ทางผู้ประกอบการก็เห็นด้วย ที่จะดำเนินการตามแนวทาง 3 ทาง คือ 1. ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. การตั้งกองทุนขึ้นมา โดยอาจจะเป็นการลงขันของผู้ประกอบการในการตั้งกองทุนตรงนี้ และ 3. การทำประกัน

ขณะนี้ในส่วนของตราสัญญาลักษณ์ สคบ.นั้น ได้มีการให้ทางผู้ประกอบการเข้ามาสมัครแล้ว โดยจะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนดไว้ โดยใน 11 บริษัทสมาชิกของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) นั้น ขณะนี้ยังไม่มีบริษัทใดที่เข้ามาขอตราสัญญาลักษณ์เลย ซึ่งต้องบอกว่าตราสัญญาลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นโลกทัศน์ใหม่ ที่จะนำธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยมีหน่วยงานของภาครัฐอย่างสคบ. เข้ามาการันตีและดูแลผู้บริโภค ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความมั่นใจในสินค้ามากขึ้น ซึ่งวันนี้ หากบริษัทไหนที่พร้อม สามารถที่จะดำเนินการขอได้ทันที

นายจิรชัย เผยต่ออีกว่า ปัจจุบันนี้ทางสคบ. ได้มีการหารือกับทางคณะกรรมการสคบ.ในชาติอาเซียนบ้างแล้ว โดยทุกฝ่ายต่างมีความยินดี ที่จะประสานความร่วมมือด้วยกัน ในการที่จะผลักดันธุรกิจขายตรงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญ หากทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการ ทำงานร่วมกัน ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งในเศรษฐกิจของประเทศและชาติอาเซียนที่ทำงานร่วมมือกันด้วย

ส่วนแผนงานเร่งด่วนของสคบ. ในขณะนี้นั้นคือ การเตรียมที่จะเรียก 30 บริษัท มารับทราบในส่วนของการโฆษณาอย่างไรให้เหมาะสม โดยทางสคบ.จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาชี้แจงก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ที่บริษัทเรียกมา จะเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพประมาณ 80% โดยจะเป็นการโฆษณาในลักษณะการลด แลก แจก แถม ซึ่งจะมีทั้งบริษัทขายตรงและไม่ใช่บริษัทขายตรง และหากพบว่าบริษัทไหมมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ทางสคบ.เอง ก็จะมีการออกจดหมายแจ้งเตือนก่อน แต่หากยังมีการกระทำความผิดดังกล่าวนี้อีก ก็จะมีการระงับโฆษณาต่อไป

สิ่งที่ทางสคบ. อยากเห็นในตอนนี้คือ การร่วมมือกันในหลายๆ ฝ่ายของสมาคมขายตรง ที่จะต้องมีการประสาน เป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน เพราะวันนี้การที่จะยกระดับธุรกิจขายตรงสู่ความเป็นสากลนั้น การทำงานต้องไม่ทำเพียงคนเดียว แต่จะต้องรวมใจกันทำ ยิ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ด้วยแล้ว ธุรกิจขายตรงต้องผนึกกำลังเป็นแผ่นเดียวกันให้ได้


อย.เร่งตรวจโฆษณาผิดกฎ
ประกาศลงโทษจริงหากฝ่าฝืน
...ด้าน ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางอย. ก็ได้มีการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ อย่าง สคบ. ที่ดูแลในเรื่องของการโฆษณาผลิตภัณฑ์มาโดยตลอด เห็นได้จากทาง สคบ.ก็จะมีในส่วนของกรรมการหลาย ๆ ส่วน ดูแลในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมถึงในเรื่องการโฆษณารวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับทาง อย.ก็จะมีการรับเรื่องร้องเรียนในทุก ๆ เรื่องด้วย

ในปีนี้ อย.ได้มีการเซ็นสัญญา MOU กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ในเรื่องของการทำโฆษณา ซึ่งในปี 2554 ที่ผ่านมา อย.เอง ยังได้มีการนำเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องของยา อาหาร ที่โอ้อวดเกินจริง ในทีวีดาวเทียม อินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน โดยภายในปลายปีนี้ จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้า ครม. อีกครั้ง เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ร่วมกัน

ภญ.ศรีนวล กล่าวต่อว่า สำหรับขั้นตอนที่อย.จะทำงานร่วมกันกับรัฐบาลคือ การหาข้อมูลของการโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหากเมื่อเจอโฆษณาที่ไม่ถูกต้อง ก็จะมีการส่งข้อมูลไปให้ทาง กสทช.ใช้ในการพิจารณาออกใบอนุญาตหรือต่อใบอนุญาต นอกจากนี้ อย.ยังได้รับความร่วมมือกับทางดาวเทียม ที่จะแจ้งข้อมูลของผู้ประกอบการในแต่ละช่องว่าใครเป็นเจ้าของช่อง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้ประกอบการที่กระทำผิดได้ง่ายขึ้นด้วย

ขณะนี้ อย.ได้มีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนขึ้น โดยมีการทำงานในเชิงของการเฝ้าระวัง ในสื่อของทีวีดาวเทียมและสื่อวิทยุ โดยในส่วนของสื่อวิทยุนั้น จะเฝ้าระวังในส่วนที่รับได้ในกรุงเทพฯ ก่อน รวมถึงสื่อนิตยสาร สื่ออินเตอร์เน็ตที่อย. กำลังมีการเฝ้าระวังอยู่

นอกจากนี้ ภญ.ศรีนวล ยังได้เผยถึงปัญหาของทีวีดาวเทียม ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการเข้าถึงตัวเจ้าของยาก การระงับสัญญาณก็ยาก ซึ่งส่งผลทำให้การทำงานในการเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งตรงนี้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือกับทาง กสทช.เข้ามาช่วยด้วย โดย
เชื่อว่า หากทาง กสทช. มีการกำหนดใบอนุญาตแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้อย.ทำงานได้ง่ายขึ้นแน่นอน

ส่วนกรณีที่ว่ามีปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขายตรง มีความกังวลมากที่สุดในเรื่องของกฎหมายบางตัวนั้น ภญ.ศรีนวล ให้ความเห็นว่า ในส่วนของกฎหมายบางตัวที่ทำให้ผู้ประกอบการขายตรงเกิดความกังวลใจนั้น ถือว่าใช่ ซึ่งหากวันนี้ผู้ประกอบการทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ตรงนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แต่วันนี้ไม่ใช่ กลับพบว่า มีผู้ประกอบการบางราย มีการทำผิดกฎ ทั้งในเรื่องของการโฆษณาที่โอ้อวดเกินจริง พร้อมกับการใส่สารบางอย่างที่เป็นสารต้องห้ามในสินค้า
ซึ่งความผิดตรงนี้ทำให้ทาง อย. จึงจำเป็นที่จะต้องเพิกถอนใบอนุญาตของผู้ประกอบการนั้น


TSDAประกาศพร้อมดันขายตรงเกิด
ชี้งานอบรมมาตรฐานวิชาชีพได้ผลจริง
ด้าน อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย ได้กล่าวถึง การอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ว่า เป็นการกระตุ้นธุรกิจขายตรงรวมถึงนักธุรกิจอิสระให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของสมาคมที่ต้องการพัฒนาธุรกิจขายตรงไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน

วันนี้มีหลาย ๆ สมาคมและหลาย ๆ ธุรกิจต่างตื่นตัวในเรื่องของตลาดอาเซียน และทางสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยก็ให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ซึ่งการจัดอบรมมาตรฐานวิชาชีพขายตรงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง นักธุรกิจอิสระ และผู้บริโภค แต่ทั้งนี้ในการที่จะบุกตลาดอาเซียนได้นั้น ก็ต้องอาศัยรัฐบาลเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนด้วยถึงจะเกิดผล

อนุวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่าจะต้องเติบโตกว่าในปีนี้อย่างแน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีหน้าเศรษฐกิจของอเมริกาน่าที่จะดีขึ้น ธุรกิจยุโรปก็จะดีขึ้นด้วย ซึ่งก็จะส่งผลมาถึงเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงธุรกิจขายตรงก็จะเติบโตตามไปด้วย

...เช่นเดียวกับทางด้าน ดร.สมชาย หัชลีฬหา เลขาธิการ และประธานฝ่ายวิชาการ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย หรือ (TSDA) ได้เปิดเผยว่า การอบรมมาตร ฐานวิชาชีพขายตรง ครั้งที่ 3 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการพัฒนานักธุรกิจขายตรงไทย โดยงานนี้จะเป็นตัวแปร ที่จะทำให้ทั้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระตระหนักในอาชีพขายตรงมากขึ้น ที่สำคัญ วันนี้อาชีพขายตรงนั้นไม่ใช่อาชีพที่ขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีในเรื่องของกรอบจรรณยาบรรณ เรื่องของกฎหมายที่ควบคุมด้วย

การอบรมครั้งนี้ เป็นเนื้อหาสาระที่ทุกคนควรรู้ ทั้งในเรื่องของแนวทางในการวางแผนงานในการทำธุรกิจ การทำงานอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความสำเร็จโดยง่าย พร้อมกับ ยังมีการบอกถึงวิธีการทางการตลาด พูดถึงรูปแบบทางการตลาดในยุคสมัยใหม่ เรื่องของแนวทางที่จะใช้ในการแข่งขัน เพื่อให้สอดรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558 นี้

ดร.สมชาย กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย ส่งผลให้ผู้ประกอบการทุกคนหรือนักธุรกิจอิสระทุกท่านเองก็จะต้องมีการปรับตัวให้ได้ ต้องรู้ว่าควรที่จะมีการพัฒนาเตรียมความพร้อมอย่างไร ที่จะสามารถแข่งขันได้ ที่สำคัญ ต้องรู้เท่าทันภาวะการณ์เปลี่ยน แปลงของนโยบายของภาครัฐ รวมถึงรู้ถึงแนวทางของระบบเศรษฐกิจ ที่มีการรวมตัวกัน

นั่นหมายความว่า เรื่องของการค้าเสรี เรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี เรื่องของเงินทุนเสรี จะนำมาซึ่งกำลังซื้อ และการแข่งขันที่มากขึ้นด้วย ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลทำให้ทุกคนจะต้องมีความรู้ ด้วยพื้นฐานของการตลาด กลยุทธ์การตลาด กรอบกฎหมาย วิธีการและรูปแบบที่จะใช้ในการแข่งขัน ซึ่งงานและกิจกรรมในครั้งนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่เข้ามารับการอบรม ที่นอกจากจะได้ในเรื่องของประกาศนียบัตรแล้ว ยังได้ในส่วนขององค์ความรู้ และความภาคภูมิใจในอาชีพอีกด้วย


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

SK999 กระหึ่มที่ "จีน" รับโล่เหรียญทองอันดับ1 นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์เคมีน้ำรายแรก


เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ดสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พิชิตรางวัลชนะเลิศเหรียญทองงานเกษตรแฟร์-เซี่ยงไฮ้ ประกาศศักดาปุ๋ยอินทรีย์-เคมีน้ำ นวัตกรรมใหม่แห่งแรกของไทย ผงาดเหนือแดนมังกร เกษตรกรจีนทึ่ง ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์เหนือชั้นในทุกด้าน ผู้บริหารประกาศพร้อมรบทั่วโลก หลังตลาดจีนตีปากขานรับ เดินหน้านำสินค้าปูพรมเต็มพื้นที่


SK 999 มาถูกที่ถูกจังหวะ
เหตุจีนตื่นตัวเกษตรอินทรีย์
นับเป็นการปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการค้าปุ๋ยเมืองไทย ที่สามารถก้าวเข้าไปตีตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในแผ่นดินจีน ที่ถือว่าเป็นแผ่นดินเกษตรกรรมที่ใหญ่แห่งหนึ่งของโลก


กลุ่มบริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี สูตร 5-5-5 ถือเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายแรกของเมืองไทย ที่ประสบความสำเร็จในการนำผลิตภัณฑ์เข้าในงานแสดงสินค้าเกษตร หรืองานเกษตรแฟร์ ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1-4 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา
โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทอง อันดับ 1 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี ที่นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตแก่พืชทุกชนิดแล้ว ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถให้คุณประโยชน์ทั้งทางด้านการผลิตและการรักษาคุณภาพดิน


งานเกษตรแฟร์ ที่มหา นครเซี่ยงไฮ้ ถือเป็นมหกรรมทางด้านเกษตรที่ยิ่งใหญ่ ที่บรรดาผู้ประกอบการทั้งทางด้านอุปกรณ์การเกษตร รวมทั้งผู้ผลิตปุ๋ย ทั่วแผ่นดินจีน จะนำเอาผลิตภัณฑ์ของตนเองมาแสดงสินค้า เพื่อแสดงถึงศักยภาพของตนเอง


โดยบริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด ถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยรายเดียวของไทย ที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้าครั้งนี้ ซึ่งผลที่ออกมา ไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจแก่ผู้ประกอบการ ที่จะสามารถเปิดตลาดปุ๋ยอินทรีย์-เคมีในประเทศจีนได้สำเร็จเท่านั้น หากแต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ที่สะท้อนให้เห็นว่า นวัตกรรมด้านการเกษตรของไทย ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศใดในโลก


ช่องทางและโอกาสในการผลักดันผลิตภัณฑ์ SK 999 เข้าสู่ภาคการเกษตรของจีน แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศจีนมีผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่ถ้าหากจะดูพื้นที่เพื่อการเกษตรจริง ๆ จะมีอยู่เพียง 9% ของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น


ในพื้นที่ดังกล่าว มีการปลูกพืชนานาชนิด อาทิ ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ฝ้าย ชา อ้อย มันเทศ ถั่วเหลือง รวมทั้งพืชผักผลไม้อีกนานาชนิด
ศักยภาพการผลิตของจีน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่า มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทั้งในด้านการคิดค้นสายพันธุ์ การตัดแต่งพันธุ์กรรม หรือรวมไปถึงการใช้ปุ๋ยใช้ยา


ถือเป็นกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่น่าเกรงขาม เนื่องจากสามารถเพิ่มผลผลิตได้ดี อีกทั้งยังมีการบริหารต้นทุนที่ต่ำ สามารถนำสินค้าเกษตรไปตีตลาดได้ทั่วโลก
แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้าย ที่ทางการจีนต้องการ เนื่องจากกระแสโลก รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า เริ่มมีบทบาทในการกดดันผลิต ภัณฑ์ทางการเกษตรให้มีการปรับตัว ที่ไม่ใช่เพียงแค่ราคาเท่านั้น หากแต่หมายถึงคุณภาพ ที่ครอบคุลมไปถึงการยกระดับผลิตผลทางการเกษตรเพื่อเป็นพืชเกษตรอินทรีย์ หรือ Oganic อย่างเต็มรูปแบบ


ปี 2550 จีนเริ่มตื่นตัวเป็นอย่างมากในเรื่องการบริโภคพืชผักที่ปลอดจากสารเคมี โดยผลจากการสำรวจผู้บริโภคในกรุงปักกิ่ง ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพและปลอดภัยของอาหารมากกว่าราคา ส่งผลทำให้อุตสาหกรรมการเกษตร รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารของจีนต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักทั้งผู้บริโภคในประเทศและนอกประเทศ


หลังจากนั้นในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนได้มีการกำหนดกฎระเบียบที่เข้มงวดและห้ามการผลิตอาหารที่ก่อเกิดมล ภาวะต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการใช้สารเคมีมากเกินไป


นอกจากนี้สินค้าเกษตรที่ส่งออกของจีน ยังถูกกดดันจากระบบการตรวจสอบรับรองคุณภาพเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด รวมไปถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนการผลิตของจีน


ที่จะต้องสูงขึ้น ถือเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของภาคเกษตรในทศวรรษหน้า และเป็นรอยต่อระหว่างการตัดสินใจของทาง การจีนว่า จะส่งเสริมการผลิตพืชบางประเภท อาทิ ข้าวโพด และถั่วเหลืองภายในประเทศต่อไป หรือจะเปิดให้มีการนำเข้ามากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ


กระแสที่ถูกปลุกเร้าจากกรุงปักกิ่ง ได้ลุกลามมายังมหานครเซี่ยงไฮ้ และแผ่ขยายไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางการจีน ได้จัดให้มีการจัดงานเกษตรแฟร์ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ภาคเกษตร กรรมของจีนตื่นตัว และหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น


การที่กลุ่มบริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโจทย์ตามกระแสความต้องการของเกษตรกรจีนอย่างถูกที่ถูกเวลา เนื่องจากข้อมูลจากผู้ร่วมงาน


ที่ ตลาดวิเคราะห์ ได้ไปสัมภาษณ์มา เกษตกรจีนส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยน แปลงทั้ง 4 ฤดูกาล ประกอบกับเปลี่ยนแนวนโยบายการดำเนินอุตสาหกรรมเกษตร ต้องหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เป็นมูลสัตว์


รวมไปถึงแร่ธาตุ ที่มาจากธรรมชาติ ส่งผลทำให้การหว่านปุ๋ยในแต่ละครั้ง เป็นไปโดยความยากลำบาก
เกษตรกรจีนรายหนึ่ง เปิดเผยว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปแบบเดิมที่เป็นอยู่ ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดผง หรือเป็นชนิดเม็ด ทำให้ต้องแบกรับน้ำหนักในการหว่านปุ๋ยมาก ซึ่งมีผลต่อสุขภาพของเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว เกษตรกรจีนจะประสบปัญหาโรคข้อเสื่อมเป็นจำนวนมาก
เพราะฉะนั้น การที่ SK 999 เข้ามาเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ ซึ่งมีความสอดคล้องและเหมาะสมทั้งการตอบสนองนโยบายของทางการจีน รวมทั้งสามารถตอบสนองความต้อง การของเกษตรกรจีนได้ จึงเป็นเหตุผลหลักที่สำคัญ ที่นำไปสู่การคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองอันดับที่ 1 ทางด้านนวัตกรรม ปุ๋ยอินทรีย์เคมีน้ำรายแรก


ดูเหตุผลที่ชนะใจกรรมการ
ทำไมต้องSK 999
ในสังคมเกษตรยุคปัจจุบัน แม้ว่ามีกลุ่มเกษตรกรจำนวนมาก พยายามลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และสารเคมี เพื่อยกระดับผลิตผลเป็นเกษตรอินทรีย์ แต่ปัญหาก็ยังมีอยู่มากมาย เนื่องจากแร่ธาตุที่อยู่ในดิน เมื่อถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์มากขึ้น ธาตุอาหารหลัก จะลดน้อยลงไป ทำให้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพืชได้ดีเท่าที่ควร


ขณะเดียวกัน การใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป หากมีมากเกินความจำเป็น ก็จะมีการจับตัวของธาตุโลหะหนักในดิน เป็นประจุลบที่ทำให้ดินแข็งตัว ไม่มีความโปร่งพรุน แม้จะมีการหว่านปุ๋ยซ้ำเป็นจำนวนมาก ก็ไม่สามารถนำเอาแร่ธาตุที่สะสมมาใช้ได้


การรักษาความสมบูรณ์ของดินของเกษตรกรจึงมีทางเลือกไม่มากนัก ซึ่งจากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในบ้านเรา มีผู้ประกอบการพยายามคิดค้นหาทางออกในหลาย ๆ แนวทาง แต่สุดท้าย ก็ไม่อาจหลีกพ้นที่จะต้องอาศัยแนวทางแบบผสมผสาน นั่นก็คือ การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ควบคู่กัน
โดยเฉพาะการปุ๋ยประเภท เม็ด นอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากแล้ว หากแต่ยังเป็นภาระในการขนย้ายและการหว่านเป็นอย่างมาก และที่สำคัญ การหว่านปุ๋ยเคมี เป็นที่ทราบดีว่า ในจำนวน 100 % ที่หว่านไป ส่วนหนึ่งจะละลายไปกับอากาศ อีกส่วนหนึ่งจะเหลือเก็บสะสมเอาไว้ในดิน ส่งผลทำให้คุณภาพดินเสื่อม อีกทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ


แม้ในปัจจุบันนี้ จะมีผู้ผลิตหลายราย พยายามคิดค้นนวัตกรรมเข้ามาเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับพืช แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ในลักษณะ Growth Hormone ที่เร่งให้พืชกินอาหารเก่งเท่านั้น แต่เมื่อถึงยามที่พืชต้องการอาหาร ก็ต้องไปหาปุ๋ยเคมีมาหว่านเพิ่ม
เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ คือโจทย์ข้อใหญ่ ที่วงการผู้ผลิตปุ๋ย ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ จวบจนกระทั่ง บริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด ได้ปรากฏตัวในตลาดเมืองไทย วิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์เคมีน้ำ ก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น


ผลิตภัณฑ์ SK 999 เป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดแห่งโลกเกษตรแนวใหม่ ที่มีส่วนผสมของสารฟลาโวนอยด์รายแรกของโลก
ลักษณะเด่นของ SK 999 เป็นธาตุอาหารพืช 100% ปราศจากสิ่งปลอมปนที่เป็นอันตรายต่อพืช เช่น คลอไรด์ และโลหะหนักอื่น ๆ ประกอบ ด้วยธาตุอาหารหลัก NPK ในอัตราส่วนเท่ากัน อย่างละ 5% ของน้ำหนักปุ๋ย หรือที่เรียกกันว่าสูตร 5-5-5


นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยธาตุอาหารรอง (Ca Mg S) และธาตุอาหารเสริม (Fe Zn Cu Mn B Mo Cl ) ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของพืช ถือเป็นธาตุอาหารที่ครบองค์ประกอบตามความต้องการของพืช ที่บรรจุอยู่ในขวดเดียวกัน ไม่ต้องมิกซ์หรือฉีดร่วมกับสารใดทั้งสิ้น
จุดเด่นอีกประการหนึ่ง เมื่อผ่านกระบวนการฉีดทางใบไปแล้ว พืชสามารถดูดซับอาหารไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1 นาทีเท่านั้น ซึ่งรวดเร็วกว่าการใช้ปุ๋ยเม็ดทางดินที่พืชต้องใช้เวลา 7-30 วันในการดูดอาหารไปใช้


ดังนั้น เพียงชั่วระยะเวลาเพียง 1-3 วัน การเจริญเติบโตของพืชจะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที
SK 999 ได้ผ่านกระบวนการทดลองจากพืชนานาชนิด ทั้งนาข้าว พืชไร่ พืชสวน สามารถพิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ แล้วว่า มีส่วนทำให้ผลผลิตสูงขึ้น 50-100% ทั้งปริมาณและคุณภาพ นอกจากนี้ยังช่วยร่นระยะเวลาการเก็บเกี่ยวให้เร็วขึ้นกว่าปกติ 2-3 สัปดาห์ สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ 100% ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมาก


คุณสมบัติพิเศษของ SK 999 ไม่เพียงแต่เร่งการเจริญเติบโตให้แก่พืชเท่านั้น หากแต่ยังสามารถนำไปฉีดพ่นลงดิน เพื่อปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เนื่องจาก SK 999 มีจุลินทรีย์ที่ช่วยในการปรับสภาพดิน และสารฟลาโวนอยด์ที่สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินได้หลายชนิด อาทิ จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายฟอสเฟต จุลินทรีย์ที่ย่อยสลายฟางข้าว และจุลินทรีย์ที่ตรึงไน
โตรเจนในอากาศ เป็นต้น


การนำเอาธาตุอาหารหลัก ที่เป็นเคมี มาผสมร่วมกับจุลินทรีย์ ควบคู่กับสารฟลาโวนอยด์ แม้จะดูเป็นสิ่งที่ฝืนกับความเป็นจริง แต่ด้วยเทคโนโลยีทีล้ำหน้า ทำให้การผสมผสานระหว่างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ทั้งเคมีและอินทรีย์ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว


โดยเฉพาะจุลินทรีย์ นอกจากจะมีคุณในการย่อยสลายธาตุโลหะหนักในดินแล้ว เมื่อมีสารฟลาโวนอยด์ มากระตุ้นจุลินทรีย์สายบวกให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้น ก็จะทำให้จุลินทรีย์สายลบที่สร้างความเสียหายแก่พืชลดน้อยลง


เพราะฉะนั้น มองในเชิงหลักการแล้ว หากผลิตภัณฑ์ SK 999 จะใช้แนวทางอินทรีย์-เคมี เป็นสูตรเม็ด ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ใครก็สามารถผลิตได้ เพียงแต่ปุ๋ยอินทรีย์-เคมี แบบชนิดเม็ด ต้องใช้วัตถุดิบมากมายมหาศาล อีกทั้งมีข้อจำกัดจากกรมวิชาการเกษตร ที่จะนำเอาเคมีมาผสมร่วมได้ไม่เกิน 12% ของปริมาณปุ๋ยทั้งหมด


ในท้องตลาดปุ๋ยอินทรีย์เคมีชนิดเม็ดทั่วไป ส่วนใหญ่จะเป็น สูตร 6-3-3 สูตร 5-4-3 เป็นต้น ซึ่งเมื่อนำไปหว่านในดิน ย่อมมีการสูญเสียต่อการชะล้าง และการระเหิดไปในอากาศ


การที่บริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง นำเอานวัตกรรมดังกล่าวมาใช้ นอกจากจะสามารถ เพิ่มแร่ธาตุได้สูงกว่า สามารถนำไปใช้ได้ 100 % จึงทำให้ลดปัญหาในการสูญเสีย รวมทั้งลดขั้นตอนในการเพาะปลูกพืชไปได้มาก


และสิ่งสำคัญ ยังเป็นการลดต้นทุนที่สามารถนำมาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบต่อการใช้ได้อย่างชัดเจน โดยในบรรจุภัณฑ์ 1 ขวด ขนาด 1 ลิตร หรือ 1,000 ซีซี. สามารถนำไปฉีดพ่นในพื้นที่เพาะปลูกได้ถึง 15 ไร่ หากคิดเป็นมูลค่าการฉีดต่อไร่ จะมีต้นทุนเพียงแค่ 100 บาทเศษเท่านั้น ถือเป็นที่สุดแห่ง
นวัตกรรม ที่คิดโดยคนไทย ผลิตโดยคนไทย


ถึงเวลาลั่นกลองรบ
ตั้งเป้า1,000 ล้าน ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
จากผลของความสำเร็จของ SK 999 ได้รับการยืนยันจากนายขวัญชัย ปิยะทัศน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคมาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จำกัด ว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เพราะเป้าหมายของการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเกษตรที่มหานครเซี่ยงไฮ้ ก็เพียงแค่ต้องการให้เกษตรกรจีน ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของไทย รวมทั้งต้องการเปิดทางให้แกนนำทางการตลาดได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้วิถีทางการเกษตรของประเทศจีน


แต่ด้วยความที่ผลิตภัณฑ์ SK 999 สามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรกรจีนได้ จึงถือเป็นโอกาสและช่องทางที่ เค มาร์เก็ตติ้ง จะใช้เป็นฐานทางการตลาดที่สำคัญ ในการที่จะก้าวไปสู่ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกต่อไป


ในปี 2556 เค มาร์เก็ตติ้ง กำหนดเป้าจากยอดขายเอาไว้ประมาณ 1,000 ล้านบาท สำหรับประเทศไทย โดยเชื่อว่า ศักยภาพของสินค้า รวมทั้งแผนทางการตลาด และผลสำเร็จในงานนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความยอมรับจากเกษตรกรไทยมากขึ้น รวมทั้งทางบริษัท มีแผนที่จะเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนอีกหลายประเทศ
สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาด ที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง แต่จะโฟกัสไปที่ขายส่งเป็นหลัก โดยจะมีการตั้งตัวแทนจำหน่ายระดับภาค คอยดูแลร้านค้าที่เข้าสู่ระบบการตลาด อาทิ สหกรณ์การเกษตร ธกส. และร้านปุ๋ยเคมีทั่วไป โดยล่าสุดนี้ ได้มีการแต่งตั้งผู้จัดการภาคครบทุกพื้นที่แล้ว
ณ วันนี้ เราบอกได้เลยว่า เรามีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเราเกิน 100% เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของเราไม่ได้ผ่านกระบวนการทดลองในประเทศเท่านั้น หากแต่ยังมีการผ่านกระบวนการทดลอง ในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน ถือเป็นบทพิสูจน์ที่เห็นได้ชัดเจนว่า รางวัลที่เราได้ ไม่ได้เป็นรางวัลที่ดูแค่เพียงรูปลักษณ์สินค้าอย่างเดียว แต่เป็นรางวัลที่มีกระบวนการทดลองในพืชของประเทศจีน สามารถพิสูจน์ได้ด้วยสายตา ซึ่งจากการประเมินความสนใจของผู้เข้าชมงานที่เซี่ยงไฮ้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า บูธของ เคมาร์เก็ตติ้ง ได้รับความสนใจจากกลุ่มเกษตรกรจีนมากที่สุด


นายขวัญชัยกล่าว พร้อมกับ เปิดเผยต่อไปอีกว่า ในการจัดงานนี้ทางเคมาร์เก็ตติ้ง ได้รับการติดต่อจากนักธุรกิจจีนหลายคน ที่เสนอตัวเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่เพียงผู้เดียวในประเทศจีน ซึ่งในตอนนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาเงื่อนไข รวมทั้งแนวทาง ทางการตลาด ที่จะดำเนินธุรกิจร่วมกัน
อย่างไรก็ดี จากกระแสตอบรับจากจีน จะเป็นบันไดขั้นแรก ที่เค มาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด จะก้าวไปสู่การเปิดตลาดในระดับโลกต่อไปในอนาคต


ณ วันนี้ เค มาร์เก็ตติ้ง เวิล์ด ได้นำผลิตภัณฑ์ SK 999 เข้าสู่ตลาดได้ไม่ถึง 1 ปี โดยระยะ 6 เดือนแรก ถือเป็นการเตรียมความพร้อมทางการตลาด ที่นอกจากจะต้องมีตัวแทนระดับภาคเป็นผู้บริหารหลักแล้ว การขยายช่องทางการจำหน่าย ก็จะต้องดำเนินต่อไป


หลังจากนั้น เมื่อแผนการผลิตและการตลาดมีความพร้อม ก็จะมีการเปิดตัวผ่านสื่ออย่างกว้างขวางทั้งฟรีทีวี สื่อเฉพาะทาง ทั้งทีวีดาวเทียมและสื่อสิ่งพิมพ์ ก็จะมีการรุกทางการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ


ตลาดปุ๋ย กำลังถึงจุดเปลี่ยน เข้าสู่ระบบ Nano Tecnology ที่สังคมเกษตรกรรม กำลังตื่นตัวเป็นอย่างมาก
และที่สำคัญ กำลังเป็นบทพิสูจน์ที่ท้าทาย สำหรับการทำเกษตรแนวใหม่ ที่กำลังยกระดับเข้าสู่การเป็นอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ
เงื่อนไขการลงทุน และคุณภาพของผลผลิต กำลังถูกบีบรัดจากกระแสทั่วโลก หากสามารถรักษาความสมดุลทั้งสองด้านได้ ก็จะมีผลทำให้การแข่งขันมีศักยภาพสูงขึ้น


โดยเฉพาะข้าว ที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย แม้วันนี้ รัฐบาลจะมีการยกระดับราคาขึ้นมาจนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัญหากับชาวนาไทย ก็คือ ปัญหาในด้านผลผลิตและคุณภาพ ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ กว่ามาตรฐาน
หากเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก แล้วหันมาบริหารต้นทุน รักษาคุณภาพดินอย่างจริงจัง เชื่อว่า SK 999 น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุดในยุคนี้ !!!


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าว จอยน์ แอนด์ คอยน์ (Join and Coin-J&C) : รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี 2012









เป็นข่าวดีของบริษัทจอยแอนด์คอยน์อีกครั้ง เมื่อมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(มสวท.) ได้ทำการประกาศเกียรติคุณ ดร. สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบุคคลคุณภาพแห่งปี 2012 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ หอประชุมใหญ่ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ซึ่งการจัดงานของ มสวท. ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลดีเด่นที่ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทางสร้างสรรค์เพื่อสาธารณประโยชน์ โดยดร. สมชายได้รับเกียรติเข้ารับ รางวัลบุคคลตัวอย่างภาคธุรกิจแห่งปี 2012 ด้านธุรกิจของใช้ส่วนตัว และเวชภัณฑ์ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่ 3ที่ท่านประธานของเราได้เข้ารับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ และรางวัลดังกล่าวได้พิสูจน์ให้พวกเราชาวจอยแอนด์คอยน์ได้เห็นแล้วว่าท่านประธานของเราเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถในทุกๆด้านอย่างแท้จริง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 333

เลขาฯ ตอกยํ้าตราสัญลักษณ์สคบ. ชูเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดขายตรงอาเซียน









จิรชัย ดันตรา สัญลักษณ์ สคบ. ขึ้นเป็น นโยบายระลอก 2 หลังเปลี่ยน เก้าอี้ รมต.ใหม่ วราเทพ เสียบแทน หวังเป็นเกราะ กันภัยหากผู้ประกอบการ ต้องการเปิดตลาดอาเซียน หนุนธุรกิจขายตรงทั้งใน และ ตปท.จิรชัย ดันตราสัญลักษณ์ สคบ. ขึ้นเป็นนโยบายระลอก 2 หลังเปลี่ยน เก้าอี้ รมต.ใหม่ วราเทพเสียบแทน หวังเป็นเกราะกันภัยหากผู้ประกอบการ ต้องการเปิดตลาดอาเซียน หนุนธุรกิจขายตรงทั้งในและ ตปท.พร้อมรับมือ AEC...ร่วมหารือ DSI ต้องแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ป้องกันการลากเกมยืด เฉกเช่นกรณีแชร์ลูกโซ่ DCHL
นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคบ. ได้หารือ ร่วมกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เกี่ยวกับการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่ง มี 2 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ ประเด็นที่ 1. การสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบ การขายตรง ในบทบาทของ สคบ.และ บทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะ ต้องมีการทำงานร่วมกัน ประเด็นที่ 2. เรื่อง ข้อมูลที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่าง ชัดเจนและเชื่อมโยงกัน รวมถึงการดำเนิน งานจะต้องไม่ล้าช้าหรือยืดเยื้อเหมือนเช่น ที่ผ่านมา
โดยเนื้อหาที่ สคบ. ได้มีการประชุม หารือร่วมกับผู้ประกอบการขายตรงและ ทางสมาคมต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับ กลุ่ม ธุรกิจขายตรงในการที่จะส่ง เสริมธุรกิจ นี้ให้ก้าวไกล ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1. ธุรกิจจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย อะไร ที่เป็นข้อห้ามและเกิดผลเสียต่อสังคม ห้าม กระทำการอย่างเด็ดขาด และ 2. การ สนับสนุนธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ
โดยเฉพาะในส่วนของการสนับสนุน ธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนธุรกิจขายตรงในประเทศ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ สคบ.จะมีนโย บายที่ส่งเสริมธุรกิจนี้ด้วยการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับผู้ที่ซื้อสินค้า รวมถึงการ เยียวยาความเสียหายของแต่ละบริษัท ตรง นี้จะมีหรือไม่ซึ่งหากมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับ ความเสียหาย ก็ถือว่าทำถูกต้องตามนโย บายของ สคบ. และจะมีการมอบตรา สัญลักษณ์ให้กับผู้ประกอบการต่อไป
ส่วนการสนับสนุนธุรกิจขายตรงใน ต่างประเทศนั้น สคบ.รวมถึงประเทศ อาเซียนทั้ง 10 ชาติ ขณะนี้ได้มีการประสาน งานความร่วมมือกันบ้างแล้ว เพื่อคุ้ม ครอง ผู้บริโภค ซึ่งแต่ล่ะประเทศต่างมีจุดประสงค์ เดียวกันคือ ต้องการนำธุรกิจขายตรงมา เปิดตลาดในเวทีอาเซียนให้ได้
จึงได้มีการหารือกับทางเลขาธิการ อาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยท่าน เลขาธิการฯ ค่อนข้างที่จะเป็นห่วงในเรื่อง ของกฎหมาย เนื่องจากในแต่ละประเทศกฎหมายจะแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เองจึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้ ในแต่ละประเทศมีความสอดคล้องกัน โดยที่ไม่มีกำแพงทางการค้ากีดกั้น ซึ่งก็ได้ มีการหารือในเบื้องต้นบ้างแล้ว ด้วยการ จะให้มีการจับมือกับทางภาครัฐและผู้ ประกอบการเพื่อหาแนวทางร่วมกัน
เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค เผยต่ออีกว่าสำหรับมติ ในการดำเนินการคุ้ม ครองผู้บริโภคของชาติ อาเซียนที่จะมีการทำ งานในทิศทาง เดียวกัน มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1. การ เยียวยาผู้บริโภคข้ามพรมแดน ซึ่งจะ เป็นการบอกถึงว่า หากคนในชาติอาเซียน เกิดความเสียหาย จะมีการร้องเรียนได้ที่ ไหน รวมถึงกระบวนการขั้นตอนในการ จัดการจะดำเนินการอย่างไร เป็นต้น 2. กรณีสินค้าที่มีการเรียกคืนสินค้า มีการสั่ง ห้ามขายแบรนด์สินค้าไหนบ้าง ซึ่งใน 10 ประเทศ จะต้องแชร์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อที่จะ ได้รู้ว่ามีสินค้าไหนบ้างที่ห้ามขาย มีสินค้า อะไรที่สั่งเรียกคืน ในประเทศนั้น ๆ และ 3. การสร้างความรู้ในกลุ่มต่างๆ ล่าสุดทาง สคบ. เอง ได้รับอาสาจะมาดำเนินการใน กลุ่มของเยาวชน เพื่อต้องการที่จะสร้าง ความเชื่อมั่นให้เกิดกับกลุ่มนี้ก่อน
นโยบายการเยียวยาผู้บริโภคข้าม แดนในเบื้องต้นนั้น จะมีทางหน่วยงานของ แต่ละประเทศประสานงานร่วมกัน เช่น หาก คนในประเทศอินโดนีเซียมาที่ประเทศไทย และได้ซื้อสินค้ามาใช้บริการและเกิด ความเสียหาย ก็สามารถที่จะร้องเรียน ที่ประเทศไทยได้เลย ซึ่งทาง สคบ. ประเทศไทยก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ ตรงนี้รับผิดชอบ เช่นเดียวกับในประเทศ อื่น ๆ เช่นเดียวกัน ก็จะมีหน่วยงานตรงนี้ รับผิดชอบ หากพบว่ามีผู้บริโภคเกิดความ เสียหาย
นอกจากนี้ นายจิรชัย ยังได้พูดถึง กรณีที่ได้เข้าไปหารือกับ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ว่าท่านรัฐมนตรี วรเทพ ได้ขอดูการทำงานในเบื้องต้นของ สคบ. ที่กำลังดำเนินการอยูในขณะนี้ว่ามี อะไรบ้าง พร้อมกับแนวทางที่จะดำเนินการ ในปี 2556 รวมถึงยังมีการมอบหมายนโยบายอยาก จะให้ทาง สคบ. บูรณาการกับ หน่วยงานอื่น ๆ ให้มีความเข้ม ข้นมากขึ้นด้วย พร้อมกับการให้ ความสำคัญถึงกลุ่มประเทศ อาเซียนด้วย ว่าตรงนี้ สคบ.จะ มีการดำเนินการอย่างไร เพื่อที่ จะทำให้ธุรกิจของไทยสามารถ เข้าไปเปิดตลาดในต่างประเทศ ได้
ส่วนในเรื่องของตรา สัญลักษณ์ สคบ. เพื่อต้องการ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ บริโภคนั้น ตนเองได้มีการหารือ กับทางรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย แล้ว ซึ่งขณะนี้ยังติดขัดอยู่กับ ในเรื่องของอัตราการชดเชย บางอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน โดย ทางท่านรัฐมนตรีก็ได้มีการ แนะแนวทางไว้ 3 เรื่อง คือ 1. ให้ ทางธนาคารการันตี 2. บริษัท อาจจะต้องมีการตั้งกองทุน และ 3. ต้องมีการทำประกัน ซึ่ง จะเป็นการดูแลถึงความเสี่ยง ของผู้ประกอบการเหล่านั้น ที่ เคยมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค โดยอาจจะใช้ผู้บริโภคเป็น เกณฑ์สำคัญ
ส่วนกรณีที่ว่า บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะมีการนำร่องติดตรา สัญลักษณ์ สคบ. นั้น ณ ขณะ นี้ทางผู้บริหาร บริษัท นีโอล์ฟฯ ได้มีการมาประสานในเรื่องดัง กล่าวแล้ว โดยให้ความสนใจ เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับ ผู้บริโภค แต่ต้องอยูภายใต้องค์ ประกอบของภาครัฐด้วย นั่นคือ 1. ต้องดำเนินธุรกิจถูกต้องตาม กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2. ต้องดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย อื่น ๆ ที่ถูกต้อง และ 3. บริษัท ต้องมีแบงก์มาการันตี มีการตั้ง กองทุน หรือมีการทำประกัน โดยในลักษณะของการตั้ง กองทุนจะต้องเป็นการตั้งโดย บริษัทของเขาเอง ซึ่งทาง สคบ. จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 333

IAA (I AM AGEL), 16 -17 มีนาคม 2556

เรียน สมาชิกอาเจลผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน


การจัดงานประชุมครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับการร่วมสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจอาเจลอย่างยั่งยืนและ มั่นคงสืบไปทางบริษัทฯ จึงได้กำหนดราคาการจำหน่าย บัตร IAA 16 -17 มีนาคม 2556


ณ แพทยสมาคม อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี ซอยศูนย์วิจัยโดยให้มีราคา 1,500 จนถึงเดือนที่จัดงาน IAA เพื่อให้นักธุรกิจสามารถกระจายบัตรงานที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ได้โดยง่าย


หมายเหตุ :



  1. ท่านสามารถสั่งซื้อบัตรได้ที่เคาน์เตอร์ลูกค้าสัมพันธ์ สำนักงานใหญ่ และทุกสาขาทั่วประเทศ

  2. ไม่สามารถนำคูปองเงินสดมูลค่า 500 บาท , 100 บาท และ 50 บาท ได้ รวมถึงคูปองเงินสดมูลค่า 500 บาท (ไม่นับ CV)

  3. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขใดๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า


วันเสาร์ที่ 16 - วันอาทิตย์ที่ -17 มีนาคม พ.ศ. 2556
แพทยสมาคม อาคารเฉลิมพระบารมี ๕๐ ปี ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพฯ


พบกับ
ไดมอนด์ของอเมริกา Ann Feinstein
(แอน ฟายน์สตีน)


แอนและเดวิด ฟายสตีน ครองชีวิตคู่กันมา 29 ปีแล้ว เริ่มแรกนั้น เธอเป็นครูสอนภาษาอังกฤษและผู้ฝึกสอนการละครเดวิดทำงานเป็นผู้จัดการ/สมุห์บัญชีในบริษัทธุรกิจบันเทิงชั้นนำ ทั้งคู่ต่างมีรายได้สองทางจากอาชีพการงาน และเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายในปี 2530



องค์กรของทั้งคู่เติบโตจนขยายไปใน 13 ประเทศ มีสมาชิกกว่าแสนคน แม้ว่ายุคนั้นจะยังไม่มีอินเตอร์เน็ต! การเปิดตัวครั้งยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกของอาเจลในช่วง 7 ปีต่อมา ทำให้เธอและทีมงานก้าวเข้ามาจับโอกาสอันยิ่งใหญ่นี้



ในฐานะที่เป็นผู้นำในตำแหน่ง Executive Diamond Director ทั้งคู่ได้รับเชิญเข้าเป็นคณะที่ปรึกษาซึ่งประกอบด้วยผู้นำระดับสูงของธุรกิจอาเจลจากทั่วโลก แอนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านการตลาดขายตรงยอดเยี่ยม 100 อันดับแรก เธอได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายหลักในงานประชุมธุรกิจเครือข่ายทั่วโลก ในขณะเดียวกัน เดวิดก็เป็นนักเขียนฝีมือเยี่ยมให้กับหนังสือหลายฉบับในวงการขายตรง



อาเจลตระหนักถึงความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ การทำงานอย่างหนักเพื่อขยายตลาดอาเจลไปทั่วโลก แอนและเดวิดจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็น ทูตแห่งโลกธุรกิจอาเจล Global Ambassador และได้รับรางวัล ผู้สร้างแรงบันดาลใจแห่งปี


"เราเดินทางไปรอบโลก สร้างทีมงานที่มีรายได้หลายล้านเหรียญในกว่า 30 ประเทศ และนี่คืออิสรภาพที่แท้จริง!"


Ambassador Diamond from U.S.A.
Ann Feinstein

Healthy Expo สุราษฎร์ธานี ครั้งที่ 5

Agel ปาร์ตี้ฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ Christmas & New Year Party 16:00 น. 19:00 น.

Agel ปาร์ตี้ฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ Christmas & New Year Party 16:00 น. 19:00 น.

อาเจลส่งท้ายปี ใจดีจัดเต็ม!!


เทศกาลแห่งความสุข ในปีใหม่นี้ มอบสิ่งดีๆ แด่คนพิเศษของคุณ


โปรโมชั่น ตั้งแต่วันที่ 1 16 ธ.ค. 55



 


1.ชุดTravel Kit:

ซื้อHair & Body Care Mini Set:ราคาสมาชิก1,200บาท10CV [PFC5CV140บาท]


FREE!!UMI(10px)กล่องเล็กมูลค่า1,450บาท


 


2.ชุดHair Spa Treatment:ราคาสมาชิก2,500บาท42CV [PFC17CV525บาท]



  • Shampoo350บาท 5 CV [PFC 2 CV 70 บาท]

  • Conditioner350บาท 5 CV [PFC 2 CV 70 บาท]

  • Hair Serum 850บาท 15 CV [PFC 6 CV 175 บาท]

  • Hair Mask 950บาท 17 CV [PFC 7 CV 210 บาท]


FREE!!Refreshing Misting Gelมูลค่า1,400บาท



3.ชุดหน้าใส เด้ง ดั่งใจ:


ซื้อIntensive Gel Serumราคาสมาชิก2,200บาท37CV[PFC15CV385บาท]


FREE!!



  • Refreshing Misting Gelมูลค่า1,400บาท

  • Revitalizing Gel Scrubมูลค่า1,600บาท


รวมมูลค่าทั้งสิ้น3,000บาท


 


หมายเหตุชุดโปรโมชั่นนี้ เฉพาะการสั่งซื้อส่วนตัว (Autoship) และ Preferred Customer เท่านั้น!! ไม่สามารถทำการสมัครสมาชิกใหม่ หรือ อัพเกรดได้
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ซื้อผลิตภัณฑ์เจลใดๆ ครบ6,500บาท
FREE!!



  • Daily Moisturizing Gelมูลค่า1,800บาท

  • Age Defying Eye Gelมูลค่า1,500บาท


รวมมูลค่าทั้งสิ้น3,300บาท



ซื้อผลิตภัณฑ์เจลใดๆ ครบ9,000บาท

FREE!!



  • Intensive Gel Serumมูลค่า2,700บาท

  • Revitalizing Gel Scrubมูลค่า1,600บาท

  • Hair & Body Care Mini Setมูลค่า2,000บาท


รวมมูลค่าทั้งสิ้น6,300บาท


หมายเหตุ



  1. สามารถทำการสั่งซื้อได้ทุกรูปแบบตามปรกติ - สมัครใหม่, อัพเกรด, สั่งซื้อส่วนตัว, และ Preferred customer

  2. ยอดการสั่งซื้อตามโปรโมชั่นนี้ ไม่นับรวมค่าบริการในการจัดส่ง

  3. โปรโมชั่นนี้ ไม่สามารถนำใบเสร็จมารวมกันได้ทุกกรณี



เงื่อนไข



  1. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ให้โปรโมชั่นนี้ เฉพาะการสั่งซื้อสินค้าหน้าเคาน์เตอร์ทุกสาขาเท่านั้น ภายในวันที่ 1 - 16 ธ.ค. 55

  2. โปรโมชั่นนี้ ไม่รวมการสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ แล้วมารับสินค้าที่เคาน์เตอร์ทุกสาขา

  3. โปรโมชั่นนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่นอื่นๆ รวมถึงคูปองส่วนลดใดๆ ได้

  4. ผลิตภัณฑ์ที่แถมในรายการโปรโมชั่นนี้ มีจำนวนจำกัด หากรายการที่แถมหมด ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์อื่นแทน และไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือคืนเป็นเงินสดได้ทุกกรณี

  5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

สุภาพร - ธวัชชัย อินทร์ขาว นักธุรกิจเเอมเวย์ระดับเพชรคู่









"คุณสุภาพร อินทร์ขาวและคุณ ธวัชชัย อินทร์ขาวนักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่ จากบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ทัง คู่ร่วมชีวิตและ ร่วมเดินทางสายธุรกิจเครือข่าย มากว่า 20 ปีหลังตัดสินใจทำด้วยเพียง เพราะต้องการรายได้เสริมเล็กน้อย จนกลายมาเป็นรายได้หลักที่มั่นคงในปัจจุบันทั้งสอง สองเริ่มต้นธุรกิจด้วยความ ไม่รู้กระทั่งกลายเป็น ผู้รู้และจาก ที่ไม่เก่งแต่ต้องฝึกฝนหนักจนมี ประสบการณ์ ล่าสุดเขาและเธอก็ ประสบความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง กับการได้ คัดเลือกให้ได้รับรางวัลนักธุรกิจอิสระดี เด่นของสมาคมการขายตรงไทย ประจำ ปี 2555 ที่ผ่านมา


- อาชีพเดิมรับราชกาครูและพยาบาล
คุณธวัชชัย เป็นคนจังหวัด อุบลราชธานี รับราชการครูที่จังหวัด ยโสธร ทำให้ได้พบ คุณสุภาพร ซึ่งเป็นคนจังหวัดยโสธร ทำงานพยาบาล ทั้ง สองต่างมีความสขุ ในชีวิตค่กับอาชีพที่ ทำอยู่แม้รายได้จากอาชีพรับราชการจะ ไม่สูงมากแต่ไม่ได้สร้างความลำ บากให้ ทั้ง สองแต่อย่างใด


- เลือก แอมเวย์หลังประทับใจ สินค้า
กระทั่งวันหนึ่ง เดินทางไปประชุม - ที่ต่างจังหวัด และได้พบกับผู้แนะนำ แอมเวย์ที่ขอนแก่น ในช่วงแรกรู้สึกว่า ไม่ใช่ตัวเราเพราะทั่งคู่ยอมรับไม่มี ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย จึงขอลองใช้สินค้าเล็กๆ น้อยๆ และคิดอยู่ในใจว่า คงไมทำเป็นธุรกิจแน่นอน แต่แล้ว เมื่อผ่านไปหลังจากที่ทั้งคู่ใช้สินค้านาน เกือบปี ก็เริ่มรู้สึก ประทับใจในสินค้า และเริ่มศึกษาสินค้ามากขึ้น โดยมีผู้รู้มา แนะนำพร้อมเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้ ข้อมูลไปในตัวจนในที่สุดก็ลองเข้ามา ศึกษาธุรกิจและเริ่มทำธุรกิจกับแอมเวย์


- การเริ่มต้นธุรกิจเครือข่ายครั้งแรกในชีวิต
คุณสุภาพร เล่าว่า ด้วยชีวิต เคยชินกับ การทำงานประจำแบบเช้าไป เย็นกลับ พอเข้าสู่ธุรกิจแอมเวย์จึงยัง แบ่งเวลาไม่เป็น แต่รู้สึกว่าเข้าใจใน สินค้า เข้าใจแผนการตลาดมากขึ้น จึง ใช้เวลาหลัง เลิกงาน แนะนำธุรกิจ เปิด โอกาสให้ผ้คูนทั่วไป ยอมรับว่าช่วงแรก ยังทำอะไรไม่เป็นแต่กล้าที่จะลองผิด ลองถูก เพราะเรามั่นใจในสินค้าอยู่แล้ว ถ้าไม่ดีสามารถคืนสินค้าได้ เชื่อมัน ใน ธุรกิจแอมเวย์ ไม่มั่นใจคืนเงิน ทำให้ความเสี่ยงคือศูนย์ พอตัดสินใจเริ่มได้ จริงๆ ในที่สุดก็เห็นผลได้ภายใน 3-4 เดือน


- ปัญหาและอุปสรรคที่พบในการทำงาน
นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชรคู่ ยอมรับว่า ปัญหาคือ ความไม่เข้าใจ สำหรับคนที่ยัง ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าสินค้า ดีกว่าหรือเท่ากับสินค้าตามท้องตลาด อย่างไร เราจึงใช้วิธีสาธิตให้เห็นถึงข้อแตก ต่าง เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้สินค้า แล้วมาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกัน(ดาวน์ ไลน์) ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ตัว เรา ยังขาดประสบการณ์ในการแนะนำ และการ แนะนำคนแล้วถูก ปฎิเสธ ไม่ซื้อ ไม่ทำ ก็ถือ เป็นอีกหนึ่ง ปัญหา ซึ่ง เป็นปัญหาที่คนทั่ว ไป ก็เจอเหมือนกันหรือปัญหาคือเส้นทางของ ความสำเร็จนั่นเองที่ทุก คนต้องเจอแต่เมื่อ ผ่านไปแล้วเราก็สำเร็จได้


- วิธีจัดการกับอุปสรรคความสำเร็จ
เราต้องตั้งใจฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพราะจะทำให้เรามีทักษะมากขึ้นฝึกการ สาธิตบ่อยๆ เวลาใช้เครื่องมือจะคลอ่งมาก ขึ้น ฝึกความเข้าใจ อ่านแผนธุรกิจ ฝึก ถ่ายทอด เมื่อทุกอย่างคลอ่งขึ้น ทำให้เรา เข้าใจการทำงานมากขึ้น เราก็จะค่อยๆ มั่นใจและมองเห็นปลายทาง หรือ ความ สำเร็จทียั่งยืนได้


-หลักการ-แนวทางการดูแลสายงาน
จากปัจจุบันทั้งคู่มีสายงานในสังกัด มากเป็นหลกั หมื่นคน แต่ด้วยแอมเวย์ มีข้อดี คือ วัฒนธรรมที่ผู้นำจะสร้างผู้นำในสายงาน ที่มีความคิดเหมือนกัน เวลาที่ใครเติบโตไป แล้วก็สามารถบริหารองค์กรต่อได้ ช่วงแรก เราจะช่วยดูแลความคิด ดูแลการทำงานร่วม กัน ภายใต้แนวคิด เราจะเติบโต ช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน และก็ให้คำแนะนำตลอดว่า แอมเวย์คือธุรกิจส่วนตัว
การทำงานจะเป็นไปอย่างใกล้ชิด เพียงแค่เราแนะนำให้เขาเข้าใจเร็วยิ่งขึ้น แล้วเขาจะเติบโตเท่ากับ เราหรือมากกว่า เราก็ได้ เราจะคุยกันในเรื่องของ กระบวนการทีทำให้เราก้าวไปข้างหน้า เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ แนวทางที่เราทำมาโดยตลอด


- คติประจำใจ และเคล็บลับใน การทำงาน
อย่าติดกับความเคยชิน จง เปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม หมายถึงว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงตลอด เวลา ทั้ง เรื่องข้อมูล ข่าวสาร เศรษฐกิจ การเมือง อยู่ ตลอดเวลา ไม่ยึดติดกับ ความ คิดเดิมๆ เมื่อ 5-10 ปีทีแล้ว เพราะตอนนี ก็กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยไปแล้ว ถ้ามองไป ข้างหน้าแล้วยังคิด ไม่ทัน การเปลี่ยนแปลง ตัวเราจะตกขอบความเจริญต้องมีการ พัฒนาตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง หากอยากให้ ความคิด ความฝัน เป้าหมาย เป็นจริงได้ เราต้องลงมือทำ คอนเซ็ปต์ความฝันต้องการ การลงมือ


- เป้าหมายอนาคตบนเส้นทาง ธุรกิจแอมเวย์
เราจะต้องเติบโตไปพร้อมกับ ทีม โตไปพร้อมกับ แอมเวย์ หรือแม้แต่นวัตกรรม ใหม่ทีแอมเวย์นำเข้ามา ต้องเรียนรู้ แอมเวย์เป็นหุ้นสว่นทีมีวิสัยทัศน์ที่ดีวางไว้ให้เราอยู่แล้ว เพียงแค่เราตั้งใจ


- สิ่งได้รับจากการทำธุรกิจแอมเวย์
นับจากวันที่เริ่มทำแอมเวย์ เพียง ต้องการมีรายได้เสริมเพียงเล็กน้อย จนวันนี้ กลายเป็นรายได้หลักที่มากกว่า รายได้ เดิมของเรา มีรายได้แบบ พาสซีฟ อินคัม (Passive Income) ตั้งแต่ 3 ปีแรกที่ได้รับ ตำแหน่งมรกต มีความมั่นใจ มีรายได้ตาม แผนธุรกิจทุกปี มีทุกอย่าง มีบ้าน มีรถ เป็น ของตัวเอง สามารถดูแลครอบครัวได้ อีก อย่างหนึ่งที่สำคัญคือ มองเห็นทีมงาน ประสบความสำเร็จ โตมาด้วยกัน เป็น รางวัลที่ภาคภูมิใจที่ทำให้คนอื่นประสบ ความสำเร็จ มีคุณ ค่า มีโอกาสดูแลความ ฝันของทีมงานในองค์กรของเรา ให้เขา เปลี่ยนแปลงเท่ากับหรือมากกว่าเรา เรามีความสุขที่จะได้ดูแลลูกค้า ได้ใช้ สินค้าที่มีคุณ ภาพ มีความสข ในการทำ ธุรกิจแอมเวย์


- มอง ธุรกิจเครือข่าย ใน ปัจจุบันอย่างไร
อยู่ในธุรกิจแอมเวย์มา 20 ปี ถ้ามอง ย้อนหลัง ไป 20 ปีที่แล้ว มองว่าธุรกิจเครือ ข่ายเติบโต หรือตั้งบริษัทใหม่ๆขึ้น มาเยอะ มาก ระบบการตลาดเครือข่ายทีแต่ละ บริษัทตั้ง ขึ้นมา ถ้าเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ น่าไว้วางใจ ก็ต้องมองที่ประวัติของบริษัท เช่นเดียวกัน สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง รู้ที่มาที่ไปได้ ถ้ามองที่การเติบโต เดี๋ยวนี้คน เริ่มหันมาสนใจระบบเครือข่ายมากขึ้น บาง คนสนใจมองดู บางคนตั้งใจทำเป็นอาชีพ ในปัจจุบันเติบโตเร็ว เครือข่ายทีน่าไว้วางใจก็คือ แอมเวย์ นี่เอง


- ฝากทิ้งท้าย
ถ้าไม่มีคนที่มาแนะนำเราเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตจะอยู่จุดไหน ไหน อาจจะเป็นเพียงพยาบาลที่อยู่ในชนบท แห่งหนึ่ง แฟนอาจจะเป็นเพียงครู ประชาบาลในโรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่งชีวิต ของเราถ้ามีโค้ชชีวิตที่ดี เราสามารถสร้าง ชีวิตให้สำเร็จในระยะสั้น ได้ โค้ชชีวิตที่ดี เป็นคนแปลกหน้าคุณสถิตย์ คุณ ปัทมาวดี ถึงแสงนักธุรกิจแอมเวย์ระดับ เพชรบริหาร เป็นผู้ที่ดูแลความคิดให้เรา เป็นคนที่ดูแลให้เราประสบความสำเร็จไป ทั้งชีวิต เป็นคนแปลกหน้าแต่ตอนนี้เรา เหมือนเป็นพี่เป็นน้องเหมือนเป็นคนใน ครอบครัวเดียวกัน
ต้องขอบคุณพี่เขาไปตลอดชีวิต อัพไลน์มีหลายคนคุณสุเทพ คุณ อุไร คู่สกุลนิรันด์นัก ธุรกิจแอมเวย์ ระดับ เพชรคู่สองผู้สถาปนา เป็นผู้จุด ประกายความคิดของเรา ทำให้เราได้ นำเอามาพัฒนาธุรกิจของเรา อีกคน หนึ่ง คือคุณอรอนงค์ ศิริรังคมานนท์นักธุรกิจแอมเวย์ระดับ ตรีเพชรสองผู้ สถาปนา เป็นผู้เปิดความคิด ให้เรารู้ว่า ชีวิต ของเรามีทางเลือก แล้วก็ต้องขอบ คุณเพื่อนๆนักธุรกิจแอมเวย์ทุกคน ที่เราได้ความรู้ และเป็นผู้สร้างแรง บันดาลใจให้กับเรา ขอบคุณสูงสุดคือ ริช เดอโวส และเจย์ แวน แอนเดล ผู้ก่อตั้งแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ขอบคุณทีมผู้บริหารและพนักงาน แอมเวย์ประเทศไทยและสุดท้าย ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจเลือก แอมเวย์ค่ะ


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241
www.thaimlmnews.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ลุ้นอินเดียทำคลอดไกด์ไลน์คุมขายตรง แอมเวย์ทุ่มเกือบ4 พันล้านผุดโรงงานผลิตแห่งแรก








อิโคโนมีอินเดีย นิวส์รายงาน แอมเวย์ อินเดีย ค่ายขายตรงผลิตภัณฑ์ความงามและ สุขภาพเบอร์หนึ่งของประเทศในเครือแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ของสหรัฐอเมริกาคาดหวัง กระทรวงกิจการเพื่อความร่วมมือทางการค้าของอินเดียจะยกร่างแนวทางกำกับดูแลธุรกิจขาย ตรงของอินเดียได้ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้
มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อให้ คำแนะนำในการยกร่างกระเบียบดัง กล่าวเพื่อใช้เป็นข้อบังคับควบคุม ธุรกิจขายตรงทั่วประเทศ จากข้อมูล ที่เรามีอยู่ในตอนนี้คาดว่าร่างไกด์ ไลน์ที่ว่าน่าจะออกได้ภายในเดือน พฤศจิกายนนี้ วิลเลี่ยม เอส.พินค์นีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) และ กรรมการผู้จัดการแอมเวย์อินเดียกล่าว อดีตประธานคณะกรรมการสมาคมขาย ตรงประเทศอินเดีย (IDSA) กล่าว
คณะกรรมการชุดยกร่างแนวทาง กำกับดูแลธุรกิจขายตรงประกอบด้วยผู้ แทนจากกระทรวงกิจการเพื่อความร่วม มือทางการค้า กระทรวงการคลัง กระทรวงกิจการคุ้มครองผู้บริโภคและ ธนาคารกลางของอินเดีย
ปัจจุบันอินเดียมีเพียง 2 รัฐคือ เกรละและราชสถานเท่านั้นที่มีแนวทาง กำกับดูแลธุรกิจขายตรง
เรากำลังผลักดันให้อินเดียมี กฎหมายขายตรงทั้งเพื่อใช้กำกับดูแล ส่วนกลางรวมถึงพื้นที่ต่างๆ ทั่ว ประเทศ พินค์นีย์ กล่าว
ความเคลื่อนไหวของทางการอินเดีย ในการยกร่างไกด์ไลน์กำกับธุรกิจขายตรงมี เป้าหมายเพื่อแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างบริษัทขายตรงที่แท้จริงและบริษัทที่หลอกลวงหรือพวก ปิระมิด และยังรวมถึง ภาคการค้าอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุม ดูแลของกระทรวงด้วย
พินค์นีย์กล่าวเพิ่มว่า อุตสาหกรรม ขายตรงในประเทศอินเดียมีเป้าหมายเติบโต 20% ต่อปี ซึ่งตามรายงานของเอิร์นส์แอนด์ ยัง บริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำของโลกคาด ว่าอุตสาหกรรมขายตรงของอินเดียจะมียอด ขายแตะ 7.12 หมื่นล้านรูปีหรือประมาณ 4.98 หมื่นล้านบาทภายในปี2555-2556 นี้ โดยแอมเวย์จะสร้างโรงงานผลิตแห่งแรกขึ้นในอินเดียคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5.5 พันล้านรูปีหรือ 3.85 พันล้านบาท
เราซื้อที่ดินประมาณ 50 เอเคอร์ (1 เอเคอร์เท่ากับ 2 ไร่ครึ่ง) ในรัฐทมิฬ นาดูโดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2556 นี้และคาดว่าจะเริ่ม ผลิตสินค้าได้ในปลายปี2557
นอกจากนี้ แอมเวย์อินเดียยังมี แผนตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ จะทำตลาดเฉพาะอินเดีย โดยโฟกัสไปที่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าอีกด้วย ซึ่งศูนย์แห่ง นี้จะมีพื้นที่ 2 หมื่นตารางฟุตและจ้าง นักเรียนที่ได้รับทุนวิจัย 25 คนมาทำงาน
แอมเวย์อินเดียมีเป้าหมายยอด ขาย 2.5 หมื่นล้านรูปีหรือประมาณ 17,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 17% เทียบกับปี2554 ที่ทำได้ 2.13 หมื่นล้านรูปี หรือประมาณ 14,910 ล้านบาท
ปัจจุบันแอมเวย์อินเดียมี ผลิตภัณฑ์ขายอยู่ประมาณ 131 ประเภท ครอบคลุม 5 กลุ่มประกอบด้วยเพอร์ซันนัล แคร์, ดูแลบ้าน, เสริมอาหารและนํ้าหนัก, เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ เครื่องกรองอากาศ เครื่องกรองนํ้า เป็นต้น มีสำนักงาน 135 แห่ง คลังสินค้ากระจาย อยู่ตามเมืองต่างๆ 55 เมืองทั่วประเทศ ครอบคลุมเมืองขนาดเล็ก กลางและใหญ่ ถึง 4,000 แห่ง
เมื่อเร็วๆนี้ แอมเวย์อินเดีย ประกาศความสำเร็จในการผลิตเครื่อง สำอางและบำรุงผิวแบรนด์ใหม่ แอททิจูด ที่ผ่านการปรับปรุงทั้งสูตรและแพ็คเกจจิ้ง ให้ทันสมัยและมีคุณภาพมากขึ้นเพื่อ กระตุ้นยอดขายเครื่องสำอางและบำรุงผิว ในตลาดอินเดีย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

ยักษ์ใหญ่ MLM สหรัฐฯ เปิดศึกชิงเค้กเวียดนาม นู สกิน บ่ยั่น ปิระมิด ชูผลตอบแทนสูงครีตเลือดใหม่








 


ตลาดขายตรงเวียดนามฝุ่นตลบ ! นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรลส์ ยักษ์ขายตรงผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเสริมอาหารอันดับ 9 ของโลกจากสหรัฐอเมริกาลุยขยายธุรกิจหนักหน่วง สบโอกาสเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนต้องการหารายได้ เดินหน้ารีครูตนักขายใหม่เสริม
ธุรกิจขายตรงในเวียดนามโดย เฉพาะขายตรงหลายชั้น (MLM) มี ประวัติศาสตร์ไม่ค่อยดีนักเหมือนกับจีนที่ เคยแบนธุรกิจขายตรงหลายชั้นเมื่อหลาย ปีเนื่องจากรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ที่ ปกครองประเทศหวั่นระแวงระบบการ ตลาดสีเทาที่เรียกว่าปิระมิด ที่มีรูปแบบ การสร้างเครือข่ายไม่ต่างจาก MLM แฝง ตัวเข้ามาหลอกลวงประชาชนที่ไม่มีความ รู้และอยากมีรายได้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น ซึ่งมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ จำนวนมาก และจนถึงปัจจุบันระบบการ ตลาดสีเทายังไม่หมด เป็นเรื่องท้าทาย กฎหมายในเวียดนามอยู่กว่า 20 ปีหรือ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา นู สกินขยายธุรกิจใน เอเชียอย่างหนักแม้จะเจออุปสรรคจาก กฎระเบียบที่เข้มงวดในหลายประเทศซึ่ง ส่งผลกระทบต่อการขยายเครือข่ายและ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่นำออกขาย แต่ บริษัทสามารถทำยอดขายและกำไรก้อน ใหญ่ได้จากเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญที่ ทำให้นู สกินเติบโตอย่างมั่นคงและมีผล กำไรต่อเนื่อง

ขายตรงฝ่าวิกฤตศก.เวียดนาม สบช่องคนตกงานชูผลตอบแทนสูง
สำหรับในเวียดนาม นู สกินเพิ่ง เปิดสำนักงานขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจ ของเวียดนามที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยรัฐบาลคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจภายใน ประเทศจะขยายตัวราว 5-6% เทียบกับ หลายปีที่ขยายตัวร้อนแรงถึง 8-10% เนื่องจากปัญหาเงินเฟ้อ หนี้สินในภาค ธนาคารที่กลายเป็นหนี้เสียจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการก่อหนี้ของ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ประสบปัญหา ผลการดำเนินงานขาดทุนกันเป็นแถวจน กระทั่งมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัท จัดอันดับความน่าเชื่อถือยักษ์ใหญ่ของ สหรัฐฯประกาศปรับลดอันดับความน่า เชื่อถือเศรษฐกิจเวียดนาม
อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมที่ ยํ่าแย่ในเวียดนามอาจจะส่งผลกระทบ โดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภค บริโภค แต่ สำหรับบริษัทขายตรงMLM ไม่เป็นปัญหา ด้วยจุดขายโอกาสการทำธุรกิจที่เปิด กว้าง การลงทุนตํ่า ความยืดหยุ่นในการ ทำงานรวมไปถึงอัตราการว่างงานที่ยังคง ยืดเยื้อยังคงเปิดโอกาสในการรีครูตนัก ขายใหม่ๆ ในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวค่อนข้างตํ่าประมาณ 3,000 ดอลลลาร์ต่อปีหรือประมาณ 90,000 บาท เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนจะหันมาหาเรา ในเวียดนามมีคนตกงาน หลายล้านคน เป็นช่วงเวลาที่เหมาะ สมมากๆ สำหรับMLM รูปแบบการ ตลาดที่เพิ่งเริ่มโต ไบรอัน ตรัน หนึ่ง ในชาวต่างชาติจำนวนกว่า 100 คนที่ เดินทางเข้ามาทำงานในเวียดนามและ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารฝ่ายขายระดับ บลู ไดมอนด์ ของนู สกินให้ความเห็น
ตรันมีรายได้ 45,000 ดอลลาร์ หรือ 1.35 ล้านบาทต่อเดือนซึ่งเจ้าตัวบอก ว่าถ้าเทียบตลาดเวียดนามที่เพิ่งจะเริ่มตั้ง ไข่แล้วรายได้ระดับนี้คือขั้นตํ่าที่แม่ทีมจะ ทำได้
ระบบการจ่ายผลตอบแทน อาทิ ค่าคอมมิสชั่นเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ บริษัทขายตรงชั้นนำทั่วโลก อาทิ นู สกิน ซึ่งขยายตลาดผ่านนักธุรกิจอิสระ การ จ่ายค่าคอมมิสชั่นให้กับฝ่ายขายวัดจาก ยอดการขายสินค้า ยิ่งมียอดขายมากจะ ได้ค่าคอมมิสชั่นมากดึงดูดนักขายใหม่ๆ เข้ามาเซ็นสัญญา เส้นทางสร้างรายได้ที่ ไม่มีขีดจำกัดทำให้นักขายระดับแม่ทีม ทั่วโลกมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก คนเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้และเงินเดือนก้อน ใหญ่เหมือนกับนักขายรุ่นพี่
นู สกินกล่าวว่า คอมมิสชั่นเฉลี่ย ของบริษัทสหรัฐฯสำหรับนักขายน้องใหม่ อยู่ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์หรือ 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ดี นู สกินซึ่งคาดว่าปีนี้ จะมียอดขายมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ปฏิเสธ ที่จะเปิดเผยตัวเลขค่าคอมมิสชั่นของ บริษัทฯ ในเอเชีย

ขายตรงเวียดนามโตเยอะ แตะ6 พันล้าน ภาพลักษณ์ไม่ดีปิระมิดเยอะ
ิ ข้อมูลจากธุรกิจขายตรง MLM ระบุ กว่า 10 ปีที่ผ่านมามีขายตรง MLM ผุดขึ้นในเวียดนามจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงเวียดนามมีมูลค่าประมาณ 2 ร้อยล้านดอลลาร์หรือราว 6 พันล้าน บาท นักขายมากกว่า 1 ล้านคน โดย ภาพลักษณ์ของ MLM ในตลาดเวียดนาม เลวร้ายลงมากเมื่อปีที่ผ่านมาหลังจาก มีประชาชนกว่า 100 คนถูกแก๊งปิระมิด หลอกลวงกระทั่งรัฐบาลต้องขยับคุมเข้ม กฎระเบียบการกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ให้เข้มงวดมากกว่าเดิม
ไม่ใช่แค่เวียดนาม แต่ชื่อเสียง ตลอดจนภาพลักษณ์ของ MLM ในประเทศ อื่นๆ ในเอเชียก็ไม่ได้ดีนักในสายตาของ ประชาชนและภาครัฐ
ในช่วงปี 1990 หรือ 2533นู สกิน เจอเรื่องอื้อฉาวในสหรัฐฯที่เป็นตลาด บ้านเกิดเมื่อถูก 5 รัฐกล่าวหาหลังจากมีประชาชนร้องเรียนว่าแผนการตลาดของ นู สกินหลอกลวงและพูดเกินจริงเกี่ยวกับ รายได้ก้อนใหญ่ที่ทางนักขายจะได้รับจน กระทั่งคณะกรรมาธิการการค้าแห่งชาติ (Federal Trade Commission:FTC) ต้องลงมาสอบสวนและบริษัทไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาได้ต้องจ่ายค่าเสียหาย 1 ล้านดอลลาร์และยังถูกปรับอีก 1.5 ล้านดอลลาร์จากการที่มีลูกค้าร้องเรียน กรณีกินยาลดนํ้าหนักแล้วไม่ได้ผลตาม ที่บริษัทโฆษณาไว้

ยักษ์สหรัฐฯชี้เอเชียขุมทองMLM ตลาดเอื้อ จีน-ญวณ โมเดลเดียวกัน
เหตุการณ์ครั้งนั้นกระทบกับชื่อ เสียงของนู สกินและผลกำไรของบริษัท มาก ทำให้นู สกินต้องเริ่มขยายธุรกิจไป ยังตลาดต่างประเทศเหมือนกับแอมเวย์ และเอวอนซึ่งพวกเขาค้นพบความ สำเร็จในตลาดเอเชียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มี สถาบันครอบครัวที่แข็งแกร่ง ประชาชนมี ความมุ่งมั่นในการทำงาน นับถือศาสนา เดียวกันและความผูกพันของคนในชุมชน เหมาะกับการขยายเครือข่ายการตลาด แบบMLM
ยกตัวอย่างจีน หลังจากรัฐบาล สหรัฐฯและบริษัทขายตรงขนาดใหญ่ร่วม กันล็อบบี้อย่างหนักจนกระทั่งจีนยอม ยกเลิกแบนและเปิดประเทศให้กับบริษัท ขายตรงของสหรัฐฯเมื่อปี 2549 ขณะนี้จีน กลายเป็นประเทศที่สร้างการเติบโตอย่าง มากให้กับนู สกิน กระนั้นนู สกินยังต้อง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้ สอดรับกับกฎหมายของจีนซึ่งยังคงห้าม การตลาดแบบ MLM อยู่
ส่วนในเวียดนาม เฮนรี่ เหงียน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดนู สกินประจำ เวียดนามกล่าวว่า บริษัทให้คำมั่นสัญญา กับนักขายทุกคน โครงสร้างรายได้และ ผลตอบแทนต่างๆจะเป็นไปตามที่บริษัท บอกและบริษัทมีโปรแกรมฝึกอบรมที่จะ ให้นักขายบรรลุเป้าหมายรายได้


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

กิฟฟารีน ผุด โฟมล้างหน้าดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ จากสวิตเซอร์แลนด์








บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ Giffarine Edelweiss Whitening Facial Foam โฟมล้างหน้าที่ทำ ความสะอาดน้ำ มันส่วนเกิน สิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุม ขน และ เครื่องสำอางได้อย่างหมดจด มีเนื้อฟองละเอียด ล้างออกง่าย รู้สึกเบาสบาย สะอาด สดชื่น และคืนความชุ่มชื่น ผิวไม่แห้งตึง พร้อม BHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน และสาร สกัดAlpinia White ที่ช่วยให้ผิวกระจายใสขึ้น วิธีใช้ บีบเนื้อโฟมลงบนฝ่ามือ ผสมน้ำให้เกิด ฟอง ลูบไล้ให้ทั่วใบหน้า แล้วล้ำงออกด้วยน้ำสะอาด ใช้เป็นประจำทุก เช้า เย็นหลีกเลี่ยงการ สัมผัสรอบดวงตา และเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นควรใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์กลุ่ม Edelweiss Whitening สนใจติดต่อนักธุรกิจกิฟฟารีนทั่วประเทศและกิฟฟารีน Delivery 02-619 5222 www.giffarine.com สอบถามข้อมูล




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ เสริมเขี้ยวเล็บกม.-ตลาด-นักขายรับ AEC








 


ธุรกิจเครือข่ายขายตรง นับวันการแข่งขัน เชิงสัญลักษณ์ มีความรุนแรง เพิ่มมากขึ้นไม่ต่างจาก การเมืองไทย ที่วันนี้ถูกมองเป็น ความเสี่ยงต่อ ความ เชื่อมั่น ในสายตาของ นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจ ไทยได้หาก นักลงทุนต่างชาติ มีความไม่เข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
เช่นเดียวกัน ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ที่ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ เริ่มออกมา ในเชิงบวกเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบจากอดีตที่ ผ่านมา ประชาชนเริ่มเปิดใจกว้างยอมรับ หากนับจากยอดจำนวน นักธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในระบบที่มีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน กว่า 800 บริษัทขายตรงในประเทศ คิดเป็น มูลค่าการตลาดไม่ต่ำกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และ โอกาส จะขยายเพิ่มขึ้น อย่างมหาศาลหลังเปิดประตูประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน(AEC) รวมประชากร ประมาณ 600 ล้านคน
- เร่งรวมกลุ่มสร้างเอกภาพขายตรงไทย
ว่าไปแล้ว ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ในวันนี้ยังไม่ชัดเจนในการรวมกลุ่มเป็นหนึ่ง เดียวในการผลักดันให้ ธุรกิจขายตรง เป็น อุตสาหกรรมขายตรงไทย เต็มรูปแบบ เข้าไปอยู่ในทำเนียบ สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ตัวแทนของ ภาคอุตสาหกรรมเอกชนไทย ที่มีพลัง ในบทบาทดำเนินงานเพื่อประสานนโยบาย ภาครัฐกับเอกชน ให้ดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่าง คล่องตัวมากขึ้น ซึ่ง ธุรกิจขายตรงไทย ถือว่า มีทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน มา ยาวนานไม่สามารถคลี่คลายได้ การมี พันธมิตร เพิ่มขึ้นจึงเป็น โอกาส หนึ่งใน การขจัด ทั้ง อุปสรรค และ จุดอ่อน ของ ธุรกิจขายตรงไทย
ปัจจัยภายนอกที่ ธุรกิจขายตรงไทย ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วงคือเรื่องของ การประสานนโยบายภาครัฐเสริมภาคธุรกิจ ให้มีความคล่องตัวแต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย อีกทั้งกลุ่มธุรกิจด้วยกันยังต้องเผชิญกับการ แข่งขันที่รุนแรงในประเทศ ไม่นับรวมอนาคต อีกไม่ถึง 3 ปีข้างหน้านี้ที่ ประเทศไทยกำลัง จะมี คู่แข่งเพิ่ม ในทุกอุตสาหกรรม จาก การรวมกลุ่มของ ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC ปี 2558 ภายใต้การ แข่งขันทางการค้าที่เท่าเทียมและเป็นธรรม
ดังนั้นการรู้จัก หลีกเลี่ยง หรือ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการ รวม กลุ่ม ในรูปแบบ พันธมิตร ถือเป็นหัวใจ สำคัญสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ
-จับตาทิศทาง 3 สมาคม 1 กลุ่ม ก่อน AEC มา
ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ใน ประเทศวันนี้แม้ปรากฎภาพ รวมกลุ่ม แล้วใน เชิงสัญญลักษณ์ แต่หากเป็นเพียง เอกลักษณ์เฉพาะกลุ่ม ต่างคนต่างรวมกัน เติมพลังแห่งความเชื่อมั่น-ภาพลักษณ์ ภายในกลุ่มของตัวเองให้แข็งแกร่งเท่านั้นยัง ขาดเอกภาพ รวมเป็นอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โดยกลุ่มที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนมาก สุดวันนี้มี 3 กลุ่มหลักคือ
กลุ่มใหญ่สุด สมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA ที่สมาชิกสมาคมฯ ส่วน ใหญ่สถาปนาตัวเองว่าเป็น ธุรกิจขายตรงสีขาว ยาวนานมา 29 ปี มีสมาชิกเข้าร่วม สังกัดแล้วประมาณ 29 ราย จากธุรกิจ ขายตรงทั้งหมดประมาณ 800 ราย ล่าสุดมี กิจธวัช ฤทธีราวี บิ๊กแอมเวย์ นั่ง นายกสมาคมฯ เมื่อ ก.ค.2555
กลุ่มนี้นับเป็นกลุ่มที่มีพลัง ด้วย มีสัดส่วนสูงสุดในการสร้าง มูลค่าตลาด ขายตรง ในวันนี้ที่เติบโตราว 60,000- 70,000 ล้านบาท ภายใต้แผนการตลาดหลายชั้น (MLM) หรือแผน สแตร์สเต็ป
ซึ่ง กิจธวัช มีแนวคิดปฏิวัติ อุดมการณ์เดิม ด้วยการเปิดกว้างรับธุรกิจ ที่มีอุดมการณ์เดียวกันเข้าร่วมสมาคมฯ โดยไม่จำกัด แผนการจ่ายผลตอบแทน และ แผนการตลาดทุกแผน นั่นหมายรวม ถึง แผนไบนารี่ ด้วย
กลุ่มที่สอง สมาคมอุตสาหกรรม การขายตรงไทย หรือ TDIA มี นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แห่ง โควิก เคท อินเตอร์ เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) นั่ง นายก สมาคมฯ เมื่อ ส.ค.55 เป็นกลุ่มที่มีปณิธาน แน่วแน่ในการเชิญชวนทุกกลุ่ม ธุรกิจ ขายตรง ร่วมกันเดินหน้าจัดตั้ง สมาพันธ์ การขายตรงไทย ให้เกิดความร่วมมือกัน สร้างภาพลักษณ์ เชิงบวก แต่ 5 เดือน ผ่านไปวันนี้ยังไม่มีสัญญาณความคืบหน้า
กลุ่มที่สาม สมาคมการพัฒนา ขายตรงไทย หรือ TSDA มี อนุวัฒน์ ธรมธัช ประธานที่ปรึกษา จอย แอนด์ คอยน์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. ผู้ผลักดัน กฏหมายขายตรง หรือ พระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 กระทั่งมี ธุรกิจขายตรง มากมายไม่จำกัด แผนธุรกิจ หลั่งไหลเข้ามาจดทะเบียนกับ สคบ. มากมาย ปัจจุบันยังนั่ง นายก สมาคมฯ โดยสมาคมฯ กลุ่มนี้มีแนวคิดเห็น พ้องกับ TDIAฉะนั้นนับถอยหลังเวลาที่เหลืออีก 2 ปีกว่าก่อนเปิด AEC การเตรียมพร้อมในเชิง รุกของ อุตสาหกรรมขายตรงไทย ยังมี เวลาในการ รวมกลุ่ม หรือ เพิ่มพันธมิตร ขึ้นอยู่กับว่า ทั้ง 3 สมาคม และกลุ่มนีโอ ไลฟ์ จะมองสถานการณ์วันนี้เป็น วิกฤต หรือ โอกาส ก็ต้องจับตาดู หากพลิกทั้งวิกฤต และโอกาส เพื่อสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง ให้ อุตสาหกรรมขายตรงไทย รองรับ ตลาดใหญ่ ในอนาคต ท่ามกลางการ แข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในเวลานี้
- วิ่งสู้ฟัดกู้ภาพลักษณ์ขายตรงไทย
การต่อสู้ในเกมธุรกิจเครือข่ายขาย ตรงที่รุนแรง นี้ไม่จบลงเพียงแค่ การสร้างภาพ ลักษณ์ ให้ธุรกิจเกิดใหม่ขายตรงที่ไม่ได้ใช้ แผน สแตร์สเต็ป เท่านั้น หากเกิด ปฏิบัติการ ของ ธุรกิจขายตรง กอบกู้ภาพ ลักษณ์ในกลุ่มของตัวเองแทน มีการแข่งขันชิง ข้าราชการระดับสูง จากหน่วยงานที่เป็น ผู้กุมบังเหียนธุรกิจขายตรง ของประเทศ ไทย เข้ามาเสริมทัพให้กับ ธุรกิจขายตรง เช่น จอย แอนด์ คอยน์ หรือ เจริญโอสถ โดย ดร.สมชาย หัชลีฬหา แม่ทัพใหญ่เซียน แผนไบนารี่ คว้า อนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาสคบ.มานั่งเป็น ที่ปรึกษา ประธานบริษัท และกรรมการผู้จัดการ ขณะ นีโอ ไลฟ์ฯ โดย ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ และ เจ้าของธุรกิจสื่อ ทาบทาม นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาธิการสคบ. นั่งที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เมื่อ กลางปี 2555 ที่ผ่านมานี้เอง ส่วน รัศมี วิศทเวทย์ อดีตเลขาธิการสคบ.ก่อนหน้านี้ ได้ฝังตัวอยู่ใน T D S A ใน C o d e Administrator ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ผู้ บริหารกฎจรรยาบรรณ TDSA มาได้ 2-3 ปี ที่ผ่านมา
- ขายตรงไทย พร้อมใจยกระดับธุรกิจ
นอกเหนือจากนี้แล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม อันทรงพลัง ต่างกำลังเร่งเดินหน้ายกระดับ ภาพลักษณ์-ความเชื่อมั่น ให้กับกลุ่ม ธุรกิจในสังกัดตัวเองให้แข็งแกร่ง เป็นที่ ยอมรับของสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการ มาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี 2558 กันอย่างคึกคัก ทั้งเรื่องของการเสริมสร้าง องค์ความรู้ทางด้านกฏหมาย เร่งพัฒนายก ระดับ นักขาย เรียนรู้การตลาดในแบบ สากลฉีกแนวการดำเนินธุรกิจแบบในอดีตที่ ผ่านมา
ล่าสุด TDSA จัดงาน วันเกียรติยศ นักขายตรงไทยปี 2555 เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พ.ย.2555 ที่ผ่านมาเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ นักธุรกิจอิสระของบริษัทสมาชิกที่ประสบ ความสำเร็จในธุรกิจ มีจรรยาบรรณ ต่อ ลูกค้า-สังคม รวมถึงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ นักธุรกิจอิสระ ทั่วประเทศเกือบ 6 ล้าน คนและยกระดับ ภาพลักษณ์ ของ TDSA ให้เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนในทางที่ถูกต้อง
ทางด้าน นีโอ ไลฟ์ ก้าวข้ามธุรกิจ ในแบบฉบับเดิมในอดีต ด้วยการปรับตัว รองรับกับกระแส AEC เดินหน้าจัดอบรม สัมนาพิเศษ พัฒนาศักยภาพของนักธุรกิจทุก ระดับ มีการระดมพล นักขาย เรือนหมื่น ร่วมรับฟังความรู้ในหัวข้อ การส่งเสริมความสำเร็จในธุรกิจขายตรงอย่างมีจรรยาบรรณ โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสคบ. กระทรวงการคลัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มาให้ความรู้แบบรอบด้านให้กับ นักขาย เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ขณะ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย วันที่ 1 ธ.ค.นี้ จัดให้มีการอบรม มาตรฐานวิชาชีพขายตรงไทย ครั้งที่ 3 เสริมความรู้ มุมมองการดำเนินธุรกิจให้กับ นักขาย ให้อยู่ภายใต้กฏหมายที่ถูกต้อง โดยได้เชิญ วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดงานและให้ โอวาท มี จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.และเลขาธิการ คณะกรรมการอาหาร และยา (อย.) บรรยายหัวข้อสำคัญถึงเรื่อง โฆษณาขายตรงอย่างไรให้ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ ส่วน ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธาน กรรมการผู้จัดการ เจริญโอสถ ร่วมเสริมความรู้ เรื่อง มาตรฐานของวิชาชีพ ขายตรงและนักธุรกิจอิสระ และสุดท้ายเชิญ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าร่วมบรรยาย เกี่ยวกับ ธุรกิจปุ๋ย ที่ไม่ผิดกฏหมาย เรียก ว่าอัดแน่นความรู้ตลอดทั้งวัน
ดังนั้น ธุรกิจขายตรง ในฐานะ ผู้ประกอบการ เตรียมพร้อม สร้างภาพ ลักษณ์-ความเชื่อมั่น ในความรู้ด้านต่างๆ ถือเป็นการเสริมเขี้ยวเล็บ เตรียมความพร้อม ให้ นักขาย หรือบุคคลากรเป็นทุนติดตัว ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาดสากลที่มีการแข่งขันสูง และเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเหมือนกับธุรกิจใน หลายอุตสาหกรรมที่วันนี้ต่างก็ปรับตัวกัน อย่างคึกคักรับการเปิดตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่ใครๆ ต่างก็เข้ามาแข่งขันได้ เพราะสุดท้ายจะไม่มี เครื่องมือใดๆ จากรัฐใดๆ ของประเทศใดๆ มากีดกันทางการค้าอีกแล้วนั่นเอง!!


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241

สตาร์ซันไชน์ รุกตลาดคลาร่าพลัส ร่วมทัพลูกทุ่งเฟสทิวัลครั้งที่ 2








สตาร์ซันไชน์ บุกการตลาดอย่างหนัก ร่วมเดินทัพงานลูกทุ่งเฟสทิวัล ครั้งที่ 2 มหกรรมงานคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ ค่ายอาร์สยามคนนับแสนร่วมงาน คลาร่าพลัส ประสบความสำเร็จในงานนี้มีเหล่านักร้องมากมาย ร่วม 200 กว่าชีวิตที่ค่ายอาร์สยาม ยกทัพมาในงานคอนเสิร์ตลูกทุ่งเฟสทิวัลครั้งที่ 2 และภายในงาน มีบูธกิจกรรมของ คลาร่าพลัสจากสตาร์ซันไชน์ และยังได้รับเกียรติจากท่านประธานโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ประธาน บริษัทสตาร์ซันไชน์ และคุณภัชฎาภรณ์ ศรีแก้ว รองประธานบริษัท สตาร์ ซันไชน์ มามอบกระเช้าให้กับศิลปินนักร้องค่ายอาร์สยามมากมาย อาทิ หนูเล็ก อาร์สยาม ออม อาร์สยาม จากวงบลูเบอร์รี่, หญิง ธิติกานต์, เล็ก-ใหญ่ อาร์สยาม, แคท รัตกาล, นุ้ย สุวีนา, บิว กัลยาณี นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก คุณไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ มาร่วมสร้างสีสันภายในบูธของคลาร่า พลัส และมีแฟนๆ มาร่วมให้กำลังใจที่ บูธอย่างคับคั่ง ซึ่งสตาร์ ซันไชน์ยังไม่หยุดยั้ง ต่อ ด้วยการออกบูธอีกครั้งใน งานสโมสรชิมิ ที่พิษณุโลก วันที่ 4 พฤศจิกายน และ วันที่ 23 ธันวาคมที่เมือง โคราช


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุรกิจเครือข่าย รายปักษ์ ประจำวันที่ 1-15 ธันวาคม 2555 ฉบับที่ 241