ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : "นีโอ สตาร์ (Neo Star)" ระดมคะแนนโหวตเดินเครื่องตัดตกรอบสองเหลือ150 คน


นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 1 โครงการหาดาวของ นีโอ ไลฟ์ คึกคัก หนุ่มสาวแห่สมัครร่วมพันคน! ดีเดย์หาผู้เข้ารอบ 150 คนสุดท้ายชิงชัยรางวัลใหญ่ กลางงานประดับเข็มนักธุรกิจประจำเดือน ด้าน นิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์บริษัท เดินหน้าผลักดันความเข้าใจ ขายตรง ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ วอนทุกฝ่ายช่วยกันยกระดับอุตสาหกรรมให้กลายเป็นธุรกิจสร้างคน สร้างชาติอย่างภาคภูมิ

ปิดรับสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ โครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 1 ของบริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัดโครงการเพื่อสานฝันให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ได้มีเวทีแสดงออกถึงความสามารถ ให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาตนเอง จนกลายเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยยอดผู้สมัครทั้ง 3 รุ่น ที่บริษัทได้ทำการเปิดรับภายในงานมอบเข็มเกียรติยศประจำเดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-กันยายน รวมผู้สมัครทั้งสิ้น 641 หมายเลข รวมแล้วเกือบ 700 คน

ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหารบริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ กล่าวว่า เป็นที่น่าชื่นชม ที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ให้ความสนใจสมัครเข้าประกวดโครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน รวมแล้วหลายร้อยคน ซึ่งตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา บริษัทก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้สมัครรุ่นที่ 1 และ รุ่นที่ 2 ได้แสดงความสามารถผ่านช่องรายการนีโอ ทีวี สยามธุรกิจ ส่วนเดือนนี้ซึ่งถือ เป็นการรับสมัครเป็นรอบที่ 3 หรือรอบสุดท้าย เยาวชน หนุ่มสาว ก็ยังให้ความสนใจสมัครเข้ามาเพิ่มกว่า 200 คนด้วยกัน และจะมีการปฐมนิเทศผู้สมัครรุ่นที่ 3 ในวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคมนี้

ในขณะนี้เรายังไม่ทราบว่าใครจะ เข้ารอบหรือไม่เข้ารอบ ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับ พวกเราทุกคน ตนอยากให้ทุกคนช่วยกันส่งกำลังแรงเชียร์แรงใจให้ผู้สมัครที่ชื่นชอบ ขั้นต่อไป คาดว่าทางคณะกรรมการจะได้รวบรวมคะแนนโหวตจาก SMS จากช่อง นีโอ ทีวี สยามธุรกิจ และทำการคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือเพียง 150 คน โดยจะมีการประกาศผู้เข้ารอบที่ 2 ในงานมอบเข็ม ประจำเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งตนเองขอเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ผู้สมัคร ขอให้เข้ารอบทุกคน

ทั้งนี้สมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ สามารถร่วมส่งคะแนนเชียร์ ด้วยการโหวตหมาย เลขผู้สมัครที่ชื่นชอบ ได้ทาง โทรศัพท์หมาย เลข 4649888 โดยพิมพ์ N แล้วตามด้วยหมายเลขผู้สมัคร โดยร่วมโหวตได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากโครงการประกวด นีโอ สตาร์ แล้วกิจกรรมสำคัญภายในงานมอบเข็มเกียรติยศประจำเดือนกันยายน ก็คือ การบันทึกเทปสดรายการ รัชกับดุ๊ก ออน สเตจ โดยพิธีกรคู่ขวัญ คือ ดร.รัชนี มหานิยม และอาจารย์บดินทร์ ดุ๊ก ร่วมดำเนิน รายการ และได้มีการเชิญแขกพิเศษ มาร่วมพูดคุยซึ่งแขกคนสำคัญ คือ ท่านนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการสคบ.โดยปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ ได้มาร่วมพูด คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงทิศทางของ ธุรกิจขายตรงในประเทศไทย

ทางด้าน นายนิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจขายตรงที่ได้จดทะเบียนกับหน่วยงาน สคบ.แล้ว ถือว่าเป็นธุรกิจสีขาว เพราะเป็นธุรกิจที่ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามกฎหมาย ปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนโดยครบถ้วนแล้ว ส่วนธุรกิจที่หลายๆคนเรียก ว่าเป็นธุรกิจขายตรงสีดำนั้น ก็คือธุรกิจพวกแชร์ลูกโซ่ หรือมันนี่เกม ซึ่งโดยหลักแล้วไม่ควรเหมารวมว่าเป็นธุรกิจขาย ตรงเลย เพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของกฎหมายขายตรง ถือว่าเป็นธุรกิจเถื่อน ดังนั้น ตนจึงอยากจะให้ประชาชน โดยเฉพาะสื่อสารมวลชนบางสำนักที่ยังไม่เข้าใจธุรกิจนี้อย่างแท้จริง โปรดทำ ความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องก่อนนำเสนอข่าวสารต่างๆ ออกไป เพราะอาจทำให้ประชาชนเข้าใจข้อมูลที่ผิดๆ จนทำให้ธุรกิจขายตรงถูกพิพากษาว่าไม่ดีได้

อยากให้ทำความเข้าใจว่า ขายตรง ไม่มีสีเทา ปัจจุบัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง พยายามที่จะผลักดันส่งเสริมให้ขายตรง เป็นธุรกิจ สร้างงานสร้างอาชีพ และสร้างชาติอย่าง เต็มภาคภูมิ เราจึงไม่ควรเอาธุรกิจแชร์ลูก โซ่ มาปะปนในธุรกิจขายตรงสีขาว ให้เกิด ความเสียหายต่อความเป็นธุรกิจของประชาชน

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานมอบเข็ม ของบริษัท ประจำเดือนกันยายน มีผู้ประสบความสำเร็จได้รับเข็มเกียรติยศ กว่า 1 พันคน ปิดท้ายงานยังมีการจับคูปองชิงโชค เหมือนเช่นเคย ซึ่งรางวัลใหญ่ คือแจกรถยนต์ 2 คัน คันแรกเป็นแคมเปญใหญ่จับสลากลุ้นโชค มอบรถให้กับ ผู้อ่าน สยาม ธุรกิจ ภายใต้คอนเซปต์ 18 เดือน 18 คัน เพื่อฉลองครบรอบ 18 ปีอย่างเป็นทาง การของหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ สื่อธุรกิจ ราย 3 วัน ในเครือของ นีโอ ไลฟ์ ซึ่งใน ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 โดยรางวัลเป็นรถยนต์ ฮอนด้า บริโอ้ ส่วนรางวัลรถยนต์คันที่ 2 เป็นการมอบโชคให้กับสมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ ที่มีการจัดเป็นประจำทุกๆ เดือน และเช่นเคยที่มีพี่น้องสมาชิกชาวนีโอไลฟ์ให้ความสนใจส่งสลากชิงโชคกันอย่างล้นหลาม


อ้างอิง : นสพ.สยามธุรกิจ

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : มัดรวมสินค้าครัวเรือนผุด "แอมเวย์ โฮม (Amway Home)" เอาใจแม่บ้านระดับบน


แอมเวย์ ปรับโฉมผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนภายใต้แบรนด์ แอมเวย์ โฮม จับรวม แอมเวย์ โฮม เอสเอ8 ผลิตภัณฑ์ซักรีด, แอมเวย์ โฮม แอล.โอ.ซี. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว และแอม เวย์ โฮม ดิช ดรอปส์ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์เป็นหนึ่ง เดียว พร้อมเปิดตัวสองสินค้าใหม่ ย้ำภาพผู้นำผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนระดับพรีเมี่ยม


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากรูปแบบการดำเนิน ชีวิตของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่แปรเปลี่ยนไปจากอดีต โดยเริ่มหันมาใส่ใจกับการดูแลตนเอง ครอบ ครัว และที่อยู่อาศัย มากขึ้นจนกลาย เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกระแส นิยมที่ให้ความสำคัญกับการใส่ใจสิ่งแวด ล้อมมากขึ้นนั้น แอมเวย์จึงเล็ง เห็นความสำคัญของความต้อง การผู้บริโภคที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเพื่อเป็นการปรับภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ให้มีความชัดเจนขึ้น และตอบรับความต้องการของ ผู้บริโภคได้ครอบคลุมมากที่สุด จึงได้ดำเนิน การปรับโฉมหรือรีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนทั่วโลก ภายใต้ชื่อใหม่ แอมเวย์ โฮม (Amway Home)


โดยการรวม 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์เป็นหนึ่งเดียวกัน ประกอบด้วย แอมเวย์ โฮม เอสเอ8 ผลิตภัณฑ์ซักรีด แอมเวย์ โฮม แอล.โอ.ซี. ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นผิว และแอมเวย์ โฮม ดิช ดรอปส์ ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ชูจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการทำความสะอาดสูงสุดพร้อมด้วยส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ และจากสูตรผสมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมส่งผลให้ผลิต ภัณฑ์ส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้สามารถแสดงสัญลักษณ์ การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Design for the Environment : DfE จากสำนักงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐ อเมริกา (U.S. EPA) ซึ่งเป็นเสมือนคำรับ รองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ มีส่วนผสมจากธรรมชาติและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม


นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน ได้แก่ แอมเวย์ โฮม ทอยเลต โบว์ล คลีน เนอร์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์ และ แอมเวย์ โฮม เลเทอร์ แอนด์ ไวนิล คลีนเนอร์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด หนังและไวนิล เพื่อตอบรับทุกความต้อง การในครัวเรือน


ด้านนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การรีแบรนด์ ในครั้งนี้นอกจากการย้ำภาพลักษณ์ผลิต ภัณฑ์ในครัวเรือนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยังเป็น การสะท้อนถึงพันธสัญญาของแอมเวย์ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจครั้งแรกกว่า 50 ปีมาแล้ว


โดยผลิตภัณฑ์ชนิดแรกที่ถือเป็นจุดกำเนิดและความภูมิใจของบริษัทจวบจนปัจจุบันคือ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนก ประสงค์ แอล.โอ.ซี. และยังคงยืนหยัดที่จะสืบทอดพันธสัญญาดังกล่าวด้วยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนขึ้นมาใหม่ในชื่อ แอมเวย์ โฮม ซึ่งมีความโดดเด่นด้วยสูตรอันเป็นนวัตกรรมเอกสิทธิ์ เฉพาะของแอมเวย์กับ สูตรไบโอเควส (Bioquest Formula) ซึ่งประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น มะพร้าว และพืชตระกูลมะนาว ด้วยคุณสมบัติเด่นคือ เป็นสูตรเข้มข้น ทำให้ลดปริมาณการซื้อให้น้อยครั้งกว่าปกติ จึงช่วยลดปริมาณขยะ ช่วยทำความสะอาดได้เป็นอย่างดี ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (จากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ประเทศสหรัฐ อเมริกา) และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และเชื่อมั่นว่าการรีแบรนด์ในครั้งนี้จะยังได้รับ การตอบรับที่ดีเหมือนในช่วงตลอดระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมา


สำหรับการสร้างการรับรู้ถึงการปรับโฉมแบรนด์ แอมเวย์ โฮม ในครั้งนี้ ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนเป็นต้นไป แอมเวย์มีการวางแผน กิจกรรมส่งเสริมการตลาดให้เกิดขึ้นทั้งใน กลุ่มผู้บริโภคและนักธุรกิจแอมเวย์อย่างทั่วถึง อาทิ จัดกิจกรรมการเปิดตัวผลิตภัณฑ์แอมเวย์ โฮม ณ แอมเวย์ ช็อป สำนัก งานใหญ่ และสาขาย่อยอีก 19 สาขาทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 27-29 กันยายนนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ร่วมสัมผัส ประสบการณ์การดูแลและทำความสะอาด บ้านอย่างมืออาชีพด้วยสูตรผสมจากธรรมชาติ และให้คำแนะนำวิธีใช้ผลิตภัณฑ์แอม เวย์ โฮม อย่างถูกต้อง รวมทั้งจัดฝึกอบรม ผลิตภัณฑ์ให้กับนักธุรกิจแอมเวย์ เพื่อให้เกิด การเรียนรู้และเข้าใจคุณประโยชน์ของ ผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง


ทั้งนี้ แอมเวย์มั่นใจว่าจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์ประกอบกับกิจกรรมทาง การตลาดดังกล่าวจะเป็นส่วนผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน แอมเวย์ โฮม กลายเป็นที่หนึ่งในใจของผู้บริโภคด้วยการเติบโต 10% ภายในสิ้นปีได้อย่างแน่นอน นางรัตนา กล่าวทิ้งท้าย


อ้างอิง : นสพ.สยามธุรกิจ

ข่าววอลลารา (Vollara) : ฝันไกล ปั้นไทยเป็นฮับ MLM


วอลลารา ขายตรงสัญชาติมะกัน ได้ฤกษ์ดีเปิดตัว เร่งดันไทยเป็นฐานอาเซียน และทั่วทวีปเอเชีย ด้านสินค้าประเดิมด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ระดับนาซ่า มองไกล 5 ปียอดขายภูมิภาคนี้โต 3 หมื่นล้านบาท และสมาชิก ต้องประสบความสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน

นายโฆษิต สุวินิจจิต ประธาน บริษัท วอลลารา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วอลลารา (Vollara) เป็นธุรกิจขายตรงจากประเทศสหรัฐ อเมริกา ปัจจุบันทางสถาบันขายตรงในอเมริกา ได้จัดอันดับให้ วอลลารา เป็นบริษัทขายตรงอยู่ ในอันดับที่ 39 ทั้งนี้ ในอนาคตบริษัทต้องการก้าว ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นจากเดิมที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะในแถบอเมริกาเหนือ จึงมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ และพบว่าเอเชียเป็นทวีปที่ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตมากสุดในโลก

ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา วอลลาราจึงตัดสินใจ รุกตลาดในเอเชีย โดยเลือกไทยเป็นประเทศแรกใน การทำตลาด และวางแผนที่จะใช้ประเทศไทยเป็นประตูสู่ประเทศอื่นในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะประเทศ ในกลุ่มอาเซียน เนื่องจากบริษัท มองว่าประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่มีพื้นที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งจุดนี้จะทำให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจไปได้โดยสะดวก และง่ายดาย

โฆษิต กล่าวต่อว่า ในมุมมองของตน ปัจจัยที่ทำให้เลือกทำธุรกิจกับบริษัทขายตรงต่างชาติค่าย นี้ มี 2 ปัจจัยหลัก ประการแรก สินค้าของบริษัทมีคุณภาพ ได้รับการวิจัย ค้นคว้าจากองค์การนาซ่า ที่ถือเป็นหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์ที่ทุกคน ทั่วโลก ให้การยอมรับ ประการที่สอง คือ บริษัทนี้มีความมั่นคง เนื่องจากมีอายุถึง 88 ปีและเป็นบริษัทที่มีการบริหารงานคล้ายกับคนไทย ที่เน้นความสัมพันธ์ อันดีระหว่างกัน

ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้ง บริษัท วอลลารา ประเทศไทย จำกัด ขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิ.ย. 54 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท สินค้าที่นำมาจำหน่ายเบื้องต้นเป็นกลุ่มสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ระดับองค์การนาซ่า ได้แก่ เครื่องฟอกอากาศเทคโนโลยีนาซ่า ราคาเริ่มต้นที่ 24,967 บาท เครื่องปรับ สภาพน้ำ สำหรับซักผ้าด้วยน้ำเปล่า ราคา 36,633 บาท เป็นต้น โดยในอนาคตจะมีสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการดำเนินงานในช่วงปีแรก บริษัทมีผู้แทนจำหน่ายถึง 5 พันคน ทั้งๆ ที่สินค้าของบริษัทเริ่มต้นด้วยหลักหมื่น เพราะเป็นไฮเทคโนโลยี ไม่ได้เริ่มด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จุดนี้จึงน่าจะเป็นตัวชี้วัดว่า ธุรกิจวอลลารา ประเทศไทยจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้นักธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ส่วนแผนการเปิดสาขาตามภูมิภาค จะพิจารณาจากความพร้อมของสมาชิกก่อน คือที่ไหนพร้อมก่อนเราก็จะเปิดสาขาที่นั่น เพราะเรื่อง ของ MLM มันขึ้นอยู่กับคน เราจะไปกำหนดไม่ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสมาชิก

สำหรับปีที่ 2 วอลลาราจะเริ่มรุกเข้าสู่ประเทศอาเซียนอย่างจริงจัง และตั้งเป้ายอดขายปีหน้าโต 100% จากปีนี้ และเชื่อ ว่าตลาดวอลลาราประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียในอีก 5 ปีข้างหน้า จะโตถึง 1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และภายใน 5 ปีคนไทยต้องประสบความสำเร็จมากกว่า 1 ล้านคน

ขณะนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราพร้อมแล้ว สำหรับการขยายไปสู่ตลาดอาเซียน ซึ่งแผนการดำเนินงานขณะนี้ บริษัทเตรียมทุ่มงบในการพัฒนาเรื่องของบุคลากร เพราะตนมองว่าธุรกิจ ขายตรง คน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด บริษัทเตรียม หามือเทรนนิ่งที่ดีที่สุด และมีความ เห็นว่าต่อไปประเทศไทยก็น่าจะมีศูนย์เทรน นิ่งของชาติ ที่รวมสุดยอดผู้นำเทรนนิ่งของประเทศไทยไว้ด้วยกัน ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าในภาวะเช่นนี้ธุรกิจขายตรงในประเทศไทย ควรเป็นพันธมิตรที่เราจะต้องร่วมกันพัฒนาเพื่อก้าวสู่ตลาด ต่างประเทศด้วยกัน และการสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญ อีกประการหนึ่งที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่ง ให้กับอุตสาหกรรม MLM ในประเทศไทย

วันนี้หัวใจอาเซียนทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องรวมกันเพื่อ ประโยชน์ทางธุรกิจ ใครถนัดเรื่อง ไหนก็ช่วยกันทำเรื่องนั้น ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยก็เช่นกัน เราต้องร่วมแรงร่วมใจกัน เราอย่ามามองว่าต้องแข่งกันเอง วันนี้เรามองตลาด ขั้นต้นเพียง 60 ล้านคนก่อน แต่พออาเซียนเปิดจากตลาด 60 ล้านคน ก็จะกลายเป็นตลาด 600 ล้านคน อยากให้มองว่าประเทศเราจะได้ อะไรจากการเข้าสู่ประตูอาเซียน ดีกว่าจะมองแค่ว่าบริษัทจะได้อะไร เราต้องประสานประโยชน์ร่วมกัน ตนคิดว่าตนจะเดินเข้าพบ แต่ละสมาคม นั่งคุยกัน และถ้าเป็นไปได้ตนก็อยากเห็นธุรกิจขายตรงในประเทศไทยมีการรวมตัวกันป็นสมาพันธ์ขายตรง

โฆษิตยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจเครือข่าย รายใหญ่จากต่างประเทศ ไม่ว่าจาก อเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย ต่างก็สนใจที่จะเข้ามาลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย เนื่อง จากพวกเขาเล็งเห็นถึงศักยภาพของธุรกิจเครือข่ายในบ้านเรา ที่มีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยแล้วตลาดขายตรงในไทยมีการเติบโตที่ 10% ทุกปี และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 8 หมื่นล้านบาท จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายควรจะร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อทำให้ขายตรงประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ผู้นำตลาดโลก


อ้างอิง : นสพ.สยามธุรกิจ

ข่าวนูสกิน (Nuskin Thailand) : เปิดเผยผลประกอบการก่อนปิดไตรมาสสุดท้ายปี55 โตทะลุเป้า 27% เดือนเดียวยอดขายทะลุ 450 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

ข่าวโมรินดา (Morinda) : 12ปี ได้ฤกษ์เปิดขาย ไบโอแอคทีฟ (Bio Active)


โมรินดา ประเทศไทยฉลองครบรอบ 12 ปี ขายตรงสัญชาติอเมริกันเคียงคู่คนไทย อย่างมั่นคงเเละยาวนาน Morinda Gala Night


มร.เจฟ รองประธานฝ่ายการตลาดโดดร่วมงาน เดินแผนตามรอยโค้ก ผุดผลิตภัณฑ์ใหม่ ไบโอแอคทีฟ เอาใจคนรักสุขภาพ


นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ล ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงานครบรอบ 12 ปีโมรินดาประเทศไทย Morinda Gala Night พร้อมมีการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้นำระดับสูงและผู้นำเงินล้านด้วย หลังจากก่อนหน้านี้ในวันครบรอบจริงบริษัทได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมที่บ้านบางเเคขึ้น เเละโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก Mr.Jeff Wassden รองประธานฝ่ายการตลาด ที่ดูเเลโมรินดาทั่วโลกมาร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบความสำเร็จ และร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 ตัว


เป็นความโชคดีที่เราจดทะเบียนได้ชื่อ ไบโอเเอคทีฟ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตาฮิเตียนโนนิ มีทั้งแบบเพียว แมงโก้ เกรป และ ออริจินัล เเละเป็นเจ้าแรกที่ได้คำว่าไบโอเอคทีฟอยู่ในชื่อสินค้าของบริษัท และเราอยากให้ทุกคนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของเราได้ไม่ว่าจะรวยหรือจน ที่สหรัฐอเมริกาผลิตภัณฑ์จะมีขนาดที่เล็ก และมีเป็นซองแบบพกพาได้ แต่ประเทศไทยยังรอดูก่อน แล้วตอนนี้เรากำลังมองหาสถานที่จะทำออฟฟิตเหมือนสโตร์ที่มีสินค้าไปวางขาย โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นสมาชิกก็สามารถซื้อได้ นางวิภารัตน์ กล่าว

Mr.Jeff Wassden รองประธานฝ่ายการตลาด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมาบริษัทแม่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง โดยเลือกเน้นใช้พืชสมุนไพรมากขึ้น ส่วนชื่อไบโอเเอคทีฟจะโฟกัสไปในด้านนวัตกรรมเพื่อสุขภาพและใช้ผลไม้จากพืชสมุนไพรทำการรีเซิร์ทแล้วสกัดออกมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ และจะใช้ไบโอแอคทีฟไปในเรื่องของบริษัทฟาร์มาซูติคอลต่างๆ ด้วย และจะโฟกัสไปในเรื่องของธรรมชาติการแยกเรื่องสมุนไพรที่มาจากผลไม้หรือผัก จะทำให้ในส่วนของผลิตภัณฑ์มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้นและไม่มีใครเหมือน


ในห้องเเลปในส่วนนี้เราจะเอามาจากพืชผลต่างๆที่ค่อนข้างหายากเเละราคาเเพง ปัญหาไบโอแอคทีฟจะมีอาการข้างเคียง เพราะว่าร่างกายของเราจะมีอยู่ 3 กระบวนการ ต่อต้าน ยอมรับหรือว่าจะมีปฏิกิริยากับสารชีวภาพที่เข้าไป ไบโอแอคทีฟทางบริษัทผลิตขึ้นมามีคุณภาพสูงและค่อนข้างปลอดภัย เรามีอยู่ 5 มาตรฐาน ที่เราเรียกว่าไบโอแอคทีฟแฟลชฟอร์ม ต้องปลอดภัย ต้องไม่มีอาการข้างเคียง มร.เจฟ กล่าวและว่า

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวภายในงานฉลองครบรอบ 12 ปีครั้งนี้ เป็น ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ตาฮิเตียนโนนิ ออริจินัล ตาฮิเตียนโนนิ เเมงโก้ ตาฮิเตียนโนนิ เกรป ตาฮิเตียนโนนิ เพียว เเละในอีก 2 3 เดือนจะมีผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย Fit body composition system เป็นผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาโรคอ้วน ช่วยควบคุมน้ำหนัก


นอกจากบริษัทมีเเผนทางการตลาด 4 ข้อเหมือนกับที่โคคาโคลาเคยทำ 1.สร้างเเบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับเเละรู้จักไปทั่วประเทศ 2.ผลิตภัณฑ์ที่หาดื่มง่ายเหมือนอยู่ในชีวิตประจำวัน 3. ทำให้สินค้ามีอยู่ตลอดเวลา 4.เราจะสร้างชื่อเสียงที่ดีๆให้คนพูดถึงในสิ่งดีๆเกี่ยวกับบริษัท ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดนี้มันไม่ได้สร้างภายในปี 2 ปี เเต่ต้องเริ่มต้นเเละปรับเเต่ละเเผนให้ดีขึ้นเรื่อยๆและคาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มฐานผู้บริโภคให้เพิ่มมากขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ลั่นแชมป์ MLM แบรนด์ไทย ฉลองย่าง 17 ปีเปิดสินค้าพรีเมี่ยม 10 ตัว



กิฟฟารีน ฉลองความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก้าวสู่ปีที่ 17 ภายใต้แนวคิด Giffarine Champs of the Champs กิฟฟารีน ก้าวนำอย่างแตกต่างในทุกมิติ


ตอกย้ำความเป็นแชมป์ขายตรงแบรนด์ไทย จัดพิธีประดับเข็มเกียติยศ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สุดยอดนวัตกรรม ประกาศไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์ คนล่าสุด เรือเอกสุรินทร์ ฉวีวรรณ ลอยสูง- สมบุญ ธัญชนก แดงรอด ท่วมกลาง สมาชิก กว่า 18,000 คน


พญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จของกิฟฟารีนที่เกิดขึ้นตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เป็นผลให้กิฟฟารีนก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ไทยอันดับหนึ่ง ในธุรกิจขายตรงหลายชั้น (MLM) โดยมีจุดแข็งอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งผ่านการวิจัยแล้วนำมาพัฒนาอย่างเหนือชั้นภายใต้การผลิตสุดยอดนวัตกรรมที่เต็มไปด้วยคุณภาพ จนได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจและผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมไปกับการขยายเครือข่ายนักธุรกิจ ด้วยการสร้างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี

เราเป็นบริษัทแม่ที่คอยดูแลและช่วยเหลือสนับสนุนนักธุรกิจทุกท่านที่เข้ามา ให้ทุกคนเป็นเจ้าของกิฟฟารีน ทุกคนเป็นเจ้าของบริษัทลูกที่สง่างาม งานของบริษัทลูกก็คือสานต่อไปสร้างความรู้สึกนี้และไปชวนคนมาร่วมกันอยู่ในทีมงานอยู่ในเครือข่ายและอยู่ในสายงาน ในฐานะเจ้าของกิฟฟารีนและในฐานะเจ้าของบริษัทเช่นเดียวกัน พญ.นลินีกล่าว และว่า
สำหรับแนวทางการเป็นแชมป์นั้นทุกคนที่จะประสบความสำเร็จหรือคนที่จะได้รับชัยชนะในธุรกิจเครือข่ายกิฟฟารีน ต้องยึดถือการปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันประกอบด้วย 3 แนวทาง เริ่มจากต้องมีวิธีคิดที่ถูกต้อง ต้องมีวิธีการที่ถูกต้องและต้องมีแรงบัลดาลใจอยู่สม่ำเสมอรวมถึงการมีวินัยในการทำงานด้วย

ทั้งนี้กิฟฟารีนได้จัดงาน Giffarine Champs of the Champs : กิฟฟารีน ก้าวนำอย่างแตกต่างในทุกมิติ เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน ภายในงานมีการเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสองผู้บริหารระดับสูงสุดในตำแหน่ง ไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์ คนล่าสุด เรือเอกสุรินทร์ คุณฉวีวรรณ ลอยสูง และ คุณสมบุญ คุณธัญชนก แดงรอด พร้อมทั้งพิธีประดับเข็มเกียรติยศผู้บริหารระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง

และมีการเปิดตัวผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Sales Contest ครั้งที่ 10 และผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Fantastic Beijing Awards 2012 ผู้ชนะการแข่งขันท่องเที่ยวประเทศยุโรป (เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ และออสเตรีย) และผู้ชนะการแข่งขัน Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งเปิดตัวการแข่งขันสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Giffarine Fantastic Kyoto-Osaka Awards และ Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศฮ่องกงด้วย
นอกจากนั้นยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ระดับพรีเมี่ยมว่า 10 รายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดในงานนี้เป็นชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เอดดัลไวส์ (Edelweiss) สกัดจากดอกไม้สีขาวแสนสวยบนเทือกเขาแอลป์และหมู่พืชพรรณธรรมชาติที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าของสารที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวให้ขาวกระจ่างใสแลดูสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ทิโชก แดนดี กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน ไฮยา ซีรั่ม อินเทนซ์ ฟอร์มูล่า และกิฟฟารีน กลามอรัส วันเดอร์ไลท์ คอนซีลเลอร์ คิท เซ็ท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

กร้าว! "ไอยรา แพลนเน็ต AIYARA PLANET" เจ้าขายตรง "IMMURA อิมมูร่า (SESAMEAL) สารสกัดงาดําและธัญพืช" บิ๊กประกันฯจัดตั้ง "อะคาเดมี (Academy)" หนุน


กัมปนาท บุรุษแห่งเจ้าแผนตลาดไบนารี่ ควง ชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ อดีต CAO แม่ทัพตัวแทนประกันชีวิตหลายค่ายโดดข้ามห้วยร่วมหุ้น ไอยรา


ตั้งศูนย์ปฏิบัติการสร้างนักขาย อะคาเดมี ผนึกกำลัง ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ เจ้านักวิจัยมือโปรมหาวิทยาเชียงใหม่ ผลิต เซซามีน-งาดำ ขึ้นแท่นเจ้าตลาด

ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ นักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยวิจัยวิศวกรรมเนื้อเยื้อและเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งคิดค้นงานวิจัยสารสกัดงาดำ และนำผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารโลก มาร่วมเป็นทีมผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอย่างเป็นทางการ จึงทำให้ปัจจุบันไอยรา


ได้ถือสิทธิบัตรงานวิจัย 1 ใน 5 ใบ ซึ่งเป็นเซซามีนผลิตภัณฑ์งาดำชั้น 1 และกล่าวได้ว่าไอยราเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตเซซามีน หรือ คิงส์ อ๊อฟ เซซามีน

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดของไอยรานับแต่นี้ไป จะมุ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มนักธุรกิจ 2.กลุ่มผู้บริโภค โดยทั้งสองกลุ่มจะเป็นฐานความเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน ด้วยเพราะมีความมั่นใจในธุรกิจไอยราบนแนวทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้นภายใต้ปฏิบัติการเทรนนิ่งระบบใหม่ และกลุ่มผู้บริโภคซึ่งเป็นฐานที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์ก็จะมั่นใจในคุณภาพสินค้าที่ตอบสนองได้อย่างดี และพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นคือคำตอบสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ความปลอดภัย มีเอกสารรับรองจากไอยรา

นายชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ รองประธานกรรมการไอยรา แพลนเน็ต กล่าวถึงการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับไอยราในครั้งนี้ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท และเป็นผู้รับผิดชอบหลักสูตร Aiyara Academy ซึ่งจะผลักดันให้ไอยราเป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าสู่สังคมได้อย่างเต็มกำลัง ด้วยแนวทางการพัฒนาบุคลากรอย่างยั่งยืน เพริ่มจากคนที่เข้าสู่การทำธุรกิจเครือข่ายครั้งแรก แล้วมีการเปลี่ยนแปลงและได้เติมเต็มชีวิตให้ดีขึ้น ภายใต้สโลแกนของไอยราที่ว่า เราใส่ใจ เราแบ่งปัน เราเติบโตร่วมกัน We Care We Share We Grow

นายชาญวิทย์กล่าวอีกว่า รูปแบบของอะคาเดมี เบื้องต้นมี 5 ขั้นตอน 1.Aiyara Business Course การพูดถึงวงจรทางธุรกิจ ในภาพรวมคืออะไร สินค้าของบริษัทคืออะไร แผนการตลาดคืออะไร 2. User Recruite Training Motivation Supervision หน้าที่หลักของผู้นำทีมทุกคนที่ต้องการบริหารทีมงานให้ประสบความสำเร็จ โดยอยู่บนพื้นฐานของการทำตามหน้าที่ 3.Aiyara Leader Course วิถีผู้นำไอยรา เมื่อกำลังสร้างทีมงาน การยอมรับจากทีมงาน โดยการสร้างภาวะการเป็นผู้นำ วิถีการเป็นผู้นำที่ถูกต้อง 4.Aiyara Excecutive Course ก้าวสู่ผู้บริหารไอยรา เรียนรู้เรื่องจุดแข็งจุดอ่อนโอกาส ข้อจำกัด เป้าหมาย แผนงาน เรียนรู้การเป็นผู้บริหาร 5. We Are Aiyara องค์กรนี้จะหล่อหลอมบุคคลากรให้เป็นหนึ่งเดียว บริษัทกับผู้นำทีมจะเป็นคนคนเดียวกัน จะไม่แยกเป็นคนละคน

ผมทำงานในวงการประกันชีวิตมา 30 ปี อยู่ในส่วนของทีมงานและผู้บริหารบริษัทมาตลอด จึงคิดว่าอยากทำอะไรที่มากกว่านั้น จึงมองธุรกิจเครือข่ายขายตรง เป็นอะไรที่ตรงกับที่เรามีประสบการณ์ อยากให้สิ่งที่เราเรียนรู้มาทั้งหมดคืนสู่สังคม โดยการสร้างคนที่มีคุณภาพ สร้างงาน สร้างสังคม เมื่อมองว่าระบบเครือข่ายคือคำตอบ และได้มาเจอ ดร.กัมปนาท บุญราศี ที่รู้จักกันมากว่า 10 ปี เป็นที่ยอมรับและมีประสบการณ์ ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ มีความเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้เรามั่นใจ จึงยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการ นายชาญวิทย์กล่าว

อนึ่งก่อนหน้านี้ นายชาญวิทย์ มีประสบการณ์อยู่ในธุรกิจประกันชีวิตมานานกว่า 30 ปี มีโอกาสได้ร่วมงานกับธุรกิจเครือข่ายมาบ้างบางบริษัท จึงนำประสบการณ์ความสำเร็จจากการสร้างทีมงานอย่างมั่นคง จากที่เขาเริ่มต้นประสบการณ์ตัวเองตั้งแต่ตัวแทน ผู้บริหารฝ่ายขายตัวแทน และประธานเจ้าหน้าที่ผู้บริหารตัวแทน (CAO=Chief Agency Officer-Agency Department) ในธุรกิจประกันชีวิตมาจัดตั้งเป็น ไอยรา อะคาเดมี่ นั่นเอง
ทั้งนี้ไอยราจะจัดงานซอฟท์โอเพ่นนิ่งวันที่ 21 ตุลาคม 2555 เป็นการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการตามแผนงาน มีการประดับเข็ม โชว์ผลการดำเนินงาน 8 เดือนที่ผ่านมา โดยดร.กัมปนาทกล่าวว่า มั่นใจว่าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงมกราคม 2556 จะมีความพร้อมในทุกด้าน ด้านไอทีในระบบเรียลไทม์ 100% ให้กับนักธุรกิจ payment ในเซเว่น เป็น payment realtime ทำให้นักธุรกิจเกิดความเชื่อมั่น แล้วก็การ payment ผ่านช่องทางตู้เอทีเอ็มของ ธนาคารไทยพานิชย์ คาดว่าจะเปิดตัวในงานซอฟต์โอเพนนิ่งเช่นกัน โดยองค์รวมมั่นใจว่าจะสร้างความสะดวกให้นักธุรกิจได้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้

เพราะเราเน้นทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ โดยนักธุรกิจเราจะต้องมี 15,000 รหัส ซึ่งในปัจจุบันมีประมาณ 8,000 รหัส ปีแรกเรายังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการเดือนมาราคม 2556 คิดว่าจะดำเนินธุรกิจเต็มพิกัด คุณค่าที่เราสร้างไม่ใช่เพียงเม็ดเงินอย่างเดียว เราต้องการสร้างความมั่นคง มีองค์ประกอบครบ มีความสุข อยู่ในความถูกต้อง เป็นบริษัทขายตรงสีขาวต่อไป


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

ข่าวบีฮิบ (Bhip Thailand) : ควงทหาร-ทนายแถลงกรณี "ไมเคิล ซาเฟล" โดนเฟซฯถล่ม!


ชัยวัฒน์ ประธานฯบีฮิปไทยแลนด์ควง ไมเคิล ซาเฟล นักขายระดับบลูไดมอนด์เบอร์อันดับต้นบริษัทแจงข่าวโต้กรณีโดน


คนโซเชียลเน็ตเวิร์ค ขึ้นเฟซบุ๊คถล่มโจมตีเป็น นักต้มตุ๋น หลังกระแสข่าวเป็นแฟนดาราสาว ตาล-กัญญา ถูกเปิดเผยกระฉ่อนบนหน้าเว็ป บรรยากาศตึงเครียด!! สื่อ ยิ่งประเด็นถามหาความจริง! ทนาย ย้อนถามถึงที่มาสำนักข่าวฯ พร้อมโชว์อีก 3 นายพลทหารนั่งร่วมวงแถลง บิ๊กบอส ยังไม่ใช่แชร์ลูกโซ่

นายไมเคิล ซาเฟล ผู้นำระดับบลูไดมอนด์ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังถูกคนในสังคมโซเชียล เน็ตเวิร์คเขียนข้อความแสดงความเห็นบนเฟสบุ๊คระบุพฤติกรรมเป็นพวกนักตุ้ม ตุ๋นที่หลอกนักศึกษาหอบเงินมาลงทุนเป็นหลักหลายหมื่นบาท แล้วเกิดปัญหาไม่ยอมรับคืนสินค้าจนเกิดจริงด้วยตัวเองไม่สามารถเขียนและอ่านภาษาไทยได้ เป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทำแต่อย่างใด หากมีกรณีนี้เกิดขึ้นจริงอาจจะเป็นการกระทำของลูกทีมภายใต้สายงานที่มีถึง 10,000 คนมากกว่าความเสียหายทั้งทรัพย์สินและการเรียน ว่า ไม่เป็นความ

ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ผมมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และผมเป็นผู้นำพยายามสอนลูกทีมที่เป็นไปได้ ผมขอโทษ เป็นเรื่องส่วนตัวของลูกทีมที่ทำผิด ในขณะเดียวกันผมก็อยากแสดงสปิริตว่า ถ้าลูกทีมทำผิดผมก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบ ในส่วนที่ที่ผมเห็นหรือรับรู้เรื่องการโฆษณาเกินจริง ผมได้แจ้งบริษัททันทีซึ่งบริษัทก็มีมาตรการ นายไมเคิลกล่าว และว่า

ด้านนายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทถูกพาดพิ่งผ่านสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า บีฮิปเป็นธุรกิจผิดกฎหมายและเป็นแชร์ลูกโซ่ว่า ไม่เป็นความจริง บริษัทดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับการทำธุรกิจขายตรงของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และผลิตภัณฑ์ก็ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยตั้งแต่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 2554
การที่ไมเคิลถูกกล่าวหาว่าทำผิด เพราะทำธุรกิจผิดกฏหมายนั้น ขอยืนยันว่า เราไม่ได้ทำธุรกิจผิดกฏหมาย และไมเคิลก็ไม่ได้ทำธุรกิจผิดกฏหมาย เราทำธุรกิจตรงไปตรงมาพร้อมตรวจสอบ ไมเคิลทำงานที่บีฮิบมาปีครึ่ง ไม่ใช่ว่าได้กันแบบนี้ทุกคน ที่ไมเคิลได้แบบนี้เพราะมีฐานเก่า มีเพื่อนที่เชื่อเขามีสมาชิกที่เชื่อเขา เมื่อมีการขยับขยายก็มีกลุ่มคนตามมา ทำให้ยอดเกิดขึ้นเร็ว ยืนยันว่าไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ นายชัยวัฒน์กล่าว

ทั้งนี้การจัดแถลงข่าวบริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด ครั้งนี้ได้จัดขึ้นเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังเกิดกระแสข่าวลบกับนายไมเคิล ซาเฟล ผู้นำระดับบลูไดมอนด์นักขายอันดับต้นๆ ของบริษัทบนสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คโดยเฉพาะเฟซบุ๊ค และเว็บไซต์ข่าวต่างๆ มานานร่วม 2 เดือน โดยกระแสข่าวนี้ถูกลากโยงมาจากการเปิดประเด็นของสื่อมวลชนด้านบรรเทิงที่ย้อนรอยตามหาแฟนหนุ่มผู้ร่ำรวยของ ตาล กัญญา รัตนเพชร์

กระทั่งมีกลุ่มคนในสังคมโซเชียลจำนวนมากมายร่วมแสดงความเห็นและเพิ่มเติมข้อมูลส่วนตัวของนายไมเคิล ซาเฟล พร้อมกับตั้งคำถามถึงที่มาของความเป็นเศรษฐีและความร่ำรวยโดยมีการให้ข้อมูลเป็นคำตอบเดียวกันว่า แท้ที่จริงก็เป็นพวกนักตุ้มตุ๋น หลอกนักศึกษานำเงินหลายหมื่นมาลงทุนจนมีความเดือดร้อนเกิดขึ้น แล้วก็นักศึกษาที่อ้างตัวเป็นผู้เสียหายเข้ามาร่วมแชร์ข้อมูลการทำธุรกิจเครือข่ายที่อ้างถึงเว็ปไซต์นายไมเคิลด้วย

อย่างไรก็ตามการแถลงข่าวครั้งนี้ของบีฮิปได้เป็นที่น่าสังเกตุต่อสื่อมวลทุกแขนงที่ไปร่วมรับฟังการแถลงว่า ทำไมต้องมีกลุ่มบุคคลคณะที่ปรึกษาอย่างนายสิงหราช กัลยาณมิตร ประธานที่ปรึกษาพิเศษ ด้านกฏหมาย พล.อ.ต.สุรพันธิ์ ทองคำเภา ที่ปรึกษาพิเศษ พล.ร.ต.ปรีชา จุฬจัมบก ที่ปรึกษาพิเศษ และ พล.ต.กรรปวัตต์ เพชรโชติ ที่ปรึกษาพิเศษ ที่ปรึกษาทางกฎหมายและทหารชั้นผู้ใหญ่ ร่วมฟังการชี้แจงและตอบข้อซักถามกับสื่อด้วย และบางจังหวะก็ตอบโต้สื่อในเชิงตั้งคำถามย้อนถามถึงสำนักข่าวต้นสังกัดอีกด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

ข่าวเเอมเวย์ (Amway Thailand) : ย้ำความสำเร็จนิวทริไลท์ (NUTRILITE Thailand) ผุดรง.5พันล. "อาร์ทิมิส" เยือนไทย


แอมเวย์ ตอกย้ำความสำเร็จ นิวทริไลท์ ทั่วโลกยอดขายพุ่ง 4.7 พันล.เหรียญฯ บริษัทอเมริกาขยายโรงงานเพิ่ม 4 โครงการลงทุน 5,000 ล้านบาท


พญ.อาร์ทิมิส นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกบินเยือนไทย ร่วมประชุมวิชาการโภชนาการครั้งที่ 6 ไม่หวั่น น้ำท่วม ส่งผลกระทบ คาดปลายปีเฉพาะผลิตภัณฑ์นี้นำลิ่วโต 5,700 ล้านบาท


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ยกย่องให้แบรนด์นิวทริไลท์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจของ แอมเวย์ในฐานะที่เป็นแบรนด์ในกลุ่มวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มียอด ขายรวมเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยปีที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ทั่วโลกสูงถึง 4.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 140,600 ล้านบาท) คิดเป็น 45% ของยอดขายรวมแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น


 


นายกิจธวัชกล่าวว่า แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่นได้ขยายโรงงานและเพิ่มกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์รวม 4 โครงการ รวมเป็นเงินลงทุนในครั้งนี้ประมาณ 5,000 ล้านบาท ใช้ทั้งในการผลิต ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ดและซอฟท์เจล ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดผง ชนิดเม็ด รวมถึงโรงงานสกัดและผลิตสารสกัดเข้มข้นจากส่วนประกอบที่เพาะปลูกในฟาร์มชีวภาพของนิวทริไลท์ การขยายโรงงานผลิตในครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของผู้บริโภคทั่วโลกในปัจจุบันที่หันมาใส่ใจสุขภาพและต้องการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วยังตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลกในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจของนักธุรกิจแอมเวย์กว่า 3 ล้านคนเเละมากกว่า 100 ประเทศ

ความสำเร็จดังกล่าวมาจากความจริงจังและทุ่มเทของนักธุรกิจแอมเวย์ทั่วโลก และมีความมุ่งมั่นในการวิจัยค้นคว้าเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดจากธรรมชาติ และกระบวนการผลิตที่ดีที่สุดทางวิทยาศาสตร์ดังแนวคิด Best of Nature, Best of Science ของนิวทริไลท์นั่นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เรามีผลงานศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสารอาหารทางโภชนาการ รวมทั้งการทดลองด้านการแพทย์มากมาย และทำงานร่วมกับสถาบันระดับโลกมากกว่า 10 แห่งในสหรัฐอเมริกา อิสราเอล สเปน จีน และเกาหลีใต้ นายกิจธวัชกล่าว และว่า


และในโอกาสอันดีที่สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้จัดการประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ขึ้นนี้ แอมเวย์ประเทศไทยจึงได้เรียนเชิญแพทย์หญิงอาร์ทิมิส ซิโมพูลอส ประธานศูนย์พันธุศาสตร์โภชนาการและสุขภาพ และประธานสมาคมนานาชาติด้านโภชนพันธุศาสตร์ (Nutrigenomics) กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน โภชนพันธุศาสตร์มาร่วมแบ่งปันงานวิชาการ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าของวงการโภชนาการในประเทศไทย


พญ.อาร์ทิมิส ซิโมพูลอส ประธานศูนย์พันธุศาสตร์โภชนาการและสุขภาพ และประธานสมาคมนานาชาติด้านโภชนพันธุศาสตร์ (Nutrigenomics) กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา และหนึ่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ กล่าวว่า ในปี 2554 โรคหัวใจและหลอดเลือดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปกว่า 17 ล้านคน และคาดการณ์ว่าปี 2573 หรืออีก 18 ปีข้างหน้า จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นประมาณ 30% หรือประมาณ 22.1 ล้านคนทั่วโลก สาเหตุเกิดจากการบริโภคโอเมก้า-6 ในปริมาณที่สูงกว่าโอเมก้า-3 พฤติกรรมนี้กระตุ้นให้เกิดสภาวะที่ก่อให้เกิดอาการของหลายๆ โรค รวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคที่เกี่ยวกับการอักเสบและภูมิคุ้มกันตนเอง รวมทั้งการเกิดสภาวะรบกวนการพัฒนาสมอง

นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับการเติบโตของนิวทริไลท์ในประเทศไทยเป็นไปด้วยดีตามเป้าหมาย โดยช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากมาย ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้นถึง 13% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าจะสร้างสถิติใหม่ให้นิวทริไลท์มียอดขายสูงสุดถึง 5,700 ล้านบาท ในสิ้นปี 2555 นี้ โดยจัดเตรียมแคมเปญพิเศษเพื่อแนะนำสารอาหารจำเป็น 6 ชนิดภายใต้แนวคิด ซิกซ์ ฮีโร่ ผู้ดูแลหัวใจคุณ ในไตรมาส 4 ปีนี้

ซิกซ์ ฮีโร่ ผู้ดูแลหัวใจคุณเป็นแคมเปญที่มีวัตถุประสงค์หลักมุ่งให้ความรู้กับผู้บริโภค เรื่อง การดูแลสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากช่วงสามปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรค หัวใจและหลอดเลือดในโรงพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มขึ้นถึง 89% โรคหัวใจและหลอดเลือดยังเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งสอดคล้องตามเทรนด์ของโลกเหมือนที่ พญ.อาร์ทิมิสได้กล่าวไว้ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ขยายความรู้ในการดูแลสุขภาพ ด้านนี้แก่ประชาชนอย่างจริงจัง รัตนากล่าว เเละว่า

สำหรับแคมเปญดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคและ อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับการทำงานของสารสกัดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดรวม 6 ชนิด ได้แก่ สารอาหารน้ำมันปลา (Fish Oil) การ์ลิค (Garlic) ชาเขียว (Green Tea) เลซิติน อี (Lecithin E) โคเอ็นไซม์คิวเท็น (CoQ 10) และวิตามินบีคอมเพล็กซ์ (B Complex) เปรียบเทียบสารสกัดแต่ละชนิดเป็นฮีโร่ที่ช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ และใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแบบสนุกและง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อเป็นการย่อยเนื้อหาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพให้ประชาชนสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้มากขึ้น โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางโซเชียล มีเดีย อย่างเฟซบุ๊ค ยูทูป และเว็บไซต์นิวทริไลท์ เริ่มเมื่อ13 กันยายนเป็นต้นไป

นายกิจธวัชได้กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังจากมีสถานการณ์น้ำท่วม แอมเวย์ไม่รู้สึกกลัวเเต่อย่างใดเพราะมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะเอาอยู่ เเต่ถ้าเอาไม่อยู่จริงๆ โดยบริษัทมีเเผนเตรียมรองรับอยู่เเล้ว เเละตอนนี้กำลังย้ายบ้านใหม่ ส่วนตัวคลังสินค้านั้นคาดจะไม่ได้รับผลกระทบและไม่น่าเป็นห่วง เพราะในปีที่ผ่านมาแม้น้ำท่วมหนักเเต่แอมเวย์มีผลกระทบน้อยมาก โดยรวมบริษัทจะเน้นการทำโซเซียลมีเดียกิจกรรมทางการตลาดเเละกิจกรรมทางสังคมเป็นหลัก


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

ถึงคราว "ขายตรงไทย (MLM)" หนาว! ตำรวจทุบโต๊ะ "สมุนไพร" เข้าข่ายห้ามขาย


ตำรวจ อย. เครื่องร้อน! กางกฎหมายเทียบคุณสมบัติ สมุนไพรไทย กับ ยา หากเข้าข่าย รักษา นับผิดกระทงแรก


สาวลึกต่อวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ ผสมยาน้ำสมุนไพรเกินข้อกำหนดเข้าข่าย เหล้า ผิดกระทงสอง ด้าน ตำรวจสคบ. รับลูกพร้อมใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าสืบค้น- สอบสวนขบวนการขาย-จ่ายผลประโยชน์ในธุรกิจเครือข่ายก่อนได้รับใบอนุญาต พบหลักฐานมัดผิดตาม ม.20 พ.ร.บ.ขายตรงฯ ทันที
พ.ต.อ.ชำนาญเดช แตงจุ้ย ผู้กำกับ 1 กองบังคับ การปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับคุ้มครองผู้บริโภค หรือ บก.ปคบ.เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงการทำงานของ บก. ปคบ.กรณีการเข้าไปตรวจค้นหรือสืบสวนบริษัท เอสดี แอวานซ์ จำกัด ที่ตั้งอยู่


บนห้างสรรพสินค้าดังย่านลาดพร้าวตามที่เป็นข่าวมาก่อนหน้านี้ ว่า เป็นไปตามอำนาจทางกฎหมายหากมีผู้ร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส ตำรวจบก.ปคบ.ก็สามารถเข้าดำเนินการตรวจสอบหาหลักฐานการกระทำผิดภายใต้ข้อ บังคับของ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ได้ทันที โดยที่ผ่านมามีเรื่องร้องที่มีการบันทึกไว้รวม 31 เรื่องที่เป็นคดีความไปแล้ว

ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่มีการแจ้งเบาะแสเข้ามายัง บก.ปคบ.แล้วทางเจ้าหน้าที่ก็เข้าไปตวรจค้น ในปี 2553 มี 18 คดี ปี 2554 มี 12 คดี ส่วนปีมีเพียง 1 คดี ส่วนรายล่าสุดนี้ไม่ได้พบหลักฐานว่าเขามีการจ่ายผลตอบแทนอะไรกัน เพราะเขายังไม่ได้รับใบอนุญาตขายตรงจริง ซึ่งหากเราพบมีใบเสร็จหรืออะไรที่ยันได้ว่ามีการจ่ายผลประโยชน์ขึ้นก็ต้องผิดกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ทำขายตรงก่อนได้รับใบอนุญาต พ.ต.อ.ชำนาญเดชกล่าว และว่า


ปัจจุบันธุรกิจขายตรงกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนและนักธุรกิจตลอดจนประชาชนทั่วไปสูงมากขึ้นกว่าอดีต ทำให้ผู้ประกอบการที่กำลังยื่นขอรับใบอนุญาตหลายคนเร่งฟอร์มทีมงานเพื่อความพร้อมในการให้บริการกับสมาชิก โดยมีการเชิญชวนคนทั่วไปเข้าไปร่วมฟังแผนธุรกิจและคุณสมบัติสินค้ากันล่วงหน้า บางบริษัทได้รับความนิยมจนมีคนให้ความสนใจอย่างล้นหลามนำมาซึ่งการตั้งข้อสงสัยถึงการ แอบทำ ธุรกิจขายตรงก่อนได้ใบอนุญาตประกอบการจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นายทะเบียนก่อนหรือไม่


ด้วย พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 20 ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรง เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นหากมีบริษัทแอบทำขายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้วมีการจ่ายผลตอบแทนกันจริงก็เป็นความผิดตามมาตราดังกล่าว และเป็นสาเหตุหลักให้ทาง บก.ปคบ.ต้องเข้าไปตรวจค้นเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับสคบ.เท่านั้นเอง


ส่วนกรณีบางบริษัทที่โดนสำนักงานอาหารและยา (อย.) แจ้งขอความร่วมมายัง บก.ปคบ.ให้ร่วมบูรณาการสนธิกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมนั้น ก็ถือเป็นการทำงานตามอำนาจหน้าที่ภายใต้กฎหมายของอย.ที่ผู้ผลิตอาหารเสริมซึ่งบางรายก็อยู่ในระบบขายตรงบางรายก็ไม่อยู่แต่เป็นผู้ผลิตส่งขายอย่างเดียวติดฉลากไม่ถูกต้อง และอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง


นอกจาก 2 กรณีนี้แล้ว พ.ต.อ.ชำนาญเดช ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า บก.ปคบ.ยังสามารถเข้าตรวจค้นหรือตรวจสอบในลักษณะสืบสวนสอบสวนบริษัทห้างร้านเจ้าของกิจการใด ที่ดำเนินธุรกิจขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องมาก่อนหน้านี้ได้อีก หากสืบทราบว่ามีการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่แม้จะได้รับใบอนุญาตจาก อย.แล้ว แต่ยังไม่ได้จดแจ้ง สคบ.เพิ่มเติมจากเอกสารประกอบเดิมที่ยื่นขอดำเนินการทำธุรกิจในครั้งแรก ก็ถือว่าผิดกฎหมายขายตรงเช่นกัน
รวมทั้งผลิตภัณธ์สมุนไพรไทยบางตัวที่มีค่าแอลกอฮอล์เกินข้อจำกัด หรือมีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่สูงจนเข้าข่ายเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทต่างๆ ตามพ.ร.บ.เหล้า ก็ถือว่านำมาขายในระบบขายตรงไม่ได้ และหากมีการอ้างถึงสรรพคุณว่าเป็นการรักษาเทียบได้เป็นยาชนิดหนึ่ง ก็นำมาขายในระบบขายตรงไม่ได้เช่นกัน ด้วยจะผิดทั้งพ.ร.บ.เหล้า และพ.ร.บ.ยาไปพร้อมกันทั้ง 2 กรณี


อย่างไรก็ตาม ธุรกิจเครือข่าย ยังได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวระดับสูงจากหน่วยรัฐอีกแห่งหนึ่งเพิ่มเติม ถึงกรณีการตกเป็นข่าวใหญ่โตของนักขายรายหนึ่งที่มีกระแสข่าวเข้าไปพัวพันกันกับข้อครหาว่าเป็นนักตุ้มตุ๋นหลอกให้นักศึกษานำเงินมาลงทุน เพื่อซื้อสินค้าจำนวนมากเป็นหลักหลายหมื่นบาท แล้วจะประสบความสำเร็จเป็นนักบริหารธุรกิจขายตรงตามโครงสร้างการจ่ายผลตอบแทนว่า


นับเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ขายตรงฯ มาตรา 21 วรรค 3 ที่ระบุ ต้องไม่บังคับให้ผู้จำหน่ายอิสระซื้อสินค้า และวรรค 4 ที่ระบุว่า ต้องไม่ชักจูงให้ผู้จำหน่ายอิสระซื้อสินค้าในปริมาณมากเกินไปอย่างไม่สมเหตุผล โดยไม่รวมกรณีหากมีผู้เสียหายเป็นมาก และมีมูลค่าความเสียหายรวมเกินหลายสิบล้านบาท ก็จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ จะเข้ามาเป็นเจ้าพนักงานติดตามสอบสวนรับช่วงคดีต่อทันที


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : เล่นแอพ "6 ฮีโร่" รู้ลึกถึงเรื่องสารอาหารเพื่อหัวใจและลุ้น The New iPad ฟรี!


วันนี้ถึง 10 ต.ค. 55เพียงเพื่อนๆ เล่นแอพพลิเคชั่น"6 ฮีโร่ ผู้ดูแลหัวใจคุณ"
และกดแชร์ฮีโร่ทั้ง 6 เพื่อรู้ทันโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบเข้าใจง่ายและสนุก
ลุ้นรับทันที The New iPad 16GB Wi-Fi ! คลิกด่วนที่
http://apps.facebook.com/sixheroes/

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : ชูธุรกิจขายตรงลูกผสมสื่อ กดปุ่มเขย่าเครือข่ายภูธร ด้วยสื่อวิทยุชุมชน-ทีวีดาวเทียม


ปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่าเครือข่ายขายตรงในหลาย ๆ ค่าย ทั้ง เล็ก-กลาง-ใหญ่ ต่างออกอาวุธแบบครบเครื่องเพื่อหมายที่จะช่วงชิงความเหนือชั้นทางธุรกิจกันอย่างอึกทึกครึกโครมกันเลยทีเดียว ที่สำคัญ หากใครที่ เจ๋งกว่า หรือ แน่กว่า ก็สามารถที่จะยืนหยัดอยู่ใน สมรภูมิรบขายตรง ได้อย่างราชสีห์นั่นเอง!! ในขณะเดียวกัน ธุรกิจขายตรง เรื่องของชั้นเชิงทางธุรกิจ บวกกับความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ที่สำคัญ กึ๋น ของ ผู้บริหาร ในการมองการณ์ไกล ก็มีส่วนสำคัญยิ่งในการทำธุรกิจด้วยเช่นกัน เพราะหากทุกอย่างพร้อม องค์กรก็จะพร้อมที่จะขับเคลื่อนตามแรงเหวี่ยงของธุรกิจที่มีด้วยเช่นกัน

เห็นได้อย่าง ธุรกิจขายตรงพันธุ์แท้ที่ชื่อ บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด กับการก้าวสู่ธุรกิจขายตรงเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ก็เริ่มที่จะสามารถเข้าไปอยู่ในใจคนเครือข่ายได้บ้างแล้วซึ่งต้องบอกว่า ไทยเฮลท์ เอง ถือเป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดสกัดเพื่อสุขภาพ จนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน และคนเกือบทั่วประเทศรู้จักภายใต้ชื่อ น้ำเห็ดสกัดเพื่อสุขภาพ มัชรูมพลัส ภายใต้การบริหารงานของ นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยพลัส มีเดีย จำกัด และบริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด ด้วยมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีความกล้าและความมุ่งมั่นในการทำงาน

ซึ่งได้นำเครือข่ายวิทยุชุมชน มาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ในฐานะผู้บริหารบริษัทและผู้บริหารเครือข่ายวิทยุไปพร้อม ๆ กัน และในปัจจุบันมีเครือข่ายสถานีวิทยุกว่า 200 สถานีทั่วประเทศ และด้วยความที่เป็นคนกล้าบวกกับความเข้าใจในการบริหารเครือข่ายวิทยุเป็นอย่างดี จึงได้เล็งเห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจในตลาดของสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงได้รวบรวมสื่อดังกล่าวไว้ด้วยกันภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยพลัส มีเดีย จำกัด สื่อของคนไทยที่ให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด!!...ในปัจจุบันนี้

สำหรับภาพรวมความสำเร็จของธุรกิจไทยเฮลท์ในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไร ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจากนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด ว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงผลปรากฏว่า ธุรกิจ ไทยเฮลท์ ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดจากคนเครือข่าย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะไทยเฮลท์เป็นธุรกิจที่ทำง่ายนั่นก็คือ ไม่ต้องศึกษาแผนการตลาดมากมาย ลงทุนก็ไม่มาก ที่สำคัญ ความพร้อมทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ ทีมงานมืออาชีพ รวมถึงสื่อประชาสัมพันธ์ที่ครบวงจรทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุชุมชน สื่อทีวีดาวเทียม ที่ทำให้ไทยเฮลท์สามารถสร้างการรับรู้ให้แก่คนเครือข่ายได้เป็นอย่างดีและรวดเร็วนั่นเอง

วันนี้ ต้องบอกว่า ธุรกิจขายตรงค่อนข้างเป็นธุรกิจที่มีมนต์เสน่ห์อย่างมากทีเดียว ที่สำคัญ ยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจ ที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยเหตุนี้เอง ส่งผลให้ไทยเฮลท์ จึงได้มีการปรับยุทธวิธี

ในการทำการตลาดเพื่อให้เข้ากับการตลาดในยุคปัจจุบัน ผสมผสานกับวิสัยทัศน์ของคนรุ่นใหม่ที่มียุทธศาสตร์แบบขายตรงลูกผสมสื่อ
โดยนายพันธ์ยศ ได้กล่าวเสริมต่ออีกว่า การทำธุรกิจของ ไทยเฮลท์ ในปัจจุบันนี้ จะดำเนินการตลาดในรูปแบบใหม่คือ ระบบขายตรงลูกผสมสื่อ ที่ใช้จุดแข็งในด้านช่องทางการสื่อสารให้เข้าถึงและกระจายสู่กลุ่มผู้บริโภค ผ่านสื่อหลักอย่าง วิทยุชุมชน ที่มีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 200 สถานี มากกว่า 60 จังหวัด ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าในเครือของบริษัท ตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงการควบรวมธุรกิจกับคลื่นวิทยุ เรดิโอ โอเค อีกกว่า 90 สถานี ประกอบด้วย คลื่นโอเค ลูกทุ่ง, โอเค ฮุค, โอเค เลิฟ และรายการข่าวยอดฮิต โอเค นิวส์ ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ ที่จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนของธุรกิจไทยเฮลท์นั่นเอง

ที่สำคัญ นอกจาก ขีปนาวุธ ที่ทรงพลังอย่าง สื่อทีวีดาวเทียม และ สื่อวิทยุชุมชน ที่ทาง ไทยเฮลท์ มีพร้อมรบแล้ว อีกหนึ่งความพร้อมและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ร่วมธุรกิจนั่นก็คือ การมีแผนที่จะสร้างโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง โดยเบื้องต้นพบว่านิคมอุตสาหกรรมโรจนะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ทางไทยเฮลท์พุ่งเป้าไปว่าจะสร้างโรงงานที่นี่ด้วยการวางงบการลงทุนไว้ถึง 100 ล้านบาทเลยทีเดียว โดยจะเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในญี่ปุ่นและไต้หวัน

ส่วนแผนงานในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของ ไทยเฮลท์ ในปีนี้นั้น นายพันธ์ยศ เผยว่า ทางบริษัทฯ ได้เตรียมทุ่มงบในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อสร้างการรับรู้ไว้ที่ 20 ล้านบาท โดยจะเป็นการตอกย้ำแบรนด์สินค้าทั้ง 4 รายการของไทยเฮลท์นั่นก็คือ
1. น้ำเห็ดสกัดสูตรดั้งเดิม
2. น้ำเห็ดสกัดผสมน้ำผึ้ง
3. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชายวีเอ็มพลัส และ
4. สำหรับผู้หญิงยูเลดี้ รวมถึงการจัดกิจกรรมชิงรางวัลเพื่อกระตุ้นยอดขายอีกด้วย

สำหรับโปรโมชั่นต่าง ๆ ของบริษัทไทยเฮลท์ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการทำธุรกิจนั้น ก็จะมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ โดยการพาผู้จัดจำหน่าย หรือคนที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงสมาชิกที่อยู่กับเรามานาน ไปท่องเที่ยวตามโปรโมชั่นที่ทางบริษัทได้จัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฮ่องกง เป็นต้น เรียกได้ว่าการจัดทริปแต่ละครั้ง เราจะใส่ใจอย่างมาก เนื่องจากต้องการอยากที่จะดูแลสมาชิกทุกคนให้อยู่กับเรานาน ๆ นอกจากนี้ บริษัทฯ ก็จะมีโปรโมชั่นอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากโปรโมชั่นท่องเที่ยว ออกมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

นายพันธ์ยศ เผยต่ออีกว่า ปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 100 ล้านบาท จากมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีมูลค่า 30,000-50,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเห็ดมูลค่า 1,000 ล้านบาท และเชื่อว่าหลังจากที่บริษัทฯ ได้ดำเนินการตลาดในส่วนของผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดสกัดสูตรดั้งเดิมและน้ำเห็ดสกัดผสมน้ำผึ้งแบบเชิงรุก ด้วยการเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 30 ปีขึ้นไป คาดว่าในปีนี้ ยอดขายของบริษัทฯ น่าที่จะเติบโตอยู่ที่ 10% ด้วยเช่นกัน

...จะเห็นได้ว่า วันนี้รูปแบบการดำเนินธุรกิจเครือข่าย เริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่องของรูปแบบการทำตลาดที่ต้องเข้าใจ เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ที่สำคัญ ต้องสามารถจับต้องได้ ซึ่งวันนี้ขายตรงที่ชื่อ ไทยเฮลท์ ก็ได้เริ่มแสดงแสนยานุภาพทางธุรกิจที่พร้อมรบมีอาวุธครบมือออกมาให้เห็นบ้างแล้ว
เห็นได้อย่าง การที่มีนโยบายใหม่ด้วยการดำเนินแผนการตลาด ในรูปแบบใหม่คือ ระบบขายตรงลูกผสมสื่อ เข้ามาสร้างจุดต่างจากบริษัทขายตรงทั่วไป ด้วยช่องทางการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ผ่าน สื่อวิทยุชุมชน รวมถึง สื่อทีวีดาวเทียม นั่นก็หมายความว่า ธุรกิจขายตรงไทยเฮลท์นับจากนี้ จะเป็นอีกหนึ่ง
บริษัทขายตรงที่น่าจับตามองอย่างมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะด้วยความพร้อมที่มีอยู่ครบเครื่องนั่นเอง แต่ต้องบอกว่าธุรกิจจะแรงแบบกระชากใจพี่น้องคนเครือข่ายมากน้อยแค่ไหน คงต้องจับให้ตรงจุดด้วยเช่นกัน ซึ่งหากจับตรงจุดถูกจุดเมื่อไหร่รับรองได้ว่าธุรกิจที่ท่านทำก็จะมีแรงขับเคลื่อนตามแรงเหวี่ยงที่วางไว้อย่างแน่นอน!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่329 ประจำวันที่1 - 15 ตุลาคม 2555

ข่าวมิสทิน (Mistine Thailand) : ฟ้าสั่ง "อั้ม - พัชราภา" เคียงคู่ "มิสทิน" สร้างแบรนด์ผูกปิ่นโตยุทธศาสตร์สุดล้ำ


บอสใหญ่ ดนัย ประกาศจุดยืนผู้นำตลาด SLM ตลอดกาล หลังจัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี รังสรรค์ตลับแป้งเพชร 333 เม็ด เรียงรายบนตลับที่มีมูลค่ากว่า 35 ล้าน. ควง อั้ม - พัชราภา ฉลองความยิ่งใหญ่จัดโรดโชว์กว่า 41 จังหวัด พร้อมมอบรางวัล Presenter Forever Award แด่ อั้ม ประดับประดาด้วยเพชร แทนคำขอบคุณที่ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ใจ มิสทิน นานนับ 10 ปี ตอกย้ำรักนี้ไม่มีวันสลาย...เปิดยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์ผ่านดาราคู่ใจ ทำอย่างไรไม่มีวันดับ..!!


ฉลองครบรอบ 25 ปี มิสทิน ภายใต้บรรยากาศเรียบหรูและเป็นกันเอง...มาถึงวันนี้ การก้าวย่างของ มิสทิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ มิสทินมาแล้วค่ะ ดูเหมือนจะครองความเป็นจ้าวตลาดตลอดกาล และไร้ซึ่งคู่แข่งในสนาม SLM แต่กับสนามขายตรง MLM ที่คอยชิงแชร์ผ่านหน้าจอทีวี ก็ต้องยกให้จ้าวตลาดอย่าง แอมเวย์ และเบอร์รองอย่าง กิฟฟารีน ที่ครองหน้าจอและชิงเรตติ้งไม่แพ้กัน


ด้วยยุทธศาสตร์สื่อนำร่อง พ่วงด้วยแบรนด์ที่ถูกสร้างมาอย่างแข็งแรง เติมเต็มด้วยพรีเซ็นเตอร์ที่จ้างมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์มาอย่างยาวนาน หากลองมองย้อนไปอดีต มิสทิน จะจองดาราฮอตมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้คนที่คอยจ้องอยู่หน้าจอ ก็จะเฝ้ามองดูว่า ปีนี้ มิสทิน จะจองดาราคนใดมาเป็น ซึ่งการคัดสรรก็จะถูกดึงมาจากความฮอตของละครช่อง 7 สี ว่านางเอกวิกนี้คนไหนจะเข้าวิน แล้วจับมาโปรโมทสื่อผ่านแบรนด์ มิสทิน อย่างเต็มรูปแบบต่อไป


ซึ่งดาราสาวที่โด่งดังค้างฟ้าในสมัยนั้น ก็หนีไม่พ้น กบ - สุวนันท์ คงยิ่ง ที่เซ็นสัญญา มิสทิน ยาวนานที่สุด แต่เมื่อลมพัดหวนมาถึงยุคสาว อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ นางเอกที่ได้รับคัดเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับ มิสทิน ก็ต้องหลบชิดซ้ายกันเป็นแถว เพราะ อั้ม - พัชราภา เป็นนางเอกเพียงเบอร์เดียวที่อยู่ในดวงใจ มิสทิน และครองใจประชาชนทั่วประเทศมาตลอดระยะเวลา 10 ปี จนถึง ณ ปัจจุบัน


บัดนี้ อั้ม - พัชราภา กลายเป็นแบรนด์ กลายเป็นโลโก้ มิสทิน หากเห็น มิสทิน ที่ไหน เป็นอันว่า อั้ม - พัชราภา ประกบติดอยู่ที่นั่น ซึ่งต้องยอมรับว่า การสร้างแบรนด์ด้วยการนำดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ยังไม่เคยมีธุรกิจไหน ค่ายใดในยุทธจักรสินค้าอุปโภค - บริโภค สามารถสร้างแบรนด์คาแรคเตอร์สินค้า พ่วงไปกับดาราจ้าวประจำได้ ที่สำคัญถ้าสร้างและตอกย้ำกับดาราคนเดิม ๆ ผู้เสพก็จะเบื่อ และก็ต้องเปลี่ยนดาราอยู่เรื่อยไป


แต่ต่างกับ มิสทิน ที่ผูกปิ่นโตกับ อั้ม - พัชราภา ได้อย่างลงตัว เรียกว่า ถ้าโฆษณาตัวไหนขาด อั้ม ก็ต้องรีบจบโดยเร็ววัน เพราะดึงกระแสไว้ไม่ได้นาน แต่ถ้าโฆษณาตัวไหนที่มี อั้ม ผู้คนก็จะคอยจับจ้องว่า จะมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมาอีกหรือไม่...การเดินยุทธศาสตร์ภายใต้แต้มรบนี้ เห็นทีต้องยกนิ้วให้บอร์ดบริหารผู้ก่อตั้ง อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ที่ปล่อยยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์เหนือคู่แข่ง โดยไม่ต้องพึ่งเวทีประกวดนางงามให้เสียเวลา
...แค่จับนางเอกเบอร์ 1 มาเขย่าขวดเดินไปคู่ มิสทิน เป็นอันว่า คนตั้งใจจับจ้องมองหน้าจอตัวโฆษณา มิสทิน กันทั่วบ้านทั่วเมือง
แม้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะปั้นดาราเพื่อต้องการสร้างความโด่งดังเคียงคู่แบรนด์อย่าง SK2ที่เลือก เจี๊ยบ - โสภิตนภา หรืออย่าง แอฟ - ทักษอร ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ การ์นิเย่ สร้างนางเอกเป็นแบรนด์คาแรคเตอร์ แต่ผู้คนก็ไม่ได้ติดตราตรึงใจเท่า อั้ม - พัชราภา ที่เดินเคียงคู่ มิสทิน


การสร้างแบรนด์ที่ดูจะสูสีและน่าติดตาม ก็น่าจะเป็น สบู่ลักส์ ที่ฐานผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างจับจ้องดาราคนใหม่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตรงที่การสร้างความสวยงามของแบรนด์การครีเอทงานโฆษณาของ สบู่ลักส์ ถูกจับตาเป็นที่น่าโดดเด่นและอินเตอร์ แต่แบรนด์ของสบู่ ลักส์ ก็ไม่สามารถผูกปิ่นโตกับดาราคนไหนที่เป็นหลักได้ คงคอยจับแต่ดาราที่เป็นกระแสโด่งดัง ณ ห้วงเวลานั้น แล้วโหนกระแสสร้างแบรนด์ตามก็แค่นั้นเอง...


แล้วหันมาตั้งคำถามว่า...เหตุใดทุกคนถึงกากบาทเลือก อั้ม...ก็เพราะผู้คนทั้งโลกทราบว่า อั้ม คือดารา - นางเอก ที่เซ็กซี่ระดับซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทย ซึ่งไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนก็โดดเด่น บนเวทีแคทวอร์ค บนเวทีการแสดง รวมถึงความโดดเด่นในเรื่องของเรือนร่าง กล้าพูด กล้าทำ กล้าโชว์ จนสาวไทยต่างหลงใหล และอยากสวยแบบ อั้ม กันแทบจะทั้งนั้น ซึ่งทั้งแวดวงดวงดาว ทั้งดาวตก ดาวร่วง หรือแม้กระทั่งดาวรุ่ง ต่างก็ยึดใบหน้า อั้ม ทำศัลยกรรมเลียนแบบ ถึงจะไม่เด๊ะ แต่ก็อยากให้มีเหมือนเค้าโครง อั้ม สักหน่อยก็ยังดี


ความนิยม อั้ม - พัชราภา จึงไม่ได้จบแค่การทำศัลยกรรม เพราะสิ่งที่ อั้ม ใช้ สิ่งที่ อั้ม เป็น...ทุกคนก็อยากทำและอยากเป็นตามกันแทบทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อ มิสทิน ผูกปิ่นโตกับ อั้ม ก็เท่ากับว่า อั้ม ใช้สินค้า มิสทิน แล้วสวย...คนที่อยากสวยเหมือน อั้ม ก็อยากใช้ตามดารา ยอดขายจึงดีเหมือนเทน้ำเทท่า อั้ม จึงกลายเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดีให้กับสินค้า มิสทิน


แม้ว่า...สินค้าหลายแบรนด์จะเลือก อั้ม ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ก็ไม่ลึกซึ้งและไม่กินใจเท่า มิสทิน หรือแม้กระทั่ง มิสทิน ที่ดึงดารานางเอกบางคนมากั้นบางจังหวะ หรือมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ชั่วครู่ แต่ก็เหมือนมาเบรกได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เป็นได้แค่น้ำจิ้ม หรือฟ้าจะสร้าง อั้ม ให้เคียงคู่กับ มิสทิน จริง ๆ


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง อั้ม - พัชราภา ว่า ในใจผม คุณอั้ม - พัชราภา มาเป็นที่หนึ่ง เพราะ อั้ม และ มิสทิน ทำงานผูกพัน


กันมาเป็นเวลา 10 ปี เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ใจ มิสทิน จึงถือโอกาสมอบรางวัล Presenter Forever Award แด่ อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ โดยรางวัลนี้มีความพิเศษ มีความหมาย เป็นที่ระลึกซึ่งมีแหวนเพชรเป็นของขวัญแทนใจจาก มิสทิน มอบแด่คุณอั้ม และผมเลือก อั้ม ถ่ายทอดความเจิดจรัสแห่งเพชรที่เกิดจากความทุ่มเทระหว่าง มิสทิน และ บิวตี้ เจมส์ จำนวน 333 เม็ด เรียงรายบนตลับแป้งที่มีมูลค่ากว่า 35 ล้านบาท


ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราภูมิใจมาก ๆ ที่เราเป็นบริษัทคนไทย จัดจำหน่ายโดยคนไทย และกระจายรายได้สู่คนไทยทั่วประเทศ วันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองก้าวสู่ 25 ปี เรามีแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ที่รังสรรค์แป้งตลับสุดหรูที่จะต้องจารึกลงหน้าประวัติศาสตร์ความงามของประเทศไทย ที่ตกแต่งด้วยเพชร โดยคุณหนึ่ง - สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บิวตี้ เจมส์ - เป็นผู้คิดค้นประติมากรรมชิ้นนี้ ร่วมด้วยทีมงาน บิวตี้ เจมส์ ทุก ๆ คน


เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี เครื่องสำอาง มิสทิน จึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่เป็นแป้งตลับที่ตอบสนองความต้องการของสุภาพสตรีไทย และยังได้มีโอกาสเฉลิมฉลองตลับแป้งของเราด้วยที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก พร้อมกับพรีเซ็นเตอร์ คุณอั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ ซึ่งจะนำตลับแป้งตัวนี้ออกเดินสายทั่วประเทศประมาณ 41 จังหวัด ต้องบอกว่าน่าจะเป็นตลับแป้งชิ้นแรกของประวัติ ศาสตร์ไทย ก็ถือว่าเป็นการแสดงศักยภาพคนไทย ว่า เรามีศักยภาพทำอะไรระดับโลกได้ การจับมือในครั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทเป็นบริษัทของคนไทย เราต้องการให้ทั่วโลกรับรู้ว่า คนไทยก็ทำสิ่งดี ๆ ได้


และยังได้เปิดตัวภาพ ยนตร์โฆษณาแป้งผสมครีมรองพื้น มิสทิน เลดี้ เอ็ม วี - เชพ เอสพีเอฟ 25 พีเอ++ ภายใต้ชื่อว่า Breakthrough นำแสดงโดย คุณอั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ ที่เป็นผลงานรังสรรค์ของ บริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ด้วยความยาว 30 วินาที กำหนดแพร่ภาพออกอากาศเร็ว ๆ นี้ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท


บอสใหญ่ ดนัย ยังกล่าวถึงยอดขายในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ยอดใช้ได้เป็นที่น่าพอใจ เราอาจจะสะดุดในไตรมาสแรกที่อาจเกิดผลกระทบจากอุทกภัยในปลายปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงหลังสงกรานต์ ผมถือว่าอำนาจการซื้อก็ถือว่าสูงขึ้น ก็พบว่าตอนนี้คนไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ผมเชื่อว่าจากการที่ภาครัฐเพิ่มรายได้ขั้นต่ำ 300 บาท ตรงนี้ก็มีส่วนช่วยในเรื่องกำลังซื้อในระดับทั้งประเทศ ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง แม้ว่ายอดอาจจะไม่ก้าวกระโดดมากนัก แต่กับผลประกอบการที่เป็นแบบนี้ ก็ถือว่าใช้ได้ ในส่วนของการแข่งขันก็ถือว่ามีสูง แต่เราเองเนื่องจากเป็นขายตรงชั้นเดียว ซึ่งก็แตกต่างกับอีกหลายระบบ ที่เป็นขายตรงหลายชั้น อันนี้อาจทำให้เรายืนหยัดอยู่บนความเป็นผู้นำได้ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่329 ประจำวันที่1 - 15 ตุลาคม 2555

ขายตรงน้องใหม่ : " MIR (เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์) " จุดพลุเตรียมแจ้งเกิด ลั่น!ระฆังพร้อมรบมุ่งเป้าใหญ่ตลาดอาเซียน (AEC)


ล้วงกึ๋นขายตรงน้องใหม่ เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ หรือ MIR หลังชิมรางเปิดตัวเพียง 1 เดือน เริ่มเนื้อหอมผู้นำหลากค่ายพุ่งตรงหวังซบอก ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 22 ธ.ค.นี้...ด้าน ภก.ดร.พิศาล บอสใหญ่ประกาศยุทธศาสตร์ช่วงแรกขอเน้นสร้างฐานธุรกิจด้วยระบบฝึกอบรมเติมองค์ความรู้ให้สมาชิกสู่ความเป็นมืออาชีพ พ่วงท้ายแผนธุรกิจที่ทำได้ทั่วโลก...พร้อมประเดิมส่งสินค้า 2 รายการ น้ำมันรำข้าว-ปู่จิงตัน นำทัพธุรกิจ...แย้มเป้าใหญ่เตรียมบุกตลาดอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้แน่นอน


...เกมการแข่งขันใน ธุรกิจขายตรง ชั่วโมงนี้ ต้องบอกว่าเริ่มที่จะเห็นการออกหมัดทางธุรกิจของบริษัทเครือข่ายหลาย ๆ แห่ง เปิดฉากออกมาสู้ศึกกันบ้างแล้ว หลังจากที่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา พบว่า การออกมากระตุ้นตลาดยังคงนิ่ง ไม่หวือหวาเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะกำลังดูช่วงจังหวะที่เหมาะสมก็เป็นได้


อย่างล่าสุด พบว่ามีบริษัทน้องใหม่ขายตรงหลาย ๆ ค่าย เริ่มที่จะผุดตัวขึ้นมา เพื่อหวังที่จะร่วมแบ่งแชร์ตลาดใน ธุรกิจขายตรง บ้างแล้ว เห็นได้อย่าง บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด เครือข่ายน้องใหม่เฉพาะชื่อ แต่หากล้วงลึกถึงเบื้องหลังของธุรกิจขายตรงค่ายนี้แล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาทีเดียว เพราะมีผู้บัญชาเกมรบที่มากด้วยประสบการณ์นั่นคือ ภก.ดร.พิศาล จันทฤทธิรัศมี ที่นั่งบอสใหญ่คุมเกมทางธุรกิจของที่นี้


...ซึ่งจุดเริ่มต้นก่อนที่จะมาเป็น บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด นั้น ตลาดวิเคราะห์ ได้รับการเปิดเผยจาก ภก.ดร.พิศาล จันทฤทธิรัศมี ประธาน บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด หรือ MIR ว่า ในช่วงก่อนที่จะเปิดบริษัทขายตรงในนาม เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ นั้น เมื่อช่วง 9 ปีก่อนได้ไปเทคโอเว่อร์บริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง ต่อมาก็ได้ใช้ชื่อว่า บริษัท ไออาร์ บิวติน่า จำกัด จนมาถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันไออาร์ บิวติน่า ก็ยังดำเนินธุรกิจนี้อยู่ แต่จะเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่แตกต่างจากบริษัท MIR ที่แยกไลน์ออกมาทำธุรกิจในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นเอง


สาเหตุที่บริษัทเปิดบริษัทขายตรงขึ้นมาใหม่โดยแยกออกมากจากบริษัทไออาร์บิวติน่านั้น เป็นเพราะว่าในช่วงที่ 9 ปีที่ผ่านมา แผนการตลาดของบริษัทฯ ยังไม่โดนใจกลุ่มสมาชิกเท่าที่ควร ที่สำคัญ


ยังประจวบเหมาะกับว่าทางบริษัทฯ เอง มีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจเครือข่ายไปสู่อาเซียนด้วย ส่งผลทำให้บริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจเปิดบริษัทขายตรงใหม่ขึ้นมาใหม่อีก 1 บริษัทคือ เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ โดยมุ่งดำเนินธุรกิจด้วยแผนการตลาดใหม่ ที่ได้มาตรฐาน ด้วยเป้าหมายเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าสู่เวทีตลาดโลก พร้อมกับรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่กำลังจะมาถึงในปี 2558นี้


...ภก.ดร.พิศาล เผยต่ออีกว่า ขายตรง MIR ได้เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้แผนการตลาดแนวใหม่ที่จะเน้นทั้งในส่วนของระบบค้าปลีก ระบบไบนารี และระบบยูนิเลเวล ซึ่งจะเป็นการเอาแผนการตลาดจากทั่วโลกมาเฉลี่ยกัน เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญ ในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 นี้ ทางบริษัทฯ เตรียมที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแกรนด์ โอเพ่นนิ่ง ที่สโมสรทหารบก พร้อมกับคาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานประมาณ 50,000 คนด้วยกัน


แผนธุรกิจของ MIR นั้น เราต้องการที่จะสร้างธุรกิจในระดับโลก ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นแผนดังกล่าว บริษัทฯ ได้มีการศึกษาแผนการตลาดทุกระบบมาเป็นอย่างดี ด้วยการดูว่าบริษัทขายตรงระดับโลกนั้น เขาทำกันอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ที่สำคัญ บริษัทฯ ยังได้มองไปถึงอาเซียน+3 และอาเซียน+6 ที่ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจของเรา เพราะเป้าหมายของบริษัทฯ ที่วางไว้คือ ต้องการเติบโตในระดับสากลนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บริษัทฯ จึงจำเป็นที่จะต้องมีแผนการตลาดที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก


ภก.ดร.พิศาล เสริมต่ออีกว่า เรื่องแผนการตลาดในระบบขายตรงนั้น ผมเองได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดี ซึ่งพอที่จะรู้ว่าแผนไหนเหมาะสม แผนไหนไม่เหมาะสมกับการทำธุรกิจของเมืองไทยและทั่วโลก ซึ่งเราเชื่อว่าการผสมผสานแผนการตลาดแนวใหม่ของ MIR น่าที่จะสามารถสร้างความมั่นคงให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมธุรกิจได้อย่างแน่นอน สำหรับสินค้าที่จะเป็นตัวชูโรงในการทำตลาดของ MIR นั้น ภก.ดร.พิศาล บอกว่า มีอยู่ 2 รายการด้วยกันที่จะใช้เป็นตัวนำทัพหน้าคือ ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปู่จิงตัน จากปัจจุบันที่บริษัทฯ มีสินค้าอยู่ 3 กลุ่มด้วยกันคือ 1. กลุ่มเสริมอาหาร 2. กลุ่มเครื่องสำอาง และ3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ครัวเรือน


สาเหตุที่บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ 2 รายการในการทำตลาดก่อน เนื่องจากต้องการอยากที่จะให้สมาชิกของเรา ได้เข้าใจในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รายการให้ถ่องแท้ก่อน เพื่อที่จะสามารถอธิบายผลิต ภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัทฯ ให้กับลูกค้าได้เข้าใจ และเมื่อสมาชิกทุกคนเข้าใจแล้ว หลังจากนั้นบริษัทฯ ถึงจะเริ่มทยอยเปิดตัวสินค้าอื่น ๆ ต่อไป ส่วนเป้าหมายใหญ่ของ MIR ที่ทางบอสใหญ่ค่ายนี้ ได้ประกาศว่า...ต้องการที่จะบุกตลาดต่างประเทศในอนาคตอันใกล้นี้นั้น ภก.ดร.พิศาล เผยว่า คงจะต้องเริ่มสร้างรากฐานของธุรกิจเครือข่าย MIR ในประเทศไทยให้มีความแข็งแกร่ง ก่อน หลังจากที่เครือข่ายในประเทศเข้มแข็งแล้ว ทางบริษัทฯ มีแผนที่จะรุกตลาดต่างประเทศอย่างแน่นอน โดยในระยะสั้นคงจะบุกไปที่กลุ่มประเทศในแถบอาเซียนก่อน


ส่วนความพร้อมในเรื่องของศูนย์จำหน่ายสินค้า MIR ในปัจจุบันนี้นั้น ภก.ดร.พิศาล เผยว่า ศูนย์จำหน่ายสินค้า MIR นั้น สามารถดำเนินธุรกิจควบคู่กับศูนย์จำหน่ายสินค้าไออาร์ได้ เนื่องจากขณะนี้ศูนย์จำหน่ายสินค้า MIR ยังไม่ได้มีการกำหนดรูปแบบที่แน่ชัด จึงต้องใช้ศูนย์จำหน่ายสินค้าไออาร์ควบคู่กันไปก่อน ซึ่งคาดว่าภายใน 1 ปีนี้ น่าที่จะมีศูนย์จำหน่ายสินค้า MIR อย่างแน่นอน ที่สำคัญ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดสาขาในต่างประเทศอีกด้วย โดยที่กำลังพิจารณาอยู่คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า และมาเลเซีย


...เช่นเดียวกับอีกหนึ่งความพร้อมในเรื่องของการเทรนนิ่งเพื่อสร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จของ MIR นั้น ก็ได้รับการเปิดเผยจาก ณัฐพัชร์ ธนาทิพวรัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด หรือ MIR ว่า หากดูถึงระบบการเทรนนิ่งของบริษัทขายตรงโดยทั่ว ๆ ไปนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องของการโมติเวทเป็นหลัก คือ เน้นการขาย ขยาย และเป้า แต่สำหรับการเทรนนิ่งของ MIR แล้วจะเน้นการเรียน ปฏิบัติ และถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้รับรู้จริง โดยจะเรียนแบบ 100% ในเชิงของการให้แนวคิดทางธุรกิจ ซึ่งที่นี้จะเน้นการพัฒนาบุคลากรสู่ตลาด ด้วยการพัฒนาเรื่องของคุณภาพ ที่ไม่เน้นปริมาณ โดยภายในระยะเวลา 6 เดือน ทุกคนจะได้ทราบว่า ตัวเองจะมีทิศทางของธุรกิจไปในรูปแบบไหน


ต้องบอกว่า การเทรนนิ่งของ MIR ระบบทุกอย่างที่อบรมจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำอย่างไรให้นักธุรกิจมีจิตใจที่ดี สามารถนั่งอยู่ในใจคนได้ รวมถึงต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้เกิดขึ้นไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคนที่ยังไม่สำเร็จให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ


ภก.ดร.พิศาล กล่าวเสริมว่า ในการเทรนนิ่งสำหรับสมาชิกใหม่นั้น ผมจะเป็นผู้ที่ขึ้นอบรมเอง ซึ่งใครที่ไม่เคยเจอผม ก็จะได้เจอในหลักสูตรนี้ เรียกได้ว่าเป็นหลักสูตรปฐมนิเทศเลยก็ว่าได้ ที่สมาชิกใหม่ ที่เข้ารับการอบรมจะได้รู้ถึงแนวทางในการทำธุรกิจขายตรง รวมถึงระบบแผนธุรกิจของ MIR เป็นอย่างไร ในขณะเดียวกัน จะรวมไปถึงในเรื่องของวัฒนธรรมในองค์กรด้วย เพื่อที่จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน


...นับได้ว่า บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด หรือ MIR ถือเป็นอีกหนึ่งขายตรงน้องใหม่ที่น่าจับตามองเช่นกัน และยิ่งด้วยประสบการณ์ทางธุรกิจของนักบริหารธุรกิจมืออาชีพอย่าง ภก.ดร.พิศาล


จันทฤทธิรัศมี ที่ออกโรงมาเล่นบทบู้แบบประกาศที่จะบุกตลาดเครือข่ายทั่วโลกด้วยแล้ว...ต้องบอกว่าค่ายนี้ น่าที่จะมีอะไรดี ๆ อย่างแน่นอน ส่วนเป้าหมายและแนวทางของธุรกิจที่ขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้ได้วางไว้จะสัมฤทธิ์ผลตรงตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่นั้น เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ ภาพความชัดเจนของธุรกิจ MIR น่าที่จะชัดเจนมากขึ้นกว่านี้อย่างแน่นอน ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่329 ประจำวันที่1 - 15 ตุลาคม 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ตอกย้ำความสำเร็จก้าวสู่ปีที่17 จัดงานยิ่งใหญ่โชว์ความแตกต่างในทุกมิติ


กิฟฟารีน จัดงานเฉลิมฉลองความสำเร็จก้าวสู่ปีที่ 17 พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 10 รายการด้าน พญ. นลินี ประกาศลั่นฮอลล์ ที่กิฟฟารีนประสบความสำเร็จจนถึงวันนี้ได้เพราะสมาชิก กิฟฟารีนทุกคนที่ช่วยกันสร้าง พร้อมแนะคนที่จะสำเร็จในธุรกิจได้ต้องยึดหลัก 3 แนวทาง


...ออกตัวแรงกระทุ้งธุรกิจขายตรงให้คึกคักอีกแล้ว สำหรับขายตรงพันธุ์ไทยอย่าง กิฟฟารีน ที่ล่าสุดได้จัดงาน ฉลองความสำเร็จของธุรกิจในช่วงตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับการก้าวสู่ปีที่ 17 โดยงานนี้นอกเหนือจากจะเป็นการจัดงานเพื่อตอกย้ำความสำเร็จแล้ว ยังได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ระดับพรีเมี่ยมว่า 10 รายการอีกด้วย ซึ่งความสำเร็จของธุรกิจกิฟฟารีนในครั้งนี้นั้น พญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ขึ้นกล่าวบนเวทีผ่านนักธุรกิจกิฟฟารีนกว่า 18,000 คน ว่าความสำเร็จตลอดระยะเวลา 16 ปี ที่ผ่านมาของ กิฟฟารีน ที่เกิดขึ้นได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกกิฟฟารีน ทุกคน ได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั่นเอง


วันนี้ต้องบอกว่ากิฟฟารีนเองได้สร้างองค์กรเครือข่ายที่เรียกว่าเป็นองค์กรเครือข่ายผู้ที่ใช้สินค้าที่แท้จริง โดยตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา ตนเองตระหนักดีว่ากำลังก้าวเดินไปบนเส้นทางที่จะทำให้คนไทยทุกคนนั้นได้มีโอกาสเป็นเจ้าของโอกาสในสิ่งที่ตนเองสร้าง และได้มีโอกาสสร้างในสิ่งที่เป็นเจ้าของอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นภาพที่เราสร้างในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ก็เสมือนว่าบริษัทกิฟฟารีนจะเปรียบเสมือนเป็นบริษัทแม่ ผู้ที่จะคอยดูแลและสนับสนุนนักธุรกิจทุกท่าน ที่เมื่อก้าวเข้ามาแล้ว ทุกคนคือเจ้าของกิฟฟารีน ทุกคนคือเจ้าของบริษัทลูกที่สง่างาม โดยงานของบริษัทลูกก็คือ การสานต่อ สร้างความรู้สึกนี้และเชิญคนมาร่วมกันอยู่ในทีมงาน อยู่ในเครือข่าย และอยู่ในสายงานในฐานะเจ้าของ กิฟฟารีนและในฐานะเจ้าของบริษัทเช่นเดียวกัน


พญ. นลินี ยังกล่าวต่ออีกว่า วันนี้คนที่จะเป็นแชมป์และจะประสบความสำเร็จคนที่จะได้รับชัยชนะจากเครือข่าย กิฟฟารีนได้นั้น จะต้องมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่างด้วยกัน คือ 1. มีวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะคนที่จะเป็นแชมป์นั้นจะต้องก้าวไปข้างหน้า และพร้อมที่จะให้คนที่อยู่ข้างหลัง เดินตามด้วยความศรัทธา ด้วยความรัก ด้วยความเข้าใจ และสานต่อจากความคิดทั้งหมดที่มี เพราะฉะนั้นภาวะผู้นำควรที่จะต้องสร้างอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง 2. วิธีการทำงานในธุรกิจเครือข่ายที่ถูกต้อง ที่จำเป็นจะต้องมีความชัดเจนและสามารถส่งต่อให้กับเครือข่ายที่ทำได้ และ3. ต้องเป็นคนที่มีแรงบันดาลใจที่จะทำธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงมีวินัยในการทำงาน


วันนี้กิฟฟารีนได้ตระหนักดีว่า สิ่งที่ทุกท่านได้ก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจนี้แล้ว สิ่งแรกที่ทุกคนต้องการคือ การมีรายได้ที่ดีในเวลาอันรวดเร็ว รวมถึงต้องมีรายได้ที่มั่นคงในระยะเวลาที่ยาวนานด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเมื่อทุกท่านได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้ว ทุกสิ่งที่ท่านสร้าง จะเป็นสิ่งที่สามารถส่งต่อให้กับคนที่ท่านรักได้อย่างแท้จริงในอนาคต และสิ่งที่จะช่วยสร้างให้ทุกคนทำงานได้อย่างแข็งแกร่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีระบบสนับสนุนที่แข็งแรงด้วยเช่นกัน อย่างเช่นที่กิฟฟารีนก็ได้มีเครื่องมือที่จะนำพาทุกคนให้ทำงานง่ายขึ้นนั่นก็คือ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมที่ชื่อ กิฟฟารีน แชนแนล นั่นเอง ที่จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสนับสนุนแผนการทำตลาดของกิฟฟารีน วันนี้และในอนาคต


...เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคำกล่าวที่ทาง พญ. นลินี ไพบูลย์ ได้ประกาศพร้อมที่จะร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน ด้วยเครื่องมือสนับสนุนทางธุรกิจที่ทางหมอต้อยได้กล่าวไว้นั่นเอง...


ซึ่งในงานฉลองความสำเร็จของ กิฟฟารีน ในครั้งนี้นั้น กิฟฟารีน เอง ยังได้จัดให้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ระดับพรีเมี่ยมว่า 10 รายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่ทางกิฟฟารีนขอนำเสนอคือ ชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เอดดัลไวส์ ที่จะช่วยใน
การฟื้นฟูผิวให้ขาวกระจ่างใส แลดูสุขภาพดี นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ทิโชก แดนดี, กิฟฟารีน อะบาโลน


คอลลาเจน ไฮยา ซีรั่ม อินเทนซ์ ฟอร์มูล่า และกิฟฟารีน กลามอรัส วันเดอร์ไลท์ คอนซีลเลอร์ คิท เซ็ท
ส่วนอีกหนึ่งไฮไลท์ ที่สำคัญของงานฉลองความสำเร็จของกิฟฟารีนในปีนี้นั้นก็คือ การเชิดชูเกียรติและแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ 2 ผู้บริหารระดับสูงสุดในตำแหน่ง ไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์ คนล่าสุด คือ เรือเอกสุรินทร์-คุณฉวีวรรณ ลอยสูง และ คุณสมบุญ-คุณธัญชนก แดงรอด พร้อมกับการมอบรถเบนซ์ E250 จำนวน 2 คัน ให้กับ 2 ผู้บริหารระดับสูงสุดในตำแหน่ง ไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์อีกด้วย


ไม่เพียงเท่านั้น กิฟฟารีน เอง ยังได้เปิดตัวผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Sales Contest ครั้งที่ 10 ผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Fantastic Beijing Awards 2012 ผู้ชนะการแข่งขันท่องเที่ยวประเทศยุโรป (เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ และออสเตรีย) และผู้ชนะการแข่งขัน Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งเปิดตัวการแข่งขันสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Giffarine Fantastic Kyoto-Osaka Awards และ Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศฮ่องกง


พญ.นลินี กล่าวทิ้งท้ายต่อว่า ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6 ล้านรหัส โดยปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวม 49,045 ล้านบาท และตอบแทนเป็นรายได้กลับคืนสู่ครอบครัวไทยหลายแสนครอบครัวไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 112 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จึงเชื่อว่าด้วยความพร้อมในหลาย ๆ ด้านที่บริษัทฯ มีน่าที่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้นักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคนประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่329 ประจำวันที่1 - 15 ตุลาคม 2555